Friday, 28 August 2026
NEWS

รศ.ดร.ปิติ เผย ASEAN Foundation!! ชู AI–ดิจิทัล–เยาวชน คือกุญแจไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เข้าถึงเยาวชนกว่า 8.3 ล้านคน ช่วย SMEs กว่า 120 รายขยายตลาด สร้างเครือข่ายเยาวชนเข้มแข็งทั่วภูมิภาค

รศ.ดร. ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในฐานะผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน(ASEAN FOUNDATION)
โพสต์


สวัสดีครับเพื่อน ๆ และผู้ติดตามทุกท่าน

ในฐานะผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) วันนี้ผมอยากจะใช้พื้นที่ตรงนี้มาเล่าและสรุปความคืบหน้าการทำงานตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม - มิถุนายน 2026) ให้ทุกท่านได้ฟังกันครับว่า พวกเราได้ขับเคลื่อนภารกิจอะไรในภูมิภาคมาบ้าง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้มาจากรายงานสรุปผลงานอย่างเป็นทางการของ ASEAN Foundation ที่ได้รายงานต่อ คณะผู้แทนถาวรประเทศสมาชิกทั้ง 11 ประเทศ (เอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกทั้ง 11 ท่าน)

ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมานี้ ASEAN Foundation ยึดหมุดหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการยกระดับทักษะแห่งอนาคต โดยเราเน้นการดึงพันธมิตรและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาร่วมสร้างโอกาสให้ประชาชนอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรมครับ

1. การเตรียมความพร้อมสู่โลกอนาคตและทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI)
AI Ready ASEAN: โครงการนี้พวกเราภูมิใจมากครับ เราได้รับทุนสนับสนุนจาก Google.org ในการกระจายความรู้เท่าทันด้าน AI สู่ระดับภูมิภาค ตอนนี้สามารถเข้าถึงเยาวชน ครู และผู้ปกครองได้แล้วกว่า 8.3 ล้านคนและกำลังเพิ่มขึ้นในทุกชั่วโมง (เกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 5.5 ล้านคน) และได้รับการสนับสนุนระดับนโยบายจากผู้นำประเทศอย่าง ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์, รองประธานาธิบดี ยิบรัน รากาบูมิง แห่งอินโดนีเซีย, นายกรัฐมนตรี อันวา อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย และประธานาธิบดี ธาร์มาน ชานมูการัตนัม แห่งสิงคโปร์ อีกด้วยครับ

ASEAN Ahead: โครงการระยะยาวร่วมกับ LinkedIn เพื่อเสริมทักษะ AI และเตรียมความพร้อมสู่การทำงานให้แก่เยาวชน 18,200 คน รวมถึงกลุ่มเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา (NEET, Not in Employment, Education and Training) ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราพึ่งเริ่มต้นการหารือกับเครือข่ายภาคประชาชนที่จะมีดำเนินการร่วมกับเราใน 11 ประเทศ

EDS-ASEAN: ASEAN Foundation ร่วมกับ Huawei คัดเลือกและพัฒนาขีดความสามารถทางดิจิทัลและ Cloud ให้กับผู้ประกอบการ SMEs 120 ราย และพาตัวแทนระดับท็อปไปร่วมงานสัมมนาใหญ่ที่กรุงจาการ์ตาเพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจครับ

2. การยกระดับวิสาหกิจเพื่อสังคมและผู้ประกอบการรายย่อย (MSMEs)
ASEAN SOAR Together: โครงการร่วมกับ TikTok Shop เพื่อช่วยบ่มเพาะทักษะการตลาดดิจิทัลและการไลฟ์สดให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย 50 รายจากทั่วอาเซียน โดยร้อยละ 80 เป็นผู้ประกอบการสตรี และกว่าครึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล การอบรมนี้ทำให้หลายแบรนด์มียอดขาย (GMV) เติบโตขึ้นสูงสุดถึง 715% แถมยังมีแบรนด์ไทยอย่าง LALAPIS ได้ไปร่วมแสดงผลงานในเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ด้วยครับ

ASEAN SEDP 4.0: โครงการพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมได้เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยทุนสนับสนุนของเราได้ส่งตรงไปถึงวิสาหกิจ 27 แห่ง และสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กพิเศษ เกษตรกรรายย่อย และสตรีผู้ด้อยโอกาส รวมแล้วกว่า 1.4 ล้านคน ทั่วภูมิภาค ผลสำรวจพบว่าร้อยละ 80 ของธุรกิจที่เข้าร่วมมีผลกำไรเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนครับ และเรากำลังริเริ่มโครงการใหม่
ASEAN SEDP Elevates

3. การสร้างเครือข่ายผู้นำเยาวชนและสุขภาวะชุมชน
eMpowering Youths Across ASEAN (Cohort 5): คัดเลือกอาสาสมัครเยาวชน 100 คนลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคมจริงร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) เป็นเวลา 14 วัน สร้างประโยชน์ให้ชุมชนไปกว่า 10,712 คน ก่อนจะจัดพิธีปิดอย่างยิ่งใหญ่ที่เมืองกูชิง ประเทศมาเลเซียครับ และสัปดาห์หน้า cohort 6 จะนำเยาวชน 110 คนจาก 11 ประเทศมาเริ่มกิจกรรมที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

9th ASEAN Data Science Explorers 2025: โครงการแข่งขันวิเคราะห์เดต้าผ่านระบบของ SAP มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 11,152 คน และความยินดีของพวกเราคือ ทีมเยาวชนไทย "Mamamamoodeng" คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 ในรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคมาครองได้สำเร็จครับ

Local Model ASEAN Meetings: เปิดพื้นที่ให้อดีตเยาวชนในโครงการของเราสวมบทบาทเป็นทูตเพื่อจำลองการประชุมอาเซียน 12 ครั้ง ใน 11 ประเทศสมาชิก รวมถึงออสเตรเลียและญี่ปุ่น เพื่อฝึกทักษะการเจรจาต่อรอง

CALM MRI: ความร่วมมือพิเศษกับ LEGO ในการแจกจ่ายชุดของเล่นเครื่องสแกน MRI จำนวน 648 ชุดในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ เพื่อช่วยลดความวิตกกังวลและสร้างความกล้าหาญให้แก่ผู้ป่วยเด็กที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลครับ

Aus4ASEAN Alumni Dialogue: เราพาศิษย์เก่าอาเซียนที่เรียนหนังสือในประเทศออสเตรเลียมาระดมสมองในรูปแบบ Track 1.5 เพื่อเฟ้นหาความคิดสร้างสรรค์จากคยรุ่นใหม่ว่า อาเซียนและออสเตรเลียจะขับเคลื่อนความร่วมมือในรูปแบบหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่าง 2 ภูมิภาคอย่างไรในอนาคต

4. การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียนผ่านสื่อสร้างสรรค์
เราเน้นการสื่อสารผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยโครงการ ASEAN LIVE Creators for Change ร่วมกับ TikTok ดึงครีเอเตอร์มาไลฟ์พูดคุยประเด็นสังคมวัฒนธรรม สร้างยอดการมีส่วนร่วมได้กว่า 4.1 ล้านครั้ง และโครงการ ASEAN Y-Impact ร่วมกับสถานทูตแคนาดา รณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางสังคม ส่งผลให้ในรอบครึ่งปีนี้ สื่อโซเชียลมีเดียของมูลนิธิอาเซียนเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า 29 ล้านคน และมียอดผู้ติดตามรวมทะลุ 535,553 รายแล้วครับ ฝากกดไลค์ กดแชร์ และสมัคร Social media ของเราในทุกช่องทางด้วยนะครับ ASEAN Foundation

ก้าวต่อไปของมูลนิธิอาเซียน
ในอนาคตอันใกล้นี้ พวกเรากำลังเตรียมเปิดตัวอีกหลายโครงการสำคัญครับ ไม่ว่าจะเป็น Scam Ready ASEAN ที่ได้รับทุนสนับสนุน 5 ล้านดอลลาร์จาก Google เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ให้ประชาชน 3 ล้านคนทั่วอาเซียน เราเร่ิมลงพื้นที่และเปิดรับสมัครพันธมิตรในการเสริมสร้างทักษะให้กับประชาชนใน 11 ประเทศ เรากำลังเจรจาโครงการใหม่ๆ อาทิ โครงการครีเอเตอร์วัฒนธรรมเฟส 2 และโครงการรณรงค์สุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานร่วมกับ Novo Nordisk

ผมขอขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วน และทีมงาน ASEAN Foundation ทุกคนที่ทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพื่อขับเคลื่อนภูมิภาคของเราให้เติบโตอย่างเท่าเทียม ปลอดภัย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังครับ ฝากติดตามและเป็นกำลังใจให้พวกเราในโครงการต่อ ๆ ไปด้วยนะครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/625882224/posts/10164126824217225/?rdid=JFHeC9ZZSJ9AYCts#

การบินไทยย้ำกฎเข้ม!! ห้ามพนักงานเกี่ยวข้องยาเสพติด–สิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด แจงกรณีพนักงานถูกควบคุมตัวที่เมลเบิร์น ยืนยันเป็นเรื่องรายบุคคล อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม

การบินไทยชี้แจงกรณีพนักงานถูกควบคุมตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ประเทศออสเตรเลีย

ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกเจ้าหน้าที่ของประเทศออสเตรเลียควบคุมตัวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียนั้น

บริษัทฯ ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวและได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการของกฎหมาย

บริษัทฯ ขอยืนยันว่า บริษัทฯ มีระเบียบ ข้อบังคับ และมาตรการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานทุกคน รวมถึงนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอย่างเคร่งครัด โดยห้ามมิให้พนักงานครอบครอง นำเข้า ขนส่ง หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการสื่อสารและกำชับให้พนักงานถือปฏิบัติตามระเบียบของบริษัทฯ รวมถึงกฎหมายของประเทศที่ให้บริการอย่างเคร่งครัดก่อนการปฏิบัติหน้าที่ทุกเที่ยวบิน หากกระทำผิดบริษัทฯ จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด จากข้อมูลเบื้องต้น บริษัทฯ เข้าใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับพนักงานรายบุคคล ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่เกิดเหตุ โดยบริษัทฯ ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พนักงานได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ปฏิบัติตามกฎหมายของทุกประเทศที่ให้บริการและไม่สนับสนุนการกระทำใดๆ ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ตลอดกระบวนการ

ที่มา : https://www.facebook.com/100076576924740/posts/1047544014474820/?rdid=fQoA3BrJJJ93NBcN#

WHA Group เปิดเกมลงทุน!! ต้อนรับคณะท่านฮว้า เชื่อมการค้าไทย-เวียดนาม โครงการนิคมอัจฉริยะกำลังมา เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค

WHA Group ต้อนรับคณะผู้แทนระดับสูงจังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hoa) เปิดเวที “Gateway to Thanh Hoa Forum” เชื่อมนักลงทุนไทยสู่โอกาสการลงทุนในเวียดนาม

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) นำโดย นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ให้การต้อนรับคณะผู้แทน ระดับสูงและผู้ประกอบการภาคเอกชน จากจังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hoa) ประเทศเวียดนาม นำโดย นายใหม่ ซวน เลียม (Mr. Mai Xuân Liêm) รองประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัดทัญฮว้า ณ อาคาร WHA Tower พร้อมจัดสัมมนา "Gateway to Thanh Hoa Forum" เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและนำเสนอโอกาสการลงทุนของจังหวัดทัญฮว้าแก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทย โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายฝั่ม เหวียต หุ่ง (H.E. Mr. Pham Viet Hung) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทยเข้าร่วมงาน

ในโอกาสเดียวกัน คณะผู้แทนจังหวัดทัญฮว้าได้เยี่ยมชม WHA Mega Logistics Center และนิคมอุตสาหกรรม WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 1 (WHA ESIE 1) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการโลจิสติกส์และรูปแบบการพัฒนา Smart Eco Industrial Estate ของ WHA Group

WHA Group เชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของจังหวัดทัญฮว้าและได้ลงทุนพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ WHA Smart Technology Industrial Zone 1 ซึ่งมีพื้นที่พัฒนาในเฟสแรก 178 เฮกตาร์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้างและคาดว่าจะพร้อมเปิดดำเนินการในไตรมาส 4 ปี 2569 โดยโครงการได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับลูกค้ารายแรกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ WHA Group ยังได้รับใบรับรองการลงทุน (IRC) สำหรับโครงการ WHA Smart Technology Industrial Zone 2 (เฟสแรก 175 เฮกตาร์) ซึ่งได้รับเกียรติให้มีการส่งมอบเอกสารต่อหน้านายกรัฐมนตรีของประเทศไทยและเวียดนามในงาน Vietnam-Thailand Business Forum เมื่อปี 2568 อีกทั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ ได้รับ IRC สำหรับโครงการ WHA Vietnam Innovation Park เพื่อพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าสำเร็จรูปแบบไฮบริด มูลค่าการลงทุนกว่า 11.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

WHA Group มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคโดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ สาธารณูปโภค พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทยและเวียดนาม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

Maxim อัปเดตแอปฯ ใหม่!! เพิ่มฟีเจอร์รวดเร็ว แนะนำสถานที่รับส่ง พิกัดจุดนัดพบแม่นยำ ขยายประสบการณ์เดินทางดีขึ้น

Maxim อัปเดตแอปฯ ใหม่ เพิ่มความรวดเร็วในการเรียกรถ พร้อมพัฒนาจุดนัดพบให้แม่นยำยิ่งขึ้น

กรุงเทพฯ, 29 มิถุนายน 2569 – Maxim ประเทศไทย หนึ่งในผู้นำด้านบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-hailing) เปิดตัวแอปพลิเคชันเวอร์ชันล่าสุด เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทาง ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถเรียนรู้และวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานของผู้โดยสาร พร้อมพัฒนาระบบนำทางและการนัดพบให้แม่นยำ ผ่าน 2 ฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้การเรียกรถรวดเร็ว สะดวก และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งสำหรับผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับ

หนึ่งในการอัปเดตสำคัญของแอปพลิเคชันคือฟีเจอร์แนะนำสถานที่รับและส่งที่ใช้งานเป็นประจำ ซึ่งจะแสดงบนหน้าหลักโดยอัตโนมัติเมื่อผู้โดยสารเรียกรถ ช่วยให้ไม่ต้องพิมพ์ที่อยู่หรือค้นหาจากประวัติการเดินทางอีกต่อไป เพียงแตะเลือกสถานที่ที่ต้องการก็สามารถสร้างคำสั่งเรียกรถได้ทันที ฟีเจอร์ดังกล่าวใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในการเรียนรู้และวิเคราะห์รูปแบบการเดินทางของผู้โดยสาร เพื่อแนะนำสถานที่ที่มีแนวโน้มว่าจะเลือกมากที่สุด ช่วยลดขั้นตอนในการสร้างคำสั่งเรียกรถและประหยัดเวลาในการใช้งาน นอกจากนี้ ผู้โดยสารยังสามารถบันทึกและปักหมุดสถานที่ที่ใช้งานบ่อยไว้ในเมนู “รายการโปรด” เพื่อให้เข้าถึงและเลือกใช้งานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

อีกหนึ่งการพัฒนาที่สำคัญคือการยกระดับฟีเจอร์ “จุดนัดพบ หรือ Pick-up Point” ให้มีความแม่นยำและใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากการแสดงตำแหน่งจุดนัดพบบนแผนที่แล้ว แอปพลิเคชันยังสามารถระบุตำแหน่งจุดนัดพบที่ชัดเจนและแม่นยำสำหรับทั้งผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับ ช่วยให้พาร์ทเนอร์คนขับสามารถเดินทางไปยังจุดจอดรับที่เหมาะสมได้อย่างถูกต้อง ลดความสับสนในการค้นหาตำแหน่ง รวมถึงลดความเสี่ยงในการจอดรับในพื้นที่ที่ไม่อนุญาตหรือการถูกปรับจากการฝ่าฝืนกฎจราจร ขณะที่ผู้โดยสารก็สามารถค้นหาจุดนัดพบได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว แม้อยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่หรือมีความซับซ้อน เช่น ศูนย์การค้า สนามบิน สถานีรถไฟ มหาวิทยาลัย และสถานที่จัดงานขนาดใหญ่

ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นและมีจุดนัดพบหลายแห่ง เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา และภูเก็ต ซึ่งจุดนัดพบมักกระจายอยู่ตามทางเข้า–ออก ลานจอดรถ หรือชั้นต่าง ๆ ของอาคาร การระบุตำแหน่งจุดนัดพบที่ชัดเจนยิ่งขึ้นช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการนัดพบ เพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับ และทำให้ประสบการณ์การใช้บริการเรียกรถเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

นายพงศ์พัฒน์ อักษราวรกานต์ กรรมการผู้จัดการ Maxim ประเทศไทย กล่าวว่า "เรารับฟังความคิดเห็นของผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง และพบว่าปัญหาหลักที่ผู้ใช้พบมากที่สุดมีอยู่สองอย่าง ได้แก่ การต้องกรอกที่อยู่เดิมซ้ำ ๆ และการค้นหาจุดนัดพบที่ถูกต้องในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น การอัปเดตครั้งนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขทั้งสองปัญหา พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนการทำงานของพาร์ทเนอร์คนขับ การระบุจุดนัดพบที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างชัดเจน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน ลดความสับสนในการนัดพบ และทำให้ประสบการณ์การใช้บริการเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้นสำหรับทุกฝ่าย"

แอปพลิเคชัน Maxim เวอร์ชันล่าสุดพร้อมให้ดาวน์โหลดฟรีแล้วสำหรับผู้ใช้งานทั่วประเทศไทย ผ่าน App Store (iOS), Google Play (Android), AppGallery, Galaxy Store, GetApps และเว็บไซต์ของ Maxim ผู้ใช้งานปัจจุบันสามารถอัปเดตแอปพลิเคชันเพื่อใช้งานฟีเจอร์ใหม่ได้ทันที ขณะที่ผู้ใช้งานใหม่สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อสัมผัสอินเทอร์เฟซที่ได้รับการปรับปรุง พร้อมฟีเจอร์ที่ช่วยให้การเรียกรถสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำยิ่งขึ้น

การอัปเดตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวของ Maxim ในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการ และสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ดียิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้งาน บริษัทมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและฟีเจอร์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของทั้งผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับทั่วประเทศไทย

จับลูกเรือไทย ขนเฮโรอีน!! ลูกเรือสาวไทยโดนจับคาสนามบินเมลเบิร์น ยึดยาเสพติดมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท แจ้ง 2 ข้อหาโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี เตรียมขึ้นศาลเดือน ก.ย. นี้

“ลูกเรือสาวไทย” โดนรวบคาสนามบินเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ตร.พบขนเฮโรอีนกว่า 11 ล้านบาท ซุกกระเป๋าสัมภาระ

ตำรวจออสเตรเลียและกองกำลังพิทักษ์เขตแดนออสเตรเลีย แถลงว่า หญิงชาวไทยที่ถูกจับ อายุ 26 ปี เดินทางมาถึงสนามบินนานาเมลเบิร์นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ในฐานะลูกเรือเที่ยวบินระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ตรวจพบความผิดปกติระหว่างเอ็กซเรย์กระเป๋าเดินทางของเธอตามปกติ ซึ่งรวมถึงกระเป๋าผ้า 12 ใบ และพบผงสีขาวรวมกว่าหนึ่งกิโลกรัม ซ่อนอยู่ภายในซับในของกระเป๋า ผลตรวจสอบพบว่าเป็นเฮโรอีน ที่ตำรวจออสเตรเลียประเมินว่า มีมูลค่าในตลาดมืดประมาณ 5 แสนดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 11 ล้าน 5 แสนบาท

ตำรวจออสเตรเลียได้ทำการจับกุม ยึดของกลาง และแจ้งข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดในเวลาต่อมา 2 กระทง ได้แก่ นำเข้ายาเสพติดในปริมาณที่สามารถจำหน่ายได้ และครอบครองยาเสพติดในปริมาณที่สามารถจำหน่ายได้ ทั้งสองข้อหามีโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี เธอจะถูกควบคุมตัวไว้จนกว่าจะถึงกำหนดขึ้นศาลเมลเบิร์นในวันที่ 14 กันยายน

คลินต์ ซิมส์ ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย กล่าวว่า หน่วยงานยังคงเฝ้าระวังอันตรายจากบุคคลวงในที่ได้รับความไว้วางใจ อย่างเช่น ลูกเรือ และจะขัดขวางกิจกรรมนี้ต่อไป เพื่อรักษาความปลอดภัยชายแดนและปกป้องชุมชนชาวออสเตรเลีย เช่นเดียวกับ ซีโมน บัตเชอร์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจออสเตรเลีย กล่าวว่า สำนักงานตำรวจออสเตรเลียยังคงมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละ ในการจับกุมบุคคลที่ใช้ตำแหน่งงานหรือสถานะในชุมชนเพื่อสนับสนุนการค้ายาเสพติด

ที่มา : https://www.topnews.co.th/news/1615453?fbclid=IwdGRjcASu3S9jbGNrBK7dK2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHpDMtJFawkSUYrZhQcygChfM1Y8IjIg59UmGRg9TL6lQy-oQhSaqpAwGuJJI_aem_2o9GkkDuOSngY4b36gzohA

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่แฟนๆหลายคนต่างเอ็นดูกันอย่างมากสำหรับนักร้องอย่าง เสก โลโซ หลังจากที่ได้ออกมาจากเรือนจ่า โดยมีภรรยา กานด์ ได้รับงานคอนเสิร์ตหลายงาน ซึ่งขณะที่ เจ้าตัวกำลังไลฟ์สดพูดคุยกับแฟนๆอยู่นั้น ได้ถามภรรยาว่า

เสก โลโซ : คอนเสิร์ดครั้งละ 400,000บาท เดือนนิ่งเธอรับไปแล้ว 30 วัน เท่ากับได้ 12ล้าน แล้วเธอ

ให้ฉันเท่าไหร่

กานต์ : ก็ฝากกานไว้แหละ

เสก โลโซ : อ้อ โอเค ฝากไว้ก่อนนะ 5555555555555

 

เสก โลโซ

ที่มา : https://today.line.me/th/v3/article/Op7MN96

นโยบายไฟฟ้าสาธารณะอยู่ที่รัฐบาล!! 'กกพ.' ชี้ค่าไฟขึ้น ย้ำมาตรการติดมิเตอร์ให้ครบถ้วน ตามมติ กพช. ควบคุมค่าไฟไม่เกินร้อยละ 10 พร้อมติดตามกำกับหากนโยบายเปลี่ยนแปลง

“กกพ.” ชี้ค่าไฟฟ้าสาธารณะขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล

แจงค่าไฟฟ้าสาธารณะมาจากมติ กพช. ยกเว้นการเรียกเก็บไม่เกินร้อยละ 10 ของปริมาณการใช้ในเขตพื้นที่ ขณะที่ กกพ. ทำได้เพียง เร่งรัดการไฟฟ้าติดมิเตอร์วัดการใช้ไฟให้ครบถ้วน เพื่อไม่ให้ ประชาชนแบกภาระเกินควร

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการทบทวนแนวทางบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ด้านไฟฟ้าสาธารณะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า สำนักงาน กกพ. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงาน ตามนโยบายของรัฐบาล และกำกับดูแลให้การดำเนินงานของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นไปตามกฎหมาย มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และหลักเกณฑ์
ที่กำหนดเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้า

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าสาธารณะมิใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นนโยบายที่ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดเริ่มต้นจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2530 และได้รับการปรับปรุงตามมติ กพช. หลายครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการใช้ไฟฟ้าและบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่ผ่านมา สำนักงาน กกพ. ได้ติดตาม ผลักดัน และเร่งรัดการดำเนินงานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดันให้ กฟน. และ กฟภ. ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าสาธารณะตั้งแต่ปี 2566 เพื่อให้สามารถ ตรวจสอบและจำแนกปริมาณการใช้ไฟฟ้าสาธารณะได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามมติ กพช. โดย กฟน. มีแผนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 ส่วน กฟภ. อยู่ระหว่างดำเนินการเนื่องจากมีพื้นที่รับผิดชอบทั่วประเทศ ซึ่งสำนักงาน กกพ. จะติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

"หากมีการปรับเปลี่ยนนโยบายให้ยกเลิกมติ กพช. ในอดีต และให้การไฟฟ้าเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสาธารณะจากหน่วยงานที่รับผิดชอบอุปกรณ์ไฟฟ้า กกพ. ก็พร้อมจะติดตามกำกับเพื่อให้เป็นไปตามมติ กพช." ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

จากบราซิลถึงเวเนซุเอลา!! ‘เนย์มาร์’ บริจาค 250,000 ดอลลาร์ ช่วยผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา เผยเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อชาวเวเนซุเอลา หลังแผ่นดินไหวรุนแรงสุดในรอบ 126 ปี

เนย์มาร์ แนวรุกทีมชาติบราซิลบริจาคเงินส่วนตัวจำนวน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เวเนซุเอลา

โดยเวเนซุเอลาประสบเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้ง ขนาด 7.2 และ7.5 ใกล้กรุงการากัสซึ่งถือเป็นรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลาในรอบ 126 ปี นับตั้งแต่ปี 2443 ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก

ล่าสุดมีการเปิดเผยว่า เนย์มาร์ แข้งซูเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิลซึ่งกำลังอยู่ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ได้บริจาคเงินส่วนตัวจำนวน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.35 ล้านบาท)

เงินจำนวนนี้จะนำไปใช้ในโครงการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน เพื่อจัดหาอาหาร น้ำดื่มสะอาด อุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่พักพิงชั่วคราว และความช่วยเหลือฉุกเฉินอื่นๆ ให้แก่ผู้ประสบภัย

ดาวเตะวัย 34 ปีระบุว่า “ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลา หวังว่าการสนับสนุนนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัวที่กำลังเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส และช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานของพวกเขา”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10302457

สวนนงนุชพัทยาจัดโปรฯ!! กรกฎาคมนี้เที่ยวคุ้ม สวนนงนุชพัทยาคืนโปรฯ ซื้อบัตร 1 แถมฟรีอีก 1 เด็ก–ผู้สูงอายุ–ผู้พิการ–วันเกิด เข้าฟรี ตลอดเดือน ก.ค. สำหรับคนไทย Walk-in

สวนนงนุชพัทยา ชวนครอบครัวเที่ยวสุขใจ คุ้มที่สุด! โปรฯ กลับมาแล้ว “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนกรกฎาคม 69 เด็กฟรี ผู้สูงอายุฟรี ผู้พิการฟรี วันเกิดฟรี

สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เชิญชวนคนไทยออกมาเติมเต็มความสุขกับครอบครัวในช่วงวันหยุด ด้วยโปรโมชั่นสุดคุ้ม “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” เพียงซื้อบัตรผ่านประตูพร้อมชมการแสดง (Package 3) ตลอดเดือนกรกฎาคม 2569 เรียกได้ว่าเที่ยวได้ทั้งครอบครัวในราคาสุดคุ้มสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางแบบ Walk-in

นอกจากนี้ สวนนงนุชพัทยายังมอบสิทธิพิเศษตลอดปี ได้แก่ เด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวันเมื่อเดินทางมากับครอบครัว ผู้พิการเข้าฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าฟรีทุกวันศุกร์ ผู้สูงอายุอายุ 80 ปีขึ้นไปเข้าฟรีทุกวันตลอดปี และผู้ที่มาเที่ยวตรงกับวันเกิดสามารถเข้าชมฟรี จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ สวนนงนุชพัทยารวบรวมกิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นสวนสวยกว่า 60 สวน พันธุ์ไม้จากทั่วโลกมากกว่า 18,000 ชนิด เมืองไดโนเสาร์ที่มีหุ่นไดโนเสาร์กว่า 1,800 ตัว เมืองอียิปต์ ให้อาหารปลาช่อนยักษ์ แวะพักผ่อนที่คาเฟ่แมว ให้อาหารเนื้อทราย และนั่งรถชมสวนสัมผัสความงดงามของภูมิทัศน์ระดับโลก นักท่องเที่ยวยังสามารถชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา และการแสดงน้องช้างแสนรู้ วันละ 4 รอบ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

วิทยาลัยดุสิตธานี ปฏิรูปหลักสูตรครั้งใหญ่!! เปิด Hybrid Food Tech ปั้น “สถาปนิกอาหาร” รุ่นใหม่ ปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี ดึงยักษ์อาหารร่วมดีไซน์ ปั้นคนรับตลาดโลก หนุนความมั่นคงทางอาหารและครัวไทยสู่ครัวโ

วิทยาลัยดุสิตธานี ปฏิรูปหลักสูตรครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี เปิดตัวหลักสูตร “Hybrid” ดึงยักษ์ใหญ่ร่วมดีไซน์ปั้นสถาปนิกอาหารรุ่นใหม่ ทลายข้อจำกัดสายวิทย์ หนุนความมั่นคงทางอาหารและ Future Food สู่เวทีโลก

กรุงเทพฯ, 24 มิถุนายน 2569 - วิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันการศึกษาชั้นนำในเครือดุสิตธานี ประกาศเปิดหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปีสาขาใหม่ล่าสุด “เทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ (Food Technology and Creative Culinary Arts)” ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปหลักสูตรครั้งสำคัญในรอบ 15 ปี รองรับช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเร่งเครื่องสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ให้ก้าวสู่ยุคอาหารนวัตกรรม เดินหน้าผลิตบุคลากรคุณภาพรองรับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในฟันเฟืองเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

การเปิดหลักสูตรดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ วิทยาลัยดุสิตธานี โดยมีคุณปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) คุณวิไลพรรณ สังฆะพันธ์ Senior Director, Operations – Ambient Operation Thailand บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เชฟจิรโรจน์ นาวานุเคราะห์ Executive Chef Unilever Food Solutions Thailand และ รองศาสตราจารย์ ดร.นนทลี พรธาดาวิทย์ คณบดีคณะศิลปะการประกอบอาหาร วิทยาลัยดุสิตธานี ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรพิเศษในการสนทนาหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การสร้าง "ผู้ประกอบการ/สถาปนิกอาหาร” รุ่นใหม่ รับความท้าทายและโอกาสการเติบโตในตลาด Future Food ของโลก” 

การเปิดตัวหลักสูตรเกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณความต้องการกำลังคนด้าน Food Tech ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจาก TDRI และ NXPO คาดการณ์ว่า ระหว่างปี 2568–2572 อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคตของไทยจะต้องการแรงงานมากกว่า 47,000 คน ขณะที่ตลาดแรงงานกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนบุคลากรอย่างชัดเจน จากการที่มีตำแหน่งงานด้าน Food Science และ Food Technology เปิดรับกว่า 5,000 ตำแหน่งต่อปี แต่จำนวนบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษายังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า “คน” กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยในอนาคต และเป็นเหตุผลสำคัญที่วิทยาลัยดุสิตธานีตัดสินใจก้าวเข้ามามีบทบาทในการพัฒนากำลังคนรุ่นใหม่ เพื่อเติมเต็มช่องว่างของตลาดแรงงานและสนับสนุนการเติบโตของภาคเศรษฐกิจอาหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ

จุดเด่นของหลักสูตร Hybrid ใหม่นี้ คือการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหาร เทคโนโลยี และศิลปะการประกอบอาหารเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างบุคลากรที่เข้าใจทั้งกระบวนการผลิต นวัตกรรมอาหาร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน อาหารจากพืช หรืออาหารแห่งอนาคต  พร้อมมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมแก้ปัญหา “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ระดับโลก โดยหลักสูตรนี้จะเข้ามาช่วยแก้ข้อจำกัดและยกระดับวัตถุดิบไทยไปสู่ตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน หลักสูตรนี้ยังถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ Pain Point ของภาคอุตสาหกรรม ด้วยการทลายเส้นแบ่งและผสานจุดแข็งของสองศาสตร์ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งศิลปะการรังสรรค์อาหารอันประณีตของ “เชฟ” และองค์ความรู้เชิงลึกของ “นักวิทยาศาสตร์อาหาร” เพื่อบ่มเพาะบุคลากรสายพันธุ์ใหม่ที่มีทักษะผสมผสาน ทั้งศาสตร์การคำนวณและศิลปะการรังสรรค์เมนู ซึ่งเป็นตัวตนแบบ Hybrid ที่ภาคเอกชนกำลังต้องการตัวสูงสุด เพื่อให้การคิดค้นนวัตกรรมอาหารราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ วิทยาลัยดุสิตธานียังทลายกฎเกณฑ์เดิมๆ ในสายการศึกษา แก้ปัญหานักศึกษาลดลงด้วยการปลดล็อกข้อจำกัดและเปิดรับผู้เรียนจากทุกสายการเรียนที่มีความสนใจ ไม่จำเป็นต้องจบสายวิทย์-คณิต โดยปรับโครงสร้างวิชาให้เรียนสนุก เน้นการประยุกต์ใช้จริง ไม่วิชาการจนเกินไป เปลี่ยนภาพจำของวิทยาศาสตร์อาหารให้กลายเป็นการทดลองที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน ผ่านการจัดสมดุลสัดส่วนการเรียนอย่างพอดี คือ ด้านอาหาร 40% วิทยาศาสตร์ประยุกต์ 40-50% และธุรกิจ 10-20% บูรณาการทั้ง Art, Science และ Business เพื่อหล่อหลอมให้ผู้เรียนเป็นทั้ง “ผู้ประกอบการและสถาปนิกอาหาร” ในคนเดียว บัณฑิตรุ่นใหม่จะมีทางเลือกอาชีพที่กว้างขวางและตอบโจทย์ Passion ความชอบที่อิสระ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ นักนวัตกรรมอาหาร หรือเชฟยุคใหม่ที่เข้าใจเทคโนโลยี รวมถึงผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ที่สามารถแปรรูปหรือดีไซน์ผลิตภัณฑ์ เช่น การพัฒนาเนื้อสัตว์จากพืชที่มีรสสัมผัสเหมือนจริง หรือการคำนวณสารอาหารในเมนูและใส่ Storytelling เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้อย่างน่าสนใจและมีประสิทธิภาพ

ความโดดเด่นทั้งหมดนี้ เกิดจากการทำ Co-Creation ครั้งใหญ่ ร่วมกับตัวจริงในวงการ โดยเป็นการจับมือกันระหว่างวิทยาลัยดุสิตธานี และยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมส่งออกระดับโลก อาทิ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ บริษัท ดุสิต ฟู้ดส์ จำกัด พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐอย่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ที่ร่วมส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมออกแบบรายวิชา เพื่อให้เนื้อหาสอดคล้องกับเทรนด์และตลาดโลก พร้อมเปิดประตูสู่โอกาสการทำงานแบบครบวงจร ผ่านการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย โดยหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปีนี้ มีกำหนดจะเริ่มเปิดการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการในปีหน้า (พ.ศ. 2570) เป็นต้นไป

ดร.อรรถเวทย์ พฤกษ์สถาพร อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรและการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน อัตราการเกิดที่ลดลงส่งผลให้จำนวนเยาวชนผู้เข้าสู่ระบบการศึกษาลดลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักเรียนนักศึกษาลดลงตั้งแต่ปีพ.ศ. 2566 โดยมีจำนวนลดลงเกือบ 300,000 คน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการบุคลากรที่มีทักษะสอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ วิทยาลัยจึงมุ่งพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์อนาคตและความต้องการอันหลากหลายของผู้เรียน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

“เราไม่ได้มองเพียงการผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดงาน แต่ต้องการสร้างกำลังคนที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ตอบสนองการขยายตลาดและโอกาสใหม่ๆ ให้วิทยาลัยด้วย” ดร.อรรถเวทย์ กล่าว

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของอุตสาหกรรมอาหารโลก การสร้างกำลังคนที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจึงไม่ใช่เพียงภารกิจของสถาบันการศึกษา แต่เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศ และวิทยาลัยดุสิตธานีกำลังวางตัวเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาคและของโลก

เกี่ยวกับวิทยาลัยดุสิตธานี

วิทยาลัยดุสิตธานี หนึ่งในสถาบันการศึกษาเอกชนชั้นนำทางด้านอุตสาหกรรมบริการของประเทศไทย และบริษัทในเครือโรงแรมดุสิตธานี ได้รับการรับรองจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) และการรับรองมาตรฐานการศึกษาในระดับสากล จาก The International Centre of Excellence in Tourism and Hospitality Education หรือ THE-ICE ประเทศออสเตรเลีย เปิดสอนในหลักสูตรระดับปริญญาตรี ภาษาไทยและนานาชาติ หลักสูตรปริญญาโท รวมไปถึงหลักสูตรระยะสั้นอีกมากมายสำหรับบุคคลทั่วไป ทั้งทางด้านการจัดการโรงแรม การบริการ ศิลปะการประกอบอาหาร สปา รวมไปถึงการท่องเที่ย

องค์กร ลุยเลือก Cloud รองรับ AI ในธุรกิจอย่างหนัก โครงสร้างพื้นฐานต้องยืดหยุ่นสูง มองประสิทธิภาพและต้นทุนควบคู่กัน ใช้ Cloud Model ต่างชนิดผสมได้

เลือก Cloud Infrastructure ที่เหมาะกับการใช้งาน AI ระดับองค์กร

เมื่อองค์กรเริ่มนำ AI เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานจึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่อาจมองข้าม จากรายงานของ McKinsey & Company (2025) ระบุว่า สัดส่วนองค์กรที่นำ AI มาใช้ในการทำงานเพิ่มขึ้นเป็น 88 เปอร์เซ็นต์ จาก 77 เปอร์เซ็นต์ในปีก่อนหน้า1 สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังก้าวขึ้นมาเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการเลือกโมเดล AI ที่เหมาะสม แต่รวมถึงการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรองรับการใช้งานจริงในระดับองค์กร เพราะเมื่อ AI ถูกนำมาใช้งานอย่างจริงจัง ทั้งปริมาณข้อมูล ความเร็วในการประมวลผล ความเสถียรของระบบ และต้นทุน ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องบริหารควบคู่กัน ด้วยเหตุนี้ Cloud จึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน AI ขององค์กร ทั้งในด้านความยืดหยุ่น การขยายระบบ และความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาววันนี้ OPEN-TEC ภายใต้การดูแลของ TCC Technology Group จะพาทุกท่านมาสำรวจการเลือก Cloud ให้เหมาะสมกับลักษณะงานและเป้าหมายทางธุรกิจขององค์กร
โครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม อาจไม่เพียงพอสำหรับ AI

ระบบ AI มีลักษณะการทำงานแตกต่างจากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน ในอดีต หลายองค์กรออกแบบระบบเพื่อรองรับงานธุรกรรม เช่น ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) หรือระบบปฏิบัติการภายใน ซึ่งมีรูปแบบการใช้งานที่ค่อนข้างคาดการณ์ได้ ในขณะที่ AI ต้องรองรับการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลภายในเวลาสั้น ๆ ทำให้การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ไม่ได้พิจารณาเพียงจำนวนเซิร์ฟเวอร์เท่านั้น แต่ต้องมองภาพรวมของพลังประมวลผล ระบบจัดเก็บข้อมูล เครือข่าย และความสามารถในการขยายระบบ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

สิ่งที่ Cloud Infrastructure สำหรับ AI ควรมี

การออกแบบ Cloud Infrastructure สำหรับ AI ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มกำลังประมวลผลหรือเลือกใช้ฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูง แต่ต้องคำนึงถึงความยืดหยุ่นและความคุ้มค่าควบคู่กันไป เมื่อองค์กรเริ่มขยาย AI จากระดับทดลอง (Pilot) ไปสู่การใช้งานจริง โครงสร้างพื้นฐานจะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของระบบ ความต่อเนื่องในการให้บริการ และต้นทุนในการดำเนินงาน โดย Google Cloud ระบุว่า การวัดความสำเร็จของ AI ในระดับองค์กรควรครอบคลุมทั้งประสิทธิภาพของระบบ ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และผลลัพธ์ทางธุรกิจ2 เพื่อให้มั่นใจว่า AI สามารถสร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้จริง

ในมุมมองของ TCC Technology ปัจจัยสำคัญในการออกแบบ Cloud Infrastructure สำหรับ AI ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. Scalability — ขยายระบบได้ตามการเติบโตของภาระงาน
AI เป็นงานที่มีความต้องการทรัพยากรเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเริ่มขยายจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริง ในช่วงแรก องค์กรอาจใช้ทรัพยากรไม่มาก แต่เมื่อจำนวนข้อมูล ผู้ใช้งาน หรือปริมาณการประมวลผลเพิ่มขึ้น ระบบที่รองรับได้ไม่เพียงพออาจส่งผลต่อความเร็วในการประมวลผล การเข้าถึงข้อมูล และความต่อเนื่องของบริการ ดังนั้น Cloud Infrastructure สำหรับ AI จึงควรสามารถขยายทรัพยากรได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งด้านประมวลผล พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และเครือข่าย เพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. Performance — ประสิทธิภาพต้องสอดคล้องกับลักษณะงาน
AI แต่ละประเภทมีความต้องการด้านประสิทธิภาพแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น งานวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Batch อาจยอมรับความหน่วงได้ระดับหนึ่ง ขณะที่ระบบ Recommendation, Fraud Detection หรือ AI Assistant มักต้องการการตอบสนองแบบใกล้เรียลไทม์ ดังนั้น การออกแบบ Infrastructure ควรอิงจากลักษณะการใช้งานจริง มากกว่าพิจารณาเพียงขนาดของระบบ โดยต้องคำนึงถึงทั้งปริมาณข้อมูล ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ความถี่ในการใช้งาน และระดับการตอบสนองที่ธุรกิจยอมรับได้ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานสอดคล้องกับลักษณะงาน ระบบ AI ก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. Cost Visibility — มองเห็นและควบคุมต้นทุนได้ตั้งแต่ต้น
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของ AI คือ “ต้นทุน” การวาง Cloud Infrastructure จึงควรคำนึงถึงการมองเห็นต้นทุนตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งการเลือกทรัพยากรให้เหมาะกับลักษณะงาน การจัดเก็บข้อมูลตามรูปแบบการใช้งาน และการติดตามค่าใช้จ่ายผ่านระบบบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง แนวทางนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น และขยายการใช้งาน AI ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
Cloud Model ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกองค์กร

เมื่อพูดถึง Cloud หลายคนอาจนึกถึง Public Cloud เป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติ องค์กรจำนวนมากเลือกใช้สถาปัตยกรรมที่หลากหลายมากกว่านั้น ซึ่งแต่ละรูปแบบมีจุดเด่นและเหมาะกับลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. Public Cloud
เหมาะกับงานที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง สามารถขยายทรัพยากรได้รวดเร็ว และรองรับการทดลอง Use Case ใหม่ได้อย่างคล่องตัว จึงเหมาะกับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นใช้งาน AI อย่างรวดเร็ว และปรับขนาดตามปริมาณการใช้งานจริง

2. Private Cloud
เหมาะกับงานที่มีข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว หรือ Compliance ที่ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญ หรือมีข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ

3. Hybrid Cloud
Hybrid Cloud กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในระดับองค์กร เพราะช่วยให้สามารถเลือกวางระบบให้เหมาะกับลักษณะของงานได้ เช่น ข้อมูลสำคัญอาจอยู่บน Private Cloud ขณะที่งานที่ต้องการความยืดหยุ่นสูงสามารถทำงานบน Public Cloud ได้ แนวทางนี้ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความคล่องตัว การควบคุมระบบ และการบริหารต้นทุนได้อย่างเหมาะสม

ในมุมมองของ TCC Technology การออกแบบ Cloud Infrastructure สำหรับ AI จึงไม่ใช่เพียงการเลือก Cloud รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่คือการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เหมาะกับเป้าหมายทางธุรกิจ ลักษณะข้อมูล และรูปแบบการใช้งานของแต่ละองค์กร TCC Technology มีบริการด้าน Cloud Infrastructure ครอบคลุม Dedicated Cloud Server, Virtual Private Server และ Multi-cloud Solutions ที่ช่วยให้องค์กรสามารถวางระบบ AI ได้อย่างยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

Infrastructure ที่ดี ต้องช่วยให้ AI เชื่อมต่อกับธุรกิจได้จริง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ Cloud Infrastructure ไม่ควรถูกแยกออกจากบริบทธุรกิจ เพราะเมื่อ AI เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ลูกค้า ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน หรือระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ระบบเบื้องหลังจำเป็นต้องทำงานร่วมกับข้อมูล ความปลอดภัย และกระบวนการทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ หลายองค์กรจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการออกแบบ Infrastructure ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ AI สามารถเชื่อมต่อกับระบบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงเพิ่มทรัพยากรด้านการประมวลผลเท่านั้น

สุดท้ายนี้ AI กำลังทำให้บทบาทของ Cloud Infrastructure เปลี่ยนจากระบบสนับสนุนไปสู่รากฐานของการสร้างความสามารถทางธุรกิจ การเลือก Cloud สำหรับ AI จึงไม่ใช่เรื่องของการใช้เทคโนโลยีที่ใหม่ที่สุด แต่คือการเลือกรากฐานที่เหมาะกับลักษณะงาน ข้อมูล ความเสี่ยง และเป้าหมายขององค์กร เมื่อโครงสร้างพื้นฐานถูกออกแบบอย่างเหมาะสม องค์กรจะไม่เพียงสามารถทดลองใช้ AI ได้สำเร็จ แต่ยังสามารถขยายไปสู่การใช้งานจริงที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนไทยอย่าตกเป็น “เบี้ยมหาอำนาจ”!! ชี้ไทยต้องอ่านเกมโลกให้ขาด อย่าปล่อยข้อพิพาทกัมพูชาถูกดึงเป็นเกมมหาอำนาจ เสนอ 3 หลัก นโยบายต่างประเทศ ไทยต้องไม่เลือกข้าง แต่เลือกผลประโยชน์ชาติ

อาจารย์อุ๋ย เตือน! ไทยอย่าตกเป็น “เบี้ยมหาอำนาจ” ชี้ต้องคุมเกมกัมพูชาด้วยทวิภาคี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 

สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังไม่ยุติ ส่วนด้านตะวันออกกลางยังคุกรุ่น และความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันก็ยังดำรงอยู่ หลายคนอาจคิดว่าเรื่องเหล่านี้อยู่ไกลประเทศไทย แต่ในความเป็นจริง นี่คือคลื่นลูกเดียวกันของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่กำลังแผ่ขยายมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยไม่มีสิทธิ์ทำเป็นมองไม่เห็น

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การที่มหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน แต่คือการที่ประเทศขนาดกลางและประเทศเล็กอาจถูกดึงเข้าไปเป็นเครื่องมือในเกมของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ประวัติศาสตร์โลกย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อมหาอำนาจเผชิญหน้ากัน ประเทศที่ประเมินสถานการณ์ผิดหรือเลือกเดินเกมผิด ต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงที่สุด คือ สงครามบนแผ่นดินตัวเอง

โลกปัจจุบันแบ่งออกเป็นหลายขั้ว ไม่ได้แบ่งออกเป็นสองขั้วแบบยุคสงครามเย็น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนได้กลายเป็นแกนหลักของการเมืองระหว่างประเทศ ทุกการขยับตัวของทั้งสองฝ่ายกำลังส่งผลโดยตรงต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย

สหรัฐอเมริกายกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการฝึกร่วม การพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ และความร่วมมือด้านเทคโนโลยีความมั่นคง ขณะที่จีนก็ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทั่วภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

ในอีกด้านหนึ่ง กัมพูชามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับจีนมากขึ้น ทั้งด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือทางทหาร และโครงการยุทธศาสตร์หลายโครงการ ทำให้กัมพูชากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในภูมิภาค

เมื่อประเทศไทยอยู่ตรงกลางระหว่างผลประโยชน์ของมหาอำนาจทั้งสอง การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจทำให้เราสูญเสียพื้นที่ในการกำหนดอนาคตของตนเอง

ผมไม่ได้กำลังบอกว่าประเทศไทยจะเกิดสงคราม หรือไทยกับกัมพูชาจะกลายเป็นสงครามตัวแทนระหว่างมหาอํนาจในวันเร็ววันเพราะยังไม่มีหลักฐานรองรับข้อสรุปเช่นนั้น แต่ผมกำลังเตือนว่า หากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทวีความรุนแรง ความเสี่ยงที่ข้อพิพาทในภูมิภาคจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องเตรียมรับมือไว้ตั้งแต่วันนี้

ผมจึงเห็นว่า ประเทศไทยควรยืนอยู่บนหลักการสำคัญสามประการ

หนึ่ง รักษาข้อพิพาทกับกัมพูชาให้อยู่ในกรอบการเจรจาแบบทวิภาคีเป็นหลัก ใช้การทูตเป็นแนวหน้า และใช้ศักยภาพด้านการทหารและความมั่นคงของประเทศที่ไทยมีเหนือกว่ากัมพูชาอย่างมาก เป็นพลังสนับสนุนอำนาจต่อรองตามหลักการป้องปราม มิใช่เพื่อยั่วยุหรือแสวงหาความขัดแย้ง หากยังไม่ถึงเวลา

สอง ดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบรักษาดุลอำนาจ รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเท่าที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติ โดยไม่ปล่อยให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สาม ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า แผ่นดิน น่านน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานของไทย จะไม่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการหรือเครื่องมือในการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ

เพราะประเทศไทยไม่ได้มีหน้าที่เลือกข้าง แต่มีหน้าที่เลือก “ผลประโยชน์ของชาติ”

ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่เสียงดังที่สุด หรือประเทศที่เลือกข้างได้เร็วที่สุด แต่คือประเทศที่อ่านเกมโลกได้แม่นที่สุด รักษาดุลอำนาจได้ดีที่สุด และมีศักยภาพมากพอที่จะทำให้ทุกฝ่ายเคารพผลประโยชน์ของตน

บทเรียนจากยูเครนและตะวันออกกลางไม่ได้สอนให้เรากลัวสงคราม แต่สอนให้เรารู้ว่า ประเทศที่ประมาทต่อภูมิรัฐศาสตร์ มักเป็นฝ่ายที่ต้องจ่ายต้นทุนแพงที่สุด และคนไทย รัฐบาลไทยและประเทศไทยต้องไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดเช่นนั้นเกิดขึ้นกับแผ่นดินของเรา

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/1DP8pGRXyg/?mibextid=wwXIfr

ม.รังสิต ลุยเปิดหลักสูตรอินเตอร์!! ครอบคลุมทุกระดับการศึกษา เล็งตอบโจทย์ตลาดแรงงานโลก ผสานเทคโนโลยี-ความคิดสร้างสรรค์ พัฒนานักศึกษาสู่เวทีสากล

CHOOSE YOUR FUTURE หลักสูตรอินเตอร์ ม.รังสิต (English & Chinese Programs) ครบทุกระดับชั้น ตรี-โท-เอก!

หากพูดถึงสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อม ในการขับเคลื่อนหลักสูตรนานาชาติที่มีความหลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานโลกอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยรังสิต (RSU) คือหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ มาร่วมเปิดมุมมอง ทิศทาง ผลลัพธ์ และความครบถ้วนของสิ่งที่จะเปลี่ยนอนาคตของผู้เรียนภายใต้แนวคิด “CHOOSE YOUR FUTURE” และมาทำความรู้จักหลักสูตรอินเตอร์ทั้ง English Program International Program และ Chinese Program หลักสูตรที่ถูกดีไซน์การเรียนการสอนเพื่อผลักดันให้ผู้เรียนก้าวสู่เวทีระดับสากลได้อย่างมั่นใจ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท จนถึงปริญญาเอก

ผศ.ดร.สุพัฒนา นิรัคฆนาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จุดยืนของ ม.รังสิต ชัดเจนมากค่ะ เราไม่ได้มองว่าหลักสูตรอินเตอร์คือการเอาตำราต่างประเทศมาแปลแล้วสอนเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนเท่านั้น แต่ ม.รังสิต เรามองว่ามันคือ ‘พื้นที่แห่งโอกาสและเครื่องมือในการสร้างอนาคต’ ปัจจุบันเราเปิดสอนหลักสูตรนานาชาติครอบคลุมตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท จนถึงปริญญาเอก จุดเด่นของเราคือการผสมผสานระหว่างองค์ความรู้เชิงลึก เทคโนโลยีสมัยใหม่ และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่และการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างยั่งยืน

“ในระดับปริญญาตรีเอง ตัวหลักสูตรจะมีความหลากหลายเพื่อให้ตอบโจทย์ความสนใจของนักศึกษา ของคนรุ่นใหม่ สายบริหารและภาษาเพื่อธุรกิจ เรามีทั้ง International Business และหลักสูตรภาคภาษาจีนอย่าง Business Administration (Chinese program) สายเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นอีกหนึ่งหมวดที่ต้องปรับหลักสูตรให้ตามเทรนด์อย่างต่อเนื่องค่ะ เพื่อตอบรับยุค AI เรามีหลักสูตร Information and Communication Technology, Computer Science, Computer Game and Esport และ Digital Innovation and Artificial Intelligence ซึ่งเป็นสายงานที่ตลาดโลกขาดแคลน สายอาร์ต ศิลปะ การออกแบบ และนิเทศศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งหมวดที่นักศึกษาเมื่อเรียนแล้วสามารถเติบโตไปเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตร Communication Arts, Tourism, Hospitality and Sports, Creative Product Design, Communication Design, Fashion Design, Interior Design และ Photography and Media Arts อีกหนึ่งหมวดที่สำคัญด้านวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.รังสิตให้ความสำคัญในการปูรากฐานนวัตกรรมการแพทย์ และการก่อสร้าง ผ่านหลักสูตร Biomedical Sciences, Biomedical Engineering, Civil Engineering และ Electrical Engineering นอกจากนี้ ม.รังสิต ยังได้ขยายหมวดการเรียนรู้จากระดับบัณฑิตศึกษาลงมาสู่ระดับปริญญาตรี ด้วยการเปิดหลักสูตรใหม่ด้านการทูต อย่าง International Relations and Development เพื่อรองรับการสร้างนักคิดและนักนโยบายรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลในระดับสากลค่ะ จะสังเกตว่าในระดับบัณฑิตศึกษา (โท-เอก) มีหลักสูตรที่เฉพาะทางหลากหลายค่ะ มหาวิทยาลัยต้องการสร้างผู้เชี่ยวชาญจึงเน้นหลักสูตรที่สอดรับกับเทรนด์การทำงานยุคดิจิทัลและงานสร้างสรรค์ขั้นสูง เช่น International Digital Business, Diplomacy and International Studies, Bilingual Education, Curriculum and Instruction, Digital Communication Arts and New Media รวมถึงหลักสูตรใหม่อย่าง Film and Series Writing and Directing, Design, Electrical and Computer Engineering, Cyber Security Management and Technology และ Business Administration (Chinese program) ส่วนในระดับ ปริญญาเอก (Doctoral Degrees) เรามุ่งเน้นการสร้างงานวิจัยและการขับเคลื่อนนโยบายระดับสูง ผ่าน 4 หลักสูตรหลัก ได้แก่ Business Administration, Digital Communication Arts and New Media, Educational Studies และ Information Technology เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพไปพัฒนาสังคมในระยะยาวค่ะ"

ไม่ว่าคุณจะมีความฝันในสายงานไหน หรือตั้งเป้าหมายในอนาคตไว้อย่างไร ที่มหาวิทยาลัยรังสิตเรามีโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายนานาชาติ และคณาจารย์ที่พร้อมจะสนับสนุนคุณในทุกระดับชั้น เพราะการเรียนรู้ที่นี่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่คือการสร้างโอกาสเพื่อก้าวสู่การทำงานได้อย่างมั่นใจ อนาคตเป็นสิ่งที่คุณเลือกเองได้ มาร่วมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้และก้าวไปสู่ความสำเร็จในแบบที่เป็นคุณด้วยกัน

28 มิถุนายน 2475 วันแรกของรัฐสภาไทย จุดเริ่มต้นเสียงผู้แทนราษฎร เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก วันกำเนิด “รัฐสภาไทย” หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอ

วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะเป็นวันที่มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของประเทศ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475

การประชุมครั้งแรกนี้จัดขึ้นเวลา 14.00 น. ณ ห้องโถงชั้นบนของพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยมีการจัดห้องประชุมในลักษณะครึ่งวงกลมตามระนาบพื้นห้อง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรระบุว่า การประชุมในวันดังกล่าวถือเป็น “วันก่อกำเนิดรัฐสภาไทย” มาจนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เกิดขึ้นเพียง 4 วันหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกจึงเป็นการเริ่มต้นให้โครงสร้างการเมืองแบบใหม่มีสถาบันฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่อย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 ได้บัญญัติให้มี “สภาผู้แทนราษฎร” เป็นองค์กรสำคัญในการใช้อำนาจแทนราษฎร การประชุมสภาครั้งแรกจึงมีความหมายมากกว่าการประชุมตามพิธีการ เพราะเป็นการประกาศให้เห็นว่า ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ระบบการเมืองที่มีสภาเป็นกลไกสำคัญในการออกกฎหมายและบริหารบ้านเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ

ในการประชุมครั้งนั้น หลวงประดิษฐมนูธรรม หรือ ปรีดี พนมยงค์ ได้อ่านรายนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว ซึ่งมาจากการแต่งตั้งจำนวน 70 คน และเป็นผู้นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุม จากนั้น เจ้าพระยามหิธร เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร ได้อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาอ่านเปิดประชุม

ที่ประชุมในวันนั้นยังมีมติสำคัญหลายประการ ได้แก่ การเลือกเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรก เห็นชอบให้หลวงประดิษฐมนูธรรมเป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนแรก และมีมติเลือกพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นประธานกรรมการราษฎร ซึ่งถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย
ด้วยเหตุนี้ วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นวันที่สถาบันสำคัญหลายส่วนของการเมืองไทยยุคใหม่เริ่มก่อรูปขึ้นพร้อมกัน ทั้งสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายบริหารในรูปคณะกรรมการราษฎร

พระที่นั่งอนันตสมาคมจึงมีสถานะสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะเป็นสถานที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก และถือเป็นอาคารรัฐสภาแห่งแรกของประเทศไทย สถานที่แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมสำคัญของกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นระบอบรัฐสภาไทย
การเปิดประชุมสภาครั้งแรกยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของระบอบใหม่ว่า อำนาจรัฐไม่ควรถูกใช้โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ควรมีสถาบันที่ทำหน้าที่แทนประชาชน ตรวจสอบ ถ่วงดุล และกำหนดกฎหมายเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง แม้สมาชิกสภาชุดแรกยังมาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกของการสร้างระบบผู้แทนในประเทศไทย

ตลอดเวลาหลังจากนั้น รัฐสภาไทยได้เปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางการเมือง ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยเดินหน้า ช่วงเวลาที่เกิดรัฐประหาร การประกาศใช้รัฐธรรมนูญหลายฉบับ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบสภาหลายยุคหลายสมัย แต่หลักการพื้นฐานของรัฐสภายังคงเป็นการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ออกกฎหมาย ตรวจสอบฝ่ายบริหาร และเป็นเวทีสะท้อนเสียงของประชาชน
วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันกำเนิดรัฐสภาไทย วันที่สภาผู้แทนราษฎรประชุมเป็นครั้งแรก และเป็นวันที่แนวคิดเรื่อง “ผู้แทนราษฎร” เริ่มมีสถานะในโครงสร้างการปกครองของประเทศอย่างเป็นทางการ

เหตุการณ์นี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญว่า การเมืองในระบอบรัฐธรรมนูญไม่ได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเพียงวันเดียว แต่ต้องอาศัยสถาบัน กติกา และบุคคลที่ทำหน้าที่ตามระบบอย่างต่อเนื่อง การประชุมสภาครั้งแรกจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางยาวไกลของรัฐสภาไทย ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน

28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงไม่ใช่เพียงวันประชุมสภานัดแรก แต่เป็นวันที่สยามเริ่มมีรัฐสภาเป็นสถาบันหลักของระบอบการเมืองใหม่ เป็นวันที่พระที่นั่งอนันตสมาคมกลายเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐสภาไทย และเป็นวันที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยก้าวเข้าสู่ยุคของผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ

“มณฑลฝูเจี้ยน” ดันการเงินข้ามช่องแคบ!! ลงนามโครงการ 9.1 พันล้านหยวน เปิดพันธมิตรบริหารสินทรัพย์ข้ามช่องแคบ เน้นส่งเสริมวิสาหกิจไต้หวันในจีน ยกระดับบริการการเงินและนวัตกรรม

การประชุมการเงินข้ามช่องแคบและการประชุมพัฒนาวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวัน ครั้งที่ 7 จัดขึ้นที่เมืองเซี่ยเหมิน

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา การประชุมการเงินข้ามช่องแคบและการประชุมพัฒนาวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวัน ครั้งที่ 7 (7th Cross-Strait Financial Forum and Taiwan-Funded Enterprise Development Forum) ได้จัดขึ้น ณ เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานกำกับดูแลทางการเงินมณฑลฝูเจี้ยน สำนักงานกำกับดูแลทางการเงินเทศบาลเมืองเซี่ยเหมิน และสมาคมวิสาหกิจไต้หวันที่ลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยมีบริษัท เซี่ยเหมิน ไฟแนนเชียล อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป จำกัด (XIAMEN Financial Investment Group CO., LTD) รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ และบริษัท จินหยวน เพรสซิเดนท์ ซีเคียวริตีส์ จำกัด (Jinyuan President Securities Co., Ltd.) รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงาน งานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "สามปีแห่งการบูรณาการ สู่การเริ่มต้นเส้นทางใหม่ ผนึกพลังเพื่อการพัฒนาร่วมกัน จารึกบทใหม่แห่งความสำเร็จ" โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือทางการเงินข้ามช่องแคบไต้หวัน การขยายช่องทางการระดมทุนสำหรับวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวัน การพลิกโฉมและยกระดับอุตสาหกรรม ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินระหว่างมณฑลฝูเจี้ยนกับไต้หวัน เพื่อผลักดันให้มณฑลฝูเจี้ยนก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางอันดับแรกสำหรับพี่น้องร่วมชาติชาวไต้หวันและวิสาหกิจไต้หวันที่เข้ามาลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่

การประชุมดังกล่าวนับเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้การประชุมข้ามช่องแคบ ครั้งที่ 18 (18th Cross-Strait Forum) โดยภายในงานมีการลงนามโครงการบูรณาการทางการเงินระหว่างฝูเจี้ยนกับไต้หวันจำนวน 9 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 9.1 พันล้านหยวน ครอบคลุมบริการทางการเงินในหลากหลายสาขา ได้แก่ ความร่วมมือทางอุตสาหกรรมข้ามช่องแคบ ความมั่นคงด้านการจัดหาน้ำเพื่อสาธารณประโยชน์ การยกระดับศักยภาพของวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวันซึ่งดำเนินธุรกิจมานาน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงเกษตรกรรมสมัยใหม่ โครงการเหล่านี้จะปลดล็อกประโยชน์ของนโยบายการเงินที่เอื้ออำนวย ส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากรทางการเงินอย่างทั่วถึงสำหรับชาวไต้หวันและวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวัน ตลอดจนเพิ่มแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับการบูรณาการทางอุตสาหกรรมระหว่างฝูเจี้ยนกับไต้หวัน

ภายในงานยังมีการเปิดตัวพันธมิตรข้ามภาคส่วนด้านการบริหารความมั่งคั่งและสินทรัพย์ข้ามช่องแคบ (Cross-Strait Wealth and Asset Management Cross-Sector Alliance) อย่างเป็นทางการ โดยได้รับการสนับสนุนจากจินหยวน กรุ๊ป (Jinyuan Group) จากการร่วมนำเสนอโดยสถาบันการเงินในเครือ และได้รับการจัดตั้งร่วมกันโดย เซี่ยเหมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ทรัสต์ (Xiamen International Trust), จินหยวน ยูนิ-เพรสซิเดนท์ ซีเคียวริตีส์ (Jinyuan Uni-President Securities), หยวนซิน หย่งเฟิง ฟันด์ (Yuanxin Yongfeng Fund), ธนาคารฟูบอน (ประเทศจีน) (Fubon Bank China), จวินหลง ไลฟ์ อินชัวรันซ์ (Junlong Life Insurance), โรงพยาบาลฉางกัง เมืองเซี่ยเหมิน (Xiamen Chang Gung Hospital) ฯลฯ โดยพันธมิตรดังกล่าวมีเป้าหมายในการยกระดับบริการบริหารความมั่งคั่งและสินทรัพย์สำหรับประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน โดยมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจร ครอบคลุมการจัดสรรสินทรัพย์สำหรับชาวไต้หวันและวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวันในจีนแผ่นดินใหญ่ การวางแผนทรัสต์ครอบครัวและการสืบทอดความมั่งคั่ง บริการทางการเงินด้านบำนาญ รวมถึงโซลูชันการคุ้มครองสุขภาพอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการประกาศผลสำเร็จด้านนวัตกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันหลายรายการ รวมถึงการเปิดตัวมาตรฐานกลุ่มแรกของอุตสาหกรรมการธนาคาร ในด้านบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันในจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ "ข้อกำหนดสำหรับบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันของสถาบันการเงินและการธนาคาร" อย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกัน ยังมีการเปิดตัวแพลตฟอร์ม "Bailufen" เพื่อยกระดับบริการทางการเงินสำหรับชาวไต้หวันที่พำนักอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยน พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวันอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา: บริษัท เซี่ยเหมิน ไฟแนนเชียล อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป จำกัด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top