Tuesday, 14 July 2026
NEWS

ไทยควรถอดบทเรียนจีน? จีนชู Basic Research ปูทางครบวงจรต้นน้ำถึงปลายน้ำ รับศึก Tech War ชี้องค์ความรู้ต้นน้ำคือกุญแจสู่เทคโนโลยีอนาคต เสริมอีโคซิสเต็มนวัตกรรม หวังลดพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ ไทยต้องสร้างฐานวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ก่อนหวังแข่งนวัตกรรมโลก

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค อุอิ มุมิ ได้กล่าวว่า

จีนประกาศ เน้น วิจัยวิทยศาสตร์พื้นฐาน !!

เออ เป็นอะไรที่แบบผมอยากเห็นในประเทศไทยมากๆ เพราะสิ่งที่ Xi กล่าว "basic research is the origin of the entire scientific system and the matter switch for all technological issues" มันไม่มีอะไรเกินจริงเลย

ต่อให้ผมต้องพูดรอบที่ล้าน ก็ต้องพูดว่า เทคโนโลยีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ระบบ GPS NMR อื่นๆ นั้นล้วนมาจากการเข้าใจธรรมชาติพื้นฐาน ซึ่ง ณ ตอนนั้นองค์ความรู้อาจจะยังไม่ได้โดนหยิบเพื่อเอาไปต่อยอดเป็น "ประโยชน์" แบบทันที (ประโยชน์ก็ต้องนิยามให้ดี หากจะนิยามว่า ทำให้ชีวิตดีขึ้น อำนวยความสะดวก มันก็ได้ แต่หากจะบอกว่า มันทำให้เราฉลาดขึ้น ลดพื้นที่ของความไม่รู้มากขึ้น มันก็ได้เช่นกัน)

สมัยก่อนผมเคยได้ยินว่า จีน ลงทุนซื้อ อุปกรณ์อะไรที่เขาสนใจ แล้วจากนั้นถอดออกทุกอย่างเพื่อดูว่าทำงานยังไง จากนั้นก็ทำการสร้างเรียนแบบ ปรับปรุงให้ดีขึ้น และที่ผ่านมาหากทำจริง ผมว่าเขาก็ประสบความสำเร็จมากๆเลยนะครับ เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นรถ EV / Robot/ AI ผมว่าจีนนี้มาเบอร์ต้นๆ เอาเฉพาะ EV ผมเห็นข่าวว่า รถในเครือญี่ปุ่นออกมายอมรับว่า แพ้แล้ว ไม่น่าจะสู่จีนได้ หรือแม้กระทั้ง Musk เอง มีคนเคยถามถึง BYD ในสมัยเริ่มใหม่ เขาหัวเราะ แต่ตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะยังหัวเราะได้มั้ย

สิ่งที่ Xi ออกมาประกาศนี้ผมว่ามันมีความสำคัญ เพราะมันจะยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมไปอีกขั้น เพราะหากจีนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ต้นน้ำได้ นั้นหทายความว่า ในอนาคตเขาไม่ต้องพึงใครละ(ถ้าต้องก็คงน้อยมาก) เพราะมันจะครบ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งมันคือ Ecosystem ที่เหมาะ (ทั้งนี้ในแง่ของการทำจริง ก็คงมีอุปสรรคแน่นอน อะไร ยังไง ก็ว่าไป เช่น งานวิจัยสายพื้นฐานนี้มันเห็นผลช้า และต้องการอิสระทางความคิด มันไม่ใช่ Quick win แต่มัน "จำเป็น")

สำหรับมุมมองผม เท่าที่ผมมีเพื่อนและรู้จักนักวิจัยจีน ผมก็เห็นได้เลยว่าเขาสนับสนุนวิจัยพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ เพราะสายงานวิจัยที่ผมทำอยู่อันหนึ่ง เช่น integrable systems เนี้ย ถามว่ามันมีประโยชน์ยังไง จะนำไปสู้นวัตกรรมยังไง ตอบยากมากๆ แต่ก็เห็นมีการจัดประชุมวิชาการเรื่องพวกนี้อย่างต่อเนื่องและสนับสนุนโดยัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐของเขา

ถ้าจะมองลงไปที่ Future Tech อย่างพวก Quantum Tech ผมว่าจีนก็เป็นผู้เล่นที่มีบทบาทมากๆเลย เขาลงทุนทำวิจัยทางด้านนี้แบบจริงจัง มีสถาบัน ห้องแลปวิจัย หรือ startup หลากหลาย หรือว่าง่ายๆ เขาก็ลงไปเล่นใน Tech war ณ ตอนนี้เหมือนกัน

กลับมาดูประเทศไทย ผมเห็น อว ประกาศยุทธศาสตร์เรื่อง Tech war ออกมาเหมือนกัน ผมว่าถือเป็นอะไรที่ดีมากๆ (ก็ต้องดูกันไปยาวๆ เพราะเพิ่มเริ่มต้น) เห็นพูดถึงเรื่องงานวิจัยพื้นฐานด้วย ก็หวังเป็นอย่างมากกว่าจะเพิ่มเม็ดเงินทางด้านงานวิจัยให้มากขึ้น และสร้าง Ecosystem ที่ทำให้คนเก่งอยากทำงานในประเทศ(อันนี้สำคัญมากๆ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะทำงานที่ไหน ก็คนไทยอยู่ดี)

เจาะลงมาอีกนิด วิทยาลัยเพื่อการค้นคว้าระดับรากฐาน (IF) นั้นก็เป็นหนึ่งสถานที่ในไทยที่เน้นการทำงานวิจัยพื้นฐานจริงๆ ด้านฟิสิกส์ทฤษฎี เช่น

- Gravity

- Cosmology

- Field theory

- Quantum information/Quantum Tech

ก็ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยนเรศวรที่เห็นถึงความสำคัญของงานวิจัยส่วนนี้และส่งเสริม ทำให้เกิด Ecosystem เล็กๆตรงนี้ได้ และผมมองว่า IF จะเป็นส่วนช่วยในการสร้างกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน อีกทั้งยังเป็นที่สำหรับน้องเยาวชนที่สนใจเรื่องฟิสิกส์ในบริบทต่างๆ อีกด้วย

สุดท้าย ผมมองว่าใน Tech war นี้เราคงต้องเลือกว่า เราจะไปอยู่ตรงไหน เพราะเราคงไม่สามารถเอาชนะเจ้าใหญ่ได้ เช่น เราคงจะไปสร้างเครื่อง Quantum Computer แข่งกับเจ้าใหญ่ที่เขาทำ น่าจะยาก แต่หากมีความร่วมมือ แล้วเน้นไปที่พัฒนา Algorithm น่าจะมีโอกาศมากกว่า

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10164921372731948&id=776826947&post_id=776826947_10164921372731948&rdid=rInP7jwElMrVzRik#

'AAT' ทุ่มหุ่นยนต์!! พลิกเกมเดิมสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะ ลงทุนกว่า 85 ยูนิต Cobots ผลักดัน Smart Factory ท่ามกลางแรงกดดัน ส่งเสริมศักยภาพทีมงานภายใน

Big Move! AAT ทุ่ม Cobots กว่า 85 ยูนิต
พลิกเกมการผลิตสู่ Smart Factory ด้วยพลังคน + เทคโนโลยี

ระยอง, ประเทศไทย – บริษัท Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd. (AAT) เดินหน้ากลยุทธ์ยกระดับการผลิตครั้งสำคัญ ด้วยการลงทุนใน Collaborative Robots (Cobots) มากกว่า 85 ยูนิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุน แรงงาน และความผันผวนของอุตสาหกรรมยานยนต์

การลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มเครื่องจักร แต่เป็น “จุดเริ่มต้นของการผลิตยุคใหม่” เพื่อยกระดับโรงงานสู่ Smart Factory ที่สามารถตอบโจทย์การผลิตในปัจจุบัน  โดยมุ่งเน้นทั้ง Productivity ที่สูงขึ้น การลดต้นทุนในระยะยาว และความยืดหยุ่นในการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในเฟสล่าสุด AAT ได้ติดตั้ง Cobots จำนวน 22 ยูนิต โดยดำเนินการติดตั้งและพัฒนาระบบโดยทีมงานภายในทั้งหมด สะท้อนถึงศักยภาพขององค์กรในการต่อยอดเทคโนโลยีและสร้างขีดความสามารถจากภายใน (In-house Capability) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน Digital Transformation อย่างยั่งยืน

บริษัท Applicad Public Company Limited (AppliCAD) มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd. (AAT) ผ่านการนำ Collaborative Robots (Cobots) มากกว่า 85 ยูนิต เข้ามาใช้งานในกระบวนการผลิต
“The only way to go through all this situation is to continue investing in efficiency, in technology to be prepared for these difficult times.”— Silvio Illy, President & CEO, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.

"This is not just about the new equipment, but also about the strengthening AAT capabilities for the future, driven by our own talented people."— Silvio Illy, President & CEO, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.
"That's why we have a competitive advantage that even our parent companies in other parts of the world don't have."— Silvio Illy, President & CEO, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.

"ถ้าเราไม่มั่นใจในทีมงานที่จะติดตั้ง เราก็คงไม่กล้าซื้อหุ่นยนต์ขนาดนี้ เพราะการซื้อคงไม่ยากเท่าการติดตั้ง" — Supot Langsanam, Executive Vice President, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.
“ถ้าเราไม่เริ่มจากหนึ่ง เราจะไม่มีวันรู้ว่าตัวเองทำได้มากแค่ไหน” — เพราะการแข่งขันที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องค่าแรง แต่คือความสามารถในการปรับตัวอย่างไม่หยุดยั้ง” — Supot Langsanam, Executive Vice President, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ AppliCAD ทำหน้าที่เป็น Strategic Technology Partner ในการร่วมพัฒนา และผลักดันการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริงในระดับโรงงาน (Industrial Deployment) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

"AAT เป็นบริษัทที่มี Innovation มากๆ และมีวิสัยทัศน์ในการมองภาพการพัฒนาสถานที่ทำงาน รวมถึงมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาพัฒนากระบวนการทำงานอยู่เสมอ"  — Patipat Klampracha, Deputy Director, Applicad Public Company Limited

การลงทุนครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญของภาคอุตสาหกรรมการผลิต ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุค Smart Manufacturing อย่างเต็มรูปแบบ โดยองค์กรที่สามารถผสาน “เทคโนโลยี + ศักยภาพของบุคลากร” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นผู้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว
ทั้งนี้ การขยายการใช้งาน Cobots ในระดับมากกว่า 85 ยูนิต ถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของ AAT ในการวางรากฐานสู่โรงงานแห่งอนาคต (Factory of the Future) และเป็นกรณีศึกษาสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในการปรับตัวสู่ยุคของ Automation และ AI-driven Manufacturing

ติดตามนวัตกรรมจาก AppliCAD และ JAKA Robotics ได้ที่ https://www.applicadthai.com/jaka/

‘สรรเพชญ’ ดันโลจิสติกส์เหนือ–ใต้ เปิดโต๊ะถกเอกชน 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง เชื่อมลุ่มน้ำโขง–BIMSTEC ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการค้า ดันท่าเรือเชียงแสน–เชียงของ–ระนองขึ้นฮับภูมิภาค ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางขนส่งอาเซียน–เอเชียใต้

“สรรเพชญ” หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้ ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการค้าภูมิภาค

วันนี้ (6 พฤษภาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสมาคมการค้าส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจหกประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ณ ห้อง CB407 อาคารรัฐสภา โดยมีนายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าร่วมรับฟัง ได้แก่ นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง นายวิชัย สุดสวาทดิ์ สส.ชุมพร นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ สส.ชุมพร นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ สส.เชียงราย นางมลธิชา ไชยบาล สส.เชียงราย และนายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ สส.เชียงราย พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ อธิบดีกรมเจ้าท่า ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้แทนการท่าเรือแห่งประเทศไทย และกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมประชุม

ที่ประชุมได้หารือในประเด็น “โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก–BIMSTEC ผ่านประเทศไทย” เพื่อยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านการค้า การขนส่ง และโลจิสติกส์ เชื่อมโยงจีน กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง อาเซียน และเอเชียใต้

ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและท่าเรือเชียงของ จังหวัดเชียงราย รวมถึงการยกระดับท่าเรือระนอง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับเรือบรรทุกสินค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ ตลอดจนเชื่อมโยงระบบขนส่งทางน้ำ ทางราง และทางถนน ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ภาคเอกชนที่เข้าร่วมการหารือยังได้แสดงความเห็นสนับสนุนแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของรัฐบาล รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเห็นว่า การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและท่าเรือเชิงยุทธศาสตร์ จะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และจะช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งของโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งเสนอให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเร่งศึกษาการยกระดับท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ท่าเรือเชียงของ รวมถึงท่าเรือสำคัญอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ เพื่อพัฒนาให้เป็นท่าเรือหลักและศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค รองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านมาตรฐานการให้บริการ ระบบบริหารจัดการท่าเรือ การเชื่อมโยงกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับปริมาณการค้าและการขนส่งที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

นอกจากนี้ ยังได้ขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยและกรมการขนส่งทางราง ศึกษาและพิจารณาแนวทางการขยายเส้นทางรถไฟจาก ตำบลสะพลี จังหวัดชุมพร เชื่อมต่อไปยังจังหวัดระนอง เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางกับท่าเรือให้ครบวงจร เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเสริมศักยภาพการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามันในอนาคต

'รัดเกล้า' เร่งปรับยุติธรรม!! เสนอศึกษาทางปฏิรูประบบเรือนจำ ปัญหาเรือนจำล้นเกือบ 330,000 คนทั่วประเทศ ผลักดันแนวทางสร้างคนแทนขังคน ชี้เป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงสังคม

“รัดเกล้า” เร่งสภาปรับเกมยุติธรรม จาก ‘ขังคน’ สู่ ‘สร้างคน’ แก้วิกฤตผู้ต้องขังพุ่ง

กรุงเทพฯ — นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎร ขอให้จัดตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการพัฒนาความยุติธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง และการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด” เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเรือนจำและปฏิรูประบบยุติธรรมทั้งระบบ

นางรัดเกล้าระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ “เรือนจำล้น” อย่างรุนแรง โดยมีผู้ต้องขังเกือบ 330,000 คน สูงติดอันดับโลก ขณะที่เรือนจำ 143 แห่งทั่วประเทศรองรับได้เพียงประมาณ 245,293 คน ส่งผลให้มีผู้ต้องขังเกินศักยภาพเกือบแสนคน

โครงสร้างผู้ต้องขังสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม โดยกว่า 70% เป็นคดียาเสพติด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เสพและผู้ค้ารายย่อย อีกทั้งยังมีผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับคำพิพากษา แต่ถูกคุมขังเพียงเพราะขาดหลักทรัพย์ในการประกันตัว

สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่วิกฤตด้านสาธารณสุข ทั้งโรคติดต่อและปัญหาสุขภาพจิต ขณะที่งบประมาณด้านการฟื้นฟูผู้ต้องขังมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้ผู้พ้นโทษจำนวนมากขาดโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ และมีความเสี่ยงกลับไปกระทำผิดซ้ำ

ญัตติของนางรัดเกล้าเสนอให้ “ผ่าตัดโครงสร้างระบบยุติธรรม” ผ่าน 5 แนวทางหลัก ได้แก่

1. ปฏิรูประบบกฎหมาย ลดการใช้โทษจำคุกในคดีไม่ร้ายแรง และเพิ่มโทษทางเลือก
2. แยกผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีออกจากนักโทษเด็ดขาด
3. พัฒนาระบบฝึกอาชีพ (SDU) เชื่อมรัฐ-เอกชน เพื่อสร้างงานรองรับหลังพ้นโทษ โดยยกตัวอย่าง UNICOR ของสหรัฐอเมริกา และ CAPIC ของญี่ปุ่น ให้เห็นภาพ
4. ปรับแนวคิดการใช้งบประมาณ จาก “ค่าใช้จ่าย” เป็น “การลงทุนในทุนมนุษย์”
5.ผลักดันมาตรการลบตราบาป เช่น กฎหมายล้างมลทิน ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าย้ำว่า สำหรับคดีอุกฉกรรจ์และคดีที่กระทบต่อความปลอดภัยของสังคม ยังคงต้องใช้โทษจำคุกอย่างเข้มงวด

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องมนุษยธรรม แต่เป็น “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสังคม” พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า “เราขังคนไปเพื่ออะไร”

“การขังทุกปัญหาไว้ในคุก ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการซ่อนปัญหาไว้จากสายตา สุดท้ายเมื่อคนเหล่านี้กลับออกมา หากยังไม่มีโอกาส ไม่มีงาน และยังถูกตีตรา วงจรอาชญากรรมก็จะเกิดซ้ำไม่รู้จบ”

“การตั้งกรรมาธิการครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ต้องขัง แต่คือการเลือกอนาคตของสังคมไทย ว่าเราจะปล่อยให้ปัญหาหมุนวนซ้ำ หรือจะเริ่มแก้ที่ต้นเหตุ เพื่อให้ระบบยุติธรรมของเราทำหน้าที่ ‘ให้โอกาสคน ควบคู่กับการคุ้มครองสังคมอย่างยั่งยืน’ ”

ทปอ. ยืนยันไม่มีแก้คะแนน A-Level ปมร้อน TCAS69 พบหลักฐานโพสต์ไม่ตรงระบบจริง กระทบความเชื่อมั่นระบบคัดเลือก แจ้งความเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง

แถลงข้อเท็จจริง! กรณีผู้สมัครอ้างว่าถูกแก้ไขผลคะแนน A-Level ในระบบ TCAS69

จากกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลในโซเชียลมีเดียว่ามีการเปลี่ยนแปลงคะแนนสอบ A-Level ภายหลังการประกาศผล ทาง ทปอ. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วนและขอชี้แจงดังนี้:

ไม่เป็นความจริง: ไม่มีการติดต่อสื่อสารตามที่กล่าวอ้าง (ทั้งทางโทรศัพท์/ข้อความ) ระหว่าง ทปอ. กับผู้สมัครรายดังกล่าว

ตรวจพบความผิดปกติ: ภาพผลคะแนนและกระดาษคำตอบที่นำมาโพสต์ "ไม่ตรงกับสารบบจริงของ ทปอ." * มีการใช้ฟอนต์ในช่องคะแนนไม่ตรงกับระบบจริง

คำตอบในกระดาษคำตอบที่โพสต์ ไม่ตรงกับกระดาษคำตอบจริงของผู้สมัคร

ขณะนี้ ทปอ. ได้ดำเนินการแจ้งความลงบันทึกประจำวันต่อพนักงานสอบสวนแล้ว และจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการคัดเลือก

ที่มา : https://www.facebook.com/100078268492766/posts/956360000316274/?rdid=kjmq9y0jjBYRv7F9#

รัฐบาลเตือนข่าวปลอม!! ดีอี–กรมศิลปากรยืนยันข่าวปลอม รัฐบาลโต้สื่อออนไลน์กัมพูชา ย้ำข่าว “พระบรมมหาราชวังเป็นแหล่งเที่ยวกัมพูชา” ไม่จริง เตือนอย่าแชร์ข้อมูลบิดเบือน

รัฐบาลเตือนข่าวปลอม ยืนยันไม่เป็นความจริง กรณีสื่อกัมพูชาอ้าง "พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับเป็นสถานที่น่าเที่ยวกัมพูชา"

วันนี้ 6 พ.ค. 69   นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม เพื่อยกระดับสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

โดยในวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,352 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,017 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,016 ข้อความ และ Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 20 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1  เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่น่าเที่ยวในประเทศกัมพูชา

อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง โครงการแลนด์บริดจ์ ต้องให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินระยะยาว 50-99 ปี

อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง วิธีสังเกตผงชูรสแท้ด้วยวิธีเบื้องต้น

อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงการคลัง เปิดเว็บไซต์ใหม่ยื่นชำระภาษี

อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน ทุกโรงน้ำดื่มทั่วประเทศ ต้องจ่ายค่าตรวจน้ำประจำปีเพิ่ม จากปกติ ปีละ 6,900 บาท เป็นปีละไม่เกิน 50,000 บาท

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง คนไทยกว่า 600 คน กลับประเทศไม่ได้ หลังกัมพูชาไม่เปิดด่านตามที่ตกลง

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง สนามบินนานาชาติหมู่เกาะพีพี เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม

“สำหรับข่าวปลอม เรื่อง “พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่น่าเที่ยวในประเทศกัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบกับ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยกรณีดังกล่าว เกิดขึ้นจากสื่อออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ว่า พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ไม่เป็นความจริง และเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่มีลักษณะบิดเบือนผ่านการใช้ภาพและแหล่งอ้างอิงที่ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งยังไม่พบแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เพื่อยืนยันการจัดอันดับดังกล่าว โดยเนื้อหาที่ถูกเผยแพร่มีลักษณะนำข้อมูลบางส่วนมาผสมกับภาพที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

นอกจากนี้ การใช้ภาพประกอบแบบรวม (collage) ที่มีทั้ง ภาพนครวัด และภาพพระราชวังที่คล้ายกับพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ถูกใช้เป็นตัวแทนด้านการท่องเที่ยวของประเทศในสื่อสากลอย่างแพร่หลาย ดังนั้นการกล่าวอ้างถึง “พระราชวัง” ในบริบทของกัมพูชา ย่อมหมายถึงสถานที่ภายในประเทศกัมพูชาเอง มิได้เกี่ยวข้องกับพระบรมมหาราชวังของไทย” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

รัฐบาลขอให้ประชาชน ตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.)

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1446993650796301&id=100064570394286&rdid=9HXF3RMghkOt3M0V#

ซื้อคืนรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้าน!! เปิดทางลดค่าโดยสาร แต่รัฐหรือเอกชนได้ประโยชน์กว่ากัน? ใช้งบ 1.4 แสนล้านบาท เปิดทางลดค่าโดยสาร เอกชนได้ขายเสี่ยงน้อย แลกสัญญาจ้างเดินรถ รัฐแบกรับความเสี่ยง ต้องชั่งน้ำหนักดีๆ

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์  ได้กล่าวว่า

ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้าน ใครได้? ใครเสีย?

มีข่าวว่า รัฐจะซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนผู้รับสัมปทานด้วยวงเงินสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท เพื่อเปิดทางให้ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า และให้รถไฟฟ้าทุกสายทุกสีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

คำถามสำคัญคือ... การตัดสินใจครั้งนี้ “ใครได้” และ “ใครเสีย” กันแน่?

1. จะซื้อคืนสัมปทานสายไหนบ้าง?

ตามข่าวที่ออกมา รัฐมีแนวคิดซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายที่เอกชนเป็นผู้ลงทุนหรือร่วมลงทุน และเป็นผู้เก็บรายได้เอง พร้อมรับความเสี่ยงเองทั้งหมด มีทั้งหมด 4 สาย ประกอบด้วยสายสีเขียว (ช่วงหมอชิต-เอกมัย และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน) สายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง และสายสีชมพู ด้วยราคาสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท แล้วจะจ้างให้เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมเดินรถพร้อมทั้งซ่อมบำรุงรักษา (Operation and Maintenance หรือ O&M) หลังจากซื้อคืนสัมปทานแล้ว รูปแบบการลงทุนจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่รัฐลงทุนเป็นบางส่วนเป็นรัฐลงทุนเองทั้งหมด แล้วจ้างให้เอกชนเดินรถ แต่รัฐเก็บรายได้ทั้งหมด พร้อมกับรับความเสี่ยงเองทั้งหมด เช่นเดียวกับรูปแบบการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดงในปัจจุบัน

2. วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท คิดมาได้อย่างไร?

จนถึงตอนนี้ รัฐยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการคำนวณ แต่โดยทั่วไปการซื้อคืนสัมปทานมักประเมินจากมูลค่าสินทรัพย์ (เช่น ราง รถไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบตั๋ว) รายได้อื่น (เช่น ค่าโฆษณา ค่าเช่าพื้นที่) และกำไรที่คาดว่าเอกชนจะได้รับตลอดอายุสัญญาที่ยังเหลืออยู่ หากรัฐไม่ซื้อคืนสัมปทาน

3. ใครได้? ใครเสีย?

3.1 ใครได้?

ฝ่ายที่เห็นประโยชน์ชัดที่สุดคือ เอกชนผู้รับสัมปทาน เพราะเมื่อขายคืนสัมปทานแล้ว เอกชนจะไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารอีกต่อไป โดยเฉพาะสายที่มีผู้โดยสารต่ำกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสได้รับสัญญาจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงต่อ ทำให้มีรายได้ที่แน่นอนทุกปี

3.2 ใครเสีย?

คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า... หลังลดค่าโดยสารแล้ว ผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นมากพอหรือไม่? หากจำนวนผู้โดยสารเพิ่มไม่มาก รายได้จากค่าโดยสารอาจไม่พอสำหรับค่าซื้อคืนสัมปทาน และค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง สุดท้าย รัฐอาจต้องนำงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างต่อเนื่องในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีคำถามเรื่องความสามารถในการบริหาร รฟม.จะสามารถดูแลรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มจำนวนผู้โดยสารได้จริงหรือไม่? ที่ผ่านมา รฟม.เคยบริหารเองจริงๆ เพียงสายเดียว คือรถไฟฟ้าสายม่วงเหนือ (ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน) แม้ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยสำคัญก็มาจากการลดค่าโดยสาร ไม่ได้เกิดจากมาตรการเชิงรุกอื่นๆ ในการดึงผู้โดยสาร

ส่วนรถไฟฟ้าสายอื่นในสังกัดของ รฟม. ไม่ว่าจะเป็นสายสีน้ำเงิน สีเหลือง และสีชมพู ล้วนเป็นการบริหารโดยเอกชนผู้รับสัมปทานทั้งสิ้น

4. “ซื้อคืน” หรือ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่า?

รัฐควรพิจารณาเปรียบเทียบกรณีซื้อคืน และไม่ซื้อคืน ว่าทางเลือกใดจะใช้เงินน้อยกว่า และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง

กล่าวคือกรณีซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินเป็นรายปีคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันได้ 1.4 แสนล้านบาท (เมื่อรวมดอกเบี้ยจะต้องจ่ายเงินสูงกว่า 1.4 แสนล้านบาท) เปรียบเทียบกับกรณีไม่ซื้อคืน ซึ่งรัฐจะต้องชดเชยรายได้ให้เอกชนหลังจากลดค่าโดยสาร

โดยสรุป ถ้าซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อคืนเป็นรายปี จ่ายค่าจ้างเดินรถ และแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด ถ้าไม่ซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินชดเชยตลอดระยะเวลาที่ลดค่าโดยสาร ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถ และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง

คุณคิดว่า ระหว่าง “ซื้อคืน” กับ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่ากัน?

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10233133999517257&id=1387533272&rdid=upjTp0vzuboLMHcU#

The BESTS เปิดตัวเพลง แรปเปอร์หนุ่มสายเมโลดิกเรปร่วมงาน feat. SIMON และ 2Ectasy ถ่ายทอดเรื่องรักสาวชุดนักศึกษา พร้อมบีท Trap ฟังง่ายติดหู

การเงินมีปัญหา? ใส่ชุดนักศึกษามาหา The BESTS
ซิงเกิลล่าสุด “ชุดนักศึกษา (ft. SIMON & 2Ectasy)”

“ชุดนักศึกษา (ft. SIMON & 2Ectasy)” ผลงานใหม่ล่าสุดจาก The BESTS แรปเปอร์หนุ่มขวัญใจ Gen Z เป็นเพลงแนว Melodic Rap ที่ผสมผสานความเท่และความละมุนได้อย่างลงตัว ถ่ายทอดเรื่องราวของความคลั่งรักที่มีต่อสาวในชุดนักศึกษา ผ่านท่อนแร็ปที่สะท้อนไลฟ์สไตล์แบบ Young & Rich เต็มไปด้วยความมั่นใจและความพร้อมจะเปย์แบบไม่มีกั๊กดนตรีมาในบีท Trap ฟังสบาย แฝงกลิ่นอายโรแมนติกและความ

ขี้เล่น จนกลายเป็นเพลงที่ฟังง่ายและติดหู
จุดเริ่มต้นของเพลงมาจากไอเดียสนุกๆ ของ The BESTS ที่หยิบภาพสาวๆ ในชุดนักศึกษามาเป็นแรงบันดาลใจ ก่อนจะต่อยอดเป็นมุมมองความคลั่งรักแบบ “พร้อมเปย์” ที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีสไตล์ โดยได้ SIMON เพื่อนซี้จากกลุ่ม DIEOUT มาร่วมเติมสีสันให้เพลงนี้ และเพิ่มอีกหนึ่งความพิเศษด้วยการชวน “2Ectasy” มาร่วม featuring ซึ่งนับเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกของทั้งคู่ โดยนอกจากจะมีส่วนร่วมในการเขียนเนื้อร้องและถ่ายทอดพาร์ตของตัวเองแล้ว 2Ectasy ยังรับหน้าที่ดูแลในขั้นตอน Mix Master อีกด้วย

ในด้าน Visualizer เพลงนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งก้าวใหม่ของ The BESTS กับการทดลองนำเสนอ Lyric Video ในสไตล์เฉพาะตัวอีกด้วย
รับฟังเพลง “ชุดนักศึกษา (ft. SIMON & 2Ectasy)” จาก The BESTS ได้แล้ววันนี้ทุกช่องทางสตรีมมิ่ง พร้อมรับชม Visualizer ได้ทาง YouTube ช่อง The BESTS
https://youtu.be/1tWLJSuxaK4?si=W4uBZMt9-ob5lAXp

ททท. ดัน Workation ผนึกพันธมิตรกระตุ้นท่องเที่ยววันทำงาน 17 จังหวัดภาคกลาง พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย เปิดโอกาสทำงานควบคู่ท่องเที่ยวได้จริง รองรับเทรนด์ Hybrid และ Work from Anywhere

“ททท. ผนึกพันธมิตรชวนคนทำงานออกเดินทาง ‘WORK WONDER BELONG’ 

ใน 17 จังหวัดภาคกลาง เที่ยวใกล้ได้งาน”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ NEXTOPIA Siam Paragon, Megatix Thailand, Bolt และ Sanook.com ชวนคนทำงานยุคใหม่ออกเดินทางเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวพร้อมทำงานไปด้วยกัน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคกลาง ภายใต้แคมเปญ WORK WONDER BELONG เที่ยวใกล้ได้งาน เปลี่ยนวันทำงานธรรมดาให้กลายเป็นช่วงเวลาพิเศษ ผ่านการค้นหาสถานที่ทำงานใหม่ ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ผ่อนคลายและสร้างแรงบันดาลใจช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในแคมเปญรวบรวมสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก แหล่งท่องเที่ยว สถานที่ทำงานที่เหมาะกับการทำงานนอกสถานที่ รวมถึงสินค้าและบริการที่ช่วยให้การทำงานจากทุกที่เป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อรองรับเทรนด์การทำงานรูปแบบใหม่ที่ผสาน “การทำงาน” และ “การท่องเที่ยว” เข้าด้วยกันอย่างลงตัว สัมผัสเสน่ห์ของการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยในมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 25 กรกฎาคม 2569.

นางสาว วรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง กล่าวว่า “ปัจจุบันหลายองค์กรในประเทศไทยเริ่มนำรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid และ Remote Working มาใช้มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของพนักงานและความคาดหวังของคนทำงานรุ่นใหม่ ส่งผลให้เกิดความเป็นไปได้ในการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันธรรมดา และทำให้แนวคิด Workation หรือการทำงานควบคู่กับการท่องเที่ยว กลายเป็นดีมานด์ที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน หนึ่งในพฤติกรรมที่สะท้อนเทรนด์ดังกล่าวคือ ‘Weekend Extenders’ หรือการยืดช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ออกไปโดยไม่ต้องใช้วันลาพักร้อน ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเดินทางและพักผ่อน พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางที่มีการเดินทางสะดวก และมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการทำงานได้เป็นอย่างดี ททท. และพันธมิตรจึงร่วมกันคัดสรรสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม กิจกรรม รวมถึง Co-working Space ที่เหมาะกับการทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน พร้อมมอบส่วนลดและสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนออกเดินทางในวันธรรมดามากขึ้น ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวในภูมิภาคภาคกลาง โดยคาดหวังว่าแคมเปญนี้จะช่วยให้การทำงานควบคู่กับการท่องเที่ยวเกิดประสิทธิภาพ และสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้กับคนทำงานยุคปัจจุบัน”

คุณชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารสายงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัดผู้บริหาร กล่าวว่า  “NEXTOPIA มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้ในการสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของคนทำงานยุคใหม่ที่ผสานการทำงานและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน โดยเราเปิดพื้นที่ NEXTOPIA ให้เป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำหรับการนั่งทำงาน พักผ่อน และพบปะสังสรรค์ในบรรยากาศที่สร้างแรงบันดาลใจใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อร่วมกระตุ้นให้เกิดการเดินทางและการใช้ชีวิตนอกสถานที่ทำงานแบบเดิมๆ พบกับโปรโมชั่นมากมายตลอดแคมเปญ อาทิ ใช้จ่ายที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนครบตามยอดที่กำหนดแลกรับของรางวัล พร้อมแลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 22%  จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และ Nextopia มอบคูปองช้อป กิน ดื่ม ส่วนลดสูงสุด 200 บาท  ในพื้นที่ Zone Nextopia เพียงโชว์ Banner แคมเปญ หรือ แจ้งทราบข่าวจากแคมเปญ Work Wonder Belong พร้อมบัตรประชาชน ที่เคาน์เตอร์ INFORMATION COUNTER ชั้น G ฝั่ง North, ชั้น 1 Star Dome และชั้น 5 NEXTOPIA โดยนักท่องเที่ยวชาวไทย จะได้รับ E-GIFT CARD เมื่อลงทะเบียนผ่าน ONESIAM SuperApp สมบูรณ์แล้วเท่านั้น

·      นักท่องเที่ยวในเขตพื้นที่ กทม และปริมณฑล ได้รับฟรี! E-GIFT CARD มูลค่า 100 บาท (สำหรับใช้จ่ายขั้นต่ำ 500 บาท) จำนวน 300 สิทธิ์ (จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิกตลอดรายการ)

·      นักท่องเที่ยวนอกเขตพื้นที่ กทม ตามบัตรประชาชน ได้รับฟรี! E-GIFT CARD มูลค่า 200 บาท (สำหรับใช้จ่ายขั้นต่ำ 800 บาท) จำนวน 150 สิทธิ์ (จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิก ตลอดรายการ)

Onur Astasoy - Managing Director กล่าวว่า  “Megatix Thailand  มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแคมเปญครั้งนี้ เพื่อช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคภาคกลาง โดยเราได้นำเสนอสิทธิพิเศษและส่วนลดสำหรับที่พักและสปา เมื่อจองผ่านแพลตฟอร์ม Megatix สูงสุด 20-50% เพื่อช่วยให้คนทำงานสามารถวางแผนการเดินทางและพักผ่อนได้ง่ายขึ้น เรามองว่าเทรนด์การท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเดินทางในวันธรรมดา โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) การมอบดีลพิเศษผ่าน Megatix จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมากขึ้น พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สะดวก คุ้มค่า และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่” จองที่พัก  https://megatix.in.th/workwonderbelong

คุณณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์  ผู้จัดการทั่วไปประจำ โบลท์ ประเทศไทย (Bolt) กล่าวว่า “โบลท์ ประเทศไทย รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้ ซึ่งมีเป้าหมายในการกระตุ้นให้ผู้คนออกเดินทางและเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ผสานการทำงานเข้ากับการเดินทางได้อย่างลงตัว โบลท์มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงได้ง่าย เพื่อช่วยให้การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก หรือพื้นที่ทำงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น เราเชื่อว่าการมีระบบการเดินทางที่สะดวกจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้คนออกเดินทางมากขึ้น และช่วยผลักดันให้การท่องเที่ยวในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โบลท์ ยินดีมอบ โค้ดส่วนลด 200,000 โค้ด (สำหรับพื้นที่ภาคกลางเท่านั้น) ชื่อ Code “GOWORK” ระยะเวลาใช้งาน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 25 กรกฎาคม 2569

7 ปีแห่งการวางรากฐาน!! สอวช. ตอกย้ำบทบาทหน่วยงานนโยบายชาติ ดันไทยสู่ Net Zero อาหารอนาคต กำลังคนทักษะสูง และวิจัยเชิงพาณิชย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ–สังคม–กำลังคนด้วยนวัตกรรม ยกระดับไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

สอวช. ครบรอบ 7 ปี ชู “7 นโยบายหลัก” ยกระดับประเทศทุกมิติ วางรากฐานเศรษฐกิจนวัตกรรม สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

2 พฤษภาคม 2569 - สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ตอกย้ำบทบาทหน่วยงานนโยบายระดับชาติ ในโอกาสครบรอบ 7 ปีแห่งการก่อตั้ง โดย ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ เปิดเผยผลสำเร็จจากการขับเคลื่อน “7 นโยบายหลัก” ที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม กำลังคน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ “เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

นโยบายที่ 1 การขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ (Climate & Net Zero) สอวช. ทำหน้าที่ออกแบบนโยบายและกลไกเชิงระบบเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero โดยมีโครงการ “Net Zero Campus” เป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญที่ยกระดับมหาวิทยาลัยกว่า 50 แห่งให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคาร์บอนต่ำของประเทศ คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมทั้งพัฒนากำลังคนด้านการประเมินคาร์บอนรองรับมาตรฐาน ESG ในอนาคต รวมถึงการพัฒนา “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” และเครื่องมือ Green Enterprise Indicator (GEI) เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม

นโยบายที่ 2 การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) สอวช. เร่งยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การผลิตอาหารมูลค่าสูง ผ่านการพัฒนากลไกสำคัญ เช่น บัญชีสารสำคัญ (Positive List) และ Regulatory Sandbox เพื่อรองรับการกล่าวอ้างด้านสุขภาพและเร่งการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารอนาคตของไทยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 140,000 ล้านบาท และตลาดในประเทศประมาณ 190,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของไทยในการยกระดับเศรษฐกิจฐานเกษตรสู่ฐานนวัตกรรม

นโยบายที่ 3 การผลักดันกลไก University Holding Company และธุรกิจ Spin-off เพื่อเร่งนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาจัดตั้ง Holding Company แล้ว 12 แห่ง ลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมกว่า 110 แห่ง มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดย สอวช. มุ่งพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

นโยบายที่ 4 Higher Education Sandbox ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปการอุดมศึกษา เปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาทดลองรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ตลาดแรงงาน โดยมีการอนุมัติหลักสูตรแล้ว 24 ข้อเสนอ และคาดว่าจะผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงกว่า 26,620 คน พร้อมทั้งเกิดนวัตกรรมการเรียนรู้ เช่น Competency-based Learning การออกแบบหลักสูตรแบบ Modular และการร่วมพัฒนาหลักสูตรกับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนา Top-down Sandbox ในสาขาเซมิคอนดักเตอร์ และรูปแบบสหกิจศึกษา Coop+ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

นโยบายที่ 5 STEMPlus Platform เป็นกลไกเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับการจ้างงานจริง โดยสามารถสร้างงานทักษะสูงด้าน STEM แล้วกว่า 13,000 ตำแหน่ง จากกว่า 200 บริษัท คิดเป็นมูลค่าเงินเดือนรวมกว่า 4,400 ล้านบาทต่อปี และมีผู้ผ่านการพัฒนาทักษะแล้วมากกว่า 450,000 คน พร้อมทั้งขับเคลื่อนมาตรการ STEM++ ร่วมกับ BOI เพื่อพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และสร้างฐานข้อมูลความต้องการกำลังคนของประเทศอย่างเป็นระบบ

นโยบายที่ 6 Social Enterprise Incubation Platform (SEIP) เป็นกลไกบ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชนและหน่วยบ่มเพาะในพื้นที่จริงทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจที่สร้างผลกระทบทางสังคมอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ผ่านโครงการนำร่องในพื้นที่ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ และ อ.อุ้มผาง จ.ตาก ซึ่งใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ในการออกแบบนโยบายและกลไกความร่วมมือที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะ และสามารถขยายผลเชิงนโยบายในระยะต่อไป

นโยบายที่ 7 การปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม ผ่านการจัดตั้ง สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อเป็นกลไกใหม่ที่มีความคล่องตัวสูงในการบริหารจัดการทุนวิจัย การลงทุนร่วมกับภาคเอกชน และการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับการลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้ถึงร้อยละ 2 ของ GDP ภายในปี 2570

ดร.สุรชัย กล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา สอวช. ได้วางรากฐานสำคัญของระบบ อววน. ให้สามารถขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการพัฒนากำลังคน การยกระดับเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม และการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

“สอวช. ไม่ได้เพียงทำหน้าที่ออกแบบนโยบาย แต่ยังยกระดับ ‘ระบบ’ ของประเทศ เพื่อให้สามารถใช้ศักยภาพของ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อววน. ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างมั่นคง แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวปิดท้าย

‘ลัลนา’ ขยับอันดับโลก ขึ้นท็อป 100 ครั้งแรก จากอันดับ113 เป็น 99 โลก ผลงานโดดเด่นคว้าแชมป์ WTA พร้อมลุ้นเจียงซี โอเพ่นจีน

"ลัลนา" รั้งอันดับ 99 ของโลก - นักเทนนิสหญิงไทยคนที่ 4 เข้าท็อป 100

สมาคมเทนนิสอาชีพหญิง (ดับเบิลยูทีเอ) ได้ประกาศผลการจัดอันดับโลก ประจำสัปดาห์ เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2569 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ปรากฏว่า "รวงข้าว" ลัลนา ธาราฤดี นักเทนนิสหญิงมือ 1 ของไทย ขยับขึ้นมา 14 อันดับ จาก 113 ของโลก ล่าสุดขยับขึ้นมารั้งอันดับ 99 ของโลก โดยนับเป็นการติดอันดับท็อป 100 ของโลกเป็นครั้งแรกของนักเทนนิสสาววัย 21 ปี จากนครศรีธรรมราช

ในปี 2026 ลัลนา ทำผลงานโดดเด่นด้วยการคว้าแชมป์ ดับเบิลยูทีเอ 125 ได้เป็นครั้งแรก ในรายการ ออสติน 125 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงการผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศในระดับไอทีเอฟ ดับเบิลยู 100 ขณะเดียวกันในช่วงต้นปีสามารถเข้ารอบเมนดรอว์  แกรนด์ สแลม ได้เป็นครั้งแรกในศึกออสเตรเลียน โอเพ่น

จากผลงานดังกล่าวทำให้ ลัลนา เป็นนักเทนนิสหญิงไทย คนที่ 4 ที่ทำอันดับติดท็อป 100 ของโลก ต่อจาก แทมมารีน ธนสุกาญจน์, ลักษิกา คำขำ และ มนัญชญา สว่างแก้ว

ส่วนอันดับโลกของ "ไหม" มนัญชญา สว่างแก้ว ที่เพิ่งจะคว้าแชมป์ ไอทีเอฟ ดับเบิลยู 100 ที่ญี่ปุ่น สัปดาห์นี้ขยับขึ้นมา 11 อันดับ มารั้งอันดับ 175 ของโลก 

สำหรับสัปดาห์นี้ ลัลนา มีโปรแกรมลงแข่งขันในรายการ เจียงซี โอเพ่น ที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นรายการระดับ ดับเบิลยูทีเอ 125 โดย ลัลนา ในฐานะมือวางอันดับ 1 ของรายการ จะลงเล่นรอบเมนดรอว์ รอบแรก พบกับ โซเฟีย แลนเซียร์ นักเทนนิสรัสเซีย มืออันดับ 268 ของโลก

“กอร์ดอนสตัน” เจแปนเปิดตัว ก้าวแรกของโรงเรียนนานาชาติ เปิดโปรแกรมผู้นำภาคฤดูร้อน เน้นทักษะจากประสบการณ์จริง เร้าใจและปัญหาระดับโลก

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์: เปิดตัว “กอร์ดอนสตัน เจแปน”

ประเดิมโปรแกรมผู้นำภาคฤดูร้อน

“Transformative Leadership Summer Programme”

โอซีซี เอดูเคชันแนล คอร์ปอเรชัน ลิมิเต็ด

กอร์ดอนสตัน เจแปน (Gordonstoun Japan) ด้วยความร่วมมือกับโอซีซี เอดูเคชันแนล คอร์ปอเรชัน ลิมิเต็ด (OCC Educational Corporation Limited) จากโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ได้ประกาศเปิดตัวโครงการ อิมแพกต์ ชาเลนจ์ ซัมเมอร์ (Impact Challenge Summer) ประจำปี 2569 ในวันที่ 27 เมษายน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสถาปนาวิทยาเขตโรงเรียนประจำนานาชาติแห่งแรกในเครือกอร์ดอนสตัน

กอร์ดอนสตันเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ในฐานะสถาบันที่ได้รับความไว้วางใจในการถวายการศึกษาแก่ราชวงศ์อังกฤษหลายยุคสมัย อาทิ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และเจ้าชายฟิลิป ผู้ล่วงลับ โดยในครั้งนี้กอร์ดอนสตันได้นำปรัชญาการศึกษาระดับโลกมาเปิดสอนในต่างประเทศเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ แม้วิทยาเขตหลักในวากายามะจะมีกำหนดเปิดทำการในช่วงฤดูร้อนปี 2570 แต่ทางโรงเรียนฯ จะเริ่มนำร่องด้วยโปรแกรมภาคฤดูร้อนที่เน้นการฝึกทักษะผู้นำผ่านประสบการณ์จริง เพื่อให้สัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้อย่างเต็มที่

บทใหม่ของการศึกษาระดับโลก

กอร์ดอนสตันก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2477 และพร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดปรัชญาอันเป็นหัวใจสำคัญของสถาบันฯ อย่าง “Plus est en vous” (ในตัวคุณมีอะไรมากกว่าที่คิด) สู่เวทีสากล โดย “โครงการ อิมแพกต์ ชาเลนจ์ ซัมเมอร์” จะฉีกกฎการเรียนรู้แบบเดิม ๆ ในห้องเรียน ด้วยการให้นักเรียนได้เผชิญหน้ากับโจทย์ท้าทายด้านมนุษยธรรมและสิ่งแวดล้อม เพื่อหล่อหลอมความแข็งแกร่งและปลูกฝังจิตสำนึกในการเสียสละเพื่อส่วนรวม

ไฮไลต์ของโปรแกรม

ชื่อโครงการ: อิมแพกต์ ชาเลนจ์ ซัมเมอร์ ประจำปี 2569

ระยะเวลา: รุ่นที่ 1 วันที่ 2-7 สิงหาคม 2569 และ รุ่นที่ 2 วันที่ 15-20 สิงหาคม 2569 (รวม 2 รุ่น รุ่นละ 6 วัน 5 คืน)

สถานที่: วากายามะ ประเทศญี่ปุ่น

คุณสมบัติผู้เข้าร่วม: นักเรียนอายุระหว่าง 10-14 ปี

กิจกรรมหลัก:

-การมุ่งแก้โจทย์ท้าทายระดับโลก: พัฒนาทักษะการวางกลยุทธ์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนในแถบหิมาลายัน

-การลงมือทำเพื่อสิ่งแวดล้อม: ลงมือแก้ไขวิกฤตขยะพลาสติกในทะเลบริเวณรอบเกาะโทโมกาชิมะ

-การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในพื้นที่: ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้เดินทางไปยังประเทศเนปาล เพื่อศึกษาดูงานในการนำแผนงานไปปฏิบัติจริงในพื้นที่

โปรแกรมนี้ออกแบบโดยนักมานุษยวิทยาระดับโลกอย่างลินดา ครูซ (Linda Cruse) ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการศึกษาและการมีส่วนร่วมขององค์กรธุรกิจทั่วโลกผ่านโครงการ Race4Good (R) โดยโปรแกรมนี้สะท้อนความเชื่อของเธอที่ว่า พลังของปัจเจกบุคคลสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ ซึ่งในฤดูร้อนนี้ คุณลินดาจะนำแนวคิดดังกล่าวมาถ่ายทอดด้วยตนเองในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมเสริมหลักสูตรของกอร์ดอนสตัน เจแปน ณ วากายามะ

สาส์นจาก นาตาชา แดนเจอร์ฟิลด์ (Natasha Dangerfield) ครูใหญ่ผู้ก่อตั้ง

“เนื่องในโอกาสที่กอร์ดอนสตันได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการขยับขยายออกนอกสหราชอาณาจักร เรามีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะสร้างนิยามใหม่ให้กับเป้าหมายของการศึกษา โดยโปรแกรมนี้ออกแบบมาเพื่อหล่อหลอมความรับผิดชอบและความตระหนักรู้ในระดับสากล พร้อมถ่ายทอดจิตวิญญาณกลิ่นอายมรดกจากสกอตแลนด์ มาสู่บริบทอันเป็นเอกลักษณ์ของวากายามะ”

เกี่ยวกับกอร์ดอนสตัน

กอร์ดอนสตันมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในด้านการบูรณาการความเข้มข้นทางวิชาการเข้ากับการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมกลางแจ้งและการบำเพ็ญประโยชน์ ซึ่งโครงการ อิมแพกต์ ชาเลนจ์ โดยกอร์ดอนสตัน เจแปน ถือเป็นก้าวแรกในการขยายโมเดลระดับโลกนี้สู่ต่างประเทศอย่างเป็นทางการ

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกอร์ดอนสตัน เจแปน: https://www.gordonstoun.jp/en/index.html

เกี่ยวกับโอซีซี

โอซีซี เอดูเคชันแนล คอร์ปอเรชัน ลิมิเต็ด เป็นสถาบันชั้นนำในโอซาก้าที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน และสั่งสมชื่อเสียงด้านความเป็นเลิศทางวิชาการมาอย่างต่อเนื่องถึง 120 ปี

ที่มา: โอซีซี เอดูเคชันแนล คอร์ปอเรชัน ลิมิเต็ด

ไทยเดินหน้าอาหารแห่งอนาคต!! ProPak Asia 2026 ผนึกกำลังรัฐ–เอกชน ดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์แห่งเอเชีย รวมพลังนวัตกรรมผลิต แปรรูป และบรรจุภัณฑ์ เสริมแต้มต่อผู้ประกอบการไทย สู้ตลาดอาหารโลก

อุตสาหกรรมการผลิต แปรรูป และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มของไทย เป็นหนึ่งในกำลังหลักที่สร้างรายได้ พร้อมทั้งพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าอาหารและเครื่องดื่มเพื่อการบริโภคทั้งประเทศและส่งออก โครงสร้างอุตสาหกรรมฯ ที่แข็งแกร่งทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นคลังสำรองอาหารที่ปลอดภัยของโลก (Global Food Safety Zone) แต่การคว้าโอกาสในสถานการณ์ที่ท้าทาย จำเป็นต้องปรับตัว เพื่อยกระดับการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย มีมาตรฐานที่สูงขึ้น

โดยอาศัยการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ในการผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าอาหารและเครื่องดื่มของตลาด ไม่ว่าจะเป็นการเก็บรักษานาน ตอบโจทย์สุขภาพ สะดวกต่อการบริโภค เป็นอาหารแห่งอนาคต ฯลฯ ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างแต้มต่อในการผลิตและการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการ ภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และภาคเอกชน จึงได้ร่วมมือกันจัดงาน ProPak Asia 2026 งานแสดงเทคโนโลยีด้านกระบวนการผลิต การแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่ครบวงจรที่สุดของเอเชียขึ้น เพื่อนำเสนอแนวโน้มและทิศทางของอุตสาหกรรม จัดแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องจักรที่ทันสมัยจากทั่วโลก พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากบริษัทชั้นนำ ฯลฯ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สร้างโอกาสและและเชื่อมโยงความร่วมมือทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการกับพันธมิตรทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดร.ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณวรรณา สุทัศน์ ณ อยุธยา นายกสมาคมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทย และ คุณสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป - ประเทศไทย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จึงได้ร่วมกันจัดงานแถลงข่าวความร่วมมือในการจัดงาน ProPak Asia 2026 ขึ้น พร้อมเผยข้อมูลแนวโน้ม ทิศทาง การปรับตัวและการรับมือของภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในสถานการณ์ที่ท้าทายปัจจุบัน การเติบโต มูลค่าตลาด และโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทย ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทยในการยกระดับการผลิตและสร้างความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงความสำคัญของการจัดงาน ProPak Asia 2026 ต่ออุตสาหกรรมการผลิตของภูมิภาค และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ในวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 – 16.00 น.

ณ ห้อง Jupiter4, อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

THAILAND DIECAST EXPO 2026 งานไดแคสต์ยิ่งใหญ่ที่ ICONSIAM จับมือ 'Chupa Chups' ปลุกกระแสรอยยิ้ม รวมกิจกรรมสร้างสรรค์ทุกเพศวัย พื้นที่รวมตัวคนรักสะสมอย่างครบวงจร

“Thailand Diecast Expo” ผนึก Chupa Chups เขย่าวงการไดแคสต์ ปลุกกระแส ‘สยามอมยิ้ม x Diecast’ สู่ประสบการณ์แห่งรอยยิ้มระดับโลก

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานยานยนต์ระดับนานาชาติ Bangkok International Motor Show เดินหน้าสานต่อความสำเร็จเป็นปีที่ 2 ของงาน “THAILAND DIECAST EXPO 2026 ” งานมหกรรมไดแคสต์และของสะสมที่มากกว่าคำว่าของเล่น แต่คือพื้นที่แห่งจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และแพสชันของคนรักงานสะสมทุกเจเนอเรชัน โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ  ICONSIAM HALL ชั้น 7  ICONSIAM
ไฮไลท์สำคัญในปีนี้ คือการยกระดับประสบการณ์ครั้งใหม่ ด้วยการจับมือกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง   Chupa Chups ในฐานะ Official Partner อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “สยามอมยิ้ม x Diecast” ที่ผสานโลกของรถโมเดลเข้ากับความสนุกสดใส สร้างบรรยากาศภายในงานให้เต็มไปด้วยสีสันและรอยยิ้มในทุกมุม

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการขยายฐานผู้เข้าชมจากกลุ่มนักสะสม สู่กลุ่มเด็ก ครอบครัว คนรุ่นใหม่ และสายไลฟ์สไตล์ พร้อมสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ “เห็นแล้วต้องยิ้ม” และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยผู้เข้าชมจะได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจาก Chupa Chups ผ่านกิจกรรมและพื้นที่ ที่ออกแบบมาอย่างโดดเด่น เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุก และกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่ช่วยเติมเต็มภาพลักษณ์ของงานให้เป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่คือ “พื้นที่แห่งความสุข สนุก และความทรงจำ”
นอกจากนี้ยังจับมือพันธมิตรชื่อดังอย่าง Bangkok Hot Rod และ ICONSIAM ร่วมรังสรรค์พื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางของคอมมูนิตี้ Diecast & Collectible ที่ครบถ้วนที่สุดในประเทศไทย ภายในงานยังรวมแบรนด์ชั้นนำ ผู้ผลิต นักสะสม และครีเอเตอร์จากทั่วประเทศ ที่พร้อมนำเสนอสินค้าคอลเลกชันพิเศษ ไอเทมหายาก และลิมิเต็ดเอดิชัน พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ การประกวด การแลกเปลี่ยนความรู้ และการสร้างเครือข่ายของคนในวงการ

ภายในงานอัดแน่นด้วยโซนกิจกรรมหลากหลาย ครอบคลุมทุกมิติของโลกคนรักงานสะสมและของเล่น ไม่ว่าจะเป็น โซนไดแคสต์ (Diecast), โซนของสะสม (Collectible), โซนไดโอรามาหรือแบบจำลองสามมิติ (Diorama), โซนของเล่น (Toy), โซนงานอดิเรก (Hobby), โซนตลาดซื้อขาย (Marketplace), โซนพื้นที่กิจกรรม (Playground) และความบันเทิง (Entertainment), โซนให้ความรู้ (Knowledge) รวมถึงกิจกรรมการประกวด (Contest) และการสร้างเครือข่าย (Networking) ของกลุ่มไลฟ์สไตล์เดียวกัน เพื่อตอบโจทย์ผู้เข้าชมทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักสะสมตัวจริง ผู้เริ่มต้น ครอบครัว เด็ก เยาวชน ไปจนถึงสายครีเอเตอร์และนักออกแบบอย่างครบครัน

ขอเชิญชวนผู้ที่หลงใหลในโลกของไดแคสต์ ของสะสม และงานอดิเรกทุกรูปแบบ มาร่วมเปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ เติมเต็มแรงบันดาลใจ และเชื่อมต่อทุกแพสชันไว้ในที่เดียว กับงาน “THAILAND DIECAST EXPO 2026” ในวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ  ICONSIAM HALL  ชั้น 7  ICONSIAM  มหกรรมไดแคสต์ระดับประเทศที่คุณไม่ควรพลาด  ติดตามรายละเอียดและความเคลื่อนไหวของงานได้ที่ https://www.thailanddiecastexpo.com และโซเชียลมีเดีย Thailand Diecast Expo ทุกช่องทาง

สวนนงนุชเปิดลูกช้าง!! รับขวัญ "พังฟ้ารุ่ง" เชือกที่ 2 ใน 1 เดือน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ มาตรฐานสูงดูแลช้างดี เสริมสิริมงคลประเพณีไทย

“สัญญาณแห่งความอุดมสมบูรณ์! สวนนงนุชพัทยาต้อนรับ ‘พังฟ้ารุ่ง’ ลูกช้างเชือกที่ 2 ใน 1 เดือน”

สวนนงนุชพัทยาเดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ “ความต่อเนื่องแห่งชีวิต” อีกครั้ง หลังลูกช้างเกิดใหม่เป็นเชือกที่ 2 ของปี 2569 ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน นับเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ และความพร้อมของระบบการดูแลช้างอย่างมีมาตรฐาน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้จัดพิธีรับขวัญลูกช้าง โดยนิมนต์พระครูเกษมกิตติโสภณ เจ้าคณะตำบลภูตาหลวง วัดสามัคคีบรรพต มาประกอบพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล ท่ามกลางบรรยากาศอันยิ่งใหญ่ มีขบวนนางรำและโขลงช้างกว่า 30 เชือก ร่วมต้อนรับสมาชิกใหม่อย่างอบอุ่น

ภายในพิธี มีการคล้องพวงมาลัย พร้อมประกอบพิธีเจิมหน้าผากแม่ช้างและลูกช้างด้วยสายสิญจน์ ตามประเพณีไทยที่สืบทอดมา เพื่อเสริมสิริมงคลและต้อนรับชีวิตใหม่เข้าสู่โขลง  ลูกช้างเพศเมียเชือกนี้ เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 จากแม่ช้าง “พังฟ้าใส” อายุ 27 ปี และพ่อช้าง “พลายหนิงหน่อง” อายุ 30 ปี ได้รับการตั้งชื่อจากท่านประธานสวนนงนุชพัทยาว่า “พังฟ้ารุ่ง” ซึ่งมีความหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ที่สดใส เปรียบเสมือนรุ่งอรุณแห่งความหวัง

การเกิดของ “พังฟ้ารุ่ง” ในช่วงเวลาที่ใกล้กับลูกช้างเชือกแรกของปีเพียง 1 เดือน สะท้อนให้เห็นคุณภาพของปางช้างสวนนงนุชพัทยา ที่ได้รับหนังสือรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง (Good Practices for Elephant Camps) จากกรมปศุสัตว์ และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดูแลช้างทุกเชือกอย่างมีมาตรฐาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ช้างสามารถให้กำเนิดลูกได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top