Saturday, 17 October 2026
NEWS

BCPG ร่วมแสดงความยินดี MEA นำร่องระบบแบตเตอรี่เคลื่อนที่ หนุนจ่ายไฟชั่วคราวเพิ่มเสถียรภาพ ผนึกเทคโนโลยี BESS เสริมความยืดหยุ่น สะท้อนศักยภาพในด้านพลังงาน

BCPG ร่วมแสดงความยินดี MEA เปิดตัวโครงการนำร่อง Battery on Truck
นวัตกรรมระบบกักเก็บพลังงานแบบเคลื่อนที่ได้

นายชาญวิทย์ ตรังอดิศัยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการลงทุน บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) มอบดอกไม้ร่วมแสดงความยินดีแก่ นายรณชัย เรืองยุทธ รองผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ในโอกาสเปิดตัวโครงการนำร่อง Battery on Truck ณ ห้องออดิทอเรียม สำนักงานใหญ่การไฟฟ้านครหลวง

โครงการดังกล่าวเป็นการนำระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) มาพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถเคลื่อนที่ได้ เพื่อสนับสนุนภารกิจของ MEA อาทิ การจ่ายไฟฟ้าชั่วคราวระหว่างการบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนหม้อแปลงไฟฟ้า การสนับสนุนการจัดงานที่ต้องการความมั่นคงของระบบไฟฟ้า รวมถึงการทำหน้าที่เป็นระบบสำรองไฟฟ้าในกรณีเกิดเหตุขัดข้องหรือฉุกเฉิน

BCPG มีบทบาทในฐานะผู้นำเข้าเทคโนโลยีและผู้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ Battery on Truck ซึ่งเป็นการต่อยอดเทคโนโลยี BESS สู่รูปแบบที่สามารถเคลื่อนที่และนำไปใช้งานได้ตามความต้องการ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพลังงาน และสะท้อนศักยภาพของ BCPG ในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

THAILAND MORAL AWARDS 2025 ศูนย์คุณธรรมฯ ครบรอบ 15 ปี เปิดเวทีรางวัลคุณธรรมระดับประเทศ สร้างแรงบันดาลใจสังคมไทย เชิดชูสื่อสร้างสรรค์ บุคคลต้นแบบ และองค์กรคุณธรรม

ศูนย์คุณธรรมฯ จัด THAILAND MORAL AWARDS 2025
มอบ "รางวัลคุณธรรมระดับประเทศ" เชิดชูต้นแบบความดี

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เตรียมจัดพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ภายใต้แนวคิด "ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม" เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรมเพื่อประกาศยกย่องและเชิดชูเกียรติสื่อ บุคคล ชุมชน และองค์กรต้นแบบด้านคุณธรรมของประเทศไทย ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยพิธีมอบรางวัลจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทของ THAILAND MORAL AWARDS ในฐานะ "รางวัลคุณธรรมระดับประเทศ" และ "เวทีเชิดชูต้นแบบของประเทศ" ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมเห็นคุณค่าของการทำความดี และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยว่า การพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่ได้มุ่งสร้างเพียงประชาชนที่มีความรู้หรือศักยภาพในการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนไทยในทุกช่วงวัยให้เป็น "คนดี คนเก่ง และมีคุณภาพ" เพราะการพัฒนาประเทศจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้ ต้องอาศัยคุณธรรมเป็นรากฐานควบคู่กับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีพื้นที่ที่ประกาศให้สังคมเห็นว่าการทำความดีเป็นคุณค่าที่ควรได้รับการยอมรับ เชิดชู และส่งต่อเป็นต้นแบบด้านพฤติกรรมเชิงบวกแก่คนรุ่นต่อไป
"THAILAND MORAL AWARDS จึงไม่ใช่เพียงเวทีมอบรางวัล แต่เป็นรางวัลคุณธรรมระดับประเทศ ที่ทำหน้าที่เฟ้นหาผู้มีคุณธรรมเชิงบวกจากทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นสื่อ บุคคล ชุมชน หรือองค์กร ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมค่านิยมที่ดี และร่วมกันสร้างสังคมคุณภาพให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม" รศ.นพ.สุริยเดว กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์ฯ กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการจัดรางวัลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ศูนย์คุณธรรมได้เห็นพลังของผู้คนจำนวนมากที่อุทิศตนสร้างประโยชน์แก่สังคมโดยไม่หวังผลตอบแทน และรางวัล THAILAND MORAL AWARDS ได้กลายเป็นเวทีที่ทำให้เรื่องราวของบุคคลและองค์กรเหล่านี้ได้รับการรับรู้ในวงกว้าง จนสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อยอดความดีในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ

"สิ่งที่เราต้องการสร้าง ไม่ใช่เพียงรายชื่อผู้ได้รับรางวัลในแต่ละปี แต่คือ การให้พื้นที่เกียรติยศของคนทำความดี รวบรวมเพื่อเป็นเกียรติประวัติ แล้วบอกกับสังคมว่า ความดีมีคุณค่า ผู้ที่อุทิศตนเพื่อส่วนรวมสมควรได้รับการยกย่องไม่ต่างจากผู้ประสบความสำเร็จในด้านอื่น ๆ เพราะเมื่อสังคมมีต้นแบบที่ดี ก็จะเกิดแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาสร้างความดีและส่งต่อคุณค่าเชิงบวกดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง"
สำหรับ THAILAND MORAL AWARDS 2025 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนสังคมคุณธรรม และมีความพิเศษกว่าทุกปี เนื่องจากปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และเชื่อมโยงเครือข่ายคุณธรรมจากทุกภาคส่วนของประเทศ พร้อมกระตุ้นให้การทำความดีกลายเป็นวาระร่วมของสังคมไทยจากรุ่นสู่รุ่น
รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้ศูนย์คุณธรรมยังได้ยกระดับกระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลประเภทบุคคล และประเภทชุมชนและองค์กร โดยใช้กระบวนการ คัดสรรผ่านภาคีเครือข่ายจากทั่วประเทศ เพื่อสะท้อนการยอมรับจากผู้ที่ทำงานร่วมกันในพื้นที่อย่างแท้จริง จึงไม่มีการเปิดรับสมัครจากสาธารณชนในสองประเภทดังกล่าว ขณะที่รางวัลประเภทสื่อยังคงเปิดโอกาสให้ผลงานด้านการสื่อสารที่ส่งเสริมคุณธรรมเข้าร่วมการพิจารณา เพื่อยกย่องสื่อที่มีบทบาทในการสร้างค่านิยมเชิงบวกแก่สังคม
สำหรับปี 2569 มีการมอบรางวัลรวมทั้งสิ้น 109 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลประเภทสื่อ จำนวน 57 รางวัล จาก 8 สาขา ได้แก่ ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ หนังสือ และสื่อดิจิทัล รวมทั้ง รางวัลประเภทบุคคล จำนวน 25 รางวัล และ รางวัลประเภทชุมชนและองค์กร จำนวน 27 รางวัล ซึ่งล้วนผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้การยกย่องเชิดชูสะท้อนคุณค่าของผู้สร้างความดีอย่างแท้จริง

"เราเชื่อว่าการสร้างสังคมคุณธรรม ไม่ได้เกิดจากการรณรงค์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้คนดีได้รับการมองเห็น ได้รับการยอมรับ และได้รับการเชิดชูอย่างสมเกียรติ เพราะเมื่อความดีได้รับการยกย่อง ก็จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการขยายผลต่อไป ดังนั้น THAILAND MORAL AWARDS จึงเป็นมากกว่ารางวัลทั่วไป หากแต่เป็นเวทีเชิดชูต้นแบบของประเทศ ที่ส่งต่อคุณค่าความดีจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง จากชุมชนหนึ่งไปสู่อีกชุมชนหนึ่ง และจากวันนี้ไปสู่อนาคตของสังคมไทย" รศ.นพ.สุริยเดว กล่าว

พิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลและกล่าวโอวาท พร้อมด้วย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม ร่วมแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัล

สำหรับผู้สนใจ สามารถร่วมลุ้นและติดตามผลผู้ชนะได้ทางเว็บไซต์ www.thailandmoralawards.com หรือ Facebook ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand และเชิญร่วมรับชมถ่ายทอดสดงานพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ผ่านทาง Facebook Fanpage: ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand ในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 – 16.00 น. โดยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานสื่อสารและรณรงค์ทางสังคม ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โทร. 0 2644 9900 ต่อ 510-512

'วราวุธ' ห่วงแม่น้ำกกวิกฤต!! เร่งกำกับเหมืองแร่ทั่วประเทศ สั่ง กพร. เฝ้าระวังพื้นที่นำสารพิษ เน้นแก้ปัญหาสารพิษยั่งยืน หนุน UNIDO เทคโนโลยีฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

“วราวุธ” ห่วงวิกฤตแม่น้ำกก สั่ง กพร. ยกระดับการกำกับดูแลเหมืองแร่ทั่วประเทศ
จับมือ ทส.-กต. เร่งแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก หนุน ความร่วมมือ UNIDO แก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุถึงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์พบสารพิษและโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก จึงได้กำชับให้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เข้าไปกำกับดูแลการประกอบกิจการเหมืองแร่ทั่วประเทศ รวมถึงเฝ้าระวังพื้นที่ภาคเหนืออย่างใกล้ชิด

เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ที่ยังไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะอุตสาหกรรมเหมืองแร่ต้องอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะต้องไม่สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศ ซึ่งถือเป็นนโยบายและเป้าหมายสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม และเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มความสามารถ

ซึ่ง นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ รายงานว่า ที่ผ่านมา กพร. ได้ดำเนินการตรวจสอบและกำกับดูแลการทำเหมืองแร่ทั่วประเทศ ตลอดจนในบริเวณพื้นที่ภาคเหนืออย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการทุกแห่งได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด จากการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างละเอียด ขอยืนยันว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในแม่น้ำกกขณะนี้ มาจากพื้นที่นอกอาณาเขตประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพน้ำที่ไหลเข้าสู่ตัวจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม กพร. พร้อมให้การสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการและเทคนิคเชิงลึกแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด และทาง กพร. ยังได้เข้าไปประสานงาน มีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อช่วยแก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในระดับทวิภาคีระหว่างประเทศ รวมทั้งร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) เพื่อนำเทคโนโลยีและมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมระดับสากลมาประยุกต์ใช้ในการเฝ้าระวัง ศึกษาการปนเปื้อน และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มน้ำกกให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมด้วย

กพร. อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรฐานการนำเข้าแร่บางชนิด โดยอาจกำหนดให้มีการแจ้งข้อมูลแหล่งเหมืองแร่ต้นทาง เพื่อยืนยันว่าแร่ที่นำเข้ามานั้นมาจากแหล่งผลิตที่มีมาตรฐานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยสร้างความรัดกุมในการตรวจสอบและป้องกันไม่ให้มีการสนับสนุนแหล่งผลิตแร่ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

มาดูกัน!!

ชื่อเรียกสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเอเชีย เรียกอะไรกันบ้าง?

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=122304859028222081&set=a.122179531664222081

“กองทัพเรือ” สกัดลักลอบข้ามแดน!! จันทบุรีปิดด่าน100% เข้มงวด จับกุมผู้นำพาชายไทย 1 คน คนกัมพูชาโดนควบคุมดำเนินคดี เพิ่มมาตรการป้องกันแนวชายแดนเข้มข้น

กองทัพเรือเดินหน้ามาตรการ “ปิดด่าน 100%” สกัดผู้นำพาลักลอบข้ามแดนพื้นที่จันทบุรี

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี จัดกำลังลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ ตั้งแต่ฐานปฏิบัติการยูคาถึงบริเวณสระหลวง ใกล้ป่าระเบิด จังหวัดจันทบุรี ตามมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และการเฝ้าระวังการลักลอบข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติอย่างเข้มงวด ระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถจักรยานยนต์ 2 คัน มีบุคคลรวม 4 คน ในลักษณะต้องสงสัย จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ สามารถควบคุมรถจักรยานยนต์ได้ 1 คัน พร้อมบุคคล 2 คน ได้แก่ ชายไทยอายุ 20 ปี ซึ่งเป็นผู้นำพา และชายชาวกัมพูชาอายุ 41 ปี ซึ่งมีเอกสารแสดงตนแต่หมดอายุ ส่วนรถจักรยานยนต์อีกคันพร้อมบุคคลที่โดยสารมาสามารถหลบหนีไปได้

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้นำพาชาวไทยให้การว่า ได้รับการว่าจ้างจากชาวกัมพูชาให้ไปรับชาวกัมพูชา 2 คน เพื่อนำไปส่งบริเวณสามแยกจางวาง โดยได้รับค่าจ้างคนละ 1,300 บาท ขณะที่ชายชาวกัมพูชาให้การว่า เดินทางมาจากกุมเรียง ประเทศกัมพูชา เพื่อเข้ามาหางานทำในสวนลำไยบริเวณจางวาง เนื่องจากต้องการหนีสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำภายในประเทศกัมพูชา โดยเสียค่าเดินทาง 8,000 บาท และเดินทางมาพร้อมบุตรสาวอายุ 13 ปี ซึ่งโดยสารมากับรถจักรยานยนต์อีกคันที่หลบหนีไปได้

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวบุคคลทั้ง 2 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแปลง และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลติดตามบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงติดตามบุตรสาวอายุ 13 ปีที่เดินทางมาด้วย ทั้งนี้ การควบคุมตัวและส่งมอบได้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายอย่างเคร่งครัด

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า กองทัพเรือยังคงดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจพื้นที่ช่องทางธรรมชาติ เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนและขบวนการรับจ้างนำพา โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายและรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

‘จีโน่’ ผงาดแชมป์!! โชว์ฟอร์มร้อนแรงวันสุดท้าย หวด 8 อันเดอร์พาร์ 64 สกอร์รวม 22 อันเดอร์ แซงขึ้นที่ 1 คว้าแชมป์พอร์ตแลนด์ คลาสสิก นักกอล์ฟไทยกวาดรางวัล 3 รายการล่าสุด

“จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล โปรสาวมือ 2 ของโลก โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงในรอบสุดท้าย หวดวันเดียว 8 อันเดอร์พาร์ 64 ก่อนจบด้วยสกอร์รวม 22 อันเดอร์พาร์ 266 แซงคว้าแชมป์กอล์ฟแอลพีจีเอ ทัวร์ รายการ เดอะ สแตนดาร์ด พอร์ตแลนด์ คลาสสิก ที่สนามโคลัมเบีย เอดจ์วอเตอร์ คันทรี คลับ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา

รายการนี้ชิงเงินรางวัลรวม 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 66 ล้านบาท แข่งขันระหว่างวันที่ 13-16 สิงหาคม โดย อาฒยา ออกสตาร์ทรอบสุดท้ายในฐานะผู้ตามหลัง “เปียโน” อาภิชญา ยุบล ผู้นำอยู่ 2 สโตรก แต่สามารถเร่งเครื่องทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการเก็บ 8 เบอร์ดี้ เสีย 2 โบกี้ จบวันที่ 8 อันเดอร์พาร์ 64 ทำสกอร์รวม 22 อันเดอร์พาร์ 266 คว้าแชมป์ไปครองอย่างยิ่งใหญ่

ชัยชนะครั้งนี้นับเป็นแชมป์รายการที่ 10 ในอาชีพของ อาฒยา และยังทำให้เธอกลายเป็นนักกอล์ฟไทยคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์รายการนี้ ต่อจาก “เม” เอรียา จุฑานุกาล และ “พราว” ชเนตตี วรรณแสน อีกทั้งยังเป็นนักกอล์ฟไทยคนที่ 3 ในช่วง 5 ปีหลังสุดที่ได้ชูถ้วยแชมป์พอร์ตแลนด์ คลาสสิก

ขณะที่ “เปียโน” อาภิชญา ยุบล ซึ่งเป็นผู้นำหลังจบรอบสองและรอบสาม ทำเพิ่ม 5 อันเดอร์พาร์ 67 ในรอบสุดท้าย จบด้วยสกอร์รวม 21 อันเดอร์พาร์ 267 คว้ารองแชมป์ร่วมกับ “พราว” ชเนตตี วรรณแสน ที่ระเบิดฟอร์มร้อนแรงในรอบสุดท้าย หวดถึง 9 อันเดอร์พาร์ 63 ก่อนจบสกอร์รวม 21 อันเดอร์พาร์ 267

ส่งผลให้ศึกพอร์ตแลนด์ คลาสสิกปีนี้ กลายเป็นอีกหนึ่งทัวร์นาเมนต์ที่นักกอล์ฟสาวไทยทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะ อาฒยา ที่เร่งเครื่องในรอบสุดท้ายจนสามารถพลิกสถานการณ์จากการเป็นฝ่ายตาม กลับมาคว้าแชมป์ได้อย่างสุดระทึก

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1537371951763903&set=a.620111833489924

ด่วน!! จากกรณีตามที่ปรากฏเป็นข่าวใน Social Network โรงพยาบาลขอนแก่นขอเรียนข้อเท็จจริง

สำหรับประเด็นที่ปรากฎเป็นข่าวใน Social Network ว่ามีพยาบาล และผู้ช่วยพยาบาลไปคอมเมนท์ใน
Facebook ด้วยข้อความไม่เหมาะสม โรงพยาบาลได้ตรวจสอบแล้ว พบว่า บุคลากรดังกล่าว ทั้งพยาบาล และผู้ช่วยพยาบาล ไม่ใช่บุคลากรของโรงพยาบาลขอนแก่น

โรงพยาบาลขอนแก่นขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และได้ทบทวนระบบการให้บริการ
พร้อมทั้งยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1370866735114012&id=100065720940125&rdid=LdVcTYQa2zAomksr#

รัฐบาลเดินหน้า “สวนลอยฟ้า” เดินหน้า สร้างสวนลอยฟ้า 4,500 ตร.ม. เชื่อม ภูเขาทอง–ป้อมมหากาฬ น้อมนำโครงการพระราชดำริ สร้างแลนด์มาร์กประวัติศาสตร์กลางกรุง

รัฐบาลจับมือพันธมิตรน้อมนำโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย เดินหน้าสร้าง “สวนสาธารณะ 2 ชั้น” หรือ “สวนลอยฟ้า” เชื่อมต่อระหว่าง “ภูเขาทอง-ป้อมมหากาฬ” ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กประวัติศาสตร์ใจกลางกรุงฯ ซึ่งนอกจากจะเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์แล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ควบคู่ไปกับพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ศาลาการประชุมภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานการประชุมร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยหน่วยงานราชการและภาคเอกชน เพื่อบูรณาการขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และป้อมมหากาฬ เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ต่อส่วนรวม แหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าว อยู่ระหว่างการออกแบบ เขียนแบบ รูปแบบการพัฒนาสวน โดยทาง ปตท. จะเป็นผู้ประสานหลักในการเขียนแบบที่มีความชำนาญในด้านนี้ โครงการนี้ได้รับความกรุณาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรวิหาร อนุญาตให้ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพมหานคร โดยจะสร้างเป็นสวน 2 ชั้น พร้อมทั้งนำต้นไม้ของแต่ละจังหวัดมาปลูกตกแต่งทำให้เป็นสวนที่ร่มรื่น สวยงาม และจะทำพื้นที่ริมคลองซ่อมแซม และปรับปรุงคลองให้สวยงามขึ้นต่อไป

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พื้นที่แห่งนี้ มีจุดขาย มาตกแต่งเพิ่มเติม ให้มีความสวยงาม สร้างภูมิทัศน์ที่ทำให้คนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาท่องเที่ยว เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของคนไทยด้วยกัน ซึ่งตนได้แต่งตั้งนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ให้มีหน้าที่รับผิดชอบ ในนามของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

เจ้าประคุณสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรวิหาร กล่าวสัมโมทนียกถา ว่า ได้ดูภาพการทำงานของโครงการฯนี้แล้ว ชื่นใจ เป็นโครงการฯที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ทางวัดสระเกศราชวรวิหาร มีความยินดีให้ความร่วมมือในการร่วมงานไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม เจริญพร

นอกจากนี้ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ยังเสนอแนวทางให้เชื่อมต่อถึงวัดราชนัดดารามวรวิหาร ซึ่งมีโลหะปราสาท เพื่อประกอบทัศนียภาพที่งดงามยิ่งขึ้น

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า บริเวณนี้จะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของ กทม. เนื่องจากมีรถไฟฟ้า 2 สายมาบรรจบกัน อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมต่อ รถ-ราง-เรือ เป็นแลนด์มาร์ก ของ กทม. โดยคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า จะมีส่วนร่วมออกแบบ บูรณาการความสำเร็จ ร่วมมือ ร่วมใจกัน

ด้าน พลตรี ปริญ รื่นภาควุฒิ ประจำราชเลขานุการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ปรึกษาโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย เปิดเผยว่า โครงการนี้จะใช้พลังงานสะอาดทั้งหมด ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยพื้นที่ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายทหาร ในอนาคตจะมีการพัฒนาคุณภาพน้ำในคลองให้กลับมาใสสะอาดยิ่งขึ้น ดีขึ้นตามลำดับ

สำหรับโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และป้อมมหากาฬ หรือ “โครงการสร้างสวนสาธารณะ (สวนลอยฟ้า) เชื่อมป้อมมหากาฬ และภูเขาทอง” ตั้งอยู่ที่แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีส่วนของเนื้องาน ประกอบด้วย ก่อสร้างสวนลอยฟ้า 4,500 ตารางเมตร ปรับปรุงสะพานมหาดไทยอุทิศ 1 งาน และปรับปรุงสวนสาธารณะ 1 ไร่

โครงการสวนลอยฟ้า เชื่อมป้อมมหากาฬ-ภูเขาทอง ดำเนินการสร้างภายใต้แนวคิด “จากการป้องกันสู่ศรัทธา” โดยออกแบบเชื่อมโยงเรื่องราวของพื้นที่ จากอดีตเชิงป้องกันของป้อมมหากาฬ สู่ปลายทางแห่งศรัทธาที่ภูเขาทอง ผ่านประสบการณ์เดินชมสวนที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากเส้นสายที่แข็งแรง สู่บรรยากาศที่สงบ นุ่มนวล และร่วมสมัย

โครงการสวนลอยฟ้าฯ แบ่งพื้นที่เป็น 6 โซนหลัก ๆ ได้แก่

โซน 1 คลองรอบกรุง : จุดเริ่มต้นของเส้นทาง เล่าเรื่องราวการขุดคลองรอบกรุงเพื่อป้องกันประเทศ

โซน 2 กำแพงเมือง : แนวกำแพงและลานทางเดิน สะท้อนเรื่องราวการป้องกันของป้อมมหากาฬ

โซน 3 หัวเรือ : ลานน้ำและพื้นที่กิจกรรม สะท้อนบทบาทการค้าขายและการแลกเปลี่ยน

โซน 4 วัฒนธรรม : พื้นที่ลานกิจกรรมและองค์ประกอบเชิงวัฒนธรรม เชื่อมโยงผู้คนกับประวัติศาสตร์และชุมชน

โซน 5 ความสงบ : สวนร่มรื่นและมุมพักผ่อน สร้างบรรยากาศผ่อนคลายกายและใจ

โซน 6 ทางเดินแห่งศรัทธา : ทางเดินโค้งเชื่อมต่อสู่พื้นที่ศรัทธา พาใจค่อย ๆ เข้าสู่ความหมายชีวิต

ขณะที่วัสดุและองค์ประกอบในการตกแต่งสวนลอยฟ้าเบื้องต้นนั้นก็มีหลากหลาย อาทิ ต้นไม้ น้ำ กระจก พื้นไม้ อิฐแดง และสแตนเลส เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีลิฟต์ และทางลาดอารยสถาปัตย์ สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุอีกด้วย

สำหรับโครงการโครงการสวนลอยฟ้า เชื่อมป้อมมหากาฬ-ภูเขาทอง นายอนุทิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะเร่งผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อให้ทันวาระเจริญพระชนมายุ 100 ปี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยการทำงานใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็น “บุญใหญ่” และเป็นที่เชิดหน้าชูตาของบ้านเมือง

ที่มา : https://mgronline.com/travel/detail/9690000080601

17 สิงหาคม 2474 ‘เจ้ามหาพรหมสุรธาดา’ ถึงแก่พิราลัย สิริชนมายุ 85 ปี สูญสิ้นเจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย ที่สืบต่อกันมายาวนาน 600 ปี

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2474 มหาอำมาตย์โท พลตรี ราชองครักษ์พิเศษ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา (เจ้าน้อย มหาพรหม ณ น่าน) เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 64 และองค์สุดท้าย สิ้นพระชนม์ด้วยโรคชรา สิริชนมายุ 85 ปี ถือเป็นจุดสิ้นสุดของระบบเจ้าผู้ครองนครในประวัติศาสตร์เมืองน่าน ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ประสูติเมื่อ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2389 ณ บ้านช้างเผือก ตำบลเวียงเหนือ เป็นโอรสองค์ที่ 3 ของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้านครน่าน และเจ้าหญิงขอดแก้ว ทรงศึกษาพระธรรมที่วัดพระธาตุช้างค้ำตั้งแต่วัยเยาว์ ก่อนจะลาสิกขาและเข้ารับราชการ รับใช้บ้านเมืองทั้งด้านการทูต การทหาร และการปกครอง

ตลอดชีวิตราชการ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ปฏิบัติหน้าที่สำคัญหลายประการ อาทิ นำเครื่องราชบรรณาการถวายรัชกาลที่ 5 ปราบปรามกบฏฮ่อ จัดตั้งบ้านเมืองชายแดน รับเสด็จพระมหากษัตริย์ และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงหลายรายการ จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าผู้ครองนครน่านใน พ.ศ. 2461

พิธีพระราชทานเพลิงศพจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2475 ณ สุสานดอนชัย จังหวัดน่าน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศคิริวงศ์ เสด็จแทนพระองค์ จุดเพลิงพระราชทานท่ามกลางข้าราชบริพารและบุตรหลาน นับเป็นการปิดฉากตำนานเจ้าผู้ครองนครน่านที่สืบต่อกันมายาวนานกว่า 600 ปี

ที่มา : https://www.finearts.go.th/nanmuseum/view/36325-๙๑-ปี-เจ้ามหาพรหมสุรธาดา-เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย

ขอแสดงความยินดีกับผู้แทนประเทศไทย!! ทีมไทยคว้าชัยโอลิมปิกคอมพิวเตอร์ คว้า 1 เหรียญเงิน 3 ทองแดง การแข่งขันที่สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน นักเรียนจาก 4 โรงเรียนสร้างชื่อ พร้อมพิธีต้อนรับ 17 ส.ค. ที่สนามบิน

เรื่องดีๆ พี่ไม่อยากรู้อยู่คนเดียว

ขอแสดงความยินดีกับผู้แทนประเทศไทยจากการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 38 ประจำปี พ.ศ. 2569 ตั้งแต่วันที่ 9 - 16 สิงหาคม 2569 ณ กรุงทาชเคนต์ สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน

ที่ปีนี้คว้าเหรียญรางวัลกลับมาทุกคนกับ 1 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง

รายละเอียด ตามนี้

1. นายธนบดี สีห์โสภณ โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย  เหรียญเงิน

2. นายอารยะ ล้วนเส้ง   โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เหรียญทองแดง

3. นายภาคิน โอฬารรักษ์ธรรม  โรงเรียนกำเนิดวิทย์  เหรียญทองแดง

4. นายภัทรกร สุทธจรรยา   โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร   เหรียญทองแดง

โดยคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย

1. รศ.ดร.นัทที นิภานันท์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  หัวหน้าทีม

2. ดร.สุธี เรืองวิเศษ   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  รองหัวหน้าทีม

3. ผศ.ดร.ศรัณย์ กุลยานนท์  มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล  ผู้ช่วยหัวหน้าทีม

4. นายเศรษฐา ปิณฑานนท์   สสวท.   ผู้จัดการทีม

5. ดร.บุญหทัย เครือแก้ว   สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า

เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้สังเกตการณ์ สอวน.

มาถึงตรงนี้แล้ว ... ปรบมือให้น้องๆ คนเก่งสิเธอ จะรออะไร

 ถ้าอยากเจอพวกเค้า ทีมคอมพิวเตอร์ของพวกเรามีกำหนดเดินทางกลับด้วยเที่ยวบิน TK058 และถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 05.10 น. โดย สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี ณ บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า เวลา 05.30 น. แล้วอย่าลืมมาต้อนรับคนเก่งทั้ง 4 คนพร้อมกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1456474562957775&id=100057857341280&rdid=rd7PAKT8mUleZNjI#

จากไซ่ง่อนแตกถึงจีนช่วยคานเวียดนาม!! ไทยเปิดสัมพันธ์จีนปี 2518 คานภัยเวียดนาม–ปิดฉากแรงหนุน พคท. จีนสนับสนุนกลาโหมไทย เวียดนามถอนกำลังจากเขมร

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.6)

30 เมษายน 1975 ไซ่ง่อนแตก กองทัพเวียตนามเหนือเข้ายึดกรุงไซ่ง่อน ถือเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามเวียตนาม เวียตนามเหนือรวมชาติกับเวียตนามใต้ กลายเป็น สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จนปัจจุบัน หลังจากสามประเทศเพื่อนบ้านเป็น “คอมมิวนิสต์” และกลายเป็นภัยคุกคามต่อไทย โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตอย่างมากมาย กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลกเลยทีเดียว และทำให้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ต้องตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) และด้วยสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งก็คือ "ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" จากการที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้สอบถามกับผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพไทยถึงศักยภาพในการป้องกันประเทศ หากถูกกองทัพเวียดนามบุกโจมตีข้ามพรมแดนเข้ามาอย่างเต็มกำลัง คำตอบที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้รับจากนายทหารระดับสูง สรุปใจความได้ว่า: "หากเวียดนามยกกำลังบุกไทยเต็มอัตราศึก กองทัพไทยจะสามารถยับยั้งและต้านทานไว้ได้ประมาณ 4 วัน"

คำตอบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจริงอันน่าตกใจในด้านศักยภาพทางทหารของกองทัพไทยในขณะนั้น:

- ความเหลื่อมล้ำทางกำลังรบ: เวียดนามมีกำลังทหารผ่านศึกมหาศาลและได้รับยุทโธปกรณ์หนักจำนวนมากจากสหภาพโซเวียต รวมถึงยุทโธปกรณ์ที่ยึดมาจากสหรัฐฯ

- การปรับเปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศ: คำตอบนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตัดสินใจใช้ "การทูตนำการทหาร" โดยการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับ เหมา เจ๋อตง และ โจว เอินไหล ในปี พ.ศ. 2518
กอปรกับ มีข่าวว่า นายพลโง เหวียน เกี๊ยบ (Võ Nguyên Giáp) ผู้นำทหารระดับสูงของเวียดนาม ประกาศว่าจะ "บุก/ยึดกรุงเทพฯ ได้ภายใน 2 ชั่วโมง" (หรือบางกระแสก็ว่า 24 ชั่วโมง) เป็นเรื่องราวที่ถูกกล่าวขวัญและอ้างอิงถึงกันอย่างแพร่หลายในสังคมไทยช่วงเวลานั้น

การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) โดย มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้นและนายกรัฐมนตรี โจว เอินไหล ถือเป็น "จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์" ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

ในช่วงเวลานั้น เวียดนามกำลังแผ่อิทธิพลอย่างหนักในอินโดจีนหลังชนะสงครามเวียดนาม และเข้ายึดครองเขมรในปี พ.ศ. 2521 ทำให้กองทัพเวียดนามประชิดชายแดนไทย จีนได้ก้าวเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านความมั่นคงแก่ประเทศไทยในหลายมิติ ดังนี้:

1. การส่งกำลังทหารกดดันชายแดนเวียดนาม (สงครามสั่งสอน) ถือเป็น ความช่วยเหลือเชิงยุทธศาสตร์ที่เห็นผลชัดเจนที่สุด เมื่อเวียดนามยกทัพเข้ายึดครองเขมร และเริ่มมีการปะทะตามแนวชายแดนไทย-เขมร จีนได้ตัดสินใจทำ "สงครามสั่งสอน" (Sino-Vietnamese War) ในปี พ.ศ. 2522 โดยยกกำลังทหารบุกเข้าทางตอนเหนือของเวียดนาม
- ผลต่อไทย: การบุกของจีนบังคับให้เวียดนามต้องถอนกำลังทหารหลัก และยุทโธปกรณ์จำนวนมากจากเขมรกลับไปเฝ้าระวังและป้องกันชายแดนทางเหนือที่ติดกับจีน
- ยับยั้งการบุกไทย: ทำให้เวียดนามไม่สามารถตรึงกำลังพลได้อย่างเต็มที่ในเขมร และหมดโอกาสที่จะทุ่มกำลังเปิดศึกบุกเข้ามาในดินแดนไทยได้อย่างเต็มรูปแบบ

2. การตัดการสนับสนุน "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" (พคท.) ก่อนการเปิดความสัมพันธ์ พคท. ได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธ เสบียง สถานีวิทยุ และการฝึกกำลังพลจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเป็นทางการในการทำสงครามกองกวนกับรัฐบาลไทย เมื่อ มรว.คึกฤทธิ์ ได้เจรจากับผู้นำจีน จีนยอม "ยุติการสนับสนุน พคท." ทั้งหมด จีนทำการปิด สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ที่เคยตั้งอยู่ในมณฑลยูนนาน ซึ่งใช้กระจายเสียงโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐบาลไทย การตัดท่อน้ำเลี้ยงนี้ ส่งผลให้ พคท. เสื่อมกำลังลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับนโยบาย 66/2523 ของรัฐบาลไทย ทำให้ปัญหาภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ภายในประเทศยุติลงอย่างสงบในที่สุด


3. การสนับสนุนทางทหารและยุทโธปกรณ์แก่กองทัพไทย ในช่วงที่ไทยเผชิญภัยคุกคามตรงชายแดน และสหรัฐอเมริกาเริ่มถอนกำลังออกจากภูมิภาค จีนได้ให้ความช่วยเหลือด้านยุทโธปกรณ์แก่กองทัพไทยใน "ราคามิตรภาพ" (หรือบางรายการเป็นการมอบให้ฟรี/ผ่อนชำระระยะยาว) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ เช่น:
- รถถัง Type 69-II: จีนส่งมอบให้กองทัพบกไทยนำไปตรึงกำลังตามแนวชายแดนไทย-เขมร เพื่อคานอำนาจกับรถถัง T-54/T-55 ของเวียดนาม
- ยานเกราะสายพานลำเลียงพล Type 85 (YW531H): ประมาณ 450 คันราย ประกอบด้วยรุ่นลำเลียงพลมาตรฐาน และรุ่นดัดแปลงติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิด (ขนาด 82 มม. และ 120 มม.) ซึ่งปัจจุบันกองทัพบกยังคงใช้งานอยู่และมีการทยอยปรับปรุงสภาพเพื่อยืดอายุการใช้งาน
- ปืนใหญ่และอาวุธหนัก: จีนสนับสนุนปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ปืนใหญ่สนาม และกระสุนปืนใหญ่จำนวนมาก ซึ่งไทยนำไปใช้ในการยิงโต้ตอบการลุกล้ำดินแดนตามแนวชายแดน

4. การร่วมมือสนับสนุนกองกำลังต่อต้านเวียดนามในเขมร
- ไทยและจีนร่วมมือกันในทางลับเพื่อยื้อยุดและถ่วงดุลกำลังของเวียดนามในเขมร: การสร้าง "พื้นที่กันชน" (Buffer Zone): จีนจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์และงบประมาณให้แก่กลุ่มต่อต้านเวียดนามในเขมร (เช่น กลุ่มเขมรแดง และกลุ่มของเจ้าสีหนุ) โดยใช้เส้นทางผ่านประเทศไทย
การทำให้กองทัพเวียดนามต้องติดหล่มอยู่กับการทำสงครามปราบปรามกองกำลังเขมรภายในประเทศ ทำให้เวียดนามไม่มีศักยภาพและเสถียรภาพพอที่จะรุกรานข้ามมายังประเทศไทยได้

5. การผนึกกำลังทางการทูตในเวทีโลก จีนใช้สิทธิในฐานะสมาชิกประจำคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) คอยประณามการยึดครองเขมรของเวียดนาม และสนับสนุนจุดยืนของไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนในเวทีสากล ส่งผลให้เวียดนามโดนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเมืองจากสังคมโลกอย่างหนัก จนกระทั่งต้องยอมถอนกำลังออกจากเขมรในเวลาต่อมา

การสร้างความสัมพันธ์กับจีน ถือเป็นการใช้ "การทูตนำการทหาร" ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของไทย การดึงจีนเข้ามาร่วมด่านถ่วงดุลอำนาจช่วยเปลี่ยนด่านสุ่มเสี่ยงจากการถูกบุกรุกราน ให้กลายเป็นการสร้างเสถียรภาพทั้ง ภัยคุกคามจากภายนอก (เวียดนาม) และ ภัยคุกคามภายใน (พคท.) ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

16 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันสันติภาพไทย รำลึกถึงคุณูปการของขบวนการเสรีไทย ประกาศสันติภาพอย่างเป็นทางการ ย้ำความสงบสุขและเอกราช

16 สิงหาคม ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันสันติภาพไทย’ เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของขบวนการเสรีไทยที่ได้ช่วยกอบกู้ชาติให้รอดพ้นจากวิกฤตในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทย ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ได้ออกประกาศสันติภาพพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ให้การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา บริเตนใหญ่ ถือเป็นโมฆะ หรือเรียกได้ว่าเป็นการประกาศเอกราชอธิปไตย แสดงจุดยืนแห่งความเป็นกลาง มีอิสรภาพ โดยมี นายทวี บุณยเกตุ รัฐมนตรี เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

สงครามโลกครั้งที่ 2 นับว่าเป็นสงครามอันแสนดุเดือด ร้ายแรง มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้กว่า 18 ล้านคนทั่วโลก แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นผู้จุดชนวนสงคราม แต่ก็ถูกดึงเข้าไปร่วมอยู่ในวิกฤตการณ์สงครามครั้งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ หากในวันนั้นไม่มีกลุ่ม ‘ขบวนการเสรีไทย’ ซึ่งนำโดย นายปรีดี พนมยงค์ ผู้เป็นแกนนำหลัก ที่ได้ออกมาต่อสู้ กอบกู้รักษาเอกราชอย่างไม่ท้อถอย ภายใต้อุดมการณ์รักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศไทยไว้ให้ได้ ประเทศไทยก็คงจะไม่กลับมามีความสงบสุข และไม่ถูกยึดครองดินแดนดังเช่นในทุกวันนี้

ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณูปการคุณงามความดีของขบวนการเสรีไทย ชนรุ่นหลังจึงได้ถือเอาวันประกาศอิสรภาพดังกล่าวจารึกเป็น ‘วันสันติภาพไทย’ โดยจะมีการจัดงานฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในวันที่ 16 สิงหาคม ของทุกปี

MALEE ตอกย้ำมาตรฐานธรรมาภิบาล!! ครองคะแนนเต็ม 100 AGM ต่อเนื่อง 7 ปีซ้อน รักษามาตรฐานสูง เน้นโปร่งใส หัวใจผู้ถือหุ้น ยกระดับสู่มาตรฐานสากลโลก

MALEE ตอกย้ำมาตรฐานธรรมาภิบาลดีเยี่ยม คว้าคะแนนเต็ม 100 AGM Checklist 7 ปีซ้อน
มุ่งมั่นพัฒนาระบบกำกับดูกิจการ เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานสากล

บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ได้รับคะแนนประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น 100 คะแนนเต็ม (ระดับ 5 เหรียญ) หรือระดับดีเยี่ยมสมควรเป็นตัวอย่าง (Excellent) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 จากโครงการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM Checklist) ประจำปี 2569 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดขึ้นโดยสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย จากทั้งหมด 832 บริษัท สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ MALEE ได้รับคะแนนประเมิน AGM Checklist ระดับ ‘ดีเยี่ยมสมควรเป็นตัวอย่าง’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ MALEE ที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้ถือหุ้นมาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการจัดประชุมผู้ถือหุ้นให้โปร่งใสยิ่งขึ้น เปิดพื้นที่ให้ผู้ถือหุ้นเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ มุ่งมั่นพัฒนาระบบการกำกับดูแลกิจการและกระบวนการจัดประชุมผู้ถือหุ้นให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจก้าวสู่การเป็น Global Wellbeing Company

15 สิงหาคม 2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนน ‘พระราชดำเนิน’ เชื่อมพระบรมมหาราชวังกับ พระราชวังดุสิตเพื่อความงาม

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2442 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนพระราชดำเนิน ถนนหลวงสายใหม่ หลังจากเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก

‘ถนนราชดำเนิน’ เป็นถนนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2442 เพื่อทรงใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังดุสิต เพื่อความสง่างามของบ้านเมืองและเพื่อให้ประชาชนได้เดินเที่ยวพักผ่อน จึงมีพระราชประสงค์ให้สร้างถนนราชดำเนินให้กว้างที่สุด แต่ทรงให้สองฟากถนนเป็นที่ตั้งของวังและสถานที่ราชการใหญ่ ๆ มิให้สร้างตึกแถวหรือร้านเล็ก ๆ ซึ่งจะทำให้กลายเป็นย่านการค้า

โดยในชั้นแรกนั้นทรงมีพระราชดำริว่า “เมื่อสร้างถนนที่ตำบลบ้านพานถมจะต้องรื้อป้อมหักกำลังดัสกร น่าจะรักษาชื่อป้อมไว้ใช้เป็นชื่อถนน แต่จะเรียกว่าถนนหักกำลังดัสกร ก็ดูแปลไม่ได้ความกันกับถนน แต่พักเอาไว้ตรองทีหนึ่ง ควรจะต้องตั้งชื่อให้ทันก่อนตัดถนน”

สาเหตุของการตัดถนนเนื่องจากมีพระราชดำริว่า ท้องที่ตำบลบ้านพานถมถึงท้องที่ตำบลป้อมหักกำลังดัสกรเป็นที่เรือกสวนเปลี่ยวอยู่ระหว่างถนนพฤฒิบาศ (ปัจจุบันคือถนนนครสวรรค์) กับถนนสามเสน ยังไม่เป็นที่สมบูรณ์ทันเสมอท้องที่ตำบลอื่น เพราะยังไม่มีถนนหลวงที่จะทำให้ประชาชนทำการค้าขายสะดวกขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนขึ้นโดยตัดตั้งแต่ปลายถนนพระสุเมรุ ข้ามคลองรอบกรุงที่ตำบลบ้านพานถม ตรงไปยังป้อมหักกำลังดัสกร ข้ามคลองผดุงกรุงเกษมบรรจบกับถนนเบญจมาศ (ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของถนนราชดำเนินนอก) พระราชทานนามว่า ‘ถนนราชดำเนิน’ เช่นเดียวกับถนนควีนส์วอล์ก (Queen’s walk) ในกรีนปาร์ก (Green Park) ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการและอธิบดีกรมสุขาภิบาล เป็นพนักงานจัดสร้างถนนราชดำเนิน ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายถนนราชดำเนินไปตัดทางในตำบลบ้านหล่อ เพื่อให้ถนนตรงได้แนวตลอดถนนเบญจมาศด้วย และโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนเทวียุรยาตร (ปัจจุบันคือถนนประชาธิปไตย) ผ่านตำบลบ้านพานถมขึ้นแทน ถนนราชดำเนินนอกเริ่มตั้งแต่ถนนพฤฒิบาศ ผ่านตำบลบ้านหล่อไปออกตำบลป้อมหักกำลังดัสกร ข้ามคลองผดุงกรุงเกษมไปบรรจบกับถนนเบญจมาศ ถือเป็นถนนสายแรกที่ใช้วิธีการจ่ายค่าเวนคืนที่ดินเพื่อตัดถนน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดถนนราชดำเนินนอก สะพานมัฆวานรังสรรค์ และถนนเบญจมาศ เนื่องในอภิลักขิตสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 50 พรรษา ต่อมาในปี พ.ศ. 2444 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนราชดำเนินกลาง ตั้งแต่สะพานเสี้ยว ตรงไปข้างคลองบางลำพูต่อกับถนนราชดำเนินนอก จึงโปรดเกล้าฯ ให้เรียกถนนราชดำเนินช่วงแรกว่าถนนราชดำเนินนอก ต่อมามีการก่อสร้างถนนราชดำเนินในมาจดถนนหน้าพระลาน โดยสร้างขยายแนวถนนจักรวรรดิวังหน้าเดิม เริ่มจากแยกจุดบรรจบระหว่างถนนหน้าพระลานและถนนสนามไชย เลียบท้องสนามหลวงฝั่งตะวันออก และไปบรรจบถนนราชดำเนินกลางที่สะพานผ่านพิภพลีลา แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2446

จีนชู Coding เป็นทักษะอนาคต!! พ่อแม่แห่ส่งเรียนรับยุค AI เน้นความรู้เขียนโปรแกรมตั้งแต่เด็ก เจอปัญหาค่าเรียนแพงและคุณภาพ ต้องเปิดเรียนฟรีลดความเหลื่อมล้ำ

ข้อมูลจาก เว็บ https://www.depa.or.th/th/article-view/second-article-china-education

บทเรียนจากการส่งเสริมการเรียนรู้ Coding ให้กับเยาวชนในประเทศจีน
พ่อแม่ชาวจีนตื่นตัวให้ลูกเรียน Coding

ปัจจุบัน พ่อแม่ชาวจีนจำนวนมาก ได้เริ่มส่งลูกหลานไปเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน โดยมีหลักสูตรยอดนิยม ได้แก่ หลักสูตร การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งประเทศจีน ก็เป็นแบบเดียวกันกับประเทศอื่นๆ คือ เยาวชนจะได้รู้จักการเขียนโปรแกรม ก็ต่อเมื่อ เยาวชนเหล่านั้น ได้เข้าไปศึกษาต่อในสาขาวิชา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ หรือ วิศวกรรมคอมพิเวตอร์ ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ในขณะที่รัฐบาลจีน ได้มีการส่งเสริมให้เกิดความตื่นตัว ในการนำเอาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง ดังนั้นการที่จะทำให้ลูกหลานของตนเอง มีโอกาสที่ดีในอนาคต ย่อมไม่มีอะไรดีไปกว่าให้ลูกได้เรียนรู้ภาษา Java

โดยเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลจีน ได้มีการเปิดตัว โครงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเรียกร้องให้มีการริเริ่ม นำเอาเทคโนโลยี AI ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนในทุกระดับ และเมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา นาย Qi Yuan อดีตนักวิจัยของสถาบันวิชาการด้านการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ของจีน ( Chinese Academy of Educational Sciences) ได้กล่าวถึงความสำคัญของทักษะพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ว่า การมีทักษะและความสามารถพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ (Computer Literacy) มีความสำคัญเท่าๆกับ กับการอ่านออกเขียนได้ และความรู้และความสามารถด้านการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ดังนั้นทักษะการเขียนโปรแกรม จึงควรได้รับการปลูกฝังให้กับเยาวชน ตั้งแต่เมื่อเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมและมัธยมศึกษา ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่พยายามจะให้ประชาชน ได้นำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ พ่อแม่ผู้ปกครองของเยาวชนเหล่านั้น เริ่มตระหนักว่า การเรียนพิเศษวิชา คณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษแบบดั้งเดิมนั้น ไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับบุตร หลานของตนเองได้ เมื่อเข้าสู่ตลาดงานในอนาคตได้อีกต่อไป ดังนั้นผู้ปกครองส่วนใหญ่ จึงได้เริ่มมีการส่งเสริมให้บุตรหลานของตนเอง ได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ

เกิดหลักสูตร Coding ที่หลากหลายทั้งในเชิงคุณภาพและราคา
อย่างไรก็ตามปี 2018 ที่ผ่านมา มีบริษัทสตาร์ทอัพจำนวนมากในจีน ได้เข้าสู่ตลาดการให้บริการเรียนรู้การเขียนโปรแกรมสำหรับเด็กจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น เช่น บริษัท Codemao (www.codemao.cn) ได้รับเงินลงทุนจำนวน 300 ล้านหยวน ($ 45 ล้าน) ในเดือนพฤษภาคม ปี 2018 หลังจากนั้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2018 ก็ยังได้รับเงินเพิ่มอีกจำนวน 120 ล้านหยวน ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง และตัวเด็กและเยาวชนจีนเอง ต้องประสบปัญหาหลายอย่าง คือ

1.ประการแรก มีผู้ให้บริการเว็บไซต์สอนเขียนโปรแกรม เป็นจำนวนมาก ทำให้ยากที่จะเลือกว่าเว็บไซต์ไหนที่มีคุณภาพ เพราะผู้ประกอบการธุรกิจประเภทนี้ในจีน รู้ดีว่า พ่อแม่ของเยาวชน ที่เป็นชนชั้นกลาง ยินดีที่จะลงทุนและจ่ายค่าเรียนพิเศษราคาแพงเพื่อบุตรหลานของตนเองได้ ทำให้บริษัทต่างๆ คิดค่าใช้จ่ายสำหรับเรียนเขียนโปรแกรมในราคาที่แพงมาก ตัวอย่างเช่น หลักสูตรที่ใช้เวลาเรียนประมาณ 40 นาที ของเว็บไซต์ RoboGardenChina.com จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000 บาท เป็นต้น

ซึ่งเว็บไซต์ RoboGardenChina.com ที่เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการการเรียนรู้หลักสูตรการเขียนโปรแกรมสำหรับเด็ก ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “เด็กอายุ 7-8 ขวบ ก็สามารถเริ่มเรียนรู้ทักษะการเขียนโปรแกรมได้แล้ว เพราะเด็กในวัยนี้ มีความสามารถในการอ่านออกเขียนได้แล้ว แต่การที่จะเรียนรู้การเขียนโปรแกรมได้หรือไม่นั้น ย่อมขึ้นกับความสนใจของตัวเด็กเองมากกว่า” เว็บไซต์ RoboGardenChina.com เป็นผู้ให้บริการเรียนรู้หลักสูตรภาษาการเขียนโปรแกรมภาษาต่างๆ เช่น Python, Java และ C ++ แบบฟรี Online แต่หากเด็กๆ ต้องการที่จะเรียนรู้แบบในห้องเรียนแบบ Offline ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งชั้นเรียนจำนวนมาก ที่สอนการเขียนโปรแกรม จะสอนผ่านกลไกแบบเดียวกันกับกลไกที่ใช้ในการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ คือทำให้เด็ก ๆ สามารถดำเนินเรื่อง และเรียนรู้วิธีการทำงานของโปรแกรม รวมถึงรู้จักวิธีการเขียนโปรแกรม และในที่สุดก็จะสามารถแแก้ปัญหาที่พบได้ด้วยการเขียนโปรแกรมอย่างง่ายๆได้
- ประการที่สอง หลักสูตรการเขียนโปรแกรม มีความแตกต่างกันมากในแง่ของคุณภาพ เพราะบางหลักสูตร นักเรียนแทบไม่ได้เรียนรู้ทักษะอะไรเลย ซึ่งในหลักสูตรจะสอนให้นักเรียน รู้จักกับรูปแบบการเขียนโปรแกรมแบบง่ายที่สุดเท่านั้น เช่น การใช้ Loop หรือ การใช้คำสั่ง "IF" เป็นต้น

- ประการที่สาม ระบบการศึกษาของจีนประสบปัญหาการขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ ในขณะที่โปรแกรมเมอร์ที่มีประสบการณ์อาจได้รับเงินเดือนๆละ 30,000 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 150,000 บาท) ในขณะที่ครูโรงเรียนประถมส่วนใหญ่ จะได้รับเงินเดือนเพียงประมาณ หนึ่งในสามของเงินเดือนโปรแกรมเมอร์เท่านั้น และแม้ว่าครูผู้สอนเขียนโปรแกรม ส่วนใหญ่มีความสามารถสูงในการเขียนโปรแกรม แต่พวกเขาอาจไม่เหมาะกับการสอนเด็ก ๆก็เป็นได้ เพราะแม้ในเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ ยังมีครูสอนคอมพิวเตอร์ระดับเตรียมอุดมศึกษาอยู่เพียงประมาณ 20% ในโรงเรียนรัฐบาลเท่านั้น ที่ได้รับใบประกาศนียบัตรรับรองความรู้และความสามารถจากหน่วยงานภาครัฐ

นอกจากปัญหาต่างๆข้างต้นแล้ว การเรียนการสอนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในจีน ยังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ที่เด็กและเยาวชนต้องเผชิญนั่นก็คือ การที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการให้เด็กและเยาวชน เรียนรู้ทักษะการเขียนโปรแกรมเพื่อเข้าแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิค ที่เป็นที่นิยมอย่างสูง ในหมู่พ่อแม่ผู้ปกครองชาวจีน เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองชาวจีนที่เป็นชนชั้นกลาง คาดหวังว่า การแข่งขันประเภทนี้ จะนำมาซึ่งโอกาสของเด็ก ๆ ในการสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย และแน่นอนการแข่งขันทักษะการเขียนโปรแกรมเหล่านี้ ย่อมมาพร้อมกับภาระอันหนักอึ้งสำหรับผู้เรียน เพราะบริษัทที่จัดทำหลักสูตรการฝึกอบรม มักจะทำให้การเรียนการสอนการเขียนโปรแกรม สำหรับผู้แข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกในอนาคต ให้มีความยากเกินระดับความสามารถของผู้เรียน ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เด็กและเยาวชน หมดความอดทนในการเรียนรู้แทนที่จะมีความสุขกับการได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆมากกว่า

ต้องเปิดโอกาสให้เด็กทุกกลุ่ม ลดความเหลื่อมล้ำยุคใหม่
ซึ่งจากบทเรียนต่างๆที่ได้จากการส่งเสริมการเรียนรู้ Coding ให้กับเด็กและเยาวชนในประเทศจีน ทำให้เราควรที่จะตระหนักว่า การเรียนการสอนเขียนโปรแกรม ควรมีการเปิดโอกาสให้กับเด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม เพราะไม่เช่นนั้น การส่งเสริมการเรียนการสอนเขียนโปรแกรมจะยิ่งเป็นการไปเพิ่มความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาให้เพิ่มขึ้นระหว่างโรงเรียนในเมืองและในชนบท เพราะ เด็กและเยาวชนจากครอบครัวยากจน จะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ เนื่องจากค่าเล่าเรียนมีราคาแพง และไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ฝึกฝน ดังนั้นสิ่งสำคัญกว่าการส่งเสริมการเรียนรู้ Coding ให้กับเยาวชนก็คือ การที่เราควรทำให้แน่ใจว่า เด็กและเยาวชน ของโรงเรียนต่างๆ สามารถเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ และบทเรียนเพื่อการเรียนรู้แบบ online มากกว่า นอกจากนี้หลักสูตรควรได้รับการปรับให้เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม เพราะหากส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน เน้นการแข่งขัน ก็จะทำให้เด็กที่มีทักษะไม่ดี เลิกสนใจที่จะเรียนรู้การเขียนโปรแกรม การเขียนโปรแกรมควรเป็นกระบวนการของการสำรวจและการค้นพบที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนไม่ใช่ ทำให้ผู้เรียนเกิดความเครียดในระดับสูง แต่ควรให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้
สุดท้ายการส่งเสริมการเรียนการสอน Coding ควรที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเด็กและเยาวชน ในการเข้าสู่ตลาดแรงงานและยกระดับรายได้ของตนเอง ให้พ้นจากความยากจน ในยุคที่ระบบอัตโนมัติกำลังเข้ามามีบทบาททดแทนพนักงานที่ขาดทักษะเป็นจำนวนมากในอนาคต
ฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล | สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ข้อมูลอ้างอิง : Get with the Program: China’s Coding Kids by Sun Jing

ที่มา : https://www.depa.or.th/th/article-view/second-article-china-education


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top