Saturday, 17 October 2026
NEWS

ชาวสงขลาเฮ!! ชาวหาดใหญ่ลุ้นระบบขนส่งใหม่ ครม.อนุมัติหลักการให้ รฟม.เดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าสงขลา โมโนเรล 12 สถานี ลดจราจร ดันเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวหาดใหญ่

ชาวสงขลา! ได้เฮ ครม. ไฟเขียว รฟม. เดินหน้าโมโนเรลหาดใหญ่ เตรียมศึกษาปรับแบบสถานีรับสถานการณ์น้ำท่วม ริเริ่มสมัย “นิพนธ์”เป็นนายกฯอบจ.

วันนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา กำหนดให้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) สามารถดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลาได้ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันโครงการระบบขนส่งมวลชนของจังหวัดให้เดินหน้าต่ออย่างเป็นรูปธรรม

กล่าวสำหรับโครงการรถไฟฟ้าโมโนเรล ริเริ่มขึ้นสมัย “นิพนธ์ บุญญามณี” เป็นนายกฯอบจ.สงขลา ท่ามกลางเสียงกล่าวถึงว่า ”เป็นไปไม่ได้“ ช่วงหลายปีมานี้มีการกล่าวถึงว่า หัวเมืองไหนจะเกิดก่อน หาดใหญ่ เชียงใหม่ ขอนแก่น วันนี้หาดใหญ่ก้าวนำหน้าไปแล้ว
หลังจากนี้ รฟม. จะเดินหน้าทบทวนผลการศึกษาโครงการภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี เพื่อปรับรายละเอียดโครงการให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และความต้องการของประชาชนในปัจจุบัน โดยเฉพาะการปรับรูปแบบสถานีและองค์ประกอบของโครงการให้รองรับสถานการณ์น้ำท่วม รวมถึงเชื่อมต่อการเดินทางกับระบบขนส่งรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) จังหวัดสงขลา มีระยะทาง 12.54 กิโลเมตร จำนวน 12 สถานี เชื่อมเส้นทางจาก สี่แยกคลองหวะ - สถานีรถตู้ตลาดเกษตร พร้อมโรงจอดและศูนย์ซ่อมบำรุงที่สถานีคลองหวะ และจุดเชื่อมต่อการเดินทางสำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในเมืองหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยยกระดับระบบขนส่งมวลชนของจังหวัดสงขลา ลดปัญหาการจราจร เพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมรองรับการเติบโตของเมือง เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในอนาคต

“ผมจะติดตามและผลักดันให้ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้จริง และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องชาวสงขลาครับ”
สรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม กล่าว

โครงการรถไฟฟ้าโมโนเรลหาดใหญ่ ระยะทาง 12.54 กิโลเมตร มีทั้งหมด 12 สถานี โดยเริ่มจาก แยกคลองหวะ ไปตามถนนกาญจนวนิช ก่อนเลี้ยวเข้าถนนเพชรเกษม และสิ้นสุดที่ สถานีรถตู้หาดใหญ่ ดังนี้

1. สถานีคลองหวะ
2. สถานีเซ็นทรัล
3. สถานีคลองเรียน
4. สถานี มอ. (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)
5. สถานีคอหงส์
6. สถานีบิ๊กซี
7. สถานีหาดใหญ่วิทยาลัย
8. สถานีน้ำพุ
9. สถานีกิมหยง
10. สถานีชุมทางรถไฟหาดใหญ่
11. สถานีหาดใหญ่ใน
12. สถานีรถตู้หาดใหญ่

จุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทาง (Interchange) ที่วางไว้ 3 แห่ง
* คลองหวะ
* คอหงส์
* สถานีรถตู้หาดใหญ่

แนวเส้นทางโดยสรุป

* เริ่มต้นที่แยกคลองหวะ
* ผ่านเซ็นทรัล หาดใหญ่
* คลองเรียน
* มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
* แยกคอหงส์
* บิ๊กซี
* หาดใหญ่วิทยาลัย
* วงเวียนน้ำพุ
* ตลาดกิมหยง
* สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่
* หาดใหญ่ใน
* สิ้นสุดที่สถานีรถตู้หาดใหญ่

ใช้มายแมพอย่างไร ให้ทบทวนบทเรียนได้เร็วขึ้น วิธีทบทวนเน้นเชื่อมโยง เลือกหัวข้อหลักแล้วแตกกิ่ง ใช้คำสั้นภาษาตนเองช่วยจำ ฝึกปิดหนังสือตรวจสอบความเข้าใจ

เคยไหม อ่านหนังสือไปหลายหน้า ขีดเส้นใต้แทบทั้งบท แต่พอปิดหนังสือกลับนึกไม่ออกว่าใจความสำคัญมีอะไรบ้าง ยิ่งใกล้สอบก็ยิ่งรู้สึกว่าต้องกลับไปเริ่มอ่านใหม่ตั้งแต่หน้าแรก ทำให้เสียทั้งเวลาและกำลังใจ

ปัญหานี้ไม่ได้แปลว่าเราเรียนไม่เก่งหรือความจำไม่ดีเสมอไป แต่อาจเกิดจากวิธีทบทวนที่เน้นรับข้อมูลมากเกินไป โดยยังไม่ได้จัดระเบียบ เชื่อมโยง หรือทดลองดึงข้อมูลเหล่านั้นออกมาจากความจำ
การอ่านซ้ำทำให้เนื้อหาดูคุ้นตา แต่ความคุ้นตาไม่เหมือนกับการจำได้จริง เมื่อต้องเจอข้อสอบที่เปลี่ยนรูปแบบคำถาม เราอาจตอบไม่ได้ เพราะจำตำแหน่งของข้อความในหนังสือได้มากกว่าความหมายและความสัมพันธ์ของเนื้อหา

ดังนั้น การทบทวนที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่การใช้เวลาให้นานที่สุด แต่คือการทำให้เราเห็นภาพรวม รู้ว่าเรื่องใดสำคัญ และตรวจพบได้อย่างรวดเร็วว่าส่วนไหนยังไม่เข้าใจ
ทำไมอ่านหลายรอบ แต่ยังจำบทเรียนไม่ค่อยได้
.
บทเรียนหนึ่งบทอาจมีทั้งคำศัพท์ นิยาม สูตร ตัวอย่าง วันที่ บุคคล และข้อยกเว้น หากเราอ่านตามลำดับหน้าเพียงอย่างเดียว ข้อมูลเหล่านี้อาจยังคงแยกออกจากกันเป็นชิ้นเล็ก ๆ
พอถึงเวลาตอบคำถาม สมองจึงต้องพยายามค้นข้อมูลทีละส่วน ทำให้คิดช้า สับสน และไม่แน่ใจว่าคำตอบครบหรือไม่ โดยเฉพาะข้อสอบที่ต้องอธิบายเหตุผล เปรียบเทียบ หรือเชื่อมโยงหลายประเด็นเข้าด้วยกัน

อีกพฤติกรรมที่พบได้บ่อยคือการจดทุกประโยคตามหนังสือ หลายคนตั้งใจทำสมุดสรุปให้ครบและสวย แต่สุดท้ายกลับได้เนื้อหาฉบับใหม่ที่ยังยาวเกือบเท่าต้นฉบับ
การจดลักษณะนี้ใช้เวลามาก และอาจทำให้เราใส่ใจกับการคัดข้อความมากกว่าการคิดว่าอะไรคือหัวใจของบทเรียน ทางออกจึงไม่ใช่การจดให้มากขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมากให้กลายเป็นโครงสร้างที่มองเห็นและเข้าใจได้ง่าย
แผนผังความคิดช่วยให้ทบทวนเร็วขึ้นอย่างไร

มายแมพหรือแผนภาพความคิด เป็นเครื่องมือที่วางหัวข้อหลักไว้ตรงกลาง แล้วแตกประเด็นออกเป็นกิ่ง ทำให้เนื้อหาหลายหน้าถูกจัดให้อยู่ในภาพรวมเดียวกัน จุดเด่นไม่ได้อยู่ที่การวาดให้สวย แต่เป็นการบังคับให้ผู้เรียนเลือก จัดกลุ่ม และเชื่อมโยงข้อมูลด้วยความเข้าใจของตัวเอง
งานวิเคราะห์อภิมานซึ่งรวบรวมการศึกษา 21 งาน พบว่าโดยรวมแล้ว การจัดการเรียนรู้ด้วยแผนผังลักษณะนี้ส่งผลเชิงบวกต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านความคิดเมื่อเทียบกับการสอนแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลอาจแตกต่างกันตามระดับชั้น วิชา และวิธีนำไปใช้ จึงไม่ควรมองว่าเป็นสูตรสำเร็จที่ใช้แทนวิธีเรียนอื่นได้ทั้งหมด

หัวใจสำคัญคืออย่าใช้เครื่องมือนี้เป็นเพียงการคัดข้อความจากหนังสือ หากเปิดหนังสือแล้วถอดทุกประโยคลงในแต่ละกิ่ง เราอาจได้กระดาษที่ดูเป็นระเบียบ แต่ยังไม่ได้ฝึกคิดหรือเรียกความรู้กลับมาด้วยตัวเอง

วิธีที่เหมาะกับการทบทวนมากกว่าคือ ปิดหนังสือก่อน สร้างโครงจากสิ่งที่จำได้ แล้วจึงเปิดตรวจภายหลัง กระบวนการดังกล่าวมีลักษณะใกล้เคียงกับการฝึกเรียกคืนข้อมูลจากความจำ ซึ่งงานทบทวนการทดลองในโรงเรียนและห้องเรียนพบว่าสามารถสนับสนุนการเรียนรู้ได้ในหลายระดับชั้นและหลายสาขาวิชา
7 ขั้นตอนสร้างแผนผังสำหรับทบทวนบทเรียน

1. กำหนดเป้าหมายของการทบทวน
อย่าเริ่มด้วยเป้าหมายกว้าง ๆ ว่าจะอ่านบทนี้ให้จบ เพราะเราอาจอ่านไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าต้องจับประเด็นใด
ลองเปลี่ยนเป้าหมายให้เป็นคำถาม เช่น บทนี้อธิบายกระบวนการอะไร มีองค์ประกอบใดบ้าง เหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะอะไร หรือสูตรแต่ละสูตรใช้ในสถานการณ์ใด คำถามเหล่านี้จะช่วยกำหนดว่าข้อมูลแบบไหนควรอยู่ในแผนผัง
หากบทเรียนยาวมาก ควรแบ่งเป็นตอนย่อย โดยหนึ่งแผ่นตอบเรื่องหลักเพียงเรื่องเดียว การพยายามใส่เนื้อหาทั้งหน่วยลงในหน้าเดียวมักทำให้ข้อมูลแน่น อ่านยาก และกลับไปทบทวนช้าเหมือนเดิม

2. เขียนหัวข้อกลางจากความจำ
หลังเรียนจบหรืออ่านเนื้อหาครบหนึ่งรอบ ให้ปิดหนังสือแล้วเขียนหัวข้อหลักไว้ตรงกลาง จากนั้นลองนึกว่า หากต้องอธิบายเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง เราจะเริ่มจากประเด็นใดบ้าง
จดทุกอย่างที่นึกออกโดยยังไม่ต้องกังวลเรื่องความสวย หากนึกไม่ออก อย่าเพิ่งรีบเปิดหนังสือ ลองใช้เวลาคิดประมาณหนึ่งถึงสองนาที เพราะช่วงที่เราติดขัดกำลังบอกว่าความรู้ส่วนใดยังไม่แข็งแรง

3. แตกกิ่งตามโครงสร้างของเนื้อหา
กิ่งหลักควรเป็นหมวดใหญ่ที่สะท้อนโครงสร้างของบทเรียน เช่น ความหมาย องค์ประกอบ ขั้นตอน สาเหตุ ผลกระทบ ตัวอย่าง และข้อควรระวัง
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องใช้หมวดเดียวกันกับทุกวิชา วิทยาศาสตร์อาจแบ่งเป็นโครงสร้าง หน้าที่ กระบวนการ และความผิดปกติ ประวัติศาสตร์อาจแบ่งเป็นภูมิหลัง เหตุการณ์สำคัญ บุคคล และผลลัพธ์ ส่วนคณิตศาสตร์อาจแบ่งเป็นนิยาม สูตร เงื่อนไข วิธีทำ และจุดที่มักคำนวณผิด
การเลือกโครงให้เหมาะกับเนื้อหาจะช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ได้ชัดกว่าการพยายามใช้รูปแบบสำเร็จรูปกับทุกบทเรียน

4. ใช้คำสั้นและภาษาของตัวเอง
หนึ่งกิ่งไม่ควรกลายเป็นย่อหน้ายาว ควรเลือกใช้คำสำคัญ วลีสั้น สูตร วันที่ หรือตัวอย่างที่เห็นแล้วทำให้นึกต่อได้
ตัวอย่างเช่น แทนที่จะคัดประโยคอธิบายกระบวนการทั้งหมด อาจเขียนเพียงวัตถุดิบ ขั้นตอน และผลลัพธ์ แล้วใช้ลูกศรแสดงทิศทางของกระบวนการ
อย่างไรก็ตาม อย่าย่อจนกลับมาอ่านแล้วไม่เข้าใจ คำสั้นที่ดีต้องทำหน้าที่เหมือนป้ายบอกทาง เมื่อเห็นแล้วควรนึกออกว่าต้องอธิบายอะไรต่อ หากเป็นศัพท์เฉพาะ อาจเพิ่มความหมายสั้น ๆ หรือตัวอย่างไว้ใกล้กัน

5. เติมสี เส้นเชื่อม และสัญลักษณ์
สีช่วยแบ่งหมวดและทำให้มองเห็นส่วนสำคัญได้รวดเร็ว แต่ไม่จำเป็นต้องใช้หลายสีจนเสียเวลา ควรกำหนดหน้าที่ของแต่ละสีให้ชัด เช่น สีหนึ่งสำหรับแนวคิดหลัก อีกสีสำหรับตัวอย่าง และอีกสีสำหรับเรื่องที่ยังไม่เข้าใจ
เส้นเชื่อมเหมาะกับข้อมูลที่สัมพันธ์กันข้ามหมวด เช่น สาเหตุหนึ่งนำไปสู่ผลกระทบหลายด้าน หรือสูตรหนึ่งใช้ได้เฉพาะเมื่อมีเงื่อนไขบางอย่าง
ส่วนรูปภาพและสัญลักษณ์ควรใช้เพื่อช่วยจำ ไม่ใช่ตกแต่งทุกพื้นที่ เป้าหมายคือกลับมาเห็นแล้วเข้าใจเร็ว ไม่ใช่ทำผลงานให้สวยที่สุดในห้อง

6. เปิดหนังสือตรวจสอบประเด็นที่ตกหล่น
เมื่อวาดจากความจำเสร็จแล้ว ค่อยเปิดหนังสือ สมุด หรือเอกสารประกอบ เพื่อตรวจสอบสามเรื่อง ได้แก่ มีประเด็นสำคัญตกหล่นหรือไม่ มีความสัมพันธ์ใดเชื่อมผิดหรือไม่ และมีรายละเอียดใดที่ใส่มากเกินความจำเป็น
ใช้ปากกาอีกสีเติมเฉพาะส่วนที่ขาด วิธีนี้จะทำให้เห็นจุดอ่อนของตัวเองทันที หากกิ่งใดมีข้อมูลเพิ่มเติมจำนวนมาก แสดงว่าส่วนนั้นควรได้รับการทบทวนมากกว่าส่วนอื่น
ไม่จำเป็นต้องลบแล้วทำใหม่ให้สะอาด เพราะร่องรอยการแก้ไขคือข้อมูลที่ช่วยบอกว่าเราควรกลับมาเรียนเรื่องใดในรอบต่อไป

7. เปลี่ยนข้อมูลสำคัญเป็นคำถาม
เมื่อได้แผนผังหนึ่งแผ่นแล้ว อย่าเพิ่งถือว่าการทบทวนเสร็จสมบูรณ์ ลองเปลี่ยนหัวข้อในแต่ละกิ่งเป็นคำถาม เช่น กระบวนการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ปัจจัยนี้มีผลต่อระบบอย่างไร สูตรนี้ใช้ไม่ได้ในกรณีใด หรือเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อช่วงเวลาถัดมาอย่างไร

จากนั้นปิดคำตอบและทดลองอธิบายออกมาด้วยปากเปล่า หากตอบไม่ได้ ให้ทำเครื่องหมายไว้แล้วกลับมาทบทวนเฉพาะจุดนั้นก่อนส่วนที่ตอบได้คล่องแล้ว
วิธีนี้เปลี่ยนแผนผังจากกระดาษสรุปธรรมดาให้กลายเป็นเครื่องมือทดสอบความเข้าใจของตัวเอง
ตัวอย่างการนำไปใช้กับวิชาต่าง ๆ

สำหรับวิชาชีววิทยา สมมติหัวข้อกลางคือการสังเคราะห์ด้วยแสง กิ่งหลักอาจประกอบด้วยสถานที่เกิด สารตั้งต้น ขั้นตอน ผลผลิต และปัจจัยที่มีผล จากนั้นใช้เส้นเชื่อมว่าแสงเกี่ยวข้องกับขั้นตอนใด และผลผลิตถูกนำไปใช้อย่างไร

วิชาประวัติศาสตร์ไม่ควรจดเพียงลำดับปี แต่ควรแบ่งเป็นภูมิหลัง ผู้เกี่ยวข้อง จุดเปลี่ยน ผลโดยตรง และผลระยะยาว แล้วใช้ลูกศรเชื่อมเหตุการณ์กับผลกระทบ วิธีนี้ช่วยเตรียมพร้อมสำหรับข้อสอบเชิงวิเคราะห์ได้ดีกว่าการจำวันที่เพียงอย่างเดียว

ส่วนวิชาคณิตศาสตร์สามารถทำเป็นแผนเลือกวิธีแก้โจทย์ เริ่มจากโจทย์ให้ข้อมูลอะไร ต้องการหาอะไร มีเงื่อนไขใด แล้วจึงแตกไปยังสูตรหรือวิธีที่เหมาะสม ใต้แต่ละวิธีควรมีโจทย์ตัวอย่างสั้น ๆ และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เช่น ลืมเปลี่ยนหน่วย ใช้เครื่องหมายผิด หรือเลือกสูตรไม่ตรงกับเงื่อนไข
สูตรทบทวนบทเรียนภายใน 15 นาที

หากมีเวลาน้อย ลองแบ่งการทบทวนออกเป็นสามช่วง
ห้านาทีแรก ปิดหนังสือแล้ววาดโครงจากความจำให้เร็วที่สุด ไม่ต้องตกแต่งและไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะครบหรือไม่

ห้านาทีถัดมา เปิดเอกสารเพื่อตรวจสอบ เติมสิ่งที่ขาด และวงส่วนที่ยังสับสน
ห้านาทีสุดท้าย ปิดเอกสารอีกครั้ง แล้วตอบคำถามจากกิ่งหลักด้วยคำพูดของตัวเอง
หลังจบรอบ ให้เลือกเพียงสองหรือสามจุดที่ยังตอบไม่ได้ไปทบทวนต่อ ไม่ควรเริ่มอ่านใหม่ทั้งหมด เพราะจะทำให้เสียเวลากับส่วนที่รู้อยู่แล้ว

วันถัดไป ลองวาดโครงเดิมใหม่โดยไม่ดูแผ่นเก่า หากทำได้เร็วขึ้น อธิบายได้ชัดขึ้น และมีข้อมูลตกหล่นน้อยลง แสดงว่าความเข้าใจเริ่มมั่นคง

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ทำมายแมพแล้วไม่ได้ผล
ใช้เวลากับความสวยมากเกินไป
หากเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเลือกสี วาดกรอบ หรือจัดตำแหน่งใหม่ เครื่องมือกำลังแย่งเวลาจากการเรียน ควรกำหนดเวลาทำฉบับแรกให้ชัด แล้วนำเวลาที่เหลือไปทดสอบตัวเอง

ใส่ทุกประโยคลงในกระดาษ
การสรุปไม่ใช่การย้ายหนังสือจากหลายหน้าให้มาอยู่บนแผ่นเดียว แต่คือการตัดสินใจว่าอะไรเป็นแกนหลักและอะไรเป็นข้อมูลสนับสนุน

อ่านแผนผังซ้ำโดยไม่ปิดคำตอบ
การมองแล้วรู้สึกคุ้นอาจทำให้คิดว่าจำได้ ทั้งที่ยังอธิบายเองไม่ได้ ควรทดลองวาดใหม่ ตอบคำถาม หรือสอนเพื่อนจากความจำ

พยายามใช้รูปแบบเดียวกับคนอื่น
บางคนจำได้ดีจากคำ บางคนต้องมีตัวอย่าง และบางคนเข้าใจเมื่อเห็นเส้นเหตุและผล จึงควรปรับจำนวนกิ่ง สี และรูปแบบคำถามให้เข้ากับวิธีเรียนของตัวเอง

สรุป
การทบทวนให้เร็วไม่ได้หมายถึงการอ่านให้ไวที่สุด แต่หมายถึงการใช้เวลาน้อยลงกับข้อมูลที่รู้อยู่แล้ว และมองเห็นจุดที่ยังไม่เข้าใจได้เร็วขึ้น
แผนผังที่ดีไม่จำเป็นต้องสวยหรือมีข้อมูลครบทุกบรรทัด แต่ต้องช่วยให้เราเห็นภาพรวม เชื่อมโยงเหตุผล และเรียกความรู้กลับมาอธิบายได้โดยไม่ต้องเปิดหนังสือตลอดเวลา
ลองเริ่มจากบทสั้น ๆ เพียงหนึ่งบท ปิดหนังสือ วางหัวข้อหลัก แตกกิ่งจากความจำ แล้วจึงเปิดตรวจ สิ่งที่ตกหล่นไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นเป้าหมายของการทบทวนครั้งต่อไป
เมื่อฝึกอย่างสม่ำเสมอ เราจะได้ชุดสรุปที่ไม่ได้ช่วยเฉพาะช่วงก่อนสอบ แต่ยังบอกได้ด้วยว่าเราเข้าใจเรื่องใดแล้ว และควรใช้เวลาเพิ่มเติมกับเนื้อหาส่วนไหน

งานวิจัยหักล้างความเชื่อ!! ศัลยแพทย์ยืนยัน กินไก่ทอดไม่กระทบเวร ทดสอบ 3 กลุ่มเวร 300 ครั้ง ผลไม่มีความแตกต่างชัดเจน

งานวิจัยหักล้างความเชื่อเรื่องการกินไก่ทอด KFC ขณะขึ้นเวรโรงพยาบาล
ศัลยแพทย์จากโรงพยาบาลพัทลุงได้ทำการวิจัยและตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ระดับนานาชาติ เพื่อพิสูจน์ว่าความเชื่อที่ว่าการกินไก่ทอด KFC ขณะขึ้นเวรในโรงพยาบาลจะทำให้มีคนไข้มากขึ้นและเวรยุ่งเหยิงนั้นไม่เป็นความจริง

รายละเอียดงานวิจัย:
-กลุ่มตัวอย่าง: ศัลยแพทย์ 5 คน

-การแบ่งเวร: แบ่งเป็น 300 เวร โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้:
กลุ่มที่ 1: ไม่กินอะไรเลย
กลุ่มที่ 2: กินไก่ย่าง 5 ดาว
กลุ่มที่ 3: กินไก่ทอด KFC

-การวัดผล: นับจำนวนคนไข้, จำนวนการผ่าตัด, เวลาที่ใช้ในการผ่าตัด รวมถึงปริมาณงานโดยรวมของแต่ละเวร

ผลการวิจัย:
-จากการเปรียบเทียบข้อมูล พบว่าทั้ง 3 กลุ่มไม่แสดงความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแง่ของจำนวนคนไข้ ปริมาณการผ่าตัด หรือปริมาณงานโดยรวม

ข้อสรุปที่สำคัญ:
-งานวิจัยนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าความเชื่อเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ชี้ให้เห็นว่า หากเราจะเลือกเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน ก็ควรใช้เหตุผลและสามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

ที่มา : https://www.tiktok.com/@dr.benz_masterpiece/video/7670331202494156039?_r=1&_t=ZS-98cvC7shjuS

6 สิงหาคม 2488 รำลึกโศกนาฏกรรมฮิโรชิมา สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณู ‘เมืองฮิโรชิมา’ คร่าชีวิตชาวญี่ปุ่นทันที 80,000 คน บทเรียนราคาแพงของสงครามโลกครั้งที่ 2

วันนี้เมื่อ 78 ปีที่แล้ว นับเป็นอีกหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่ชาวญี่ปุ่นและชาวโลกยากจะลืมเลือน เมื่อสหรัฐอเมริกา ทิ้งระเบิดปรมาณู เหนือเมืองฮิโรชิมา ส่งผลให้มีคนตายทันที 80,000 คน

วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 เป็นอีกหนึ่งวันที่คนญี่ปุ่นไม่มีวันลืม เมื่อระเบิดปรมาณู ‘ลิตเติลบอย (Little Boy)’ ถูกทิ้งเหนือเมืองฮิโรชิมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันทีประมาณ 80,000 คน และมีผู้เสียชีวิตจากการได้รับกัมมันตภาพรังสีอีก 60,000 คน

‘ลิตเติลบอย (Little Boy)’ เป็นชื่อระเบิดปรมาณู ที่ถูกนำไปทิ้งเหนือเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น โดยเครื่องบิน B-29 Superfortress (เครื่องบินลำนี้มีชื่อ Enola Gay) และระเบิดลูกนี้ ยังนับเป็นระเบิดปรมาณูลูกแรกที่ใช้ในการสงครามอีกด้วย

อาวุธนี้พัฒนาขึ้น ในระหว่างจัดตั้ง ‘โครงการแมนฮัตตัน’ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย ‘จูเลียส โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์’ ผู้ที่ได้ฉายาว่า ‘บิดาแห่งระเบิดปรมาณู’

สำหรับ ‘ลิตเติลบอย’ มีความยาว 3 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 71 เซนติเมตร และน้ำหนัก 4,000 กิโลกรัม บรรจุธาตุยูเรเนียมประมาณ 64 กิโลกรัม และจากเหตุการณ์นี้ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันทีประมาณ 80,000 คน และมีผู้เสียชีวิตจากการได้รับกัมมันตภาพรังสีอีก 60,000 คน

‘BAFS’ ส่งต่อโอกาส สร้างอนาคต สนับสนุนตั้งแต่ปี 2569 เมล็ดพันธุ์นักเรียนกำพร้า ไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนา ทุนรวม 200,000 บาทส่งต่อ

BAFS ส่งต่อโอกาส สร้างอนาคต มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน ประจำปีการศึกษา 2569

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนกำพร้าและเด็กนักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ ประจำปีการศึกษา 2569 จัดขึ้นโดยมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าของสตรีไทยมุสลิมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และนายอิฏฐ์ สุขพัฒน์ธี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเชื้อเพลิงการบิน จำกัด บริษัทในเครือกลุ่มบริษัทบาฟส์ (BAFS Group) ร่วมมอบเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อสมทบกองทุนการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียนกำพร้า นักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ และผู้ด้อยโอกาส โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยมี นางอัจฉรา สยามวาลา ณ สงขลา ประธานมูลนิธิฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 1 อาคารคูเวต

BAFS Group ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาอันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต และเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมสู่ความเท่าเทียมและการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยความเชื่อมั่นว่าการเปิดโอกาสทางการศึกษาคือการสร้างโอกาสที่ดีในอนาคต BAFS Group จึงมุ่งมั่นส่งเสริมการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสนับสนุนให้เยาวชนเข้าถึงองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการพัฒนาศักยภาพของตนเอง พร้อมเดินหน้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้มแข็ง เติบโตอย่างทั่วถึง และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

‘อ.พรหมคีรี’ เปิดแผนแม่บทเมืองศรัทธา!! ปักธงเมืองมรดกโลกนครศรี ศูนย์กลางพระพุทธสิหิงค์เก่าแก่ ดันเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน เชื่อมโยงเส้นทางสู่เมืองมรดก

“อ.พรหมคีรี” ปักธงสู่เมืองมรดกโลก ชู “พระพุทธสิหิงค์ วัดอินทคีรี“ ศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ดันเศรษฐกิจชุมชน

อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดแผนแม่บทการพัฒนาอำเภอ ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประตูสู่เมืองมรดกโลกนครศรีธรรมราช เมืองแห่งพระพุทธสิหิงค์ ธรรมชาติ ผลไม้ และวัฒนธรรม” โดยมีเป้าหมายยกระดับพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ควบคู่กับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ สร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวจากพระบรมธาตุสู่พรหมคีรี

โครงการเร่งด่วนอันดับ 1 คือ การพัฒนาวัดอินทคีรี ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราช ให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาและแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์

แผนพัฒนาประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. ปรับปรุงภูมิทัศน์วัด พัฒนาลานจอดรถ สวนพุทธธรรม ทางเดินและทางลาด ระบบไฟส่องสว่าง รวมถึงจุดถ่ายภาพและจุดพักผ่อน
2. จัดตั้งศูนย์เรียนรู้พระพุทธสิหิงค์ นำเสนอประวัติ ความสำคัญ ประวัติวัดอินทคีรี และกิจกรรมการศึกษาทางศาสนา
3. สร้างห้องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวบรวมโบราณวัตถุ เครื่องมือโบราณ วิถีชีวิตและภูมิปัญญาชุมชน
4. พัฒนาประเพณีและกิจกรรมสำคัญ โดยผลักดัน พิธีสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ในเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นประเพณีประจำจังหวัด พร้อมยกระดับสู่ระดับประเทศ
5. พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและแลนด์มาร์ก อาทิ ซุ้มประตูเมืองพระพุทธสิหิงค์ ถนนคนเดิน ตลาดวัฒนธรรม ตลาดผลไม้และสินค้าชุมชน รวมถึงป้ายสื่อความหมายและจุดบริการนักท่องเที่ยว

ทั้งนี้ แผนแม่บทดังกล่าวมุ่งใช้ทุนทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของอำเภอพรหมคีรี เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และผลักดันให้พื้นที่เป็นหนึ่งในประตูสำคัญรองรับการท่องเที่ยวของจังหวัดนครศรีธรรมราชในอนาคต

ทั้งนี้เมื่อ 4-5 ปีก่อน สมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ ได้ทำพิธีพุทธาพิเษกอันยิ่งให้ในวันอินทคีรี ในการจัดสร้างพระพุทธสิหิงค์องค์จำลอง เป็นพิธีอันเข้มขลัง มีเกจิอาจารย์อาวุโสหลายองค์นั่งปรกภาวนา มีพราหมณ์ 20 คน เข้าร่วมพิธี เพื่อหารายได้สร้างอุโบสถหลังใหม่ของวัดอินทคีรี หลังอุโบสถหลังเก่า ซึ่งเป็นอุขไม้ถูกไฟไหม้วอดทั้งหลัง

พิธีการจัดสร้างพระพุทธสิหิงค์องค์จำลอง ดำเนินการโดย ดร.เกล้าสรวง สุพงศ์ธร ประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ เกรียงไกร พิณทอง เลขาธิการสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ และคณะสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา

ประวัติพระพุทธสิหิงค์วัดอินทคีรี (บ้านนา)
พระพุทธสิหิงค์ วัดอินทคีรี ประดิษฐานอยู่ภายในวัดอินทคีรี (วัดบ้านนา) ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดแห่งนี้มีอายุราว 200 ปี แต่พระพุทธสิหิงค์เชื่อกันว่ามีอายุเก่าแก่กว่านั้นมาก และเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวนครศรีธรรมราชเคารพนับถืออย่างยิ่ง

ตำนาน “สิหิงคนิทาน”

ตามคัมภีร์ สิหิงคนิทาน เล่าว่า พระพุทธสิหิงค์ถูกสร้างขึ้นในลังกา (ศรีลังกา) หลังพุทธปรินิพพานประมาณ 700 ปี หล่อด้วยสำริด และมีพระอุระสง่างามดุจราชสีห์ จึงได้รับพระนามว่า “พระพุทธสิหิงค์”

ต่อมาพระเจ้านครศรีธรรมราชได้รับอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากลังกามายังนครศรีธรรมราช ก่อนจะมีการอัญเชิญไปยังสุโขทัย อยุธยา กำแพงเพชร เชียงราย และเชียงใหม่ ตามลำดับ ก่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานครในสมัยรัตนโกสินทร์

ความเชื่อของชาวนครศรีธรรมราช

อย่างไรก็ตาม ชาวนครศรีธรรมราชมีความเชื่ออีกสายหนึ่งว่า

พระพุทธสิหิงค์องค์แท้ ไม่เคยออกจากเมืองนครศรีธรรมราช

แต่ถูกอัญเชิญซ่อนและย้ายที่ประดิษฐานหลายครั้ง เพื่อป้องกันภัยสงครามและการถูกอัญเชิญไปยังเมืองอื่น จนท้ายที่สุดได้มาประดิษฐานที่ วัดอินทคีรี ซึ่งมีการดูแลองค์พระอย่างใกล้ชิดสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

อดีตเจ้าอาวาสวัดอินทคีรี พระครูวิมลอินทโชติ (พระปรีชา วิมโล) เคยให้สัมภาษณ์ว่า มีคำสั่งเสียที่สืบทอดกันจากเจ้าเมืองนครว่า

“เสียบ้านเสียเมือง ไม่ยอมเสียพระ”

สะท้อนความเชื่อว่าพระพุทธสิหิงค์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ต้องรักษาไว้เหนือสิ่งอื่นใด

จุดเด่นของพระพุทธสิหิงค์ วัดอินทคีรี

* เป็นพระพุทธรูปสำริดศิลปะโบราณที่ชาวเมืองคอนให้ความเคารพสูง
* เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวอำเภอพรหมคีรีและจังหวัดนครศรีธรรมราช
* มีตำนานเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์การก่อตั้งอาณาจักรนครศรีธรรมราชและการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากลังกา
* เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่อำเภอพรหมคีรีกำลังผลักดันให้วัดอินทคีรีเป็น ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ตามแผนแม่บทพัฒนาอำเภอ

อาลัย ‘ประภาศ คงเอียด’ จากข้าราชการคลังสู่กรรมการ ป.ป.ช. อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ ข้าราชการคลังผู้ผ่านตำแหน่งสำคัญหลายกรม ถึงแก่อนิจกรรมวัย 64 ปี

อาลัย “ประภาศ คงเอียด” กรรมการ ป.ป.ช. ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัย 64 ปี "ประภาศ คงเอียด" กรรมการ ป.ป.ช. และอดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัย 64

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กส่านักงานป ป.ป.โพสต์ต์ข้อความแสดงความอาลัยต่อ นายประกาศ คงเอียด กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ถึงแก่อนิจกรรมในวัย 64 ปี

สำหรับประวัติของ นายประภาศ มีภูมิลำเนาเป็นชาวจังหวัดตรัง สาเร็จการศึกษาระดับปริญญาญาตรีนิติศาสตรบัณฑิล (เกียรติ์นิยมอันดันดันดับ 2) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเนติบัญฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเห่งเนติบัณฑิตยสภา รวมถึงถึงส่าเร็จการศึกษา International Tax Program and Master of Laws (ITP/LLM) จาก Harvard Law School ประเทศสหรัฐอเมริกา

ด้านประวัติการทำงางาน นายประกาศเคยรับราชการในตำแหน่งส่าคัญระดับสูงของกระทระทรวงการดลังมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง, รองปลัดกระทรวงการคลัง, ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการมโยบายรัฐวิสาหกิจ, อธิบดีกรมบัญชีกลาง และอธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นต้น ก่อนที่จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 30 มกราคม 25668

ที่มา : https://www.kaohoon.com/news/851613

สวนนงนุชพัทยา จัดโปรวันแม่ 12 ส.ค. นี้แม่เข้าฟรี เชิญชวนลูกพาแม่ใช้เวลาดี ๆ กว่า 60 สวนสวยและโชว์ฟรีหลากหลาย เดือนสิงหาคมเกิดฟรีเฉลิมฉลองวันแม่

ปีหนึ่งมีครั้งเดียว! 12 สิงหาคม แม่เข้าฟรี สวนนงนุชพัทยา มอบของขวัญวันแม่แห่งชาติ แทนคำว่ารัก ชวนลูกพาแม่เที่ยว

สวนนงนุชพัทยา มอบของขวัญสุดพิเศษให้กับคุณแม่ทั่วประเทศ ในวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2569 ภายใต้นโยบายของ นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ที่ต้องการส่งเสริมให้วันแม่เป็นวันแห่งความสุขของทุกครอบครัว เชิญชวนลูก ๆ พาคุณแม่มาใช้เวลาร่วมกันท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม สร้างความทรงจำอันอบอุ่นในวันสำคัญของครอบครัว พร้อมมอบสิทธิ์ให้คุณแม่เข้าชมสวนนงนุชพัทยาฟรี พร้อมชมการแสดงฟรี

สำหรับการรับสิทธิ์ คุณแม่เข้าฟรี (สงวนสิทธิ์ครอบครัวละ 1 คน) เพียงแสดงหลักฐานความเป็นแม่และลูก โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีนามสกุลเดียวกัน ทั้งนี้ เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่สวนนงนุชพัทยากำหนด โดยสิทธิ์ดังกล่าวใช้ได้เฉพาะวันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2569 วันเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังจะได้สัมผัสสวนสวยกว่า 60 สวน ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิบสวนที่สวยที่สุดในโลก พร้อมตื่นตาตื่นใจกับหุบเขาไดโนเสาร์ที่รวบรวมหุ่นไดโนเสาร์ขนาดเท่าของจริงกว่า 1,700 ตัว และเมืองอียิปต์ แลนด์มาร์กยอดนิยมที่ไม่ควรพลาด

พิเศษตลอดเดือนสิงหาคม ผู้ที่เกิดในเดือนสิงหาคมสามารถเข้าชมสวนนงนุชพัทยาฟรี ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเดือนแห่งวันแม่ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของครอบครัวตลอดเดือนสิงหาคม

นักท่องเที่ยวสามารถรับชม “นงนุชโชว์” และการแสดงน้องช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลา ซึ่งเปิดการแสดงวันละ 4 รอบ

สวนนงนุชพัทยาขอเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความทรงจำอันแสนอบอุ่นในวันแม่แห่งชาติ พร้อมต้อนรับทุกครอบครัวให้มาร่วมใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน โดยเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. สอบถามรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

ลมกรดไทยทะลุ 10 วิ!! ‘บิว ภูริพล’ สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง วิ่ง 100 เมตร 9.99 วินาที แซงนักวิ่งญี่ปุ่นขึ้น Asia Lead ผงาดเบอร์ 1 เอเชียปี 2026 อันดับ 44 โลก

หลังจากที่ “บิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดทีมชาติไทย วิ่ง 100 เมตร ทำเวลา 9.99 วินาที ในรายการกรีฑาฤดูร้อน ที่ เมสต์สกี สตาดิโอน โอรา สาธารณรัฐเช็ก เมื่อ 1 ส.ค.69 ที่ผ่านมา

จากสถิติครั้งนี้ทำให้ “บิว” ภูริพล บุญสอน พุ่งขึ้นอันดับ 1 ผู้นำแห่งเอเชีย Asia Lead 2026 วิ่ง 100 เมตรชาย ซึ่งปีนี้ยังไม่มีนักวิ่งเอเชียคนไหนวิ่งต่ำกว่า 10 วินาที ได้เลย ดีที่สุดก่อนหน้านี้คือ ยูกิ โกอิเกะ จากญี่ปุ่น ที่ทำได้ 10.06 วินาที ลม +1.4 เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ส่วนนักวิ่งชายทั่วโลกที่ วิ่ง 100 เมตร ต่ำกว่า 10 วินาที ในปีนี้ มีทั้งหมด 48 คน โดย “บิว” ภูริพล รั้งอยู่ในอันดับที่ 44 ของโลก

สำหรับการทำ 9.99 วินาที ของ “บิว” ภูริพล หนนี้ นับเป็นการวิ่ง 100 เมตร ต่ำกว่า 10 วินาที เป็นครั้งที่ 2 ของเจ้าตัว ต่อจากกีฬาซีเกมส์ 2025 ที่ไทย ทำสถิติ 9.94 วินาที ในรอบคัดเลือก เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.68 รวมทั้งเป็นการวิ่งต่ำ 10 วินาที ครั้งแรกที่ต่างประเทศ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10347404

มหกรรม SDX 2026 ชู Universal Design Social Development Expo 2026 21-23 ส.ค. ที่เมืองทองธานี เน้นคนพิการแสดงนวัตกรรม ร่วมสร้างสังคมทุกวัยไปด้วยกัน

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เชิญชวนประชาชน เข้าร่วมงาน Social Development Expo 2026 (SDX 2026) มหกรรมด้านการพัฒนาสังคมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ภายใต้แนวคิด “Co-Creating a Better Society : ร่วมสร้างสังคมไทย เพื่อคนทุกวัย ไปด้วยกัน” ระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

ไฮไลต์สำคัญของงานปีนี้ คือ การเปิดพื้นที่ด้านคนพิการครั้งแรกในรูปแบบมหกรรมระดับประเทศ ภายใต้ความร่วมมือของสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย องค์การคนพิการแต่ละประเภท และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อร่วมออกแบบสังคมแห่งอนาคตที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมเชิงประสบการณ์ที่เชื่อมโยงการพัฒนาทุนมนุษย์ สิทธิ และสวัสดิการอย่างครอบคลุม

โดยในพื้นที่จะนำเสนอ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ บทบาทขององค์การคนพิการในการยกระดับคุณภาพชีวิต นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงของคนพิการ และทิศทางการพัฒนางานด้านคนพิการของประเทศไทย โดยออกแบบพื้นที่ทั้งหมดตามหลัก Universal Design เพื่อรองรับการเข้าถึงของคนพิการทุกประเภทอย่างเท่าเทียม

ภายในงาน SDX 2026 จะประกอบด้วยเวทีปาฐกถาพิเศษ เวทีเสวนานโยบาย การประชุมวิชาการ การแสดงผลงานของภาคีเครือข่าย นิทรรศการเชิงประสบการณ์ (Interactive Exhibition) พื้นที่ทดลองนวัตกรรม (Co-Creation Space) และ Service Clinic ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสิทธิ สวัสดิการ และบริการของภาครัฐได้อย่างใกล้ชิด

พื้นที่จัดแสดงแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนที่ 1. Co-Protect : Social Protection นำเสนอระบบการคุ้มครองและสร้างหลักประกันทางสังคม โซนที่ 2. Co-Develop : People & Opportunities มุ่งพัฒนาศักยภาพและสร้างโอกาสของคนไทยทุกช่วงวัย และ โซนที่ 3. Co-Create : Innovation & Partnership นำเสนอนวัตกรรม เทคโนโลยี และรูปแบบความร่วมมือใหม่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาสังคม

Paddle Board พลิกเกมท่องเที่ยว!! เปิดเส้นทางน้ำสร้างประสบการณ์ใหม่ เปลี่ยนสถานที่เดิมให้มีคุณค่า เชื่อมชุมชน ธรรมชาติ และวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยกิจกรรมเพื่อสุขภาพ

“Paddle Board” เปิดมุมใหม่ให้การท่องเที่ยวไทย
เปลี่ยนแม่น้ำ คลอง และอ่างเก็บน้ำ สู่เส้นทางประสบการณ์ที่ถนนพาไปไม่ถึง

นักท่องเที่ยวหลายคนอาจเคยเดินทางไปยังอยุธยา กาญจนบุรี สมุทรสงคราม หรือชุมชนริมน้ำใกล้กรุงเทพฯ มาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่คำถามสำคัญของการท่องเที่ยวในวันนี้ คือ เราจะสร้างเหตุผลอะไรให้ผู้คนกลับมายังสถานที่เดิมและทำให้การเดินทางครั้งต่อไปไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมในรูปแบบเดิม
หนึ่งในคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ แต่อยู่ที่การเพิ่ม “มิติใหม่” ให้กับทรัพยากรและสถานที่ที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วPaddle Board หรือ Stand Up Paddle Board (SUP) คือกิจกรรมที่เปลี่ยนพื้นที่น้ำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เคลื่อนไหวร่างกาย ใช้เวลากับธรรมชาติ และสัมผัสสถานที่ผ่านประสบการณ์ที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวรูปแบบเดิมกิจกรรมทางน้ำจึงไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบเพิ่มเติมของทริป แต่สามารถกลายเป็นเหตุผลใหม่ของการเดินทาง และเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มคุณค่าให้แก่การท่องเที่ยวไทย

จาก Surf Therapy สู่โอกาสของ Blue Exercise
โครงการ Surf Therapy - From Wave to Wellness ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการนำพื้นที่น้ำมาต่อยอดให้เป็นมากกว่าสถานที่พักผ่อน แต่เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ การทดลองประสบการณ์ใหม่ และการสร้างความทรงจำจากการมีส่วนร่วมกับธรรมชาติแนวคิดนี้เชื่อมโยงกับ Blue Exercise หรือกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ไม่ว่าจะเป็น Surfing, Paddle Board หรือ Wake Board ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการเดินทาง การออกกำลังกาย และประสบการณ์เข้าด้วยกัน
สำหรับ Paddle Board ความน่าสนใจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทะเล เพราะแม่น้ำ ลำคลอง และแหล่งน้ำจืดทั่วประเทศไทย สามารถพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ วิถีชุมชน ธรรมชาติ อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ตลอดทั้งปี

ประเทศไทยมีทั้งทรัพยากรและโอกาสในการพัฒนา Paddle Board Tourism
ศักยภาพของประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีแหล่งน้ำที่หลากหลายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวที่พร้อมรองรับนักเดินทาง
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์ว่าแต่ละพื้นที่มีธรรมชาติที่สวยงาม แต่คือการนำทรัพยากรเหล่านั้นมาออกแบบเป็นกิจกรรมที่มีเส้นทางชัดเจน มีมาตรฐานความปลอดภัย และเชื่อมโยงกับประสบการณ์อื่น ๆ ในพื้นที่ นี่คือการเปลี่ยน “ทรัพยากรที่มีอยู่” ให้กลายเป็น “ประสบการณ์ที่สร้างมูลค่า” โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ SUP Thailand Trips กับการเปิดเส้นทางท่องเที่ยวบนผิวน้ำ หนึ่งในกลุ่มที่มีบทบาทในการนำ Paddle Board มาเชื่อมโยงเปิดประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยวผ่านสายน้ำรูปแบบใหม่ภายในประเทศไทย คือ SUP Thailand Trips ที่เริ่มต้นจากความชอบในการพายของเพื่อนสองคน

คุณเมย์ - รัชกิจ อัศวชินเทพกุล และคุณกอล์ฟ - วัชรพงศ์ กลึงโพธิ์

จากการออกไปพายเพื่อพักผ่อน สำรวจเส้นทางใหม่ และชวนเพื่อน ๆ มาร่วมเดินทาง ค่อย ๆ เติบโตเป็น Community ของคนรัก Paddle Board และพัฒนาเป็นการจัดทริปที่พาผู้คนออกไปสัมผัสเส้นทางน้ำในหลากหลายพื้นที่SUP Thailand Trips เริ่มเผยแพร่เรื่องราวและกิจกรรมการพายมาตั้งแต่ช่วงปี 2563 ผ่านเส้นทางต่าง ๆ เช่น ตลาดโบราณบางพลี บางกะเจ้า และต่อยอดสู่เส้นทางอื่นทั่วประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แนวทางของ SUP Thailand Trips ไม่ได้จำกัดการพายอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่ใช้ Paddle Board เป็นเครื่องมือในการเดินทาง ตั้งแต่ลำคลอง ชุมชนริมน้ำ แม่น้ำสายประวัติศาสตร์ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ไปจนถึงทะเล ไม่ว่าจะเป็นการพายรอบเกาะเมืองอยุธยาผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี การพายในแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี หรือเส้นทางธรรมชาติอย่างเขื่อนทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี ทุกเส้นทางสะท้อนให้เห็นว่า “ผิวน้ำ” ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับกิจกรรม
แต่สามารถเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงนักเดินทางเข้ากับเรื่องราวของแต่ละพื้นที่ได้

“ตอนแรกเราเริ่มจากความชื่นชอบกิจกรรมเดียวกัน คือ ชอบพาย Paddle Board เหมือนกัน เลยชักชวนกันออกไปลองพายเส้นทางใหม่ ๆ ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงโควิด เลยมองเห็นว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ค่อนข้างตอบโจทย์ในสถานการณ์ขณะนั้น เนื่องจากเป็นกิจกรรมในที่โล่ง อากาศโปร่ง มีการเว้นระยะระหว่างกัน จึงชักชวนกันเปิดทริปพายขึ้นมา ชวนคนมาพายด้วย และได้รับความสนใจ มีผู้คนชื่นชอบอยากมาสัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันประเทศไทยมีแม่น้ำ คลอง และแหล่งน้ำที่มีเรื่องราวอยู่เป็นจำนวนมาก หลายสถานที่เป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวรู้จักอยู่แล้ว แต่เมื่อเราเปลี่ยนจากการเดินทางบนถนน มาเป็นการพายบนผิวน้ำ สถานที่เดิมที่เคยมา จะให้ประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปเราได้เห็นทั้งธรรมชาติ วิถีชุมชน และมุมมองจากทางน้ำที่อาจไม่เคยมองเห็นจากบนฝั่ง”

— คุณเมย์ รัชกิจ อัศวชินเทพกุล
ผู้ร่วมก่อตั้ง SUP Thailand Trips

สถานที่เดิม แต่เป็นประสบการณ์คนละแบบ
จุดแข็งของ Paddle Board คือการสร้างวิธีการเดินทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ในการสัมผัสสถานที่ที่หลายคนคุ้นเคย จากพื้นที่ที่เคยเป็นเพียงจุดหมายปลายทาง ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่นักเดินทางได้เข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นเมืองเก่าชุมชนริมน้ำ หรือแหล่งธรรมชาติ การเดินทางผ่านสายน้ำช่วยเปิดมุมมองใหม่ และทำให้ผู้มาพายได้เห็นอีกมุมของสถานที่แตกต่างออกไป “เราไม่จำเป็นต้องหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ทุกครั้ง แต่อาจเริ่มจากการกลับไปค้นหาคุณค่าของสถานที่เดิมด้วยวิธีใหม่ บางคนเคยไปจังหวัดเดิมหลายครั้ง แต่เมื่อได้ลองมองจากมุมจากสายน้ำ มันก็สามารถกลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำใหม่ได้”

— คุณกอล์ฟ วัชรพงศ์ กลึงโพธิ์
ผู้ร่วมก่อตั้ง SUP Thailand Trips

เติมกิจกรรมให้ทริป และเพิ่มเวลาที่นักท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่
Paddle Board สามารถเปลี่ยนการเดินทางจากการเยี่ยมชมเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ให้กลายเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวได้ใช้เวลาและมีส่วนร่วมกับพื้นที่มากขึ้นกิจกรรมนี้สามารถพัฒนาได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ One - day Trip สำหรับผู้เริ่มต้น ไปจนถึง Adventure Route หรือโปรแกรมพักค้างคืนสำหรับนักพายที่ต้องการประสบการณ์ที่ลึกขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มระยะเวลาการเดินทาง พายและแวะทำกิจกรรมต่างๆที่มีในชุมชนนั้นๆ เพื่อกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการในพื้นที่ภายใต้โครงการ Surf Therapy - From Wave to Wellness ทาง SUP Thailand Trips ได้ร่วมจัดกิจกรรม SUP Healing & Harmony @ Kanchanaburi เปิดประสบการณ์ Blue Exercise ผ่านการพาย Paddle Board บนแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี ระยะทางกว่า 19 กิโลเมตร โดยผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ไม่เคยมีประสบการณ์พายมาก่อน แต่ด้วยการออกแบบเส้นทาง การแนะนำพื้นฐาน และการดูแลด้านความปลอดภัย ทำให้ทุกคนสามารถก้าวข้ามความท้าทาย และสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านสายน้ำได้

“เสน่ห์ของ Paddle Board คือไม่ได้มีแค่การพายจากจุดเริ่มต้นไปถึงปลายทาง แต่ระหว่างทางเราได้เห็นธรรมชาติ สัมผัสเสียงน้ำกระทบบอร์ด สายลม แสงแดดได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมทริป ชาวบ้านริมน้ำ และได้ผ่อนคลายจากเรื่องราวหนักๆในหัว หลายคนเริ่มจากไม่เคยพายมาก่อน แต่เมื่อได้ลองใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ เขาจะพบว่าการเดินทางรูปแบบนี้ให้ประสบการณ์ที่แตกต่างจากเดิม”

(— คุณเมย์ รัชกิจ อัศวชินเทพกุล)

เริ่มต้นได้ไม่ยาก แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Paddle Board มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวคือ เป็นกิจกรรมที่ผู้เริ่มต้นสามารถเข้าถึงได้ โดยสามารถเรียนรู้พื้นฐาน เช่น การทรงตัว การควบคุมบอร์ด และค่อย ๆ พัฒนาไปตามระดับความสามารถ

อย่างไรก็ตาม การสร้างประสบการณ์ที่ดีต้องมาพร้อมกับมาตรฐานด้านความปลอดภัย ตั้งแต่การเลือกเส้นทางให้เหมาะสมกับผู้เข้าร่วมกิจกรรม การตรวจสอบสภาพอากาศ กระแสน้ำ การใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมถึงการมีทีมงานดูแลตลอดกิจกรรม เพราะเป้าหมายไม่ได้เป็นเพียงการพานักท่องเที่ยวออกไปทำกิจกรรม แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกมั่นใจ สนุก และอยากกลับมาเปิดประสบการณ์ใหม่อีกครั้ง“หลายคนอาจคิดว่า Paddle Board เป็นกิจกรรมที่ต้องมีประสบการณ์มาก่อน แต่จริง ๆ แล้วถ้ามีการแนะนำพื้นฐาน เลือกเส้นทางที่เหมาะสม และมีทีมงานดูแล ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ สิ่งสำคัญสำหรับเราคือ อยากให้คนที่มาพายได้สนุกกับประสบการณ์ตรงหน้า พร้อมกับรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจตลอดเส้นทาง”

(— คุณกอล์ฟ วัชรพงศ์ กลึงโพธิ์)

ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สนใจธรรมชาติและเคารพพื้นที่
การเดินทางผ่านกิจกรรม Paddle Board ไม่ได้เป็นเพียงการออกกำลังกายกลางแจ้ง แต่ยังเป็นโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดมากขึ้น การอยู่บนผิวน้ำทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้เห็นทั้งความสวยงามของสายน้ำ วิถีชีวิตของผู้คน และความสำคัญของการดูแลพื้นที่เหล่านั้น ในขณะเดียวกัน ผู้จัดกิจกรรมยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อแนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบทั้งการรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำ การลดผลกระทบต่อธรรมชาติ และการใช้พื้นที่ร่วมกับชุมชนอย่างเข้าใจ“เวลาที่เราอยู่บน Paddle Board เราได้อยู่ใกล้กับธรรมชาติมากขึ้น ได้เห็นทั้งความสวยงามและสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำจริง ๆ เราอยากให้ทุกทริปไม่ได้เป็นเพียงการออกไปพาย แต่เป็นโอกาสให้คนได้ร่วมดูแลรักษาพื้นที่ เข้าใจธรรมชาติ และเห็นว่าสายน้ำเป็นพื้นที่ที่ทุกคนมีส่วนช่วยกันดูแล”

(— คุณเมย์ รัชกิจ อัศวชินเทพกุล)
.
Paddle Board กับโอกาสใหม่ของการท่องเที่ยวไทย
การพัฒนา Paddle Board ในมิติของ Blue Exercise ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มกิจกรรมทางน้ำเข้าไปในการท่องเที่ยว แต่คือการต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดคุณค่าใหม่ ผ่านการออกแบบประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้คนกับสถานที่เมื่อได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม Paddle Board สามารถช่วยสร้างเหตุผลใหม่ในการเดินทาง เพิ่มระยะเวลาการอยู่ในพื้นที่ กระจายรายได้สู่ชุมชน และสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ใกล้ชิดธรรมชาติและเต็มไปด้วยประสบการณ์มากขึ้นเพราะบางครั้ง การค้นพบสถานที่ใหม่ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเดินทางไปไกลกว่าเดิมเพียงเปลี่ยนจากถนนมาเป็นสายน้ำ เปลี่ยนจากการยืนมองอยู่บนฝั่ง มาเป็นการพายเข้าไปสัมผัสเมืองเดิม ก็สามารถมอบความประทับใจในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อนได้

ผู้สนใจสามารถติดตามเส้นทาง กิจกรรม และทริป Paddle Board ได้ทาง
Facebook: SUP Thailand Trips

‘รัดเกล้า’ ถก 5 หน่วยงาน!! ยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง คุกล้นกระทบงบ–แพทย์–เครื่องมือ อนุ กมธ. เร่งยกระดับระบบสุขภาพในเรือนจำ พร้อมจับตาเครือข่ายหนุนหลังอาชญากร

“รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง ชี้วิกฤต "คุกล้น" กระทบการดูแล จ่อลุย 3 ประเด็นร้อน สกัดคดีอุกฉกรรจ์ - โทษประหาร – แก้ความรุนแรงในครอบครัว

4 สิงหาคม 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาความยุติธรรม คุณภาพชีวิต การเข้าถึงคุณภาพการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังในเรือนจำ และการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด แถลงผลการประชุมครั้งที่ 6 โดยมีตัวแทนจาก 5 หน่วยงานหลักเข้าร่วม ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข (รวมกรมสุขภาพจิต) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรมราชทัณฑ์ และแพทยสภา

นางรัดเกล้า ระบุว่า การประชุมมุ่งเน้นการเจาะลึกปัญหาสุขภาวะและการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขัง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ "คุกล้น" มีผู้ต้องขังเกินศักยภาพที่เรือนจำจะรองรับได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดสรรงบประมาณ เครื่องมือแพทย์ และบุคลากร อย่างไรก็ดี ทุกหน่วยงานพยายามปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังภายใต้ข้อจำกัด

ด้าน นายยุทธนา นาคเรื่องศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ร่วมชี้แจงถึงการยกระดับระบบบริการสุขภาพ ผ่านโครงการ "ราชทัณฑ์ปัญสุข" การคัดกรองโรคเบื้องต้นตั้งแต่แรกเข้า และการใช้เทคโนโลยี AI ตรวจคัดกรองวัณโรค เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมตามหลักสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ คณะอนุ กมธ. ยังได้หารือถึงกรณีคดีอุกฉกรรจ์ของ "ป๋อง" ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม โดยยืนยันว่าฝั่งนิติบัญญัติจะไม่นิ่งดูดาย และเตรียมหยิบยก 3 ประเด็นสำคัญมาศึกษาอย่างเข้มข้นในสัปดาห์ถัดไป ได้แก่
1.มาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด พิจารณาข้อเรียกร้องของสังคมเกี่ยวกับบทลงโทษประหารชีวิตสำหรับคดีอาชญากรรมร้ายแรง รวมถึงศึกษาข้อจำกัดทางกฎหมายและการบังคับใช้
2.เครือข่ายและผู้หนุนหลัง ตรวจสอบข้อสงสัยเรื่องความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจให้การช่วยเหลืออาชญากร
3.การแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เร่งสังคายนาปัญหาความรุนแรงในบ้าน ซึ่งเป็นต้นตอการหล่อหลอมอาชญากร แต่กลับได้รับแก้ปัญหาอย่างแผ่วเบาในสังคมไทย
นางรัดเกล้า กล่าวด้วยว่า คณะอนุ กมธ. จะเร่งสรุปข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะรัฐมนตรี (ครม.) นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ไทย–สหรัฐฯ จากมิตรประเทศสมัยสยาม!! สู่พันธมิตรยุทธศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ย้อนบทบาทสหรัฐฯ ต่อไทย ก่อนสงครามโลกถึงเสรีไทย รากฐานมิตรภาพกว่า 190 ปี สร้างความสัมพันธ์บนผลประโยชน์และดุลอำนาจ

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.2)

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 (ก่อนปี 1939) สหรัฐอเมริกามีบทบาทต่อไทยในฐานะ "มิตรประเทศ" มากกว่าจะเป็นพันธมิตรทางทหาร โดยความสัมพันธ์เน้นด้าน การค้า การทูต การศึกษา การแพทย์ การเผยแพร่ศาสนา มากกว่าการเมืองระหว่างประเทศ โดย:

1. สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในชาติตะวันตกกลุ่มแรกที่สร้างความสัมพันธ์กับสยาม จุดเริ่มต้นสำคัญคือ สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ระหว่างสหรัฐฯ–สยาม ค.ศ. 1833 ซึ่งลงนามในรัชกาลที่ 3 โดยความสำคัญของสนธิสัญญาดังนี้

-เป็นสนธิสัญญาฉบับแรกของสหรัฐฯ กับประเทศในเอเชีย

-สหรัฐฯ ยอมรับเอกราชของสยาม

-เปิดการค้าระหว่างสองประเทศ

ไม่มีการยึดครองดินแดนหรือแทรกแซงทางการเมืองแบบมหาอำนาจอาณานิคมในยุโรป แม้สหรัฐฯ จะมีอาณานิคมในเอเชียตะวันอออกเฉียงใต้ จึงทำให้สหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็น "มหาอำนาจที่เป็นมิตร"

2. ไม่มีนโยบายล่าอาณานิคมในสยาม ในคริสต์ศตวรรษที่ 19

-อังกฤษครอบครองพม่าและมลายู

-ฝรั่งเศสครอบครองอินโดจีน

แต่สหรัฐฯ ไม่เคยเรียกร้องดินแดนจากสยาม และไม่มีความพยายามทำให้สยามตกเป็นอาณานิคม สิ่งนี้ทำให้รัฐบาลสยามใช้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจตะวันตก

3. การศึกษาและการแพทย์ มิชชันนารีชาวอเมริกันมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสังคมไทย แม้ว่าการเปลี่ยนศาสนาจะมีไม่มาก ผลงานสำคัญ ได้แก่

-การนำการพิมพ์สมัยใหม่เข้ามา

-การจัดพิมพ์หนังสือภาษาไทย

-การเผยแพร่ความรู้ด้านการแพทย์ตะวันตก

-การปลูกฝีป้องกันโรค

-การก่อตั้งโรงเรียนและโรงพยาบาล

บุคคลสำคัญคือ นพ.แดน บีช แบรดลีย์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกการแพทย์แผนตะวันตกและการพิมพ์ในสยาม

4. การค้า ในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 การค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่อง โดย สินค้าสำคัญของไทย ได้แก่

-ข้าว

-ดีบุก

-ไม้สัก

-ยางพารา

สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ

-เครื่องจักร

-เครื่องมืออุตสาหกรรม

-รถยนต์

-สินค้าอุปโภคบริโภค

แม้สหรัฐฯ จะยังไม่ใช่คู่ค้าอันดับหนึ่ง (อังกฤษมีบทบาทสูงกว่า) แต่ความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

5. สนับสนุนการคงอยู่ของเอกราชไทย แม้สหรัฐฯ จะไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในการต่อรองเขตแดน แต่การดำรงความสัมพันธ์อันดีกับมหาอำนาจหลายฝ่าย รวมทั้งสหรัฐฯ ช่วยให้สยามมีพื้นที่ทางการทูตในการรักษาเอกราชท่ามกลางการแข่งขันของจักรวรรดิอังกฤษและฝรั่งเศส

6. หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สหรัฐฯ ยอมรับรัฐบาลใหม่ของไทยอย่างรวดเร็ว และยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตตามปกติ ในช่วงปลายทศวรรษ 1930 ความสัมพันธ์ยังอยู่ในระดับที่ดี แม้โลกจะเริ่มเข้าสู่ความตึงเครียดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

7. ความร่วมมือทางทหาร ก่อนปี 1939 ความร่วมมือด้านการทหารระหว่างไทยกับสหรัฐฯ มีค่อนข้างจำกัด

-ไม่มีสนธิสัญญาพันธมิตรทางทหาร

-ไม่มีฐานทัพสหรัฐฯ ในไทย

-มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการติดต่อทางทหารในระดับจำกัด

บทบาทด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และโดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็น

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1939–1945) ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาเป็นช่วงที่ซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้รัฐบาลไทยจะเข้าร่วมกับญี่ปุ่น แต่สหรัฐฯ ยังคงมองว่า "ประชาชนไทยไม่ได้เป็นศัตรู" และให้การสนับสนุนขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นภายในประเทศ

1. ก่อนญี่ปุ่นบุกไทย (1939–1941) ในช่วงแรกของสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยประกาศวางตัวเป็นกลาง สหรัฐฯ ยังคงมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยตามปกติ และติดตามสถานการณ์ในเอเชียอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการขยายอำนาจของญี่ปุ่น

2. ญี่ปุ่นบุกไทย (8 ธันวาคม 2484) วันที่ 8 ธันวาคม 2484 ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกหลายจุดในประเทศไทย

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ตัดสินใจยุติการสู้รบและยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นทางผ่าน ก่อนจะพัฒนาเป็นความร่วมมือทางทหาร

3. ไทยประกาศสงครามกับสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2485 รัฐบาลไทยประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ คือ มรว.เสนีย์ ปราโมช ปฏิเสธที่จะส่งคำประกาศสงครามให้รัฐบาลสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จึง ไม่ถือว่าไทยอยู่ในสถานะศัตรูโดยสมบูรณ์ ต่างจากสหราชอาณาจักรที่ถือว่า ไทยเป็นประเทศคู่สงคราม

4. การสนับสนุนขบวนการเสรีไทย บทบาทสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ คือการสนับสนุน ขบวนการเสรีไทยในสหรัฐฯ ผ่าน สำนักงานบริการยุทธศาสตร์ (OSI) ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองในช่วงสงคราม (ต้นกำเนิดของ CIA)

-ฝึกเจ้าหน้าที่เสรีไทย

-ส่งอุปกรณ์สื่อสารและอาวุธ

-ลักลอบส่งเจ้าหน้าที่เข้าประเทศ

-ประสานงานข่าวกรอง

เตรียมแผนช่วยปลดปล่อยประเทศไทยจากญี่ปุ่น

ขบวนการเสรีไทยในประเทศมี ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำสำคัญ ขณะที่เสรีไทยในสหรัฐฯ นำโดย มรว.เสนีย์ ปราโมช

5. การโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตร แม้สหรัฐฯ จะสนับสนุนเสรีไทย แต่ก็โจมตีเป้าหมายทางทหารในประเทศไทย เนื่องจากญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานส่งกำลังบำรุง เป้าหมายสำคัญ ได้แก่

-ทางรถไฟ

-สะพาน

-สนามบิน

-คลังเชื้อเพลิง

-โรงงาน

-ท่าเรือ

สหรัฐฯ ระบุว่า จุดมุ่งหมายคือการตัดกำลังของญี่ปุ่น ไม่ใช่ทำลายประเทศไทยในฐานะประเทศศัตรู

6. สิ้นสุดสงคราม เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2488 ขบวนการเสรีไทยเข้าควบคุมสถานการณ์หลายพื้นที่ และประสานงานกับฝ่ายสัมพันธมิตร สหรัฐฯ ยอมรับว่าขบวนการเสรีไทยมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านญี่ปุ่น ผลคือ

-ไทยไม่ถูกยึดครองโดยกองกำลังสัมพันธมิตร

-ไทยไม่ถูกปฏิบัติเช่นเดียวกับประเทศผู้แพ้สงคราม

-ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

7. ผลต่อความสัมพันธ์หลังสงคราม บทบาทของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามวางรากฐานให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงสงครามเย็น ต่อมา ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือด้าน

-ความมั่นคง

-เศรษฐกิจ

-การพัฒนา

-การศึกษา

-การทหาร

จนไทยได้รับสถานะ พันธมิตรหลักนอกนาโต จากสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา

30 ปี กองทุนอนุรักษ์พลังงาน!! จากทุนอนุรักษ์พลังงานสู่ผลลัพธ์จริง ลงทุน 1.42 แสนล้าน สร้างผลประหยัดกว่า 5.16 แสนล้านบาท ส.กทอ.ชี้เงินกองทุนอนุรักษ์ฯ ไม่ใช่รายจ่าย แต่คือการลงทุนลดต้นทุนพลังงานชาติ

เปิดสถิติ 30 ปีกองทุนอนุรักษ์ฯ

แปลงทุนสนับสนุนสู่ผลประหยัดพลังงานกว่า 5 แสนล้านบาท

ส.กทอ.เปิดสถิติการจัดสรรทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาจัดสรรโครงการไปแล้วมากกว่า 142,000 ล้านบาท เกิดผลประหยัดพลังงานคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 500,000 ล้านบาท หรือเกิดการประหยัดเป็นจำนวนเงินมากกว่างบที่จัดสรรกว่า 3 เท่าตัว

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยถึงการจัดสรรทุนตามแผนอนุรักษ์พลังงานตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปี 2568 พบว่า ในภาพรวมมีการจัดสรรทุนให้กับโครงการ 14,870 โครงการ เป็นวงเงินประมาณ 142,306 ล้านบาท และเกิดผลรวมประหยัดพลังงานประมาณ 21,287 ktoe (พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 516,709 ล้านบาท

สำหรับประเภทกิจการที่ได้รับการจัดสรรทุนส่วนใหญ่ ได้แก่ โรงงานและอาคารทั้งในข่ายควบคุมและนอกข่ายควบคุม หน่วยงานภาครัฐ โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ SME และกลุ่มเกษตรกรซึ่งสอดคล้องตามนโยบายรัฐบาล

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การจัดสรรทุนตามแผนอนุรักษ์พลังงานของประเทศได้ดำเนินการเป็นระยะๆ ในช่วงแรกปี พ.ศ. 2538 - 2547 อยู่ในการบริหารจัดการของกระทรวงการคลัง ก่อนมีกระทรวงพลังงาน ต่อมาตั้งแต่ปี 2548 ได้โอนมาอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกระทรวงพลังงาน จนกระทั่งในปี 2562 การถ่ายโอนภารกิจมาเป็นของสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน หรือ ส.กทอ.ในปัจจุบัน

กองทุนอนุรักษ์พลังงานได้สนับสนุนโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนงานวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การยกระดับเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์และภาคอุตสาหกรรม จนเกิดผลลัพธ์ที่ถูกนำไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ภาคชุมชน และภาคครัวเรือน โดยการจัดสรรงบประมาณให้ความสำคัญกับการผลักดันโครงการให้เกิดเป็นรูปธรรม 

ภายหลังจากการจัดสรรทุนให้กับโครงการได้หยุดไปในช่วงปี 2566 – 2567 และเริ่มมีการจัดสรรงบประมาณในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีวงเงินประมาณ 1,253 ล้านบาท เกิดผลประหยัดพลังงานได้ประมาณ 171.26 ktoe/ปี คิดเป็นผลที่ประหยัดได้ราว 7,948 ล้านบาท/ปี ส่วนใหญ่เป็นการสนับสนุน Solar Rooftop/Farm ในหน่วยงานราชการ 141 แห่ง พื้นที่ทุรกันดารที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึงประกอบด้วย ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล 817 แห่ง โรงเรียนรัฐ/โรงพยาบาลรัฐ 71 แห่ง กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน 10 แห่ง รัฐ/รัฐวิสาหกิจ 95 ระบบ รวม 1,134 ระบบ หรือ 19.87 MW คิดเป็นมูลค่าทดแทนไฟฟ้า 111.41 ล้านบาท/ปี 

ทั้งนี้ ยังสนับสนุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานครอบคลุมการสนับสนุนอาคาร/โรงงานควบคุม กว่า 600 แห่ง ให้ดำเนินการด้านพลังงานตาม พ.ร.บ. และกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินลงทุน กว่า 760 ล้านบาท/ปี จากผู้ประกอบการโรงงาน/อาคาร ที่ลงทุนปรับปรุง/ติดตั้งอุปกรณ์มากกว่า 80 แห่ง เกิดผลประหยัดด้านพลังงานมูลค่ารวม 7,836.5 ล้านบาท

สำหรับความคืบหน้าปี 2569 อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดสรรเงิน มุ่งเป้าลดค่าครองชีพประชาชนผ่านการสนับสนุนการติดตั้งพลังงานทดแทนในระบบประปาหมู่บ้านทั่วประเทศกว่า 1,200 แห่ง ระบบบาดาลเพื่อการเกษตรและสาธารณูปโภคกว่า 1,000 ระบบ ระบบผลิตและใช้พลังงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนไฟฟ้าเข้าไม่ถึง 74 พื้นที่ โรงพยาบาลรัฐกว่า 45 แห่ง พื้นที่ความมั่นคงชายแดนกว่า 800 ฐานปฏิบัติการ นอกจากนี้มุ่งสนับสนุนการลงทุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากผู้ประกอบการกว่า 200 แห่ง พลังงานทดแทนจากกลุ่มวิสาหกิจและกลุ่มเกษตรกรกว่า 200 แห่ง

“30 ปีของการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ไม่ได้สร้างเพียงตัวเลขการประหยัดพลังงานที่สูงกว่างบประมาณที่ลงทุนกว่า 3 เท่า แต่ยังสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และนวัตกรรมที่ต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงในทุกภาคส่วน ก่อให้เกิดการลงทุน การขยายผลเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาศักยภาพของประเทศ ซึ่งสะท้อนว่างบที่ใช้สนับสนุน เป็นการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทยในอนาคต” ผู้จัดการส.กทอ. กล่าวในท้ายที่สุด

ทะเลสร้างโอกาสใหม่!! "Blue Exercise" ต่อยอดธุรกิจน้ำ Surf Therapy พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เปลี่ยน Green Season เป็น Surf Season ดันนักท่องเที่ยวคุณภาพสู่ท้องถิ่น

เพราะทะเลเป็นได้มากกว่าพื้นที่พักผ่อน “Blue Exercise” เปลี่ยนคลื่นให้เป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจและการท่องเที่ยวไทย ไปกับ Surf Therapy – From Wave to Wellness

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไป จากการเดินทางเพื่อพักผ่อนหรือเยี่ยมชมสถานที่ สู่การค้นหาประสบการณ์ที่ได้ “ลงมือทำ” เรียนรู้ทักษะใหม่ เชื่อมโยงกับผู้คน และสร้างความทรงจำระหว่างการเดินทาง การท่องเที่ยวในอนาคตจึงไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องจำนวนแหล่งท่องเที่ยวหรือจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องสามารถสร้าง “คุณค่า” ให้เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง ตั้งแต่กิจกรรม ที่พัก อาหาร การบริการ ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวกับผู้คนในพื้นที่ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทาง “Value is the New Volume” ซึ่งให้ความสำคัญกับการเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจและคุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าการมุ่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
หนึ่งในแนวทางที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ของประเทศไทย คือ Blue Exercise หรือกิจกรรม

การเคลื่อนไหวร่างกายในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น ทะเล แม่น้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยสามารถพัฒนาผ่านกิจกรรมได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Surfing, Paddle Board, Wake Board หรือกิจกรรมทางน้ำประเภทอื่น

สำหรับพื้นที่ชายฝั่งทะเลของประเทศไทย โดยเฉพาะภูเก็ต พังงา กระบี่ และจังหวัดชายฝั่งภาคใต้ Blue Exercise ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสำหรับนักกีฬาหรือผู้มีประสบการณ์ แต่สามารถพัฒนาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวสำหรับผู้เริ่มต้น ครอบครัว กลุ่มเพื่อน นักเดินทางรุ่นใหม่ และนักท่องเที่ยวที่ต้องการค้นหาประสบการณ์แตกต่างจากการเที่ยวทะเลในรูปแบบเดิม

จากกิจกรรมทางทะเล สู่สินค้าใหม่ของการท่องเที่ยวไทย
โครงการ Surf Therapy - From Wave to Wellness ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการนำกิจกรรมทางน้ำมาต่อยอดในมิติการท่องเที่ยว เพื่อแสดงให้เห็นว่าทะเลสามารถเป็นได้มากกว่าพื้นที่พักผ่อน แต่เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ การเปิดประสบการณ์ใหม่ และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนในพื้นที่
โดย Surf Therapy ในบริบทนี้ ไม่ได้หมายถึงการรักษาทางการแพทย์ แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านกิจกรรม Surf ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การดูแล และการเรียนรู้ตามระดับความสามารถของผู้เข้าร่วม ประเทศไทยมีต้นทุนพร้อมต่อการพัฒนา Surf : Blue Exercise
ประเทศไทยมีทรัพยากรทางทะเล พื้นที่ชายฝั่ง โรงแรม ธุรกิจบริการ และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวที่พร้อมรองรับนักเดินทางจากทั่วโลก โอกาสสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีทะเลที่สวยงาม แต่คือการนำทรัพยากรเหล่านี้มาออกแบบเป็นกิจกรรมที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย และสร้างรายได้เชื่อมโยงไปยังธุรกิจในพื้นที่ Blue Exercise จึงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา Active Tourism และ Experience-based Tourism ที่เปลี่ยนจากการชวนนักท่องเที่ยวมา “ชมทะเล” ไปสู่การชวนให้เข้ามา “ใช้ชีวิตและสร้างประสบการณ์ร่วมกับทะเล”

Memories Surf House กับวิสัยทัศน์การสร้าง Surf Community
หนึ่งในผู้ประกอบการที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของวัฒนธรรมเซิร์ฟในเขาหลัก จังหวัดพังงา คือ
ต๊ะ–ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช ผู้ร่วมก่อตั้ง Memories Surf House จังหวัดพังงา

Memories Surf House เกิดจากการนำประสบการณ์ของสองกลุ่มสำคัญในวงการเซิร์ฟเขาหลัก ได้แก่ Pakarang Surf School และ Better Surf Thailand มารวมกัน โดย Pakarang Surf School มีประสบการณ์ด้านการสอนเซิร์ฟในพื้นที่เขาหลักมากกว่า 15 ปี ขณะที่ Better Surf Thailand มีบทบาทในการสร้างกิจกรรมและขยายชุมชนนักเล่นเซิร์ฟในประเทศไทย (Memoriessurfhouse)
ในปี 2568 Memories Surf House ได้เริ่มสื่อสารตัวตนในฐานะบทใหม่ของวัฒนธรรมเซิร์ฟเขาหลัก โดยวางแนวคิดให้สถานที่แห่งนี้เป็นมากกว่าโรงเรียนสอนเซิร์ฟ แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงการเรียนเซิร์ฟ วิถีชีวิตชายฝั่ง กิจกรรม ร้านค้า ร้านอาหาร และชุมชนเข้าด้วยกัน วิสัยทัศน์สำคัญของ Memories Surf House คือการทำให้เซิร์ฟเป็นกิจกรรมที่ผู้คนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ลงทะเลเป็นครั้งแรก นักท่องเที่ยวทั่วไป หรือผู้เล่นที่ต้องการพัฒนาทักษะ พร้อมกับยกระดับผู้ฝึกสอนท้องถิ่นและสร้างเส้นทางอาชีพให้แก่คนรุ่นใหม่ในพื้นที่

“สิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการในวันนี้ ถูกพัฒนาขึ้นไปจากเดิมมาก เขาต้องการกิจกรรมที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมจริง ได้เรียนรู้ ได้รู้จักผู้คน และมีเรื่องราวประทับใจกลับไปเล่าต่อ ซึ่ง Surf สามารถสร้างประสบการณ์แบบนั้นให้กับการท่องเที่ยวไทยได้จุดแตกต่างตรงนี้ หากได้รับการพัฒนาและส่งเสริมจากหลายภาคส่วน จะเป็นฟันเฟืองส่งเสริมให้การท่องเที่ยวไทยมีความแตกต่าง มีพลังในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และสร้างมูลค่าทางการตลาดมหาศาลให้แก่ท้องถิ่นและประเทศไทย

— ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช
ผู้ร่วมก่อตั้ง Memories Surf House

เปลี่ยน Green Season ให้เป็น Surf Season
หนึ่งในโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมเซิร์ฟไทย คือช่วง Green Season ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงที่ธุรกิจท่องเที่ยวชายทะเลมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง แต่สำหรับกลุ่มเซิร์ฟ คลื่น ลม และฝน กลับกลายเป็นเหตุผลของการเดินทาง การพัฒนาเซิร์ฟอย่างเป็นระบบจึงสามารถเปลี่ยนมุมมองจาก Low Season ให้กลายเป็น Surf Season และสร้างโอกาสใหม่ให้พื้นที่ชายฝั่ง

เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาเรียนหรือเล่นเซิร์ฟ รายได้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะโรงเรียนสอนเซิร์ฟ แต่เชื่อมโยงไปถึงโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ธุรกิจอุปกรณ์ ผู้จัดกิจกรรม และบริการอื่น ๆ ในพื้นที่
“กิจกรรม Surf สามารถปรับให้ Green Season เป็นฤดูกาลที่เราสร้างสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะขึ้นมาได้ หากผู้ประกอบการมีการวางแผนกิจกรรมที่เหมาะสม มีข้อมูลที่ชัดเจน และสามารถสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งความใส่ใจในการออกแบบประสบการณ์ของแต่ละผู้ประกอบการนั้น จะร่วมเป็นเหตุผลใหม่ในการเดินทางมาทำกิจกรรม Surf ของนักท่องเที่ยวทั้งในไทยและจากต่างประเทศ” (— ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช)

นักท่องเที่ยวคุณภาพ ไม่ได้วัดจากการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว
ในมุมมองของคุณต๊ะ นักท่องเที่ยวเซิร์ฟ และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมทางทะเล จะมีลักษณะแตกต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไป โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักใช้เวลาอยู่ในพื้นที่หลายวันเนื่องจากต้องเรียนรู้และรอสภาพคลื่นที่เหมาะสม หลายคนเดินทางกลับมายังจุดหมายเดิมซ้ำ รวมถึงมีการใช้จ่ายในธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่ค่าเรียน ค่าเช่าอุปกรณ์ ที่พัก อาหาร ไปจนถึงกิจกรรมอื่นระหว่างการเดินทาง อย่างไรก็ตาม ความหมายของ “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ที่จำนวนเงินที่ใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเรียนรู้ เคารพพื้นที่ รักษาสิ่งแวดล้อม สนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน

เมื่อได้รับประสบการณ์และการดูแลที่ดี นักท่องเที่ยวเหล่านี้สามารถกลายเป็นผู้สื่อสารเรื่องราวของประเทศไทยผ่าน ภาพ วิดีโอ รีวิว และการบอกต่อไปยังเครือข่ายของตนเอง ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาวได้มากกว่าการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว “ในการเดินทางเดินทางหนึ่งทริปจะเกิดความทรงจำที่หลากหลาย แต่สำหรับการได้มาเซิร์ฟที่นี่ เขาจะจำได้ว่าใครเป็นคนต้อนรับ ใครช่วยให้เขากล้าลองเล่นเซิร์ฟครั้งแรก และเขารู้สึกอย่างไรในวันที่ลงทะเลและยืนบนแผ่นSurf ได้ ประสบการณ์และการดูแลที่ใส่ใจ คือสิ่งที่จะทำให้นักท่องเที่ยวอยากบอกต่อ และกลับมาอีกครั้ง ซึ่งที่ Memories Surf House เราใส่ใจในมาตรฐาน การดูแลความปลอดภัยของลูกค้า และมารยาทสากลที่ทาง Surf Coach ทุกท่านต้องผ่านการอบรม” (— ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช)

จากโรงเรียนเซิร์ฟ สู่ระบบนิเวศทางธุรกิจ
การเติบโตของอุตสาหกรรมเซิร์ฟไม่ได้หมายถึงการเพิ่มจำนวนโรงเรียนสอนเซิร์ฟเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงผู้ฝึกสอน การเช่าอุปกรณ์ ร้านค้าไลฟ์สไตล์ ที่พัก ร้านอาหาร การจัดกิจกรรม รวมถึงบริการต่าง ๆ ในพื้นที่สำหรับ Memories Surf House การพัฒนาเซิร์ฟไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเรียนการสอน แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์โดยรวม ตั้งแต่กิจกรรมทางทะเล วิถีชีวิตชายฝั่ง (Coastal Lifestyle) ไปจนถึงการพัฒนาผู้ฝึกสอนท้องถิ่นตามมาตรฐาน International Surfing Association และการสนับสนุนเยาวชนในพื้นที่

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า Surf สามารถเติบโตเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เชื่อมโยงกีฬา การท่องเที่ยว วัฒนธรรมชายฝั่ง และชุมชนเข้าด้วยกัน หากมีการพัฒนามาตรฐาน ความปลอดภัย และการสื่อสารที่ชัดเจน แต่ละพื้นที่ก็สามารถสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง และกลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักเดินทางได้Blue Exercise: โอกาสใหม่ที่เริ่มต้นจากทรัพยากรที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว

การพัฒนา Blue Exercise ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการลงทุนขนาดใหญ่ เพราะประเทศไทยมีต้นทุนทั้งทรัพยากรทางทะเล ผู้ประกอบการ ที่พัก ร้านอาหาร และบุคลากรด้านบริการอยู่แล้ว
โจทย์สำคัญคือการนำองค์ประกอบเหล่านี้มาเชื่อมโยง สร้างมาตรฐาน และออกแบบเป็นประสบการณ์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม Surf Therapy ในมิติของ Blue Exercise จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่สะท้อนให้เห็นถึงการนำกิจกรรมทางน้ำมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าใหม่ ทั้งการสร้างรายได้ในช่วง Green Season การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ การสร้างอาชีพ และการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยจากจุดหมายสำหรับการพักผ่อน สู่จุดหมายของประสบการณ์ที่แตกต่างเพราะทะเลไทยไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะวันที่ท้องฟ้าสดใสและผืนน้ำสงบเท่านั้น แม้ในวันที่มีคลื่น ลม และสายฝน ทะเลก็ยังสามารถสร้างกิจกรรม ความทรงจำ และโอกาสใหม่ให้กับการท่องเที่ยวไทยได้เช่นกัน

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรม และรายละเอียดการเรียนเซิร์ฟได้ทาง
Facebook และ Instagram: Memories Surf House


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top