Tuesday, 14 July 2026
NEWS

จีนถวายการต้อนรับ ‘หวัง อี้’ รับเสด็จ ‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ’ ตอกย้ำ สานสัมพันธ์ไทย-จีน ยั่งยืน ย้ำ 50 ปีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและวัฒนธรรมร่วมกัน

นายหวัง อี้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีของประเทศไทย ณ กรุงปักกิ่ง

นายหวัง อี้ ได้กราบบังคมทูลว่าในปี 2568 เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงถวายการต้อนรับ และประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติสำคัญในการส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งเป็นการชี้แนะแนวทางในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นายหวัง อี้ กราบบังคมทูลว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเยือนจีน 57 ครั้งในรอบ 45 ปีที่ผ่านมา เสด็จไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทรงเป็นผู้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน ทรงเป็นพยานในการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยแบบจีน และทรงเป็นผู้ปฏิบัติในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทยอย่างเป็นรูปธรรม พระองค์ทรงเป็นมิตรเก่าแก่และเพื่อนที่ดีของประชาชนชาวจีน และทรงทุ่มเทความพยายามและมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ถวาย “เครื่องอิสริยาภรณ์รัฐมิตราภรณ์” แด่พระองค์เป็นพิเศษ ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทย โดยยึดมั่นในฉันทามติที่สำคัญที่ประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน เพื่อสานต่อมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย เสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทรงปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีตรัสว่า จีนเป็นมิตรที่ดีของประเทศไทย ประเทศไทยซาบซึ้งในความช่วยเหลืออย่างแข็งขันของจีนในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาบุคลากรและทรัพยากรมนุษย์ ในระหว่างการเสด็จเยือนจีน พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมชมโครงการไฮเทคต่างๆ ที่ทรงสนใจและทรงได้รับประโยชน์อย่างมาก พระองค์ทรงหวังที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนกับจีนในหลากหลายสาขาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม และการศึกษา ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และผลักดันให้มิตรภาพไทย-จีนเจริญงอกงามยิ่งขึ้น

กบน.ประกาศลดดีเซล!! ลด 2.14 บาทต่อลิตร ปรับสูตรค่าการกลั่นใหม่ ลดเงินชดเชยตามราคาน้ำมัน กองทุนติดลบกว่า 5.7 หมื่นล้าน

กบน.ประกาศ ดีเซลลดทุกปั๊ม 2.14 บาท หลัง “เอกนัฏ” ปรับสูตรค่าการกลั่น ลดภาระประชาชน มีผลพรุ่งนี้

(8 เมษายน 2569) รมว.พลังงาน เคาะปรับลดราคาขายปลีกดีเซลทุกชนิด 2.14 บาทต่อลิตร หลังปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นรูปแบบใหม่ พร้อมปรับลดอัตราเงินชดเชยหลังราคาน้ำมันโลกลดลงหวังพยุงสถานะกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังวิกฤต ติดลบมากกว่า 57,000 ล้านบาท
 
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยมีมติเห็นชอบให้ปรับ  ลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงครั้งแรก         ในประวัติศาสตร์ โดยใช้สูตรอ้างอิงราคาตลาดกลางสิงคโปร์รูปแบบใหม่ ส่งผลให้ราคาขายปลีก ณ สถานีบริการน้ำมันปรับลดลง 2.14 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม น้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซล B20 อยู่ที่ 43.40 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
 
นอกจากนี้ กบน. ยังเห็นชอบให้ปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาตลาดโลกเมื่อวันที่ 2 เมษายน อยู่ที่ประมาณ 293 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ก่อนปรับลดลงเหลือประมาณ 255 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีการปรับลดเงินชดเชยดีเซล B7 ลง 3.54 บาทต่อลิตร (จากเดิม 18.54 บาทต่อลิตร เหลือ 15.00 บาทต่อลิตร) และดีเซล B20 ลดลง 3.06 บาทต่อลิตร (จากเดิม 20.09 บาทต่อลิตร เหลือ 17.03 บาทต่อลิตร) ส่งผลให้สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายน้อยลง 288.44 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายจ่ายวันละ 1,533.05 ล้านบาท เป็นมีรายจ่าย 1,244.61 ล้านบาท      การลดการชดเชยอัตราเงินชดเชยในครั้งนี้ เพื่อรักษาสมดุลและสร้างเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันฯ ต่อไป
 
ในส่วนของประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 8 เมษายน 2569 พบว่าภาพรวมยังคงน่ากังวล โดยมีสถานะติดลบรวมกว่า 57,762 ล้านบาท แบ่งออกเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 20,254 ล้านบาท บัญชีLPG ติดลบ 37,508 ล้านบาท
 
นายเอกนัฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความร่วมมือคือทางออกของทุกวิกฤต ผมขอขอบคุณ ประชาชนคนไทยที่เข้าใจในสถานการณ์วิกฤติโลกที่ส่งผลกระทบต่อเรา และขอบคุณกลุ่มโรงกลั่น ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาและลดภาระให้แก่สังคม การร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อค่าครองชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความผันผวนของโลกครับ”
 

'บีซีพีจี' ลุยทำสมุด!! เปลี่ยนกระดาษใช้แล้วส่งต่อ ให้น้องในพื้นที่ห่างไกลเรียนรู้ได้ ทำได้ 85 เล่มใน 3 ชั่วโมง ลดคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 8 กิโลกรัม

BCPG จัดกิจกรรม “BCPG Paper Ranger” เปลี่ยนกระดาษใช้แล้วเป็นสมุดทำมือ 

ส่งต่อให้น้องๆ ในพื้นที่ห่างไกล

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรม “BCPG Paper Ranger” โดยพนักงานได้ร่วมกันเปลี่ยนกระดาษ A4 ที่ใช้แล้วเพียงหน้าเดียว ให้กลายเป็นสมุดเล่มใหม่ เพื่อส่งต่อให้น้อง ๆ นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน ณ สำนักงานใหญ่ อาคารเอ็ม ทาวเวอร์ 

ภายในระยะเวลาเพียง 3 ชั่วโมงของกิจกรรมสามารถจัดทำสมุดทำมือได้ถึง 85 เล่ม ด้วยกระดาษใช้แล้วจำนวน 1,700 แผ่น ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตกระดาษจำนวนดังกล่าวได้ประมาณ 8.755 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ 1 ต้น

กิจกรรมนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยผสานสิ่งแวดล้อมและสังคม ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการต่อยอดวัสดุเหลือใช้ ควบคู่กับการลดของเสีย การ Reuse และการสร้างโอกาสทางการศึกษา

“เรือฟริเกต” ไทยคืบหน้า กองทัพเรือเร่งโครงการเรือฟริเกต ชูต่อในประเทศไม่น้อยกว่า 20% เปิดแข่งขันเป็นธรรม 11 บริษัททั่วโลกเข้าชิง โปร่งใส เปิดกว้าง ใช้ผู้สังเกตการณ์

กองทัพเรือเดินหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต กำหนดต่อเรือในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 พร้อมเปิดภาคประชาชนร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ขอชี้แจงความก้าวหน้าของโครงการจัดหาเรือฟริเกต ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์หลักในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศทางทะเล โดยขณะนี้กองทัพเรือได้ดำเนินการจัดทำ ขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) แล้วเสร็จเรียบร้อย โดยครอบคลุมทั้งด้านยุทธการ เทคโนโลยี ความคุ้มค่า และความสอดคล้องกับภารกิจของกองทัพเรือในปัจจุบันและอนาคต

ทั้งนี้ ใน TOR ดังกล่าว กองทัพเรือได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ
การกำหนดให้มีการชดเชยทางด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ เช่น สัดส่วนการต่อเรือภายในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย สร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายในประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในระยะยาว

ภายหลังการจัดทำ TOR แล้วเสร็จ กองทัพเรือได้มีหนังสือเชิญบริษัทที่มีศักยภาพในการต่อเรือฟริเกต และมีประสบการณ์ในระดับสากลจากทั้งยุโรปและเอเชีย จำนวน 11 บริษัท เข้าร่วมยื่นข้อเสนอ ได้แก่ DAMEN NAVAL (เนเธอร์แลนด์) NAVANTIA (สเปน) FINCANTIERI (อิตาลี) TAIS Shipyards และ ASFAT (ตุรกี) ST Engineering Marine (สิงคโปร์) Hanwha Ocean, SK Oceanplant และ Hyundai Heavy Industries (สาธารณรัฐเกาหลี) CSTC (จีน) และ ROSOBORONEXPORT (รัสเซีย) โดยกำหนดรับข้อเสนอใน 21 เมษายนนี้

การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่มุ่งเน้น ความโปร่งใส เปิดกว้าง และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้กองทัพเรือได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด ทั้งในด้านขีดความสามารถของเรือ ความคุ้มค่าในระยะยาว และผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ นอกจากนี้ กองทัพเรือยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใส โดยได้เปิดให้มี ผู้สังเกตการณ์ภาคประชาชนจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ตามข้อตกลงคุณธรรมที่กองทัพเรือได้ลงนามร่วมกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อติดตามกระบวนการจัดหาตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำ TOR การเชิญชวน การยื่นข้อเสนอ การพิจารณาคัดเลือก ตลอดจนถึงขั้นตอนการบริหารสัญญา เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน

กองทัพเรือขอยืนยันว่า โครงการจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้ เป็นการดำเนินการอย่างมีขั้นตอน ชัดเจน ตรวจสอบได้ และยึดถือ ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมมุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล และพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
8 เมษายน

พาณิชย์จับมืออุตสาหกรรม ‘ศุภจี’ ถกคุมเม็ดพลาสติก เตรียมหารือผู้ประกอบการ ย้ำต้องคุมปริมาณ-ต้นทุนให้สมดุล ดันรีไซเคิลแก้ปัญหาขยะพลาสติก

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางการบริหารจัดการเม็ดพลาสติก หลังสหรัฐอเมริกาประกาศหยุดยิงอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยให้การควบคุมดูแลสินค้าต้นทางมีความแน่นอนมากขึ้น

ศุภจี กล่าวว่า "ถ้ามีความแน่นอนเช่นนั้น เราสามารถควบคุมดูแลเรื่องสินค้าต้นทางได้ดีมากยิ่งขึ้น" พร้อมเผยว่า สินค้าควบคุม เช่น เม็ดพลาสติก จะได้รับการดูแลปริมาณและต้นทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อบริหารจัดการได้ดีขึ้น หากมีการหยุดยิงจริงจะเป็นผลดีต่อระบบโดยรวม

ในการประชุมที่จัดขึ้นหลังจากเม็ดพลาสติกถูกประกาศเป็นสินค้าควบคุมเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา มีการหารือกับผู้ประกอบการในเรื่องสต๊อกและราคาที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากความขาดแคลนและต้องมีการสั่งนำเข้าเป็นวัตถุดิบ โดยย้ำว่าการจัดการเม็ดพลาสติกต้องร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย การส่งเสริมการรีไซเคิลเม็ดพลาสติกซึ่งปัจจุบันมีเพียง 20% ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในประเทศไทย

ในการประชุมครั้งนี้ยังมีตัวแทนหลักจากกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมเพื่อหารือความร่วมมือในการจัดการด้านเม็ดพลาสติกอย่างครอบคลุม

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228744?anf=

‘จุลพันธ์’ ลุยกระทรวงแรงงาน เข้ากระทรวงวันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มอบนโยบายเน้นแก้ปัญหาแรงงาน ลดภาระค่าใช้จ่าย รักษาการจ้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานทุกมิติ

‘จุลพันธ์’เข้ากระทรวงแรงงานวันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มอบนโยบายผู้บริหาร ยันพร้อมขับเคลื่อนนโยบาย แก้ปัญหาความเดือดร้อน - ลดภาระค่าใช้จ่าย - รักษาการจ้างงาน - ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานทุกมิติ 

วันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางเข้ากระทรวงแรงงานเป็นวันแรกเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดยได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงานทั้ง 5 จุด ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ และศาลพ่อปู่สุชินพรหมมา จากนั้นถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี โดยมี นางสาวบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน ร่วมต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ กระทรวงแรงงาน

จากนั้น นายจุลพันธ์ เดินทางเข้าห้องทำงานชั้น 6 อาคารกระทรวงแรงงาน และรับมอบแจกันดอกไม้แสดงความยินดีจากผู้บริหารหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน และแขกที่มาร่วมแสดงความยินดี ก่อนที่จะประชุมมอบนโยบายแนวทางการทำงานให้แก่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน

โดยนายจุลพันธ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความรู้สึกว่า รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยนายจุลพันธ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนที่ 20 พร้อมย้ำถึงนโยบายสำคัญที่ได้มอบให้กับผู้บริหารกระทรวงแรงงานในการดูแลแรงงานในภาวะวิกฤตปัจจุบัน และเน้นการเร่งช่วยเหลือแรงงานไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลาง ควบคู่กับการพิจารณามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของแรงงาน เช่น การลดเงินสมทบประกันสังคม และการรักษาระดับการจ้างงาน ซึ่งมุ่งให้เกิดผลภายใน 100 วันแรกของการทำงาน พร้อมทั้งผลักดันการพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และระบบอัตโนมัติ รวมถึงจัดระเบียบแรงงานทั้งในและต่างประเทศให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องแรงงาน เมื่อพี่น้องแรงงานเดือดร้อนก็จะเข้าไปพบปะช่วยแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

สำหรับภารกิจเร่งด่วน ภายหลังจากนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการแล้ว นายจุลพันธ์ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานเตรียมพร้อมขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยทันที เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งกำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ภายใต้ตัวชี้วัด (KPI) ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน
 

เสริมแกร่งงานสื่อสาร ผบ.ตร.ตั้ง “พล.ต.ท.ไตรรงค์” นั่งโฆษก ตร.คนใหม่ เสริมเสริมทัพสื่อสารองค์กร ยกระดับสื่อสารถึงประชาชน ทีมรองโฆษก 5 นาย ร่วมงานต่อเนื่อง

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่งตั้ง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ เป็นโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติคนใหม่ เพื่อเสริมทีมสื่อสารองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลัง พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ อดีตโฆษก สตช. เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล (เออรี่รีไทร์)

ในคำสั่งล่าสุดวันที่ 4 เม.ย. 69 ได้แต่งตั้ง พล.ต.ท.ไตรรงค์ รองจเรตำรวจแห่งชาติและรองโฆษกให้ทำหน้าที่โฆษกหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้การประชาสัมพันธ์เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ และมีประสิทธิภาพ

ทีมรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติประกอบด้วย

  • พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์
  • พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว
  • พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์
  • พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ 
  • พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว

โดยร่วมกันทำหน้าที่เชื่อมตำรวจกับประชาชนในการสื่อสารด้านการบังคับใช้กฎหมายและการป้องกันปราบปราม

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำว่า จะมุ่งพัฒนา "สื่อสารความจริง ถูกต้อง ชัดเจน โปร่งใส ฉับไว ทันเหตุการณ์ และสร้างสรรค์" พร้อมสร้างช่องทางสื่อสารเข้าถึงประชาชนทุกแพลตฟอร์มเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนในภาพรวมขององค์กรตำรวจ

ที่มา : https://shorturl.asia/3nE9f

ดราม่าร้อนแรงบนโลกโซเชียลเกิดขึ้นหลังมีคลิปคนไทยต้มมาม่าที่ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น ก่อนจ่ายเงิน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในไทยแต่ผิดกฎวัฒนธรรมญี่ปุ่น ทำให้ผู้ใช้ญี่ปุ่นวิจารณ์หนักและบางส่วนถึงขั้นขู่แบนคนไทยเข้าประเทศ

เพจเฟซบุ๊ก "Drama-addict" รายงานว่าเหตุการณ์นี้ถูกเผยแพร่โดยบัญชี "Masanews" ที่เล่าข่าวญี่ปุ่นทำคลิปและโพสต์ในทวิตเตอร์ โดยมีคนญี่ปุ่นแสดงความเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่สุภาพ และอาจผิดกฎหมาย เพราะสินค้าที่ยังไม่ชำระเงิน ไม่ถือเป็นทรัพย์สินของผู้ซื้อ ส่วนบางคนแสดงความคิดเห็นรุนแรงขอแบนคนไทยไม่ให้เข้าญี่ปุ่น

ฝั่งคนไทยในโซเชียลตอบโต้ด้วยการชี้แจงว่าพฤติกรรมนี้เป็นปกติในไทย และไม่ควรถูกเหมารวม รวมถึงนำเหตุการณ์ท่องเที่ยวของคนญี่ปุ่นที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในไทยมาเป็นตัวอย่าง ด้านอินฟลูเอนเซอร์ญี่ปุ่น 'Ryota in Thailand' ซึ่งอยู่ในไทยนาน กล่าวว่า "ผมรู้สึกเสียใจมากที่มีคนญี่ปุ่นบางคนพูดถึงประเทศไทยในแง่ไม่ดี จากการกระทำที่ไม่ได้มีเจตนาร้ายของคนไทย"

เหตุการณ์นี้สะท้อนความแตกต่างทางวัฒนธรรมและกฎระเบียบในต่างประเทศ อีกทั้งกระแสขวาจัดในญี่ปุ่นทำให้บรรยากาศต่อคนต่างชาติรุนแรงขึ้น จึงเป็นข้อเตือนใจให้คนไทยศึกษากฎและมารยาทประเทศปลายทางเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ

ที่มา : https://www.amarintv.com/news/social/542294?fbclid=IwdGRjcAQ5luljbGNrBDmW5mV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHjpt5x4knXHY-yQmwpMxZcxxvipU1lhcm_fbWkRpda7wH2qaUQPwhmqcil_k_aem_HwEzHXwr0z47x7mer-aG6A

แค่คิดก็เห็นภาพ อาจารย์ ม.รังสิต ชวนคิด ขบวนรถดินยาวกว่า 1 กิโลเมตร ชี้ชัด 140 คันดินไม่ใช่เรื่องเล็ก ซ่อนอย่างไรก็ยากจะไม่เห็น

เรื่องจาก ม.รังสิต “รถบรรทุกดิน 140 คัน”

ลองนึกภาพเล่น ๆ ว่า “รถบรรทุกดิน 1 คัน” ขนาดมาตรฐานทั่วไป 10 ล้อ

จะยาว ประมาณ 8 เมตร และขนดินได้ราว ๆ 10 ลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 15 ตัน ต่อคัน

(อาจมาก น้อยไปบ้างตามชนิดของรถ) ถ้ามีรถแบบนี้ 140 คัน เอามา “เรียงต่อกันหัวชนท้ายแบบไม่เว้นช่อง” จะได้ความยาวประมาณ 1.12 กิโลเมตร ยาวกว่า สะพานพระราม 8 (475 เมตร)

แบบ “ข้ามไปแล้ว ยังเหลือให้ต่ออีกเป็นขบวน” และยังยาวกว่า สะพานภูมิพล 1 (702 เมตร)

แบบ “ขับเลยสะพานไปแล้ว ยังไม่สุดแถว” แต่ถ้ายังไม่เห็นภาพ

ลองเอามาวางบนแผนที่ชีวิตจริงดู จาก “มหาวิทยาลัยรังสิต” ออกไปจนถึง ถนนพหลโยธิน (ซอย 87) กะตามแผนที ่จะอยู ่ ประมาณ 1.3 – 1.5 กิโลเมตร ขบวนรถบรรทุกดิน 140 คัน จะยาวราว 1.12 กิโลเมตร แปลว่า… ถ้ารถคันแรกเลี ้ยวออกไปใกล้ถึงถนนพหลโยธินแล้ว คันสุดท้ายยังเพิ่งคลานออกจากมหาวิทยาลัยอยู่เลย

หรือพูดให้เห็นภาพขึ้นอีกนิด ถ้าคันหน้าจอดรอให้มอเตอร์ไซด์ที่วิ่งสวนเลนมานับสิบคันตรงปากซอยพหลโยธิน คันหลังอาจยังหาทางออกจากรั้วมหาวิทยาลัยอยู ่ด้วยซ ้า ส่วน “ของที ่บรรทุกมา” รถ 140 คันนนี้ ขนดินมารวมกันจะได้ประมาณ 1,400 ลูกบาศก์เมตร หรือหนักราว 2,100 ตัน ที ่เราสามารถเอาไปถมสนามฟุตบอลทั้งสนาม ให้สูงขึ้นประมาณ 20 เซนติเมตร แบบที่เดินแล้ว รู้สึกได้ว่า “โลกมันยกขึ้นมานิดหนึ่ง” หรือถ้าเอาไปถมสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐาน 25x10 เมตร ลึก 2 เมตร จะได้ประมาณ 3 สระว่ายกันอยู่ดี ๆ อาจกลายเป็นยืนอยู่บนพื้นแบบงง ๆ หรือเอาไปถมที่ดินทาบ้านชั้นเดียวพื้นที่ 100 ตารางเมตร ยกสูงขึ้น 1 เมตร จะได้ประมาณ 14 หลัง

พอทาเสร็จแล้ว คนในหมู่บ้านจะมีสิทธิ์พูดว่า “บ้านเราสูงกว่าชาวบ้าน” แบบไม่ต้องอุปมา แต่ถ้ายังไม่ชัดพอ เอาดินทั้งหมดทาเป็นก้อนเดียว ฐานกว้างสัก 10×10 เมตร จะได้ความสูงประมาณ ตึก 4–5 ชั้น ใช่ครับ…ดินจากรถ 140 คัน รอดหูรอดตาคนเป็นร้อยเป็นพันไปได้ยังไง หาความเป็นจริงจากเหตุและผลครับ ... รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต

ลูกช้างเชือกแรกแห่งปี สวนนงนุชพัทยาจัดพิธีรับขวัญ “พลายมิตรภาพ” รับลูกช้างเชือกแรกปี 69 อย่างเป็นสิริมงคล ตอกย้ำมาตรฐานปางช้างสวนนงนุชพัทยา สะท้อนความสำเร็จอนุรักษ์ช้างไทย

จาก 9 เชือกในปีที่ผ่านมา สู่เชือกแรกปีนี้ “พลายมิตรภาพ” สัญลักษณ์ความสำเร็จการดูแลและอนุรักษ์ช้างไทยของปางช้างสวนนงนุชพัทยา

วันนี้ที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 08.30 น.นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เปิดเผยถึงความสำเร็จในการดูแลและอนุรักษ์ช้างไทยของปางช้างสวนนงนุชพัทยา หลังมีลูกช้างเพศผู้เกิดใหม่เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 จากแม่ช้าง “พังเพชรพัทยา” อายุ 13 ปี และพ่อช้าง “พลายมุก” อายุ 22 ปี โดยได้ตั้งชื่อว่า “พลายมิตรภาพ” ซึ่งถือเป็นลูกช้างเชือกแรกของปี 2569

ในปีที่ผ่านมา ปางช้างสวนนงนุชพัทยามีลูกช้างเกิดใหม่รวม 9 เชือก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการดูแลและขยายพันธุ์ช้างไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแม่ช้าง “พังเพชรพัทยา” ที่เคยแท้งลูกเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 9 เดือน ก่อนที่ทีมสัตวแพทย์และควาญช้างของสวนนงนุชพัทยาจะร่วมกันดูแล ฟื้นฟูสุขภาพ และติดตามการตั้งครรภ์อย่างใกล้ชิด จนสามารถให้กำเนิดลูกช้างได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรงในครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จของการตั้งครรภ์ครั้งที่สอง

ในโอกาสเดียวกัน สวนนงนุชพัทยาได้จัดพิธีรับขวัญลูกช้างอย่างเรียบง่าย  โดยมีพระครูเกษมกิตติโสภณ เจ้าคณะตำบลภูตาหลวง วัดสามัคคีบรรพต เป็นประธานประกอบพิธี   ภายในพิธีมีขบวนนางรำและขบวนโขลงช้างกว่า 30 เชือก พร้อมพิธีคล้องพวงมาลัย ผูกสายสิญจน์ และเจิมหน้าผากแม่ช้างและลูกช้าง ตามประเพณีปฏิบัติของสวนนงนุช  เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่แม่ช้างและลูกช้าง

ทั้งนี้ ปางช้างสวนนงนุชพัทยาได้รับ หนังสือรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง (Good Practices for Elephant Camps) จากกรมปศุสัตว์ และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ โดยเป็นปางช้างแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าว สะท้อนถึงระบบการดูแลช้างที่ให้ความสำคัญต่อสวัสดิภาพสัตว์และการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

ทั่วโลกจับตา!! จากเวที K-POP สู่เวทีโลก ศิลปินไทยคนแรกกับเพลงบอลโลก 2026 ASCAP โผล่ชื่อ ‘ลิซ่า’ เครดิตเพลง “GOALS” ลุ้นจารึกชื่อในมหกรรมฟุตบอลโลก

'ลิซ่า' ลลิษา มโนบาล ศิลปินเคป็อประดับโลกชาวไทย มีโอกาสได้ร่วมโปรเจกต์เพลงประกอบการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย ซึ่งจัดขึ้นใน 3 ประเทศเจ้าภาพ คือ เม็กซิโก, แคนาดา และสหรัฐอเมริกา

เพลงที่ชื่อว่า "GOALS" ถูกจดทะเบียนกับ ASCAP องค์กรดูแลลิขสิทธิ์ด้านดนตรีในสหรัฐฯ โดยเครดิตการแสดงมีชื่อของ 'ลิซ่า', Anitta, Rema และ Tropkillaz รวมถึงชื่อ FIFA ด้วย

ยังไม่มีการประกาศยืนยันจาก FIFA ว่าเพลงนี้จะใช้เป็นเพลงหลักในฟุตบอลโลก 2026 จริงหรือไม่ แต่หากเกิดขึ้น 'ลิซ่า' จะเป็นศิลปินไทยคนแรกที่ได้มีส่วนร่วมในเพลงประกอบมหกรรมฟุตบอลโลก

ปี 2026 จะเป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลกขยายทีมเข้าร่วมแข่งขันเป็น 48 ชาติทั่วโลก ซึ่งเพิ่มโอกาสและความหลากหลายให้กับทัวร์นาเมนต์ระดับโลกนี้

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1634743/

เวทีแห่งอนาคต!! เปิดศึก Cabling Contest ปีที่ 14 เฟ้นหาสุดยอดเยาวชนสายโครงข่าย รับถ้วยพระราชทานจากราชวงศ์ พร้อมทุนรวมกว่า 400,000 บาท

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จัดแถลงข่าวเปิดการแข่งขัน "Cabling Contest #14" ที่จะเริ่มขึ้นในปีนี้ เพื่อพัฒนาเยาวชนไทยด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และสร้างบุคลากรคุณภาพสำหรับอนาคตในยุคดิจิทัล

การแข่งขันนี้เปิดรับนิสิต นักศึกษา ระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี สมัครในรูปแบบทีมละ 2 คน ผ่านรอบคัดเลือกออนไลน์ใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ จากนั้นคัดเลือกทีม 30 ทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในจังหวัดระยอง ระหว่าง 19-21 พฤศจิกายน 2569 พร้อมกิจกรรมอบรมและพัฒนาทักษะเข้มข้น

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการบริษัท กล่าวว่า "จากความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่จะนำเทคโนโลยีพัฒนาประเทศและเยาวชนไทยเป็นกำลังสำคัญ เข้าสู่เวทีแห่งการเรียนรู้และแข่งขันที่ยกระดับมาตรฐานบุคลากรในสายโครงข่ายอย่างแท้จริง" การแข่งขันนี้ได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐหลัก

รางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศรวมทุนการศึกษา 30,000 บาท พร้อมถ้วยพระราชทานและใบประกาศเกียรติคุณ นอกจากนี้ยังมีทุนและรางวัลรองชนะเลิศ ทีมที่เข้ารอบแต่ละภูมิภาคได้รับอุปกรณ์ฝึกฝนและใบประกาศนียบัตร เพื่อส่งเสริมศักยภาพต่อไป

การจัดนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทดสอบทักษะ แต่ยังเป็น "จุดเริ่มต้นของอนาคต" ที่สนับสนุนเยาวชนไทยให้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ เป็นเวทีสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ที่พร้อมรับมือกับเศรษฐกิจดิจิทัล


ที่มา : https://interlink.co.th/news/detail/KdUtKTGb7C

โยกย้ายนาวาเอก!! พล.ร.ท.อภิชาติชี้เหตุผล มั่นใจไม่ใช่กลั่นแกล้ง นาวาเอกธรรมนูญเหมาะสม ย้ำหมุนเวียนตามตำแหน่งปกติ

พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินและ ผู้บัญชาการ ป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด

กล่าวถึงการโยกย้ายนาวาเอกธรรมนูญ วรรณา จาก ผบ.หน่วยเฉพาะนาวิกโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) ไปเป็น ผบ.หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ (นปท.ทร. ) ว่า  ผมเข้าใจดีว่าพี่น้องประชาชนคนไทยชื่นชม ทหารนักรบ  และ ถือว่า นาวาเอก ธรรมนูญ  ที่นำการสู้รบกับกัมพูชา นำ แผ่นดินไทยกลับคืนมา

นาวาเอก ธรรมนูญ ก็เป็นลูกน้องผม  ผมเป็นคนเลือกเขามาเป็น ผบ.ฉก.นย.ตราด เอง ผมเอง ก็ร่วมรบอยู่กับเขา ตลอดกว่า 20 วันที่ผ่านมา อยู่กับเขา  ช่วยกันคิดวางแผนแก้ปัญหาตลอด ไม่ได้นอนด้วยกัน  จึงไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้ง หรือโยกย้าย เพราะมีความผิดแต่อย่างใด ไม่มีความผิด แต่เป็นการโยกย้าย  หลังจาก มีการขยับ  ผบ.นปท.ทร. คนเดิม  ไปเป็นรองนายพล  ตำแหน่งนี้ว่างลง ผมก็ได้พิจารณาแล้วว่า นาวาเอกธรรมนูญ  เหมาะสมเพราะทำงานชายแดน มาตลอดตั้งแต่ชายแดนใต้  มีความรู้เรื่องระเบิด จนมาอยู่ ฉก.นย.ตราด  โดยตำแหน่งนี้ คุมทั้ง จันทบุรีและ ตราด  และต้องทำงานร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ  (กองบัญชาการกองทัพไทย หรือ TMAC ด้วย

“ ตอนผม เป็น ผบ.ฉก.นย.ตราด ผมก็เป็น6  เดือน    มันเป็นตำแหน่งสนามที่มีการหมุนเวียน  เพราะผู้บังคับบัญชาก็ต้องขยับให้เหมาะสมกับสถานการณ์  ผมเป็นคน ตั้ง นาวาเอกธรรมนูญ  มาเป็น  ผู้การ ตราด เอง มาเตรียมการรบด้วยกัน และผมก็อยู่กับเขาตลอดในห้วงการรบ 20 วัน  ที่ผ่านมา เขาก็เป็นลูกน้องผม ไม่ใช่จะไปกลั่นแกล้ง และไม่ใช่ย้าย เพราะมีความผิดใดๆ  แต่มีผลงาน รบเพื่อชาติมา แต่ตำแหน่งก็ต้องหมุนเวียนขยับกันไปตามวงรอบ  เพราะ “ผมไม่ได้เปลี่ยนม้ากลางศึก  แต่ช่วงนี้ น.อ.ธรรมนูญ รบเสร็จ รบชนะแล้ว ยึดคืนแผ่นดินไทยได้แล้ว  สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป จึงให้นาวาเอกธรรมนูญ  ได้เปลี่ยนหน้าที่ เพราะการประจำอยู่หน้าแนวในสถานการณ์แบบนี้  ก็ย่อมเครียด และมีปัญหาให้แก้ไขตลอด และตำแหน่ง “ผบ.นปท.ทร.” จะได้ “พสร. ” ด้วย  แล้วผมกำลัง จะเสนอเพิ่มขั้น ให้ด้วย  ผมดูแลลูกน้อง”

ผมรู้อยู่แล้วว่า ถ้าโยกย้าย นาวาเอกธรรมนูญ  ก็คงมีประชาชนไม่พอใจ หรือทัวร์ลงผม แต่มันเป็นการจัดวางตัวบุคคลให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และเป็นการหมุนเวียน ตำแหน่งตามปกติของนาวิกโยธิน และ กปชจต. และยืนยันว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเผชิญหน้า อะไรกับฝ่ายทหารกัมพูชา เพราะถือว่า นาวาเอกธรรมนูญ ได้ทำหน้าที่ ตามสไตล์ของเขา ที่เป็นแนวนักรบ อยู่แล้ว  แต่มันเป็นวงรอบ พอดี
ให้นาวาเอกธรรมนูญ  ได้ไปทำหน้าที่  “ผบ.นปท.ทร” ที่ดูแลทั้ง จันทบุรีและตราดรวมถึงต้องทำงานประสานกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ  กองบัญชาการกองทัพไทย หรือTMAC ด้วย
ขณะที่ นาวาเอก ธรรมนูญ  วรรณา  กล่าวขอบคุณชาว จันทบุรี-ตราด ที่ช่วยให้เราสามารถนำบ้าน 3 หลัง กลับคืนมาได้


ส่วนสาเหตุที่แท้จริง นั้น ผมตอบไม่ได้  ว่าเพราะอะไร
แต่ยอมรับว่า  บางครั้ง ผมก็ดื้อเหมือนกัน แต่ก็ทำไป เพื่ออธิปไตยของประเทศชาติ ที่ผ่านมา ผมก็ทำในสิ่งที่เหมาะสม  เพราะผมต้องดูแลลูกน้อง ให้ปลอแภัยและ ภารกิจสำเร็จ“  นาวาเอก ธรรมนูญ  กล่าว


ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=26505379069093867&id=100001454030105&rdid=qf9mV5vTTuJqxKiD#

 

เด็กไทยลุยมหาวิทยาลัยชั้นนำ ‘น้องภูมิ’ รับเข้าเรียนมหาวิทยาลัยดังทั่วโลก Stanford, Oxford, Yale รับพร้อมกันในปีนี้ รางวัลและผลงานวิจัยระดับนานาชาติมากมาย เป็นแรงบันดาลใจและความหวังของชาติ

สุดยอดเด็กไทยที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกแทบทุกแห่ง ทั้งอเมริกาและอังกฤษรับเข้าเรียนในปีนี้ 2569

วันที่28มีนาคม2569 วันประกาศผลการรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกา    และของโลกพร้อมกัน (IVY DAY) เด็กไทยน้อง ภูมิกาญจ แต่ดุลยสาธิต หรือน้องภูมิ นักเรียน Shrewsbury International School แสดงความสามารถรอบด้านและผลการศึกษายอดเยี่ยมในระดับสากล ทำให้มหาวิทยาลัยขั้นนำทั่วโลกทั้งอเมริกาและอังกฤษแทบทุกแห่งตอบรับให้เข้าเรียนพร้อมกันในปีนี้ไม่ว่า Stanford University มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ,University Of Oxford มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของอังกฤษ ,Yale University ,University of Pennsylvania M&T Program ,UC Berkeley MET Program  , UCLA ,UC Irvine ,UC San Diego ,UC Davis , University of Edinburgh , University of Manchester

เปิดประวัตินัองภูมิที่มหาวิทยาลัยเบอร์หนึ่งของโลกแทบทุกที่รับเข้าเรียนปีนี้

 - ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารกองทุนการกุศลเพื่อนักกีฬาเด็กที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาที่ขาดทุนทรัพย์ Playing Forword Fund
 -เหรียญเงิน การแข่งขันเศรษฐศาสตร์โอลิมปิคนานาชาติที่ฮ่องกงปี2024
 -เหรียญเงิน การแข่งขันบริติชฟิสิกส์โอลิมปิค ปี2024
 -นักโต้วาทีเยาวขนทีมชาติไทย ที่เข้าแข่งขันบนเวทีนานาชาติทั่วโลก
-รางวัลเยาวชนไทยที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ด้านวิชาการปี 2025และ2026จากนายกรัฐมนตรี
-ตัวแทนประเทศไทยและเป็นTop5ในการแข่งขัน Plublic Speaking ระดับโลกปี2025ที่ประเทศมาเลเชีย
-Top25 อันดับแรกของโลกในการแข่งขัน Emerging Innovator Awards
-ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์และเจ้าของอนุสิทธิบัตรผลงานวิจัยระดับนานาชาติในหลายผลงาน เข่น โครงการ Muay Thai Head Guard เพื่อลดผลกระทบทางสมองในเด็กที่ชกมวยไทย, โครงการActimusเครื่องกระตุ้นฟื้นฟูกล้ามเนื้อจากการบาดเจ็บในเด็กนักกีฬาโดยทำงานร่วมกับระบบประสาท ผ่านการเล่นเกมส์และเสียงดนตรี
- ผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมระดับสากล คะแนนTop In The World IGCSE Mathematics A ,ได้คะแนนA*ในทุกวิชา12วิชา,คะแนน Top In Thailand AS Physics และรางวัลThe World Scholar’s Cup
- นักแสดงหลักในละครเพลง We Will Rock You จัดโดยShrewsbury International Schoolและเรียนฝึกฝนเปียโนโดยสอบได้ในระดับ8Distinction
-ผ่านหลักสูตรพัฒนาศักยภาพและความเป็นผู้นำต่างๆ เช่น Yale Young Global Scholars(YYGS) ,Shift Silicon Valley Entrepreneurship
 -รางวัลจากนานาชาติและระดับประเทศ เช่น
Top 25 LIMITLESS WORLD SUMMIT
Emerging Innovator ที่ประเทศเกาหลี แคนาดาและอเมริกา
 -รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 25 (พ.ศ. 2568)
 โดยน้องภูมิเป็นลูกชายคนเล็กของคุณพ่อประเสริฐ  แต่ดุลยสาธิต ผู้สนับสนุนและที่ปรึกษาของลูกๆ เป็นมือผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับต้นๆที่เป็นที่ยอมรับของเมืองไทยและดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอาคารชุดไทยในปัจจุบัน และคุณแม่กาญจนา แต่ดุลยสาธิต ผู้ใกล้ชิดดูแลลูกๆจนประสบความสำเร็จในการเรียนระดับนี้ทุกคน โดยน้องภูมิมีพี่สาวสองคน โดยพี่สาวคนโตน้องพลอยพัทธ์ จบการศึกษาปริญญาตรีสาขา Economicsจาก UC Berkeley USAซึ่งอยู่ในTop5ของโลก และได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาปริญญาโทMBAที่ Stanford University ชึ่งเป็นหลักสูตรบริหารธุรกิจชั้นนำของโลก โดยมีสถาบันชั้นนำของโลกตอบรับพร้อมกันเช่น Wharton หลังจากผ่านการทำงานInvestment Bankingที่ธนาคาร JP Morgan และพี่สาวคนที่สองน้องภัทร์ภร จบการศึกษาปริญญาตรีเกียรตินิยม Chemical Engineering จาก UC Berkeley USAซึ่งอยู่ในTop3ของโลก และกำลังศึกษาปริญญาโทในสาขาเดียวกันที่University of Cambridge ประเทศอังกฤษ

   ความพร้อมทั้งตัวน้องภูมิเองและครอบครัวที่คอยสนับสนุนระดับนี้นี่เอง ที่ทำให้มหาลัยชั้นนำของโลกแทบทุกมหาลัยตอบรับให้เข้าเรียน น้องภูมิเป็นตัวอย่างที่ดีเป็นแรงบันดาลใจแก่เด็กไทยและครอบครัวคนไทยที่สามารถแข่งขันกับเด็กทั่วโลกได้ ที่สำคัญเป็นความหวังของประเทศไทยในอนาคตที่จะมีคนรุ่นใหม่อย่างน้องภูมิหลายๆคน เมื่อจบการศึกษาที่ดีขนาดนี้แล้วจะกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไป สุดยอดเด็กไทย และสุดยอดครอบครัวคนไทย ความหวังประเทศ
 

ไมโครซอฟท์บุกไทย!! เตรียมลงทุนเพิ่ม 1 พันล้านดอลลาร์ เดินหน้าลงทุน Data Center-Cloud-AI ดันไทยสู่ AI-First Nation ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัล

วันนี้ (วันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายแบรด สมิธ (Mr. Brad Smith) รองประธานกรรมการบริหารและประธาน บริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น และคณะ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเยือนประเทศไทย สรุปสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมบทบาทของไมโครซอฟท์ในการขับเคลื่อนนวัตกรรม ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาด้านดิจิทัลของไทย พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของไมโครซอฟท์ในไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ และพัฒนาการให้บริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายแบรด สมิธ ยืนยันความเชื่อมั่นของไมโครซอฟท์ต่อประเทศไทย ประชาชนไทย และรัฐบาลไทย โดยไมโครซอฟท์เตรียมประกาศแผนการลงทุนในไทยเพิ่มเติมจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ในโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI พร้อมทั้งมีความร่วมมือกับภาคเอกชนของไทย และให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากรไทย ซึ่งทั้งหมดนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นของไมโครซอฟท์ต่ออนาคตของประเทศไทย

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นสำคัญร่วมกัน ดังนี้
ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรีไมโครซอฟท์มีแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI ในไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและดิจิทัลของประเทศ โดยรัฐบาลสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) ตลอดจนสนับสนุนให้ไมโครซอฟท์ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค โดยไทยมีความพร้อม โดยเฉพาะในด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์กลางของภูมิภาค ซึ่งนายแบรด สมิธ ยืนยันที่จะสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจและดิจิทัลของรัฐบาล และพัฒนาความเป็นพันธมิตรระยะยาวกับไทย เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีย้ำการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์ ภาคเอกชนไทย และภาครัฐ  เพื่อการขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล โดยเชื่อว่าความร่วมมือเหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำด้าน AI ของภูมิภาค (AI-First Nation)

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรียังย้ำความตั้งใจของไทย ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะการพัฒนาการศึกษาและทักษะของแรงงาน ขอบคุณความมุ่งมั่นของไมโครซอฟท์ในการส่งเสริมทักษะดิจิทัลและ AI ให้กับคนไทย โดยเฉพาะการเสริมศักยภาพครู การยกระดับทักษะแรงงาน และการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ด้านศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยี โดยนายแบรด สมิธ กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีการนำ AI เข้ามาใช้งานเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีการใช้ AI สูงขึ้นอย่างมาก โดยไมโครซอฟท์พร้อมสนับสนุนรัฐบาล ผ่านโครงการที่ไมโครซอฟท์กำลังดำเนินการอยู่ ได้แก่ โครงการฝึกอบรมครู องค์กรไม่แสวงหากำไร และเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้เข้าถึงทักษะด้าน AI


ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/162741?fbclid=IwY2xjawQ4TgNleHRuA2FlbQIxMABicmlkETF3Mk44SGk5bVpPTDZSOEdxc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHu92NvZGdNWtFIe_zdrpaKKcAYJ-nRSyUzYxSg1QehYt39WX3sptoahKaBtd_aem_71Xa73RMDK1z5MyCc5iMxQ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top