Saturday, 17 October 2026
NEWS

เก้าอี้ประธานฟีฟ่าสั่นคลอน!! จากแผนขายหุ้นฟุตบอลโลกสู่ศึกชิงอำนาจ ‘อินฟานติโน’ ถูกมองต้องหาที่พึ่งทางการเมือง หลังดีลขายหุ้นฟุตบอลโลกจุดกระแสต่อต้านทั่วโลก รายงานอ้างหวังให้ทีม ‘ทรัมป์’ ช่วยประคองตำแหน่ง

จานนี อินฟานติโน ต้องการให้ทีมงานรัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ช่วยเรื่องการรักษาตำแหน่งประธานฟีฟ่าของตนเองไว้ หลังกำลังเผชิญกระแสโจมตีอย่างหนัก

สำนักข่าวนิวยอร์กโพสต์รายงานว่า จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ต้องการให้ทีมงานรัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ช่วยเหลือในเรื่องการรักษาตำแหน่งของตนเองไว้

อินฟานติโนตกเป็นประเด็นโจมตีจากการนำเสนอแผนขายหุ้นการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งก่อให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจนต้องพับแผนลง แต่หลายฝ่ายมองว่าประธานฟีฟ่ารายนี้สมควรอำลาตำแหน่งด้วย

รายงานระบุว่าอินฟานติโนได้มีกำหนดหารือกับ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา รวมถึงยังมีคำกล่าวอ้างจากแหล่งข่าวที่บอกว่าประธานฟีฟ่ารายนี้จะติดต่อหานักการทูตระดับสูงของสหรัฐด้วย

แหล่งข่าวรายหนึ่งบอกว่า “เขาต้องการพูดคุยกับรัฐมนตรีผ่านทางออนไลน์เกี่ยวกับวิธีที่ทำให้ฟุตบอลเป็นรูปแบบหนึ่งของอำนาจทางการทูตสำหรับอเมริกา แต่เรารู้กันดีว่าการคุยกันหนนี้มันเกี่ยวกับการรักษาตำแหน่ง”

รายงานยังอ้างคำกล่าวของแหล่งข่าวอีกว่าอินฟานติโนพยายามติดต่อหาทรัมป์แต่ไม่สำเร็จ และประธานฟีฟ่ากำลังรู้สึกโดดเดี่ยวหลังเผชิญกระแสข่าวเชิงลบมากมาย ซึ่งทางสำนักข่าวบอกว่าได้ติดต่อหาฟีฟ่าและกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกาเพื่อขอคุยเรื่องนี้แล้ว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10346808

‘เนวิน’ แจงดราม่าขาสั้น!! ยันบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีฯ ขาสั้นไม่ใช่ตัวชี้วัดศรัทธา ย้ำเคารพองค์พ่อจตุคามรามเทพมาตลอดกว่า 10 ปี แจงเจ้าหน้าที่ไม่เคยทักท้วงเรื่องแต่งกาย

เนวิน ชิดชอบ กล่าวบนเฟสบุ๊ค

เคารพ ศรัทธา และบูชาด้วยหัวใจ

มากกว่า 10 ปีแล้วที่ สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาทำพิธีบวงสรวงสักการะองค์พ่อจตุคามรามเทพ ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

องค์พ่อจตุคามรามเทพ คือ สิ่งศักดิ์สิทธิที่ผมบูชา และอัญเชิญขึ้นอยู่บนคอผม จนถึงทุกวันนี้
ทุกๆ ปี ผมจะพานักฟุตบอลทุกคน ทีมโค้ช และเจ้าหน้าที่ทีมทุกคน มาทำพิธีสักการะ ขอพรจากองค์พ่อจตุคามรามเทพ และผมจะนำถ้วยแชมป์ทุกรายการที่ได้จากการแข่งขัน เข้าประกอบพิธีด้วย
พิธีบวงสรวงสักการะเช่นนี้ จัดเป็นประจำทุกปี ก่อนจะเปิดฤดูกาลการแข่งขัน เป็นความเชื่อ เป็นศรัทธา ของผม ในฐานะประธานสโมร และเป็นการแสดงออกถึงความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของนักฟุตบอล และเจ้าหน้าที่ทีม ทุกคน

เป็นสิ่งเตือนใจให้ทุกคนได้ระลึกว่า เคยมากล่าววาจาใดๆ ที่ศาลหลักเมือง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่ประดิษ ฐานอยู่ ณ ที่แห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งจิตอธิษฐานว่าจะซื่อสัตย์ต่ออาชีพนักฟุตบอล เพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเอง และเพื่อความสำเร็จร่วมกันของสโมสร

นับตั้งแต่มาทำพิธีบวงสรวงสักการะที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นแชมป์ทุกปี จะต้องมี ถ้วยแชมป์รายการใดรายการหนึ่งติดมือให้แฟนๆ ได้ชื่นชม ครอบครองเป็นเจ้าของร่วมกัน
ทุกปีที่มาทำพิธี สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ติดต่อประสานงานกับสำนักงานศาลหลักเมือง เอง จ่ายค่าใช้จ่าย ประกอบพิธี เอง เพราะเป็นกิจกรรมของสโมสร ไม่ใช่งานของจังหวัด หรืองานที่จัดโดยส่วนราชการ ใดๆ

ปีแรกๆ ที่มา นอกจากนักฟุตบอล ทีมโค้ช และเจ้าหน้าที่ทีม แล้ว ก็มีเพื่อนๆ ในวงการฟุตบอล และแฟนบอล ที่รู้ ก็จะมาร่วมกันทำพิธี และพูดคุย ทักทายกัน

ปีหลังๆ นี้เอง ที่จะมีข้าราชการ และ สส. สจ. สท. ในพื้นที่ ในฐานะเจ้าบ้าน เข้ามาร่วมด้วย สโมสรฯ ก็ให้ เกียรติทุกท่าน เชิญร่วมพิธี เพราะถือว่าทุกท่านให้เกียรติแก่สโมสร

ปีนี้ ที่เห็น รองนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึง สส. สจ.หลายคนมาร่วมพิธีด้วย ทุกคนเป็นผู้ร่วมงาน เป็นแขกของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทั้งนั้น

ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ หรือร่วมเป็นเจ้าภาพ และ ไม่ใช่งานของจังหวัด ที่เชิญผมไปเป็นประธาน แต่ เป็นกิจกรรม ที่สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จัดขึ้นเอง โดยผมในฐานะประธานสโมสรฯ เป็นประธานงานบวงสรวงสักการะ ทุกปีอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องการแต่งกายของผม เป็นสิทธิส่วนตัวของผม ที่สะดวกสบายแบบนี้ ผมมาทำพิธีด้วยการใส่เสื้อสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และกางเกงขาสั้น แบบนี้ ทุกปี เป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักงานศาลหลักเมือง อนุญาต ไม่เคยทักท้วงสักครั้ง
การแต่งกาย ด้วยกางเกงขายาว หรือ ขาสั้น ไม่อาจบอกได้ว่าเรามีความเคารพ เชื่อถือ ศรัทธา หรือไม่ อย่างไร

แต่การปฏิบัติของผม เป็นประจำมานานกว่า 10 ปีแล้ว บ่งบอกได้ว่าผมมีความเคารพ ศรัทธา และบูชาองค์พ่อจตุคามรามเทพ ด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยเครื่องแต่งกาย

ส่วนท่านที่วิพากษ์วิจารณ์การแต่งกายของผม ก็เป็นสิทธิของท่าน ผมไม่โต้ตอบ ไม่ชี้แจง เพียงแต่จะเรียนว่า ถ้าไม่ใช่ งานที่ผมเป็นเจ้าภาพเอง แล้ว ทุกงานที่ผมไปร่วมด้วยเสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น เป็นงานที่เจ้าภาพอนุญาต ผมจึงไปร่วม

ผมขอเรียนว่าผมให้เกียรติทุกคนที่ให้เกียรติผม

เนวิน ชิดชอบ
ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย!

เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย!
กลับมาเจอเพื่อนเก่า คิดถึงทุกคนครับ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
กล่าวให้กำลังใจกับสมาชิกพรรคประชาชน หลังจากกลับจากสหรัฐอเมริกา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1606020097550426&id=100044273537483&rdid=yxMx4vOkOY6sZsaI#

รณรงค์คัดแยกขยะต้องเริ่มที่ระบบ!! เมื่อประชาชนยังไม่มั่นใจว่าแยกแล้วไม่ถูกเทรวม “ไม่แยก ไม่เก็บ” อบจ.นครศรีฯ ถูกตั้งคำถาม ทำได้จริงหรือไม่ หากระบบเก็บขยะยังไม่พร้อมทั้งจังหวัด

แคมเปญ “ไม่แยก ไม่เก็บ” ของ อบจ.นครศรีฯ จะสัมฤทธิ์ผลหรือ….?

องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ออกแคมเปญใหม่รณรงค์คัดแยกขยะด้วยวลี “ไม่แยก ไม่เก็บ เริ่ม 1 สิงหาคม

การรณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกขยะมาจากภาคครัวเรือน เป็นวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อความสะดวกในการเก็บขยะ แต่การบอกว่า ”ไม่แยก ไม่เก็บ“ ไม่หน้าจะถูกต้อง

จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ยัง ไม่พบข้อมูลว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช (อบจ.นครศรีฯ) มีภารกิจจัดเก็บขยะด้วยรถเก็บขยะของตนเอง หรือมีการเปิดเผยจำนวนรถเก็บขยะในครอบครอง อย่างเป็นทางการ ซึ่งในทางปฏิบัติ อบจ.นครศรีฯ ไม่น่าจะมีรถเก็บขยะเป็นของตนเอง และไม่รู้จะไปเก็บขยะตรงไหน เพราะไม่มีพื้นที่เป็นของตนเอง พื้นที่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล

การเก็บขยะมูลฝอยจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นหลัก ไม่ใช่ อบจ. ซึ่ง อบจ. มักมีบทบาทสนับสนุน เช่น การจัดทำศูนย์กำจัดขยะ การสนับสนุนงบประมาณ หรือโครงการด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น รณรงค์ให้คัดแยกขยะ เป็นต้น

การออกแคมเปญว่า ไม่แยก ไม่เก็บ ถามว่าอบจ.นครศรีฯ มีรถเก็บขยะหรือไม่?
จากข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ ยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ามีรถเก็บขยะสำหรับออกให้บริการเก็บขยะประจำพื้นที่ มีกี่คันก็ยังไม่พบข้อมูลการขึ้นทะเบียนหรือการเปิดเผยจำนวนรถเก็บขยะของ อบจ.นครศรีฯ

การออกแคมเปญว่า ไม่แยก ไม่เก็บ จึงไม่น่าจะเป็นแคมเปญที่ถูกต้อง แต่การรณรงค์ให้คัดแยกจากครัวเรือนเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้ว แต่การใส่คำว่า ไม่เก็บไปด้วย ได้คุยได้หารือกับ อบต./เทศบาล ทั้งหมดในนครศรีฯแล้วหรือยัง เพราะถ้า อบต./เทศบาล ไม่ร่วมด้วยแคมเปญนี้ก็จบข่าว

ลอง อบต./เทศบาล ไม่เก็บขยะดูสิ น่าจะยุ่งแน่ๆ ขยะก็จะถูกใส่ถุงดำมากองไว้เต็มหน้าบ้านแน่นอน และจะส่งผลกระทบต่อ อบต./เทศบาลนั้นๆโดยตรง ทั้งในแง่ภาพลักษณ์ และคะแนนนิยมของผู้บริหาร ชาวบ้านที่ไม่สำนึกคัดแยกขยะก็จะไม่แยแส ไม่สนใจ และเอาขยะยัดใส่ถุงดำกองไว้หน้าบ้านประจานผู้บริหารเองนั้นแหละ

ถามว่าสำนึกรับผิดชอบในการคัดแยกขยะของคนไทยมีแค่ไหน ตอบได้ว่า “ดีขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่ยังอยู่ในระดับปานกลาง” และยังมีช่องว่างระหว่าง “ความตั้งใจ” กับ “การลงมือทำ”

งานวิจัยหลายชิ้นในประเทศไทยพบว่า คนไทยส่วนใหญ่รู้ว่าการคัดแยกขยะเป็นเรื่องสำคัญ และมีทัศนคติที่ดีต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง การคัดแยกขยะอย่างสม่ำเสมอยังไม่เกิดขึ้นในวงกว้าง

สาเหตุสำคัญ ได้แก่
-คนจำนวนมากไม่มั่นใจว่าคัดแยกแล้วจะถูกนำไปแยกต่อจริงหรือไม่
-ระบบจัดเก็บของบางพื้นที่ยังเก็บรวมกัน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “แยกไปก็เท่านั้น”
-การแยกขยะมีต้นทุนด้านเวลาและพื้นที่ โดยเฉพาะในบ้านหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด
-แรงจูงใจทางเศรษฐกิจยังมีผลสูง คนมักแยกเฉพาะของที่ขายได้ เช่น ขวดพลาสติก กระดาษ หรือกระป๋องอลูมิเนียม มากกว่าขยะประเภทอื่น

หากประเมินภาพรวมแบบคร่าว ๆ อาจแบ่งได้ดังนี้
-ประมาณ 20-30% คัดแยกเป็นประจำ
-ประมาณ 40-50% คัดแยกเป็นบางครั้ง หรือแยกเฉพาะของที่มีมูลค่า
-ที่เหลือ ยังทิ้งรวมเป็นส่วนใหญ่

ตัวเลขนี้เป็นการประเมินจากภาพรวมของงานวิจัยหลายชิ้น ไม่ใช่สถิติระดับประเทศอย่างเป็นทางการ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ปัญหาของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ “จิตสำนึก” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ระบบ ด้วย เพราะเมื่อประชาชนเห็นรถเก็บขยะเทรวมทุกประเภทเข้าคันเดียว ความตั้งใจในการคัดแยกก็ลดลง แม้ในหลายพื้นที่จะมีการแยกขยะในภายหลังโดยพนักงานหรือผู้รับซื้อของเก่า แต่ภาพที่ประชาชนเห็นคือ “ขยะถูกเทรวมกัน” ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง

หากจะทำให้คนไทยคัดแยกขยะมากขึ้น ต้องมีทั้ง 3 เรื่องเดินไปพร้อมกัน คือ

1. สร้างความรู้และปลูกฝังพฤติกรรม
2. จัดระบบเก็บขยะที่แยกประเภทอย่างชัดเจนและโปร่งใส
3. สร้างแรงจูงใจ เช่น ระบบรับซื้อขยะรีไซเคิลหรือสิทธิประโยชน์สำหรับผู้คัดแยก

เมื่อประชาชนเชื่อว่า “แยกแล้วไม่สูญเปล่า” พฤติกรรมการคัดแยกขยะก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามผลการศึกษาหลายฉบับในประเทศไทย

ถ้าศึกษาจากข้อมูลนี้ แคมเปญ “ไม่แยก ไม่เก็บ” จึงไม่น่าจะสัมฤทธิ์ผล ตราบเท่าที่ยังไม่แก้ทั้งระบบ

ม.รังสิตจับมือสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย!! คณะไอที ม.รังสิต เปิดเกม AI การเงิน ปั้นบัณฑิตลงทุนรุ่นใหม่ วิเคราะห์งบ–สแกนความเสี่ยงตลาดทุน เร่งตลาดทุนไทยโตยั่งยืน

ปลดล็อกศักยภาพตลาดทุนไทย! วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี (คณะไอที) ม.รังสิต จับมือ สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ดึง AI ปฏิวัติหลักสูตรวางแผนการเงิน มุ่งผลิตบัณฑิตสายการลงทุนพันธุ์ใหม่ พร้อมติดอาวุธ AI ให้ผู้ลงทุนและอาสาพิทักษ์สิทธิฯ วิเคราะห์งบ สแกนความเสี่ยงบริษัทจดทะเบียนอย่างแม่นยำ      

รศ.ดร.เชฏฐเนติ ศรีสอ้าน  รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี  (คณะไอที) มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จริงในตลาดทุน พร้อมเดินหน้าพัฒนาหลักสูตร “การวางแผนการเงินด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์” ซึ่งเป็นการต่อยอดจากหลักสูตรสารสนเทศการลงทุนที่เปิดสอนมาตั้งแต่ปี 2556                               

รศ.ดร.เชฏฐเนติ กล่าวว่า หลักสูตรใหม่นี้เป็นการนำประสบการณ์การเรียนการสอนด้านการเงิน การลงทุน และเทคโนโลยีสารสนเทศที่สั่งสมมากว่า 1 ทศวรรษ มาผสานกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อมุ่งผลิตบัณฑิตที่สามารถนำ AI มาเป็นผู้ช่วยในการวิเคราะห์งบการเงิน วางแผนการลงทุนส่วนบุคคล และสรุปข้อมูลซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ความร่วมมือครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในตลาดทุนผ่านการฝึกงานและสหกิจศึกษา บนแนวคิดสำคัญว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่นักวางแผนการเงิน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประมวลผลข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ โดยผู้ใช้งานยังคงต้องใช้วิจารณญาณ จริยธรรม และความรับผิดชอบในการตัดสินใจเป็นสำคัญ” รศ.ดร.เชฏฐเนติระบุ             

ด้าน นายมงคล ลีลาธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับศักยภาพของนักลงทุนและบุคลากรในตลาดทุนให้เท่าทันเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น โดยได้เริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการอบรม “การให้ความรู้นักลงทุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ที่จะมีการอบรมทุกวันเสาร์ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์  โดยเริ่มตั้งแต่วันเสาร์ 1, 8 และ 15 สิงหาคม 2569เพื่อเตรียมความพร้อมให้อาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น นำไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายมงคล อธิบายเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจะมุ่งเน้นการใช้ AI ค้นหาและประมวลผลข้อมูล วิเคราะห์งบการเงิน และแบบ 56-1 One Report รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI ประเมินมูลค่ากิจการด้วยเทคนิค Reverse DCF ตลอดจนทำหน้าที่เป็น “Devil’s Advocate” ในการตั้งคำถามและท้าทายสมมติฐานทางธุรกิจ เพื่อให้เห็นความเสี่ยงเชิงลึกและสรุปข้อมูลออกมาในรูปแบบ Infographic 2 หน้าที่ถูกต้องและเข้าใจง่าย

“สมาคมฯ เชื่อมั่นว่า เมื่อผู้ลงทุนรายบุคคลมีทักษะในการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้การคุ้มครองสิทธิผู้ถือหุ้นเป็นไปอย่างโปร่งใส รอบด้าน และทำให้ตลาดทุนไทยเติบโตอย่างยั่งยืน” นายมงคล กล่าวทิ้งท้าย

ในโลกของหุ่นยนต์และ AI ผมขอย้ำว่า ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การรู้ทุกอย่าง

ในโลกของหุ่นยนต์และ AI
ผมขอย้ำว่า ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ไม่ใช่การรู้ทุกอย่าง
แต่คือการตระหนักว่ายังมีอีกมากที่เราไม่รู้
เพราะการยอมรับความไม่รู้
คือจุดเริ่มต้นของการค้นพบครั้งใหม่

ชิต เหล่าวัฒนา
ผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี

Eat Play Root Fest เทศกาลสร้างเมืองด้วยอาหาร เปลี่ยนความสัมพันธ์ผ่านมื้อข้าว รวมกิจกรรมเวิร์กชอปและบทสนทนา 30 ส.ค. ที่ Na Café กรุงเทพฯ

Eat Play Root Fest เมืองที่น่าอยู่ เริ่มต้นจากผู้คนที่นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกัน
ชวนมาสร้างเมืองที่อบอุ่น...ผ่านอาหารหนึ่งมื้อไปด้วยกัน
เทศกาลที่เชื่อว่า "อาหาร" คือจุดเริ่มต้นของการสร้างชุมชน

ถ้าเมืองที่เราอยากอยู่ ไม่ได้เริ่มจากการสร้างตึกใหม่ แต่เริ่มจากการที่ผู้คนรู้จักกันมากขึ้น แบ่งปันกันมากขึ้น และนั่งกินข้าวร่วมกันมากขึ้นล่ะ?

Eat Play Root Fest คือเทศกาลแห่งประสบการณ์ ที่ชวนทุกคนมาเชื่อมโยงกับตัวเอง ผู้คน และธรรมชาติ ผ่านเวิร์กชอป อาหาร และบทสนทนาที่ออกแบบมาอย่างตั้งใจภายใต้แนวคิด Deep Ecology ที่เชื่อมคนด้วยความคิดว่าเรามีมากพอที่จะแบ่งปันกัน

ผู้เข้าร่วมสามารถเดินเลือกเข้าร่วมฐานกิจกรรมได้ตามความสนใจตลอดทั้งวัน ผ่าน Event Passport ที่จะพาคุณออกเดินทางไปตามแต่ละประสบการณ์

ไฮไลต์ของงาน
Community Meal มื้ออาหารร่วมกันกับเชฟและผู้เข้าร่วม ภายใต้แนวคิด Eating Therapy เพราะเราเชื่อว่า "การกินข้าวร่วมกัน" คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดี (เฉพาะผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า)

ปิดท้ายด้วย Community Dialogue ชวนทุกคนมาร่วมแลกเปลี่ยนไอเดีย และออกแบบ "ชุมชนและเมืองที่เราอยากเห็น" ไปด้วยกัน

เราอยากให้คุณกลับบ้านพร้อมความรู้สึก...
- อิ่มใจ
- อิ่มท้อง
- และอิ่มความหวัง ว่าเมืองที่อบอุ่นเริ่มต้นได้จากผู้คนธรรมดาที่เลือกเชื่อมโยงและแบ่งปันกัน

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569
- 09.00 – 16.00 น.
-Na Café at Bangkok 1899
https://maps.app.goo.gl/SFUMAtz7D6L7XUJx6

ลงทะเบียนล่วงหน้า 30 ที่นั่ง

ผู้ลงทะเบียนทุกประเภทบัตรจะได้รับ
- คูปอง Community Meal
- คูปองเครื่องดื่มจาก Na Café
มูลค่ารวม 150 บาท

เมื่อครบ 30 สิทธิ์ จะปิดการจองอาหารกลางวัน แต่ยังสามารถ Walk-in เข้าร่วมกิจกรรมและเวิร์กชอปต่าง ๆ ได้ตลอดทั้งวัน

สมัครวันนี้ได้ที่: https://forms.gle/CGjmaTcZG1uu871a6
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม
Facebook : Eat-Play-Root Journey
Instagram : @eatplayroot.journey

เด็กไทยสร้างประวัติศาสตร์!! คว้ารองแชมป์โลก Excel ที่สหรัฐฯ เมืองแอนาไฮม์ แข่งขันปีที่ 24 ทั่วโลก 36 ประเทศ ทักษะดิจิทัลเยาวชนไทยโดดเด่น

เด็กไทยสร้างประวัติศาสตร์ คว้ารองแชมป์โลก Microsoft Excel บนเวที Microsoft Office Specialist
World Championship 2026

ARIT ภูมิใจส่งตัวแทนเยาวชนไทยสร้างชื่อเสียงระดับโลก ตอกย้ำศักยภาพทักษะดิจิทัลของประเทศไทย

บริษัท เออาร์ไอที จำกัด (ARIT) ขอแสดงความยินดีกับ นายธนวิชญ์ ถาวรกาญจน์
นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย
ด้วยการคว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 (2nd Place) ในการแข่งขัน Microsoft Office Specialist
World Championship 2026 โปรแกรม Microsoft Excel ซึ่งจัดขึ้น ณ เมือง Anaheim รัฐ California
ประเทศสหรัฐอเมริกา

การแข่งขัน Microsoft Office Specialist World Championship จัดขึ้นโดย Certiport, a Pearson VUE Business เพื่อค้นหาสุดยอดเยาวชนผู้มีความสามารถด้านการใช้ Microsoft Office จากทั่วโลก
และนับเป็นเวทีการแข่งขันทักษะดิจิทัลระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับสูงสุดรายการหนึ่งของโลก
ในปี 2026 การแข่งขันจัดขึ้นเป็นปีที่ 24 โดยมีผู้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศจำนวน 135 คน จาก 36 ประเทศที่มีอายุระหว่าง 13–22 ปี เข้าร่วมแข่งขันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเยาวชนจากนานาประเทศตอกย้ำคุณค่าของการรับรองทักษะ Microsoft Office Specialist (MOS) ในการเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพในอนาคต

ในฐานะผู้แทนอย่างเป็นทางการของ Certiport ในประเทศไทย บริษัท เออาร์ไอที จำกัด
ได้รับสิทธิในการดำเนินการคัดเลือกและส่งตัวแทนเยาวชนไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Microsoft Office
Specialist World Championship มาอย่างต่อเนื่องโดยมีพันธกิจในการยกระดับมาตรฐานทักษะดิจิทัลของเยาวชนไทยและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพบนเวทีระดับโลก
ความสำเร็จของนายธนวิชญ์ในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนความสามารถและความมุ่งมั่นของผู้เข้าแข่งขัน
แต่ยังเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าเยาวชนไทยมีศักยภาพในการแข่งขันกับผู้แทนจากนานาประเทศได้อย่างทัดเทียม หากได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง นายวรเทพ มงคลวาที ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เออาร์ไอที จำกัด กล่าวว่า

เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับความสำเร็จของน้องเจมส์ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองและเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยอีกจำนวนมาก ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า

ทักษะดิจิทัลไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการเรียนหรือการทำงาน
แต่สามารถสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยก้าวไปแข่งขันและสร้างชื่อเสียงบนเวทีระดับโลกได้จริง

ARIT ยังคงมุ่งมั่นผลักดันการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและมาตรฐานสากล ผ่านการจัดการแข่งขัน MOS Olympic Thailand Competition 2027 เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทย ได้เรียนรู้ พัฒนาทักษะ Microsoft Word, Excel และ PowerPoint พร้อมก้าวสู่การเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขัน Microsoft Office Specialist World Championship 2027 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา
สำหรับเยาวชนที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารการสมัครเข้าร่วมโครงการในปีต่อไปได้ที่
www.aritcompetition.com

“แลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์” รับถ้วยพระราชทาน!! ทีมวิ่งการกุศลร่วมพลัง 174 คนร่วมวิ่งการกุศลวันสภากาชาด บริจาค 141,600 บาท สนับสนุนกิจกรรม ถ้วยรางวัลทีมที่มีผู้เข้าร่วมสูงสุด

ทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ประเทศไทย รับถ้วยรางวัลพระราชทานในกิจกรรมวิ่งการกุศล "Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026"

ทีมงานและผู้สำเร็จหลักสูตรรวม 174 คน ร่วมใจกันสนับสนุนสภากาชาดไทย ผ่านการเข้าร่วมการแข่งขันเป็นทีมและการสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม

ทีมงาน ผู้นำโปรแกรม และผู้สำเร็จหลักสูตรจากแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ประเทศไทย (Landmark Worldwide Thailand ) รวม 174 คน ได้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งการกุศล Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในนามทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย

ทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ร่วมฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานนี้ โดยส่งตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันครบทั้ง 4 ระยะ ได้แก่ 2 กิโลเมตร (36 คน ), 7 กิโลเมตร (51 คน ), 10 กิโลเมตร (54 คน ) และฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร (33 คน ) นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนยังบริจาคเงินส่วนตัวเพื่อสนับสนุนสภากาชาดไทย รวมเป็นเงินบริจาคทั้งสิ้น 141,600 บาทโดยประมาณ

การแข่งขันครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นและเส้นชัย ณ หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร โดยเส้นทางวิ่งทอดผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นจุดเด่นสำคัญ รวมถึงสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันโดดเด่นของกรุงเทพฯ ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเลือกแข่งขันได้หลายระยะทาง ส่งผลให้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลายพันคนมารวมพลังกันสนับสนุนสภากาชาดไทย

ด้วยพลังความร่วมมือและการร่วมบริจาค ทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ จึงได้รับถ้วยพระราชทานในพิธีมอบรางวัลภายหลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน โดยรางวัลดังกล่าวมอบให้แก่ทีมที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมการแข่งขันมากที่สุด

ในงานวิ่งครั้งนี้ สมาชิกทีมสวมเสื้อที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ โดยด้านหน้าพิมพ์ข้อความ "RUN for Transformation" และด้านหลังพิมพ์ข้อความ " อย่าแพ้เสียงในหัว " เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ในการสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างความเป็นไปได้ใหม่ และให้พลังผู้คนได้สร้างผลลัพธ์ในชีวิตที่ให้แรงบันดาลใจและไปเหนือกว่าสิ่งที่คาดเดาได้

จากความตั้งใจของทีมงานและสมาชิกในชุมชนแลนด์มาร์คที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน เพื่อเสริมสร้างสุขภาพของตนเองควบคู่ไปกับการสนับสนุนกิจกรรมการกุศล ได้ก่อให้เกิดเป็นทีมผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 174 คน ที่ร่วมใจกันเตรียมความพร้อม ฝึกซ้อม และลงแข่งขันไปด้วยกัน สำหรับผู้เข้าร่วมหลายคน กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างนิสัยใหม่ ๆ กระชับความสัมพันธ์ และทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

"นี่คือช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน" จี๊ป ตั้งกิตติสุวรรณ ผู้นำแลนด์มาร์คฟอรั่ม ประเทศไทย กล่าว "วันนี้ ผู้สำเร็จหลักสูตรจากแลนด์มาร์คได้มารวมตัวกันเพื่อร่วมงานวิ่ง Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026 เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทาน และภาคภูมิใจที่สุดกับคุณค่าของรางวัลนี้ ที่สะท้อนถึงการร่วมแรงร่วมใจกันด้วยเป้าหมายเดียวกันในการสนับสนุนสภากาชาดไทย นับเป็นภาพสะท้อนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างชัดเจน"

เกี่ยวกับแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ :
แลนด์มาร์คนำเสนอหลักสูตรต่าง ๆ ในกว่า 20 ภาษา ครอบคลุมกว่า 124 ประเทศทั่วโลก โดยมีผู้เข้าร่วมแลนด์มาร์คฟอรั่มแล้วกว่า 3.5 ล้านคน และก่อให้เกิดโครงการเพื่อสังคมกว่า 250,000 โครงการทั่วโลก ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์

ที่มา : แลนด์มาร์ค

จีนขยับบทบาทผู้นำภูมิอากาศโลก!! ครั้งที่ 2 รวมผู้เชี่ยวชาญ 300 คน จาก 23 ประเทศ UNDP–HIT เปิด Climate Leadership Initiative เชื่อมเทคโนโลยี ธุรกิจ และนโยบายภูมิอากาศ มุ่งยกระดับบทบาทสากลของจีน

สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุมนานาชาติว่าด้วยภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2 พร้อมเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ

การประชุมนานาชาติว่าด้วยภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ (International Conference on Climate Leadership) ครั้งที่ 2 จัดขึ้น ณ เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคม 2569 โดยมีคณะบริหารธุรกิจของสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน (Harbin Institute of Technology: HIT), สถาบันการก่อสร้างอย่างยั่งยืน เดอะ บาร์ตเลตต์ (The Bartlett School of Sustainable Construction) แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) และสมาคมเศรษฐกิจจีนประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป (Chinese Economic Association UK/Europe) เป็นเจ้าภาพร่วม การประชุมครั้งนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการกว่า 300 คน จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย 111 แห่ง ครอบคลุม 23 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก พร้อมด้วยผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ภาคธุรกิจ และวารสารวิชาการชั้นนำ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดและแนวปฏิบัติระดับโลกด้านภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมร่วมผลักดันองค์ความรู้และแนวทางของจีนเพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลก นอกจากนี้ โครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ (The Climate Leadership Initiative) ที่ร่วมกันนำเสนอโดยสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินและ UNDP ยังได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งนี้

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกเข้าร่วมเป็นวิทยากรหลักอย่างคับคั่ง ประกอบด้วยสมาชิกของราชสมาคมแห่งแคนาดา สถาบันสังคมศาสตร์แห่งออสเตรเลีย สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งยุโรป และราชสมาคมแห่งเอดินบะระ ตลอดจนบรรณาธิการบริหารของวารสารวิชาการชั้นนำระดับนานาชาติ เช่น Academy of Management Journal และ Review of Economic Studies นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงจากองค์กรต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ อดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) สมาชิกสภาบริหารของสมาคมวิจัยพลังงานแห่งประเทศจีน และผู้ช่วยผู้แทน UNDP ประจำประเทศจีน วิทยากรเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในสาขาการจัดการ เศรษฐศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของโลกในสาขาดังกล่าว

ขณะเดียวกัน บรรณาธิการบริหารจากวารสารวิชาการชั้นนำกว่า 10 ฉบับ ซึ่งรวมถึงวารสารในเครือ Nature Portfolio และ Cell Press ได้เข้าร่วมการประชุมสำหรับบรรณาธิการวารสาร เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางและแนวโน้มสำคัญของวงการวิชาการ นอกจากนี้ องค์กรระหว่างประเทศชั้นนำ 5 แห่ง ได้แก่ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP), โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP), องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF), สถาบันทรัพยากรโลก (WRI) และ Climate Bonds Initiative (CBI) ได้เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดย UNDP เป็นองค์กรแรกที่จัดการประชุมคู่ขนานของตนเองภายในงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและอิทธิพลของการประชุมนี้ในเวทีนานาชาติ

ภายในการประชุมมีการเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเน้นย้ำบทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ ในการเชื่อมโยงนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ แนวปฏิบัติทางธุรกิจ และการกำหนดนโยบายด้านการกำกับดูแลเข้าด้วยกัน โครงการดังกล่าวยังส่งเสริมให้มีการกระชับความร่วมมือระหว่างคณะบริหารธุรกิจ คณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันวิจัย และภาคธุรกิจ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินในการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านสหวิทยาการของมหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยของจีนก้าวจากการเป็นผู้มีส่วนร่วม สู่การเป็นผู้นำในการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลก

ในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำที่บูรณาการความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารธุรกิจเข้าด้วยกัน สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินได้สร้างเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่เปิดกว้างสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การรวบรวมนักวิชาการชั้นนำจากทั่วโลก ไปจนถึงการเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า มหาวิทยาลัยของจีนไม่เพียงมีบทบาทในฐานะผู้มีส่วนร่วมเท่านั้น แต่ยังสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้กำหนดวาระและผู้ขับเคลื่อนการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลกได้อีกด้วย และด้วยวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้าง สถาบันวิศวกรรมศาสตร์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับศตวรรษแห่งนี้ ยังคงเดินหน้านำเสนอองค์ความรู้และแนวทางของจีน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลกต่อไป

ที่มา: สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน

ญี่ปุ่นไม่ฟ้องหญิงไทยวัย 28 ปี!! จากผู้ต้องสงสัยสู่การไม่ฟ้อง เชื่อไม่รู้ว่ากาแฟมีไอซ์ซุกซ่อน หลังอัยการเห็นเป็นผู้หิ้วสินค้าโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง เตรียมผลักดันกลับประเทศไทยต่อไป

อัยการญี่ปุ่นสั่ง “ไม่ฟ้อง” น.ส.จุฑาทิพย์ หญิงไทยวัย 28 ปี หิ้วกาแฟซุกไอซ์ ถูกจับได้ที่สนามบินฟุกุโอกะ

โดยมองว่าหญิงคนดังกล่าวไม่มีเจตนา หรือน่าเชื่อได้ว่า “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” กับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ เป็นเพียงผู้หิ้วนำเอาสินค้าซึ่งไม่รู้ว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติดเข้าญี่ปุ่น

อีกทั้งไม่เคยมีประวัติที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด หรือพัวพันในเรื่องยาเสพติดมาก่อน จึงเตรียมผลักดันกลับประเทศไทยต่อไป

หมายเหตุ โดย RonallChersan

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3740121786140488/?rdid=tSFE6xilmVkkbMXc#

เปิดแนวทางจัดการมรดกดิจิทัล ลิขสิทธิ์ 50 ปี จากคลิปท่องเที่ยวสู่ทรัพย์สินทางปัญญา ‘ฮลุน โซโล่’ ยังได้รับคุ้มครองลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินฯ แนะทายาทยื่นจัดการมรดก ก่อนดูแลบัญชียูทูบและผลประโยชน์ของ ‘ฮลุน โซโล่’

กรมทรัพย์สินทางปัญญาแจง คลิปยูทูบของ “ฮลุน โซโล่” ยังได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ 50 ปีนับจากวันเผยแพร่ครั้งแรก ขณะที่สิทธิในช่องและรายได้สามารถตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทโดยธรรมได้ พร้อมแนะยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อดำเนินการดูแลบัญชีต่อไป

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของ “ฮลุน โซโล่” ภายหลังเสียชีวิต โดยระบุว่า คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนยูทูบถือเป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์

คลิปวิดีโอมีองค์ประกอบสร้างสรรค์หลายส่วน เช่น ภาพสถานที่ท่องเที่ยว การเลือกและเรียบเรียงฟุตเทจ จังหวะการตัดต่อ ดนตรีประกอบ เสียงเอฟเฟกต์ และข้อความบรรยาย เมื่อบันทึกไว้ในอุปกรณ์หรือหน่วยความจำและสามารถนำกลับมาเล่นซ้ำได้ จึงเข้าข่าย “งานโสตทัศนวัสดุ” ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ฮลุน โซโล่ ในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงาน เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทันทีที่สร้างคลิปขึ้น และมีสิทธิในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน อนุญาตให้ผู้อื่นใช้ผลงาน รวมถึงดำเนินคดีกับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ได้

สำหรับระยะเวลาคุ้มครอง งานโสตทัศนวัสดุจะได้รับความคุ้มครอง 50 ปีนับจากวันที่สร้างสรรค์ผลงาน แต่หากมีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนภายในช่วงเวลาดังกล่าว จะคุ้มครองต่อเนื่อง 50 ปีนับจากวันที่เผยแพร่ครั้งแรก ดังนั้น วันที่อัปโหลดคลิปแต่ละชิ้นลงยูทูบจึงถือเป็นวันเผยแพร่ครั้งแรกของคลิปนั้น

ลิขสิทธิ์ยังถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถโอนหรือส่งต่อเป็นมรดกได้เช่นเดียวกับบ้าน รถยนต์ เงินฝาก หรือที่ดิน หากผู้เสียชีวิตทำพินัยกรรมไว้ สิทธิในลิขสิทธิ์จะตกแก่ผู้รับพินัยกรรมตามที่ระบุ แต่หากไม่มีพินัยกรรม สิทธิจะตกแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย เช่น บุตร บิดามารดา พี่น้อง ปู่ย่าตายาย และญาติในลำดับถัดไป โดยคู่สมรสมีสิทธิรับมรดกร่วมด้วย

กรมทรัพย์สินทางปัญญาแนะนำให้ผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทรวบรวมเอกสารของผู้เสียชีวิต และยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก จากนั้นสามารถนำคำสั่งศาลไปใช้จัดการบัญชียูทูบ สิทธิในช่อง และรายได้ที่เกิดขึ้น เพื่อดูแลและจัดสรรผลประโยชน์ต่อไป 

ที่มา : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000074972

Luckin Coffee ปิดมหากาพย์คดี 5 ปี!! ชนะคดีเครื่องหมายการค้าในไทย คดีโลโก้กวางเลียนแบบ วางบรรทัดฐานจดทะเบียนไม่สุจริต ชดใช้กว่า 95 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 บริษัท ลัคกิ้น คอฟฟี่ (Luckin Coffee) แบรนด์กาแฟชั้นนำจากประเทศจีน ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการถึงความสำเร็จในการชนะคดีเครื่องหมายการค้ากับบริษัทคู่กรณีในประเทศไทย นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ของกระบวนการยุติธรรมไทยที่มีการยื่นรับรองแนวคิด "การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต" อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่สำคัญสำหรับแบรนด์นานาชาติและแบรนด์จีนในการปกป้องสิทธิประโยชน์ทางธุรกิจในประเทศไทย

Luckin Coffee ประกาศ ณ วันที่ 27 ก.ค. 2569 ผ่านบัญชีโซเชียล “เวยปั๋ว” แจงต่อสาธารณะว่า Luckin ชนะการอุทธรณ์คดีละเมิดเครื่องหมายการค้า ซึ่งคู่กรณีคือบริษัทไทย รอยัล 50R กรุ๊ป ที่ใช้แบบตัวอักษรและโลโกรูปกวางเลียนแบบ เป็นอันจบมหากาพย์การต่อสู้คดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ยืดเยื้อมาราวห้าปีอย่างบริบูรณ์ (จากปี 2565- ก.ค. 2569)

คดีดังกล่าวมีคู่กรณีคือ บริษัท 50อาร์ กรุ๊ป จำกัด (50R Group) ซึ่งได้ทำการลักลอบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของลัคกิ้น คอฟฟี่ ก่อนที่แบรนด์จริงจะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยนำโลโก้รูปหัวกวางมากลับด้าน จากขวาไปซ้าย พร้อมเลียนแบบการตกแต่งร้าน และรายการสินค้าจนสร้างความสับสนให้แก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแหล่งหนึ่งในจีนระบุว่า "บริษัท 50อาร์ กรุ๊ป จดทะเบียนฯในไทย โดยมีผู้ถือหุ้นฝ่่ายไทย 51 % และผู้ถือหุ้นชาวจีน 49% แม้ว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ผู้ควบคุมที่แท้จริงและปฏิบัติการธุรกิจทั้งหมดกลับเป็นชาวจีน โดยอาศัยช่องโหว่กฎหมายไทย-จีน"

สำนักงานกฎหมาย ติลลิกี แอนด์ กิ๊บบินส์ (Tilleke & Gibbins) ซึ่งเป็นผู้ดูแลคดีให้แก่ลักกี้ คอฟฟี่ เปิดเผยว่า ศาลไทยมีคำสั่งยกเลิกการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย ห้ามใช้ชื่อ "Luckin Coffee" ชื่อภาษาจีน "瑞幸咖啡" รวมถึงโลโก้รูปหัวกวาง พร้อมสั่งให้เปลี่ยนชื่อบริษัทและตราประทับ ทั้งนี้ ศาลในชั้นอุทธรณ์ได้ยืนตามศาลชั้นต้น ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10 ล้านบาท และค่าเสียหายต่อเนื่องวันละ 100,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องร้องจนกว่าจะหยุดการละเมิด รวมระยะเวลาละเมิดสูงถึง 856 วัน คิดเป็นเงินค่าเสียหายรวมกว่า 95 ล้านบาท หรือประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 21.5 ล้านหยวน) ซึ่งถือเป็นมูลค่าค่าเสียหายคดีทรัพย์สินทางปัญญาที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ศาลไทย

หลังจากมีผู้พบเห็นร้านกาแฟ Luckin Coffee ในไทยเมื่อปี 2565 บริษัทแบรนด์กาแฟดังในจีน ประกาศ Luckin Coffee ไม่มีสาขาในประเทศไทย และเดินหน้าฟ้องร้องคดีละเมิดเครื่องหมายการค้า โดยการพิจารณาคดียกแรกในปี 2566 ศาลตัดสินให้ Luckin Coffee แพ้คดีฯ

ย้อนกลับไปในเดือนสิงหาคม 2565 ลัคกิ้น คอฟฟี่ เคยออกมาชี้แจงว่าไม่ได้เปิดสาขาในประเทศไทย และร้านที่เปิดอยู่เป็นร้านเลียนแบบ ต่อมาในเดือนธันวาคม 2566 ทางบริษัทเคยแพ้คดีในชั้นต้น จนถูกบริษัทคู่กรณีเรียกร้องค่าเสียหายตอบโต้สูงถึง 10,000 ล้านบาท (ประมาณ 2,000 ล้านหยวน) โดยอ้างว่าได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทยมาตั้งแต่ปี 2563 จนกระทั่งต่อมา คดีเกิดการพลิกผันเมื่อศาลพิจารณาพยานหลักฐานและตัดสินให้ลักกี้ คอฟฟี่ เป็นฝ่ายชนะคดีในที่สุด

นอกจากนี้ มีรายงานว่า บริษัท 50อาร์ กรุ๊ป จำกัด มีพฤติกรรมกว้านจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของแบรนด์จีนชื่อดังอื่นๆ อีกจำนวนมาก เช่น ซุนเฟิง, เจเคเอ็กซ์เพรส, หนงฟู สปริง, อู่เหลียงเย่ ฯลฯ โดยมีลักษณะมุ่งเน้นการฉวยโอกาสกว้านจดทะเบียนเพื่อเรียกรับผลประโยชน์จากการฟ้องร้องหรือการประไพประณอมโดยไม่ได้ดำเนินธุรกิจจริง

ที่มาข่าวและภาพ: กลุ่มสื่อจีน

ที่มา : https://mgronline.com/china/detail/9690000074248

สื่อเกาหลีใต้ชี้คนไทยเที่ยวเกาหลีน้อยลง!! จากลูกค้ารายใหญ่สู่นักท่องเที่ยวลดลง แต่คนเกาหลียังแห่มาไทย เสี่ยงสมดุลท่องเที่ยวเอียงข้าง เกาหลีวิเคราะห์เหตุคนไทยชะลอเที่ยวเกาหลี เหตุเศรษฐกิจฝืด บาทอ่อน หนี้ครัวเรือนสูง

สื่อเกาหลีใต้ วิเคราะห์ “ทำไมคนไทยมาเที่ยวเกาหลีน้อยลง”

โดยชี้ว่าประเทศไทยซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของตลาดการท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังประสบปัญหาหนัก

-กำลังซื้อที่ลดลงของคนไทยเป็นสาเหตุหลัก

-สถานการณ์ทางการเมืองในไทยที่ไม่มั่นคง

-การอ่อนค่าของสกุลเงิน

-หนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 90% ของ GDP

-ความรู้สึกต่อต้านชาวเกาหลี

"ประเทศไทย“ กำลังประสบปัญหาหนี้สินสูงและการบริโภคต่ำ

ในทางกลับกันยังมีความกังวลว่าอาจขาดดุลการท่องเที่ยว เพราะชาวเกาหลีจำนวนมากยังแห่เดินทางไปเที่ยวไทย

มกราคมถึงพฤษภาคมปีนี้ ชาวเกาหลีไปเยือนไทยกว่า 540,000 คน เท่ากับเฉลี่ยมากกว่า 100,000 คนต่อเดือน

หมายเหตุ : โดย RonallChersan

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3739047649581235/?rdid=WsIhFFepOlpvdClq#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top