Saturday, 17 October 2026
NEWS

ตั้งคำถามเกี่ยวกับการเดินทางเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีไทย

“2 ครั้งแล้วนะคะที่ท่านนายกเนี่ยไปเยือนต่างประเทศ
เราเห็นแค่ว่ามีแค่การแสดงความสามารถแสดงศักยภาพด้านดนตรี
ภาพที่ออกมาเนี่ยมีแค่ท่านนายกไปเล่นเครื่องดนตรี
แล้วก็ไปจีนรอบนี้ สิ่งที่ได้กลับมา ก็คือว่าท่านรัฐมนตรีไปร้องเพลง
ดังนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งที่พ่อแม่พี่น้องประชาชน
อยากรู้ตั้งแต่การไปเวียดนามแล้วหนึ่งคือท่านได้ไปเรียนรู้หรือว่าท่านได้เอาอะไร
ที่เวียดนามเนี่ยกลับมาให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนบ้าง”

รักชนก ศรีนอก
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน

เครดิต รายการถกไม่เถียง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรมลุยเกม!! เปิดเวที Thai Game Awards 2026 ผลักดันอุตสาหกรรมเกมไทยสู่สากล มี 7 สาขารางวัลและเงินรวม 2.2 แสนบาท ผู้ชนะได้โอกาสโชว์ในงาน gamescom asia

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับ TGA มอบรางวัล Thai Game Awards ผลักดันเกมไทยสู่เวทีโลก ในงาน TGF 2026

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผนึกกำลังสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) เดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมเกมไทยสู่เวทีโลก จัดงาน Thai Game Festival (TGF 2026) ภายในงานฯ มีการเปิดตัวรางวัล Thai Game Awards 2026 เพื่อมอบให้กับนักพัฒนาเกมคอนเทนต์ไทย รวม 7 สาขา เพื่อยกย่องผู้สร้างสรรค์เกมไทย นักพัฒนาเกม และผลงานคุณภาพในหลากหลายมิติ อาทิ คุณภาพการผลิต, ความคิดสร้างสรรค์, การถ่ายทอดอัตลักษณ์ไทย, ศักยภาพเชิงพาณิชย์ และแรงบันดาลใจ ฯลฯ โดยงานมอบรางวัลฯ ได้จัดขึ้น ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน

นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้เปิดเผยว่า “การจัดงาน Thai Game Festival หรือ TGF 2026 ในปีนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก และบรรลุวัตถุประสงค์ในทุกมิติ โดยเฉพาะปีนี้เป็นการจัดงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตและความเข้มแข็งของระบบนิเวศอุตสาหกรรมเกมไทย รวมถึงความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) สถาบันการศึกษา และหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา TGF ได้ทำหน้าที่เป็นเวทีระดับประเทศ ในการบ่มเพาะ เปิดโอกาส และสร้างพื้นที่แสดงศักยภาพให้แก่เยาวชน นักศึกษา นักพัฒนาเกม และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้แสดงความ สามารถอย่างเต็มที่

ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มองว่าเกมไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ วัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Creative Culture) ที่สามารถนำเรื่องราว วิถีชีวิต ภูมิปัญญา ศิลปะ ประเพณี ตลอดจนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย มาถ่ายทอดในรูปแบบที่ร่วมสมัย เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และสามารถส่งออกคุณค่าสู่สายตาชาวโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญงานนี้ไม่ได้จบลงเพียงแค่การประกวดแข่งขัน หรือการประกาศผลรางวัล แต่สามารถสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ทั้งในด้านการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การสร้างเครือข่ายพันธมิตร และการเตรียมความพร้อมในการต่อยอดผลงานสร้างสรรค์ ไปสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ด้าน นายกิตติพงศ์ พฤกษอรุณ นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) ได้กล่าวว่า “Thai Game Awards 2026 ไม่ได้เป็นเพียงเวทีมอบรางวัล แต่เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเกมไทย และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้พัฒนาเกมไทยได้ก้าวไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ ในระดับสากล โดยในปีนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้พัฒนาและผู้ประกอบการเกมไทย โดยมีผลงานส่งเข้าร่วมการประกวดกว่า 80 ผลงาน สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตและศักยภาพของอุตสาหกรรมเกมไทยที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับปีนี้ มีการมอบรางวัลทั้งสิ้น 7 สาขา พร้อมเงินรางวัลรวม 220,000 บาท โดยผลการตัดสินมาจากการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และคณาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปอย่างรอบด้าน

สำหรับผู้ได้รับรางวัลทั้ง 7 สาขา ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาเกม ในปีนี้คือ 1)รางวัล Best of Narrative & Storytelling Awards (เนื้อเรื่องยอดเยี่ยม) ได้แก่ BlueLine, 2)รางวัล Best of Music & Audio Awards (ดนตรีและเพลงประกอบยอดเยี่ยม) ได้แก่ Lost and Found Co. 3)รางวัล Best of Visual Awards (งานภาพยอดเยี่ยม) ได้แก่ Lost and Found Co. 4)รางวัล Rising Game Developer Awards (ผู้พัฒนาเกมหน้าใหม่ยอดเยี่ยม) ได้แก่ Puni the Florist, 5)รางวัล Best of Game Design Awards (งานออกแบบเกมยอดเยี่ยม) ได้แก่ Lost and Found Co. 6)รางวัล Thai Culture and Creativity Awards (วัฒนธรรมสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์ไทยยอดเยี่ยม) ได้แก่ KUUKIYOMI: CONSIDER IT WORLD และ 7)รางวัล Thai Game of the year Awards (เกมไทยยอดเยี่ยมแห่งปี) ได้แก่ Lost and Found Co.

หลังจากนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลยังมีโอกาสนำผลงานไปจัดแสดงในพื้นที่ Thai Playvillion ภายในงาน gamescom asia x Thailand Game Show 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29 ต.ค. – 1 พ.ย. 69 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อแสดงศักยภาพเกมไทยบนเวทีระดับนานาชาติ โดยผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหวในการจัดงาน, การมอบรางวัล หรือกิจกรรมอื่นๆ ของทางสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) ได้ที่ Facebook : TGA – Thai Game Software Industry Association หรือโทรศัพท์ 062-7341267 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ความหวังของชาติ!! นายกฯ มาเลเซียร่วมเชียร์ ‘อาลีฟ’ ก่อนชิงเข็มขัด ONE มวยไทย สร้างประวัติศาสตร์บนเวทีโลก ผู้แบกความหวังชาติบนสังเวียน ONE

ความหวังของชาติ! นายก “อันวาร์ อิบราฮิม” ร่วมส่งกำลังใจเชียร์ “อาลีฟ” คว้าเข็มขัด ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต เฉพาะกาล

“ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย ร่วมโพสต์ส่งกำลังใจเชียร์ “อาลีฟ

ส.เดชะพันธ์” ดาวรุ่งลูกครึ่งไทย-มาเลเซีย ก่อนขึ้นสังเวียนแย่งชิงเข็มขัด ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต เฉพาะกาล (115-125 ป.) กับ “สามเอ ไก่ย่างห้าดาว” ในคู่เอกของรายการ The Inner Circle 23 ที่จะเปิดฉากขึ้น ณ สนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา) ในวันศุกร์ที่ 24 ก.ค. นี้ ถ่ายทอดสดเฉพาะสมาชิกทาง Live.ONEFC.com ตั้งแต่เวลา 18.30 – 20.30 น.

ก่อนขึ้นชกในไฟต์ที่สำคัญที่สุดบนเส้นทางอาชีพ “อาลีฟ” ได้รับกำลังใจครั้งใหญ่จากนายกรัฐมนตรีของแดนเสือเหลืองที่ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม anwaribrahim_my เชิญชวนชาวมาเลเซียร่วมส่งแรงเชียร์ให้กับนักชกดาวรุ่งผู้เป็นตัวแทนความหวังของประเทศ โดยระบุข้อความว่า

“เชิญทุกคนร่วมส่งกำลังใจและแรงเชียร์ให้กับ อาลีฟ ที่กำลังจะขึ้นสังเวียนชิงเข็มขัดแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต เฉพาะกาล ในวันศุกร์นี้”

“อาลีฟ สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะนักกีฬาการต่อสู้ชาวมาเลเซียคนแรกที่ได้สิทธิ์ชิงแชมป์โลก ONE ขอให้เขาคว้าชัยชนะ นำความภาคภูมิใจมาสู่ประเทศ และเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่กล้าที่จะไล่ล่าความฝันจนก้าวไปสู่เวทีระดับโลก ”

นอกจากนี้ “อาลีฟ” ยังได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม aliff_rakib แสดงความมุ่งมั่นก่อนขึ้นสังเวียนไฟต์สำคัญ พร้อมยืนยันว่าจะทุ่มสุดกำลังเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ให้กับประเทศมาเลเซีย

“ผมไม่ได้สู้เพื่อตัวเองคนเดียว แต่กำลังสู้เพื่อประเทศชาติ เป้าหมายเดียวของผมคือการคว้าเข็มขัดกลับบ้าน และสร้างประวัติศาสตร์ให้ได้”

“ผมขอพลังและกำลังใจจากพี่น้องทุกคนในชาติ ด้วยพรของพระเจ้า ผมจะทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อเป็นนักสู้คนแรกที่นำเข็มขัดแชมป์โลก ONE เส้นนี้กลับสู่บ้านเกิดของเราให้ได้”

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1710891364375559&id=100063641362350&rdid=UBlu7gWrLfqAGpki#

ไทยยึดนโยบายจีนเดียว!! ยึดนโยบายจีนเดียวตั้งแต่ปี 2518 ยืนยันต่อเนื่องหลังสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เหมือนกับหลายประเทศที่มีความสัมพันธ์กับจีน ข้อมูลพื้นฐานตรงกันเพื่อความเข้าใจร่วมกัน

รัชดา ธนาดิเรก กล่าวบนเฟสบุ๊ค

นโยบายจีนเดียว

ไทยยึด “นโยบายจีนเดียว” มาตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2518 ตั้งแต่วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน สมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นเช่นเดียวกับอีกนานาประเทศที่ประกาศความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน

ความเห็นเรื่องบ้านเมือง แลกเปลี่ยนกันได้เสมอ แต่ขอให้เรามีข้อมูลพื้นฐานตรงกันจะได้คุยกันด้วยความเข้าใจ

ที่มา : https://www.facebook.com/100002310849686/posts/27522818757378449/?rdid=dNwWBWaqBx2j85c4#

คำพูดจากตำนานถึงดาวรุ่ง!! ‘ยามาล’ ซึ้งคำพูด ‘เมสซี’ “เดินบนเส้นทางของตัวเอง” ยามาลเผยคำแนะนำเมสซีหลังจบนัดชิงบอลโลก คำพูดหลังเกมที่มีค่าดั่งเหรียญทองบนคอ

ลามิน ยามาล แข้งดาวรุ่งทีมชาติสเปน ออกมาเผยคำพูดของ ลิโอเนล เมสซี ดาวยิงตัวเก๋าทีมชาติอาร์เจนตินา ที่เข้ามาพูดกับตนหลังจบนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026

สเปน ของ ลามิน ยามาล สามารถเอาชนะ อาร์เจนตินา ของ เมสซี ไปได้ 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ พร้อมกับคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ไปครองได้สำเร็จ

ซึ่งตอนหลังจบเกมดังกล่าว ได้มีการจับภาพว่าทั้งสองคนได้เข้าไปกอดและพูดคุยกัน และล่าสุดแข้งทีมชาติสเปนได้ออกมาเล่าถึงสิ่งที่รุ่นพี่อย่าง เมสซี ได้มาพูดกับเขา ว่า

“เขาบอกให้ผมเดินทางต่อไปในเส้นทางของผมเอง และอนาคตนั้นเป็นของรุ่นของพวกเรา คำพูดเหล่านั้นมีความหมายสำหรับผมเทียบได้กับเหรียญทองที่อยู่บนคอผมเลย”

“เขาคือคนที่ผมชื่นชอบเสมอ และตอนจบเกมนั้น ผมก็แสดงให้เห็นว่าผมเคารพเขา”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10335289

‘วีระศักดิ์’ บรรยายรับมือภูมิอากาศ ธ.ก.ส. ผลักดันสินเชื่อเขียว อบรมกลุ่มผู้บริหารธนาคารต้นไม้ 3 วัน แลกเปลี่ยนรู้และดูงานปลูกป่า เตรียมพร้อมเกษตรกรรับมือภัยแล้งและน้ำท่วม

คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่วิทยากรพิเศษบรรยายหัวข่อ "การปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและร่างพรบ.อากาศสะอาด" ในเวทีโครงการเตรียมความพร้อมสำหรับกลุ่มผู้บริหารธนาคารต้นไม้ และผู้บริหารโครงการสินเชื่อของ ธ.ก.ส. ในฐานะกลไกหลักที่กำลังมุ่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน และคลื่นความร้อน โดย ธ.ก.ส. ได้พยายามผลักดันให้ลูกค้าและเจ้าหน้าที่ธนาคารที่กำลังดูแลลูกค้าให้สามารถปรับตัว โดยเน้นการปล่อยสินเชื่อสีเขียว (Green Credit) และการสนับสนุนเกษตรกรให้เปลี่ยนผ่านสู่วิถีเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ลดการเผาในที่โล่ง ใช้กลไกธรรมชาติและความรอบรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาช่วยลดความเสี่ยง การเข้าถึงแหล่งข้อมูล และการรวมกลุ่มในการจัดการ เพื่อให้ฐานชุมชนเข้มแข็ง ดูแลกันและกันได้เต็มศักยภาพดีขึ้น

การอบรมนี้ เป็นหลักสูตร 3 วัน จัดขึ้นเพื่อตัวแทนกลุ่มผู้บริหารธนาคารต้นไม้จากแต่ละภาคของประเทศได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และดูงานระหว่างกัน จัดที่โรงแรมมารวยการ์เด้น และมีกิจกรรมไปดูงานในพื้นที่ป่า ที่ปลูกในจังหวัดอ่างทอง

‘พนิดา’ พรรคประชาชนย้ำหลักนิติรัฐ!! เรียกร้องรัฐตรวจสอบกลุ่มอ้างปกป้องสถาบัน ทำร้ายประชาชน ชี้กฎหมายต้องอยู่เหนือกำลัง อ้างความจงรักภักดีไม่ได้ หากใช้ความรุนแรงละเมิดสิทธิผู้อื่น ย้ำไทยต้องเป็นสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พนิดา มงคลสวัสดิ์ กล่าวลงบนเฟสบุ๊ค

จากกรณีที่ปรากฏข่าวว่ามีบุคคลกลุ่มหนึ่งอ้างตนว่าปกป้องสถาบัน เข้าไปควบคุมตัวและใช้ความรุนแรงต่อประชาชน โดยกล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวกระทำการดูหมิ่นสถาบันนั้น

ดิฉันขอยืนยันในหลักการว่า การใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรืออุดมการณ์ใด เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในสังคมประชาธิปไตยที่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ

หากมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดใดๆ กฎหมายได้กำหนดกระบวนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายไว้อย่างชัดเจน หน้าที่ในการสืบสวน จับกุม และดำเนินคดี เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมาย ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนที่จะตั้งตนเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายหรือใช้ความรุนแรงลงโทษผู้อื่น

การปล่อยให้เกิดการใช้กำลังกับผู้เห็นต่าง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับฝ่ายใด ย่อมเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ และสร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายต่อสังคมไทย เพราะเมื่อความรุนแรงถูกยอมรับว่าเป็นเครื่องมือจัดการความเห็นต่าง ย่อมไม่มีหลักประกันว่าความรุนแรงนั้นจะไม่ย้อนกลับมาสู่ทุกคน

ดิฉันขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดอย่างตรงไปตรงมา คุ้มครองสิทธิผู้ถูกทำร้าย และให้ความปลอดภัย โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ

ประเทศไทยควรเป็นสังคมที่ใช้กฎหมายแทนการใช้กำลัง ใช้เหตุผลแทนความเกลียดชัง และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน แม้ในวันที่เรามีความเห็นแตกต่างกันอย่างที่สุด

การอ้างความจงรักภักดีไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลในการทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1041063408286087&id=100071473118751&rdid=sfAXlVUvmyWlfplN#

พนันออนไลน์ไม่หยุดแค่ชายแดน!! อาเซียนไล่บี้พนันออนไลน์–แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลาวรวบผู้ต้องหา 4 สัญชาติ คนไทยนำโด่ง ยึดคอมฯ–มือถือกว่า 1 หมื่นเครื่อง สะท้อนสแกมเมอร์กำลังหาฐานใหม่ทั่วภูมิภาค

ลาว ทางการลาวปราบ พนันออนไลน์สแกมเมอร์
อาเซียนรวมใจ พนันออนไลน์สแกมเมอร์

ลาวบุกทลายเครือข่ายเว็บพนัน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวบ 589 คน 4 สัญชาติ คนไทยมากสุด 373 คน
เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคง สปป.ลาว พร้อมกำลังเฉพาะกิจ ปฏิบัติการเข้าตรวจค้นอาคารให้เช่าในพื้นที่บ้านดงโพสี เมืองหาดทรายฟอง นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 เพื่อกวาดล้างเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์และขบวนการหลอกลวงทางโทรคมนาคม (Scammer)
ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 589 คน เป็นหญิง 309 คน จาก 4 สัญชาติ ประกอบด้วย ชาวไทย 373 คน (หญิง 198 คน), ชาวลาว 199 คน (หญิง 105 คน), ชาวเวียดนาม 15 คน (หญิง 4 คน) และ ชาวกัมพูชา 2 คน (หญิงทั้งหมด)

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1,517 เครื่อง, โน้ตบุ๊ก 4,045 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 5,245 เครื่อง เพื่อนำไปตรวจสอบและขยายผลการสืบสวน
ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนเพื่อขยายผลหาผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขอบคุณประชาชนที่แจ้งเบาะแสจนสามารถเข้าทลายเครือข่ายดังกล่าวได้ และขอให้ประชาชนระมัดระวังการหลอกลวงทางออนไลน์ รวมถึงงดเล่นการพนันออนไลน์ทุกประเภท พร้อมแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิดผ่านสายด่วน 1533 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

จากข้อมูล หลังจากมีการปราบปรามในพม่าแก๊งสแกมเมอร์แตกและย้ายฐานมาสมทบในกัมพูชา หลังจากปะทะ ชายแดนไทย

ปิดด่าน ทางการจีนเริ่มปราบในกัมพูชา กลุ่มสแกมเมอร์แตก หาฐานใหม่ในศรีลังกา ฟิลิปปินส์ยังเป็นฐานใหญ่

ส่วนฐานย่อยและเริ่มก่อตัวในพื้นที่ทางบกที่ไม่ห่างจากกัมพูชา แบ่งออกเป็นสองประเภทขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ที่เป็นอาณาจักร

จากข่าวหลายข่าวจะเห็นได้ว่าหลังจากปะทะชายแดนกัมพูชาทางการเวียดนามและลาวสามารถจับกลุ่ม สแกมเมอร์ ได้ทีละหลายหลายคน คือตั้งเป็นศูนย์ขนาดใหญ่ ส่วนในประเทศไทยการลักลอบเปิดเป็นศูนย์ย่อยเช่าบ้านอยู่กัน 5-10 คน และทำการหลอกลวง

ถนนทุกสายมุ่งสู่ปักกิ่ง!! ‘ตั๊ก บงกช’ เผยแผนใหญ่ครอบครัว ส่ง ‘ข้าวหอม’ เรียนจีน หวังต่อยอดโลกธุรกิจยุคมหาอำนาจเปลี่ยนขั้ว ตั้งเป้าเรียนบริหาร–ศิลปะ–ดนตรี ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ตั๊กย้ำต้องเตรียมตัวยาว 5 ปี

“ตั๊ก บงกช” เผย “เจ้าสัวบุญชัย” ปูทางอนาคตลูกชาย ส่ง “ข้าวหอม” เรียนมหา‘ลัยปักกิ่ง อันดับ 1 ของประเทศจีน

เพราะโลกกำลังอยู่ในระหว่างการรีเซ็ตระบบใหม่ โดยกำลังมีการเปลี่ยนขั้วมหาอำนาจ นักธุรกิจประเทศจีนเองก็ได้มาทำการลงทุนที่ประเทศไทยจำนวนมาก และจะมีเพิ่มอีกเรื่อยๆ รวมถึงในแวดวงวิชาการนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิรุ่นใหม่ระดับโลกที่ใช้ชีวิตทำงานอยู่ในยุโรปตอนนี้ทยอยกันกลับมาเป็นอาจารย์สอนในสาขาวิชาต่างๆ ในประเทศจีน เพื่อผลิตพลเมืองจีนให้มีความสอดคล้องกับโลกยุคใหม่

ทำให้ “เจ้าสัวบุญชัย เบญจรงคกุล” นักธุรกิจหมื่นล้าน สามีอดีตนักแสดงสาว “ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล” คิดต่างจากผู้ปกครองที่มีค่านิยมส่งลูกไปเรียนไกลยุโรปเพื่อเป็นเจนใหม่กลับมาบริหารธุรกิจ แต่กลับเริ่มวางแผนการศึกษา ปูแนวทางอนาคตให้ลูกชายคนเล็ก วัย 12 ขวบ ไปเรียนมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศจีน

ตั๊ก บงกช ได้โพสต์ภาพขณะครอบครัวบินไปพักผ่อนและทำงานที่ปักกิ่ง ประเทศจีน นอกจากเจ้าสัวบุญชัยจะบินไปดีลธุรกิจแล้วยังถือโอกาสพาข้าวหอมไปดูมหาวิทยาลัยที่พ่อมองไว้สำหรับอนาคตลูกชายคนนี้ โดย ตั๊ก แชร์ภาพและคลิปพร้อมเล่าว่า…

“นักเรียนปักกิ่งในอนาคต ไม่รอดแน่นอนพ่อพามาฝากเเล้ว มาติดต่อขอดูมหา'ลัย อยากเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเรียนภาษาในปักกิ่งในช่วงปิดเทอม ม.ต้น เเละมหา'ลัยปลอดภัยมาก เข้ายากมาก กว่าจะเข้าได้ต้องแสดงบัตรเยอะมาก และติดต่อไว้ก่อนล่วงหน้า ขอบคุณคุณฮาร์เวิร์ดที่ช่วยติดต่อไว้ให้นะคะ🙏 ปิดเทอมต่อไปก็ต้องมาเรียนภาษา จนกว่าจะ จบ ม.6 ✌🏻🙂 จริง ๆ มหา'ลัยใช้ภาษาอังกฤษแต่ถ้าได้ภาษาจีนด้วยก็ดีกับ Plan ไว้อีกห้าปี แป๊บๆ ปีนึงผ่านไปไว้มากจริงๆ Peking University มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน ไม่ได้อยู่ดีๆ จะเข้าได้เลย ต้องเตรียมตัวแลกเปลี่ยนเรียนภาษาตั้งห้าปี แม่เป็นกำลังใจให้ลูกนะ เชื่อป๊านะลูก แม่ดีใจที่ลูกเชื่อป๊านะ ป๊าต้องคิดมาดีแล้ว ✌🏻🥰ลูกแม่สู้ ๆ”

ในคลิป ข้าวหอม ได้เผยถึงเป้าหมายว่าอยากจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปักกิ่งในคณะ บริหารการจัดการ ศิลปะ และดนตรี ซึ่งข้าวหอมจะต้องมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเรียนภาษาถึง 5 ปีเพื่อเป็นการปูพื้นฐานก่อนสอบเข้า

มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เป็นมหาวิทยาลัยที่ได้รับการยอมรับ และมีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศจีนและเอเชีย ได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางทางวิชาการและความคิดของประเทศจีน เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก ทั้งในด้านคุณภาพการศึกษา งานวิจัย และอิทธิพลทางวิชาการ ผลิตผู้นำระดับประเทศจำนวนมาก จนมีการเปรียบเทียบกันว่าหากลูกได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ก็เหมือนส่งลูกไปอยู่กับเทพ

ที่มา : https://mgronline.com/entertainment/detail/9690000072007

มหิดลจับมือปักกิ่ง!! ลงนาม MoU วิชาการทันตแพทยศาสตร์ เสริมความร่วมมือการศึกษาและวิจัย ยกระดับมาตรฐานทันตแพทย์ไทย หวังเครือข่ายยั่งยืนในวงการวิชาการ

DTMU Signs MoU with the School of Stomatology, Peking University, to Establish Academic Collaboration
July 22, 2026 – DTMU officially signed an MoU with the School of Stomatology, Peking University, China PR, to strengthen academic collaboration and expand international partnerships between the two institutions.

Highlights of the partnership:
Signed by Assoc. Prof. Bundhit Jirajariyavej, Dean, and Assoc. Prof. Dr. Tippanart Vichayanrat, Deputy Dean for International Relations and Organizational Communication, together with Prof. Deng Xuliang, Dean of the School of Stomatology, and Prof. Peng Xin, Vice President of the School of Stomatology.

- Faculty, student, and staff exchanges
- Joint research and academic collaboration
-Academic conferences and scholarly activities
- Cooperation in dental education and academic services

Together, DTMU and Peking University are committed to advancing dental education, research, and professional development through meaningful international collaboration.

Check out more photos in the comments below!
คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับ School of Stomatology, Peking University สาธารณรัฐประชาชนจีน

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (Memorandum of Understanding: MoU) ร่วมกับ School of Stomatology, Peking University สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี รองศาสตราจารย์ ทันตแพทย์บัณฑิต จิรจริยาเวช คณบดี และ รองศาสตราจารย์ ดร. ทันตแพทย์หญิงทิพนาถ วิชญาณรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ร่วมลงนามกับ Professor Deng Xuliang, Dean, School of Stomatology, Peking University และ Professor Peng Xin, Vice President, School of Stomatology, Peking University ณ สิรินธรทันตพิพิธ ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือระหว่างคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ School of Stomatology, Peking University ในด้านการแลกเปลี่ยนคณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากร การดำเนินงานวิจัยร่วม การจัดประชุมและกิจกรรมทางวิชาการ ตลอดจนการพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาทันตแพทยศาสตร์และการบริการวิชาการ เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการที่เข้มแข็งและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาวิชาชีพทันตแพทยศาสตร์ในระดับนานาชาติ

ที่มา : https://www.facebook.com/100064863151141/posts/1504157535089671/?rdid=7eJ608Kwcsxr6Uis#

‘อนุทิน’ เปิดงาน THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย รัฐบาลเดินหน้ายกกำลังประเทศไทย เริ่มจากยกศักยภาพคนไทยให้แข็งแรงขึ้น THAILAND² ผนึก 5 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทย ย้ำพัฒนาคนไทยคือการลงทุนที่มีค่าที่สุดของประเทศ

วันนี้ (21 กรกฎาคม 2569) เวลา 13.10 น. ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน THAILAND² “ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์”

ก่อนเริ่มพิธีเปิด ผู้เข้าร่วมงานยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการจัดงานในครั้งนี้ ว่าเป็นไปอย่างเหมาะสม ทั้งถูกที่และถูกเวลา เนื่องจากการพัฒนาคนเป็นวาระเร่งด่วนของโลก ท่ามกลางความท้าทายจากสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมย้ำว่า ประเทศที่จะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ จำเป็นต้องมี "ทุนมนุษย์" ที่มีศักยภาพสูงและปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพคนไทย เพราะทุนมนุษย์เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงการหารือกับผู้นำจีนและผู้ประกอบการชั้นนำของไทยและจีน ในระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ผ่านมาว่า สาระสำคัญที่ได้พูดคุยกันคือเรื่องของโลกยุคใหม่ที่กำลังแข่งขันกันด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัล ลังสร้างโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่ ดังนั้น รัฐบาลจึงเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) หลายฉบับกับจีน เพื่อร่วมพัฒนากำลังคนและยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก

“การยกกำลังประเทศไทยให้พร้อมทั้ง “รับมือ” และ “รับโอกาส” จากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จึงต้องเริ่มต้นจากการยกกำลังคนไทยให้แข็งแรงขึ้น”

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะ (Upskill) และการเพิ่มพูนทักษะใหม่ (Reskill) ควบคู่กับการดูแลสุขภาวะทางจิต เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีชื่นชมการบูรณาการความร่วมมือของ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ร่วมกันยกระดับศักยภาพคนไทยอย่างเป็นระบบ สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการของรัฐบาลที่มุ่งเปลี่ยนทุนมนุษย์ให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

"สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ คือการลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุดของประเทศ นั่นคือคนไทย" นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาทุนมนุษย์ และเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประเทศไทยที่แข็งแรง และเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่ต่อไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้จัดงาน ก่อนรับชมวีดิทัศน์ผลงาน 90 วัน ของ 5 กระทรวงภาคีเครือข่าย

สำหรับงาน “THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” เป็นงานที่เกิดขึ้นจากการผนึกกำลังของ 5 กระทรวงหลักที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาทักษะให้กับคนไทย ทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ และพลิกโฉมการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อรองรับโลกยุคใหม่ โดยภายในงานมีกิจกรรมและวาระสำคัญเพื่อการยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศ อาทิ บูทนิทรรศการ ลดความซ้ำซ้อน สู่เกษตรแม่นยำ บูทนิทรรศการตลาดนำการผลิต กรมวิชาการเกษตร บูทนิทรรศการ Net Zero Campus สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ บูทนิทรรศการ CHANGAN กระทรวงแรงงาน เป็นต้น

ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/166718?fbclid=IwdGRjcATNTfFjbGNrBM1N4mV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHiTMRnm9yib3lCWOojOo_LR-lSeGm4hCFywnaM3BZb8El_iW_HsKYcMkGuYw_aem_Gn-gbsVx4Kqvnja9sLTWyA

GGC ดัน Bio Hub นครสวรรค์ผงาดฐานชีวภาพ กระทรวงอุตฯ เยี่ยมชมโครงการ NatureWorks เสริมแกร่งพลาสติกชีวภาพ พร้อมหนุนเศรษฐกิจ BCG ไทย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เยี่ยมชมนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์
GGC ตอกย้ำศักยภาพ Bio Hub แห่งแรกของไทย หนุนเศรษฐกิจ BCG

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมคณะ เยี่ยมชมความก้าวหน้าของโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ รับฟังการนำเสนอความคืบหน้าโครงการฯ พร้อมเยี่ยมชมโรงงานของ NatureWorks และ GKBI

นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์เชื่อมโยงวัตถุดิบทางการเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรม ไบโอเอทานอล พลังงานหมุนเวียน และพลาสติกชีวภาพอย่างครบวงจร โดยโครงการ ทั้ง 2 ระยะได้ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย

นครสวรรค์ 22 กรกฎาคม 2569 - บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ร่วมให้การต้อนรับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ ในโอกาสเยี่ยมชมความก้าวหน้าของโครงการนครสวรรค์ ไบโอคอมเพล็กซ์ จังหวัดนครสวรรค์

สำหรับการเยี่ยมชมในครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะได้รับฟังการนำเสนอภาพรวมความคืบหน้าของโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์จาก NatureWorks และ GKBI พร้อมทั้งเยี่ยมชมโรงงานของ NatureWorks และ GKBI

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ดำเนินการโดย บริษัท จีจีซี เคทิส ไบโออินดัสเทรียล จำกัด หรือ GKBI ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC บริษัทแกนนำในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม และบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร โดยนำจุดแข็ง ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของทั้งสองบริษัทมาผสานกัน เพื่อพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมชีวภาพที่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคการเกษตร วัตถุดิบชีวภาพ และการผลิตพลังงาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ GGC กล่าวว่า “โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์สะท้อนถึงศักยภาพของ GGC ในการขับเคลื่อนธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจไปสู่ผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ โดยนำความเชี่ยวชาญของ GGC มาผสานกับจุดแข็งของ KTIS ด้านวัตถุดิบ ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตทางการเกษตรของไทย และพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพที่มีมูลค่าสูง”

“การลงทุนของ NatureWorks ในโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ PLA ภายในพื้นที่โครงการ ถือเป็นก้าวสำคัญ ที่ช่วยยกระดับนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ให้เป็นระบบนิเวศอุตสาหกรรมชีวภาพที่ครบวงจรยิ่งขึ้น ตลอดจนเสริมความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพขั้นสูง และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในระดับโลก GGC มุ่งมั่นที่จะร่วมกับพันธมิตรสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ควบคู่กับการสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” ดร.กฤษฎา กล่าว

การพัฒนาโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์แบ่งออกเป็น 2 ระยะสำคัญ ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการ เชิงพาณิชย์แล้วทั้ง 2 ระยะ ประกอบด้วย

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ระยะที่ 1 ประกอบด้วยโรงงานหีบอ้อย โรงงานผลิตเอทานอล และโรงไฟฟ้าจากชีวมวล โดยนำวัตถุดิบและผลพลอยได้จากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมน้ำตาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการวัตถุดิบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในพื้นที่โครงการ รวมถึงช่วยสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้แก่เกษตรกรและชุมชนโดยรอบ โดยเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2567

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ระยะที่ 2 ประกอบด้วยการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน โดย GKBI เป็นผู้ลงทุนและให้บริการด้านสาธารณูปโภค เพื่อรองรับโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพชนิดพอลิแลกติกแอซิด หรือ Polylactic Acid (PLA) ของบริษัท เนเจอร์เวิร์คส์ เอเชีย

แปซิฟิก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ NatureWorks LLC ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพรายใหญ่ระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงรองรับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนภายในพื้นที่ ในอนาคต โดยระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้โครงการระยะที่ 2 ได้เริ่มให้บริการ เชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568

นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพขั้นสูง ทั้งด้านวัตถุดิบทางการเกษตร ระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือระหว่างพันธมิตรตลอดห่วงโซ่คุณค่า อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในระดับโลก

โครงการดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพในประเทศไทย โดยไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบทางการเกษตรและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนและพื้นที่โดยรอบเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร ที่มีทักษะเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ความร่วมมือระหว่าง GGC, KTIS และพันธมิตรระดับโลกอย่าง NatureWorks จะเป็นกลไกสำคัญ ในการผลักดันความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศไทย ยกระดับประเทศสู่การเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ขายบริการเกลื่อนโซเชียล!! ถึงเวลาทบทวนกฎหมาย คุมให้ชัดก่อนปัญหาสังคมบานปลาย ถ้ารัฐควบคุมไม่ได้ การปล่อยให้ขายบริการอยู่ใต้ดิน อาจยิ่งเปิดช่องให้เอาเปรียบ ค้าคน และปัญหาสังคมโตเงียบกว่าเดิม

กะหรี่เกลื่อนโซเชียล….ถึงเวลาหรือยังสำหรับกฎหมายขายบริการ

เอย่าได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวเรื่องนี้มาสักพักใหญ่ๆแล้ว สำหรับเรื่องการขายบริการที่ต้องยอมรับว่า ณ วันนี้ไม่ได้มีแค่สาวขายบริการ แต่รวมไปถึงหนุ่มขายบริการและกลุ่ม LGBT ที่ขายบริการด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซเชียลมีเดียและเวปไซท์หรือแอฟหาคู่เดทถือว่าเป็นช่องทางหลักสำหรับคนกลุ่มนี้ไปเลยก็ว่าได้ เอาเป็นว่าเราจะไปโทษผู้ขายเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้เพราะไม่มีอุปสงค์ก็ไม่มีอุปทาน ดังนั้นวันนี้เอย่าจะมาเปิดว่าประเทศไหนขายประเวณีแบบถูกต้องตามกฎหมายและประเทศเหล่านั้นมีการคุ้มครองและควบคุมผู้ขายและผู้ซื้ออย่างไรกันบ้าง

ก่อนอื่นเลยประเทศที่มีการค้าประเวณีแบบถูกต้องตามกฎหมายคือ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ กรีซ
ตุรกี รวมถึงบางรัฐของออสเตรเลียและบางมณฑลของรัฐเนวาดาในสหรัฐอเมริกา แต่นอกจากประเทศเหล่านี้แล้วยังมีประเทศที่มีกฎพิเศษเช่น การค้าประเวณีไม่ได้เป็นความผิดทางอาญาหากเป็นผู้ที่บรรลุนิติภาวะแต่มีความยินยอมได้แก่ นิวซีแลนด์และเบลเยี่ยมและอีกหลายประเทศที่ไม่ได้กฎหมายลงโทษผู้ค้าแต่ลงโทษผู้จัดหา ได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส แคนาดา และไอร์แลนด์

สำหรับในประเทศที่มีกฎหมายสำหรับการค้าประเวณีแบบถูกกฎหมายนั้น ประเทศเหล่านั้นจะมีข้อกำหนดเรื่อง อายุขั้นต่ำเช่น 18 ปีขึ้นไปและต้องเป็นการสมัครใจทำมีสถานประกอบการขัดเจน ผู้ค้าประเวณีต้องมีใบอนุญาต โดยต้องมีการเช็คประวัติอาชญากรรมและใรใบตรวจโรค ซึ่งผู้ค้าเหล่านี้จะต้องเสียภาษีให้รัฐแลกกับสวัสดิการที่ได้จากรัฐและกฎหมายแรงงานที่คุ้มครองผู้ค้ารวมถึงวันลาต่างๆตามกฎหมายและฟ้องนายจ้างได้หากมีการเอารัดเอาเปรียบ

กลับมาดูกฎหมายการค้าประเวณีในไทย ในกฎหมายตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 จะมีเนื้อหาหลักๆอยู่ 3 ประเด็นคือ ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ลงโทษผู้ที่แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีและคุ้มครองและฟื้นฟูผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน โดยสาระสำคัญคือ การค้าประเวณีในประเทศไทย ยังไม่ถูกกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้บอกว่าการค้าประเวณีในไทยนั้นผิดกฎหมาย ซึ่งต่างจากข้อความอื่นๆเช่น การชักชวนหรือแสดงตนเพื่อค้าประเวณีในที่สาธารณะถือมีความผิด หรือ ผู้จัดหา นายหน้า ผู้เปิดซ่อง หรือผู้แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีถือว่ามีความผิด มีโทษหนักกว่าผู้ขาย รวมถึงการค้าประเวณีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและผู้เยาว์ถือเป็นความผิดและมีอัตราโทษสูง ซึ่งจะเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายหลักในการ ปราบปรามการค้าประเวณีและลงโทษผู้แสวงหาประโยชน์ พร้อมทั้ง คุ้มครองผู้เสียหาย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองให้การค้าประเวณีเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายในประเทศไทยแต่นี่เองก็เป็นช่องว่างที่ทำให้ผู้ขายบริการรุ่นใหม่สามารถใช้ข้อกฎหมายอ้างสำหรับการค้าประเวณีในไทยได้นั่นเอง ดังนั้นหากควบคุมไม่ได้ภาครัฐควรหาทางควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคมในอนาคตและภาพลักษณ์ของประเทศหรือไม่เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ

ที่มา : AYA

‘เมสซี’ ไม่การันตีอนาคตทีมชาติ!! สเปนอาจพรากถ้วยโลกจากอาร์เจนตินา แต่สิ่งที่แฟนบอลฟ้าขาวหวั่นยิ่งกว่า คืออาจเป็นคืนสุดท้ายของ ‘เมสซี’ ในสีเสื้อทีมชาติ ชี้อนาคตกับอาร์เจนตินาเข้าสู่ช่วงไม่แน่นอน

สื่อรายงานอนาคตของ ลิโอเนล เมสซี กับการเล่นทีมชาตินั้นตกอยู่ในความไม่แน่นอนอย่างมากหลังความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกให้กับ สเปน

โดย เมสซี ไม่สามารถพา อาร์เจนตินา ป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกหลังพ่ายต่อ สเปน 0-1 ในนัดชิงของเวิลด์คัพ 2026 เมื่อวันที่ 19 ก.ค.

นอกจากนั้นแล้วยังเป็นความพ่ายแพ้ของ เมสซี ในนัดชิงบอลโลกเป็นหนที่ 2 ต่อจากปี 2014 ซึ่งทัพ “ฟ้าขาว” ปราชัยต่อเยอรมนี

ล่าสุด “อีเอสพีเอ็น อาร์เจนตินา” ระบุว่า อนาคตของ เมสซี กับทีมชาติอาร์เจนตินาตกอยู่ในความไม่แน่นอนอย่างมากหลังความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

คนใกล้ชิดของกัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาเชื่อว่า การเล่นให้กับทัพ “ฟ้าขาวต่อไปจะเป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากผลกระทบทางอารมณ์จากความพ่ายแพ้ดังกล่าว

ส่วน “เออร์นาน คาสติลโย” ผู้สื่อข่าวคนดังระบุว่า เมสซี บอกกับเพื่อนร่วมทีมชาติอาร์เจนตินาว่า รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกกับ สเปน คือเกมสุดท้ายของเขาในนามทีมชาติ โดยเขาได้กล่าวสุนทรพจน์สุดซึ้งต่อเพื่อนร่วมทีมในห้องแต่งตัวหลังจบเกม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10331523

CAAT ขับเคลื่อนบินไทย!! วางนโยบาย 4 แนวทางสำคัญ เป้าหมายเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค พร้อมเป็นเจ้าภาพ ICAO AAM 2026 เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยั่งยืน

CAAT ประกาศทิศทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินไทย รับมือเศรษฐกิจโลก
พร้อมเดินหน้าเจ้าภาพ ICAO AAM 2026

กรุงเทพฯ 14 กรกฎาคม 2569 – สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT จัดงาน “CAAT Executive Policy Dialogue: เสริมความเชื่อมั่น สนับสนุนการบินของไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน” เพื่อสื่อสารทิศทางการดำเนินงานและแนวนโยบายสำคัญด้านการบิน 4 แนวทางสำคัญแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบิน ได้แก่ การลดรายจ่าย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนการกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินสีเขียว และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต เพื่อมุ่งเป้าประเทศไทยสู่การเป็น Regional Aviation Hub และยังได้เผยความพร้อมในการจัดประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026) ที่ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ และยังเป็นครั้งแรกในการจัดประชุมสำคัญนี้ในภูมิภาคเอเชีย พร้อมกันนี้ได้เปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรมการบินเพื่อนำข้อมูลไปวางแผนกลยุทธ์เพิ่มเติมเสริมศักยภาพการเติบโตอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างยั่งยืน

พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า “จากสถานการณ์วิกฤตด้านสงคราม และพลังงานที่ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกเผชิญภาวะชะลอตัว ซึ่งข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศหรือ IATA ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์กำไรสุทธิของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจากเดิมที่ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้หลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกได้เร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน ให้สามารถแข่งขันในภาวะผันผวนได้มากขึ้น ทั้งนี้ CAAT ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลมาตรฐานการบิน และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน จึงได้วางแผนและนโยบายเชิงรุกเพื่อรับมือกับความผันผวนของภาคอุตสาหกรรมการบิน และยังเน้นย้ำถึงเป้าหมายการผลักดันประเทศสู่การเป็น “ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค” (Regional Aviation Hub) แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการบิน”

โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้เชิญทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการบินของประเทศ ทั้งสายการบิน สนามบิน ผู้ให้บริการการเดินอากาศ หน่วยซ่อมอากาศยาน สถาบันฝึกอบรมด้านการบิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมรับฟังแนวทางที่ CAAT จะเร่งพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของไทยตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม โดยมุ่งเน้นนโยบายเชิงรุกใน 4 แนวทางสำคัญได้แก่ การลดรายจ่าย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต

พลอากาศเอกมนัท กล่าวต่อว่า ในด้านการดูแลประชาชนและผู้ประกอบการ CAAT ได้ดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางทางอากาศ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบขนส่งทางอากาศ โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมท่าอากาศยาน (ทย.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรองรับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลเพิ่มเที่ยวบิน และอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัย พร้อมดำเนินมาตรการลดต้นทุนให้แก่สายการบิน อาทิ การลดค่าบริการการเดินอากาศ การลดค่าบริการขึ้น-ลงและที่เก็บอากาศยาน รวมถึงการขยายระยะเวลาชำระค่าบริการ เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ รักษาระดับค่าโดยสาร และเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชน

สำหรับผลกระทบต่อต้นทุนด้านพลังงานของสายการบิน ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน CAAT ยังได้ประสานหน่วยงานด้านการบิน พลังงาน และภาษี โดยมีการหารือร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต บริษัท บางจาก และบริษัท ปตท. รวมถึงสำรวจปริมาณการใช้น้ำมันอากาศยาน JET A-1 ของสายการบิน สัญชาติไทย และติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันจากผู้ผลิต เพื่อประเมินผลกระทบและเตรียมมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม รวมทั้งรับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการ และการผลักดันมาตรการช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบบขนส่งทางอากาศ ลดผลกระทบต่อประชาชน และเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ

ในด้านการส่งเสริมการบินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคตได้มีการจัดทำแผน Thailand UAS and AAM Master Plan การพัฒนากฎหมายและมาตรฐานเพื่อรองรับ Advanced Air Mobility (AAM) การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตภาคการบิน การส่งเสริมระบบนิเวศการบินทั่วไป (General Aviation: GA) และ Seaplane ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูลด้านการบิน เพื่อสร้างความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินไทยในระยะยาว

และจากความพร้อมในมิติต่างๆ ทำให้ไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมระดับนานาชาติ “ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026)” ซึ่งนับเป็นเวทีระดับโลกด้านการพัฒนาอากาศยานแห่งอนาคตที่จะรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ผลิตอากาศยาน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่ ซึ่งเป็นการจัดงานครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเข้าร่วมงาน และเตรียมทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญตราเฉลิมพระเกียรติคุณในพระปรีชาสามารถ ในฐานะพระมหากษัตริย์นักบิน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมการบินโลกต่อศักยภาพและบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค

นอกจากการเผยนโยบายครั้งสำคัญนี้แล้ว CAAT ยังได้จัดเวที “Voices from Industry, Shaping Thailand's Aviation” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบินร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ CAAT นำข้อมูลไปประกอบการกำหนดนโยบายและปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรม และเอื้อต่อการเติบโตของการบินไทยอย่างยั่งยืน

"การได้รับเกียรติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศต่อประชาคมการบินโลก พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค ซึ่ง CAAT พร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการบินของไทยในระยะยาว" พลอากาศเอกมนัท กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top