Sunday, 18 October 2026
NEWS

16 กรกฎาคม 2501 จุดเริ่มต้น “วันทรงดนตรี” ในหลวง ร.9 เสด็จฯ ทรงดนตรีแก่นิสิตจุฬาฯ สะท้อนพระอัจฉริยภาพ และพระมหากรุณาธิคุณด้านการศึกษา

วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อพระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปยังหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทรงดนตรีและพระราชทานข้อคิดแก่นิสิตจุฬาฯ

เหตุการณ์ในวันนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “วันทรงดนตรี” ซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในความทรงจำอันงดงามของชาวจุฬาฯ และเป็นภาพสะท้อนความใกล้ชิดระหว่างพระมหากษัตริย์กับนิสิต นักศึกษา และเยาวชนไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีอย่างลึกซึ้ง พระองค์มิได้ทรงดนตรีเพียงในฐานะงานอดิเรก แต่ทรงเข้าถึงดนตรีทั้งในด้านศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และวินัยแห่งการฝึกฝน ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้จำนวนมาก หลายเพลงกลายเป็นบทเพลงอมตะที่คนไทยคุ้นเคยและยังคงได้รับการบรรเลงสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ในวันทรงดนตรีที่จุฬาฯ พระองค์ทรงดนตรีร่วมกับวงดนตรี และทรงใช้เสียงเพลงเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์กับนิสิต บรรยากาศในหอประชุมจึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงดนตรี หากเป็นช่วงเวลาแห่งความอบอุ่น ความปีติ และความทรงจำที่นิสิตจำนวนมากได้มีโอกาสใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท

ความพิเศษของวันทรงดนตรีอยู่ที่การที่พระมหากษัตริย์เสด็จฯ มาทรงดนตรีให้แก่นิสิตนักศึกษาโดยตรง เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนพระมหากรุณาธิคุณและพระราชปณิธานในการทรงส่งเสริมเยาวชน ทั้งด้านการศึกษา ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ศิลปะเป็นเครื่องหล่อหลอมจิตใจ

นอกจากการทรงดนตรีแล้ว พระองค์ยังพระราชทานข้อคิดแก่นิสิต ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการดำเนินชีวิตและการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ วันทรงดนตรีจึงมีความหมายมากกว่ากิจกรรมทางดนตรี แต่เป็นวันที่เสียงเพลงและพระราชดำรัสได้หลอมรวมกันเป็นแรงบันดาลใจแก่เยาวชนไทย

ในยุคนั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศ การเสด็จฯ มาทรงดนตรีแก่นิสิตจึงสะท้อนความสำคัญที่พระองค์ทรงให้แก่การศึกษาและการพัฒนาคน เพราะเยาวชนและนิสิตนักศึกษาคือกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

วันทรงดนตรียังเป็นหลักฐานสำคัญของพระราชจริยวัตรอันเรียบง่ายและใกล้ชิดประชาชน พระองค์ทรงใช้ดนตรีเป็นภาษาสากลที่ทุกคนเข้าถึงได้ ทำให้ระยะห่างระหว่างพระมหากษัตริย์กับนิสิตดูใกล้ชิดขึ้นผ่านเสียงเพลง รอยยิ้ม และบรรยากาศแห่งความเป็นกันเอง

ตลอดช่วงเวลาที่มีการจัดวันทรงดนตรี นิสิตจุฬาฯ หลายรุ่นต่างเฝ้ารอวันที่จะได้ชื่นชมพระบารมีและรับฟังเสียงดนตรีจากพระองค์ บางปีบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและยาวนานจนกลายเป็นเรื่องเล่าที่สืบต่อกันในหมู่ชาวจุฬาฯ ว่า วันทรงดนตรีคือวันที่นิสิตได้สัมผัสพระอัจฉริยภาพ พระเมตตา และพระมหากรุณาธิคุณอย่างใกล้ชิด

แม้วันทรงดนตรีที่จุฬาฯ จะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2516 เนื่องจากพระราชกรณียกิจที่มากขึ้นและสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ความทรงจำของวันนั้นยังคงอยู่ในใจชาวจุฬาฯ และคนไทยจำนวนมาก
ภายหลัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนิสิตเก่าได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรำลึก “วันที่ระลึกวันทรงดนตรี” เพื่อสืบสานความทรงจำและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 ผ่านเสียงดนตรีและเรื่องราวแห่งความผูกพันระหว่างพระองค์กับมหาวิทยาลัย

พระอัจฉริยภาพด้านดนตรีของในหลวง ร.9 เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์เพลงหลากหลายแนว โดยเฉพาะดนตรีแจ๊ส ซึ่งเป็นดนตรีที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจทางทฤษฎี ความสามารถในการด้นสด และความละเอียดอ่อนทางอารมณ์

บทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวนมากมิได้เป็นเพียงผลงานทางศิลปะ แต่ยังสะท้อนพระราชอารมณ์ พระราชหฤทัย และพระปรีชาสามารถในการใช้ดนตรีเป็นเครื่องสื่อสารความรู้สึก ความหวัง และความงดงามของชีวิต

วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 จึงควรถูกจดจำในฐานะจุดเริ่มต้นของวันทรงดนตรี วันที่เสียงดนตรีจากพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถได้ก้องกังวานในหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกลายเป็นความทรงจำอันล้ำค่าของนิสิตไทย

เหตุการณ์วันนั้นไม่เพียงสะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีของในหลวง ร.9 หากยังสะท้อนพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการศึกษา เยาวชน และสังคมไทย เพราะสำหรับพระองค์ ดนตรีมิใช่เพียงความบันเทิง แต่เป็นภาษาของหัวใจ เป็นเครื่องเชื่อมผู้คน และเป็นพลังที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้อย่างงดงาม

16 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 จุดเริ่มต้นวันทรงดนตรี จึงเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่คนไทยควรรำลึกถึง ในฐานะวันที่เสียงเพลง พระราชดำรัส และพระเมตตา ได้หลอมรวมกันเป็นความทรงจำแห่งพระมหากรุณาธิคุณที่ยังคงก้องอยู่ในใจชาวจุฬาฯ และประชาชนไทยตราบจนวันนี้

ครม.ทบทวนฟรีวีซ่า!! ไฟเขียวปรับฟรีวีซ่าใหม่ ยึดหลัก 1 ประเทศ 1 สิทธิ ลดพำนัก 60 วัน ปิดช่องโหว่อาชญากรรม รักษาสมดุลท่องเที่ยว–ความมั่นคง

ครม.ทบทวนมาตรการฟรีวีซ่า ยกเลิกสิทธิพำนัก 60 วัน ลดช่องโหว่อาชญากรรม รักษาสมดุลท่องเที่ยว-ความมั่นคง

ครม. (14 ก.ค. 69) เห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราของไทยเพิ่มเติม เพื่อให้การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่กับการปิดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ และลดความซ้ำซ้อน โดยยึดหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ”

สาระสำคัญ คือ ยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น และให้พำนักได้ไม่เกิน 60 วัน สำหรับ 93 ประเทศและดินแดน พร้อมปรับสิทธิใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ โดยกำหนดให้ 59 ประเทศและดินแดนได้รับสิทธิพำนักได้ไม่เกิน 30 วัน และมอริเชียส-เซเชลส์ ได้รับสิทธิพำนักไม่เกิน 15 วัน

ภายหลังการทบทวน จะมีประเทศและดินแดนที่ได้รับสิทธิตามมาตรการต่าง ๆ รวม 65 ประเทศและดินแดน โดยร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยก่อนประกาศใหม่มีผลใช้บังคับ จะยังสามารถพำนักต่อได้ตามระยะเวลาสิทธิเดิมที่เหลืออยู่

ที่มา : https://www.facebook.com/100064582216937/posts/1472054104957316/?rdid=5T0PM6Iy4uOUWZAg#

นักวิจัย มจธ.รับทุนวิจัย!! 7 โครงการได้รับทุนวิจัยมูลนิธิกระจกอาซาฮี ปี 2569 50,000 ดอลลาร์สหรัฐสมทบ 5 สาขาเน้นเทคโนโลยี-สังคม งานวิจัยต่อยอดแก้ปัญหาสังคม

7 นักวิจัย มจธ. รับทุนวิจัยมูลนิธิกระจกอาซาฮี ประจำปี 2569

มูลนิธิกระจกอาซาฮี (The Asahi Glass Foundation – AF) ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดพิธีมอบทุนวิจัยประจำปี 2569 (Research Grant Award Ceremony 2026) โดย มร.ทาคุยะ ชิมามุระ (Mr. Takuya Shimamura) ประธานมูลนิธิกระจกอาซาฮี กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ได้รับทุน รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวต้อนรับ และ ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มจธ. กล่าวรายงาน โดยมีผู้บริหารมูลนิธิกระจกอาซาฮี ผู้บริหารบริษัทในเครือ AGC Group และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ร่วมแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับทุนวิจัย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม ชั้น 3 อาคารการเรียนรู้พหุวิทยาการ (LX)
รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า ทุนวิจัยมูลนิธิกระจกอาซาฮีเป็นทุนสนับสนุนนักวิจัยในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่นำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์สังคมและอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต ซึ่งในปีนี้ มจธ. ได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจากมูลนิธิฯ จำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (USD) และมหาวิทยาลัยร่วมสมทบทุนวิจัย จำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (USD) ให้กับ 7 โครงการ ใน 5 สาขาการวิจัย ได้แก่

1) สาขาวัสดุศาสตร์ (Materials Sciences) จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกชีวภาพจากวัสดุพื้นฐานสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและย่อยสลายได้ สำหรับการประยุกต์ใช้ในกระบวนการเป่าขึ้นรูปและการพิมพ์สามมิติ โดย รศ.ดร.เยี่ยมพล นัครามนตรี ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ 2) โครงการออกแบบโครงสร้างแบบลำดับชั้นของโครงข่ายโลหะอินทรีย์บนโครงข่ายโลหะอินทรีย์สำหรับการเร่งปฏิกิริยาการเกิดออกซิเจนที่มีสมรรถนะสูง โดย ผศ.ดร.ชุติมา ก้องวโรดม ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ 3) โครงการอะซีตัลไลเซชันอย่างยั่งยืนของฟูร์ฟูรัล เอชเอ็มเอฟ และกรดเลวูลินิกด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาเวเนเดียมเชิงแม่เหล็ก โดย ดร.กิตติชัย ไชยสีดา ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์

2) สาขาชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการประเมินพื้นที่ที่มีศักยภาพแห่งใหม่ในการเชื่อมต่อและอนุรักษ์ประชากรเสือปลาในบริเวณอ่าวไทยตอนใน โดย ผศ.ดร.นฤมล ตันติพิษณุ สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ

3) สาขาวิทยาการสารสนเทศ (Information Science) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ นวัตกรรมการหยุดพักแบบปรับตามสมองและทันเวลาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะดิจิทัล: การศึกษาแบบไมโครสุ่มโดยใช้การติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตาและคลื่นสมอง (EEG) เกี่ยวกับพฤติกรรมการเลื่อนหน้าจออย่างหุนหันพลันแล่น โดย ดร.ฐิตาภรณ์ ฉายศิลป์รุ่งเรือง สถาบันการเรียนรู้

4) สาขาพลังงาน (Energy) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการทดลองสภาพจริงเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้แบตเตอรี่ช่วงอายุที่สองสำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับที่อยู่อาศัย โดย ดร.อารีย์ หวังศุภผล คณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

และ 5) สาขาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาบอร์ดเกมทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อหลักการเคมีสีเขียวและการคิดเชิงระบบ โดย ดร.เปรมปรีด์ ดวงภุมเมศ คณะวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานจากนักวิจัยที่ได้รับทุนในปีที่ผ่านมา จำนวน 4 ผลงาน ได้แก่ 1) รศ. ดร.ทรงเกียรติ ภัทรปัทมาวงศ์ ผลงานเรื่อง “การพัฒนาและการออกแบบกระบวนการออกซิเดชันขั้นสูงแบบใหม่สำหรับการกำจัดยาปฏิชีวนะและความเป็นพิษในน้ำเสีย” 2) ผศ. ดร.ลีลา รักษ์ทอง ผลงานเรื่อง “การศึกษาสมบัติทางชีวเคมี โครงสร้างและจลนพลศาสตร์ของเอนไซม์โพลีฟีนอลออกซิเดสที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเหี่ยวย่นในทุเรียน” 3) ผศ. ดร.ชเนนทร์ มั่นคง ผลงานเรื่อง “มุมมองที่แตกต่างในงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรม แนวคิดเรื่อง ความสำเร็จในการอนุรักษ์จากมุมมองของชุมชน จากภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทย” และ 4) ศ. ดร.แชบเบีย กีวาลา ผลงานเรื่อง “จากขีดจำกัดระดับโลกสู่การปฏิบัติระดับภูมิภาค: การประเมินความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมแบบสมบูรณ์สำหรับวิกฤตหลักสามประการของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

กรอ.จับมือกรมควบคุมมลพิษ!! ‘วราวุธ’ สั่ง กรอ.เข้มโรงงานปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำ โรงงานจะปล่อยน้ำได้ไม่ใช่แค่ผ่านค่ามาตรฐานตัวเอง แต่ต้องไม่ทำให้คลองและชุมชนรับภาระแทน ย้ำโรงงานต้องรับผิดชอบต่อชุมชน

“วราวุธ” จี้ กรมโรงงาน สางปม รง. ปล่อยน้ำเสียลงคลอง 

สั่ง กรอ. จับมือ คพ. ร่วมตรวจ-ลดผลกระทบพี่น้องประชาชน เผย อธิบดี สั่งปิด รง. สระบุรีไป 2 แห่ง

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปัญหาการปล่อยน้ำเสียของโรงงานทำให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนและพี่น้องประชาชนโดยรอบ ว่า สำหรับแนวทางของกระทรวงอุตสาหกรรมในการกำกับดูแลเรื่องดังกล่าวตนกำลังหารือการปรับเปลี่ยนแนวคิดของการปล่อยน้ำเสียหรือน้ำที่ได้รับการบำบัดแล้วลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ โดยที่ผ่านมาเราจะดูกันที่ต้นตอของโรงงานว่า แต่ละโรงงาน เป็นโรงงานประเภทใด การปล่อยน้ำเสียหรือปล่อยน้ำที่บำบัดแล้ว มีค่ากำหนดมาตรฐานและองค์ประกอบในน้ำจากการปล่อยน้ำเสียต้องอยู่ที่เท่าไหร่ ถึงจะสามารถปล่อยลงในแม่น้ำลำคลอง ซึ่งเมื่อน้ำในแม่น้ำลำคลองลดลงหรือน้อยลงค่าความเข้มข้นของสารต่างๆ ที่อยู่ในน้ำที่บำบัดแล้วก็จะเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหันมาพิจารณาปรับเปลี่ยนวิธีคิดกันใหม่ว่าในแหล่งน้ำหรือแม่น้ำที่แต่ละโรงงานตั้งอยู่นั้น มีศักยภาพสามารถรองรับวัตถุเจือปนได้มากน้อยแค่ไหน แล้วให้แต่ละโรงงานที่อยู่รอบ ๆ แหล่งน้ำนั้นมาหารือ ตกลงร่วมกันว่า การบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงแม่น้ำควรมีค่ามาตรฐานเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่เพื่อให้การปล่อยน้ำรวมกันแล้วจะไม่กระทบกับแหล่งน้ำชุมชน

นายวราวุธ กล่าวว่า ต้องขอฝากพี่น้องประชาชนว่าหากว่าพบเห็นสิ่งที่ไม่ปกติ สามารถโทรมาแจ้งได้ที่ 1564 เป็นเบอร์ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม โทรมาได้ 24 ชั่วโมง แล้วเราจะรับเรื่องแล้วรีบดำเนินการให้อย่างเด็ดขาด ซึ่งกรณีที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการปล่อยน้ำเสียลงในแหล่งน้ำสาธารณะในจังหวัดสระบุรี ทางอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้มีคำสั่งให้โรงงานที่ถูกร้องเรียนนั้นหยุดประกอบกิจการและให้เร่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามกฏหมายแล้ว และยังได้มอบหมายให้ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ประสานงานเพื่อบูรณาการการทำงานกับทางกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการร่วมกันตรวจสอบน้ำเสียในแหล่งน้ำสาธารณะต่าง ๆ และกวดขันการเข้าตรวจสอบการประกอบกิจการของแต่ละโรงงาน เพื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 

วิลด์คัพ 2026 จ่อได้แมตช์ในฝัน!! ‘ยามาล’ ไม่ได้อยากแค่คว้าแชมป์โลก แต่หวังปิดฉากเวิลด์คัพด้วยการดวล ‘เมสซี’ หากอาร์เจนตินาผ่านอังกฤษ ตำนานเบอร์ 10 ที่เขาเดินตามรอย

ลามิน ยามาล แนวรุกทีมชาติสเปนหวังว่าจะได้ดวลแข้งกับ ลิโอเนล เมสซี แข้งซูเปอร์สตาร์ทีมชาติอาร์เจนตินาในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

โดย ยามาล ซึ่งลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกพา สเปน ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของเวิลด์คัพ 2026 หลังเอาชนะ ฝรั่งเศส รองแชมป์เก่า 2-0 เมื่อวันที่ 14 ก.ค.

จากชัยชนะดังกล่าวทำให้ดาวเตะวัย 19 ปีมีลุ้นแชมป์รายการใหญ่กับทัพ “กระทิงดุ” ต่อจากยูโร 2024 ซึ่งขณะนั้นเจ้าตัวมีอายุ 16 ปี โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง อังกฤษ กับอาร์เจนตินา แชมป์เก่า

ยามาล ให้สัมภาษณ์ว่า เขาอยากเจอกับ ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาในรอบชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลก “การได้เผชิญหน้ากับ ลีโอ เมสซี ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกคงเป็นอะไรที่วิเศษมาก ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”

ทั้งนี้ เมสซี กับ ยามาล มีจุดเชื่อมโยงกันนั่นก็คือเล่นให้กับ บาร์เซโลนา และสวมเสื้อเบอร์ 10 ให้กับ “เจ้าบุญทุ่ม” เหมือนกันด้วย
.
ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10323763

15 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 ในหลวง ร.9 ทรงห่วงใยปัญหาจราจร โปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้าง “สะพานพระราม 8” เพื่อบรรเทาการจราจรจากสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เพื่อบรรเทาทุกข์การจราจรของชาวกรุง

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมของกรุงเทพมหานคร เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้กรุงเทพมหานครพิจารณาก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มอีก 1 แห่ง เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรบริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งมีความคับคั่งอย่างมากในช่วงเวลานั้น

พระราชดำริดังกล่าวเป็นที่มาของ “สะพานพระราม 8” สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อพื้นที่ฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรี และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ด้านสถาปัตยกรรมและโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานครในเวลาต่อมา

จุดเริ่มต้นของสะพานพระราม 8 เกิดขึ้นจากพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยปัญหาการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะการจราจรบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในกับฝั่งธนบุรี ผ่านถนนราชดำเนินกลาง ถนนบรมราชชนนี และถนนจรัญสนิทวงศ์

ในช่วงเวลานั้น ปริมาณรถยนต์ในกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาหลายแห่งต้องรองรับการเดินทางหนาแน่น โดยเฉพาะสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของประชาชนจำนวนมาก การมีสะพานข้ามแม่น้ำเพิ่มขึ้นจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนในการกระจายการจราจรและลดภาระของเส้นทางเดิม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และทรงพระราชทานพระราชดำริให้กรุงเทพมหานครดำเนินการศึกษาและก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มเติม บริเวณโรงงานสุราบางยี่ขัน เชื่อมต่อกับปลายถนนวิสุทธิกษัตริย์ ใกล้ธนาคารแห่งประเทศไทย
พระราชดำรินี้สะท้อนพระปรีชาสามารถในการมองปัญหาเมืองอย่างเป็นระบบ เพราะการก่อสร้างสะพานมิได้เป็นเพียงการเพิ่มเส้นทางข้ามแม่น้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการจัดโครงข่ายคมนาคมให้เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการขยายตัวของเมือง และลดความเดือดร้อนในชีวิตประจำวันของประชาชน

ต่อมา สะพานแห่งนี้ได้รับพระราชทานชื่อว่า “สะพานพระราม 8” เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทย

สะพานพระราม 8 ได้รับการออกแบบเป็นสะพานขึงแบบอสมมาตร มีเสาสะพานหลักเพียงต้นเดียวตั้งอยู่ฝั่งธนบุรี และไม่มีเสาตั้งอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสัญจรทางน้ำ อีกทั้งยังช่วยรักษาทัศนียภาพของแม่น้ำและพื้นที่โดยรอบ

รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของสะพานพระราม 8 มีความโดดเด่นด้วยเสาสะพานสูงและสายเคเบิลสีเหลืองทอง ซึ่งกลายเป็นภาพจำสำคัญของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่สะพานส่องประกายเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา สะท้อนทั้งความงามทางวิศวกรรมและความหมายทางประวัติศาสตร์
การก่อสร้างสะพานพระราม 8 เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2542 และเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จะเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2545

หลังเปิดใช้งาน สะพานพระราม 8 ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรี ลดความหนาแน่นของการจราจรบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า และช่วยให้โครงข่ายคมนาคมฝั่งตะวันตกกับฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครเชื่อมต่อกันได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากบทบาทด้านการคมนาคม สะพานพระราม 8 ยังกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพฯ เป็นสถานที่ที่ประชาชนรู้จักคุ้นเคย และเป็นหนึ่งในภาพจำของเมืองหลวงที่สะท้อนการผสมผสานระหว่างประโยชน์ใช้สอย ความงดงามทางสถาปัตยกรรม และความหมายเชิงพระราชประวัติ
.
บริเวณเชิงสะพานยังได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ คือสวนหลวงพระราม 8 ซึ่งเป็นพื้นที่พักผ่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 8 ทำให้บริเวณนี้มีความสำคัญทั้งในมิติเมือง ประวัติศาสตร์ และการรำลึกถึงพระมหากษัตริย์ไทย

สะพานพระราม 8 จึงไม่ใช่เพียงโครงสร้างคอนกรีตและเหล็กที่ทอดข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เป็นผลลัพธ์จากพระราชดำริที่มุ่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เป็นตัวอย่างของการพัฒนาเมืองที่เริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาในชีวิตจริงของผู้คน

15 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 จึงควรถูกจดจำในฐานะจุดเริ่มต้นสำคัญของสะพานพระราม 8 สะพานที่เกิดจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจร เชื่อมโยงสองฝั่งเจ้าพระยา และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในกรุงเทพมหานคร

จากพระราชดำริในวันนั้น สู่สะพานที่ยืนเด่นเหนือแม่น้ำเจ้าพระยาในวันนี้ สะพานพระราม 8 ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของพระราชปณิธานในการแก้ปัญหาเพื่อประชาชน และเป็นหนึ่งในพระราชกรณียกิจด้านคมนาคมที่คนไทยยังคงรำลึกถึงด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ONCB Thai Youth League 2025/2026!! เปิดสนามปั้นเยาวชนไทย ใช้ฟุตบอลสร้างภูมิคุ้มกันห่างไกลยาเสพติด ป.ป.ส. หนุน ONCB Thai Youth League ใช้ฟุตบอลพัฒนาเด็กไทย สร้างวินัย–ต้านภัยยาเสพติด

ONCB Thai Youth League 2025/2026 เปิดสนามสร้างนักกีฬา พัฒนาเยาวชนไทยห่างไกลยาเสพติด

การแข่งขัน ONCB Thai Youth League ฤดูกาล 2025/2026 เดินหน้าสร้างพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศได้พัฒนาทักษะฟุตบอล ควบคู่กับการเรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ และการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ โดยมี พันตำรวจเอก ชัยพร ออฟูวงศ์ เป็นประธานโครงการ ONCB Thai Youth League และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ซึ่งมุ่งใช้กีฬาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนห่างไกลจากยาเสพติด

การแข่งขันในฤดูกาลนี้ครอบคลุมฟุตบอล 11 คน รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี และรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี รวมถึง Thai Youth League Junior สำหรับเยาวชนอายุ 9-13 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรุ่นเล็กได้เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ในสนามตั้งแต่ก้าวแรก นอกจากนี้ ยังมีโครงการฟุตบอลเด็กวิถีชุมชนใน 10 จังหวัด ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เด็กนักเรียน เด็กด้อยโอกาส เยาวชนกลุ่มเสี่ยง และกลุ่มเปราะบางได้เข้าถึงการฝึกซ้อมและการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาและเครือข่ายโค้ชจิตอาสาในพื้นที่ ขณะเดียวกัน นักกีฬายังได้เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาและศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 เพื่อเรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

Thai Youth League หรือการแข่งขันฟุตบอลลีกเยาวชนแห่งชาติ เริ่มจัดขึ้นในปี 2559 จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้โครงการ “สานฝันฟุตบอลไทยไปฟุตบอลโลก” ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี โครงการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างฟุตบอลระดับเยาวชนกับฟุตบอลอาชีพ ผ่านระบบการแข่งขันที่ครอบคลุมหลายช่วงวัย และเปิดโอกาสให้เด็กจากทุกภูมิภาคได้พิสูจน์ศักยภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกัน โดยนักฟุตบอลทีมชาติไทยและผู้เล่นในลีกอาชีพหลายคนต่างมีจุดเริ่มต้นจากเวทีการแข่งขันระดับเยาวชน ซึ่งประสบการณ์ในสนามถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมทั้งทักษะ ความมั่นใจ และความพร้อมสำหรับการก้าวสู่เส้นทางฟุตบอลอาชีพ

สิ่งที่ทำให้ Thai Youth League มีความโดดเด่น คือการมองฟุตบอลเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนานักกีฬา สนามแข่งขันจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ค้นหาผู้เล่นฝีเท้าดี แต่ยังช่วยปลูกฝังความอดทน ความมีวินัย การทำงานเป็นทีม และการเคารพกติกา คุณลักษณะเหล่านี้จะติดตัวเยาวชนต่อไป ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพหรือเติบโตไปสู่บทบาทอื่นในสังคม และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Thai Youth League ยังคงเป็นเวทีในการสร้างทั้งนักกีฬาและคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพให้แก่สังคมไทย

เด็กเตรียมอุดมฯ พร้อมลุย IMO 2026!! ส่งกำลังใจ 5 เด็กเตรียมอุดมฯ ผู้แทนไทย ลุยศึกคณิตศาสตร์โอลิมปิกโลกที่เซี่ยงไฮ้ ทีมคณิตศาสตร์ไทยบินสู่เซี่ยงไฮ้ เตรียมแข่งขันโอลิมปิกนานาชาติ 10–21 ก.ค. 2569

ร่วมส่งกำลังใจแก่นักเรียนเตรียมอุดมศึกษาผู้แทนประเทศไทย

ไปแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 นายทรงเกียรติ เทพประเสน รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ และคณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ร่วมส่งกำลังใจแก่

นายเอกกวิน วิศิษฏ์เกียรติชัย ต.อ.86

นายดรณ์ สว่างทรัพย์ ชั้น ม.6 ห้อง 228

นายนภนต์ อภินทนาพงศ์ ชั้น ม.6 ห้อง 228

นายอภิวิชญ์ ชาญณรงค์ ชั้น ม.6 ห้อง 228

ด.ช.อีตั้น เชน ชั้น ม.4 ห้อง 436

นักเรียนผู้แทนประเทศไทยไปเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ วันที่ 10-21 กรกฎาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

ที่มา : https://www.facebook.com/100057799533827/posts/pfbid027K7DqLivQqQErM2qhChrnbsg4KQCH8pzGDPDw5KA1ZnhtFFgJj54uqfsGrSmZvQnl/?mibextid=NOb6eG

เปิดเส้นทาง “มนตรี เฉียบแหลม”!! รู้จัก “มนตรี” ผู้สมัคร สว.ที่ลุกขึ้นเปิดข้อมูลคดีฮั้วเลือก จากอดีตข้าราชการ สู่พยานสำคัญคดีฮั้วเลือก สว. ไม่ได้เป็นแค่ผู้สมัครที่พลาดเก้าอี้ สว. แต่เป็นหนึ่งในพยานที่ยืนยันให้ความจริงปรากฏ

“มนตรี เฉียบแหลม” ที่ผมรู้จัก ;นายหัวไทร

มนตรี เฉียบแหลม จากอดีตข้าราชการ สู่พยานคนสำคัญคดีฮั้วเลือก สว.

สำหรับผู้ที่ติดตามการเมืองภาคใต้และคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชื่อของ มนตรี เฉียบแหลม กลายเป็นบุคคลที่ได้รับการจับตามองมากขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา จากผู้สมัคร สว.คนหนึ่ง กลายมาเป็นหนึ่งในพยานสำคัญที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทุจริตในการเลือก สว. ต่อสาธารณะ

แต่หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ชีวิตของมนตรีไม่ได้เริ่มต้นบนเส้นทางการเมือง เขาเกิดที่บ้านขอยหาด อ.ชะอวด นครศรีฯ ไปเรียนต่อในสายเกษตร อาชีพเริ่มจากการเป็นข้าราชการที่ตัดสินใจลาออก เพื่อเดินเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยความเชื่อปัญหาต้องแก้ด้วยการเมือง แม้จะรู้ว่าหนทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบกับการยืนหยัดอยู่กับพรรคเพื่อไทยที่ไม่มีกระแสตอบรับในภาคใต้

“มนตรี”เสนอตัวลงเขต 1 นครศรีฯ แต่พรรคถีบส่งไปลงเขต 3 ที่เขาไม่มีฐานเสียง แต่ก็ยืนหยัดสู้ในช่วงเวลานั้น พรรคเพื่อไทยแทบไม่มีฐานเสียงในภาคใต้ และหลายคนมองว่าการลงสมัคร สส.ในพื้นที่เป็นภารกิจที่แทบเป็นไปไม่ได้ แต่เขายังคงยืนหยัดอยู่กับพรรค ไม่เปลี่ยนสี ไม่ย้ายขั้ว แม้จะรู้ดีว่ากระแสทางการเมืองในพื้นที่ไม่ได้เป็นใจ

แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง แต่การยืนหยัดในจุดยืนทางการเมืองทำให้หลายคนจดจำเขาในฐานะนักการเมืองที่พร้อมรับความพ่ายแพ้เพื่อรักษาอุดมการณ์ที่เชื่อ

มนตรี เป็นนักธุรกิจที่สร้างตัวจากร้านขายไข่ และโรงเรียนบริบาล ในภาวะที่ไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

หลังจากประสบความสำเร็จในธุรกิจสถานบริบาล มนตรีก็เปิดโรงเรียนการบริบาลร่วมกับพี่สาว และขยายไปในหลายจังหวัด นครศรีฯ สุราษฏร์ธานี ภูเก็ต และสงขลา ควบคู่ไปกับธุรกิจจำหน่ายไข่ไก่ ก่อนจะค่อย ๆ ขยายกิจการจนปัจจุบันมีร้านจำหน่ายไข่ถึง 11 สาขา กับฉายา ดร.ไข่ ไข่ไม่ขึ้น (ราคา)

ธุรกิจค้าปลีกด้านการดูแลผู้สูงอายุ โดยเปิด โรงเรียนผู้บริบาล เพื่อผลิตบุคลากรด้านการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ รวมทั้งจัดตั้ง สถานบริบาล สำหรับดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องการการดูแลระยะยาวประสบความสำเร็จดียิ่ง 

ธุรกิจเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการมองเห็นโอกาสจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการลงทุนในธุรกิจบริการที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เกือบได้เป็น สว. แต่สะดุดข้อกล่าวหาฮั้ว

เมื่อมีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา มนตรีตัดสินใจลงสมัคร และสามารถผ่านการคัดเลือกในรอบระดับอำเภอ สู่รอบระดับจังหวัด และรอบระดับประเทศ (รอบสุดท้าย)

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้รับการเลือกเป็น สว.

เขาเชื่อว่าผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่การแข่งขันตามปกติ แต่เป็นผลจากขบวนการฮั้วเลือก สว. ซึ่งต่อมากลายเป็นประเด็นที่หน่วยงานของรัฐหลายแห่งเข้าตรวจสอบ เขาเกือบจะเดินเข้าสู่ขบวนการฮั้ว แต่เมื่อเห็นร่องรอยของความผิดสังเกต ก็ถอยออกมา พร้อมเก็บหลักฐานไว้ทุกอย่าง

สิ่งที่ทำให้มนตรีแตกต่างจากผู้สมัครหลายคน คือเขาไม่ได้เพียงตั้งข้อสงสัย แต่เลือกเก็บข้อมูลและหลักฐานตั้งแต่เริ่มต้น

หนึ่งในหลักฐานที่เขาระบุว่าเก็บรักษาไว้ คือ เงินจำนวน 20,000 บาท ที่อ้างว่าเป็นเงินซึ่งถูกนำมาจ่ายให้ในช่วงแรกของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ในขณะที่คนอื่นน่าจะจ่ายหมดแล้ว

นอกจากนี้ เขายังรวบรวมข้อมูล บุคคล เหตุการณ์ และลำดับขั้นตอนต่าง ๆ ไว้อย่างต่อเนื่อง ก่อนนำไปให้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากผู้สมัคร สู่พยานสำคัญ ตลอดระยะเวลากว่าสองปีที่ผ่านมา มนตรียังคงเดินหน้าเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว. อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เขาเป็น 1 ใน 4 พยาน ที่ร่วมขึ้นเวทีเสวนาในงาน “2 ปี ฮั้วเลือก สว.” โดยอธิบายขั้นตอน วิธีการ และกลไกของขบวนการที่เขาอ้างว่าได้พบเห็น พร้อมทั้งเอ่ยชื่อบุคคลบางส่วนที่เกี่ยวข้องตามข้อมูลที่ตนมี เช่น นาย ป. นายกฯน.เป็นต้น

การออกมาเปิดเผยข้อมูลในลักษณะดังกล่าว ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับความสนใจจากสังคมและสื่อมวลชน

ยังคงเดินหน้าชี้แจงต่อสาธารณะ แม้เวทีเสวนาจะจบลงแล้ว เพราะเขาให้ข้อมูลชัดจน “พริษฐ์ วัชรสินธ์” ในฐานะผู้จัด ขอจับมือถึง 7 ครั้ง พร้อมยกนิ้วโป้งให้

มนตรียังคงได้รับเชิญให้ไปออกรายการโทรทัศน์และเวทีเสวนาต่าง ๆ เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงในมุมของตนเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว. ไปออกช่องเนชั่น /เดอะสแตนดาร์ด /เดลินิวส์ / มติชน เป็นต้น

เขายังคงยืนยันจุดยืนเดิมว่า ต้องการให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าอย่างโปร่งใส และให้ความจริงปรากฏ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

นี้คือเรื่องราวของมนตรี เฉียบแหลม ที่สะท้อนเส้นทางชีวิตนักสู้ หลายบทบาท ตั้งแต่อดีตข้าราชการ นักการเมือง นักธุรกิจ ผู้สมัคร สว. จนกลายมาเป็นพยานในคดีที่ถูกจับตามองระดับประเทศ

ไม่ว่าบทสรุปของคดีฮั้วเลือก สว. จะเป็นอย่างไร ชื่อของ มนตรี เฉียบแหลม ได้กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกจดจำว่าเป็นผู้ที่เลือกออกมาเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และยืนหยัดในสิ่งที่ตนเชื่อมาตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว. ยังคงอยู่ในกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาตามกฎหมาย โดยผลวินิจฉัยสุดท้ายเป็นหน้าที่ของหน่วยงานทั้ง กกต.และดีเอสไอ และศาลในที่สุด

‘รศ.นพ.สุริยเดว’ รับรางวัลประชาบดี 2569 เชิดชูบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ด้านคุณธรรมสังคมไทย ไม่ได้ขับเคลื่อนแค่คำว่าคุณธรรม แต่ทำให้คุณธรรมกลายเป็นพลังจริงในการยกระดับสังคมไทย ตอกย้ำภารกิจสร้างสังคมไทยบนฐานคุณธรรม

หมอเดว รับประทานรางวัล “ประชาบดี” ประจำปี 2569 “บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์”

13 กรกฎาคม 2569 พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึก ยุคล เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีประทานรางวัล “ประชาบดี” ประจำปีพุทธศักราช 2569 เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคล องค์กร สื่อ และต้นแบบคนสู้ชีวิตที่สร้างคุณประโยชน์ดีเด่นแก่สังคม รวมทั้งเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม ตลอดจนบุคคลผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างอันดี โดยมี นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ ทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ และนางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ทูลเบิกผู้เข้ารับรางวัล “ประชาบดี” พร้อมด้วย นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ในการนี้ รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ได้รับประทานรางวัล “ประชาบดี” ประจำปีพุทธศักราช 2569 ประเภทบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ จากผลงานการอุทิศตนในการส่งเสริมและขับเคลื่อนงานด้านคุณธรรมของสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้ เครือข่าย และนวัตกรรมทางสังคม เพื่อเสริมสร้างสังคมคุณธรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อันเป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างคุณูปการต่อสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ภาพและข่าว: กลุ่มงานสื่อสารและรณรงค์ทางสังคม

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่

🌐 Facebook : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand

🎥 YouTube : Moral Channel

เกาหลีเปิดประตูรับนักเรียนไทย!! นักเรียนไทยแห่สนใจเรียนต่อ งานนิทรรศการศึกษาต่อคนร่วมกว่า 1,450 คน ดึงนักเรียนไทยเชื่อมวัฒนธรรมสู่การศึกษาและอาชีพ หนุนเยาวชนไทยเรียนรู้และเติบโตในเกาหลี

เกาหลีเป้าหมายเรียนต่อยอดนิยม นักเรียนไทยสนใจล้นหลาม

นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย ปี2569 ได้รับความสนใจ จากนักเรียน ผู้ปกครอง และครูมากกว่า1,450 คน เชื่อมโยงความสนใจด้านวัฒนธรรม สู่การศึกษา และการทำงาน

สถานทูตเกาหลีประจำประเทศไทย, ศูนย์การศึกษาเกาหลี ประจำประเทศไทย และสถาบันการศึกษานานาชาติแห่งชาติ (NIIED) ได้ร่วมกันจัดงาน “นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่11–12 กรกฎาคม ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ

ภายในงานมีมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐและบริษัทจากประเทศเกาหลีเข้าร่วมงาน รวมทั้งสิ้น50 แห่ง เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อในประเทเกาหลี พร้อมทั้งสนับสนุนการวางแผนศึกษาต่อและเส้นทางอาชีพของนักเรียนไทย

นอกจากการให้คำปรึกษาด้านการสมัครเข้าศึกษาและทุนการศึกษาแล้ว ยังมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานในบริษัทและหน่วยงานภาครัฐของเกาหลี นโยบายสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติ และการใช้ชีวิตในประเทศเกาหลี เพื่อนำเสนอรูปแบบใหม่ของการศึกษาต่อที่เชื่อมโยง “การศึกษาต่อ–การทำงาน–การตั้งถิ่นฐาน”

นาย ปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตเกาหลี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “หวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียนไทยที่มีศักยภาพจะได้เรียนรู้และเติบโตในประเทศเกาหลี และก้าวสู่การเป็นบุคลากรแห่งอนาคตที่เชื่อมโยงทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน สถานทูตฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาต่อในเกาหลีและขยายความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทย–เกาหลีอย่างต่อเนื่อง”.

ที่มา : https://www.facebook.com/100063674585845/posts/1625643442901460/?rdid=nppjr8yhBecEhkjn#

TPQI เดินหน้า THAILAND TOURISM SKILL LAB จังหวัดแพร่ ยกระดับนักเล่าเรื่องท้องถิ่น-ผู้ประกอบการอาหารชุมชน สู่การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ TPQI ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย จัดอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” จังหวัดแพร่ มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการสร้างนักสื่อสารท้องถิ่น เพื่อยกระดับทักษะตามมาตรฐานอาชีพ และต่อยอดอัตลักษณ์พื้นที่สู่เส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ

(10-11 กรกฎาคม 2569) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) จัดอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี ดร.ณฐา จันทนู รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นประธานเปิดการอบรม โดยในวันที่ 10 กรกฎาคม มีคุณประภารัตน์ แต้กุล นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย จังหวัดแพร่  ในพระบรมราชินูปถัมป , คุณจีระพรรณ ตรีเทพชาญชัย และ สมาชิกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย จังหวัดแพร่  ในพระบรมราชินูปถัมป์ ให้การต้อนรับ ณ นคราแกรนด์บอลรูม โรงแรมแพร่นครา จังหวัดแพร่ และในวันที่ 11 กรกฎาคม มีนายบรรพต รัตนเกตุ นายอำเภอหนองม่วงไข่, นายรัฐกานต์ จันทนู กำนัน ตำบลวังหลวง นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน 17 จังหวัดภาคเหนือ, นายอิทธิพล ก้อนแก้ว นายกอบต.วังหลวง, นายกันตะพงษ์ คำปุก นายกอบต.ทุ่งแต้ว, นายวัฒนา จินดามงคล เลขานายกอบต.น้ำรัด มาแทนนายชูรัตน์ ประทักษ์ใจ นายกอบต.น้ำรัด ให้การต้อนรับ ณ หอประชุมอำเภอหนองม่วงไข่ อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ 

ดร.ณฐา จันทนู ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งการสร้างรายได้ การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ชุมชน ตลอดจนการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

“ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว เทคโนโลยีดิจิทัล และการแข่งขันในระดับนานาชาติ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพจึงดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่เป้าหมาย 10 จังหวัดทั่วประเทศ โดยจังหวัดแพร่เป็นหนึ่งในจังหวัดเมืองน่าเที่ยวที่ได้รับการคัดเลือก เนื่องจากมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต อาหาร และงานหัตถกรรม ซึ่งล้วนเป็นจุดเด่นที่มีศักยภาพและควรได้รับการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

“จังหวัดแพร่มีเสน่ห์และมีศักยภาพไม่เป็นรองใคร โครงการนี้จึงมุ่งพัฒนาคนในพื้นที่ให้สามารถนำต้นทุนที่มีอยู่มาต่อยอด ทั้งในด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การออกแบบกิจกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการสื่อสารการตลาด”

กลุ่มเป้าหมายของโครงการประกอบด้วยผู้ประกอบการ กลุ่มสตรีและนักธุรกิจหญิง ผู้นำท้องถิ่น หอการค้า และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ โดยมีภาคีเครือข่าย เช่น ธนาคารออมสิน และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank เข้ามาร่วมสนับสนุนและต่อยอดองค์ความรู้ รวมถึงโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนานักสื่อสารหรือนักเล่าเรื่องท้องถิ่นในรูปแบบ Influencer, KOL และ KOC ให้สามารถถ่ายทอดเรื่องราว คุณค่า และอัตลักษณ์ของจังหวัดแพร่ผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย

“คนในพื้นที่คือผู้ที่รู้จักบ้านของตนเองดีที่สุด การสร้างนักเล่าเรื่องท้องถิ่นจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ เมื่อได้รับการพัฒนาทักษะด้านการเล่าเรื่อง การผลิตสื่อ และการสื่อสารการตลาด ก็จะสามารถนำเสนอเสน่ห์ของพื้นที่ให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวได้อย่างน่าสนใจมากยิ่งขึ้น”

การพัฒนาบุคลากรภายใต้โครงการยังดำเนินควบคู่กับการต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดแพร่ เช่น น้ำพริกน้ำย้อย ผ้าหม้อห้อม และงานหัตถกรรมต่าง ๆ เพื่อให้บุคลากร เรื่องราว ผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมการท่องเที่ยวสามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกัน และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนอย่างเป็นระบบ

“เราเชื่อว่าทักษะของคนสามารถพัฒนาและต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมจะได้รับใบประกาศนียบัตร ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่กระบวนการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพได้ในอนาคต ช่วยให้แต่ละคนมองเห็นเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพของตนเองได้ชัดเจนขึ้น”

ดร.ณฐา กล่าวทิ้งท้ายว่า สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนบนฐานสมรรถนะ โดยมุ่งให้ประชาชนและผู้ประกอบอาชีพมีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ สามารถนำไปใช้สร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและชุมชน

“หวังว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะสามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่า และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” ดร.ณฐา กล่าว

สำหรับกิจกรรมวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 จัดขึ้น ณ นคราแกรนด์บอลรูม โรงแรมแพร่นครา จังหวัดแพร่ ได้รับความร่วมมือจากสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย จังหวัดแพร่ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และภาคีเครือข่ายนักธุรกิจจังหวัดแพร่ มุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชน (Cultural & Community-Based Tourism)  โดยเฉพาะเรื่องราวประวัติศาสตร์เมืองเก่า สถาปัตยกรรมคุ้มเจ้าหลวง งานหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น ผ้าหม้อฮ่อม ตลอดจนเรื่องเล่า ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดแพร่ในฐานะ “ประตูสู่ล้านนาตะวันออก”

การอบรมในวันดังกล่าวเป็นหลักสูตรสาขาการจัดการการท่องเที่ยวในท้องถิ่น อาชีพนักเล่าเรื่องท้องถิ่น ระดับ 5 มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 100 คน ประกอบด้วยตัวแทนจากกลุ่มผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และผู้ที่ให้ความสนใจในพื้นที่ โดยมีการบรรยายในหัวข้อ “เล่าเรื่องท้องถิ่นอย่างไรให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม” “เทคนิคดึงดูดใจนักท่องเที่ยวด้วยการเล่าเรื่องบนโลกออนไลน์” และ “การสร้างคอนเทนต์เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นบนโลกออนไลน์อย่างชาญฉลาด” ในรูปแบบ Workshop & Presentation เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสารเรื่องราวของชุมชนได้อย่างน่าสนใจและสอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล

ต่อเนื่องในวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 จัดขึ้น ณ หอประชุมอำเภอหนองม่วงไข่ อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอาหารท้องถิ่น และการต่อยอดวัตถุดิบ ภูมิปัญญา และเสน่ห์ของชุมชนให้กลายเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงอาหารที่มีคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว และช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่คนในพื้นที่

โดยอบรมในหลักสูตรสาขาการจัดการการท่องเที่ยวในท้องถิ่น อาชีพผู้ประกอบการอาหารท้องถิ่น ระดับ 5 มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 120 คน ประกอบด้วยตัวแทนจากชุมชนในพื้นที่ตำบลทุ่งแค้ว ตำบลน้ำรัด และตำบลวังหลวง อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ โดยมีกิจกรรมบรรยายในหัวข้อ “มาตรฐานอาหารท้องถิ่นสู่ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว” “การสร้างประสบการณ์อาหารท้องถิ่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว” และ “1 Gastronomy Experience” ของชุมชนตนเอง ในรูปแบบ Workshop & Presentation เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถออกแบบประสบการณ์อาหารท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน โดยเลือกทำเมนู “หยกสยาม” ปอเปี๊ยะอั่วไก่ เลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติ คัดสรรพิเศษจากในท้องถิ่น เป็นอาหารว่างที่ทำได้ง่าย ขั้นตอนไม่ซับซ้อน เมื่อทอดเรียบร้อยจะมีสีเหลืองทอง กรอบ รสชาติอร่อย และนำไปต่อยอดเป็นอาหารท้องถิ่น สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวและชุมชนได้

ภายหลังเสร็จสิ้นการอบรมในแต่ละวัน ดร.ณฐา จันทนู รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ได้มอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม เพื่อเป็นการรับรองการเข้าร่วมกิจกรรมและส่งเสริมให้ผู้ผ่านการอบรมนำความรู้ ทักษะ และแนวทางตามมาตรฐานอาชีพไปปรับใช้ในการพัฒนางานด้านการท่องเที่ยวของชุมชนต่อไป 

สำหรับอำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ มีความโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ วิถีชีวิต และศิลปะท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นที่ “3 ตำบล 3 เสน่ห์ แห่งหนองม่วงไข่” ได้แก่ ตำบลทุ่งแค้ว ตำบลน้ำรัด และตำบลวังหลวง ที่ต่างมีจุดเด่นน่าสนใจด้านธรรมชาติ เกษตรกรรม ศิลปะ งานช่างพื้นถิ่น และวิถีชีวิตชุมชน ที่แตกต่างกัน ดังนี้

ตำบลทุ่งแค้ว มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เหมาะสำหรับการพักผ่อนและท่องเที่ยวแบบ Slow Life เรียนรู้วิถีเกษตรและชุมชนชนบท เช่น อ่างเก็บน้ำห้วยยอย จุดพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ เหมาะสำหรับชมวิว ถ่ายภาพ พักผ่อน และชมพระอาทิตย์ตก บรรยากาศเงียบสงบ มีพื้นที่รับน้ำกว่า 200 ไร่ เป็นแหล่งน้ำสำคัญของชุมชน และวัดทุ่งแค้ว วัดเก่าแก่ประจำตำบล เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน และเป็นสถานที่จัดงานประเพณีสำคัญตลอดปี

ตำบลน้ำรัด เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีทัศนียภาพสวยงาม เหมาะสำหรับพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agri Tourism) วิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้าน สัมผัสวัฒนธรรมล้านนาและอาหารพื้นเมือง มีศักยภาพในการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงชุมชน เช่น ปั่นจักรยาน ศึกษาธรรมชาติ และเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายเรียนรู้และพักผ่อน

ตำบลวังหลวง มีแหล่งท่องเที่ยวแนววิถีชีวิต ศิลปะ และธรรมชาติใกล้ตัวเมืองแพร่ เหมาะสำหรับท่องเที่ยวแบบครอบครัว ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนผ่านการท่องเที่ยว เช่น ถนนแมววังหลวง สตรีทอาร์ตกำแพงเพ้นท์รูปแมวหลากหลายสไตล์ และมักมีการจัดตลาดชุมชนในบริเวณนี้, บ้านสล่าเฮือนคำแสน (แกลเลอรี่คำแสน) หอศิลป์ขนาดเล็กที่จัดแสดงงานแกะสลักพุทธศิลป์และงานไม้สักอันงดงามโดยช่างฝีมือท้องถิ่น, หอศิลป์กำนันอรรถ แหล่งรวบรวมงานสิ่วและงานแกะสลักไม้หลากหลายรูปแบบ ทั้งพุทธศิลป์และการตกแต่งบ้านอ่าง, เก็บน้ำ/ฝายน้ำล้น (Amazing Waungluang) ช่วงฤดูแล้งจะมีหาดทรายกว้าง บรรยากาศร่มรื่น เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ

การขับเคลื่อน THAILAND TOURISM SKILL LAB ในพื้นที่จังหวัดแพร่ครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการอบรมเพื่อเพิ่มพูนทักษะเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้ผู้ประกอบการ ชุมชน และนักสื่อสารท้องถิ่น สามารถนำอัตลักษณ์ของพื้นที่ ทั้งเรื่องเล่า อาหาร วิถีชีวิต ศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปต่อยอดสู่เส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถของการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้โครงการฯ จะดำเนินการในพื้นที่เป้าหมายที่เป็นชุมชนท้องถิ่นตามเส้นทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง รวม 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดแพร่ จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดภูเก็ต จังหวัดจันทบุรี จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1,000 คน

คดี Forex เถื่อนลุกลาม!! DSI เปิดเกมคดี Forex ผิดกฎหมาย ตรวจเส้นทางเงินโยงโบรกเกอร์–ระบบชำระเงิน–บุคคลหลายวงการ พบชื่อ “ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน โยงรับโอนจาก สปาร์ก ดิจิทัล ยื่นศาลออกหมายจับกลุ่มแรก 30 ราย ปมฉ้อโกงประชาชน

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการสอบสวนคดีซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาต ภายหลังมีผู้เสียหายจำนวนมากเข้าร้องทุกข์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ก.ค. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า DSI ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องกลุ่มแรก จำนวน 30 หมาย โดยมีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

ทั้งนี้ หนึ่งในรายชื่อที่ปรากฏในกระบวนการดังกล่าว คือ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ “ป้อม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับบริษัท สปาร์ก ดิจิทัล จำกัด

แหล่งข่าวระดับสูงจาก DSI เปิดเผยว่า ภายหลังคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสืบสวนสอบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานจากการตรวจยึดอุปกรณ์และข้อมูลต่าง ๆ อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต Hardware Wallet รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล และเอกสารเกี่ยวกับโครงสร้างการดำเนินงานของเครือข่ายการลงทุน เพื่อนำมาวิเคราะห์ตรวจสอบ

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พนักงานสอบสวนพบข้อมูลที่เชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลหลายส่วน ทั้งกลุ่มผู้แนะนำโบรกเกอร์ (IB) กลุ่มบริษัทโบรกเกอร์ (Broker) และกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับระบบรับ-ส่งเงินและการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับกรณีนายภาวุธ แหล่งข่าวระบุว่า พนักงานสอบสวนพบข้อมูลการรับโอนเงินจากบริษัท สปาร์ก ดิจิทัล จำกัด จำนวน 28 ล้านบาท โดยเป็นการโอนครั้งละ 2 ล้านบาท รวม 14 ครั้ง ภายในวันที่ 18 ก.ค. 2567 ซึ่งนายภาวุธเคยชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นรายได้จากการเทรดทองคำ และได้นำเอกสารบางส่วนเข้าชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในฐานะพยานแล้ว

นอกจากนี้ DSI ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลบุคคลอื่นที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน รวมถึงบุคคลในวงการต่าง ๆ ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน

แหล่งข่าวระบุว่า การขอศาลออกหมายจับครั้งนี้ เป็นผลจากการรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับพฤติการณ์การชักชวนลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงความเชื่อมโยงด้านธุรกรรมทางการเงิน โดยศาลอาญาได้พิจารณาออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวม 30 หมาย ในข้อหาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และข้อหาฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343

อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน โดยผู้ถูกกล่าวหาทุกคนยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และ DSI อยู่ระหว่างพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ยังพบชื่อบุคคลในวงการบันเทิงรายหนึ่ง ปรากฏในข้อมูลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในกลุ่มโบรกเกอร์ ซึ่งมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์จำนวนมาก และอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเกี่ยวข้องตามพยานหลักฐาน

บัลลังก์ราชันคอร์ตหญ้า!! ‘ซินเนอร์’ โชว์หัวใจมือ 1 โลก พลิกดับซเวเรฟ 3-1 เซต ป้องกันแชมป์วิมเบิลดัน 2 สมัยซ้อน คว้าเงินรางวัล 3.6 ล้านปอนด์

ยานนิค ซินเนอร์ นักเทนนิสมือ 1 ของโลกจากอิตาลี โชว์หัวใจแชมป์ พลิกสถานการณ์หลังเสียเซตแรก ก่อนเอาชนะ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ มือวางอันดับ 2 ของรายการ และมือ 3 ของโลกจากเยอรมนี 3-1 เซต

คว้าแชมป์ชายเดี่ยวศึกแกรนด์สแลม วิมเบิลดัน 2026 พร้อมป้องกันแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน
การแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลมรายการที่ 3 ของปี วิมเบิลดัน 2026 ชิงเงินรางวัลรวม 64.2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,889 ล้านบาท) ที่ออล อิงแลนด์ ลอน เทนนิส แอนด์ โครเกต์ คลับ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศประเภทชายเดี่ยว

การแข่งขันครั้งนี้ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก แคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ องค์อุปถัมภ์ของออล อิงแลนด์ ลอน เทนนิส แอนด์ โครเกต์ คลับ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์, เจ้าชายจอร์จแห่งเวลส์ และ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์แห่งเวลส์ เพื่อทอดพระเนตรการแข่งขันและพระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะ ท่ามกลางแฟนเทนนิสที่เข้าชมเต็มความจุของเซนเตอร์คอร์ต

ซเวเรฟคว้าเซตแรก ก่อนซินเนอร์เร่งเครื่อง
เซตแรก ทั้งสองฝ่ายรักษาเกมเสิร์ฟได้อย่างเหนียวแน่น ก่อนเสมอกัน 6-6 และต้องตัดสินด้วยไทเบรก ซึ่งเป็น ซเวเรฟ ที่เฉือนชนะ 9-7 ขึ้นนำ 1-0 เซต

เซตที่สอง รูปเกมยังสูสีและต้องตัดสินด้วยไทเบรกอีกครั้ง แต่คราวนี้ ซินเนอร์ เล่นได้เฉียบคมกว่า เอาชนะ 7-2 ตีเสมอเป็น 1-1 เซต

เซตที่สาม จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในเกมที่ 8 เมื่อซินเนอร์เบรกเกมเสิร์ฟได้สำเร็จ ก่อนปิดเซตด้วยสกอร์ 6-3 พลิกขึ้นนำ 2-1 เซต

เข้าสู่เซตที่สี่ มือ 1 ของโลกยังคุมเกมได้เหนือกว่า เบรกเสิร์ฟสำคัญขึ้นนำ 4-3 ก่อนเสิร์ฟปิดแมตช์เอาชนะ 6-4

จบการแข่งขัน ยานนิค ซินเนอร์ เอาชนะ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ 3-1 เซต 6-7 ไทเบรก (7-9), 7-6 ไทเบรก (7-2), 6-3 และ 6-4 ใช้เวลาแข่งขัน 3 ชั่วโมง 46 นาที คว้าแชมป์วิมเบิลดันเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน
จากชัยชนะครั้งนี้ ซินเนอร์คว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 5 ในอาชีพ ต่อจาก ออสเตรเลียน โอเพ่น 2024 และ 2025, ยูเอส โอเพ่น 2024 รวมถึง วิมเบิลดัน 2025 และ 2026 พร้อมรับเงินรางวัล 3.6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 162 ล้านบาท)

ด้าน ซเวเรฟ รับเงินรางวัลรองแชมป์ 1.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 81 ล้านบาท) และแพ้ให้กับ ซินเนอร์ เป็น นัดที่ 9 ติดต่อกัน

ซเวเรฟ: "ผมเริ่มไม่ชอบหน้า ซินเนอร์ แล้ว"
ซเวเรฟ กล่าวพร้อมรอยยิ้มหลังจบการแข่งขันว่า
"ตอนนี้ผมเริ่มไม่ชอบหน้า ยานนิค ซินเนอร์ แล้วล่ะ เพราะผมแพ้เขามา 9 ครั้งรวด" (หัวเราะ)
"แต่ต้องยอมรับว่าเขาแสดงให้เห็นอีกครั้งว่าทำไมถึงเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสร้างความทรงจำในรอบชิงชนะเลิศบนเซนเตอร์คอร์ต"

เจ้าตัวยังเผยว่า การผ่านเข้าชิงชนะเลิศวิมเบิลดันครั้งแรก ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอาชีพ และทำให้เชื่อมั่นว่าจะมีโอกาสคว้าแชมป์รายการนี้ในอนาคต

ซินเนอร์: "ซเวเรฟ เข้าใกล้แชมป์มาก และจะทำได้แน่นอน"

แชมป์ชาวอิตาเลียนกล่าวชื่นชมคู่แข่งหลังจบแมตช์ว่า

"มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก ซาสช่า วันนี้คุณเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์มาก หากยังรักษามาตรฐานแบบนี้ไว้ได้ ผมมั่นใจว่าคุณจะคว้าแชมป์รายการนี้ รวมถึงก้าวขึ้นเป็นมือ 1 ของโลกได้แน่นอน"
ก่อนทิ้งท้ายด้วยการขอบคุณแฟนเทนนิส บอลบอย บอลเกิร์ล และทีมงานทุกคนที่ทำให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างราบรื่น

"วิมเบิลดันคือทัวร์นาเมนต์ที่พิเศษที่สุดของปี และการได้กลับมายืนคว้าแชมป์ที่นี่อีกครั้งมีความหมายกับผมมาก แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ"

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/106579/#google_vignette

เยาวชนไทยสร้างชื่อ!! ตัวแทนไทยทำผลงานน่าภูมิใจ คว้า 1 เงิน 1 ทองแดง เหรียญคณิตศาสตร์นานาชาติ พร้อมเกียรติบัตรจากการแข่งขันนานาชาติที่ปักกิ่ง จากค่ายฤดูร้อนคณิตศาสตร์นานาชาติ ครั้งที่ 4 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

ขอแสดงความยินดีกับผลงานของน้องๆ คว้า 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง จากการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายฤดูร้อนคณิตศาสตร์นานาชาติ ครั้งที่ 4 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. - 11 ก.ค. 2569 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยนักเรียนตัวแทนประกอบด้วย

1.นายธฤษณุธัช กริ่มใจ  ได้รับรางวัลเหรียญเงิน  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

2.นายธนกร ตั้งเจตน์   ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

3.นายชยากร ศิริไกร  ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

4.นายจิระพัชร์ พุฒดี  ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขันร.ร.เซนต์คาเบรียล

5.ด.ช.ปรรณ กาญจนารัณย์   ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน  ร.ร. สาธิต มศว ปทุมวัน

6.นาย ปัณณวิชญ์ คลังเพ็ชร์  ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1427913082480590&id=100057857341280&rdid=FEBAFYLqG8Z7jV5f#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top