Friday, 28 August 2026
NEWS

บพท. ปั้นโมเดลโคนม ส่งเสริมโคนมไทยยั่งยืนครบวงจร รายได้เกษตรกรปีละเกือบ 40 ล้าน พัฒนาสหกรณ์เป็นกลไกกลาง เทคโนโลยี-ข้อมูลช่วยเพิ่มผลผลิต

บพท. จับมือจุฬาฯ ปั้นโมเดล CDSIE ยกระดับห่วงโซ่มูลค่าโคนมไทย

เพิ่มรายได้กลุ่มเกษตรกรกว่า 39 ล้านบาทต่อปี

สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

อุตสาหกรรมโคนมไทยมีดำเนินการต่อเนื่องมายาวนานกว่า 6 ทศวรรษ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี แต่เบื้องหลังตัวเลขนี้ มีความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เป็นโจทย์ยากของเกษตรกรและสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพึ่งพานมผงที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต้นทุนการผลิตในประเทศที่สูงขึ้น ความผันผวนของปัจจัยภายนอก รายได้เกษตรกรที่ไม่แน่นอน ไปจนถึงข้อจำกัดของระบบสหกรณ์ที่ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมได้อย่างเต็มศักยภาพ

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) จึงร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนิน “โครงการพัฒนากลไกการสร้างระบบนิเวศธุรกิจโคนมไทยเพื่อความยั่งยืน” เพื่อเปลี่ยนการแก้ปัญหาโคนมไทยจากที่เคยแก้ปัญหาเฉพาะจุด ไปสู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อสังคม หรือ Social Innovation Ecosystem ที่แข็งแรงและเกื้อกูลกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่เกษตรกร สหกรณ์ หน่วยบริการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัย ภาครัฐ ไปจนถึงภาคเอกชน ให้สามารถทำงานร่วมกันได้จริง

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการพัฒนาโมเดล Chula Dairy Social Integrated Enterprise หรือ CDSIE ในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคมกึ่งธุรกิจ ที่ทำหน้าที่เชื่อมฟาร์ม สหกรณ์ ข้อมูล เทคโนโลยี และตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจโคนมที่แข็งแรงและเกื้อกูลกันตลอดห่วงโซ่

โมเดลนี้ไม่ได้มองโคนมเป็นเรื่องของฟาร์มใดฟาร์มหนึ่ง แต่มองทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร สหกรณ์ หน่วยบริการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัย ภาครัฐ ไปจนถึงภาคเอกชน โดยออกแบบกลไกการทำงาน 8 ด้าน ครอบคลุมการพัฒนาเกษตรกรแกนนำ การปรับบทบาทสหกรณ์ การเชื่อมเครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง การสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้เสมือนจริง 360 องศา การใช้ข้อมูลดิจิทัลและเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ การพัฒนาธุรกิจอาหารสัตว์ การยกระดับห้องปฏิบัติการตรวจคุณภาพน้ำนม และการถ่ายทอดโมเดลไปยังสหกรณ์อื่น

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือแนวคิด ที่ช่วยให้เกษตรกรใช้ข้อมูลจริงแทนการคาดเดา ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันบริหารจัดการฟาร์ม ระบบบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตรายฟาร์ม การใช้เซนเซอร์และปัญญาประดิษฐ์เพื่อติดตามพฤติกรรมและสุขภาพโคนม รวมถึงการตรวจจับภาวะเป็นสัด เพื่อเพิ่มโอกาสการผสมติด ลดความสูญเสีย และวางแผนการผลิตได้แม่นยำขึ้น

ขณะเดียวกัน โครงการยังพัฒนา Virtual Farm Learning Center หรือศูนย์เรียนรู้ฟาร์มเสมือนจริง 360 องศา เพื่อให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องสามารถเรียนรู้แนวทางจัดการฟาร์มที่ดีได้ทุกที่ทุกเวลา

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการยกระดับบทบาทของ “สหกรณ์” จากเดิมที่มักถูกมองเป็นเพียงจุดรับซื้อน้ำนมดิบ ให้กลายเป็นกลไกกลางของระบบ ทั้งในฐานะฐานข้อมูล ศูนย์บริการ พื้นที่เรียนรู้ และช่องทางที่ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงเทคโนโลยีและมาตรฐานเดียวกับฟาร์มขนาดใหญ่

นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำนมดิบและมาตรฐานอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้ของเกษตรกร โดยเน้นให้เกิดแนวคิด “การจ่ายราคาตามคุณภาพ” แทนการมองน้ำนมดิบเป็นสินค้าเหมือนกัน ราคาเดียวกันทั้งหมด เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลงทุนปรับปรุงฟาร์มและผลิตน้ำนมคุณภาพสูงขึ้น

ผลลัพธ์จาก 42 ฟาร์มนำร่องทำให้เห็นว่า การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี มาตรฐาน และการจัดการเชิงระบบ สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้จริง โดยโครงการช่วยเพิ่มรายได้รวมของกลุ่มเกษตรกร 38.4% หรือคิดเป็นมูลค่า 39,083,359 บาทต่อปี เพิ่มปริมาณน้ำนมดิบ 23.3% หรือ 1,220,918 กิโลกรัมต่อปี และทำให้ภาระหนี้เฉลี่ยของเกษตรกรลดลง 3.1%

ในเชิงผลตอบแทนจากการลงทุนวิจัย โครงการนี้สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 749.01% หรือเทียบได้ว่า เงินวิจัยทุก 1 บาท สามารถสร้างผลตอบแทนคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้ 7.49 บาท

สิ่งที่โมเดล CDSIE ทำให้เห็นคือ อนาคตของโคนมไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างระบบที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยเข้มแข็ง สหกรณ์บริหารด้วยข้อมูล ตลาดให้คุณค่ากับคุณภาพ และทุกภาคส่วนในห่วงโซ่สามารถเติบโตไปด้วยกั

วิศวะ มจธ. ลุยเก็บน้ำ!! เจ๋งนวัตกรรม "ร่มเก็บน้ำฝน" แก้ปัญหาพื้นที่สูงฝนตกมาก ใช้สถานีเกษตรอ่างขางเป็นต้นแบบ ลดต้นทุนพลังงาน-เพิ่มน้ำใช้เกษตรกร

เด็กวิศวะ มจธ. ผุดไอเดีย “ร่มเก็บน้ำฝน” แก้โจทย์เกษตรพื้นที่สูงอ่างขาง ฝนตกมากแต่น้ำไม่เคยพอใช้

แม้สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นพื้นที่สูงที่มีปริมาณฝนตกมากกว่า 1,200 มิลลิเมตรต่อปี แต่ปัญหาขาดแคลนน้ำยังคงเป็นโจทย์สำคัญของพื้นที่เกษตรบนดอย เนื่องจากน้ำฝนจำนวนมากไหลผ่านพื้นที่ลาดชันลงสู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกกักเก็บไว้ใช้ได้ทัน ขณะที่การสูบน้ำกลับขึ้นไปเก็บบนพื้นที่สูงต้องใช้ทั้งพลังงาน แรงงาน และต้นทุนจำนวนมาก

โจทย์ “ฝนตกมาก แต่น้ำยังไม่เคยพอใช้” จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ นายศุภบุตร โสตถิปรีดาวงศ์ นายภูรินท์ ปะวันเต และนายกรทักษ์ บู่สุวรรณ์ นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. พัฒนา ต้นแบบเก็บน้ำฝนสำหรับพื้นที่ลาดชันและห่างไกล โดยใช้สถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นกรณีศึกษา

ทีมออกแบบอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้าย “ร่ม” หรือ “ดอกไม้” สามารถกางออกเมื่อฝนตกเพื่อรับน้ำฝน และหุบเก็บเมื่อฝนหยุด เพื่อลดการปนเปื้อน ยืดอายุการใช้งาน และเปลี่ยนน้ำฝนที่เคยไหลทิ้งให้กลายเป็นแหล่งน้ำเสริมสำหรับเกษตรกรบนพื้นที่สูงได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง โดยมี ดร.จุลพจน์ จิรวัชรเดช หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา เป็นผู้ดูแลโครงการ พร้อมที่ปรึกษาร่วม ได้แก่ ดร.วงศ์นรินทร์ คำพอ ผศ.ดร.ชนา พุทธนานนท์ Dr.-Ing. Alexander Brezing และ รศ.ดร.ราชวดี ศิลาพันธ์ และ ดร.วิศิษฎ์ศรี วิยะรัตน์ ผู้ผลักดันขอทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม FRB690020/0164

“โครงการนี้เริ่มจากการที่พวกเรากลับไปทำความเข้าใจปัญหาของพื้นที่จริงก่อนว่า ทำไมอ่างขางซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกค่อนข้างมาก จึงยังเจอปัญหาขาดแคลนน้ำ เราพบว่าพื้นที่มีความลาดชันสูง น้ำฝนจำนวนมากไหลผ่านลงสู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว เก็บกักน้ำไว้ไม่ทัน ขณะเดียวกันการสูบน้ำกลับขึ้นไปเก็บไว้บนพื้นที่สูงต้องใช้พลังงานและมีต้นทุนสูง ทีมจึงพยายามออกแบบระบบที่ช่วยกักเก็บน้ำฝนให้ได้มากที่สุด เพื่อเก็บน้ำไว้ให้ทันก่อนที่จะไหลหายไป และส่งไปเก็บที่แหล่งน้ำสำหรับพื้นที่เกษตรบนดอย” นายกรทักษ์ หนึ่งในทีมพัฒนา กล่าว

หลังรับโจทย์จากพื้นที่ ทีมเริ่มจากการศึกษาข้อมูลของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ลงพื้นที่สำรวจสภาพภูมิประเทศ และนำข้อมูลด้านฝน ลม และความลาดชันมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้ต้นแบบที่ออกแบบขึ้นสามารถใช้งานได้จริงบนพื้นที่สูง ซึ่งมีทั้งฝน ลมแรง ความชื้น และข้อจำกัดด้านการติดตั้ง

นายภูรินท์ กล่าวว่า การทำโครงงานครั้งนี้ทำให้ทีมเห็นว่า การออกแบบระบบสำหรับพื้นที่เฉพาะอย่างอ่างขางไม่สามารถพิจารณาเฉพาะโครงสร้างได้ แต่ต้องใช้ข้อมูลหลายด้านประกอบกัน ทั้งปริมาณฝน ความเร็วลม สภาพภูมิประเทศ และข้อจำกัดของพื้นที่จริง เพราะแม้อุปกรณ์จะรับน้ำฝนได้ดี แต่หากไม่ทนต่อลมแรงบนพื้นที่สูงก็ไม่สามารถใช้งานได้จริง แนวคิดนี้จึงนำไปสู่การพัฒนา CC-Unit หรือ Collector-Container ระบบเก็บน้ำฝนแบบโมดูลาร์ที่ติดตั้งเรียงเป็นขั้นบันไดตามพื้นที่ลาดชัน ใช้วัสดุที่หาได้ง่ายและเหมาะกับพื้นที่ห่างไกล เช่น ท่อ PVC โครงเหล็กชุบกัลวาไนซ์ แผ่น PE สำหรับรับน้ำฝน ฐานถ่วงน้ำหนักด้วยทราย มอเตอร์แรงบิดสูง และระบบควบคุมอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับเซนเซอร์วัดความชื้นและอุณหภูมิ เพื่อให้อุปกรณ์ตอบโจทย์การใช้งานจริงบนพื้นที่สูงได้มากที่สุด

หลักการทำงานของต้นแบบคือ เมื่อความชื้นสัมพัทธ์สูงถึงระดับที่กำหนด ระบบจะสั่งให้โครงสร้างกางออกเพื่อรับน้ำฝน และเมื่อฝนหยุดจนความชื้นลดลง ระบบจะสั่งให้หุบกลับโดยอัตโนมัติ ทำให้อุปกรณ์ไม่ต้องกางทิ้งไว้ตลอดเวลา ช่วยลดการสะสมของสิ่งสกปรก ใบไม้ และฝุ่นละอองบนแผ่นรับน้ำ โดยต้นแบบมีพื้นที่รับน้ำประมาณ 4.06 ตารางเมตร ต้นทุนประมาณ 7,972 บาทต่อชุด และจากการคำนวณด้วยข้อมูลฝนเฉลี่ย ทีมประเมินว่าสามารถเก็บน้ำได้ราว 284 ลิตรต่อเดือนต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นการประเมินเบื้องต้น จึงต้องนำต้นแบบไปทดสอบในพื้นที่จริงเพิ่มเติม เพื่อประเมินประสิทธิภาพภายใต้สภาพฝน ลม และการใช้งานจริงของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง

“เบื้องหลังต้นแบบที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างไม่ได้เกิดจากการออกแบบครั้งเดียวแล้วสำเร็จ แต่ผ่านการทดลอง แก้ปัญหา และปรับแบบซ้ำหลายรอบ ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ระบบกางและหุบได้จริง เพราะระหว่างพัฒนาเราเจอปัญหาหลายอย่าง ทั้งแผ่นรับน้ำที่ตึงไม่เท่ากัน วัสดุบางส่วนไม่ทนพอ โครงสร้างรับแรงได้ไม่ดี และเชือกพันกับแกนหมุน ทำให้ต้องปรับวัสดุและกลไกใหม่ เช่น เปลี่ยนมาใช้แผ่น PE ที่แข็งแรงและหนาขึ้น ใช้เอ็นตกปลาแทนเชือกเพื่อป้องกันเชือกพันในระบบมอเตอร์ และปรับระบบกลไกให้ทำงานนิ่งขึ้น เพื่อให้ต้นแบบมีโอกาสใช้งานได้จริงในสภาพพื้นที่สูง” นายศุภบุตร กล่าว

จุดสำคัญของโครงงานนี้อยู่ที่การออกแบบระบบเก็บน้ำขนาดเล็กที่สามารถติดตั้งซ้ำได้หลายจุดตามสภาพพื้นที่ หากพัฒนาต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง ระบบลักษณะนี้จะช่วยเก็บน้ำฝนไว้เป็นแหล่งน้ำเสริมให้กับพื้นที่เกษตรบนดอย ลดภาระการสูบน้ำจากพื้นที่ด้านล่างขึ้นสู่พื้นที่สูง ลดต้นทุนด้านพลังงาน และช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการใช้น้ำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนและฤดูกาลมีความไม่แน่นอน

ดร.จุลพจน์ จิรวัชรเดช ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า “คุณค่าของงานนี้ไม่ได้อยู่เพียงการพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์เก็บน้ำฝนเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษาที่เริ่มต้นจากโจทย์จริงของพื้นที่สูง ทำความเข้าใจปัญหาการจัดการน้ำ ต้นทุนพลังงาน และข้อจำกัดของภูมิประเทศ ก่อนนำความรู้ด้านโครงสร้าง ภูมิอากาศ กลไก และระบบควบคุมมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อออกแบบทางออกที่เหมาะสมกับผู้ใช้จริง งานลักษณะนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การเรียนวิศวกรรมสามารถเชื่อมโยงและแก้ปัญหาของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม”

แม้ต้นแบบ CC-Unit จะสามารถพิสูจน์การทำงานเบื้องต้นได้แล้ว ทั้งระบบกางและหุบด้วยมอเตอร์ การควบคุมตามค่าความชื้น และการออกแบบโครงสร้างน้ำหนักเบา แต่ทีมพัฒนายังเห็นประเด็นที่ต้องต่อยอดอีกหลายด้าน ตั้งแต่การเพิ่มระบบป้องกันวงจรไฟฟ้า การปรับปรุงกลไกให้ทนทานและเสถียรมากขึ้น การออกแบบฐานยึดให้เหมาะสมกับพื้นที่ลาดชัน การทดสอบปริมาณน้ำที่เก็บได้จริงในภาคสนาม ไปจนถึงการเพิ่มระบบสื่อสารระยะไกลและการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ต้นแบบสามารถทำงานได้ในพื้นที่ห่างไกลโดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก

ในวันที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงและการจัดการน้ำกลายเป็นโจทย์สำคัญของภาคเกษตรไทย ต้นแบบ “ร่มเก็บน้ำฝน” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แต่สะท้อนให้เห็นว่า บางพื้นที่ไม่ได้ขาดฝน หากขาดระบบและวิธีการที่ช่วยเก็บน้ำไว้ใช้ให้ทันเวลา นวัตกรรมที่เริ่มจากการมองเห็นปัญหาจริงของชุมชน จึงอาจกลายเป็นทางออกสำคัญในการเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้กับพื้นที่สูง ลดข้อจำกัดของเกษตรกร และช่วยให้ชุมชนบนดอยมีเครื่องมือรับมือกับความแปรปรวนของธรรมชาติได้ดีขึ้นในอนาคต

‘ริชาร์ด โคห์ ‘เปิดแกลเลอรีใหม่!! ‘ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต’ เปิดพื้นที่จัดแสดงศิลปะ แนวคิด "Window Gallery" เน้นผลงานโดดเด่น นิทรรศการ จัสติน ลิม เริ่ม 12 มิ.ย. 69 เชิญชมผลงานละเอียดลึกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

 

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ เปิดพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะแห่งใหม่

.สถานที่จัดแสดง: Richard Koh Fine Art, A Place Where (APW), Lot C-06, 29, Jalan Riong, Bangsar, 59100 กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ช่วงนิทรรศการ: 12 มิถุนายน – 18 กรกฎาคม 2569

พิธีเปิดนิทรรศการ: 12 มิถุนายน 2569 (วันศุกร์) เวลา 16.00 – 19.00 น.

การนำชมนิทรรศการ (Opening Walkthrough): 13 มิถุนายน 2569 (วันเสาร์) เวลา 16.00 น.

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต (RKFA) มีความยินดีที่จะประกาศเปิดพื้นที่แกลเลอรีแห่งใหม่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายบทบาทและการดำเนินงานของแกลเลอรีในเมืองแห่งนี้ พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางภัณฑารักษ์ในรูปแบบใหม่สำหรับโปรแกรมนิทรรศการของแกลเลอรี

พื้นที่แห่งใหม่นี้เปิดตัวภายใต้แนวคิด “Window Gallery” ของ ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเป็นแนวทางการจัดนิทรรศการที่มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยแยกตัวออกจากรูปแบบนิทรรศการขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม และหันมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์การชมที่ตั้งใจและมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น ด้วยการลดขนาดและขอบเขตของการนำเสนอในแต่ละครั้ง พื้นที่นี้จึงเปิดโอกาสให้ผลงานแต่ละชิ้นได้รับความโดดเด่นอย่างเต็มที่  พร้อมทั้งเชิญชวนผู้ชมให้ใช้เวลามากขึ้นในการพิจารณาและดื่มด่ำกับผลงานศิลปะที่จัดแสดงอย่างลึกซึ้ง

“Window Gallery” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ ในการสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อมุมมอง และการมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับกระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะอย่างต่อเนื่อง รูปแบบดังกล่าวยังเปิดพื้นที่ให้การจัดโปรแกรมที่มีการทดลองและมีความเข้มข้นมากขึ้น ทำให้แกลเลอรีสามารถตั้งคำถามและสำรวจแนวคิดกระบวนการทำงานของศิลปินอย่างเฉพาะเจาะจง แทนการจัดนิทรรศการแบบภาพรวมในวงกว้าง

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรมและกิจกรรมเพิ่มเติมจะประกาศให้ทราบในโอกาสต่อไป

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ นำเสนอผลงานจิตรกรรมของ จัสติน ลิม ภายใต้ชื่อ

“Paintings for the Observer and the Observed”

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ มีความยินดีนำเสนอ “Paintings for the Observer and the Observed” นิทรรศการเดี่ยวโดยศิลปินชาวมาเลเซีย จัสติน ลิม โดยนิทรรศการจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน – 18 กรกฎาคม 2569 พร้อมกิจกรรมนำชมนิทรรศการโดยศิลปินในวันที่ 13 มิถุนายน เวลา 16.00 น.

มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานชิ้นสำคัญ 2 ชิ้น เป็นหลัก โดยเชื้อเชิญให้ผู้ชมชะลอจังหวะการรับรู้และหันมาใส่ใจกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มักถูกมองข้ามในพื้นที่อยู่อาศัยและภายในบ้าน ผลงานชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจอย่างต่อเนื่องของศิลปินเกี่ยวกับการสังเกต ความทรงจำ และสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งพิจารณามิติทางอารมณ์และจิตวิทยาที่แฝงอยู่ภายในพื้นที่ส่วนตัวเหล่านั้น

ผ่านฉากทรรศน์ภายในบ้านที่ถูกจัดองค์ประกอบอย่างพิถีพิถัน ซึ่งเต็มไปด้วยงานศิลปะ วัตถุ หนังสือ ไม้ประดับ และของสะสมหลากหลายชนิด จัสตินได้เปลี่ยนพื้นที่คุ้นเคยให้กลายเป็นเรื่องเล่าทางภาพที่ชวนครุ่นคิดและเปี่ยมด้วยชั้นเชิงในการตีความ หัวใจสำคัญของนิทรรศการอยู่ที่ “การมอง” โดยความสัมพันธ์ระหว่างผู้มองกับสิ่งที่ถูกมอง ศิลปินกับนักสะสม รวมถึงความตึงเครียดระหว่างความใกล้ชิดและระยะห่าง ค่อย ๆ เผยตัวออกมาอย่างเงียบงามผ่านจิตรกรรม

การนำเสนอผลงานในขนาดที่กระชับและจำกัด สะท้อนถึงความสนใจหลักของนิทรรศการได้อย่างชัดเจน นั่นคือความเชื่อที่ว่าการเผชิญหน้ากับผลงานอย่างช้า ๆ และตั้งใจ สามารถเปิดเผยความหมายบางอย่างที่อาจถูกบดบังในบริบทที่กว้างหรือเต็มไปด้วยสิ่งเร้ามากเกินไป ด้วยการให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิดต่อสิ่งที่เติมเต็มอยู่ในห้อง — และต่อผู้ที่อยู่อาศัยและมองมัน — จิตรกรรมของจัสตินจึงตั้งคำถามสำคัญว่า การ “มอง” อย่างแท้จริงหมายถึงอะไร และการเป็นผู้ถูกมองกลับนั้นมีความหมายเช่นไร

เกี่ยวกับศิลปิน

จัสติน ลิม (เกิดปี 1983 กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย) เป็นศิลปินชาวมาเลเซียที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศสิงคโปร์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาศิลปกรรม (MFA)และปริญญาตรีเกียรตินิยม (BA(Hons)) จาก LASALLE College of the Arts และ The Open University เขาได้เข้าร่วมโครงการศิลปินพำนัก (Artist Residency) และนิทรรศการระดับนานาชาติในหลายประเทศทั่ว United States, Europe และ Asia รวมถึงที่ Vestfossen Kunstlaboratorium และ Asian Art Biennale ผลงานของเขาได้รับการเผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์นานาชาติชั้นนำหลายแห่ง ปัจจุบันเขาอยู่ภายใต้การดูแลและเป็นตัวแทนศิลปินโดย RKFA

ราชกิจจาฯ ประกาศลดธงครึ่งเสา 15 วัน ไว้ทุกข์การสิ้นพระชนม์ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สถานที่ราชการ–รัฐวิสาหกิจ–สถานศึกษา ตั้งแต่ 12 มิ.ย. 69 เป็นต้นไป ประชาชนดำเนินการตามความเหมาะสม

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ ลดธงครึ่งเสา 15 วัน เจ้าหน้าที่ไว้ทุกข์ 15 วัน ส่วนประชาชนทั่วไป ดำเนินการตามความเหมาะสม

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ตามที่ได้มีประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ลงวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๙ นั้น รัฐบาลได้รับทราบด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง จึงเห็นสมควรประกาศ ดังต่อไปนี้

๑. ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา ๑๕ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็นตันไป

๒. ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์ มีกำหนด ๑๕ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็นต้นไป

สำหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม
ประกาศ ณ วันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๙ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2081448752750867&set=gm.1320152606939763&idorvanity=849053944049634

NEW MG URBAN ลุยตลาดรถไฟฟ้า!! รถแฮทช์แบ็คไฟฟ้าผลิตในไทย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ เทคโนโลยีอัจฉริยะครบ ฟังก์ชันใช้งานครบครัน สมรรถนะสูง วิ่งไกลถึง 530 กม.

NEW MG URBAN รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุดที่ผลิตในประเทศไทย (CKD) จาก เอ็มจี ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ ทำให้ทุกไลฟ์สไตล์สะดวก ง่าย และคล่องตัว โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ใช้งานง่าย พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ลงตัว ดีไซน์ที่มีความสดใส ขนาดห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ สะท้อนนิยามของ “LIFE EASY” ยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้นในทุกวัน

SAIC E3 PURE ELECTRIC PLATFORM โครงสร้างใหม่ที่ออกแบบเพื่อรองรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ

NEW MG URBAN คือยนตรกรรมที่พัฒนาขึ้นบน SAIC E3 PURE ELECTRIC PLATFORM แพลตฟอร์มยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นในรูปแบบ “CELL-TO-BODY” (CTB) ซึ่งผสานโครงสร้างตัวถังและแบตเตอรี่เข้าเป็นหนึ่งเดียว มีความยืดหยุ่นสูง รองรับการพัฒนาได้หลากหลายเซกเมนต์ ช่วยให้ตัวรถเบาขึ้นแต่ยังคงความแข็งแกร่ง ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วง เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ และยังเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสารให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

SMART DESIGN

สะท้อนตัวตนของคนเมืองยุคใหม่ ผ่านดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ภายใต้แนวคิด “GENDER NEUTRAL TRENDY” ผสานความทันสมัย เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนทุกเพศทุกวัย พร้อมฟังก์ชันการใช้งานสำหรับชีวิตคนเมืองได้อย่างลงตัว

  • มิติตัวถัง 4,395  x1,842 x 1,549 มิลลิเมตร (ยาว x กว้าง x สูง)
  • ระยะความยาวฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร
  • โลโก้เรืองแสง ILLUMINATED LOGO 
  • ไฟหน้า LED พร้อมระบบควบคุมการ เปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ
  • ไฟท้าย LED ดีไซน์ Union Jack
  • ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (DAYTIME RUNNING LIGHTS)
  • ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง สปอยเลอร์หลัง และระบบเปิด-ปิดประตูท้ายไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ
  • กระจกมองข้างพับ และปรับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • กระจกไฟฟ้า ONE-TOUCH UP-DOWN
  • กระจกแต่งหน้าพร้อมไฟส่องสว่างด้านผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า
  • ระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charger) 50 วัตต์ ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB TYPE C จำนวน 3 จุด
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
  • ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อม AERO WHEEL COVER  ในรุ่น STANDARD และล้ออัลลอยขนาด
    17 นิ้ว ในรุ่น MAX และ ULTRA  
  • รองรับระบบ V2L เปลี่ยนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สามารถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสูงสุด 3.3 kW ในทุกรุ่นย่อย

SMART CABIN

พื้นที่ห้องโดยสารที่ออกแบบอย่างเข้าใจการใช้งานจริง กว้างขวาง โปร่งสบาย มาพร้อมฟังก์ชันอัจฉริยะและเทคโนโลยีที่รองรับทุกไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล

  • ระบบอัจฉริยะควบคุมด้วยชิปประมวลผลจาก QUALCOMM SNAPDRAGON 8155 ในรุ่น ULTRA
  • หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ (MULTI-INFORMATION CLUSTER) ขนาด 7 นิ้ว 
  • หน้าจอสีระบบความบันเทิงแบบสัมผัส (Infotainment) ขนาด 12.8 นิ้ว ในรุ่น STANDARD และ ขนาด15.6 นิ้ว ในรุ่น MAX และ ULTRA 
  • INTERACTIVE AMBIENT LIGHTS 256 เฉดสี ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 4 จุด ในรุ่น STANDARD และ 6 จุด ในรุ่น MAX และ ULTRA 
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง ปรับได้ 4 ทิศทาง พร้อมควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางทุกรุ่น พร้อมระบบเป่าลม ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง พร้อมระบบเป่าลม ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • เบาะหุ้มวัสดุหนังสังเคราะห์ ลาย Diamond Cut โดยเบาะนั่งด้านหลังพนักพิงพับได้แบบ 60:40 พร้อมที่เท้าวางแขนเบาะหลัง เพิ่มความมั่นคงและความผ่อนคลายในทุกการเดินทาง และที่วางแก้วน้ำ
  • ตกแต่งภายในด้วยวัสดุ SOFT TOUCH เพิ่มสัมผัสที่เหนือระดับ
  • หลังคากระจกพาโนรามิกเต็มแผ่น พร้อมม่านบังแดด
  • ช่องเก็บเอกสารด้านหลังเบาะด้านหน้า
  • ระยะวางขาที่นั่งตอนหลัง 984 มิลลิเมตร
  • พื้นที่เก็บสัมภาระสองชั้นด้านท้ายรถ จุได้มากสูงสุดถึง 480 ลิตร และเมื่อพับเบาะสามารถจุได้มากถึง 1,266 ลิตร               
  • รัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร
  • ระบบ INTELLIGENT SMART ACCESS เพิ่มความสะดวกในการเข้า-ออกและสตาร์ทรถ

SMART TECHNOLOGY

ยกระดับทุกการเดินทางและการใช้งานรถด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ รองรับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ควบคุมรถได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านสมาร์ทโฟน

  • ระบบ i-SMART PRO ในรุ่น ULTRA 
    • ฟังก์ชันระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (SMART PARKING ASSIST)
    • ฟังก์ชันระบบสั่งจอดอัตโนมัติระยะไกล (REMOTE AUTO PARKING)
    • ฟังก์ชันปลดล็อครถ และเปิดเครื่องปรับอากาศผ่านโทรศัพท์มือถือ
    • ระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ (SMART CHECK) ระบบสั่งการอัจฉริยะ (SMART COMMAND) และ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (SMART CONNECT)
    • ฟังก์ชันเปิดระบบ COOLING SEAT ผ่านมือถือในรุ่น ULTRA
  • ระบบ i-SMART ในรุ่น MAX 
    • ฟังก์ชันระบบควบคุมการจอดระยะไกล (REMOTE PARKING)
    • ฟังก์ชันปลดล็อครถ และเปิดเครื่องปรับอากาศผ่านโทรศัพท์มือถือ
    • ระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ (SMART CHECK) ระบบสั่งการอัจฉริยะ (SMART COMMAND) และ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (SMART CONNECT)
  • ระบบ ONE PEDAL
  • รองรับระบบการเชื่อมต่อ APPLE CARPLAY และ ANDROID AUTO แบบไร้สาย
  • ระบบ AI VOICE COMMAND*

บริการเสริมพิเศษ อัตราค่าบริการเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด (พร้อมรับสิทธิ์ทดลองใช้ฟรี 1 เดือน)

มอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว ตอบรับทุกจังหวะชีวิตของคนยุคใหม่ ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและสมรรถนะที่ออกแบบมาอย่างลงตัว

  • ขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ PERMANENT MAGNET SYNCHRONOUS MOTOR
  • รุ่น STANDARD ให้พละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า (110 กิโลวัตต์) 
  • รุ่น MAX และ ULTRA ให้พละกำลังสูงสุด 160 แรงม้า (118 กิโลวัตต์)
  • แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ทั้งสามรุ่น
  • แบตเตอรี่แบบ LITHIUM-IRON PHOSPHATE (LFP) จาก CATL 
  • รุ่น STANDARD ความจุ 42.8 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 435 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC)
  • รุ่น MAX และ รุ่น ULTRA ความจุ 53.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 530 กิโลเมตร*
    ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC)
  • ชาร์จง่าย สบายทุกเส้นทาง รองรับทั้งแบบ QUICK CHARGE และ NORMAL CHARGE
  • รุ่น STANDARD ชาร์จแบบเร็ว QUICK CHARGE จาก 10% - 80% ใช้เวลาประมาณ 28 นาที**
    ที่ความเร็วสูงสุด 82 kW ชาร์จแบบธรรมดา NORMAL CHARGE ผ่าน MG HOME CHARGER
    ที่ 6.6 kW
  • รุ่น MAX และ รุ่น ULTRA ชาร์จแบบเร็ว QUICK CHARGE ชาร์จไฟฟ้าจาก 10% - 80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที** ที่ความเร็วสูงสุด 88 kW ชาร์จแบบธรรมดา NORMAL CHARGE ผ่าน MG HOME CHARGER ที่ 6.6 kW 
  • ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบ MACPHERSON STRUT ที่ช่วยควบคุมรถได้มั่นคงและแม่นยำ
  • ระบบช่วงล่างด้านหลังแบบ TORSION BEAM ที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่และควบคุมง่าย
  • ระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมระบบเบรกด้านหน้าแบบ VENTILATED DISC และด้านหลังแบบ DISC
  • โหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ ได้แก่ ECO, NORMAL, SPORT, SNOW, CUSTOM

*ทดสอบตามมาตรฐานความประหยัดพลังงาน NEW EUROPEAN DRIVING CYCLE (NEDC)

**ระยะเวลาในการชาร์จ ขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่คงเหลือและกำลังของเครื่องอัดประจุไฟฟ้า

SMART SAFETY  

มอบความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป มาพร้อมระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย และเหนือสุดในคลาสด้วยระบบ ADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS) ระดับ L2 และระบบ SMART AUTO PARKING SOLUTION ช่วยอำนวยความสะดวกในการควบคุมรถ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ พร้อมผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP และ ANCAP

  • ระบบแสดงภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ พร้อมมุมมองหลายเลน (MULTI-LANE VIEW)
  • ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ SAPS (SMART AUTO PARKING SOLUTION) 
  • ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ ALC (AUTO LANE CHANGE WITH ALERT)
  • ระบบระบบควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน LCC (LANE CENTERING CONTROL)
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (ELECTRONIC PARKING BRAKE) พร้อมระบบป้องกันการไหล AVH (AUTO VEHICLE HOLD) 
  • ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (ANTI-LOCK BRAKING SYSTEM) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (ELECTRONIC BRAKE FORCE DISTRIBUTOR)
  • ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (ELECTRONIC BRAKE ASSIST)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (STABILITY CONTROL SYSTEM)
  • ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (CURVE BRAKE CONTROL)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (TRACTION CONTROL SYSTEM)
  • ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (HILL START ASSIST SYSTEM)
  • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (INTELLIGENT HIGH-BEAM CONTROL)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (ADAPTIVE CRUISE CONTROL)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันอัฉริยะ ICA (INTELLIGENT CRUISE ASSIST)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (TRAFFIC JAM ASSIST)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน พร้อมระบบช่วยควบคุมเมื่อออกนอกเลน ELK (EMERGENCY LANE KEEPING ASSIST) โดยผสานการทำงานของ LKA (LANE KEEPING ASSIST), LDP (LANE DEPARTURE PREVENTION) และ LDW (LANE DEPARTURE WARNING)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า FCW (FORWARD COLLISION WARNING)
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (AUTONOMOUS EMERGENCY BRAKING)
  • ระบบช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากมุมอับสายตาที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่ LCA (LANE CHANGE ASSIST), BSD (BLIND SPOT DETECTION), RCTA (REAR CROSS TRAFFIC ALERT), RCTB (REAR CROSS TRAFFIC BRAKING), DOW (DOOR OPENING WARNING) และ RCW (REAR COLLISION WARNING)
  • ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (TIRE PRESSURE MONITORING SYSTEM)
  • ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ DMS (DRIVER MONITORING SYSTEM)
  • เพิ่มความอุ่นใจด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัย อาทิ เซ็นเซอร์ 12 ตำแหน่ง กล้องรอบคัน 6 ตัว และเรดาร์ 3ตำแหน่ง รวมทั้งหมด 21 ตำแหน่ง 
  • กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ ในรุ่น MAX และ ULTRA พร้อมสัญญาณเตือนระยะด้านหน้าและหลัง
  • จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX
  • เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ
  • ถุงลมนิรภัย รวม 7 ตำแหน่ง คู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมกลาง 

NEW MG URBAN รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้า ประกอบด้วย 3 รุ่นย่อย โดยมีสีตัวถังให้เลือก 5 สี คือ ม่วง (LAVENDER PURPLE), เบจ (MODERN BEIGE), ขาว (ARCTIC WHITE), เทา (ANDES GREY) และดำ (PEARL BLACK) พร้อมตกแต่งภายในโทนสีทูโทน เทา–ดำ 

'เดอะตุ๊ก' ฟ้องเกรียนคีย์บอร์ด!! ตำนานบอลไทยตั้งทนายฟ้อง ขอปกป้องเกียรติยศที่สั่งสมมา วิจารณ์เกินขอบเขตถูกดำเนินคดี ย้ำรักฟุตบอลร่วม 50 ปีไม่ทนอีกต่อไป

“เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ตำนานกองหน้าทีมชาติไทย ที่ปัจจุบันนั่งในตำแหน่งโฆษกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โพสต์ข้อความแต่งตั้งทนาย เพื่อฟ้องเอาผิดเกรียนคีย์บอร์ดที่วิจารณ์เกินขอบเขต

อดีตกองหน้าชาววัย 66 ปี โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก แต่งตั้งทนายเพื่อฟ้องร้องผู้ที่วิจารณ์เจ้าตัวจนเกินขอบเขต

จากโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “หลายๆคนพูดว่าการขึ้นโรงขึ้นศาลมันเสียเวลาแต่ถ้าเพื่อปกป้อง เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ของเราที่ได้รับใช้ทีมชาติไทยมา 20 ปีรวมทั้งอยู่ในวงการฟุตบอลมาเกือบ 50 ปีก็จำเป็นต้องขึ้นศาลเพื่อขอความเมตตาและความเป็นธรรมจากศาลครับ

การติติง วิพากษ์วิจารณ์ เป็นเรื่องปกติครับมีทั้งคนชอบและไม่ชอบผมเข้าใจครับแต่ถ้าติติง วิพากษ์ วิจารณ์ใส่ร้ายป้ายสีโดยที่ไม่มีมูลความจริงผมก็ต้องขออนุญาตปกป้อง ศักดิ์ศรี เกียรติยศ ชื่อเสียง และ ความเป็นมนุษย์ด้วยครับ#ผมขออนุญาตแต่งตั้งทนายครับ”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10279667

เก้าอี้ว่างแทนเสียงเสรีภาพสื่อ!! สะท้อนนักข่าวที่ควรอยู่ฟุตบอลโลก ประธานฟีฟ่าย้ำมนุษยธรรม เรียกร้องปล่อย ผู้สื่อข่าวกีฬา ฝรั่งเศส หลังถูกคุมขังที่พลาดทำข่าวฟุตบอลโลก

ฟีฟ่า เรียกร้อง แอลจีเรีย ปล่อย ผู้สื่อข่าวกีฬา ฝรั่งเศส ทั้งที่ควรได้มา ฟุตบอลโลก

จานนี่ อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เรียกร้องให้ทางการ แอลจีเรีย ปล่อยตัว คริสตอฟ เกลเซส ผู้สื่อข่าวกีฬาที่ถูกกักขังไว้ตั้งแต่ปี 2024

แกลซ วัย 37 ปี ถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 ระหว่างเดินทางไปยังภูมิภาคคาบีเลีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแอลจีเรีย เพื่อเขียนบทความเกี่ยวกับ เจเอสเค ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จและคว้าแชมป์มากที่สุดของแอลจีเรีย ก่อนถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 7 ปีในข้อหา สนับสุนการก่อการร้าย เนื่องจากติดต่อกับ กลุ่มนี้เรียกร้องสิทธิ์ในการกำหนดชะตากรรมตนเองและการแยกตัวเป็นอิสระของ ภูมิภาคคาบีเลีย คือ เอ็มเอเค ซึ่งรัฐบาลแอลจีเรียมองว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย และเป็นเหตุที่ทำให้ เกลเซส ซึ่งควรจะต้องมารายงานข่าว ฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐ-แคนาดา-เม็กซิโก ไม่สามารถมาได้

ในงานแถลงข่าวของฟีฟ่า อินฟานติโน ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เว้นเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งเอาไว้ในห้องแถลงข่าวอ เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงผู้สื่อข่าวที่ถูกคุมขังอยู่ในแอลจีเรีย

“ในห้องนี้มีเก้าอี้ว่างอยู่ตัวหนึ่ง มันถูกจัดเอาไว้ให้ คริสตอฟ เกลเซส เขาถือเป็นผู้สื่อข่าวสายกีฬาเพียงคนเดียวในโลกที่ถูกคุมขังอยู่ในเวลานี้ ทั้งที่ตัวเขาได้รับบัตรอนุญาต และควรจะได้มานั่งทำงานอยู่ตรงนี้ ผมได้เชิญพ่อแม่ของเขาไปชมเกมการแข่งขันระหว่าง ฝรั่งเศส กับ เซเนกัล ด้วย”

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยมนุษยธรรมอันยิ่งใหญ่ เขาจะได้รับความเมตตาและได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดี เพื่อที่เขาจะได้สามารถเดินทางมาสมทบกับพวกเราที่นี่ได้ทันเวลาในช่วงฟุตบอลโลก” อินฟานติโน่ กล่าว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10278798

นักวิชาการรัฐศาสตร์ มธ. หนุนรัฐเออร์ลี่รีไทร์ ชงรื้อยุทธศาสตร์กำลังคน ป้องกันงานล้นคน-คนล้นงาน ใช้ข้อมูลครบทุกหน่วยงาน ปฏิรูประบบราชการยั่งยืน

หนุนรัฐ ‘เออร์ลี่รีไทร์’ ข้าราชการ ชงรื้อใหญ่ ‘ยุทธศาสตร์กำลังคน’ แก้ ‘งานล้นคน-คนล้นงาน’ ยั่งยืน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ แนะ รองนายกฯ มองไกลกว่า “แผนเกษียณก่อนกำหนดเพื่อลด ขรก.” แต่ให้ใช้โอกาสนี้ทบทวน “ยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐ” เพื่อการวางแผนกำลังคนพอกับภาระงานในระยะยาว พร้อมชง 3 ข้อเสนอปฏิรูปทั้งระบบจบปัญหางานล้นคน - คนล้นงานแบบตรงจุด

รศ. ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ทำการศึกษาแผนเกษียณก่อนกำหนด เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่มีมากเกินจำเป็น เพราะด้านหนึ่งเป็นการทบทวนอัตรากำลังคนภาครัฐ ซึ่งในช่วง 10 – 20 ปีที่ผ่านมาไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่ถ้าจะให้ดีควรใช้โอกาสนี้เดินหน้าทบทวนแผนยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐไทย เพื่อปฏิรูปทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนกำลังคนภาครัฐมีประสิทธิภาพมากกว่าในระยะยาว กล่าวคือทุกหน่วยงานมีจำนวนข้าราชการที่สอดคล้องกับปริมาณงานจริงๆ

ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการเดินหน้าปฏิรูปกำลังคนภาครัฐทั้งระบบ มี 3 ข้อหลักที่ควรพิจารณาดำเนินการ ได้แก่ 1. ก.พ. ควรใช้ข้อมูลของข้าราชการทั้งระบบมาพิจารณาวางแผนอัตรากำลังคนภาครัฐ เพื่อให้ได้สภาพการณ์จริง และนำไปสู่การวางแผนที่เหมาะสม เพราะที่ผ่านมา ก.พ. มีแนวโน้มที่จะดำเนินการด้วยการมองเพียงจำนวนข้าราชการส่วนกลาง โดยเฉพาะที่เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ แต่ไม่ได้คำนึงถึงข้าราชการท้องถิ่น หรือกระทั่งเรื่องระดับชั้น ลักษณะตำแหน่ง และสายวิชาชีพของตำแหน่งลงลึกของแต่ละหน่วยงาน เช่น สายวิชาชีพทางการแพทย์ต้องการจำนวนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ หรือต้องการสายวิชาชีพไหนเพิ่มเติมในอนาคตอีกหรือไม่ ฯลฯ ซึ่งทำให้หลายหน่วยงานเจอปัญหางานล้นคน แต่บางหน่วยงานก็มีคนล้นงาน

“เมื่อรองนายกฯ ต้องการจะริเริ่มและหันกลับมาทำเรื่องนี้ (กำลังคนภาครัฐ) อย่างจริงจัง ก็ไม่ควรมองแค่ประเด็นเออร์ลี่รีไทร์ หรือขยายอายุเกษียณ แต่ควรจะปฏิรูปทั้งระบบเลย จะได้ไม่เสียของ รวมถึงควรใช้ข้อมูลของทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นหลัก เพราะไทยมีข้าราชการหลายประเภท ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครู บุคลากรทางการแพทย์ ข้าราชการทั่วไปที่อยู่ในกระทรวง ทบวง กรม และข้าราชการที่อยู่ในท้องถิ่นอีกจำนวนมหาศาล นี่ยังไม่ได้นับบุคลากรภาครัฐในส่วนที่ไม่ได้มีความเป็นข้าราชการพลเรือนแบบดั้งเดิมอีก” รศ. ดร.วสันต์ กล่าว

2. รัฐบาล และ ก.พ. ไม่ควรเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งมาบังคับใช้เป็นแนวทางเดียวกับทุกหน่วยงาน โดยละเลยแนวทางอื่นๆ หรือก็คือการทำในลักษณะตัดเสื้อโหล เช่น การใช้แนวทางเกษียณก่อนกำหนดกับทุกหน่วยงาน และมองข้ามการขยายอายุเกษียณข้าราชการ เป็นอาทิ เพราะอาจเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องคนล้นงานของบางหน่วยงาน แต่ทำให้ปัญหางานล้นคนในบางหน่วยงานหนักขึ้น โดยเฉพาะในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งกำลังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก
3. ภาครัฐควรมีการแบ่งบทบาทหน้าที่หลักของทั้งหน่วยงานทั้งในราชการส่วนกลาง ซึ่งมี 20 กระทรวง และ 166 กรม ราชการส่วนภูมิภาค ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอใน 76 จังหวัด และราชการส่วนท้องถิ่นที่มีหน่วยงานรวมประมาณ 7,850 แห่ง ให้มีความชัดเจน และไม่ทับซ้อนกัน เพราะการปฏิรูปกำลังคนจะไม่มีประสิทธิภาพเลยถ้าไม่แก้เรื่องนี้ เห็นได้จากปัจจุบันที่ส่วนกลางมีการกระจายอำนาจหน้าที่ต่างๆ ให้ท้องถิ่น ทว่า หน่วยงานส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคยังมีขนาดเท่าเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นคือการจัดบริการสาธารณะจำนวนมากมีความทับซ้อนกัน เพราะทั้ง 3 ระดับลงมาทำเหมือนกันหมด และทั้ง 3 ระดับก็ต้องการคนที่ทำหน้าที่ลักษณะเหมือนกัน เพื่อมาปฏิบัติงานเดียวกัน
.
“ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องถนน ถ้าไปดูจะเห็นเลยว่ามีหน่วยงานเยอะมากที่ทำเรื่องนี้ ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กองทัพ กรมชลประทาน ฉะนั้น ถ้าจะปฏิรูป ต้องทำให้สัมพันธ์สอดรับกันทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น” รศ. ดร.วสันต์ ระบุ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า แต่หากทางรองนายกฯ ไม่ต้องการจะปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐ และจะทำเรื่องเกษียณก่อนกำหนด อย่างน้อยก็ควรใช้ข้อมูลข้าราชการในภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้เห็นสถานการณ์จริง รวมถึงไม่ควรใช้เป็นแนวทางเดียวกับทุกหน่วยงาน แต่ควรพิจารณาแนวทางอื่นๆ ร่วมด้วย เพราะประเด็นเรื่องกำลังคนต้องทำแบบลงละเอียด ไม่งั้นจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา และเหมือนไม่ได้แก้ปัญหาอะไรในภาพรวมด้วย

“ตอนนี้หลายหน่วยงานก็พยายามดิ้นรนหาคนมาให้พอกับภาระงานที่มี เพราะหลายหน่วยงานพอมีคนเกษียณไปแล้วยังหาคนแทนไม่ได้ โดยบางหน่วยงานก็จะใช้งบของหน่วยงานเองในการจ้างข้าราชการที่เกษียณแล้วมาเป็นที่ปรึกษาประจำหน่วยงาน แต่ถ้ารัฐจะให้หน่วยงานใช้วิธีนี้แก้ปัญหาอีกด้านต่อไป ก็ควรจะมีมาตรการอะไรมาสนับสนุนให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างดิ้นรนกันเอง” รศ. ดร.วสันต์ กล่าวเสริม

JAS ลุยบอลโลก 2026!! ครองลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดแต่ผู้เดียว ชูฟรีวิวคุณภาพจาก FIFA สู่แฟนบอลไทย แถลงข่าวใหญ่ 11 มิ.ย. นี้ พร้อมถ่ายทอดจาก 3 เจ้าภาพร่วม

คนไทยได้เฮ! JAS ปิดดีลยักษ์คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด "ฟุตบอลโลก 2026" จาก FIFA แต่เพียงผู้เดียวในไทย "พิชญ์ โพธารามิก" นำทัพแถลงใหญ่ 11 มิ.ย. นี้

กลายเป็นกระแสฮือฮาสนั่นเมืองไทย! เมื่อ "พิชญ์ โพธารามิก" บิ๊กบอสใหญ่ประกาศข่าวดี คนไทยได้ดูแน่ "ฟุตบอลโลก 2026" ล่าสุด JAS ร่อนจดหมายเชิญสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวคว้าลิขสิทธิ์จาก FIFA แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ยิงสดตรงจากสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา

"พิชญ์ โพธารามิก" โพสต์สั้นแต่ทรงพลัง “2026 ไทยได้ดูบอลโลกแล้ว”
ชนวนเหตุความปังเริ่มขึ้นหลังจากที่ "พิชญ์ โพธารามิก" ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS และ MONO ได้ออกมาโพสต์ข้อความสั้น ๆ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า “2026 ไทยได้ดูบอลโลกแล้ว” ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลชาวไทยเป็นอย่างมาก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดมหกรรมฟุตบอลโลกมักจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณและการเจรจามาโดยตลอด

JAS ร่อนหนังสือเชิญสื่อ คว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 จาก FIFA
ล่าสุด ความชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อ JAS ได้ส่งหนังสือเชิญสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวครั้งประวัติศาสตร์ในหัวข้อ "JAS คว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026" ในเอกสารระบุอย่างชัดเจนว่า บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ได้รับลิขสิทธิ์จากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย (Exclusive Rights) สำหรับการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) ที่กำลังจะระเบิดศึกขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน - 19 กรกฎาคม 2569 ณ ประเทศเจ้าภาพร่วม 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1237952?anf=

กองทัพเรือจับตาขนส่งทางทะเล ไทย–กัมพูชา!! ชี้ภาพเรือไทยไปกัมพูชาเป็นเก่าปี กพ.69 ยืนยันเข้มงวดไม่ผ่อนปรน ตรวจจับสินค้าควบคุมทุกช่องทาง ปกป้องความมั่นคงชายแดนทะเลไทย

กองทัพเรือชี้แจงกรณีสื่อกัมพูชาเผยแพร่ภาพเรือสินค้าจากไทยไปกัมพูชา ยืนยันเป็นเหตุการณ์เก่าเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พร้อมเข้มงวดสกัดสินค้าควบคุมตามมาตรการรัฐอย่างต่อเนื่อง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่สื่อโซเชียลนำเสนอการรายงานข่าวของสื่อกัมพูชาที่เกี่ยวกับเรือขนส่งสินค้าจากประเทศไทยที่เดินทางถึงท่าเรือจังหวัดพระสีหนุ จนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามีการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังกัมพูชาภายใต้มาตรการควบคุมในปัจจุบันนั้น กองทัพเรือได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าภาพและข้อมูลดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากการตรวจสอบพบว่า เรือดังกล่าวเป็นเรือขนส่งน้ำตาลทราย ซึ่งออกเดินทางจากท่าเรือในจังหวัดชลบุรี โดยมีการสำแดงเอกสารปลายทางว่าเป็นการส่งออกไปยังประเทศที่สาม แต่ภายหลังตรวจพบว่ามีการลักลอบนำสินค้าเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่กองทัพเรือได้ติดตามและเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่อง

โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังรัฐบาลได้ประกาศกำหนดพื้นที่ชายแดนและน่านน้ำในเขตควบคุม รวมทั้งกระทรวงกลาโหมได้ออกประกาศกำหนดชนิดหรือประเภทสินค้าควบคุมในเขตควบคุม เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 กองทัพเรือได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและสกัดกั้นการลำเลียงสินค้าควบคุมทุกช่องทาง ทั้งทางบกและทางทะเล โดยเฉพาะสินค้าที่อาจถูกนำไปสนับสนุนการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ และกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ทั้งนี้ สินค้าควบคุมตามประกาศกระทรวงกลาโหม ครอบคลุม 5 ประเภทหลัก ได้แก่ เชื้อเพลิงทุกประเภท เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์ด้านพลังงาน อุปกรณ์สื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ อากาศยานไร้คนขับและระบบต่อต้านโดรน สารเคมีและสารตั้งต้นที่อาจนำไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย รวมถึงอุปกรณ์ทางทหารและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมกว่า 50 รายการ

กองทัพเรือขอยืนยันว่า ปัจจุบันได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบเรือสินค้าและการขนส่งทางทะเลอย่างเข้มงวด สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและประกาศกระทรวงกลาโหม โดยไม่มีการผ่อนปรนหรือยกเว้นให้กับการขนส่งสินค้าควบคุมไปยังประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด และจะดำเนินการสกัดกั้นการลักลอบส่งออกสินค้าต้องห้ามอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ รักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนและพื้นที่ทางทะเลของไทย ตลอดจนสนับสนุนมาตรการของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

‘สรรเพชญ’ ลุย พ.ร.บ.เดินเรือน่านน้ำไทย!! นำเสนอร่างกฎหมายเดินเรือผ่านวาระแรก เน้นยกระดับความปลอดภัยทางทะเล กำหนดหน่วยงานช่วยชีวิตชัดเจน เสริมสร้างความมั่นใจเดินเรือไทย

“สรรเพชญ” ลุยนำเสนอร่าง พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย ผ่านฉลุยวาระแรกรัฐสภา ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางทะเลไทย สู่มาตรฐานสากล

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้แทนคณะรัฐมนตรี ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณารับหลักการในวาระแรก โดยผลการลงมติปรากฏว่า มีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 450 คน เห็นชอบ 446 คน ไม่เห็นด้วย 0 คน งดออกเสียง 2 คน และไม่ลงคะแนน 2 คน ส่งผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการพิจารณาในวาระแรกด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พุทธศักราช 2456 โดยเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการค้นหาและช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำ เพื่อให้ประเทศไทยมีกรอบกฎหมายรองรับการดำเนินงานด้านการค้นหาและช่วยชีวิตทางน้ำอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล ค.ศ. 1974 (SOLAS)

สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ การกำหนดให้มีหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจนในการกำหนดนโยบาย แผนปฏิบัติการ งบประมาณ การพัฒนาบุคลากร และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับภารกิจค้นหาและช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำ พร้อมทั้งส่งเสริมการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภายในประเทศและความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ การปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนและผู้ประกอบการภาคการขนส่งทางน้ำ โดยเฉพาะในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นเรือโดยสาร เรือท่องเที่ยว เรือประมง หรือเรือขนส่งสินค้า ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบความปลอดภัยทางทะเลของประเทศไทย ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของภาคการขนส่งทางน้ำและการท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

กสทช. ลุ้นคุณสมบัติ!! กมธ. วุฒิสภาชี้ขาดคุณสมบัติ นพ.สรณะ ตรวจสอบสถานะมหิดลและรับเงินเอกชน ยังคงเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพ รอฟังมติคณะกรรมการสรรหา 26 มิ.ย.

26 มิถุนา ลุ้นอนาคต “ศ.คลีนิค นพ.สรณะ”บนถนน “ประธาน กสทช.”จะขาดคุณสมบัติหรือไม่ เมื่อ กมธ.วุฒิสภา ฟันธงมาแล้วว่า “ขาด”

จากเอกสารหน้า ซึ่งเป็นส่วน “ความเห็นและข้อเสนอแนะ” ของคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เกี่ยวกับข้อร้องเรียน ศ.คลีนิค นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์วิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) พอจะสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

คณะกรรมาธิการตรวจพบประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง

1. การทำหน้าที่แพทย์และการเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดล คณะกรรมาธิการได้รับหนังสือยืนยันจากมหาวิทยาลัยมหิดลว่า ศ.นพ.สรน บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงมีสถานะเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย และปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในช่วงเวลาหลังได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.

เอกสารระบุว่า ช่วง 20 ธันวาคม 2564 ถึง 12 เมษายน 2565 มีสถานะเป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย”

ช่วง 8 มกราคม 2565 ถึง 12 เมษายน 2565 มีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง”
ยังคงได้รับค่าตอบแทนจากการรักษาผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน

คณะกรรมาธิการเห็นว่า การยังคงมีสถานะดังกล่าวก่อนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อาจขัดต่อเงื่อนไขตามกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. ต้องลาออกจากตำแหน่งหรืออาชีพที่อาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนก่อนเข้ารับตำแหน่ง

2. การรับรายได้จากมหาวิทยาลัยมหิดลและบริษัทเอกชน คณะกรรมาธิการตรวจสอบข้อมูลจากกรมสรรพากรและเอกสารภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) พบว่า ปีภาษี 2565 มีผู้จ่ายเงินให้ 3 แห่ง

1. สำนักงาน กสทช.
2. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
3. บริษัท เมอร์ค จำกัด

ปีภาษี 2566 มีผู้จ่ายเงินให้ 2 แห่ง

1. สำนักงาน กสทช.
2. บริษัท เมอร์ค จำกัด

คณะกรรมาธิการระบุว่า บริษัทเมอร์คเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ทางการแพทย์ และปรากฏหลักฐานว่า ศ.นพ.สรณ ได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากบริษัทดังกล่าว

คณะกรรมาธิการจึงเห็นว่า เป็นหลักฐานสนับสนุนว่าผู้ถูกร้องยังมีการประกอบวิชาชีพหรือมีรายได้จากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตำแหน่ง กสทช. ในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง

3. กรณีตำแหน่งกรรมการธนาคารกรุงเทพ คณะกรรมาธิการตรวจสอบพบว่า

-หลังได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็น กสทช.ศ.นพ.สรณยังคงยินยอมให้ธนาคารกรุงเทพเสนอชื่อเป็นกรรมการบริษัท
-ผู้ถือหุ้นได้มีมติเลือกเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพ
-ธนาคารกรุงเทพได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน

คณะกรรมาธิการเห็นว่า แม้จะมีการอ้างว่าไม่ได้เข้ารับตำแหน่งหรือมีการแสดงเจตนาลาออกในภายหลัง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการลาออกที่สมบูรณ์ตามกฎหมายบริษัทมหาชนในช่วงเวลาที่ตรวจสอบ

จึงมีความเห็นว่า ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการบริษัทอยู่ และอาจขัดต่อคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช.

ประเด็นเรื่องช่องรามาแชนแนล คณะกรรมาธิการยังตรวจพบว่า ก่อนเข้าสู่กระบวนการสรรหา กสทช. ศ.นพ.สรณ เคยดำรงตำแหน่งในมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ “Rama Channel”

จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสรรหา กสทช. ในขณะนั้นเคยวินิจฉัยแล้วว่า ไม่เป็นลักษณะต้องห้ามในประเด็นดังกล่าว

ข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการวุฒิสภาสรุปว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ ทำให้เชื่อได้ว่า
-ศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงมีสถานะเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดลในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง
-ยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษาคนไข้และรับค่าตอบแทน
-มีรายได้จากภาคเอกชน
-ไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคารกรุงเทพอย่างสมบูรณ์ตามที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น คณะกรรมาธิการจึงมีความเห็นว่า

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 ในหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งอื่น การประกอบวิชาชีพ และผลประโยชน์ทับซ้อน

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดเจนว่า นี่เป็นข้อสรุปของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่จัดทำรายงานฉบับนี้ ยังไม่ใช่มติคณะกรรมการสรรหา ที่จะมีการประชุมในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ และไม่ใช่คำพิพากษาของศาล และไม่ใช่คำวินิจฉัยสูงสุดที่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยเด็ดขาด เพราะยังอาจมีการตีความข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงแตกต่างกันได้จากหน่วยงานหรือกระบวนการอื่นในภายหลัง

เป็นประเด็นที่จะต้องติดตามกันต่อไปว่ามติกรรมการสรรหาจะออกมาอย่างไร ถ้าออกมาในทางลบ ศ.คลีนิค นพ.สรณ จะฟ้องศาลปกครองต่อหรือไม่….?

ศาลฎีกาไม่เปลี่ยนโทษ!! จำคุก 'ไพฑูรย์' 8 ปีคดีครอบครองระเบิด คุมขังครบ 1,000 วัน ยังต้องถูกคุมต่อ ศาลยืนยันความอันตรายของวัตถุระเบิด คดีที่สองสิ้นสุด ส่วนอีกคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์

 

ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 'ไพฑูรย์' 8 ปี คดีครอบครองระเบิด หลังถูกขังครบ 1,000 วัน

9 มิ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดนนทบุรี นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีของ “ทูน” ไพฑูรย์ (สงวนนามสกุล) วัย 25 ปี กรณีถูกฟ้องตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เหตุร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จากการถูกจับกุมและตรวจค้นบ้านเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 ตามหมายจับและหมายค้นกรณีถูกกล่าวหาว่า ใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ ในการชุมนุมวันที่ 11 ก.ย. 2564 ของ #ม็อบทะลุแก๊ส บริเวณหน้าดุริยางค์ทหารบก ซึ่งถูกแยกฟ้องเป็นอีกคดีอยู่ที่ศาลอาญา

คดีนี้เดิมมีจำเลย 2 คน คือ ไพฑูรย์ และสุขสันต์ โดยก่อนหน้านี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องสุขสันต์ ซึ่งไม่ได้ยื่นฎีกา ทำให้คดีในส่วนของสุขสันต์ถึงที่สุดลงที่ชั้นอุทธรณ์ ขณะที่ไพฑูรย์ยื่นฎีกาต่อสู้คดี ล่าสุด ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี โดยไม่รอลงอาญา

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคนยังถูกคุมขังต่อไปหลังจากถูกมาเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือนเศษ หรือเป็นเวลาครบ 1,000 วันแล้ว สำหรับไพฑูรย์นอกจากโทษจำคุกในคดีนีเแล้ว ยังมีคดีของศาลอาญาที่มีโทษจำคุก 33 ปี 12 เดือน ส่วนสุขสันต์ที่ไม่ได้รับโทษจำคุกในคดีนี้ แต่ยังมีโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่ง 22 ปี 2 เดือน 20 วัน โดยที่คดีของศาลอาญายังอยู่ระหว่างอุทธรณ์

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุก “ไพฑูรย์” 8 ปี

วันนี้ (9 มิ.ย. 2569) ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 4 เวลา 09.38 น. ศาลได้เบิกตัวไพฑูรย์จากเรือนจำกลางบางขวางมายังห้องพิจารณาคดี โดยไพฑูรย์สวมชุดออกศาลระบุข้อความว่า “เรือนจำกลางบางขวาง ออกศาล” ซึ่งเป็นเสื้อคอกลมสีน้ำตาลอ่อนหรือสีลูกวัว คู่กับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลเข้ม พร้อมกับถูกใส่เครื่องพันธนาการ ได้แก่ ตรวนข้อเท้าและกุญแจมือ ไม่ได้สวมรองเท้า และสวมหน้ากากอนามัย อีกทั้งสังเกตได้ว่าไพฑูรย์มีสีผิวที่คล้ำขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

หลังไพฑูรย์เดินทางมาถึงศาล ทนายความจึงเข้าไปพูดคุยกับไพฑูรย์เกี่ยวกับคดีของเขา ในขณะที่วันนี้มีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เจ้าหน้าที่จาก Freedom Bridge และอาสารับฟัง มาร่วมสังเกตการณ์ในวันนี้ด้วย

หลังจากได้พูดคุยกับไพฑูรย์ไม่นาน ศาลจึงขานชื่อให้ไพฑูรย์ยืนขึ้นเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญโดยสรุป ดังนี้

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยที่ 1 (ไพฑูรย์) ฎีกาว่า จำเลยนำเอาประทัดลูกบอลไล่นอกมาประกอบกับวัตถุต่าง ๆ ขึ้นเป็นวัตถุของกลางจำนวน 26 ลูก โดยไม่มีวัตถุส่วนใดมีอานุภาพร้ายแรงและทำลายล้างสูง เพียงแต่มีเสียงดังกว่าประทัดลูกบอลไล่นกเท่านั้น ทำนองว่าวัตถุของกลาง 26 ลูกไม่ใช่วัตถุระเบิดนั้น

เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังตามฟ้องว่าวัตถุของกลางเป็นวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ อันเป็นวัตถุอันตรายร้ายแรง สามารถทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลฎีกามีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการกำหนดโทษและลดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า นอกจากจำเลยมีไว้ครอบครองซึ่งวัตถุระเบิดของกลาง อันเป็นวัตถุอันตรายร้ายแรง สามารถทำอันตรายแก่ชีวิต ทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่ายจำนวนมากถึง 26 ลูกแล้ว จำเลยยังมีมีส่วนประกอบอื่นที่จะนำไปประกอบวัตถุระเบิดได้อีก นับว่าเป็นอันตรายต่อประชาชนทั่วไป พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษมีกำหนด 12 ปี นั้นเหมาะสมกับความผิดแล้ว และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลดโทษให้หนึ่งในสาม เพราะเหตุที่จำเลยให้การรับสารภาพหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วก็นับเป็นคุณแก่จำเลยอย่างมาก ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขดุลพินิจในการกำหนดโทษและลดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ อิทธิ มุสิกะพงษ์, ธรรมนิตย์ ตันติยวรงค์ และเอื้อน ขุนแก้ว

หลังจากศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ไพฑูรย์ถูกนำตัวลงไปที่ห้องขังของศาลทันที ก่อนที่จะถูกส่งตัวกลับไปขังที่เรือนจำกลางบางขวางเช่นเดิม

จุดเริ่มต้นของคดีความ

ไพฑูรย์และสุขสันต์ ถูกดำเนินคดีอาญาทั้งสิ้น 2 คดี โดยมูลเหตุเกิดจากทั้งสองคนถูกกล่าวหาว่าได้ใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ ในการชุมนุม #ม็อบทะลุแก๊ส บริเวณหน้าดุริยางค์ทหารบก เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2564 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่พนักงานสอบสวน สน.ดินแดง ขอให้ศาลอาญาออกหมายจับทั้งสอง (เหตุใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ เป็นคดีของศาลอาญา) พร้อมทั้งขอให้ศาลจังหวัดนนทบุรีออกหมายตรวจค้นบ้านพักที่ทั้งสองพักอยู่ร่วมกันในจังหวัดนนทบุรี (เหตุจัดทำและมีวัตถุระเบิดในครอบครอง เป็นคดีของศาลจังหวัดนนทบุรี)

ต่อมา เช้ามืดของวันที่ 1 ต.ค. 2564 เวลาประมาณ 04.00 น. สุขสันต์ถูกจับตามหมายจับก่อนเป็นคนแรกระหว่างทำงานขับรถส่งของที่ละแวกพญาไท และถูกพาตัวมาที่บ้านพักในนนทบุรี ซึ่งไพฑูรย์กำลังนอนหลับอยู่ในห้องของตัวเอง จากนั้นไพฑูรย์จึงถูกจับกุมด้วยในเวลาประมาณ 06.00 น.

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจค้นบ้านพัก พบวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่จัดทำขึ้นเอง จำนวน 26 ลูก พร้อมกับอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบวัตถุระเบิดหลายรายการ ได้แก่ ดินประสิว ผงกำมะถัน เทปพันสายไฟสีดำ มีดคัตเตอร์ ที่ชั่งน้ำหนัก ครกพร้อมสากไม้ ก้อนหิน และถ่านไม้ 

คดีแรกที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่ในการชุมนุม ในคดีของศาลอาญา ไพฑูรย์และสุขสันต์ถูกคุมขังจำนวน 2 ครั้งในครั้งแรกถูกคุมขังภายหลังถูกจับกุมและต้องถูกฝากขังเรื่อยมากระทั่งถูกสั่งฟ้องคดี รวมทั้งสิ้น 151 วัน ระหว่างวันที่ 2 ต.ค. 2564 – 1 มี.ค. 2565 ก่อนจะได้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี โดยให้ติดกำไล EM ที่ข้อเท้า

การถูกคุมขังครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2566 เป็นต้นมา ภายหลังศาลอาญาพิพากษาจำคุกไพฑูรย์ 33 ปี 12 เดือน และจำคุกสุขสันต์ 22 ปี 2 เดือน 20 วัน โดยไม่รออาญา และไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ทั้งสองจึงถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนย้ายไปขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ไพฑูรย์ถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง

คดีที่สอง (คดีนี้) เป็นเหตุจากการถูกตรวจค้นบ้านพัก โดยพนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง แจ้งข้อหาทั้งสองคนเกี่ยวกับการร่วมกันจัดทำวัตถุระเบิดขึ้นเองและมีวัตถุระเบิดนั้นที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย จากนั้นเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2565 อัยการยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย 1 นัด ในวันที่ 19 ต.ค. 2566

เมื่อถึงนัดสืบพยาน ทั้งสองคนถูกเบิกตัวจากเรือนจำกลางคลองเปรมเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาคดี เมื่อระหว่างสืบพยานโจทก์ ไพฑูรย์ได้กลับคำให้การเป็น ‘รับสารภาพ’ ทุกข้อกล่าวหา ส่วนสุขสันต์ยืนยันให้การปฏิเสธในชั้นศาล คดีนี้ได้สืบพยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม รวม 2 ปาก และสืบพยานจำเลย รวม 2 ปาก ซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างตัวเองเป็นพยาน

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2566 ให้ยกฟ้องสุขสันต์ ส่วนไพฑูรย์ถูกลงโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง เนื่องจากรับสารภาพ คงเหลือจำคุก 3 ปี และให้นับโทษต่อจากคดีของศาลอาญาที่ถูกพิพากษาจำคุก 33 ปี 12 เดือน พร้อมทั้งให้ริบของกลางที่ตรวจยึดได้ทั้งหมด

จากนั้นในวันที่ 21 ม.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้โทษจำคุก “ไพฑูรย์” เพิ่มเป็น 12 ปี แต่ให้ลด 1 ใน 3 เหลือจำคุก 8 ปี และพิพากษายืนยกฟ้องสุขสันต์เช่นเดิม ด้านสุขสันต์ไม่ได้ฎีกาคดีต่อ จึงสิ้นสุดลงที่ชั้นอุทธรณ์ ส่วนกรณีของไพฑูรย์ ทนายจำเลยยื่นฎีกาคดีต่อ

และวันนี้ (9 มิ.ย. 2569) ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี

ไพฑูรย์ – สุขสันต์ ปัจจุบันถูกขังครบ 1,000 วันและยังถูกขังต่อ มีอีก 1 คดีที่ยังไม่ถึงที่สุด

จากคำพิพากษาของศาลฎีกาวันนี้ ทำให้คดีของศาลจังหวัดนนทบุรีสิ้นสุดลง ในขณะที่คดีของศาลอาญายังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ สำหรับไพฑูรย์ปัจจุบันเขามีโทษจำคุกรวมกันทั้ง 2 คดี ประมาณ 42 ปี (41 ปี 12 เดือน)

ส่วนสุขสันต์ที่ไม่ได้รับโทษจำคุกในคดีนี้ แต่ยังมีโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่ง 22 ปี 2 เดือน 20 วัน (คดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์) ทำให้ทั้งสองยังคงต้องถูกคุมขังต่อไป โดยไพฑูรย์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง และสุขสันต์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

ปัจจุบันทั้งสองคนถูกคุมขังมาเป็นเวลา 1,000 วัน หรือกว่า 2 ปี 8 เดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2566 เป็นต้นมา ภายหลังศาลอาญาพิพากษาจำคุกในอีกคดีหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าโยนระเบิดใส่ตำรวจ ในม็อบดินแดง เมื่อปี 2564 แม้ทนายความจะยื่นขอประกันตัวมาแล้ว 8 ฉบับ ล่าสุดคือเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569 แต่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง ทั้งสองจึงไม่เคยได้รับสิทธิประกันตัว

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1410420584261741&set=a.656922399611567

“กำแพงเพชร” ลุยจักรยาน!! "ไทยแลนด์ โอเพ่น" สนาม 2 วันที่ 13-14 มิ.ย. 69 กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เชิญสัมผัสเมืองมรดกโลก

“ชาธิป รุจนเสรี” ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ยินดีต้อนรับนักปั่นและผู้ติดตามจากทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขันจักรยาน “ไทยแลนด์ โอเพ่น” สนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายนนี้ มั่นใจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียน สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก พร้อมเชิญชวนสัมผัสเสน่ห์เมืองมรดกโลกและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดกำแพงเพชร

“เสธ.หมึก” พลเอกเดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (ACF) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาจักรยานฯ ร่วมกับ จังหวัดกำแพงเพชร, องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร, สมาคมกีฬาจักรยานชากังราว จังหวัดกำแพงเพชร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ และจักรยานประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2569 สนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน 2569 โดยใช้เส้นทางในอำเภอเมืองกำแพงเพชร

พลเอกเดชา กล่าวว่า สมาคมกีฬาจักรยานฯ ได้ไปจัดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ และจักรยานประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ที่จังหวัดกำแพงเพชรเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันแล้ว ซึ่งการแข่งขัน 2 ปีล่าสุดได้ไปจัดที่อุทยานแห่งชาติคลองลาน แต่สำหรับปีนี้ได้กลับมาจัดแข่งขันภายในอำเภอเมืองอีกครั้งหนึ่งตามคำเรียกร้องของบรรดานักปั่น และเป็นนโยบายของ นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ที่ต้องการให้มีการกระจายรายได้ไปในพื้นที่ต่าง ๆ และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเมืองกำแพงเพชรที่มีโบราณสถานจำนวนมาก เช่น อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ที่ยูเนสโก (UNESCO) ได้มีการประกาศให้เป็นมรดกโลก, วัดพระบรมธาตุนครชุม, วัดพระแก้ว, วัดช้างรอบ เป็นต้น

พลเอกเดชา กล่าวอีกว่า สำหรับพิธีเปิดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ ไทยแลนด์ โอเพ่น ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน เวลา 08.30 น. ได้รับเกียรติจาก นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธี ส่วนพิธีเปิดการแข่งขันจักรยานประเภทถนนทางเรียบ ไทยแลนด์ โอเพ่น วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน เวลา 07.30 น. ได้รับเกียรติจาก นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธี ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กไลฟ์ Thailand Cycling Association และ TCA Channel รวมทั้งยูทูบ TCA Channel ตลอดการแข่งขันทั้ง 2 วัน

“เสธ.หมึก” กล่าวเสริมว่า ส่วนการเตรียมความพร้อมในการจัดการแข่งขัน ทางจังหวัดกำแพงเพชร ได้เชิญฝ่ายเทคนิคสมาคมกีฬาจักรยานฯ นำโดย นาวาเอกฐิตพร น้อยรักษ์ เลขาธิการสมาคมฯ และ “โค้ชตั้ม” วิสุทธิ์ กสิยะพัท รองประธานฝ่ายเทคนิค พร้อมคณะเดินทางไปประชุมร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่สาธารณสุข, สมาคมกีฬาจักรยานชากังราว, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง และมูลนิธิอาสาสมัครกู้ภัย เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ได้มอบหมายให้ นายอนุชา พัสถาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานการประชุม เพื่อทำความเข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ของทุกฝ่าย และเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขัน

ด้าน นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เปิดเผยว่า ในนามของพี่น้องชาวจังหวัดกำแพงเพชร ขอขอบคุณสมาคมกีฬาจักรยานฯ ที่ได้ให้เกียรติจังหวัดกำแพงเพชร ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ และจักรยานประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ชิงแชมป์ประเทศไทยฯ เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ซึ่งทางจังหวัดกำแพงเพชรได้สั่งการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เอาไว้หมดแล้ว ผลดีที่เกิดขึ้นในการจัดการแข่งขันคือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดกำแพงเพชรได้เป็นอย่างดี ทั้งโรงแรมที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของฝาก และสินค้า OTOP ต่างก็มีรายได้เพิ่มขึ้น

พ่อเมืองกำแพงเพชร กล่าวอีกว่า สำหรับเส้นทางการแข่งขันมีทั้งความสวยงามและท้าทายความสามารถ โดยทางจังหวัดได้วางแผนจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ, อพปร., อาสาสมัครกู้ภัย ประจำตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ เอาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการประชุมทบทวนแผนการปฏิบัติงานกันอีกครั้งในวันที่ 12 มิถุนายน เวลา 14.00 น. ที่วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร นอกจากนี้นักกีฬาที่เดินทางมาแข่งขันก็สามารถซื้อของฝากของที่ระลึก เช่น กล้วยไข่, กระยาสารท, กล้วยตาก, กล้วยฉาบ, เผือกฉาบ, มันฉาบ, เฉาก๊วยชากังราว หรือผ้าทอพื้นเมืองติดมือกลับไปได้ ก็ขอเชิญชวนนักปั่นและผู้ติดตามมาสัมผัสความงามของโบราณสถานต่าง ๆ มาชิมอาหารรสชาติอร่อยของจังหวัดกำแพงเพชร พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกำแพงเพชรทุกคนพร้อมให้การต้อนรับนักปั่นจากทั่วประเทศด้วยความยินดียิ่ง

ขณะที่ นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เปิดเผยว่า การแข่งขันจักรยานรายการนี้เป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนร่วมจัดกิจกรรมระดับประเทศ เพราะประโยชน์ที่จะได้รับคือรายได้ที่จะเข้าสู่พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นที่พักหรือร้านอาหาร ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดกำแพงเพชรให้มีความคึกคัก นอกจากนี้จะมีกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพในโครงการ “TCA GREEN CYCLING” ที่เน้นเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดภาวะโลกร้อน ภายใต้ชื่อ “ปั่นกินลม ชมเมืองเก่า กำแพงเพชร” โดยจะมีนักปั่นจากชมรมจักรยานต่าง ๆ และประชาชนทั่วไปจำนวนหลายร้อยคน นำจักรยานมาร่วมปั่นตามเส้นทางที่กำหนดระยะทาง 30 กิโลเมตร ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน เวลา 09.00 น. รวมทั้งการจัดนิทรรศการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนและเยาวชนเห็นโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า

สำหรับนักกีฬาที่ต้องการสมัครเข้าแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบและประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2569 สนามที่ 2 ที่จังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ของสมาคมกีฬาจักรยานฯ www.thaicycling.or.th ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถึงวันที่ 11 มิถุนายน ก่อนเวลา 12.00 น. หรือสมัครได้ที่กองอำนวยการจัดการแข่งขัน บริเวณลานหน้าเมืองกำแพงเพชร ในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน เวลา 11.00-16.00 น. โดยติดตามรายละเอียดที่เฟซบุ๊กของสมาคมฯ Thailand Cycling Association หรือสอบถามได้ที่ โทร.0-2719-3340-2 ในวันและเวลาราชการ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10275821

ผู้ตัดสินชาวโซมาเลีย Omar Artan ผู้ตัดสินยอดเยี่ยมแห่งแอฟริกา ประจำปี 2025 ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศสหรัฐฯ

“ผู้ตัดสินชาวโซมาเลีย Omar Artan ผู้ตัดสินยอดเยี่ยมแห่งแอฟริกา ประจำปี 2025 ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศสหรัฐฯ และถูกส่งตัวกลับไปยังตุรกี หลังจากลงจอดที่ไมอามี ทั้งที่เขาได้รับการแต่งตั้งโดยฟีฟ่าให้เป็นผู้ตัดสินในฟุตบอลโลก 2026 เขาเคยทำหน้าที่นี้ในรายการฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้มาก่อน”

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=3681518155334185&set=a.856524124500283


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top