ถึงเวลาสร้างเกมของตัวเอง! “ดร.ดนุช” ชี้ มหาวิทยาลัยไทยไม่ต้องวิ่งตามเกมโลก เสนอ 3 แนวทางยกระดับมหาวิทยาลัยไทย ใช้จุดแข็งที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ เชื่อ!! ไต่ Top 10 อาเซียน Top 100 เอเชีย ไม่ยาก

เมื่อวานนี้ (26 สิงหาคม 2569) ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุถึงเรื่องการยกระดับมหาวิทยาลัยไทยสู่การจัดอันดับนานาชาติ มีใจความว่า

​คำถามสำคัญที่ผมอยากชวนพวกเราคิดคือ 'อันดับสากลแบบเดิม เหมาะกับเราจริงหรือ?' และเรากำลังวิ่งตามเกมคนอื่น โดยลืมดึงจุดแข็งของตัวเราเองอยู่หรือเปล่า?

1. เล่นในสนามที่เราชนะ — บทเรียนจาก จุฬาฯ-มหิดล-มธ. สู่โอกาสของ มรภ./มทร.

ถ้าเราไปแข่งในเกณฑ์แบบดั้งเดิมที่เน้นงบประมาณมหาศาลหรืองานวิจัยพื้นฐานขนาดใหญ่ เราอาจต้องเหนื่อยมาก แต่ถ้ามองในเกณฑ์ THE Impact Rankings (SDGs) ที่วัดผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนำอย่าง จุฬาฯ, มหิดล, ธรรมศาสตร์ พิสูจน์แล้วว่าเราขึ้นไปยืน Top ของโลกได้สบายครับ

ที่สำคัญที่สุดคือกลุ่ม มรภ. และ มทร. ครับ มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ทำงานตอบโจทย์พื้นที่ (Area-based) และเทคโนโลยีประยุกต์มาตลอด หากเราเปลี่ยนมุมมอง ดันกลุ่มนี้เข้าสู่สนาม Social Impact Rankings มรภ. และ มทร. จะไต่อันดับโลกได้อย่างก้าวกระโดดทันที เพราะมันคือสิ่งที่เราทำอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องใส่ระบบ Data Governance เข้าไปจับรวบรวมผลงานอย่างเป็นระบบครับ

2. ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ — "ทางลัด" ทางวิชาการ และ National Ranking

หากเราต้องการไปสู่เป้าหมาย Top 100 เอเชียอย่างรวดเร็ว เราต้องไม่เริ่มจากศูนย์ แต่ต้องใช้ 'ทางลัดเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Shortcuts)' 

-​International Co-authorship & Consortium จับมือทำวิจัยร่วม (Joint Research) และควบตำแหน่ง (Joint Appointment) สมัครเป็นพันธมิตรกับห้องปฏิบัติการกับสถาบัน/นักวิจัย Top 100 ของโลก ดึงดัชนีการอ้างอิง (Citations) และชื่อเสียงสากลขึ้นแบบก้าวกระโดด

​ใช้นโยบายดึงดูดนักวิจัยต่างชาติเกรด A มาควบตำแหน่ง (Joint Appointment) เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและช่วยเพิ่มชื่อเสียงสถาบัน (Academic Reputation)

-​สร้าง 'Thailand National Ranking' ของเราเอง กระทรวง อว. และวุฒิสภา ควรจับมือกันจัดทำเกณฑ์การประเมินสถาบันภายในประเทศที่วัดความคุ้มค่า เช่น ใช้งบประมาณน้อยแต่ได้ผลงานมาก และสร้างนวัตกรรมที่แก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ได้จริง เพื่อให้ทุกสถาบันได้รับงบประมาณอย่างเป็นธรรม ไม่เบี้ยหัวแตก

​3. การบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ (Data & Resources)

สุดท้าย การจัดอันดับไม่ใช่แค่เรื่องของงานวิจัย แต่คือเรื่องของระบบข้อมูล (Data Governance) มหาวิทยาลัยไทยเสียคะแนนฟรีเยอะมาก เพราะจัดเก็บข้อมูลไม่ตรงตามนิยามสากล เราจำเป็นต้องมี Central Ranking Data Support Unit จากภาครัฐ คอยช่วยเหลือมหาวิทยาลัยในการแปลงผลงานท้องถิ่นให้กลายเป็น Data ที่สำนักจัดอันดับโลกยอมรับ

กล่าวโดยสรุป เป้าหมาย Top 10 อาเซียน หรือ Top 100 เอเชีย ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง หากเรา 'เลิกวิ่งตามเกณฑ์ที่ไม่เหมาะกับเรา แล้วหันมาใช้เกณฑ์ที่ตอบโจทย์ประเทศ' ใช้ทางลัดจากการผนึกกำลังสากล และสร้างการประเมินที่คุ้มค่าเงินงบประมาณ

การจัดอันดับนานาชาติจะมีประโยชน์ ก็ต่อเมื่อมันตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ... เราไม่ควรอายที่จะใช้ 'ทางลัด' ด้วยการจับมือกับสถาบันชั้นนำของโลกเพื่อก้าวกระโดด และขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องกล้าตั้งเกณฑ์ประเมินของเราเองที่วัดความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ และผลกระทบต่อสังคมอย่างจริงจัง

“มหาวิทยาลัยไทยจะไม่เพียงแค่ติดอันดับโลกครับ แต่จะกลายเป็นเครื่องมือที่พัฒนาสังคมและบ้านเมืองอย่างแท้จริง”

ขอบคุณครับ