Friday, 28 August 2026
ECONBIZ

GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% !! สะท้อนเศรษฐกิจไทยเจอ 3 คลื่นกดดัน แต่ยังมีแรงส่งจากลงทุน–ส่งออก–AI เศรษฐกิจไทยชะลอแต่ไม่ไร้โอกาส จับตาพลังงาน ต้นทุน และกำลังซื้อ

สันติธาร เสถียรไทย กล่าวบนเฟสบุ๊ค ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลังการเงินธนาคาร

เมื่อวานสภาพัฒน์ประกาศ GDP ไตรมาส 2 ออกมาแล้ว หลายท่านคงได้เห็นทั้งตัวเลขและบทวิเคราะห์กันไปพอสมควร

ผมจึงอยากชวนดูและชวนคิดต่อว่า ข้างในตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อจากนี้ (ยาวหน่อยนะครับ)

เริ่มจากตัวเลขก่อน: GDP ไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% จากปีก่อน ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับฤดูกาลแล้วหดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อน
ที่สำคัญคือ ข้างในตัวเลขมีทั้ง แรงกดดันที่ชัดขึ้น และ โอกาสบางอย่างที่น่าสนใจ
ด้านแรงกดดัน ผมมองว่าสะท้อน “คลื่นสามระลอก” ที่เราเคยพูดถึงก่อนหน้านี้ค่อนข้างชัด
คลื่นแรกคือพลังงาน

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะค่าครองชีพ แต่ยังกดดันดุลต่างประเทศของไทยด้วย ในไตรมาสนี้การนำเข้าเร่งขึ้นมาก ขณะที่ดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ปั๊มน้ำมัน แต่ค่อย ๆ ส่งต่อไปยังค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าอื่น ๆ
คลื่นที่สองคือต้นทุนที่สูงขึ้นทั่วระบบ

เงินเฟ้อผู้บริโภคจาก -0.5% ในไตรมาสแรก ขึ้นมาเป็น +2.7% ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้นถึง 8.3%
ตัวเลขนี้น่าห่วงเป็นพิเศษสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก เพราะหลายธุรกิจคงส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดไปให้ลูกค้าได้ยาก ในวันที่กำลังซื้อเองก็เริ่มอ่อนลง
คลื่นที่สามคือกำลังซื้อ

การบริโภคภาคเอกชนชะลอจาก 3.3% เหลือ 1.9%
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลงมาอยู่ที่ 50.3 ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ยังหดตัว 7.8%
ภาพรวมจึงค่อนข้างชัดว่า คนไทยกำลังระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการต้องรับต้นทุนที่สูงขึ้นพร้อมกัน

และกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ SME
SME จำนวนมากมีเงินทุนสำรองไม่มาก อำนาจต่อรองด้านราคาน้อยกว่า และเข้าถึงสินเชื่อได้ยากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ เมื่อรายได้ชะลอแต่ต้นทุนขึ้นพร้อมกัน ปัญหาที่เกิดก่อนจึงมักเป็นเรื่อง สภาพคล่อง
ธุรกิจที่พื้นฐานยังดีอาจต้องลดคน ลดการลงทุน หรือถึงขั้นปิดกิจการ เพียงเพราะเงินหมุนไม่ทัน
นี่คือด้านที่เป็นความท้าทายของ GDP ไตรมาสนี้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมมาตรการประคองเศรษฐกิจระยะสั้นยังจำเป็น ทั้งการดูแลค่าครองชีพ และการทำให้สินเชื่อ การค้ำประกัน และการปรับโครงสร้างหนี้เข้าถึง SME ที่ยังมีศักยภาพจริง ๆ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มีตัวเลขที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากเป็นพิเศษ
การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 13.4% สูงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยการลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์โตถึง 16.6% มีทั้งคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม
ส่วนการส่งออกสินค้าโต 14.1% โดยมีอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสาร ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และแผงวงจรเป็นแรงสำคัญ

ตรงนี้สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจภายในประเทศจะเจอแรงกดดัน แต่ไทยยังได้อานิสงส์จากการลงทุนรอบใหม่ การย้าย supply chain และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI อยู่ไม่น้อย
ซึ่งสอดคล้องกับหลายรายงานจากต่างประเทศที่พูดถึงศักยภาพของไทยในด้านนี้ เช่น รายงานล่าสุดของธนาคารโลก (World Development Report 2026) ที่พบว่า ไทยเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศกำลังพัฒนาที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI สูงที่สุดในปี 2025 สะท้อนว่าเราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่มีฐานการผลิตอยู่ในห่วงโซ่นี้แล้ว
.
เพราะฉะนั้น สำหรับผม ตัวเลข GDP ไตรมาส 2 เห็นประเด็นท้าทายชัดเจน แต่ก็ไม่ได้มีแต่ข่าวร้ายหมด
มันกำลังบอกเราว่า ช่วงข้างหน้าต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน คือ รับแรงกระแทกที่กำลังมา และเร่งใช้โอกาสที่กำลังเปิด
.
ตรงนี้ผมคิดว่ามีสามเรื่องที่ต้องเดินต่ออย่างจริงจัง

หนึ่ง ประคองวันนี้
ต้องมีมาตราการช่วยพยุงคนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างจากคลื่นกระแทกสามระลอก เพื่อไม่ให้ความเสียหายระยะสั้นกลายเป็นแผลเป็นระยะยาว ทั้งการปิดกิจการ การลดการจ้างงาน หรือการสูญเสียกำลังซื้อที่ฟื้นกลับมายาก
และต้องทำในบริบทที่ประเทศไทยมีคนทำงานนอกระบบในสัดส่วนสูงทำให้การช่วยเหลือแบบแม่นยำ เฉพาะเจาะจงทำได้ยาก

สำหรับ SME เรื่องสำคัญมากคือ การเข้าถึงสินเชื่อและสภาพคล่อง
เราไม่ควรปล่อยให้ธุรกิจที่ยังมีตลาดและมีศักยภาพต้องล้มลงเพราะขาดเงินหมุนในช่วงที่โดนคลื่นหลายลูกพร้อมกัน เครื่องมือสินเชื่อ การค้ำประกัน และมาตรการช่วยปรับโครงสร้างหนี้จึงต้องเข้าให้ถึงธุรกิจที่ควรได้รับความช่วยเหลือจริง ๆ

สอง เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้
ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสนี้ รวมถึงความขัดแย้งในโลกที่ยังไม่จบ ตอกย้ำว่าประเทศไทยต้องเร่งลดความเปราะบางด้านพลังงาน
ที่ผ่านมา เวลาราคาพลังงานโลกขึ้น เรามักเน้นการประคองราคา พอราคากลับลง เรื่องก็เงียบไป แล้วอีกไม่กี่ปีก็กลับมาเจอปัญหาเดิม รอบนี้เราเห็นแล้วว่าความผันผวนด้านพลังงานคงไม่หายไปไหนง่ายๆ จึงควรใช้วิกฤตเป็นแรงเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจริง โดยยึด 3 หลัก
1) เร่งทั้งการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดไปพร้อมกันเพื่อ Jump start การเปลี่ยนผ่าน
2) ลดภาระต้นทุนพลังงานของครัวเรือนและธุรกิจอย่างยั่งยืน
3) สนับสนุนให้ผู้เล่นไทยเข้าไปมีบทบาทในอุตสาหกรรม Green Transition มากขึ้น ตั้งแต่ผู้ติดตั้ง ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการ ไปจนถึงธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้เกิดการสร้างงานและเพิ่มขีดความสามารถในประเทศด้วย

สาม ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้
แรงส่งจากการลงทุนรอบนี้เป็นโอกาสที่ผมอยากเห็นเราต่อยอดให้ได้มากที่สุด
ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้วมากขึ้น ไทยมีโอกาสวางตัวเองเป็น “Trusted Connector” คือ ฐานที่นักลงทุนจากหลายประเทศมั่นใจว่าสามารถเข้ามาผลิต ลงทุน และเชื่อมต่อกับภูมิภาคได้ เป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีกับหลากหลายประเทศในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งได้
แต่การลงทุนที่เราอยากได้ ต้องมีคุณภาพมากกว่าการดูแค่ยอดอนุมัติ
อย่างแรก ต้องลงเงินจริง จากคำขอ BOI ไปสู่เม็ดเงินจริง โรงงาน เครื่องจักร การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ซึ่งเราเริ่มได้เห็นผลตรงนี้จากตัวเลขการลงทุนจริงที่สูงขึ้นกว่าที่คาดใน 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมาแล้ว

อย่างที่สอง ต้องช่วยให้ อุตสาหกรรมเดิมที่เป็นจุดแข็งของไทยสามารถอัปเกรดและปรับตัวเข้าสู่โลกใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพ การยกระดับมาตรฐาน การลดคาร์บอน หรือการต่อยอดไปสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น ยกระดับอาหารสู่อุตสาหกรรมสุขภาพและ Longevity
อย่างที่สาม สำหรับ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เราต้องต่อยอดจากฐานที่มีพอมีผู้เล่นระดับโลกอยู่แล้ว พยายามเปลี่ยน “เงินลงทุน” ให้กลายเป็น “ความสามารถของคนไทย” และ “โอกาสของผู้ประกอบการไทย” ให้มากที่สุด ผ่านการพัฒนาทักษะ การทำ R&D การสร้าง local supply chain และการเชื่อม SME ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าใหม่

นี่คือทิศทางใหม่ของภารกิจ BOI ที่กำลังขยับจากการมองว่า ประเทศไทยดึงเงินลงทุนเข้ามาได้เท่าไร ไปสู่การถามว่า เงินลงทุนที่เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้มากแค่ไหน
ทั้งในแง่การยกระดับอุตสาหกรรมที่เรามีอยู่ การสร้างความสามารถใหม่ของคนไทย และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปกับอุตสาหกรรมใหม่
ความท้าทายจริง ๆ คือการรักษาจุดสมดุลและเดินให้ถูกจังหวะระหว่างการ "ทำในสิ่งที่โลกใหม่กำลังต้องการ” กับ “ทำในสิ่งเราเก่งอยู่เดิม”

ถ้าเราเอียงไปทางดึงดูดแต่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยไม่ถามให้มากพอว่า คนไทย ผู้ประกอบการไทย และอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมจะได้ประโยชน์อย่างไร อีกสองสามปีข้างหน้าเราอาจดูเหมือน “ทันโลก” มากขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศอาจไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นตามไปด้วย

ในทางกลับกัน ถ้าเราปฏิเสธกระแสโลก ยึดอยู่กับอุตสาหกรรมและกิจกรรมที่เราเก่งในวันนี้ โดยไม่ยอมปรับตัวหรือสร้างความสามารถใหม่ อีกไม่นานเราอาจพบว่าหลายประเทศรอบตัวเดินแซงไปแล้ว และต้องกลับมาถามตัวเองว่า ทำไมประเทศเพื่อนบ้านถึงโตเร็วกว่าเรา

เพราะฉะนั้น โจทย์ไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ของเดิม” กับ “ของใหม่”
แต่คือการทำให้ อุตสาหกรรมเดิมอัปเกรดได้ อุตสาหกรรมใหม่สร้างความสามารถใหม่ให้คนไทย และการลงทุนใหม่กระจายโอกาสไปถึงผู้ประกอบการไทยให้มากที่สุด
จึงมีทั้ง ช่วยคนและ SME ที่กำลังโดนคลื่นให้เดินต่อได้ และ ช่วยกลุ่มที่มีศักยภาพให้ขึ้นไปอยู่บนคลื่นลูกใหม่

ประคองวันนี้
เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้
ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้
สามเรื่องนี้ต้องเดินไปพร้อมกัน
หวังว่าจะพอเป็นประโยชน์ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1599676392171381&id=100063871053873&post_id=100063871053873_1599676392171381&rdid=jlbiGbebtzEjeXDP#

กกร.จับมือรัฐและธนาคารโลก!! เปิดเวที Bangkok Business Summit 2026 ปักหมุดยุทธศาสตร์ใหม่เศรษฐกิจไทย ดึงผู้นำธุรกิจร่วมขับเคลื่อนอนาคต ชี้ทางสู่ประเทศรายได้สูงผ่านลงทุน–ปฏิรูป–สร้างงาน

กกร. เตรียมผนึกกำลังภาครัฐและธนาคารโลก
เปิดเวที “The Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN”
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ปักหมุดยุทธศาสตร์ใหม่สู่อนาคตอาเซียน

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 17 สิงหาคม 2569 — คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก ประกาศความพร้อมจัดงานประชุมระดับผู้นำ ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีปูทางไปสู่การประชุมใหญ่ระดับโลก IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม 2569 และปูทางสู่บทบาทการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571
.
ไฮไลท์สำคัญของเวที ‘The Bangkok Business Summit 2026’ คือการแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘Thailand’s Offer to the World’ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุน ยกระดับประเทศจากการแข่งขันด้านต้นทุนสู่การสร้างขีดความสามารถ นวัตกรรม ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย พร้อมกันนี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะร่วมแสดงปาฐกถาเชิงนโยบายในหัวข้อ ‘Unlocking the Next Growth Engines for Thailand & ASEAN’ เพื่อเปิดเผยลำดับขั้นตอนการปฏิรูปเชิงนโยบายที่จะช่วยปลดล็อกการลงทุนของภาคเอกชนและขับเคลื่อนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ และ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะกล่าวถึงการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนระดับภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

นายผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้มุ่งตอบโจทย์สำคัญว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของโลกและการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนให้เป็นโอกาสใหม่ของการลงทุน การสร้างงาน และการเติบโตได้อย่างไร โดย ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง แต่เป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยนำเสนอจุดแข็ง โอกาส และทิศทางการพัฒนาประเทศให้ประชาคมธุรกิจทั่วโลกได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ของภาครัฐ ข้อเสนอจากองค์กรระหว่างประเทศ และประสบการณ์จริงของภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน “โจทย์ของประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่เพียงการเติบโต แต่คือการสร้างการเติบโตที่แข่งขันได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกภาคส่วนจึงต้องมีแพลตฟอร์มในการวางแนวทางร่วมกัน ในการ Reinvent Thailand สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ไทยสามารถคว้าโอกาสใหม่ และก้าวขึ้นเป็นส่วนสำคัญของภูมิภาคอาเซียนที่ปรับตัวเข้ากับพลวัตรของโลกได้ หรือ Resilient ASEAN”
ภายในงาน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จะแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘Thailand’s New Horizons: From Ambition to Delivery’ และมีการเสวนาเชิงลึก โดย Mr. Carlos Felipe Jaramillo รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก, Mr. Sarvesh Suri รองประธานบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และ Mr. John W.H. Denton เลขาธิการสภาหอการค้าระหว่างประเทศ (ICC)
ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และโอกาสทางธุรกิจ พร้อมเปิดตัว รายงานฉบับใหม่ของธนาคารโลก ‘Building Thailand’s Future Today’ ซึ่งเสนอแนวทางการก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูงของประเทศไทย ผ่านลงทุนและการปฏิรูปเพื่อสร้างงาน เพิ่มผลิตภาพ และวางรากฐานการเติบโตระยะยาว โดยชี้เป้าอุตสาหกรรมศักยภาพของไทย อาทิ อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวยั่งยืนและสุขภาพ บริการดิจิทัล เกษตรและอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ในช่วงกลางวัน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จะนำเสนอวงสนทนาพิเศษ ‘Growth Reaches Communities: Sufficiency Economy Philosophy’ ร่วมถ่ายทอดแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะกรอบการพัฒนาที่สร้าง สมดุล ความเข้มแข็ง และความยั่งยืน ตั้งแต่ระดับชุมชนสู่ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม
ในช่วงบ่าย การประชุมจะแบ่งภาคออกเป็นสองการเสวนา ได้แก่

Track 1: Building Resilience (สร้างความแข็งแกร่งให้กับพื้นฐานของประเทศ) นำโดย ดร.ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เน้นเรื่องการสร้างความสามารถในการแข่งขัน และความสามาถในการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ ซึ่งจะมีการเสวนาในหัวข้อ ‘Efficient Energy & Low-Carbon Infrastructure’ และ ‘Policy Architecture and Low-Carbon Cities in Action’ ให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยผู้นำจากหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงพลังงาน, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท Google LLC และการเสวนาในหัวข้อ ‘Building Thailand’s Trusted Economy: Digital Public Infrastructure for Inclusive Growth’ ซึ่งจะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำหรับสาธารณะในภาคการเงินสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม โดยผู้บริหารระดับสูงจากธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต และ Ascend Money

Track 2: New Horizons (อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เกษตรอาหาร และเศรษฐกิจที่ยึดคนเป็นศูนย์กลาง) นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เน้นการการพัฒนาศักยภาพของพนักงานที่มีความสามารถสูงในองค์กร และวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนระดับภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน AI และการวิจัยและพัฒนา (R&D) ขั้นสูง

นอกจากนี้ เวที ‘The Bangkok Business Summit 2026’ จะมีการเสวนาในหัวข้อ ‘The Future of Agrifood Business’ การยกระดับสู่สินทรัพย์ยุทธศาสตร์แห่งภูมิภาค ผู้บริหารจากภาคธุรกิจชั้นนำ อาทิ บริษัท ซี แวลู จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โอแลม อะกริ (สิงคโปร์) จะร่วมแสดงทรรศนะว่า อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทยกำลังยกระดับจากเพียง ‘ครัวของโลก’ สู่การเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค และ ‘The Future of the Human-Centric Economy’ ซึ่งหลอมรวมด้านสุขภาพ สุขภาวะ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ที่ออกแบบรอบผู้คนเข้ามาไว้ด้วยกันมากกว่าการแยกส่วนอุตสาหกรรม โดย บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน), บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และเซเรซิน

ช่วงท้ายของงาน ประธานองค์กรภาคเอกชนทั้งสามสถาบันจะร่วมสรุปข้อเสนอเพื่อเปลี่ยนข้อคิดเห็นจากเวทีสู่แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างระบบนิเวศการลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงจะมีการลงนามหนังสือเจตจำนง ความร่วมมือเรื่อง Digital & AI Compact ของหน่วยงานภาครัฐด้านเศรษฐกิจของไทยกับธนาคารโลก

หมายเหตุ: รายนามวิทยากรและกำหนดการจัดงานอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม โดยอาจไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ และขอขอบพระคุณในความเข้าใจของทุกท่าน

OMODA & JAECOO ลุยตลาดรถไฟฟ้า!! ครึ่งปี 69 ขายรวม 13,000 คัน JAECOO 5 EV ครองแชมป์ตลาด ชู REEV Pioneer เทคโนโลยีล้ำ แคมเปญ "Right Deal, Right Now" จัดเต็ม

OMODA & JAECOO ประกาศทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง ชูกลยุทธ์การเป็น REEV Pioneer ในตลาดไทย พร้อมต่อยอดความสำเร็จครึ่งปีแรกด้วยแคมเปญ “Right Deal, Right Now”

กรุงเทพฯ 6 สิงหาคม 2569 – OMODA & JAECOO (ประเทศไทย) ประกาศทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง หลังสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ด้วยยอดจำหน่ายรวมกว่า 13,000 คัน โดยมี JAECOO 5 EV คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของยอดจำหน่ายทั้งหมด และล่าสุดครองอันดับ 1 ในกลุ่มรถไฟฟ้า ด้วยยอดจดทะเบียนรวมกว่า 3,200 คันในเดือนกรกฎาคม 2569 สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อแบรนด์ ควบคู่กับการเดินหน้าส่งมอบรถยนต์และขยายกำลังการผลิตในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าและยกระดับการให้บริการในระยะยาว

สำหรับครึ่งปีหลัง OMODA & JAECOO จะขับเคลื่อนการเติบโตด้วยเทคโนโลยีเป็นแกนหลัก เดินหน้าตอกย้ำบทบาท REEV Pioneer ด้วยการผลักดันให้เทคโนโลยี REEV (Range-Extended Electric Vehicle) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย ผ่าน JAECOO 6T REEV ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างดี มอบประสบการณ์การขับขี่แบบรถไฟฟ้า พร้อมเพิ่มระยะทางการเดินทางด้วยระบบผลิตกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติจากเครื่องยนต์เมื่อแบตเตอรี่มีระดับพลังงานต่ำ ช่วยลดข้อกังวลด้านการชาร์จและตอบโจทย์การใช้งานทั้งในเมืองและการเดินทางไกล พร้อมพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้ใช้ยุคใหม่ ผ่านเทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ Super AI Cockpit ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ด้าน AI Mobility และยกระดับประสบการณ์การเดินทางที่เข้าใจผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น

ควบคู่กันนี้ บริษัทฯ จะเดินหน้ายกระดับการดูแลลูกค้าในทุกมิติของการเป็นเจ้าของรถ ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขายและเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาทักษะของบุคลากร การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอะไหล่และศูนย์บริการ รวมถึงการยกระดับเครือข่ายผู้จำหน่าย เพื่อมอบมาตรฐานการบริการที่สร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า

คุณบิล จาง รองประธานแบรนด์โอโมดา แอนด์ เจคู ประเทศไทย กล่าวว่า “ความสำเร็จในครึ่งปีแรกถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้าชาวไทยมีต่อ OMODA & JAECOOในครึ่งปีหลังเรามุ่งพัฒนาแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ การบริการ รวมถึงคุณภาพของเครือข่ายผู้จำหน่าย เราจะเดินหน้าในฐานะ REEV Pioneer เพื่อผลักดันเทคโนโลยี REEV ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภคชาวไทย เราเชื่อมั่นว่าความยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากเทคโนโลยีที่มีความชัดเจน อัตลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ความพึงพอใจของลูกค้า และการส่งมอบมาตรฐานเดียวกันผ่านผู้จำหน่ายทุกแห่งอย่างสม่ำเสมอ”

เพื่อต่อยอดความสำเร็จในช่วงครึ่งปีแรก OMODA & JAECOO เดินหน้าแคมเปญ “Right Deal Right Now” ตลอดเดือนสิงหาคม มอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับ JAECOO 6T REEV ในราคาเริ่มต้นเพียง 879,900 บาท สำหรับรุ่น 2WD และ 979,900 บาท สำหรับรุ่น 4WD พร้อมโอกาสสุดท้ายในการเป็นเจ้าของ JAECOO 5 EV ในราคาเพียง 579,000 บาท ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด อีกทั้งเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมงาน BIG Motor Sale 2026 ระหว่างวันที่ 21–30 สิงหาคม 2569

“บีโอไอ” ผลักดันลงทุนจริง!! ไตรมาสสองเงินลงทุนพุ่ง 31% ครึ่งปีเงินลงทุนรวมกว่า 5.3 แสนล้าน เน้นเทคโนโลยี AI-พลังงานสะอาด สร้างงานเกิน 6 แสนตำแหน่ง

“เอกนิติ – บีโอไอ” ผลักดันลงทุนจริง
ไตรมาสสองทะลุ 2.5 แสนล้าน พุ่ง 31% รวมครึ่งปี 5.3 แสนล้าน

บีโอไอเผยผลติดตาม “เงินลงทุนจริง” ของโครงการที่ได้รับการส่งเสริม ตามนโยบายเร่งรัดการลงทุนจริงของรองนายกฯ เอกนิติ พบไตรมาสสอง ปี 2569 มีเม็ดเงินลงทุนจริง 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมครึ่งปี ลงทุนจริงกว่า 535,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย นำโดยอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาด คาดสร้างงานให้คนไทยกว่า 6 แสนตำแหน่ง สะท้อนการเดินหน้าโครงการลงทุนของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้ให้ความสำคัญกับการติดตามผลการลงทุนจริงภายหลังจากที่โครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน โดยได้มอบให้บีโอไอยกระดับการติดตาม “เงินลงทุนจริง” ของโครงการเป็นรายไตรมาสอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง และส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งให้เร่งประสานงานแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของโครงการ เพื่อให้สามารถก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร และเริ่มดำเนินกิจการตามแผนได้เร็วที่สุด

บีโอไอได้ยกระดับการติดตามผลจากมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมและโครงการที่ได้รับอนุมัติ มาสู่การติดตามเม็ดเงินที่ผู้ประกอบการนำมาลงทุนจริงเป็นรายไตรมาส ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าเครื่องจักร และรายการลงทุนอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สะท้อนความคืบหน้าของโครงการและกิจกรรมการลงทุนที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยพบว่าในไตรมาสที่สองของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวมกว่า 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเมื่อรวมกับไตรมาสแรก ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวม 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยโครงการเหล่านี้จะจ้างงานคนไทยมากกว่า 630,000 ตำแหน่ง ซึ่งกว่าร้อยละ 60 อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์

เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนจริงสูงที่สุดในไตรมาสสอง คือ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ การผลิตอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (HDD) เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล รวมมูลค่าลงทุนจริงกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจริงทั้งหมดในไตรมาสสอง เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีก่อน นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มีเงินลงทุนจริงรวม 23,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ตามด้วยกลุ่มเกษตรและแปรรูปอาหาร 22,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 กลุ่มแร่ โลหะและวัสดุ 21,000 ล้านบาท กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน 18,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนเกิดขึ้นทั้งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญของประเทศ

“ในระยะต่อไป บีโอไอจะเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงหลังได้รับการส่งเสริม ตามนโยบายของท่านนายกฯ และรองนายกฯ เอกนิติ โดยไม่ได้เน้นเฉพาะการดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศเท่านั้น แต่จะให้ความสำคัญกับการทำให้โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วสามารถเดินหน้าลงทุนได้จริงและเร็วที่สุด ผ่านกลไก Thailand FastPass ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทุนให้แก่โครงการสำคัญ พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยปลดล็อกอุปสรรคต่าง ๆ ให้การลงทุนเดินหน้าได้ตามแผน เพื่อให้ผลของการส่งเสริมการลงทุนส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน การส่งออก และการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว

“บ้านปู” เผยผลประกอบการ!! ครึ่งปีแรก 2569 กำไร 61 ล้านดอลลาร์ เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานครบวงจร ประกาศปันผลระหว่างกาล 0.40 บาท ตอกย้ำกลยุทธ์ Energy Symphonics

บ้านปูเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 กำไร 61 ล้านเหรียญสหรัฐ เดินหน้าสร้างการเติบโตหลังควบบริษัทเสร็จสมบูรณ์

• บ้านปูเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 แข็งแกร่ง มีกำไรสุทธิ 61 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนศักยภาพของพอร์ตธุรกิจพลังงานแบบครบวงจร และดำเนินการจัดตั้งบริษัทใหม่แล้วเสร็จภายหลังการจดทะเบียนควบบริษัท
• เดินหน้าสร้างการเติบโตและขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกในระยะยาวผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจ รองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในยุค AI
• ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่การรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน

14 สิงหาคม 2569 - บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เผยผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก 2569 ที่แข็งแกร่ง โดยมีรายได้จากการขายรวม 2,778 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 89,222 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) 596 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 19,168 ล้านบาท) และมีกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงาน 61 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 1,979 ล้านบาท) สะท้อนการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาถ่านหินในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตภายหลังการควบบริษัทระหว่างบริษัทฯ และบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และจัดตั้งบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ใหม่ (“BANPU”) แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และหุ้น BANPU เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก 2569 สะท้อนถึงจุดแข็งของบ้านปูจากพอร์ตโฟลิโอโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันด้านพลังงานแบบครบวงจร ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การจัดตั้ง BANPU ภายหลังการควบบริษัทถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถผสานศักยภาพระหว่างธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน และเสริมความแข็งแกร่งของงบดุล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว พร้อมเดินหน้าขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากการขยายตัวของ AI และ Data Centers”

ในครึ่งปีแรก 2569 กลุ่มธุรกิจทั้ง 4 ของบ้านปูมีผลการดำเนินงานและทิศทางการเติบโตที่สำคัญ ดังนี้

กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) มีปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 172 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf) เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I และ II สามารถรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ร้อยละ 90 รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Sequestration: CCS) Barnett Zero มีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนจำนวน 64,200 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะที่โครงการ Cotton Cove และ Eagle Ford ได้เริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โดยคาดว่าจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้เฉลี่ยประมาณ 32,000 และ 90,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตามลำดับ

กลุ่มธุรกิจเหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) มีปริมาณการขายถ่านหินรวม 18 ล้านตัน โดยธุรกิจเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียและมองโกเลียมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ราคาถ่านหินในตลาดโลกยังคงปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงรักษาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าแสวงหาโอกาสในธุรกิจแร่เชิงกลยุทธ์ เช่น นิกเกิล (Nickle) และบอกไซต์ (Bauxite) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่คุณค่าของเทคโนโลยีพลังงานและระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อรองรับโอกาสใหม่ในระยะยาว

กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) สินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนยังคงเดินเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพและมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ ขณะที่ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 1,011 เมกะวัตต์ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายสัดส่วนธุรกิจพลังงานคาร์บอนต่ำ ผ่านการแสวงหาโอกาสลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนรวม 10 โครงการ ใน 4 ประเทศหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน และสหรัฐฯ โดยมีขนาดกำลังไฟฟ้ารวม 692 เมกะวัตต์ และความจุพลังงานรวม 2,340 เมกะวัตต์ชั่วโมง ด้านธุรกิจการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ในญี่ปุ่น สามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้รวม 3,045 กิกะวัตต์ชั่วโมง

กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เดินหน้าขยายบริการ Net Zero Solutions โดยให้บริการที่ปรึกษา Net Zero (Net Zero Consultation) แก่บริษัท ท่าอากาศยานไทย กราวด์ เอวิเอชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด (AOTGA) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ลงทุนเชิงกลยุทธ์ผ่านหน่วยงาน Corporate Venture Capital (CVC) โดยปัจจุบันมีการลงทุนในกองทุนรวม 16 กองทุน และการลงทุนโดยตรงใน 6 บริษัท โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพการเติบโตสูง พร้อมศึกษาโอกาสการลงทุนในห่วงโซ่คุณค่าของ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพของพอร์ตธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ BANPU ยังประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้กลยุทธ์ Energy Symphonics

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.banpu.com และ https://www.facebook.com/Banpuofficialth

*ข้อมูลที่รายงานเป็นผลการดำเนินงานของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ก่อนการจดทะเบียนควบบริษัทแล้วเสร็จ จึงยังไม่สะท้อนฐานะทางการเงิน โครงสร้างทุน และทุนจดทะเบียนของ BANPU ภายหลังการควบบริษัท
**คำนวณโดยอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยครึ่งปีแรก 2569 ที่ USD 1: THB 32.0962

แกร็บดันเทรนด์รักสุขภาพ!! เรียกรถไปสวนเช้าโต 5 เท่า กาแฟดำ-มัตฉะขายเกิน 10 ล้านแก้ว เมนูโปรตีนสูงพุ่ง 3.3 ล้านออเดอร์ ร่วมหนุน BYD HYROX ฟิตเนสเรซโลก

แกร็บ เผยเทรนด์ Longevity-HYROX มาแรง ปลุกคนเมืองรักสุขภาพ
ดันยอดเรียกรถไปสวนสาธารณะโตกว่า 5 เท่า คนสั่งกาแฟดำ-เคลียร์มัตฉะทะลุ 10 ล้านแก้ว

แกร็บ ผู้นำแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งบริการแอปเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย เผยเทรนด์รักสุขภาพ-ออกกำลังกายมาแรง รับกระแส Longevity และ HYROX ฟีเวอร์ สะท้อนผ่านพฤติกรรมการเรียกรถ สั่งอาหารและซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันที่เปลี่ยนไป พบคนกรุงใช้บริการเรียกรถไปสวนสาธารณะในช่วงเช้ามืดเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า ขณะที่กระแสฟิตเนสเรซมาแรงดันยอดเรียกรถไปร่วมการแข่งขัน HYROX เพิ่มขึ้นเกือบกว่า 2.5 เท่า ฟากธุรกิจเดลิเวอรี พบเทรนด์เครื่องดื่มหวานน้อย-อาหารโปรตีนสูงเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดสั่ง “กาแฟดำ-เคลียร์มัตฉะ” แบบหวาน 0% พุ่งรวมกว่า 10 ล้านแก้วต่อปี “เมนูอกไก่” ทะลุ 3.3 ล้านออเดอร์ต่อปี ขณะที่ “โปรตีนพร้อมดื่ม” เติบโตมากกว่า 3.5 เท่า

นายพนมกร จิระเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงปีที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพเพื่อให้ชีวิตยืนยาวอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ (Longevity) กลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญที่กำหนดไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ในสังคมเมืองที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เน้นกิจกรรมเชิงสุขภาพและแอคทีฟกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การรวมตัวไปวิ่งในสวนสาธารณะ การออกกำลังกายกลุ่มและเต้นแอโรบิคในพื้นที่สาธารณะ หรือแม้แต่เทรนด์การบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มสูตรน้ำตาลน้อยและผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนสูง"

“ในฐานะผู้นำซูเปอร์แอปที่พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในทุกช่วงเวลา แกร็บได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการและติดตามเทรนด์ในสังคมอย่างใกล้ชิด เพื่อมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มและนำเสนอผลิตภัณฑ์-บริการให้สอดคล้องและเข้าถึงความต้องการของคนในทุกเจเนอเรชัน และเพื่อตอบสนองเทรนด์การดูแลสุขภาพของคนยุคนี้ เราจึงได้คัดสรรร้านอาหารและร้านค้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพมาไว้บนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง รวมถึงล่าสุดที่ได้เริ่มทดลองเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่อย่าง Nutrition Tag ที่แสดงข้อมูลแนะนำเมนูสุขภาพ อาทิ โปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ แคลอรี่ต่ำ และ น้ำตาลน้อย เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้บริการที่สั่งอาหารผ่าน GrabFood นอกจากนี้ แกร็บยังไม่พลาดที่จะรุกขยายฐานผู้ใช้บริการไปยังกลุ่มคอมมูนิตี้สายฟิตและคนรุ่นใหม่ที่รักการออกกำลังกาย ด้วยการร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของ BYD Hyrox Bangkok 2026 ซึ่งถือเป็นอีเวนท์การแข่งขันกีฬาฟิตเนสระดับโลกที่มีคนตั้งตาคอยมากที่สุดในประเทศไทย”

คนเมืองฟิตจัด เรียกรถไปสวนช่วงเช้าพุ่งกว่า 5 เท่า เข้ายิมโต 30%
- เทรนด์จ็อกกิ้งในสวนมาแรงดันยอดเรียกรถไป-กลับสวนสวนสาธารณะหลักในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น สวนลุมพินี สวนเบญจกิตติ สวนรถไฟ และศูนย์กีฬาบึงหนองบอน พุ่งขึ้นกว่า 5 เท่า1 โดยเฉพาะในช่วงเช้า (ตั้งแต่เวลา 04.00 – 08.00 น.) ขณะที่ช่วงเย็น (ระหว่างเวลา 17.00 – 20.00 น.) กลุ่มคนทำงานออฟฟิศสายรักสุขภาพนิยมใช้เวลาหลังเลิกงานไปออกกำลังกายมากขึ้น สะท้อนผ่านยอดใช้บริการเรียกรถไปฟิตเนสและยิมเติบโตขึ้นถึง 30%2

- นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว เทรนด์การออกกำลังในสวนสาธารณะต่างจังหวัดก็คึกคักไม่แพ้กัน โดยพบว่าสวนสาธารณะใน 5 หัวเมืองใหญ่ที่คนท้องถิ่นนิยมเรียกรถไปเช็กอินมากที่สุด ได้แก่ สวนสาธารณะรถไฟ จังหวัดเชียงใหม่ บึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น สวนสาธารณะเทศบาลตำบลบางทราย จังหวัดชลบุรี สวนหลวง ร.9 จังหวัดภูเก็ต และสวนน้ำบุ่งตาหลั่วเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา

- อีกหนึ่งไฮไลท์เด่นต้องยกให้กระแสฟิตเนสเรซระดับโลกอย่าง BYD HYROX Bangkok 2026 ครั้งที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 20 - 22 มีนาคม 2569) ที่ปลุกพลังให้คนเมืองออกมาร่วมท้าทายขีดจำกัดของตัวเองกันอย่างคึกคัก ดันยอดผู้ใช้บริการเรียกรถไปร่วมงานที่ไบเทคบางนา พุ่งถึง 2.5 เท่า3 เมื่อเทียบกับการจัดงานในปีก่อนหน้า

คนรุ่นใหม่สั่งหวานน้อยพุ่ง 50% ออเดอร์เมนู “อกไก่” โต 30%
- เทรนด์หวานน้อยเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยยอดสั่งเครื่องดื่มที่มีระดับความหวานน้อย (ตั้งแต่ 0% - 75%) ผ่าน GrabFood เพิ่มขึ้นมากกว่า 50%4 โดยเฉพาะเครื่องดื่มไม่ใส่น้ำตาลครองใจคนรักสุขภาพมากที่สุดคิดเป็นกว่า 40%5 นำเทรนด์โดยเมนูสายเข้มอย่าง กาแฟดำและเคลียร์มัตฉะ (หวาน 0%) ที่มีออเดอร์รวมทั้งปีมากกว่า 10 ล้านแก้ว6

- ฟากเมนูอาหาร พบเมนูโปรตีนสูงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ตอบโจทย์สายสร้างกล้ามเนื้อและควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะเมนูอาหารที่มีส่วนประกอบของ “อกไก่” มียอดสั่งทะลุกว่า 3.3 ล้านออเดอร์ต่อปี เติบโตขึ้นกว่า 30%7

- เมื่อส่องพฤติกรรมการค้นหาเมนูอาหาร (Menu Search) ผ่านแอปฯ พบเมนูสุขภาพกลายเป็นคำค้นหาที่มาแรง โดยเฉพาะคำว่า “สลัด” “กรีกโยเกิร์ต” และ “อาหารคลีน” มียอดเสิร์ชรวมกันเกือบ 1 ล้านครั้ง8

“ผักเคล-บลูเบอร์รี-แซลมอน” ซูเปอร์ฟู้ดยอดฮิตติดบ้าน โปรตีนพร้อมดื่มพุ่ง 3.5 เท่า
- สินค้าในกลุ่มโภชนาการการกีฬา (Sports Nutrition) เติบโตรับกระแสการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็น เครื่องดื่มเกลือแร่ เจลให้พลังงาน (Energy Gel) รวมไปถึงเครื่องดื่มและขนมเสริมโปรตีน โดยเฉพาะโปรตีนพร้อมดื่มมียอดสั่งซื้อผ่าน GrabMart มากกว่า 4.5 แสนขวดต่อปี เติบโตขึ้นมากกว่า 3.5 เท่า9

- เทรนด์ซูเปอร์ฟู้ดหรืออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงยังคงมาแรงข้ามปี โดยเฉพาะ “ผักเคล” ที่ขึ้นแท่นไอเท่มยอดฮิตอันดับหนึ่งที่สายสุขภาพมักซื้อไปประกอบอาหารราว 80 ตันต่อปี10 ตามมาด้วย “บลูเบอร์รี่” ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และ “แซลมอน” ที่มีโปรตีนสูงอัดแน่นกรดไขมันโอเมก้า 3

- สำหรับร้านขายสินค้าสุขภาพที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดบน GrabMart ได้แก่ ร้านใบเมี่ยง ร้าน Radiance และร้าน Veganerie โดยมียอดขายเติบโตขึ้นกว่า 10 เท่า11 ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมไอเท่มสุขภาพที่มีให้เลือกช้อปตั้งแต่ซูเปอร์ฟู้ด อาหารคลีน ของกินเล่นแคลต่ำ ไปจนถึงวิตามินเสริมอาหารแบบครบจบในที่เดียว

เอาใจสายเฮลท์ตี้! แกร็บมอบสิทธิพิเศษให้ผู้ใช้บริการเพื่อดูแลสุขภาพได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น เพียงใส่โค้ด “HEALTHY” เพื่อรับส่วนลด 10% (สูงสุดไม่เกิน 100 บาท) เมื่อสั่งอาหารและเครื่องดื่มในกลุ่มอาหารสุขภาพผ่าน GrabFood และรับส่วนลด 10% (สูงสุดไม่เกิน 100 บาท) เมื่อสั่งซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพผ่าน GrabMart ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 นอกจากนี้ แกร็บยังเอาใจสาวก HYROX ด้วยโค้ด “HYROXRACE” ที่ให้ส่วนลด 15% สำหรับผู้ใช้บริการเรียกรถเพื่อไปร่วมงาน BYD HYROX Bangkok 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–16 สิงหาคม 2569 นี้

‘ศุภจี’ ดันอุตสาหกรรม!! ปลุกตลาดในประเทศให้เข้มแข็ง ย้ำมาตรฐานสินค้าต้องได้สากล ขยายอุตสาหกรรมใหม่สู่ตลาดโลก เจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ปลาย ส.ค.

“ศุภจี” ปลุกอุตสาหกรรมไทยรับโลกใหม่ ดัน Made in Thailand ชูไบโอเอเนอร์จี เซมิคอนดักเตอร์-โฟโตนิกส์ พร้อมทบทวนกฎหมาย ปรับดัชนีสะท้อนเศรษฐกิจจริง เผยปลาย ส.ค. เตรียมเจรจาภาษีสหรัฐฯ

วันนี้ (13 ส.ค. 2569) นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารหน่วยงานร่วมประชุม

นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยจากฐานภายในประเทศ ควบคู่รักษาขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก หลังคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ หรือ กอช. ไม่ได้หารือร่วมกันมานานราว 4 ปี ขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างอุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนเร็ว

ประเด็นหลักคือการเปิดประตูตลาดภาครัฐให้สินค้า วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและ Green Procurement

นางศุภจี กล่าวว่า ภาครัฐจะเป็นผู้ใช้งานสำคัญในการสร้างอุปสงค์ให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ ก่อนขยายสู่ตลาดเอกชนและตลาดต่างประเทศ แต่การให้แต้มต่อ Made in Thailand ต้องไม่ลดมาตรฐาน สินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนไทยต้องได้มาตรฐานสากล และมีเกณฑ์นับ Local Content ชัดเจน

กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้เชื่อม “วิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน” ผ่านกลไก GMT SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เพื่อยกระดับ SME ด้านประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยี มาตรฐาน และสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ ควบคู่การรับรอง MiT ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“สิ่งสำคัญคือทำให้ตลาดกับการพัฒนาผู้ประกอบการเดินไปด้วยกัน นำความต้องการของตลาดมาเป็นโจทย์พัฒนา SME ให้เติบโตได้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค” นางศุภจีกล่าว

อีกด้านหนึ่ง ที่ประชุมได้หารือการผลักดันพลังงานชีวภาพ ทั้งดีเซลและเบนซิน โดยต้องดูภาษีสรรพสามิต กลไกตลาด ความพร้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ และประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างสมดุล เชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจสีเขียว BCG และ ESG

นางศุภจี กล่าวว่า อุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องเร่งเสริม ได้แก่ Biotechnology ดิจิทัล AI ยานยนต์รูปแบบใหม่ เครื่องมือแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งต้องมี Supply Chain ใหม่รองรับ เพื่อให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานผลิต แต่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว

นายวราวุธ กล่าวว่า ตัวอย่างชัดเจนคือ Semiconductor และ Photonic โดยเฉพาะอุปกรณ์ Switch และ Transceiver แบบ Optical ที่เติบโตตามกระแส Data Center ทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยบางรายมียอดขายเพิ่มขึ้นเท่าตัวต่อเนื่อง 2 ปี หากปรับฐานดัชนี MPI จากปี 2564 เป็นปี 2567 จะสะท้อนศักยภาพอุตสาหกรรมใหม่ได้แม่นยำขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว

นางศุภจีกล่าวว่า กอช.หยุดประชุมมานาน จึงมีร่างกฎหมาย 5-6 ฉบับต้องกลับมาทบทวน ทั้งกฎหมายโรงงาน กฎหมายกากอุตสาหกรรม กฎหมายปาล์มน้ำมัน และกฎเกณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้อง ต้องดูให้รอบด้านก่อนเสนอ ครม. เพื่อให้ครอบคลุมโลกปัจจุบันและอนาคต

ต่อข้อถามมาตรการการค้าสหรัฐฯ นางศุภจี กล่าวว่า ภายใต้มาตรา 301 และ 232 มีสินค้าประมาณ 72% ได้รับยกเว้นภาษีแล้ว เหลือ 28% ที่ยังต้องเจรจาต่อ โดยช่วงปลายเดือน ส.ค. นี้ จะเดินทางไปเจรจาประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของไทยให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม กรอบเจรจากับสหรัฐฯ ไทยยังคงยึดเรื่องการค้าเป็นหลัก ไม่ได้นำประเด็นทางทหารไปแลกผลประโยชน์ทางภาษี แต่จะใช้ข้อมูลการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต เพื่อชี้ให้เห็นประโยชน์ร่วมของทั้ง 2 ประเทศ

นางศุภจี กล่าวว่า เอกชนไทยลงทุนในสหรัฐฯ แล้วเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ และมีแผนลงทุนเพิ่มกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันส่วนหนึ่งของดุลการค้าไทยมาจากบริษัทสหรัฐที่ลงทุนในไทย จึงต้องมองทั้งการค้าและการลงทุนร่วมกัน

“ดีพร้อม” ชูโมเดลธุรกิจท้องถิ่น!! 2 ผู้ประกอบการใต้ สร้างแบรนด์ดัง ขึ้นมาตรฐานสินค้า ส่งออกไกลสู่ต่างประเทศ พัฒนาคน สร้างรายได้สู่ชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

เมื่อปลาไทยว่ายไกลถึงอังกฤษ – รังนกไทยบินสู่จีน ‘ดีพร้อม’ พาถอดสูตร 2 ผู้ประกอบการแดนใต้ กับการขายของท้องถิ่นให้เป็นดาวเด่นบนเชลฟ์สินค้า พร้อมโมเดลการส่งต่อรายได้และโอกาสที่ยั่งยืนกลับคืนสู่ชุมชน

ของดีภาคใต้หลายชนิดได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคมานาน แต่โจทย์สำคัญ คือ จะทำอย่างไรให้คุณค่าของวัตถุดิบเหล่านั้นไม่หยุดอยู่เพียงการขายของจากท้องถิ่น หากสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐานสูง สร้างแบรนด์ของตัวเอง และเดินทางไปได้ไกลถึงตลาดต่างประเทศ เพราะทุกครั้งที่วัตถุดิบหนึ่งชิ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้ให้เจ้าของธุรกิจ แต่ยังส่งต่อไปถึงแรงงาน ผู้ผลิต และผู้คนอีกจำนวนมากในชุมชน คำตอบนี้เห็นได้จาก 2 ธุรกิจในจังหวัดสงขลา และจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีจุดเริ่มต้นและเส้นทางต่างกัน แต่กำลังพิสูจน์ภาพเดียวกันอย่างน่าสนใจ ทั้ง “อุตสาหกรรมทวีวงษ์” ที่เปลี่ยนปลาทะเลจากแพปลาในพื้นที่ ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์อาหารมาตรฐานสากล ส่งออกไกลถึงเอเชียและสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับ “พอสรังนก” ที่ต่อยอดรังนกไทยจากธุรกิจวัตถุดิบ B2B สู่แบรนด์พรีเมียมพร้อมรับประทาน โดยทั้ง 2 กิจการสร้างงานให้คนในพื้นที่ได้อย่างกว้างขวาง และเดินหน้าขยายโอกาสสู่ตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังความสำเร็จไม่ได้มาจากการมีวัตถุดิบที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการกล้าปรับโมเดลธุรกิจ ยกระดับมาตรฐาน พัฒนาคน และเปิดรับองค์ความรู้กับเทคโนโลยีใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จึงชวนถอดรหัสเส้นทางของ 2 “ฮีโร่แดนใต้” เพื่อค้นหาว่า ผู้ประกอบการท้องถิ่นจะเปลี่ยนทุนที่มีอยู่ให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง พร้อมเติบโตไปกับเศรษฐกิจและชุมชนอย่างแข็งแรงได้อย่างไร

ต่อยอดศักยภาพท้องถิ่น ด้วยคน เทคโนโลยี และนวัตกรรม นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า การยกระดับอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันทุกพื้นที่ได้ เพราะแต่ละภูมิภาคมีศักยภาพ ทรัพยากร และโอกาสทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน การพัฒนาผู้ประกอบการจึงต้องเริ่มจากการเข้าใจจุดแข็งของพื้นที่และต่อยอดด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

“สำหรับภาคใต้ไม่เพียงเป็นประตูการค้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังมีศักยภาพด้านวัตถุดิบการเกษตร อุตสาหกรรมอาหารและประมง สมุนไพร รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และธุรกิจมูลค่าสูงได้ การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิดนี้ “ดีพร้อม” จึงขับเคลื่อนการพัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ ตามนโยบาย “DIPROM FLEXi” ที่มุ่งออกแบบการส่งเสริมอย่างยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่และความต้องการของผู้ประกอบการแต่ละราย”

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า หัวใจของ DIPROM FLEXi คือ การทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายที่จำเป็นต่อการเติบโตได้อย่างตรงจุดและทันเวลา เพราะแต่ละธุรกิจมีความต้องการแตกต่างกัน การส่งเสริมจึงต้องตอบโจทย์เฉพาะของแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ AI หรือเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหารและการตลาด โดยสิ่งที่ดีพร้อม

ให้ความสำคัญที่สุด คือ “การพัฒนาคน” เพราะเมื่อผู้ประกอบการมีองค์ความรู้ มีวิธีคิดใหม่ และพร้อมปรับตัว ธุรกิจก็จะเติบโตได้ด้วยตนเอง สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจของชุมชน โดยเป้าหมายของดีพร้อม คือ การสร้างคนเก่ง เพื่อต่อยอดธุรกิจให้แกร่ง และพัฒนาพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค

เจาะโมเดล “อุตสาหกรรมทวีวงษ์” กับการดึงความสมบูรณ์วัตถุดิบสู่การเติบโตทางธุรกิจ

ย้อนกลับไปกว่า 44 ปีก่อน “อุตสาหกรรมทวีวงษ์” เริ่มต้นจากครัวเล็ก ๆในจังหวัดสมุทรสาคร ผลิตขนมขบเคี้ยวจากปลาเพื่อส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย นายอดิรุจ ถาวรทวีวงษ์ ผู้บริหารรุ่นปัจจุบันของบริษัท อุตสาหกรรมทวีวงษ์ หาดใหญ่ จำกัด เล่าว่า เมื่อธุรกิจเติบโต ครอบครัวจึงย้ายฐานการผลิตมายังอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ ความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบปลาทะเลและความใกล้ชิดกับตลาดส่งออกหลักอย่างประเทศมาเลเซีย ทำให้บริหารต้นทุนและคุณภาพสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันโรงงานในจังหวัดสงขลา ซึ่งผลิตขนมขบเคี้ยวจากปลา เช่น ปลาเส้น ปลากรอบ ปลาแผ่นอบกรอบ และปลาแผ่นนิ่มโดยใช้ปลาทะเลสดจากแพปลาในพื้นที่เฉลี่ยวันละ 2 ตัน ทั้งปลาข้างเหลือง ปลาทรายแดง และปลาไร้ก้าง ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรท้องถิ่นและสร้างรายได้แก่ชาวประมงอย่างต่อเนื่อง

“ผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมทวีวงษ์วางจำหน่ายใน Big C, Tops และ Makro ควบคู่กับการรับจ้างผลิต (OEM) และการพัฒนาแบรนด์ “ทวีวงษ์” พร้อมส่งออกไปยังจีน มาเลเซีย ไต้หวัน เกาหลี และสหราชอาณาจักร ขณะเดียวกัน โรงงานในจังหวัดสงขลายังจ้างงานคนในพื้นที่กว่า 120 คน สะท้อนว่าการเติบโตของธุรกิจสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาชุมชน”

เมื่อธุรกิจขยายตัว ความท้าทายก็เพิ่มขึ้น ทั้งการรักษามาตรฐานการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการเตรียมบุคลากรให้พร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ บริษัทจึงเข้าร่วมโครงการของดีพร้อม ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม (Eco Label) และกิจกรรมดีพร้อม คพอ. ซึ่งช่วยต่อยอดการประยุกต์ใช้ AI การตลาดออนไลน์ และแนวคิด Lean Manufacturing เพื่อลดความสูญเปล่าและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

“สิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการของดีพร้อม ไม่ใช่เพียงองค์ความรู้ แต่เป็นการเปิดมุมมองใหม่ในการพัฒนาองค์กร เพราะแต่ละช่วงของธุรกิจมีความท้าทายแตกต่างกัน องค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และแนวทางที่ได้รับสามารถนำมาปรับใช้ได้จริง จนทำให้โรงงานในจังหวัดสงขลาได้รับการรับรองมาตรฐาน FSSC 22000 ด้านความปลอดภัยอาหาร ควบคู่กับการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสร้างงานให้คนในพื้นที่ และรับซื้อวัตถุดิบจากชาวประมงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของชุมชน”

นายอดิรุจ กล่าวว่า เป้าหมายต่อไป คือ การยกระดับองค์กรอย่างยั่งยืน ทั้งด้านบุคลากร กระบวนการผลิต และสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อลดของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงขยายธุรกิจจากการผลิตแบบ B2B สู่การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยผ่านบริการ OEM ที่ช่วยให้เข้าถึงกำลังการผลิตมาตรฐาน ได้ง่ายขึ้น พร้อมฝากถึงผู้ประกอบการ SME ว่า อย่าหยุดเรียนรู้และอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะทุกครั้งที่เปิดรับ
องค์ความรู้ใหม่ ย่อมเป็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ และเมื่อธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแรง ก็จะสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

เปลี่ยนภาพรังนกใหม่สู่ผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่คนไทยเข้าถึงได้

แม้ธุรกิจรังนกของครอบครัวจะดำเนินมากว่า 20 ปี ในฐานะผู้จำหน่ายรังนกล้างแบบ B2B แต่ นางสาวพิชามญชุ์ อัครยศพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยายปีกบิน จำกัด มองเห็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบไทย พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดรังนกไทยที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก จึงยังไม่เป็นที่รู้จักและเข้าถึงได้สำหรับผู้บริโภคชาวไทย คำถามนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบสู่การสร้างแบรนด์รังนกของตนเอง เพื่อให้คนไทยได้บริโภครังนกคุณภาพที่ผลิตในประเทศไทย

นางสาวพิชามญช์ุ เล่าว่า รังนกภาคใต้เป็นหนึ่งในรังนกที่ดีที่สุดของโลก แต่คนที่รู้จักและได้บริโภคกลับเป็นคนต่างชาติ บริษัทฯ จึงอยากสร้างแบรนด์ที่เป็นกระบอกเสียงให้คนเห็นคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่นและเพิ่มมูลค่าในประเทศไทยจากแนวคิดดังกล่าวจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ "พอสรังนก PAUS Birdnest" ที่ใช้รังนกแท้ 100% ปราศจากสารกันเสีย ไม่ผ่านการฟอกขาว และได้รับการรับรองมาตรฐาน อย. GHP HACCP และ HALAL เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจุบัน บริษัทฯ ได้พัฒนารังนกลอยแก้วแบบซองพร้อมรับประทานและต่อยอดรังนกเป็นวัตถุดิบปรุงสุก (Topping/ Ingredient) สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและขนมหวาน มีช่องทางจำหน่ายทั้งหน้าร้าน และออนไลน์ Shopee, Lazada, Tiktok และอื่นๆ รวมถึงร้านอาหาร ร้านขายยา โรงพยาบาลชั้นนำ”

นางสาวพิชามญช์ กล่าวต่อว่า นอกจากเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบท้องถิ่น ธุรกิจยังสร้างอาชีพให้คนในพื้นที่ เพราะทุกขั้นตอน ตั้งแต่คัดแยก ล้าง จนถึงจัดรูปทรงรังนก ต้องอาศัยแรงงานฝีมือที่เครื่องจักรไม่สามารถทดแทนได้ ซึ่งแรงงานที่มีทักษะมีรายได้เฉลี่ย 15,000–20,000 บาทต่อเดือน โดยการล้างรังนก ถือเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมมานาน แม้จะมีเทคโนโลยีช่วยทำความสะอาดแต่ก็ยังทดแทนฝีมือคนไม่ได้ เพราะต้องรักษารูปทรงของรังนกให้ได้มาตรฐาน นี่คือคุณค่าของคนในชุมชนที่เราอยากรักษาไว้ พร้อมสร้างรายได้กลับสู่ท้องถิ่น การเปลี่ยนผ่านจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบสู่การสร้างแบรนด์ ทำให้บริษัทต้องเผชิญความท้าทายด้านต้นทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการตลาด จึงเข้าร่วมโครงการกับทางกรม ทั้งโครงการด้าน Soft Power อาหาร และ ดีพร้อม คพอ. เพื่อเสริมศักยภาพด้านการบริหารธุรกิจ การวิเคราะห์ต้นทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการจากหลากหลายอุตสาหกรรมจนสามารถนำองค์ความรู้มาปรับใช้กับธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ

“เมื่อก่อนเราคิดว่าสินค้าดีอย่างเดียวก็น่าจะขายได้ แต่ความจริงการทำธุรกิจต้องเข้าใจทั้งต้นทุน ราคา บรรจุภัณฑ์และความต้องการของลูกค้า การได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญของดีพร้อม รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ประกอบการคนอื่น ทำให้เราเห็นมุมที่ไม่เคยมองและนำกลับมาปรับใช้กับธุรกิจได้จริงจนระบบการทำงานแข็งแรงขึ้น ในอนาคตสยายปีกบินตั้งเป้าการขยายตลาดสู่ประเทศจีนภายใต้มาตรฐานสากลและสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรังนกไทยเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ เพราะเราอยากให้คนไทยภูมิใจในรังนกไทยเหมือนที่ต่างชาติยอมรับ เมื่อวัตถุดิบท้องถิ่นได้รับการพัฒนาเป็นสินค้ามูลค่าสูง ไม่ใช่แค่ธุรกิจที่เติบโต แต่ยังหมายถึงการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างโอกาสให้คนในชุมชนเติบโตไปพร้อมกัน” นางสาวพิชามญชุ กล่าวทิ้งท้าย

กลุ่ม ปตท. จับมือสถาบันพระปกเกล้า!! ลงนามความร่วมมือ สร้างต้นแบบองค์กรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับสู่องค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ หนุน ESG–SDGs นำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขับเคลื่อนองค์กรสีเขียว ผลักดันมาตรฐาน ESG–SDGs สู่ความสำเร็จ

กลุ่ม ปตท. สนับสนุนการยกระดับ สถาบันพระปกเกล้า สู่องค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 - กลุ่ม ปตท. และ สถาบันพระปกเกล้า จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการสนับสนุนนโยบายสถาบันต้นแบบคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ อาคารรัฐสภา โดยมี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า (ที่ 3 จากซ้าย)

รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า (ที่ 2 จากซ้าย)

นางสาวสุพรรณี งามวุฒิกุล ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า (ซ้ายสุด)

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ที่ 3 จากขวา)

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ที่ 2 จากขวา)

นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ขวาสุด)

พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงร่วมในพิธี เพื่อบูรณาการเทคโนโลยีของกลุ่ม ปตท. อาทิ ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบเบ็ดเสร็จ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ระบบบริหารจัดการพาหนะ พฤติกรรมการขับขี่ และประเมินการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระบบบริหารจัดการคุณภาพน้ำ บริการระบบทำความเย็นแบบครบวงจร เครื่องอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า บริการแพลตฟอร์มจัดการพลังงาน ฯ ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงาน ในการยกระดับสถาบันพระปกเกล้าสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านคาร์บอนต่ำ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการนำมาตรฐานสากลมาสนับสนุนการดำเนินงานด้าน ESG และ SDGs ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายตามพันธกิจอย่างมีประสิทธิผลร่วมกันต่อไป

ILINK เดินหน้าธุรกิจหลักแข็งแกร่ง!! โชว์งบ Q2/69 รายได้ 1,784 ล้านบาท กำไรสุทธิ 145 ล้านบาท รับดีมานด์ Data Center–Cloud–AI ดันธุรกิจสายสัญญาณ–วิศวกรรมโครงการ เติบโตระยะยาว

ILINK งบไตรมาส 2/69 ทำรายสะสมได้ 1,784 ล้านบาท กำไรสุทธิ 145 ล้านบาท เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โฟกัสธุรกิจหลัก บริหารการเงินเข้มแข็ง รับดีมานด์ Data Center, Cloud และ AI หนุน พร้อม Backlog งานวิศวกรรมแน่น

Q2 ผลงานแกร่งตามนัด เดินหน้าหนุนอนาคต ลุยธุรกิจหลักเต็มอัตรา วันนี้ (10 สิงหาคม 2569) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 โดยยังคงสามารถสร้างรายได้ และกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค โดยบริษัทมีรายได้รวม 1,784.20 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 145.10 ล้านบาท สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจและการควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัย ขณะที่ธุรกิจหลักทั้งการจัดจำหน่ายสายสัญญาณ และธุรกิจวิศวกรรมโครงการยังคงดำเนินไปตามแผนที่กำหนด

ผลการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าว ได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการลงทุน การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และความต้องการเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center, Cloud Computing และ Artificial Intelligence (AI) รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบสื่อสาร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ในระยะต่อไป

นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนินการปรับโครงสร้างการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นธุรกิจหลักให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ภายหลังการหยุดรับรู้ผลประกอบการของ ITEL ในงบการเงินรวม ส่งผลให้โครงสร้างธุรกิจของ ILINK มีความชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถบริหารจัดการทรัพยากรและเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมมุ่งสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพและความยั่งยืนในระยะยาว

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/69 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ แม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังมีความท้าทาย แต่เรายังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center, Cloud และ AI ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์สำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลขณะเดียวกัน ธุรกิจวิศวกรรมโครงการยังมี Backlog ที่ทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง และบริษัทอยู่ระหว่างการแสวงหาโอกาสงานโครงการใหม่เพิ่มเติม โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบสื่อสาร ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และกำไรในช่วงที่เหลือของปี รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งของฐานธุรกิจในระยะยาว”

โดยรายได้ของ ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ และอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร เติบโตต่อเนื่อง รองรับดีมานด์โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ ILINK ยังคงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยในไตรมาส 2/69 มีรายได้รวม 761.94 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 61.94 ล้านบาท ขณะที่รายได้สะสมอยู่ที่ 1,734.94 ล้านบาท สะท้อนการขยายตัวของฐานลูกค้า และความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบสื่อสารและดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น

นับว่าการดำเนินงานดังกล่าว สอดคล้องกับกลยุทธ์ “ก้าวใหม่ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ และก้าวต่อไป” ของกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ซึ่งมุ่งยกระดับ ILINK สู่การเป็น “ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแบบครบวงจร” โดยให้ความสำคัญกับการขยายตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการในยุคดิจิทัล โดยนับว่าหลังจากนี้ แนวโน้มการลงทุนใน Data Center, Cloud, AI, Smart Building, Digital Infrastructure และ Energy Transition รวมถึงการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขยายฐานลูกค้า และโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

สำหรับธุรกิจวิศวกรรมโครงการ โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้า และพลังงาน เดินหน้าสะสม Backlog รองรับการเติบโตระยะยาว โดยในไตรมาส 2/69 มีรายได้รวม 27.20 ล้านบาท ขณะที่รายได้สะสมอยู่ที่ 49.26 ล้านบาท ส่งผลทำกำไรลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จะทยอยรับรู้ตามความคืบหน้าของโครงการ แต่บริษัทมี Backlog จากสัญญาที่ได้รับแล้ว ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในอนาคต พร้อมเดินหน้าประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่ม Backlog และสร้างความต่อเนื่องของรายได้ในระยะยาว (อ่านข่าวรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ https://interlink.co.th/news/detail/OpO4IfweVN)

ที่มา : https://interlink.co.th/news/detail/oHbZxM2w5Y

ออริจิ้น โฮเทล ปิดดีล!! ขาย Staybridge Suites สุขุมวิท รับเงินสดกว่า 550 ลบ. เดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ มุ่งสู่ธุรกิจรายได้ประจำอย่างยั่งยืน

ออริจิ้น โฮเทล ปิดดีล ขาย Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit
ให้ครอบครัวเศวตสมภพ ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment

ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment ของ ออริจิ้น โฮเทล กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำเพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์โครงการคุณภาพ ทั้งโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ ออฟฟิศ และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ในเครือ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศความสำเร็จปิดดีลการขายโรงแรม Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit ให้ครอบครัวเศวตสมภพ รับกระแสเงินสดเข้ากว่า 550 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เผยถึงกลุ่มทุนที่เข้าซื้อโรงแรม สเตย์บริดจ์ สวีทส์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท (Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit) คือ ครอบครัวเศวตสมภพ (ผู้บริหารกลุ่มบริษัท ซีโน-แปซิฟิค ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค) นับเป็นอีกหนึ่งดีลความสำเร็จของกลุ่มออริจิ้น โฮเทล ภายใต้การบริหารพอร์ตสินทรัพย์ผ่านกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment ที่บริษัทดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นและพันธมิตรทางธุรกิจ

สำหรับโรงแรม Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit เปิดให้บริการเมื่อต้นปี 2566 เป็นโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Staybridge Suites ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือ IHG Hotels & Resorts สไตล์ที่พักอาศัย (Residential-Style Hotel) จำนวน 411 ห้อง ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพใจกลางสุขุมวิท 24 ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์ เพียงไม่กี่นาที และใกล้ศูนย์การค้าชั้นนำในย่าน EmDistrict โครงการนี้นับเป็นโรงแรมภายใต้แบรนด์ Staybridge Suites แห่งที่ 2 ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โนมุระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด (NRED) ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์การเข้าพักระยะยาวสำหรับนักธุรกิจ ผู้บริหารชาวต่างชาติ และนักเดินทางคุณภาพ ด้วยห้องพักขนาดใหญ่พร้อมครัวภายในห้อง สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ Co-working Space ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ ออนเซน และพื้นที่ส่วนกลางที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ภายใต้มาตรฐานการบริหารระดับสากลของ IHG Hotels & Resorts

นอกจากนี้ โครงการยังมีพื้นที่รีเทลด้านหน้าโครงการกว่า 5,000 ตร.ม. ที่เปิดรับผู้ใช้บริการจากภายนอกและผู้พักอาศัยในย่านสุขุมวิท ช่วยสร้างความคึกคักให้กับโครงการและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้เข้าพัก โดยพื้นที่ดังกล่าวรองรับร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้าบริการต่างๆ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพของสินทรัพย์

“การปิดดีลขาย Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการบริหารพอร์ตโรงแรมของบริษัท ซึ่งสอดคล้องกับแผนธุรกิจตามกระบวนการจัดการทรัพย์สินเป็น Cycle สร้างพอร์ตเติบโตต่อเนื่องที่วางไว้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยบริษัทมุ่งพัฒนาโรงแรมคุณภาพ สร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และส่งต่อสินทรัพย์ให้แก่นักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาว พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่ผู้นำในกลุ่มธุรกิจ Recurring Income Business เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายพีระพงศ์ กล่าวย้ำ

โดยในปีนี้ ออริจิ้น โฮเทล ได้ปิดดีลความสำเร็จ ขายโรงแรมไอบิส ภูเก็ต กะตะ (ibis Phuket Kata) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา และในเดือนกรกฎาคมนี้ ได้ปิดดีลขาย “โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก สุขุมวิท (Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit )” โรงแรมสไตล์ที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรมสเตย์บริดจ์สวีท ได้ตามแผนธุรกิจ
ปัจจุบัน ออริจิ้น โฮเทล มีธุรกิจหลัก 3 กลุ่มธุรกิจ
.
1. กลุ่มธุรกิจโรงแรม (Hotel Business) ในปัจจุบันมีโรงแรมเปิดให้บริการอยู่อีก 7 แห่ง มีห้องพักรวมจำนวน 1,093 ห้อง มูลค่า 3,900 ล้านบาท อาทิ โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ สวีท ศรีราชา, โรงแรม ฮอลิเดย์อินน์ เอกเพรช ระยอง, และ โรงแรม ไอบิส หัวหิน และกระบี่ เป็นต้น ทั้งนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่หัวเมืองท่องเที่ยวอย่าง กรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา

2. ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า (Office Building Business) ปัจจุบันเตรียมเปิดให้บริการ 1 อาคาร ภายใต้ชื่อ Origin Complex Sanampao มีพื้นที่รวม 32,200 ตารางเมตร

3. ธุรกิจการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Development Business) ปัจจุบันมีรวม 5 แห่ง พื้นที่รวม 17,425 ตารางเมตร ภายใต้แบรนด์ Portobello Mall (พอร์โทเบลโลมอลล์)

NIA หนุน BWC ลุยนวัตกรรม!! เปิดตัว Care Floor ผลิตภัณฑ์ใหม่ เปลี่ยนของเสียเป็นน้ำยาทำความสะอาด ชูคอนเซปต์รักษ์โลกยั่งยืน บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลสอดคล้องแนวคิด

พลิกโฉมวงการทำความสะอาด! NIA หนุน BWC เปิดตัว 'Care Floor'

นวัตกรรมเปลี่ยนของเสียอุตสาหกรรมสู่น้ำยาถูพื้นรักษ์โลกสุดล้ำ

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมสร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งวงการเศรษฐกิจหมุนเวียน ประกาศสนับสนุนบริษัท เบตเตอร์ เวสท์ แคร์ จำกัด (BWC) เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นสุดล้ำภายใต้ชื่อ "แคร์ ฟลอร์" (Care Floor) ซึ่งเป็นผลผลิตระดับมาสเตอร์พีซจากโครงการแปลงเทคโนโลยีเป็นทุน โดยนวัตกรรมนี้ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการด้วยการนำสารเคมีบางชนิดที่เป็นของเสีย มาผ่านกระบวนการอัพไซเคิล (Upcycle) ขั้นสูง จนพลิกโฉมกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ทรงประสิทธิภาพและรักษ์โลกอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์ Care Floor ถูกคิดค้นและออกแบบมาภายใต้คอนเซปต์ "From Waste to Care - ขับเคลื่อนเพื่อโลกสะอาด... ก้าวไปด้วยกันอย่างยั่งยืน" โดยชูจุดเด่นที่ความสามารถในการทำความสะอาดได้อย่างหมดจด ขจัดคราบสกปรกฝังลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความอ่อนโยนต่อพื้นผิว มีความปลอดภัยสูงไม่เป็นอันตราย สามารถนำไปใช้ทำความสะอาดได้กับพื้นผิวทั่วไปหลากหลายประเภทในทุกๆ พื้นที่ของบ้าน พร้อมมอบกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นในทุกครั้งที่ใช้งาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะอาดสะอ้านและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

ความใส่ใจของแบรนด์ยังไม่หยุดอยู่แค่ตัวน้ำยาทำความสะอาดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านการเลือกใช้ บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน โดย Care Floor มาพร้อมปริมาณจุใจถึง 1,000 มิลลิลิตร มีให้เลือกทั้งในรูปแบบขวดใช้งานง่ายและแบบถุงเติม (Refill) ในราคาสุดคุ้มค่าที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อสนับสนุนให้ผู้บริโภคสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณขยะพลาสติกและร่วมกันรักษ์โลกได้อย่างยั่งยืน

การผลักดันจาก NIA โดยการสนับสนุนทุนนวัตกรรมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ BWC สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จนผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยและการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยังเป็นการจุดประกายโมเดลธุรกิจแห่งอนาคต ที่เปลี่ยนภาระต้นทุนในการกำจัดของเสียให้กลายเป็นนวัตกรรมสร้างรายได้ นับเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีมาผสานกับแนวคิดรักษ์โลก สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ "ว้าว" ทั้งในแง่ของคุณภาพชีวิตและดีต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

‘มาคาเลียส’ ชี้วอเชอร์โต!! ธุรกิจท่องเที่ยวปรับตัว อี-วอเชอร์ช่วยบริหารรายได้ ยอดขายโต-ลูกค้าสะดวกมากขึ้น โวช์เชอร์เป็น New Normal ใหม่

มาคาเลียส ชี้ "Voucher Economy" กำลังเป็น New Normal ของธุรกิจท่องเที่ยวไทย
โรงแรม-ร้านอาหารหันใช้อี-วอเชอร์บริหารรายได้ รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

มาคาเลียส (Makalius) แหล่งรวม อี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ของประเทศไทย ชี้แม้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569 จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่การแข่งขันของผู้ประกอบการกลับทวีความเข้มข้น ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว ต่างต้องเผชิญความท้าทายในการกระตุ้นยอดขาย ควบคู่กับการรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ ส่งผลให้ "Voucher Economy" หรือระบบการซื้อขายผ่านอี-วอเชอร์ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการบริหารธุรกิจท่องเที่ยวในยุคใหม่

นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรวมอี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ทั้ง โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ยังคงต้องเผชิญความท้าทายในการกระตุ้นยอดขาย เพราะปัจจุบันกลุ่มลูกค้ามองหาความคุ้มค่า ประสบการณ์ เน้นราคาที่ถูกลง เพื่อให้ท่องเที่ยวได้มากขึ้น ส่งผลให้ "Voucher Economy" หรือระบบการซื้อขายผ่านอี-วอเชอร์ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการบริหารธุรกิจท่องเที่ยวในยุคใหม่ ซึ่งบทบาทของอี-วอเชอร์ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเครื่องมือส่งเสริมการขายหรือการจัดโปรโมชั่นอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาเป็นเครื่องมือด้าน Revenue Management ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพในการขาย และสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

"ที่ผ่านมา หลายคนอาจมองว่า 'วอเชอร์' คือการลดราคา แต่ในมุมของผู้ประกอบการวอเชอร์คือเครื่องมือในการบริหารรายได้และการบริหารอุปสงค์ (Demand Management) ที่ช่วยสร้างยอดขายโดยไม่จำเป็นต้องลดราคาปกติของสินค้าและบริการอีกต่อไป”

ส่งผลให้ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มนำอี-วอเชอร์มาใช้ในการบริหารยอดขายในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เช่น การกระตุ้นยอดขายในช่วง Low Season การจำหน่ายแพ็กเกจเฉพาะช่วงเวลา การกำหนดจำนวนสิทธิ์ หรือการกำหนดเงื่อนไขการใช้งาน เพื่อเพิ่มอัตราการใช้บริการ (Utilization Rate) โดยยังสามารถรักษาระดับราคาปกติของแบรนด์ไว้ได้ แตกต่างจากการลดราคาหน้าร้านที่อาจส่งผลต่อการรับรู้ของผู้บริโภคในระยะยาว

นอกจากการบริหารราคาแล้ว อี-วอเชอร์ ยังช่วยคาดการณ์รายรับให้กับผู้ประกอบการ ทำให้ธุรกิจสามารถนำ วางแผนการตลาด หรือบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่มีต้นทุนคงที่สูง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยว ในขณะเดียวกัน ฝั่งผู้บริโภคเองก็มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่มองหาส่วนลดเฉพาะช่วงแคมเปญใหญ่ กลายเป็นการวางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้าผ่านการซื้ออี-วอเชอร์ ทั้งสำหรับที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ สปา และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อควบคุมงบประมาณและเลือกใช้บริการในเวลาที่เหมาะสม สะท้อนให้เห็นว่า "วอเชอร์" ไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว

จากสถิติยอดจำหน่ายวอเชอร์ของมาคาเลียสในปี 2026 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่าน พบว่า หมวดที่พักมีการเติบโตของยอดซื้ออี-วอเชอร์เพิ่มขึ้น 50% โดยจังหวัดที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ พัทยา และจากการสำรวจยังพบว่า ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวนิยมท่องเที่ยวในวันธรรมดา และนิยมท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่น เพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มใช้วอเชอร์เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวมากกว่าการรอโปรโมชั่นในช่วงเทศกาล"

นางสาวณีรนุช กล่าวต่อว่า ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่รุนแรงขึ้น การบริหารรายได้ผ่านแพลตฟอร์มอี-วอเชอร์จะกลายเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของผู้ประกอบการด้านธุรกิจท่องเที่ยวในระยะยาว ไม่เพียงเพื่อเพิ่มยอดขาย แต่ยังเป็นเครื่องมือสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ "ความคุ้มค่า" ควบคู่ไปกับ "คุณภาพของประสบการณ์" มากกว่าที่เคย โดย มาคาเลียส มองว่า Voucher Economy จะมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากขึ้นในอนาคต เพราะช่วยสร้างสมดุลระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค ผู้ประกอบการสามารถบริหารรายได้และรักษามูลค่าของสินค้าและบริการ ขณะที่ผู้บริโภคได้รับความคุ้มค่าและมีความยืดหยุ่นในการวางแผนการเดินทางมากขึ้น

“อมตะ” บุกเวียดนาม!! ผนึกเทคโนโลยีจีนขยายธุรกิจ ปักหมุดฮาลอง-ฟู้เถาะพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ชูศูนย์กลางอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ผลักดันเศรษฐกิจยั่งยืนภูมิภาค

อมตะ ผนึกนักลงทุนไฮเทคบุกเวียดนาม ปักหมุด ‘ฮาลอง-ฟู้เถาะ’
ผุดสมาร์ทซิตี้รับคลื่นย้ายฐานผลิต

กลุ่มอมตะ ตอกย้ำความเป็นผู้นำการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมระดับภูมิภาค เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุก นำคณะผู้บริหารระดับสูงและกลุ่มนักลงทุนชั้นนำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ พร้อมเข้าพบผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐและผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart City) และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต มุ่งสนับสนุนการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนคุณภาพสูง เสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าได้นำคณะนักลงทุนชั้นนำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากประเทศจีนเข้าพบผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานภาครัฐเวียดนาม เพื่อยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกลุ่มอมตะกับภาครัฐและท้องถิ่นของเวียดนาม พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีนได้เข้ามาศึกษาศักยภาพและสำรวจพื้นที่ลงทุนในโครงการของอมตะ ซึ่งจะช่วยต่อยอดการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Industrial Ecosystem) และโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมมูลค่าสูงในอนาคต

“เป้าหมายสูงสุดของเราไม่ใช่เพียงการสร้างพื้นที่อุตสาหกรรม แต่เป็นการสร้างสรรค์ระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งเมืองอัจฉริยะ เทคโนโลยีสีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อผลักดันเวียดนามให้ก้าวเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคอย่างแท้จริง” นายวิกรม กล่าว

โดยภารกิจครั้งนี้ คณะผู้บริหารอมตะได้เข้าพบหารือกับ นายกวาน มั่ญ เกื่อง กรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และเลขาธิการพรรคประจำจังหวัด รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของ จังหวัดกว๋างนิญ โดยอมตะได้แสดงถึงความพร้อมในการผลักดันโครงการ อมตะ ซิตี้ ฮาลอง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพร้อมรองรับการลงทุนมูลค่าสูง ทั้งนี้ นายวิกรมระบุว่า จังหวัดกว๋างนิญมีความโดดเด่นอย่างยิ่งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์ และนโยบายสนับสนุนการลงทุน ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติรายใหม่เข้าสู่พื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้เข้าพบผู้บริหารระดับสูงแห่ง นครโฮจิมินห์ โดยได้รับเกียรติจาก นางอุรวดี ศรีภิรมย์ยา เอกอัครราชทูตไทยประจำเวียดนาม พร้อมด้วยผู้แทนภาคธุรกิจไทยเข้าร่วมคณะ เพื่อหารือแนวทางการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุน ภายใต้โอกาสมหามงคลครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม โดยทางโฮจิมินห์ได้แสดงความพร้อมเต็มที่ในการสนับสนุนการลงทุนของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พลังงานสีเขียว การค้า และบริการดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังได้เข้าพบผู้บริหาร จังหวัดฟู้เถาะ ซึ่งอมตะได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนา "Future City" หรือเมืองแห่งอนาคต ผ่านโมเดลการพัฒนาแบบบูรณาการที่ผสานเมืองอัจฉริยะ นิคมอุตสาหกรรม และศูนย์บริการสมัยใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยนายวิกรมกล่าวเสริมว่า จังหวัดฟู้เถาะมีศักยภาพที่โดดเด่นทั้งด้านพื้นที่ แรงงานคุณภาพ และทำเลยุทธศาสตร์ พร้อมเสนอให้ทางจังหวัดร่วมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ โทรคมนาคม และเครือข่ายดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเม็ดเงินลงทุนที่จะหลั่งไหลเข้ามาในอนาคต

สำหรับการเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของอมตะในการขยายการลงทุนในเวียดนาม พร้อมวางรากฐานสำคัญสู่การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงและเมืองอัจฉริยะรุ่นใหม่ในพื้นที่ศักยภาพ โดยกลุ่มอมตะเชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญยิ่งในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น พร้อมทั้งตอกย้ำบทบาทอันของกลุ่มอมตะในการเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างไทย จีน และเวียดนาม ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อก้าวสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระดับภูมิภาค

ฐานะกองทุนติดลบกว่า 7 หมื่นล้านบาท!! พลังงานเกาะติดราคาน้ำมันโลก ราคาน้ำมันผันผวนสูงในตลาดโลก เพิ่มอุดหนุน LPG กระทบผู้บริโภคจำกัด ขอความร่วมมือประชาชนร่วมประหยัดพลังงาน

“พลังงาน” เกาะติดราคาน้ำมัน - เพิ่มอุดหนุน LPG พร้อมรับมือราคาพลังงานตลาดโลกที่ผันผวนสูงต่อเนื่อง

วันนี้ (7 สิงหาคม 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูง จากความไม่มั่นใจในการให้ข่าวของสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่มักจะไม่มีความสอดคล้องกัน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในเรื่องของการเปิดหรือปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้มีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และยังคงเดินหน้ามาตรการดูแลความมั่นคงและราคาน้ำมันภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตและค่าครองชีพของประชาชน โดยในส่วนของค่าครองชีพนั้นได้มีการบริหารจัดการผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่ไปกับการดูแลราคาหน้าโรงกลั่นให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน กระทรวงพลังงานได้มีการดำเนินการเพื่อช่วยรักษาระดับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มในประเทศไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลกผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีการปรับการชดเชยราคา LPG เพิ่มจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้การจำหน่าย LPG ยังคงราคาเดิมที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาอาหาร สินค้าและบริการ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน อย่างไรก็ตาม จากการเข้าไปดูแลผลกระทบจากราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระทรวงฯ ยังคงต้องติดตามและเฝ้าระวังฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีภาระเพิ่มสูงขึ้นอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน ซึ่งฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท โดยติดลบเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้วประมาณ 2,044 ล้านบาท

“กระทรวงพลังงานตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหารจัดการทั้งราคาน้ำมันและดูแลราคาหน้าโรงกลั่นอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งเข้าไปดูแลราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าขณะนี้กองทุนฯ จะมีภาระที่สะสมเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพลังงานมีความห่วงใย และพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ดังกล่าวอย่างสุดความสามารถ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตราคาพลังงานในครั้งนี้ และอยากขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันประหยัดและใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นายวีรพัฒน์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top