Friday, 28 August 2026
ECONBIZ

“บีโอไอ” หนุน “เนสท์เล่” ลงทุนใหญ่!! ลงทุน 2.3 หมื่นล้านที่สมุทรปราการ โรงงานกาแฟใหม่พร้อมศูนย์กระจายสินค้า เชื่อมโยงเกษตรกรไทย วัตถุดิบกว่า 4.3 พันล้าน ตอกย้ำศักยภาพไทยฐานผลิตภูมิภาค

บีโอไอหนุน “เนสท์เล่” ลงทุนครั้งใหญ่ 2.3 หมื่นล้าน
เชื่อมโยงเกษตรกรไทย ยกระดับไทยสู่ฐานผลิตกาแฟภูมิภาค

บีโอไอไฟเขียว “เนสท์เล่” ยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มโลก ทุ่มลงทุน 23,000 ล้านบาท ก่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมศูนย์กระจายสินค้า ปั้นไทยเป็นฐานการผลิตหลักของกาแฟเนสท์เล่ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น รับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรไทยกว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เพื่อลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่สำหรับการผลิตกาแฟครบทุกประเภท ทั้งกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผสม 3 in 1 และกาแฟกระป๋องภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ (NESCAFÉ) กำลังการผลิตรวมกว่า 1.7 แสนตันต่อปี เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศและภูมิภาค อีกทั้งจะมีการสร้างศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ในพื้นที่โรงงาน มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 23,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตในช่วงปลายปี 2571

การขยายการลงทุนของเนสท์เล่ครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการที่รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติฯ และเลขาธิการบีโอไอ ได้พบหารือ CEO ที่รับผิดชอบธุรกิจในภาคพื้นเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา ของบริษัท เนสท์เล่ ในระหว่างการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากนั้น บีโอไอได้ประสานงานกับบริษัทอย่างใกล้ชิดเพื่อนำมาสู่การลงทุนในครั้งนี้ โดยโรงงานแห่งใหม่ของเนสท์เล่ จะใช้เทคโนโลยีการผลิตทันสมัยที่สุด ทั้งระบบอัตโนมัติและ AI พร้อมทั้งสร้างงานให้กับบุคลากรไทยกว่า 520 ตำแหน่ง โดยเฉพาะด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และบุคลากรทักษะเฉพาะทาง นอกจากนี้ ยังจะใช้วัตถุดิบจำนวนมากจากในประเทศไทย ทั้งเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบ รวมมูลค่ากว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย

บริษัท เนสท์เล่ (Nestlé) เป็นผู้นำด้านอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2568 มีรายได้รวมกว่า 3.7 ล้านล้านบาท สำหรับประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่เนสท์เล่ดำเนินธุรกิจมายาวนานที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็น “ฐานยุทธศาสตร์” ของเนสท์เล่ในกลุ่มอินโดจีน โดยมีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร มีการลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทยกว่า 28,000 ล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารสัตว์เลี้ยง โดยมีการจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 3,000 คน พร้อมเชื่อมโยงกับชุมชนและห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างแข็งแกร่ง การลงทุนโครงการใหม่นี้จึงเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญของภูมิภาค

นายนิคิล ชัญจ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญสำหรับเนสท์เล่มายาวนานกว่า 130 ปี การลงทุนนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราที่มีต่อประเทศไทย และตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเนสท์เล่ในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมไทย เศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โครงการลงทุนนี้ประกอบด้วยโรงงานผลิตกาแฟที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และศูนย์กระจายสินค้าที่รองรับผลิตภัณฑ์หลายประเภทของเนสท์เล่ โดยจะติดตั้งเทคโนโลยีล่าสุดและ AI เพื่อผลิตสินค้าคุณภาพสูง และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและลูกค้า โรงงานแห่งใหม่นี้จะผลิตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟโดยใช้วัตถุดิบและวัสดุที่จัดหาจากภายในประเทศจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทย เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตรและการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นต่อไป”

นอกจากการลงทุนด้านการผลิตแล้ว เนสท์เล่ยังมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการศึกษาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย การสนับสนุนต้นกล้ากาแฟคุณภาพสูง การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร และการส่งเสริมแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย

“การที่เนสท์เล่ ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่โดยเลือกมาตั้งฐานการผลิตกาแฟในประเทศไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยและมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล รวมถึงเป็นการผลักดันยุทธศาสตร์ของไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลก การลงทุนครั้งนี้จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟของไทยทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาเกษตรกรต้นน้ำ การแปรรูปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์และการส่งออก พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคการเกษตรที่เป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศไทย” นายนฤตม์ กล่าว

‘วีระศักดิ์’ ชี้ Strategic Thinking ยุคโลกเดือด!! ธุรกิจต้องออกแบบอนาคตรับภัยพิบัติถี่–แรง–แปลกกว่าเดิม ต้องอ่านเส้นทางโลกเดือดให้ขาดก่อนเลือกพาหนะธุรกิจ เลือกพาหนะให้ถูก อ่านเส้นทางโลกให้ขาด แล้วเปลี่ยนวิกฤตเป็นนวัตกรรม

ในการบรรยายเรื่อง "Strategic Thinking and Business innovation " ในหลักสูตร W- Lead Global Leadership Transformation Program  จัดโดย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย ที่อาคารไชยยศสมบัติ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์  ใช้การสื่อความหมายว่า  Strategic Thinking  เปรียบเสมือนการเลือกยานพาหนะในการเดินทาง ส่วนสถานการณ์แวดล้อมขององค์กรและการประกอบกิจการ ก็เสมือนสภาพเส้นทางที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นช่วงๆ ตามห้วงเวลา

ถ้าเข้าใจสภาพเส้นทางข้างหน้ามากพอ เราก็จะเลือกพาหนะและอุปกรณ์ติดตัวไปดีพอ

ไม่ใช่แค่รอดตัว แต่ยังอาจใช้สถานการณ์ที่จะมีขึ้นข้างหน้า สร้างคุณค่า สร้างโอกาสที่ดีกว่าให้องค์กรหรือสังคมของตัวได้

โดยนายวีระศักดิ์ได้ให้ข้อมูลเรื่องภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่กำลังเป็นสภาวะสุดขั้วในหลากหลายพื้นที่  ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์องค์กร ยุทธศาสตร์ธุรกิจ จึงต้องยอมรับให้ได้ว่าภัยพิบัติจะมีมากขึ้น แปลกขึ้น และถี่กว่ายุคใดๆที่มนุษย์เคยบันทึกมา

ยุทธศาสตร์การคิดเชิงระบบจึงต้องคิดถึงสภาวะภูมิอากาศสุดขั้วเข้ามาในการออกแบบกิจการ ออกแบบแผนงาน ออกแบบการสร้างวัฒนธรรม ออกแบบผลิตภัณฑ์รองรับไว้ล่วงหน้า

เมื่อเวลานั้นมาถึง เราก็จะมีมากกว่าการรับมืออย่างพร้อมกว่า แต่ยังสามารถนำผลิตภัณฑ์ และหรือบริการออกมาช่วยเหลือ สนองความต้องการได้เเม่นยำกว่า

โดยยกตัวอย่างการออกแบบเครื่องปรับอากาศที่ไม่ต้องติดขัดกับขั้นตอนและระเบียบควบคุมอาคาร ไม่ติดขัดกับระเบียบเครื่องใช้ไฟฟ้าของกติกาท้องถิ่น ไม่ขัดแย้งกับความพยายามอนุรักษ์อาคารสถาปัตยกรรมที่ต้องการสงวนไว้ แต่กลายเป็นสินค้าขายดี และเป็นที่ยอมรับว่าสามารถช่วยเหลือชาวยุโรปที่กำลังเผชิญคลื่นความร้อนที่สูงจัดที่สุดที่เคยมีมาในยุโรปได้

ทั้งนี้นายวีระศักดิ์ยังได้บรรยายสรุปให้เห็นเหตุ และความน่าจะเป็นตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศให้ผู้เข้าหลักสูตรได้เห็นโดยละเอียด และแนะแนวทางรับมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสุขภาวะ ต่อความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เป็นประโยชน์ต่อความมีเสถียรภาพทางสังคม และของประเทศ ผ่านข้อมูลแบบจำลองทางภูมิศาสตร์อากาศ การพัฒนาการเชื่อมโยงของชุดข้อมูลที่ทำให้การลงทุน ทั้งคุ้มค่า และทันต่อเวลา

ปิดท้ายด้วยการชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจจากการรับมือสภาวะโลกเดือดเป็นสิ่งที่สร้างได้ และยังสามารถเอื้อเฟื้อต่อผู้เดืดร้อนจากสภาวะแวดล้อมได้อย่างเป็นธรรม หากอกแบบชุดความคิดและนโยบายสาธารณะอย่างรอบด้านเพียงพอ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1389011133042068&id=100057995831937&rdid=6oQUOZnSNsjubpk5#

ดันป้องกันประเทศจากเรื่องความมั่นคง!! ‘วราวุธ’ เปิดเกมใหม่อุตสาหกรรมไทย สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ 5 หมื่นล้านบาท ชี้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ใช่แค่ความมั่นคง แต่คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย

“วราวุธ” ชู อุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่ New Growth Engine ชี้ตลาดโตแตะ 5 หมื่นล้านบาท หนุน AI-โดรน-Deep Tech สร้างอำนาจอธิปไตยการผลิตไทย ดันอุตสาหกรรมอาหาร เชื่อม อุตสาหกรรมทหาร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การปรับตัวอุตสาหกรรมไทยและทางเลือกใหม่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” ภายในงาน THAIDEF-EX 2026 ว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศกำลังก้าวจากบทบาทด้านความมั่นคงสู่การเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การจ้างงาน และการส่งออก ควบคู่กับการเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศ

ปัจจุบันมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเติบโตจากประมาณ 20,000 ล้านบาทในปี 2558 สู่ระดับกว่า 50,000 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่ประเทศไทยมีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้กว่า 267 แห่ง โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม 152 แห่ง หรือคิดเป็นราว 57% ของทั้งระบบ สะท้อนถึงความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศในการรองรับการเติบโตระยะต่อไป

นายวราวุธ ระบุว่า โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ไทยต้องเร่งสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านความมั่นคงและเชิงพาณิชย์ หรือ Dual-use Technology

หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพสูงคือ โดรน และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ภาคเกษตร การกู้ภัย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ขณะที่ยานยนต์หุ้มเกราะและอุตสาหกรรมต่อเรือของไทยเริ่มสร้างโอกาสทางการส่งออกไปยังหลายประเทศ ทั้งในอาเซียน ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่น

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ผลักดันการจัดตั้งเขตปลอดอากรสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสำเร็จตั้งแต่ปี 2568 เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบ พร้อมเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างภาษี ลดขั้นตอนการส่งออกยุทโธปกรณ์ และผลักดันศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

"ประเทศของเราไม่เพียงแต่มีความพร้อมด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แต่ยังมีความพร้อมในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเกษตร ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง มีอาหาร ก็มีแรงกำลัง หากเราให้การผลักดันไปพร้อมกันให้อุตสาหกรรมอาหารขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทหารไปด้วยกัน ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นได้" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าว

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างหารือกับสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาแหล่งทุนเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ และร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนครบวงจร 

สำหรับแผน S-Curve ระยะที่ 3 ช่วงปี 2570-2574 กระทรวงอุตสาหกรรมจะมุ่งขับเคลื่อน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสีเขียว การยกระดับการผลิตผ่านการดึงศักยภาพ Deep Tech Startups และเอสเอ็มอีไทยด้าน AI หุ่นยนต์ ระบบไร้คนขับ และการร่วมทุนต่างประเทศที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง

“เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง สร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ และยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เป็นหนึ่งใน New Growth Engine ของเศรษฐกิจไทย ควบคู่กับการสร้างอำนาจอธิปไตยในการผลิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว” นายวราวุธกล่าว

EECO ปักหมุดเมืองใหม่ภาคตะวันออก!! เปิด Market Sounding ทดสอบความสนใจนักลงทุน 21 ก.ค.นี้ ชวนเอกชนลงทุน PPP กว่า 7.2 หมื่นล้าน มุ่งพัฒนา EECiti เป็นเมืองอัจฉริยะ เน้นยั่งยืน สะอาด เขียว และชาญฉลาด

EECO ดีเดย์ 21 ก.ค. นี้ เปิดเวที Market Sounding รับฟังความเห็นภาคเอกชนชั้นนำไทยและต่างชาติ

พร้อมเชิญชวนลงทุน PPP กว่า 7 หมื่นล้านบาท เดินหน้า EECiti สู่เมืองน่าอยู่อัจฉริยะอย่างยั่งยืน  

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เตรียมจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นี้ ณ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีรับฟังข้อเสนอแนะ และทดสอบความสนใจของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ต่อแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ภายใต้โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) พร้อมเชิญชวนให้เอกชนลงทุนในรูปแบบการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในระยะถัดไป ซึ่งโครงการฯ จะมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 72,042 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการภาคเอกชน หน่วยงานผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สนใจเข้าร่วมงานกว่า 100 ราย

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า การจัด Market Sounding ครั้งนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าการพัฒนาโครงการ EECiti ภายใต้แนวคิด Smart & Sustainable "LIVE-WORK-PLAY" City  ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับพื้นที่ภาคตะวันออกให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก และมุ่งพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้นแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้เป้าหมาย Net Zero รวมไปถึงการนำเสนอรายละเอียดเบื้องต้นของแผนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในโครงการ EECiti รวม 10 ระบบ อาทิ ระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ระบบน้ำประปา ระบบบริหารจัดการน้ำ จัดการขยะ พื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ส่วนกลาง ซึ่ง EECO อยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมดำเนินการลงทุนในรูปแบบ PPP มูลค่าการลงทุนประมาณ 72,042 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอข้อสังเกต ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการลงทุน การจัดสรรความเสี่ยง แนวทางการบริการโครงการ และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน โดย EECO จะได้นำข้อมูลความคิดเห็นต่างๆ ไปปรับปรุงรายละเอียดของโครงการ และจัดทำเอกสารประกอบการคัดเลือกเอกชนให้มีความเหมาะสม เพื่อให้สามารถออกแบบโครงการ PPP ดังกล่าว ที่ตอบโจทย์ภาครัฐ และเอกชน สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยภายหลังการจัด Market Sounding ครั้งนี้ EECO จะเตรียมการเปิดคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งคาดว่าในปี 2571 จะสามารถส่งมอบพื้นที่ให้ผู้ร่วมลงทุนแบบ PPP เพื่อเริ่มก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคหลักในช่วงแรกทั้ง 10 ระบบดังกล่าวต่อไป 

สำหรับ การจัดสัมมนา Market Sounding เพื่อสร้างมีส่วนร่วมของภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้นโครงการ EECiti ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการศึกษาโอกาสและความเป็นไปได้เบื้องต้นในการลงทุนพัฒนาโครงการ EECiti และจะเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อก้าวสู่การเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะที่รองรับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ทั้งในมิติของการลงทุน การอยู่อาศัย และสร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ไทยออยล์คว้า 5 รางวัล!! เด่น 5 รางวัลยอดเยี่ยมในเอเชีย ย้ำความเป็นเลิศด้านบรรษัทภิบาล ครองใจนักลงทุนด้วยความยั่งยืน สู่การเติบโตมั่นคงในภูมิภาค

ไทยออยล์คว้า 5 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย
จากงานประกาศรางวัล “Asian Excellence Award 2026”

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดย คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี คุณธาริกา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการเงิน และคุณนันทกา บำรุงสุขสวัสดิ์ ผู้จัดการแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับมอบ 5 รางวัล จากงาน “Asian Excellence Award 2026” ครั้งที่ 16 ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Corporate Governance Asia สื่อชั้นนำของฮ่องกงและเอเชียที่มุ่งเสนอประเด็นด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแลกิจการที่ดี ณ โรงแรม JW Marriot เขตปกครองพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยรางวัลที่ได้รับ ได้แก่

1. รางวัลซีอีโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CEO)
2. รางวัลซีเอฟโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CFO)
3. รางวัลความยั่งยืนแห่งเอเชีย (Sustainable Asia Award) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
4. รางวัลบริษัทนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Company) ปีที่ 4
5. รางวัลนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Professional)

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความสามารถของผู้นำในการนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจตามหลักบรรษัทภิบาล ควบคู่กับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม อันเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับบรรณาธิการ
ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

ส.อ.ท. ชี้งบ 2570 ต้องเน้นลงทุน!! งบปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้าน เพิ่ม 0.2% รายจ่ายประจำสูง 73.6% งบลงทุนลดลง เสนอ 5 มาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ย้ำงบต้องเพิ่มศักยภาพระยะยาวประเทศ

ส.อ.ท. แนะงบประมาณปี 2570 ต้องเน้นงบ “ลงทุนอนาคต” เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ต้องมองด้วยความเข้าใจต่อข้อจำกัดของภาครัฐ เพราะประเทศไทยอยู่ในช่วงที่ต้องดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง และรับมือกับภาระรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียง “ใช้งบมากหรือน้อย” แต่คือ “ใช้งบให้เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริงเพียงใด”

ข้อมูลภาพรวมงบประมาณปี 2570 สะท้อนข้อจำกัดดังกล่าวอย่างชัดเจน วงเงินงบประมาณอยู่ที่ประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 0.2% ขณะที่ประมาณการรายได้สุทธิอยู่ที่ 3.0 ล้านล้านบาท ทำให้ต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลประมาณ 788,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.8% ของ GDP ในขณะเดียวกัน รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น 5.0% และมีสัดส่วนสูงถึง 73.6% ของวงเงินงบประมาณ ขณะที่รายจ่ายลงทุนลดลง 8.4% เหลือสัดส่วน 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า พื้นที่ทางการคลังของประเทศแคบลง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณให้ชัดเจนกว่าเดิม โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยปี 2570 ยังถูกประเมินว่าจะขยายตัวเพียง 1.7-2.7% ซึ่งยังไม่สูงพอจะทำให้ประเทศหลุดจากปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งด้านผลิตภาพ ต้นทุนพลังงาน ทักษะแรงงาน ความสามารถในการแข่งขัน และการยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีใหม่

ในมุมของ ส.อ.ท. งบประมาณปี 2570 ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว มากกว่าการกระจายงบเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นรายเรื่อง โดยควรให้น้ำหนักกับโครงการที่เพิ่มผลิตภาพของประเทศ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และดิจิทัล การพัฒนาทักษะแรงงานสมัยใหม่ การยกระดับ SMEs ให้ใช้เทคโนโลยีและ AI การลงทุนด้านพลังงานสะอาด การสนับสนุนนวัตกรรมและมาตรฐานสินค้าไทย รวมถึงมาตรการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานโลกได้มากขึ้น

ข้อเสนอด้านการคลังที่สำคัญมี 5 เรื่อง ที่อยากให้ภาครัฐเร่งดำเนินการไปพร้อมกัน
1. จัดสรรงบประมาณโดยยึดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก งบลงทุนควรมุ่งไปที่โครงการที่วัดผลได้ว่าเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน เพิ่มการจ้างงาน เพิ่มรายได้ภาคธุรกิจ หรือสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ไม่ควรกระจายงบจนขาดจุดเน้น

2. เพิ่มรายได้รัฐโดยขยายฐานเศรษฐกิจ รัฐควรทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น ดึงธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นธรรม ใช้ดิจิทัลลดการรั่วไหล และส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง มากกว่าการขึ้นภาษีแบบเร่งด่วนที่อาจซ้ำเติมต้นทุนของภาคการผลิต

3. มีระบบติดตามและประเมินผลการใช้งบประมาณแบบเปิดเผยทุกโครงการสำคัญ ควรมีตัวชี้วัดชัดเจน ตั้งแต่ผลผลิต ผลลัพธ์ ไปจนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ พร้อมเปิดข้อมูลความคืบหน้าให้ประชาชนและภาคเอกชนตรวจสอบได้ เพื่อให้งบประมาณไม่จบแค่การเบิกจ่าย แต่ต้องตอบได้ว่าเกิดประโยชน์จริงหรือไม่

4. เปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยงบประมาณที่ดีต้องสะท้อนความต้องการจริงของพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน พลังงาน และการพัฒนา SMEs ควรมีช่องทางรับฟังความเห็นจากผู้ใช้ประโยชน์โดยตรง เพื่อให้เม็ดเงินรัฐลงสู่โครงการที่ตรงจุดและสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงสุด

5. ลดรายจ่ายประจำผ่านการปฏิรูประบบราชการสู่รัฐบาลดิจิทัล การลดรายจ่ายประจำไม่ควรมองเพียงการตัดงบ แต่ต้องลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการ ลดงานเอกสาร ลดการอนุมัติหลายชั้น เชื่อมฐานข้อมูลภาครัฐ และยกระดับบริการประชาชนและภาคธุรกิจให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น เมื่อระบบราชการมีประสิทธิภาพขึ้น ต้นทุนของรัฐลดลง และต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการก็ลดลงด้วย

ส.อ.ท. เห็นว่าในภาวะที่งบประมาณมีข้อจำกัด ทุกบาทของภาครัฐต้องทำหน้าที่มากกว่าการใช้จ่าย แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพประเทศ หากงบปี 2570 สามารถลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความโปร่งใส และมุ่งไปที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจริง ก็จะช่วยให้ไทยมีฐานการเติบโตที่แข็งแรงขึ้นในระยะยาว

“สเลย์ทริกซ์” จับมือ “เพียวชาร์จ”!! เปิดศูนย์ EV PURE CHARGE แจ้งวัฒนะ เครื่องชาร์จเร็ว 180kW พร้อม4 หัวชาร์จ โปรสุดคุ้ม 6.5 บาท/kWh นาน 3 เดือน เน้นบริการสะดวกตอบโจทย์ผู้ใช้รถไฟฟ้า

สเลย์ทริกซ์ จับมือ เพียวชาร์จ เปิด สถานี EV PURE CHARGE แจ้งวัฒนะ 43
ชูชาร์จเร็ว 180kW พร้อมโปร 6.5 บาท/kWh นาน 3 เดือน ผ่าน EleXA

บริษัท สเลย์ทริกซ์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท เพียวชาร์จ จำกัด เปิดตัวสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV PURE CHARGE อย่างเป็นทางการ บนถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 43 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในย่านแจ้งวัฒนะและพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมยกระดับความสะดวกในการเดินทางของผู้ใช้รถ EV บนทำเลศักยภาพที่เชื่อมต่อทั้งชุมชน แหล่งธุรกิจ และเส้นทางสัญจรสำคัญ
EV PURE CHARGE มาพร้อมเครื่องชาร์จเร็ว DC ขนาด 180kW จำนวน 2 เครื่อง รวม 4 หัวชาร์จ รองรับการชาร์จได้อย่างรวดเร็วและสะดวก เหมาะสำหรับผู้ใช้รถ EV ที่ต้องการแวะชาร์จระหว่างเดินทาง ในพื้นที่ถนนแจ้งวัฒนะ โดยผู้ใช้สามารถค้นหาและใช้งานสถานี EV PURE CHARGE ได้ผ่านแพลตฟอร์ม EleXA ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มให้บริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. พร้อมโปรโมชันเปิดตัว 6.5 บาท/kWh เป็นระยะเวลา 3 เดือน
.
นายวณิชชานนท์ ณ นคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สเลย์ทริกซ์ จำกัด กล่าวว่า การเปิด EV PURE CHARGE สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของธุรกิจสถานีชาร์จ EV ในประเทศไทย โดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพและมีพฤติกรรมการใช้งานจริงจากผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า “ธุรกิจสถานีชาร์จ EV ไม่ได้เริ่มจากการติดตั้งเครื่องชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจทำเล พฤติกรรมผู้ใช้ เทคโนโลยี แพลตฟอร์มการให้บริการ และโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม เราพร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ให้กับผู้ประกอบการ เจ้าของพื้นที่ และนักลงทุนที่สนใจพัฒนาสถานีชาร์จ EV ของตนเอง เพื่อสร้างโอกาสเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า”
นายวณิชชานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า EV PURE CHARGE ถูกพัฒนาขึ้นโดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ผู้ใช้งานเป็นหลัก ทั้งในด้านความเร็ว ความสะดวกในการใช้งาน และความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกรอบสถานี ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อชั้นนำ และร้านอาหาร เพื่อให้ผู้ใช้รถ EV สามารถแวะชาร์จได้อย่างมั่นใจในชีวิตประจำวัน พร้อมรับโปรโมชันเปิดตัว 6.5 บาท/kWh นาน 3 เดือน ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2569

EV PURE CHARGE พร้อมเปิดให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าใช้บริการแล้วบนถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 43 สำหรับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ เจ้าของพื้นที่ หรือนักลงทุนที่มองหาโอกาสในธุรกิจสถานีชาร์จ EV สามารถพูดคุยกับ บริษัท สเลย์ทริกซ์ จำกัด เพื่อร่วมประเมินศักยภาพทำเล วางแผนการลงทุน และพัฒนาโมเดลธุรกิจสถานีชาร์จ EV ที่เหมาะสมได้ที่ https://www.slaytrix.com/

'วราวุธ' มอบนโยบายกรมโรงงาน!! ปรับเกณฑ์ Green Industry!! ดันอุตสาหกรรมสีเขียวแข็งแกร่ง สกัดฟอกเขียวเด็ดขาดไม่ผ่อนปรน ยกระดับการวัดผลลดก๊าซเรือนกระจก

“วราวุธ” จี้ กรมโรงงาน ปรับเกณฑ์ยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว ชูธง สกัดผู้ประกอบการฟอกเขียว (Greenwashing) หมดเวลาสร้างภาพรักษ์โลก บอก ไม่ยึดมาตรการ-เพิกถอนสถานะ

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม  นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “ONE MIND-อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเร่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก พร้อมป้องกันไม่ให้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนของประเทศคู่ค้ากลายเป็นอุปสรรคทางการค้าในอนาคต

โดยกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry: GI) ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อนเสนอร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อให้การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศไทย

ซึ่งนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้รายงานให้ทราบว่า ขณะนี้ทางคณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวได้จัดทำแนวทางปรับปรุงหลักเกณฑ์ GI เชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลอย่างชัดเจน อาทิ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และมาตรฐานการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ISO 14064-1 โดยสาระสำคัญ คือ “ผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้” มากกว่าการประกาศนโยบายหรือการสื่อสารภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม

โดยสถานประกอบการจะต้องแสดงผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม มีการวัดผลเชิงปริมาณ โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร และการกำหนดแผนงานที่ชัดเจนในการมุ่งสู่ Net Zero

ขณะเดียวกัน ยังต้องผ่านการทวนสอบจากหน่วยงานภายนอกตามมาตรฐานสากล มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวของไทย

“ประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือการกำหนดมาตรการเพิกถอนการรับรองสำหรับสถานประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข เพื่อป้องกันปัญหา การฟอกเขียว(Greenwashing) ที่อาจสร้างภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีผลการดำเนินงานรองรับอย่างแท้จริง”

นายวราวุธ กล่าวย้ำว่ากระทรวงยังคงดำเนินมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมและลดการปล่อยมลพิษจากโรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้มีความเข้มงวดมากขึ้น อาทิ การยกระดับมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้า

การกำหนดมาตรฐานการระบายมลพิษจากหม้อน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เข้มงวดกว่าพื้นที่อื่น เป็นต้น เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงการควบคุมการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่ายจากโรงกลั่น โรงแยกก๊าซ โรงปิโตรเคมี และคลังเก็บสารเคมี เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและชุมชนโดยรอบ

ในด้านการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ลดภาระและขั้นตอนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ รวมถึงจัดทำแอปพลิเคชัน POMS เพื่อเปิดเผยข้อมูลการตรวจวัดมลพิษจากโรงงานแบบเรียลไทม์ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้มากขึ้น

Blue Exercise ดันท่องเที่ยว!! จุดเปลี่ยนใหม่การท่องเที่ยวไทย ‘Value is the New Volume’ เน้นคุณค่า ผสานธรรมชาติ สร้างประสบการณ์ใหม่ กระจายรายได้ สร้างการเติบโตยั่งยืน

“Blue Exercise” โอกาสใหม่ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย
ดันแนวคิด “Value is the New Volume” สร้างคุณค่าผ่านกิจกรรมท่องเที่ยว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวโน้มของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกได้เปลี่ยนผ่านจาก “การท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน” ไปสู่ “การท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูและดูแลสุขภาพ” อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ทั้ง Gen Y และ Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีคุณค่า และส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาวะในระยะยาว

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่ไม่ได้วัดความสำเร็จจาก “จำนวน” นักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” ที่เกิดขึ้นจากการเดินทางมากยิ่งขึ้น หรือที่เรียกว่าแนวคิด “Value is the New Volume” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตเชิงปริมาณ ไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ ทั้งในมิติของรายได้ ประสบการณ์ และความยั่งยืน
ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนแนวคิดนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเมื่อผสานเข้ากับทรัพยากรทางธรรมชาติที่โดดเด่นของประเทศ หนึ่งในแนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจในระดับสากล และสามารถตอบโจทย์ Value-Based Tourism ได้อย่างชัดเจน คือ “Blue Exercise”

Blue Exercise คือการออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับ “น้ำ” เช่น ทะเล แม่น้ำ หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าสามารถช่วยลดความเครียด เสริมสร้างความผ่อนคลาย และเพิ่มคุณภาพชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายใต้แนวคิดนี้ “Surf Therapy” จึงถูกนำมาต่อยอดในมิติของการท่องเที่ยว โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ผ่านกิจกรรมทางทะเล เช่น การโต้คลื่น (Surfing) Paddle Board และ Wake Board ที่ผสานทั้งความสนุก ความท้าทาย และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

“ทิศทางการท่องเที่ยวในปัจจุบันสำหรับคน GEN Y และ GEN Z ไม่ได้มุ่งเพียงการเดินทางเพื่อพักผ่อน แต่ต้องสามารถสร้างประสบการณ์ ที่ส่งผลต่อคุณค่าทางความทรงจำได้ด้วย Blue Exercise
จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาสินค้าทางการท่องเที่ยวไทยให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว
โลกยุคใหม่ ที่ได้ทั้งการขยับร่างกาย และการทดลองประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่คุณยังไม่เคยได้ลอง”
นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย การพัฒนา Surf Therapy ในมิติของ Blue Exercise ถือเป็นโอกาสใหม่ในการยกระดับสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งทะเล เช่น ภูเก็ต พังงา และชายฝั่งภาคใต้ ซึ่งมีศักยภาพทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน แนวคิดดังกล่าว

ได้ถูกนำมาทดลองดำเนินการจริงผ่านกิจกรรม “SUP Healing & Harmony” ภายใต้เส้นทางท่องเที่ยว
Calm Paddle Board ณ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์ Blue Exercise ผ่านการพาย Paddle Board บนแม่น้ำแควน้อย ท่ามกลางธรรมชาติและสายน้ำที่สวยงาม ควบคู่กับกิจกรรมที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายและสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ สะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวสามารถเป็นได้มากกว่าการพักผ่อน แต่เป็นประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าและความทรงจำที่มีความหมายได้เช่นกัน

ที่สำคัญ Surf Therapy ไม่ได้สร้างเพียง “กิจกรรม” แต่สร้าง “คุณค่า” ให้กับนักท่องเที่ยวในหลายมิติ ทั้งด้านสุขภาพ ประสบการณ์ และความทรงจำ ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับแนวคิด Value is the New Volume ที่มุ่งเน้นการเพิ่ม “มูลค่าเฉลี่ยต่อทริป” มากกว่าการเพิ่ม “จำนวนนักท่องเที่ยว” ซึ่งในยุคปัจจุบันอาจทำได้ยากขึ้นด้วยข้อจำกัดทางทรัพยากรธรรมชาติ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
“เรามองว่า การพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวในอนาคต ต้องขับเคลื่อนด้วย ‘ประสบการณ์’ มากกว่าสถานที่ และต้องสามารถสร้างความรู้สึกที่ดีทั้งต่อร่างกายและจิตใจ ซึ่ง Surf Therapy ภายใต้แนวคิด Blue Exercise เป็นตัวอย่างของการผสานธรรมชาติและกิจกรรมเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

กิจกรรม SUP Healing & Harmony ที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำแนวคิด Blue Exercise มาสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ผู้เข้าร่วมไม่ได้เพียงแค่เดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง แต่ได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติผ่านกิจกรรมทางน้ำ เรียนรู้การใช้ร่างกาย สร้างสมดุล และใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสำคัญอย่างมาก”
นาย อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ กล่าวเสริม
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ คือการที่ Blue Exercise สามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ต้องการ
“รีเซ็ตชีวิต” จากความเร่งรีบในเมืองใหญ่ และมองหาประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม

ในมิติของการตลาด แนวคิดนี้ยังสามารถช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ “Wellness Destination” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการนำเสนอประสบการณ์จริง (Experience-Based Tourism) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้าง Value ให้กับการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ โครงการนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งโรงแรม โรงเรียนสอนโต้คลื่น ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง เกิดเป็นระบบนิเวศทางการท่องเที่ยวที่เข้มแข็ง และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

“เราหวังว่า Blue Exercise จะไม่เป็นเพียงกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นแนวคิดที่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาพื้นที่ การสร้างรายได้ให้ชุมชน และการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวของประเทศในระยะยาว จุดแข็งของโครงการนี้คือการตอบโจทย์นักท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่ต้องการรีเซ็ตชีวิตและมองหาประสบการณ์ใหม่ที่มีความหมาย จากการดำเนินกิจกรรม SUP Healing & Harmony พบว่าผู้เข้าร่วมให้ความสนใจและตอบรับแนวคิด Blue Exercise เป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของกิจกรรมทางน้ำในการสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางเพื่อค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้มีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยวร่วมกัน

เมื่อกิจกรรมทางน้ำถูกพัฒนาให้เป็นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ ความสนุก และคุณค่าทางใจ ก็จะกลายเป็นแรงจูงใจใหม่ให้คนออกเดินทาง ส่งผลให้เลือกใช้บริการที่มีคุณภาพมากขึ้น และใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น ทั้งด้านกิจกรรม ที่พัก อาหาร และบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าเฉลี่ยต่อทริป และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ กล่าวปิดท้าย

“ปูนแดง” ปั้นธุรกิจโต!! ธุรกิจร้านอาหารไทยรายได้เกิน 400 ล้าน ขยายสาขาต่อเนื่องทั้งเชียงใหม่กรุงเทพฯ ใช้ระบบบริหารเข้มแข็ง รับมือวัฏจักรเศรษฐกิจ กลยุทธ์สำคัญเน้นคน ระบบ และความเสี่ยง

“ปูนแดง แกงร้อน” บทเรียนต่อยอดธุรกิจ 400 ล้าน
เมื่อความสำเร็จไม่ได้เริ่มที่รสชาติ แต่ขับเคลื่อนด้วย “คน ระบบ และการคิดเผื่อความเสี่ยง”

ในวันที่ธุรกิจร้านอาหารต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กำลังซื้อที่ชะลอตัว และผู้บริโภคที่มีตัวเลือกมากขึ้น หลายคนอาจรู้จัก “ปูนแดง แกงร้อน” ในฐานะร้านอาหารไทยรสจัดจ้านที่ได้รับมิชลินปี 2569 แต่เบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจที่เติบโตจากร้านอาหารสู่เครือร้านอาหารและธุรกิจขนมที่มีรายได้รวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปีนั้น ไม่ได้เกิดจากรสชาติอาหารเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการบริหารคน การวางระบบ และการมองความเสี่ยงทางธุรกิจล่วงหน้าอย่างมีวินัย

จุดเริ่มต้นของปูนแดง แกงร้อน เกิดจากความตั้งใจของครอบครัว ที่อยากถ่ายทอดอาหารไทย 3 ภาคในแบบรสชาติของคนเมือง ใช้วัตถุดิบสดคุณภาพ จนเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปากในจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนต่อยอดความสำเร็จสู่กรุงเทพฯ และได้รับการยอมรับในระดับสากลผ่านเวที Michelin Guide

จีรภัทร ศรีทองคำ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารกลุ่มธุรกิจปูนแดง แกงร้อน กล่าวว่า “ธุรกิจต้องเริ่มจากความหลงใหล แต่ต้องเติบโตด้วยระบบ ผมเป็นคนที่ใช้ใจนำทาง แต่การทำธุรกิจด้วยใจอย่างเดียวไม่พอ สุดท้ายต้องมีระบบรองรับ ทั้งเรื่องคน ต้นทุนและการบริหารความเสี่ยง” ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจมีร้านอาหารภายใต้การบริหารรวม 14 สาขา มีพนักงานเกือบ 400 คน และใช้ระบบรับชำระเงินผ่านเครื่อง EDC ของเคทีซีในทุกสาขา เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความซับซ้อนในการบริหาร และเชื่อมการทำงานหน้าร้านสู่ระบบหลังบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ

จุดพลิกในวันที่หลายธุรกิจ “หยุด” เขาเลือก “เดิน”
ความแตกต่างสำคัญของ “ปูนแดง แกงร้อน” เกิดขึ้นในช่วงวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นโควิด ความผันผวนทางเศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่กระทบกำลังซื้อ ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือก “ชะลอ” หรือ “ลดความเสี่ยง” ด้วยการชะลอการลงทุน แต่จีรภัทรกลับมองต่าง “ในวันที่คนหยุด เรากลับมองเห็น ‘ช่องว่าง’ มากกว่า ‘ความเสี่ยง’ เพราะต้นทุนบางอย่างถูกลง ทำเลดีมีโอกาสมากขึ้นและคู่แข่งน้อยลง ถ้าเรามีระบบรองรับเราควรกล้าเดิน การตัดสินใจขยายธุรกิจในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน ไม่ได้อาศัยความกล้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความพร้อม” ของระบบภายใน ทั้งการบริหารเงินสด การควบคุมต้นทุน และการบริหารทีมงาน ผลลัพธ์คือ แบรนด์สามารถขยายสาขา สร้างการรับรู้ และวางฐานลูกค้าประจำได้เร็วขึ้น ในขณะที่หลายธุรกิจยังอยู่ในโหมดตั้งรับ

“ลูกค้ากลับมา ไม่ได้เพราะอาหารอย่างเดียว”
แม้หน้าร้านจะเป็นพื้นที่ของประสบการณ์ แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้จริงคือ “ระบบหลังบ้าน” ตั้งแต่การบริหารวัตถุดิบ สต๊อก ไปจนถึงการวางแผนล่วงหน้าในทุกสถานการณ์ “ธุรกิจอาหารต้องคิดเผื่อเสมอ น้ำมันหมดทำอย่างไร วัตถุดิบขาดจะทำอย่างไร เพราะความเสียหายจากการไม่มีของขาย แพงกว่าต้นทุนการเตรียมของ” หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือการควบคุม Food Cost ไม่เกิน 30% พร้อมรักษามาตรฐานคุณภาพให้เท่ากันในทุกสาขา

อย่างไรก็ตาม จีรภัทรย้ำว่า หัวใจของธุรกิจคือ “คน” มากกว่า “เมนู” องค์กรมีอัตราการลาออกต่ำกว่า 1.5% ต่อปี ซึ่งถือว่าต่ำมากในอุตสาหกรรมร้านอาหาร “ผมอาจไม่ได้คาดหวังให้พนักงานทุกคนรู้จักผม แต่ผมต้องรู้จักเขา ผมจำชื่อทีมงานได้เกือบทั้งหมด และรู้ว่าแต่ละคนต้องการอะไร”

Michelin ไม่ใช่เป้าหมาย แต่คือ “ผลลัพธ์ของความสม่ำเสมอ”
การก้าวสู่ Michelin Guide ภายในเวลาเพียง 1 ปี ไม่ได้เกิดจากแคมเปญระยะสั้น แต่เกิดจากแนวคิดที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น “เราไม่ได้เริ่มจากการอยากได้รางวัล แต่เริ่มจากคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ทุกคำที่ลูกค้ากิน รู้สึกภูมิใจ เพื่อสะท้อนแนวคิดว่า อาหารไม่ใช่แค่รสชาติ แต่คือความรู้สึกที่ทำให้ลูกค้าอยากกลับมา

“หมูผัดสมหวัง” ส่งต่อความหมายของความสมหวัง วัตถุดิบจากแห้ว หรือที่เรียกกันว่า "สมหวัง" เป็นคำง่ายๆ ที่ทุกคนอยากได้ยิน และกลายเป็นแรงบันดาลใจของชื่อเมนูจานนี้ และเป็นตัวแทนของความตั้งใจที่อยากส่งต่อความสุขเล็กๆ ผ่านมื้ออาหาร ให้ลูกค้าได้อิ่มท้อง อิ่มใจและกลับบ้านพร้อมรอยยิ้ม “แกงรัญจวน” ออกแบบให้ “ติดความทรงจำ” เป็นแกงใต้รสชาติถูกปากคนไทย หาทานไม่ได้ง่าย กลิ่นกะปิเบาๆ ในแกงร้อนเติมความครบเครื่องด้วยปลาสลิดกรอบ คำว่า "รัญจวน" เป็นคำที่มีความหมายมาก การปรุงรสชาติที่จะทำอยู่ในความทรงจำ ทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมาอีกครั้ง แกงรัญจวนจึงไม่ใช่แค่ชื่อเมนู แต่เป็นแนวคิดในการทำธุรกิจ เราไม่ได้อยากให้ลูกค้าจำได้แค่ว่าอาหารอร่อย แต่อยากให้เขาคิดถึงประสบการณ์ ความรู้สึก และความประทับใจที่ได้ลิ้มลองเมนู

จาก “ร้านอาหาร” สู่ “Portfolio of Brands”
การเติบโตของธุรกิจไม่ได้หยุดที่แบรนด์เดียว แต่ขยายไปสู่ Portfolio เช่น Pasta Ama, Karamizu และธุรกิจขนมทิรามิสุ “เราไม่อยากฝากอนาคตไว้กับธุรกิจเดียว เพราะโลกวันนี้เปลี่ยนเร็ว ต้องมีหลายรายได้” แนวคิดนี้ช่วยกระจายความเสี่ยง และสร้างโอกาสใหม่ในระยะยาว อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของธุรกิจวันนี้ คือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป “ลูกค้ายังอยากใช้จ่าย แต่เขาใช้เวลาตัดสินใจมากขึ้น เราจึงต้องทำให้ความคุ้มค่าชัดขึ้น ตั้งแต่การจัดชุดเมนู โปรโมชั่น ไปจนถึงประสบการณ์ในร้าน กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้ลูกค้าตัดสินใจและ “กลับมา”

ระบบที่ดี ทำให้ “กล้าโต”
หนึ่งในเบื้องหลังสำคัญของการตัดสินใจขยายธุรกิจในช่วงท้าทาย คือ “ระบบที่เชื่อถือได้” ตั้งแต่ระบบสต๊อก ระบบบริหารต้นทุน ไปจนถึงระบบการรับชำระเงิน ซึ่งส่งผลต่อทั้งประสบการณ์ลูกค้าและความแม่นยำในองค์กร กลุ่มธุรกิจเลือกใช้เครื่อง EDC ของเคทีซีในทุกสาขา เพื่อเชื่อมการจ่ายเงินเข้ากับระบบหลังบ้าน ลดการใช้เงินสด และลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด “เราไม่ได้เลือกแค่เครื่อง แต่เลือกพันธมิตรที่ช่วยแก้ปัญหาได้จริง ในวันที่เราขยายหรือเจอปัญหา ถ้าระบบไม่พร้อม เราจะไม่กล้าขยาย แต่ถ้าระบบดี มันทำให้เราตัดสินใจเร็วและมั่นใจขึ้น”

จาก “ขาจร” สู่ “ขาประจำ” ตัวชี้วัดธุรกิจที่แท้จริง
จีรภัทรมองว่า ธุรกิจที่ยั่งยืนไม่ได้วัดจากจำนวนลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากลูกค้าที่กลับมา “การกลับมาของลูกค้า คือผลลัพธ์ของทุกองค์ประกอบ ทั้งอาหาร บริการ และประสบการณ์” ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจ “ปูนแดง แกงร้อน” สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจที่เติบโตได้จริง ไม่ได้อาศัยเพียงจุดขายเดียว แต่ต้องมีทีมที่แข็งแรง ระบบที่ดีรองรับ และความกล้าในการตัดสินใจในจังหวะที่คนอื่นลังเล “อาหารที่อร่อยอาจทำให้ลูกค้ามาครั้งเดียว แต่คนที่แข็งแรง ระบบที่ดี และความสม่ำเสมอ จะทำให้เขากลับมาอีกครั้ง แล้วอีกครั้ง” จีรภัทรกล่าวสรุป

ปตท.คว้า 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย!! ตอกย้ำบริหารแกร่ง–ยั่งยืนระดับสากล คว้ารางวัล CEO–CFO–CSR–Investor Relations ยอดเยี่ยม 8 รางวัลระดับเอเชียการันตี ปตท.บริหารโปร่งใส สื่อสารชัด เดินหน้าธุรกิจยั่งยืน

ปตท. คว้า 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย สะท้อนความแข็งแกร่งด้านการบริหารและความยั่งยืนระดับสากล

เมื่อเร็ว ๆ นี้ – นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน พร้อมด้วย นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม และ นายอาภากร ชอุ่มทอง ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นผู้แทน ปตท. รับ 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ประจำปี 2569 (16th Asian Excellence Award) สะท้อนความโดดเด่นด้านการบริหารองค์กรในระดับสากลภายใต้หลักธรรมาภิบาล การสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างโปร่งใส และการดำเนินธุรกิจบนหลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

ปตท. ได้รับรางวัลสูงสุดถึง 8 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลซีอีโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CEO) รางวัลซีเอฟโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CFO) รางวัลซีเอสอาร์ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CSR) รางวัลนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Professional) รางวัลบริษัทนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Company) รางวัลความยั่งยืนแห่งเอเชีย (Sustainable Asia Award) รางวัลความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยม (Best Environmental Responsibility) และรางวัลสื่อสารองค์กรยอดเยี่ยม (Best Corporate Communications)

ทั้งนี้ Asian Excellence Awards จัดโดย Corporate Governance Asia ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการเงินของฮ่องกงและเอเชีย มอบให้แก่ผู้นำและองค์กรในภูมิภาคเอเชียที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารองค์กร การกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารจัดการทางการเงิน นักลงทุนสัมพันธ์ และการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยพิจารณาจากข้อมูลองค์กรร่วมกับผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้ทรงคุณวุฒิ ทั่วภูมิภาคเอเชี

“ซีพี” เดินหน้าพัฒนาทุนมนุษย์ยุคดิจิทัล!! ‘เจ้าสัวธนินท์’ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์นักวิจัยชิงหัว ย้ำ “คน” คือทรัพยากรสำคัญที่สุดขององค์กร ความร่วมมือซีพี–ชิงหัว สะท้อนเทรนด์โลก เชื่อมมหาวิทยาลัยชั้นนำโลกสู่โจทย์จริงภาคธุรกิจ

กรุงเทพฯ — เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) จำนวน 11 คน ภายใต้โครงการ Tsinghua University  CP Group Ph.D. Internship Program 2026 เปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่ร่วมทำงานกับโจทย์จริงของภาคธุรกิจ ผ่านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกับบริษัทในเครือเป็นเวลา 6 สัปดาห์ พร้อมเปิดเวทีให้ผู้บริหารระดับสูงขององค์กร นำโดย ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์และประสบการณ์การสร้างองค์กรแก่คนรุ่นใหม่ สะท้อนแนวคิดการพัฒนาทุนมนุษย์ควบคู่กับนวัตกรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

โครงการดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 8 สิงหาคม 2569 โดยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิงหัวจะเข้าร่วมวิจัยใน 9 โครงการสำคัญ ครอบคลุมเทคโนโลยีที่กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Large Language Models (LLMs), เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology), Food AI, การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานค้าปลีก (Retail Smart Supply Chain Optimization), Quantum Intelligence และระบบตรวจจับธุรกรรมผิดปกติด้วย AI โดยทำงานร่วมกับหน่วยธุรกิจต่าง ๆ ของเครือซีพี ได้แก่ CPF, CP AXTRA, Ascend และ True IDC

หนึ่งในไฮไลต์ของโครงการ คือการที่ ธนินท์ เจียรวนนท์ ลงมาพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักศึกษาด้วยตนเอง ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการสร้างธุรกิจ การบริหารองค์กรท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก และแนวคิดการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจกับสังคม พร้อมย้ำว่า "คน" คือทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดขององค์กร และการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง คือรากฐานสำคัญของการสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในอนาคต

นอกจากเจ้าสัวธนินท์แล้ว โครงการยังได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงของเครือซีพีหลายคน ซึ่งร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ในมิติต่าง ๆ ของการบริหารธุรกิจและการพัฒนาองค์กร ได้แก่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ผู้บริหารด้านยุทธศาสตร์และความยั่งยืนของเครือซีพี ที่บรรยายภาพรวมทิศทางธุรกิจโลก ยุทธศาสตร์ด้านข้อมูล การพัฒนาอย่างยั่งยืน และค่านิยมหลักขององค์กร ขณะที่ พิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคลของเครือซีพี ถ่ายทอดแนวคิดด้านการพัฒนาบุคลากรและการสร้างประสบการณ์การทำงานในองค์กรระดับโลก

ด้าน ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และ ธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจค้าส่ง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักศึกษาในฐานะผู้นำองค์กรธุรกิจ ที่พร้อมนำผลงานวิจัยไปต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

ก่อนเริ่มโครงการ นักศึกษาทั้ง 11 คนได้เข้าร่วมการปฐมนิเทศ ณ สำนักงานใหญ่ของเครือซีพี เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กร และเป้าหมายของแต่ละหน่วยงาน ก่อนลงพื้นที่ทำงานร่วมกับนักวิจัยและทีมงานของบริษัทตลอดระยะเวลาโครงการ

มหาวิทยาลัยชิงหัวได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตบุคลากรให้กับองค์กรเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของจีนและของโลก ขณะที่เครือซีพียังคงเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนด้าน AI ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และการพัฒนาทุนมนุษย์

เครือซีพระบุว่า ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชิงหัวครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้ทำงานกับโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันให้งานวิจัยสามารถต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรม และมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต ความร่วมมือดังกล่าวยังสะท้อนแนวโน้มที่ภาคธุรกิจชั้นนำทั่วโลกให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและธุรกิจ โดยเฉพาะในสาขาที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ และระบบดิจิทัล ซึ่งล้วนเป็นสาขาหลักที่อยู่ในขอบเขตการวิจัยของโครงการนี้

ที่มา : https://www.thailandindepth.com/content/detail/13879

“บางจาก” ลุยฮ่องกง!! เปิดตัว Bangchak Hong Kong อย่างเป็นทางการ เชื่อมธุรกิจผสานพลังสร้างการเติบโต พลังงานสีเขียวนำตลาดเอเชียเหนือ ตั้งเป้าสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนทุกภาคส่วน

CEO กลุ่มบริษัทบางจากพร้อมคณะผู้บริหารเยือนฮ่องกง
เปิดศักราช “Bangchak Hong Kong” ต่อยอดแนวคิด “Together, to Greater”

ภายหลังการจัดตั้ง Bangchak Hong Kong (BHK) อย่างเป็นทางการ นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก เดินทางเยือนฮ่องกงเพื่อเริ่มต้นการดำเนินงานภายใต้ชื่อใหม่ พร้อมเปิดอัตลักษณ์ Bangchak Hong Kong ณ สำนักงานใหญ่ คลังน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมัน สะท้อนการเริ่มต้นบทใหม่ขององค์กรภายใต้แนวคิด "Together, to Greater" ต่อยอดจากการผสานธุรกิจภายหลังการเข้าซื้อหุ้นเอสโซ่ ประเทศไทยเมื่อปี 2566 เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันผ่านการผสานศักยภาพของบุคลากร ธุรกิจ และพันธมิตรในระดับภูมิภาค

คณะผู้บริหารได้เยี่ยมชมสถานีบริการน้ำมัน BHK Tsing Yi ซึ่งได้เปลี่ยนป้ายเป็น "Caltex Licensed by Bangchak" โดยในช่วง 2 ปีแรกจะยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์คาลเท็กซ์ตามข้อตกลงการให้สิทธิใช้เครื่องหมายการค้า เพื่อสร้างความต่อเนื่องของธุรกิจและความเชื่อมั่นของลูกค้า จากนั้นได้เดินทางไปยังคลังน้ำมัน Tsing Yi และสำนักงานใหญ่ BHK ที่เกาลูน เพื่อเปิดป้ายอัตลักษณ์ Bangchak Hong Kong อย่างเป็นทางการ และพบปะผู้บริหารและพนักงาน โดยนายชัยวัฒน์ได้ขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันทำให้การส่งมอบธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และศักยภาพของทีมงาน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ BHK ภายใต้กลุ่มบริษัทบางจากและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้พบผู้บริหารสถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เพื่อยืนยันความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินงานของ BHK

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า "การเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนอัตลักษณ์องค์กร แต่เป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของการเติบโตร่วมกัน ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทบางจากได้ขยายธุรกิจจากโรงกลั่นน้ำมันและสถานีบริการ สู่การเป็นกลุ่มธุรกิจพลังงานที่มีความหลากหลายและดำเนินธุรกิจในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก การเริ่มต้น Bangchak Hong Kong จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของเส้นทางการเติบโตของบางจากฯ ที่จะนำพลังงานสีเขียวอย่างพลังงานชีวภาพสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียเหนือ ตามวิสัยทัศน์ 'รังสรรค์โลกยั่งยืนด้วยนวัตกรรมสีเขียว' ของบางจากฯ ที่เราเชื่อมั่นว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งเกิดจากการสร้างคุณค่าร่วมกันกับพนักงาน ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พันธมิตร สังคม และผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจทุกภาคส่วน"

“ไทยออยล์” เดินหน้าสร้างคุณค่ายั่งยืน!! คว้า 4 รางวัล Alpha Southeast Asia ตอกย้ำองค์กรโปร่งใส บริหารแกร่ง นักลงทุนเชื่อมั่น พิสูจน์คุณภาพรายงานปีที่ 6 เสริมสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

ไทยออยล์คว้า 4 รางวัลระดับสากลจากนิตยสาร Alpha Southeast Asia
ตอกย้ำความเป็นเลิศในการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดย คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี และคุณธาริกา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการเงิน เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับ 4 รางวัล จากงาน Alpha Southeast Asia's 16th Annual Institutional Investor Poll 2026 ณ ประเทศสิงคโปร์ ได้แก่

1.รางวัลการจัดการด้านนักลงทุนสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม (Most Organized Investor Relations) เป็นปีที่ 5
2.รางวัลผู้บริหารระดับสูงที่สนับสนุนงานนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Senior Management Investor Relations Support)
3.รางวัลนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่มีความสม่ำเสมอ (Most Consistent Dividend Policy) เป็นปีที่ 6
4.รางวัลรายงานประจำปียอดเยี่ยมของประเทศไทย (Best Annual Report in Thailand)
รางวัลดังกล่าวจัดโดยนิตยสาร Alpha Southeast Asia ซึ่งเป็นสื่อด้านการเงินและการลงทุนชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพิจารณาจากผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนสถาบันและผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนทั่วภูมิภาค เพื่อยกย่ององค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการ ความสัมพันธ์กับนักลงทุน และการกำกับดูแลกิจการ

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยออยล์ในการดำเนินธุรกิจตามหลักบรรษัทภิบาล ควบคู่กับการบริหารจัดการทางการเงิน การสื่อสารกับนักลงทุน และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน อันเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับบรรณาธิการ

ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

GGC ขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน!! ยกระดับ B100 สู่เชื้อเพลิงอากาศยาน ขยายผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง รองรับเทรนด์โลก ร่วมมือภาครัฐ-เอกชน สร้างระบบนิเวศ SAF ตั้งเป้าลดคาร์บอน มุ่งสู่ Net Zero ในปี 2593

GGC ยกระดับธุรกิจสู่ความยั่งยืน ผลักดัน B100 สู่เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF)

พร้อมขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง (HVP)

กรุงเทพฯ – บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เดินหน้ายกระดับธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการต่อยอดน้ำมันไบโอดีเซล (B100)  สู่การพัฒนา เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ควบคู่กับการเร่งขยาย พอร์ตผลิต ภัณฑ์ ชีวภาพมูลค่าสูง (High Value Products: HVP) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานรวมถึงความต้องการผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำของตลาดโลก

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และกฎระเบียบด้าน สิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น GGC มุ่งยกระดับธุรกิจ ด้วยการสร้าง สมดุลระหว่างการเติบโตและความยั่งยืนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ (Strengthen Core Business) การขยายการเติบโต สู่ผลิตภัณฑ์ ชีวภาพมูลค่าสูง (Growth Expansion through Bio-based and High Value Products) และการบูรณาการความยั่งยืน เข้ากับการ ดำเนินธุรกิจในทุกมิติ (Integrating Sustainability into Business) เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

หนึ่งในทิศทางสำคัญของ GGC คือการต่อยอดศักยภาพ ของน้ำมันไบโอดีเซล (B100) สู่การพัฒนาเชื้อเพลิง อากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชีวภาพไปสู่ผลิตภัณฑ์ มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเป้าหมาย  การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ทั่วโลกให้ความสำคัญและ มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“การดำเนินการดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ต้องอาศัยรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งด้านวัตถุดิบ เทคโนโลยี นโยบาย และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และประเทศในภูมิภาคอาเซียน เพื่อร่วมกันพัฒนา ระบบนิเวศ ของอุตสาหกรรม SAF ให้สามารถเติบโต ได้อย่างยั่งยืน บริษัทฯ พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและในระดับภูมิภาค เพื่อผลักดันการพัฒนา นวัตกรรม และกลไกด้านนโยบาย ที่เอื้อต่อการใช้ เชื้อเพลิง อากาศยานแบบยั่งยืน ตลอดจนสร้างห่วงโซ่อุปทาน ที่เชื่อมโยง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อรองรับ ความต้องการ ของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต โดยประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนมีศักยภาพด้านวัตถุดิบชีวภาพ โดยเฉพาะ “น้ำมันปาล์ม” ซึ่งสามารถต่อยอด สู่การผลิต SAF เพื่อรองรับการใช้ของสายการบินในภูมิภาค ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการบิน สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และเพิ่มมูลค่าให้กับ ทรัพยากร ชีวภาพของประเทศในระยะยาว”

"สำหรับ GGC การพัฒนา B100 สู่ SAF ไม่ใช่เพียงการต่อ ยอดผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของ อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย สู่พลังงานสะอาดที่มีมูลค่า เพิ่มสูง และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล" ดร.กฤษฎา กล่าว

ขณะเดียวกันบริษัทฯ เดินหน้า ขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ ชีวภาพมูลค่าสูง (High Value Products หรือ HVP) จากฐานธุรกิจเดิม ได้แก่ ไบโอดีเซล แฟตตี้แอลกอฮอล์ และกลีเซอรีน สู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ อุตสาหกรรม แห่งอนาคต ครอบคลุม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ (Food & Feed) กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง (Cosmetic & Personal Care) กลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม (Pharmaceutical) และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งาน ในอุตสาหกรรม (Industrial Application) อาทิ น้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ (Bio-lubricant) และตัวทำละลายชีวภาพ (Bio-solvent) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ด้านความยั่งยืนของโลก

จากการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าว GGC เชื่อว่าจะส่งผลให้ เกิดการดำเนินงานของบริษัทฯ บรรลุเป้าหมายด้านการเงิน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Emission) ในปี 2573 และมุ่งสู่การ บรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 สะท้อน ความมุ่งมั่น ในการสร้างการเติบโตควบคู่กับการดูแล สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อรองรับการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง GGC ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันของประเทศ ผ่านแนวคิด “สูตร 4-20-25” ที่มุ่งเพิ่ม ผลผลิตปาล์มเป็น 4 ตันต่อไร่ ยกระดับอัตรา การสกัด น้ำมันเป็น 20% เพื่อเป้าหมายลดต้นทุนไบโอดีเซลสู่ระดับ 25 บาทต่อลิตร  โดย GGC จะร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาวิจัย และกลุ่มเกษตรกร เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ตลอดห่วงโซ่อุปทานโดยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ยกระดับขีด ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ ของประเทศ อย่างยั่งยืน

"การต่อยอด B100 สู่ SAF และการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง เป็นอีกก้าวสำคัญ ของประเทศไทย ในการสร้างคุณค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพ ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และความร่วมมือในทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในสิ่งที่ไม่ใช่เส้นทางเดิมๆ เพื่อก้าวข้ามการทำสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นจริง พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตที่สมดุลทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของ GGC ในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความยั่งยืน และสร้างคุณค่าร่วมให้กับทุกภาคส่วนในระยะยาว" ดร.กฤษฎา กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top