Tuesday, 14 July 2026
LITE

14 พฤษภาคม ของทุกปี กำหนดเป็น “วันอนุรักษ์ควายไทย” รำลึกสัตว์คู่บ้านคู่ทุ่ง วันที่สังคมไทยหันกลับมามองคุณค่าสัตว์คู่ชีวิตชาวนา รากเหง้าเกษตรไทยที่ไม่ควรถูกลืม

14 พฤษภาคม “วันอนุรักษ์ควายไทย” รำลึกคุณค่าควายไทย สัตว์คู่บ้านคู่ทุ่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมายาวนาน

วันที่ 14 พฤษภาคมของทุกปี เป็น “วันอนุรักษ์ควายไทย” โดยคณะรัฐมนตรีได้กำหนดวันสำคัญนี้ขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักให้สังคมไทยเห็นคุณค่าและความสำคัญของควายไทย พร้อมส่งเสริมการอนุรักษ์และการเลี้ยงควายให้อยู่คู่กับวิถีเกษตรกรรมไทยสืบไป แหล่งข้อมูลของภาครัฐระบุตรงกันว่า เหตุผลสำคัญมาจากจำนวนควายไทยและผู้เลี้ยงควายที่ลดลงต่อเนื่อง จนจำเป็นต้องยกระดับการอนุรักษ์อย่างจริงจัง

ความสำคัญของวันอนุรักษ์ควายไทยไม่ได้อยู่เพียงการยกย่องสัตว์เลี้ยงพื้นบ้านชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการรำลึกถึง “ควายไทย” ในฐานะสัตว์ที่เคยเป็นแรงงานหลักของสังคมเกษตรไทยมาอย่างยาวนาน ก่อนยุคเครื่องจักร คนไทยใช้ควายไถนา ลากเกวียน ขนของ และช่วยงานในไร่นาแทบทุกขั้นตอน ทำให้ควายกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจชนบท วิถีชีวิต และความทรงจำร่วมของสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง

หากมองย้อนกลับไปในอดีต ควายไทยไม่ได้เป็นเพียง “สัตว์ใช้งาน” แต่เป็นเหมือนสมาชิกของครอบครัวเกษตรกร หลายชุมชนเติบโตมาพร้อมกับภาพควายลงนาในฤดูเพาะปลูก ใช้แรงกายแทนเครื่องยนต์ และมีบทบาทสำคัญต่อการผลิตอาหารของประเทศในยุคที่ยังไม่มีเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ ความอดทนของควายไทยต่อแดด ร้อน และสภาพงานหนัก ทำให้มันเป็นกำลังสำคัญของชนบทไทยมาเป็นเวลาหลายชั่วคน

อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคเกษตรเครื่องจักร บทบาทของควายไทยก็ค่อย ๆ ลดลงตามไปด้วย ภาครัฐระบุว่า ความต้องการใช้ควายไทยลดน้อยลง ขณะที่การเลี้ยงควายก็ไม่ได้รับการเอาใจใส่มากเท่าที่ควร ส่งผลให้จำนวนควายไทยลดลงอย่างมาก การกำหนดวันอนุรักษ์ควายไทยจึงมีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งการลดลงนี้ และปลุกให้สังคมกลับมาเห็นว่าควายไทยยังมีคุณค่า ทั้งในฐานะทรัพยากรชีวภาพและในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ.

อีกประเด็นสำคัญคือ เหตุผลที่เลือกวันที่ 14 พฤษภาคม แหล่งข้อมูลของ ONEP และกรมปศุสัตว์ระบุตรงกันว่า วันที่นี้เกี่ยวเนื่องกับวันที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชกระแสรับสั่งเรื่องหลักการดำเนิน โครงการธนาคารโค-กระบือ เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2523 ซึ่งต่อมากลายเป็นหลักคิดสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรและอนุรักษ์โค-กระบือไทยควบคู่กันไป

ในแง่นี้ วันอนุรักษ์ควายไทยจึงไม่ได้มีความหมายแค่การระลึกถึงอดีต แต่ยังเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องการพัฒนาชนบทและการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรด้วย เพราะโครงการธนาคารโค-กระบือมีเป้าหมายให้เกษตรกรที่ขาดแคลนได้มีสัตว์ใช้งานหรือสัตว์เลี้ยงเพื่อการประกอบอาชีพ เป็นทั้งมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการรักษาทรัพยากรพื้นถิ่นไปพร้อมกัน

ควายไทยยังมีความสำคัญในอีกมิติหนึ่ง คือด้าน ความหลากหลายทางชีวภาพ และการอนุรักษ์พันธุกรรมสัตว์พื้นเมือง ภาครัฐชี้ว่า การลดลงของควายไทยไม่เพียงกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน แต่ยังหมายถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพยากรชีวภาพที่มีเอกลักษณ์ของประเทศ การอนุรักษ์ควายไทยจึงเป็นทั้งการรักษาพันธุ์สัตว์ท้องถิ่น การคงสมดุลของระบบนิเวศบางส่วน และการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางการเกษตรที่ผูกพันกับควายมาอย่างยาวนาน

ทุกวันนี้ แม้ควายไทยจะไม่ใช่กำลังหลักในนาเหมือนอดีต แต่วันอนุรักษ์ควายไทยยังมีบทบาทสำคัญในการทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ลืมว่า สัตว์ชนิดนี้เคยมีคุณูปการอย่างมหาศาลต่อการสร้างฐานอาหารและเศรษฐกิจชนบทของประเทศ หลายหน่วยงานจึงใช้วันที่ 14 พฤษภาคมในการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ รณรงค์ให้คนเห็นคุณค่าของควายไทย และสนับสนุนการเลี้ยงควายอย่างยั่งยืนในระดับชุมชน

ดังนั้น 14 พฤษภาคม “วันอนุรักษ์ควายไทย” จึงไม่ใช่เพียงวันสำคัญเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นวันที่เตือนให้คนไทยหันกลับมามอง “ควายไทย” ในฐานะสัตว์คู่บ้านคู่ทุ่ง ผู้เคยเป็นแรงหลักในการดำรงชีพของสังคมเกษตรไทย และเป็นวันที่ย้ำว่า การอนุรักษ์ควายไทยไม่ใช่เรื่องของอดีตเพียงอย่างเดียว หากคือการรักษาทั้งมรดกทางวัฒนธรรม ทรัพยากรชีวภาพ และรากฐานทางประวัติศาสตร์ของชนบทไทยไว้ให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต

ที่มา : https://www.onep.go.th/14-%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2/

12 พฤษภาคมของทุกปี เป็น “วันพยาบาลสากล” รำลึก ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ผู้ก่อกำเนิดวิชาชีพพยาบาล ย้ำบทบาทพยาบาลแนวหน้า ผู้แบกภาระระบบสุขภาพโลก

12 พฤษภาคม “วันพยาบาลสากล” รำลึก ‘ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล’ ผู้วางรากฐานวิชาชีพพยาบาลสมัยใหม่

วันที่ 12 พฤษภาคมของทุกปี ตรงกับ วันพยาบาลสากล หรือ International Nurses Day วันที่โลกทั้งใบร่วมยกย่องบทบาทของพยาบาลในฐานะกำลังสำคัญของระบบสุขภาพ และร่วมรำลึกถึง ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล หญิงผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานการพยาบาลสมัยใหม่ โดยสภาการพยาบาลนานาชาติ หรือ International Council of Nurses (ICN) ระบุชัดว่า วันพยาบาลสากลจัดขึ้นทุกวันที่ 12 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของไนติงเกลโดยตรง

ความสำคัญของวันพยาบาลสากลจึงไม่ได้อยู่ที่การเป็นวันเฉลิมฉลองของบุคลากรสายสุขภาพเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นวันที่สังคมหันกลับมามองว่า “พยาบาล” คือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยมากที่สุดในหลายช่วงเวลาของชีวิต ตั้งแต่การดูแลผู้ป่วยทั่วไป ผู้ป่วยหนัก เด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ ไปจนถึงผู้ป่วยระยะท้าย ICN ใช้วันนี้เป็นเวทีรณรงค์ระดับโลกเพื่อเน้นบทบาทของพยาบาลต่อระบบสุขภาพ พร้อมเผยแพร่เอกสารและข้อเสนอเชิงนโยบายทุกปี เพื่อย้ำว่าการดูแลพยาบาลอย่างเหมาะสมคือการดูแลอนาคตของสาธารณสุขทั้งระบบ

บุคคลที่ทำให้วันที่ 12 พฤษภาคมมีความหมายระดับโลกคือ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 1820 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี แม้ภายหลังจะใช้ชีวิตและสร้างผลงานในอังกฤษ Britannica อธิบายว่าเธอเป็นทั้งพยาบาล นักสถิติ และนักปฏิรูปสังคม ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักปรัชญาพื้นฐานของการพยาบาลสมัยใหม่” และยังเป็นผู้ทำให้การพยาบาลพัฒนาจากงานดูแลทั่วไปไปสู่วิชาชีพที่มีระบบความรู้และมาตรฐานชัดเจน

ชื่อของไนติงเกลเริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากบทบาทของเธอในช่วง สงครามไครเมีย เมื่อเธอได้รับมอบหมายให้ดูแลทหารบาดเจ็บของอังกฤษและฝ่ายพันธมิตรในตุรกี ภาพของเธอที่เดินตรวจผู้ป่วยยามค่ำคืนพร้อมตะเกียงในมือ ทำให้เธอได้รับฉายา “Lady with the Lamp” แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าภาพจำเชิงสัญลักษณ์ คือการที่เธอผลักดันให้การดูแลผู้ป่วยยึดหลักสุขอนามัย ความเป็นระเบียบ การเก็บข้อมูล และการจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงอย่างมีนัยสำคัญ

หลังสงคราม ไนติงเกลไม่ได้หยุดอยู่แค่ชื่อเสียงส่วนบุคคล แต่ใช้ประสบการณ์ของตนในการปฏิรูประบบสุขภาพและการศึกษาพยาบาล Britannica ระบุว่า เธอเป็นผู้ก่อตั้ง Nightingale School of Nursing ที่โรงพยาบาลเซนต์โทมัสในลอนดอน ซึ่งเปิดในปี 1860 และถือเป็นโรงเรียนพยาบาลที่ตั้งอยู่บนฐานวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงแห่งแรก ๆ ของโลก นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้ “การพยาบาล” กลายเป็นวิชาชีพที่ต้องอาศัยการฝึกอบรม ความรู้ และจริยธรรม ไม่ใช่เพียงงานดูแลตามสัญชาตญาณหรือความเมตตา

เหตุนี้เอง วันที่ 12 พฤษภาคมจึงเป็นมากกว่าวันระลึกถึงบุคคลสำคัญคนหนึ่ง แต่เป็นวันที่โลกยอมรับร่วมกันว่า วิชาชีพพยาบาลมีคุณค่าต่อมนุษยชาติอย่างลึกซึ้ง พยาบาลไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ช่วยแพทย์” ในความหมายแคบ หากเป็นผู้ประเมินอาการ ดูแลต่อเนื่อง ประสานการรักษา ให้คำแนะนำกับครอบครัว และเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ระบบบริการสุขภาพเดินหน้าต่อได้จริง ทั้งในยามปกติและยามวิกฤต

ในโลกปัจจุบัน ความหมายของวันพยาบาลสากลยิ่งชัดขึ้นกว่าเดิม เพราะหลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรพยาบาล ภาระงานสูง และภาวะเหนื่อยล้าสะสม ICN ระบุในเอกสารและแคมเปญช่วงหลังว่า การดูแลสุขภาวะ ความปลอดภัย และพลังในการทำงานของพยาบาล เป็นเงื่อนไขสำคัญของการรักษาระบบสุขภาพให้เข้มแข็ง โดยธีมในช่วงปี 2025–2026 ก็ยังคงย้ำเรื่องอนาคตของวิชาชีพ การดูแลพยาบาล และการเสริมพลังให้พยาบาลช่วยชีวิตผู้คนได้เต็มศักยภาพ

สำหรับสังคมทั่วไป วันพยาบาลสากลจึงเป็นวันที่ชวนให้มองเห็น “คุณค่าของการดูแล” ในความหมายที่ลึกกว่าการรักษาโรค เพราะในทุกโรงพยาบาล ทุกหอผู้ป่วย และทุกชุมชน พยาบาลคือคนที่อยู่แนวหน้าของความเจ็บป่วย ความหวัง และการฟื้นคืนของผู้คน พวกเขาเป็นทั้งกำลังความรู้ กำลังใจ และกำลังมนุษยธรรมในเวลาเดียวกัน

ดังนั้น 12 พฤษภาคม วันพยาบาลสากล จึงไม่ใช่เพียงวันรำลึกถึง ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ผู้บุกเบิกวิชาชีพพยาบาลสมัยใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่โลกทั้งใบร่วมกันยืนยันว่า วิชาชีพพยาบาลคือหนึ่งในรากฐานสำคัญที่สุดของระบบสุขภาพ และเป็นวันที่สังคมควรกล่าวคำขอบคุณต่อผู้ที่อุทิศแรงกาย แรงใจ และความรู้เพื่อดูแลชีวิตผู้อื่นอย่างไม่หยุดยั้ง

ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Florence-Nightingale

10 พฤษภาคม 2536 โศกนาฏกรรมไฟไหม้ ‘โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์’ บทเรียนที่ไทยไม่มีวันลืม วันที่เปลวไฟฝากบาดแผลไว้ในประวัติศาสตร์แรงงานไทย ที่ทำให้ไทยมี “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ”

10 พฤษภาคม พ.ศ. 2536 โศกนาฏกรรมไฟไหม้ “โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์” บทเรียนราคาแพงที่ทำให้ไทยมี “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ”

วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2536 เป็นหนึ่งในวันที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์แรงงานไทย เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ จังหวัดนครปฐม จนคร่าชีวิตคนงาน 188 ราย และทำให้มีผู้บาดเจ็บอีก 469 ราย เหตุการณ์ครั้งนั้นถูกจดจำในฐานะโศกนาฏกรรมโรงงานอุตสาหกรรมครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของโลก และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยหันกลับมาตระหนักอย่างจริงจังว่า “ความปลอดภัยในการทำงาน” ไม่ใช่เรื่องรอง แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานทุกคน

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 เหตุการณ์นี้ครบรอบ 33 ปี ไม่ใช่ 31 ปี และยังคงเป็นบาดแผลสำคัญในประวัติศาสตร์แรงงานไทย เพราะหลังโศกนาฏกรรมครั้งนั้น รัฐบาลไทยได้นำวันที่ 10 พฤษภาคมของทุกปี มากำหนดเป็น “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ” ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2540 เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้เคเดอร์ และใช้เป็นวันเตือนใจให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการคุ้มครองชีวิตแรงงานอย่างจริงจัง

โรงงานที่เกิดเหตุคือ Kader Industrial (Thailand) Co., Ltd. ซึ่งผลิตของเล่นและตุ๊กตาส่งออก โดยเฉพาะสินค้าสำหรับแบรนด์ต่างประเทศหลายราย โรงงานตั้งอยู่บนถนนพุทธมณฑลสาย 4 ในพื้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ในวันเกิดเหตุมีคนงานจำนวนมากกำลังปฏิบัติงานอยู่ภายในอาคาร ก่อนที่ไฟจะลุกลามอย่างรวดเร็วจากวัสดุไวไฟภายในโรงงาน จนกลายเป็นหายนะที่ไม่มีใครยับยั้งได้ทัน.
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงอย่างยิ่ง ไม่ได้มีเพียงตัวเพลิงเท่านั้น แต่รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของโรงงานด้วย งานศึกษาของ ILO ระบุว่าเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจอย่างจริงจังต่อเรื่อง มาตรฐานอาคารอุตสาหกรรม การป้องกันอัคคีภัย และการบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัย เพราะความสูญเสียครั้งใหญ่เกิดขึ้นจากทั้งการลุกลามของไฟ วัสดุที่ติดไฟง่าย การอพยพที่ไร้ประสิทธิภาพ และสภาพอาคารที่ไม่พร้อมรองรับเหตุฉุกเฉิน

โศกนาฏกรรมโรงงานเคเดอร์ยังสะเทือนใจสังคมไทยอย่างหนัก เพราะผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็น แรงงานหญิงวัยหนุ่มสาว ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงข่าวอุบัติเหตุในโรงงาน แต่เป็นภาพสะท้อนความเปราะบางของแรงงานไทยในระบบอุตสาหกรรม ที่มักอยู่ปลายสุดของห่วงโซ่การผลิต แต่กลับต้องแบกรับความเสี่ยงสูงสุดในยามเกิดภัย

หลังเหตุไฟไหม้เคเดอร์ รัฐไทยเริ่มขยับเรื่องความปลอดภัยในการทำงานอย่างจริงจังมากขึ้น กระทรวงแรงงานและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานใช้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญในการผลักดันมาตรการด้าน อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้เข้มข้นขึ้น พร้อมทั้งใช้วันที่ 10 พฤษภาคมเป็นวันรณรงค์ระดับชาติ เพื่อย้ำว่าอุบัติเหตุจากการทำงานไม่ใช่ “เรื่องที่ยอมรับได้” และไม่ควรถูกมองเป็นต้นทุนปกติของระบบการผลิต

ความหมายของ “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ” จึงลึกซึ้งกว่าการจัดนิทรรศการหรือกิจกรรมรณรงค์ประจำปี เพราะมันเกิดจากความสูญเสียจริงของผู้คนจริง วันที่ 10 พฤษภาคมในแต่ละปีจึงเป็นทั้งวันรำลึกผู้เสียชีวิตจากเหตุเคเดอร์ และวันเตือนใจว่า สถานประกอบการทุกแห่งมีหน้าที่ต้องสร้างระบบทำงานที่ปลอดภัย มีทางหนีไฟที่ใช้ได้จริง มีการฝึกซ้อม มีการควบคุมความเสี่ยง และมีการคุ้มครองแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงบนกระดาษ

แม้เวลาจะผ่านมากว่าสามทศวรรษ แต่ชื่อของ “เคเดอร์” ยังถูกพูดถึงซ้ำทุกปี เพราะโศกนาฏกรรมครั้งนี้ทำให้สังคมเรียนรู้ว่า ความประมาทเพียงครั้งเดียวในโรงงานอาจแลกมาด้วยชีวิตของคนจำนวนมหาศาล และเมื่อระบบกำกับดูแลอ่อนแอ คนงานย่อมเป็นกลุ่มแรกที่ต้องรับผลร้ายที่สุด จึงไม่แปลกที่หลายองค์กรแรงงานยังคงใช้เคเดอร์เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของผู้ใช้แรงงานในไทย

ดังนั้น วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2536 จึงไม่ใช่เพียงวันเกิดเพลิงไหม้โรงงานครั้งใหญ่ แต่เป็นวันแห่งบทเรียนราคาแพงของประเทศ เป็นวันที่ทำให้คนไทยต้องหันกลับมาถามอย่างจริงจังว่า ชีวิตของแรงงานได้รับการคุ้มครองมากพอหรือยัง และเป็นจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้เกิด “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ” เพื่อย้ำเตือนว่าทุกชีวิตในสถานประกอบการต้องไม่ถูกปล่อยให้เสี่ยงตายจากความบกพร่องที่ป้องกันได้

9 พฤษภาคม 2472 ปัตตานีในวันฟ้ามืดกลางวัน ‘พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว’ เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ปัตตานี หมุดหมายประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ไทย

9 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 รัชกาลที่ 7 เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ปัตตานี หมุดหมายสำคัญของดาราศาสตร์ไทย

วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พร้อม สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จทอดพระเนตร สุริยุปราคาเต็มดวง ณ บริเวณ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ของสยามที่อยู่ในแนวคราสเต็มดวงพอดี เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกยกให้เป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ไทย และสะท้อนพระราชนิยมด้านวิทยาศาสตร์ของรัชกาลที่ 7 อย่างเด่นชัด

สุริยุปราคาครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 1929 ตามปฏิทินสากล และเป็น สุริยุปราคาเต็มดวง ที่เส้นทางคราสพาดผ่านบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสยามในขณะนั้น โดยข้อมูลทางดาราศาสตร์สากลระบุว่าแนวคราสเต็มดวงพาดผ่านพื้นที่ของสยาม ทำให้จังหวัดปัตตานีเป็นจุดสังเกตการณ์สำคัญระดับนานาชาติในวันดังกล่าว

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่แค่การที่พระมหากษัตริย์เสด็จทอดพระเนตรปรากฏการณ์ธรรมชาติหายาก แต่ยังอยู่ที่บริบทของ “วิทยาศาสตร์สมัยใหม่” ในสยามด้วย สำนักบรรณสารสนเทศ มสธ. ระบุว่า รัชกาลที่ 7 เสด็จถึงปัตตานีเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2472 โดยเรือพระที่นั่ง และในวันนั้นทรงเสด็จเยี่ยมสถานที่สำรวจสุริยุปราคา 3 แห่ง ได้แก่ คณะนักดาราศาสตร์อังกฤษ คณะนักดาราศาสตร์เยอรมัน และสถานสำรวจของกรมแผนที่กับกรมชลประทานของสยาม ก่อนจะเสด็จไปประทับยังจุดสังเกตการณ์ของคณะอังกฤษในวันจริง

รายละเอียดนี้สะท้อนชัดว่า การทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงการเสด็จประพาสธรรมชาติ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์นานาชาติอย่างแท้จริง เนื่องจากมีคณะนักดาราศาสตร์จากต่างประเทศเดินทางเข้ามาตั้งค่ายและติดตั้งเครื่องมือเฉพาะทางในพื้นที่ปัตตานี เพื่อศึกษาคราสครั้งนี้อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการถ่ายภาพ การวัดเชิงดาราศาสตร์ และการติดตามข้อมูลเกี่ยวกับโคโรนาของดวงอาทิตย์

สถาบันพระปกเกล้ายังบันทึกไว้ว่า รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรทั้งสถานที่และเครื่องมือของนักวิทยาศาสตร์หลายคณะ และมีพระราชดำริเรื่องการไปเยี่ยมทุกคณะ แต่ในช่วงเวลาของการเกิดสุริยุปราคาจริง ทรงเลือกประทับทอดพระเนตร ณ จุดของคณะอังกฤษที่อัญเชิญเสด็จก่อนชาติอื่น รายละเอียดนี้แสดงให้เห็นถึงทั้งพระราชไมตรีต่อคณะวิทยาศาสตร์ต่างประเทศ และความสนพระราชหฤทัยในตัววิทยาการดาราศาสตร์เองอย่างจริงจัง

อีกมิติที่สำคัญคือ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการที่สยามในช่วงปลายทศวรรษ 2470 เปิดรับองค์ความรู้และความร่วมมือจากต่างประเทศในทางวิทยาศาสตร์อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้รับชม แต่ในฐานะ “เจ้าภาพ” ของการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ระดับสากล ปัตตานีจึงไม่ได้เป็นเพียงจังหวัดชายแดนใต้ในทางภูมิศาสตร์เท่านั้น หากยังกลายเป็นจุดนัดพบของนักวิทยาศาสตร์โลกในวาระสำคัญครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สถาบันพระปกเกล้าระบุด้วยว่า แม้จะเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงและมีการเตรียมการอย่างดี แต่ในเวลาที่เกิดคราสจริง ทัศนวิสัยไม่ดีนัก ทำให้การทอดพระเนตรไม่ชัดเจนเท่าที่คาดหวังไว้ นี่เป็นรายละเอียดที่ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้มีมิติความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพราะแม้จะคำนวณตำแหน่งและเวลาได้แม่นยำเพียงใด การสังเกตการณ์ยังคงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและปัจจัยธรรมชาติอยู่เสมอ
ในเชิงประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ งานวิชาการยังระบุว่าสุริยุปราคา 9 พฤษภาคม 1929 เป็น สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งที่ 3 ที่สังเกตได้จากสยามในยุครัตนโกสินทร์ ต่อจากคราสที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อปี 1868 และในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี 1875 จึงอาจกล่าวได้ว่า เหตุการณ์ที่ปัตตานีในปี 2472 เป็นส่วนหนึ่งของสายธารประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ไทยที่เชื่อมโยงระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับการสังเกตการณ์ปรากฏการณ์บนท้องฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง
หากมองให้ลึกกว่าปรากฏการณ์คราส เหตุการณ์วันที่ 9 พฤษภาคม 2472 ยังสะท้อนบุคลิกของรัชกาลที่ 7 ในฐานะพระมหากษัตริย์ที่ทรงสนพระราชหฤทัยในวิทยาการสมัยใหม่ และทรงให้คุณค่ากับการเรียนรู้เชิงประจักษ์ การเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาในครั้งนั้นจึงไม่ใช่เพียงพิธีการตามราชประเพณี หากแต่เป็นการมีส่วนร่วมโดยตรงกับโลกของวิทยาศาสตร์ในระดับที่น่าสนใจมากสำหรับยุคสมัยนั้น

ดังนั้น วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของทั้งประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ปัตตานี ท่ามกลางการรวมตัวของนักดาราศาสตร์นานาชาติ และเป็นวันที่ทำให้ปัตตานีกลายเป็นพื้นที่สำคัญบนแผนที่ดาราศาสตร์โลกชั่วขณะหนึ่งอย่างสง่างาม

ที่มา : https://library.stou.ac.th/2022/05/kingprajadhipok-looks-solar-eclipse/?utm_source=chatgpt.com

 

8 พฤษภาคม 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ก้าวสำคัญสู่การบริหารราชการแผ่นดินแบบสมัยใหม่ของไทย เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย

8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ก้าวสำคัญสู่การบริหารราชการแผ่นดินแบบสมัยใหม่ของไทย

วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” หรือ Council of State ขึ้นอย่างเป็นทางการ นักวิชาการด้านการเมืองการปกครองไทยมักยกให้สภานี้เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นต้นแบบของระบบคณะรัฐมนตรีกับสถาบันการเมืองสมัยใหม่ของไทยในเวลาต่อมา แม้ในทางเทคนิคจะยังไม่ใช่ “คณะรัฐมนตรี” ในความหมายแบบหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ก็ตาม

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดคือ ในปี พ.ศ. 2417 ไทยยังอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น การใช้คำว่า “คณะรัฐมนตรีชุดแรกของไทย” จึงอาจทำให้คลาดเคลื่อนทางประวัติศาสตร์ได้ หากจะใช้ถ้อยคำที่แม่นที่สุด ควรเรียกว่า “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ซึ่งเป็นสภาที่ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาแด่พระมหากษัตริย์ในกิจการบ้านเมือง และเป็นก้าวแรกของการจัดวางโครงสร้างอำนาจฝ่ายบริหารแบบมีที่ปรึกษาและการแบ่งงานเป็นระบบมากขึ้น

การก่อตั้งสภานี้เกิดขึ้นในบริบทที่สยามกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งแรงกดดันจากชาติตะวันตก การขยายตัวของระบบราชการ และความจำเป็นในการปรับปรุงการบริหารประเทศให้ทันสมัยขึ้น รัชกาลที่ 5 จึงทรงริเริ่มการปฏิรูปหลายด้านอย่างต่อเนื่อง และการมี “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการปฏิรูปนั้น เพราะช่วยให้การตัดสินใจด้านนโยบายและราชการแผ่นดินไม่ยึดโยงกับระบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มขยับไปสู่รูปแบบที่มีการพิจารณาและอภิปรายอย่างเป็นระบบมากขึ้น
.
ฐานข้อมูลของสถาบันพระปกเกล้าระบุว่า สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในระยะแรกมีสมาชิก 12 คน ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาเกี่ยวกับราชการแผ่นดินและกฎหมาย โดยเป็นกลไกใหม่ที่เกิดขึ้นควบคู่กับการตั้ง องคมนตรีสภา ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน การจัดตั้งสองสภานี้จึงสะท้อนว่ารัชกาลที่ 5 มิได้มองการปฏิรูปเป็นเพียงเรื่องรายกระทรวงหรือรายหน่วยงาน แต่ทรงมองถึงระดับ “โครงสร้างการใช้อำนาจ” ของรัฐสยามโดยรวมแล้ว

หากมองในเชิงแนวคิด สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นครั้งแรก ๆ ที่สยามพยายามวางระบบให้การบริหารบ้านเมืองดำเนินไปบนหลักของ การปรึกษาหารืออย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เพียงการมีขุนนางถวายคำแนะนำตามธรรมเนียมเดิม แต่เป็นการตั้ง “องค์กร” ขึ้นมารองรับการให้คำปรึกษาอย่างชัดเจน มีชื่อ มีหน้าที่ และมีสถานะในทางราชการ สิ่งนี้เองที่ทำให้นักวิชาการจำนวนมากมองว่าสภาดังกล่าวเป็นรากฐานของระบบคณะรัฐมนตรีและสถาบันแบบรัฐธรรมนูญไทยในเวลาต่อมา
ความสำคัญอีกด้านหนึ่งคือ สภานี้สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงตระหนักว่า การรักษาเอกราชของสยามในโลกศตวรรษที่ 19 ไม่อาจอาศัยแต่กำลังทหารหรือการทูตเท่านั้น แต่ต้องสร้าง “ความทันสมัยของรัฐ” ให้เกิดขึ้นจริงด้วย รัฐที่มีระบบบริหารชัดเจน มีกระบวนการพิจารณาราชการเป็นขั้นตอน และมีการจัดองค์กรทางการเมืองอย่างเป็นสัดส่วน ย่อมช่วยเสริมภาพลักษณ์ของสยามในสายตาชาติตะวันตกว่าเป็นรัฐที่ปกครองตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงวันตั้งหน่วยงานใหม่ในราชสำนัก แต่คือวันสำคัญที่แสดงให้เห็นการเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านระบบการเมืองการปกครองไทย จากโครงสร้างแบบดั้งเดิมไปสู่การบริหารราชการแผ่นดินแบบสมัยใหม่มากขึ้น แม้จะยังไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในเวลานั้น แต่ก็เป็นก้าวสำคัญที่ปูพื้นให้ประเทศไทยค่อย ๆ พัฒนาองค์กรทางการเมืองและระบบบริหารแบบใหม่ในศตวรรษต่อมา

ในแง่นี้ “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” จึงมีความหมายเกินกว่าตำแหน่งหรือโครงสร้างในเอกสารราชการ เพราะมันคือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นคิดใหม่เรื่องรัฐ การบริหาร และการใช้อำนาจในสยามยุครัชกาลที่ 5 เป็นจุดที่ชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูปประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลันในยุคหลังเท่านั้น แต่มีรากที่ลึกและยาวนานมาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 แล้วอย่างชัดเจน

ที่มา : https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&utm

7 พฤษภาคม 2419 วันประวัติศาสตร์แห่งพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางศิลาฤกษ์ “พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท” หมุดหมายสำคัญแห่งสถาปัตยกรรมสยามยุคใหม่

7 พฤษภาคม พ.ศ. 2419 รัชกาลที่ 5 ทรงวางศิลาฤกษ์ “พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท” หมุดหมายสำคัญแห่งสถาปัตยกรรมสยามยุคใหม่

วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2419 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อสร้างพระที่นั่งสำคัญซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์เด่นที่สุดของพระราชสำนักสยามและกรุงเทพมหานครยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงกลาง

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทไม่ได้มีความสำคัญเพียงในฐานะอาคารหลวง แต่เป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่สะท้อน “ยุคเปลี่ยนผ่าน” ของสยามอย่างชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปสามชั้น แต่หลังคาเป็นยอดปราสาทแบบไทย ทำให้เกิดภาพลักษณ์เฉพาะตัวที่คนไทยคุ้นกับคำเรียกว่า “ฝรั่งสวมชฎา” และกลายเป็นตัวแทนของการผสมผสานความเป็นตะวันตกกับความเป็นไทยอย่างทรงพลังในสมัยรัชกาลที่ 5

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทขึ้นบนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นสถานที่ประสูติและที่ประทับในวัยเยาว์ของพระองค์ โดยมี มิสเตอร์จอห์น คลูนิส สถาปนิกชาวอังกฤษเป็นผู้ควบคุมงานออกแบบและก่อสร้าง แนวคิดนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างอาคารใหม่ แต่ยังมีนัยเชิงพระราชประวัติและความทรงจำส่วนพระองค์แฝงอยู่ด้วย

ในเชิงสถาปัตยกรรม พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเป็นอาคารแบบยุโรปที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะเรอเนสซองส์ เห็นได้จากช่องโค้ง หน้าต่าง และเสาแบบคอรินเธียน แต่ในเวลาเดียวกันกลับสวมทับด้วยหลังคายอดปราสาทไทย 3 ยอด ซึ่งทำให้สัดส่วนและภาพรวมของอาคารแตกต่างจากพระมหาปราสาทไทยดั้งเดิม และแตกต่างจากอาคารยุโรปแท้ด้วยเช่นกัน จึงนับเป็นงานสถาปัตยกรรมลูกผสมที่โดดเด่นมากในประวัติศาสตร์ไทย

เบื้องหลังรูปแบบอาคารอันโดดเด่นนี้ ยังสะท้อนการถกเถียงเรื่อง “ความเป็นสยาม” ในยุคใหม่ด้วย แหล่งข้อมูลร่วมสมัยที่สรุปประวัติพระที่นั่งองค์นี้ระบุว่า เดิมรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ให้อาคารออกมาในรูปแบบตะวันตกเต็มตัว แต่ภายหลังมีการเสนอให้เปลี่ยนหลังคาเป็นยอดปราสาทไทย จึงเกิดรูปแบบประนีประนอมที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในเวลาต่อมา

ความสำคัญของการวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2419 จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเริ่มต้นก่อสร้างอาคารหลังหนึ่ง แต่เป็นการประกาศวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 5 ต่อสยามยุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือ สยามสามารถเปิดรับความรู้และศิลปกรรมจากตะวันตกได้ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งรากฐานและอัตลักษณ์ของตนเอง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทจึงเปรียบเสมือนภาษาเชิงสถาปัตยกรรมที่สื่อสารแนวคิด “ความทันสมัยแบบไทย” ได้อย่างชัดเจนมาก

อีกด้านหนึ่ง พระที่นั่งองค์นี้ยังมีความสำคัญอย่างมากในเชิงราชพิธีและพระราชสำนัก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า หมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทประกอบด้วยพระที่นั่งเชื่อมต่อกันหลายองค์ และพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเป็นองค์ประธานของกลุ่ม ภายในท้องพระโรงกลางประดิษฐาน พระที่นั่งพุดตานถมภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ใช้เป็นสถานที่สำหรับออกมหาสมาคม รับพระราชอาคันตุกะ และประกอบพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ ของแผ่นดิน

ชั้นบนของพระที่นั่งยังใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์ชั้นสูงหลายพระองค์ ยิ่งตอกย้ำว่าอาคารนี้มิใช่เพียงท้องพระโรงรับรองแขกเมือง แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงทั้งพระราชอำนาจ พระราชพิธี ความทรงจำของราชวงศ์ และความศักดิ์สิทธิ์ในเชิงราชสำนักเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง
เมื่อพิจารณาในบริบทของรัชสมัยรัชกาลที่ 5 พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทจึงสอดคล้องกับการปฏิรูป
ประเทศในภาพใหญ่ของพระองค์อย่างมาก ช่วงเวลานั้นสยามกำลังเผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจตะวันตก และจำเป็นต้องแสดงให้โลกเห็นถึงความสามารถในการปรับตัวสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ ทั้งในด้านการปกครอง กฎหมาย การทหาร การศึกษา และศิลปกรรม อาคารหลังนี้จึงไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง แต่เป็น “คำประกาศเชิงสัญลักษณ์” ว่าสยามสามารถก้าวทันโลก โดยยังยืนอยู่บนฐานวัฒนธรรมของตนเองได้

ความน่าสนใจอีกประการคือ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทไม่ได้โดดเดี่ยว หากเป็นส่วนหนึ่งของหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทซึ่งเชื่อมต่อกันเป็นกลุ่มใหญ่ รูปแบบผังอาคารและการจัดวางพื้นที่สะท้อนการใช้งานที่ซับซ้อน ทั้งด้านราชพิธี การรับรองแขกเมือง การประดิษฐานสิ่งสำคัญ และการเชื่อมต่อพื้นที่ภายในพระบรมมหาราชวัง นี่ทำให้อาคารกลุ่มนี้เป็นทั้งงานสถาปัตยกรรมและเครื่องมือเชิงอำนาจของราชสำนักในเวลาเดียวกัน

ทุกวันนี้ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทยังคงเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญที่สุดของพระบรมมหาราชวัง และมักถูกกล่าวถึงในฐานะตัวอย่างเด่นของงานสถาปัตยกรรมไทยสมัยใหม่ตอนต้นที่กล้าผสมผสานโลกตะวันตกกับขนบไทยอย่างสง่างาม การวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2419 จึงควรถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะเหตุการณ์วันนี้ในอดีต แต่เป็นจุดตั้งต้นของอาคารที่สะท้อนทั้งพระราชนิยม พระวิสัยทัศน์ และการเปลี่ยนผ่านของสยามในยุครัชกาลที่ 5 ได้อย่างเด่นชัดที่สุดแห่งหนึ่ง

ที่มา : https://www.nationtv.tv/news/social/378943481?

6 พฤษภาคม 2562 วันประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดินไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท เป็นภาพความผูกพันอดีตกาลถึงปัจจุบัน

6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 วันประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดินไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท

วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ให้พสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 โดยหมายกำหนดการที่ประกาศไว้ระบุชัดว่า การเสด็จออก ณ สีหบัญชรมีขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 ก่อนเสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทให้คณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศถวายพระพรชัยมงคลต่อไป

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงช่วงหนึ่งของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งต่อประชาชนไทย เพราะเป็นวาระที่พระมหากษัตริย์เสด็จออกให้ประชาชนได้เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลโดยพร้อมเพรียงกัน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติและความเป็นสิริมงคลของบ้านเมือง ภาพการเสด็จออก ณ สีหบัญชรในวันนั้นจึงกลายเป็นภาพจำสำคัญของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562 และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ผู้คนจำนวนมากจดจำได้อย่างชัดเจน

ความสำคัญของ “สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท” อยู่ที่การเป็นพื้นที่แห่งราชประเพณีและการสื่อความหมายระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน พระที่นั่งองค์นี้ตั้งอยู่บนกำแพงพระบรมมหาราชวังด้านตะวันออก ระหว่างประตูเทวาพิทักษ์กับประตูศักดิ์ไชยสิทธิ์ เดิมสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2327 และต่อมาได้รับการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมในรัชกาลต่อ ๆ มา จนมีการต่อเติมเฉลียงไม้ด้านตะวันออกเป็น “สีหบัญชร” ใน พ.ศ. 2492 เพื่อใช้เป็นที่เสด็จออกให้ประชาชนถวายพระพรชัยมงคล

การเสด็จออก ณ สีหบัญชรในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีนัยสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ด้วย เพราะสื่อไทยที่อ้างเอกสารประมวลองค์ความรู้พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกระทรวงวัฒนธรรมระบุว่า การเสด็จออก “สีหบัญชร” ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถือเป็นธรรมเนียมใหม่ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2493 และในปี 2562 พระราชพิธีของรัชกาลที่ 10 ก็ได้สืบทอดความหมายเชิงราชประเพณีนี้ต่อมาอย่างสง่างาม

สำหรับประชาชนไทย วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 จึงเป็นมากกว่าวันหนึ่งในหมายกำหนดการพระราชพิธี หากแต่เป็นวันที่สะท้อนความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรอย่างชัดเจนที่สุดวันหนึ่งในยุคปัจจุบัน เพราะการเสด็จออก ณ สีหบัญชรเป็นภาพแทนของการที่พระมหากษัตริย์เสด็จออกให้ประชาชนได้ร่วมถวายพระพรชัยมงคลในห้วงมหามงคลของแผ่นดิน เป็นทั้งพิธีการตามราชประเพณี และเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยร่วมเป็นประจักษ์พยานในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมกัน

เมื่อมองย้อนกลับไป เหตุการณ์ในวันนั้นยังสะท้อนความต่อเนื่องของราชประเพณีไทยที่ดำรงอยู่ควบคู่กับสังคมร่วมสมัยได้อย่างทรงความหมาย พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เป็นพระราชพิธีครั้งสำคัญของชาติ และการเสด็จออก ณ สีหบัญชรในวันที่ 6 พฤษภาคม ก็เป็นหนึ่งในวาระที่ทำให้พระราชพิธีครั้งนี้ฝังอยู่ในความทรงจำของคนไทยอย่างเด่นชัดที่สุด

ดังนั้น วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันประวัติศาสตร์ของแผ่นดินไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ให้พสกนิกรถวายพระพรชัยมงคลในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก อันเป็นภาพแห่งพระราชพิธี ความจงรักภักดี และความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนที่ตราตรึงอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่

ที่มา : https://url.in.th/LkqJH

1 พฤษภาคม ของทุกปี กำหนดเป็น “วันแรงงานแห่งชาติ” ร่วมยกย่องผู้ใช้แรงงาน พลังสำคัญของประเทศ หมุดหมายสำคัญของสิทธิ ความเป็นธรรม และศักดิ์ศรีของแรงงานไทย

1 พฤษภาคม “วันแรงงานแห่งชาติ” วันที่สังคมไทยร่วมยกย่องผู้ใช้แรงงาน พลังสำคัญเบื้องหลังการขับเคลื่อนประเทศ

วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี ตรงกับ “วันแรงงานแห่งชาติ” ของไทย และเชื่อมโยงกับ วันแรงงานสากล หรือ International Workers’ Day ซึ่งมีรากมาจากการเคลื่อนไหวของแรงงานโลกในช่วงทศวรรษ 1880 เพื่อเรียกร้องสิทธิด้านเวลาทำงานและความเป็นธรรมในสถานประกอบการ กระทรวงแรงงานไทยระบุชัดว่า วันที่นี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงาน และเพื่อผลักดันการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และสิทธิอันชอบธรรมของแรงงานไทยอย่างจริงจัง ขณะที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือ ILO ก็อธิบายว่า 1 พฤษภาคมมีความหมายในฐานะวันแห่งแรงงานและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้ใช้แรงงานทั่วโลก

ความสำคัญของวันแรงงานแห่งชาติไม่ได้อยู่ที่การเป็นวันหยุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการย้ำให้เห็นว่า แรงงานคือกำลังหลักของระบบเศรษฐกิจและสังคม ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง การขนส่ง การบริการ การเกษตร หรือแรงงานในระบบใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล ทุกภาคส่วนล้วนขับเคลื่อนได้ด้วยหยาดเหงื่อ แรงกาย และทักษะของผู้ใช้แรงงานทั้งสิ้น กระทรวงแรงงานจึงใช้วันดังกล่าวเป็นโอกาสในการยกย่องบทบาทของแรงงาน ควบคู่กับการเน้นเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน การพัฒนาทักษะ และคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมของผู้ใช้แรงงานไทย

ในทางประวัติศาสตร์ วันแรงงานสากลมีจุดกำเนิดจากการต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานเพื่อเรียกร้อง ชั่วโมงการทำงานที่เป็นธรรม โดยเฉพาะข้อเรียกร้องเรื่อง “ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง” ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของขบวนการแรงงานสมัยใหม่ ILO ระบุว่าความหมายของวันที่ 1 พฤษภาคมโยงกับการต่อสู้ของแรงงานทั่วโลกตั้งแต่ยุค 1880 และยังคงเป็นวันแห่งความเป็นปึกแผ่นของแรงงานมาจนถึงปัจจุบัน นั่นทำให้วันแรงงานไม่ใช่แค่วันเชิงพิธีกรรม หากแต่เป็นวันที่เตือนให้โลกไม่ลืมว่าหลายสิทธิที่แรงงานได้รับในวันนี้ ล้วนเกิดจากการต่อสู้และการเรียกร้องอย่างยาวนานในอดีต

สำหรับประเทศไทย กระทรวงแรงงานระบุว่า รัฐบาลได้กำหนดให้ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันแรงงานแห่งชาติ และเป็น วันหยุดตามประเพณีของลูกจ้าง เพื่อให้เกิดการตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงานไทยมากขึ้น ในทางปฏิบัติ วันดังกล่าวจึงเป็นหมุดหมายที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรแรงงานใช้ในการจัดกิจกรรมรำลึก ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบาย และผลักดันประเด็นสำคัญด้านแรงงาน เช่น ค่าจ้าง สวัสดิการ ความปลอดภัย และการคุ้มครองสิทธิในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ทำให้ “วันแรงงานแห่งชาติ” มีความหมายลึกซึ้ง คือมันสะท้อนความจริงพื้นฐานข้อหนึ่งของสังคมว่า ทุกความเจริญเติบโตของประเทศมีแรงงานอยู่เบื้องหลังเสมอ ถนน โรงงาน อาคาร ระบบขนส่ง โรงพยาบาล ร้านค้า แพลตฟอร์มออนไลน์ ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ล้วนไม่อาจเดินหน้าได้หากปราศจากแรงงานที่ลงมือทำจริงในทุกระดับ ดังนั้น วันที่ 1 พฤษภาคมจึงเป็นวันที่สังคมควรหันกลับมาถามตัวเองว่า เราให้คุณค่าแก่ผู้ใช้แรงงานมากเพียงใด และสิ่งที่แรงงานได้รับนั้นสอดคล้องกับคุณูปการของพวกเขาต่อประเทศหรือไม่

อีกด้านหนึ่ง วันแรงงานแห่งชาติยังมีความหมายในมิติของ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะแรงงานไม่ได้ต้องการเพียงค่าจ้างเพื่อยังชีพเท่านั้น แต่ยังต้องการสภาพการทำงานที่ปลอดภัย เวลาทำงานที่เป็นธรรม โอกาสในการพัฒนาทักษะ และระบบคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอ กระทรวงแรงงานไทยมักใช้วันดังกล่าวในการรณรงค์ให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงสิทธิอันชอบธรรมของแรงงาน ขณะที่มุมมองของ ILO ก็ย้ำว่าการคุ้มครองแรงงานไม่ใช่เพียงประเด็นเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของความเป็นธรรมและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในสังคมด้วย

ในโลกปัจจุบัน ความหมายของวันแรงงานยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม เพราะโครงสร้างการจ้างงานเปลี่ยนไปมาก แรงงานจำนวนไม่น้อยไม่ได้ทำงานอยู่ในโรงงานหรือสำนักงานแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กระจายอยู่ในระบบงานแพลตฟอร์ม งานรับจ้างอิสระ งานชั่วคราว และงานนอกระบบ ดังนั้น การระลึกถึงวันแรงงานในยุคนี้จึงไม่ควรจำกัดอยู่แค่แรงงานรูปแบบเดิม แต่ต้องขยายไปสู่การคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่ม ให้เข้าถึงสิทธิ ความปลอดภัย และโอกาสที่เป็นธรรมท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ในบริบทของไทย วันแรงงานแห่งชาติยังเป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้เสียงของผู้ใช้แรงงานถูกมองเห็นมากขึ้น ทั้งผ่านกิจกรรมภาครัฐ การรวมตัวของเครือข่ายแรงงาน และการสื่อสารต่อสังคมวงกว้างว่า คุณภาพชีวิตของแรงงานไม่ใช่เรื่องของแรงงานเพียงกลุ่มเดียว แต่เกี่ยวพันโดยตรงกับคุณภาพเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสังคม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ถ้าแรงงานเข้มแข็ง มีทักษะ และได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ประเทศก็มีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น 1 พฤษภาคม “วันแรงงานแห่งชาติ” จึงไม่ใช่เพียงวันหยุดของผู้ใช้แรงงาน แต่คือวันที่ทั้งสังคมควรร่วมกันยกย่องผู้คนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความก้าวหน้าของประเทศ และเป็นวันที่เตือนให้เห็นว่า ความเป็นธรรมในโลกการทำงานยังคงเป็นภารกิจสำคัญของทุกยุคทุกสมัย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศที่เห็นคุณค่าของแรงงานอย่างแท้จริง ย่อมเป็นประเทศที่มีรากฐานมั่นคงและมีอนาคตที่ยั่งยืนกว่าเสมอ

30 เมษายน 2231 หมุดหมายวิทยาศาสตร์สยาม “สมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ทอดพระเนตรสุริยุปราคา ทรงเปิดรับองค์ความรู้ใหม่จากฝรั่งเศส

30 เมษายน พ.ศ. 2231 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทอดพระเนตรสุริยุปราคา ร่วมกับบาทหลวงฝรั่งเศส หมุดหมายสำคัญของวิทยาศาสตร์สมัยอยุธยา

วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2231 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ เมื่อ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงทอดพระเนตร สุริยุปราคาบางส่วน ที่เมืองลพบุรี ร่วมกับคณะ บาทหลวงเยซูอิตชาวฝรั่งเศส ผู้มีความรู้ด้านดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ เหตุการณ์นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการเปิดรับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกของราชสำนักสยามในปลายสมัยอยุธยาอย่างเด่นชัด

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 เหตุการณ์นี้มีอายุครบ 338 ปี ไม่ใช่ 337 ปี และยังคงถูกกล่าวถึงเสมอในฐานะตัวอย่างสำคัญของการที่สยามไม่ได้ปิดตนเองจากโลกภายนอก หากแต่พร้อมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวิทยาการกับนานาชาติ โดยเฉพาะฝรั่งเศสซึ่งมีบทบาทสูงมากในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เหตุการณ์ทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนี้เกิดขึ้นที่ พระราชวังลพบุรี หรือบริเวณที่เกี่ยวเนื่องกับ พระที่นั่งเย็น ตามที่บันทึกไทยร่วมสมัยและภาพเขียนฝรั่งเศสสะท้อนเอาไว้ แหล่งข้อมูลจาก UNESCO ด้านมรดกดาราศาสตร์ระบุชัดว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชและคณะเยซูอิตชาวฝรั่งเศสได้ร่วมกันสังเกตสุริยุปราคาบางส่วนเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1688 ที่พระราชวังลพบุรี ขณะที่แหล่งข้อมูลไทยด้านดาราศาสตร์และบทความประวัติศาสตร์ไทยก็ระบุสอดคล้องกันว่าเป็นการทอดพระเนตรในเมืองลพบุรีช่วงเช้าของวันดังกล่าว

ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้อยู่ตรงที่ ผู้ร่วมสังเกตการณ์ไม่ได้เป็นเพียง “ราชทูต” ทางการทูตเท่านั้น แต่เป็น บาทหลวงเยซูอิต ซึ่งเป็นนักบวชคาทอลิกที่มีบทบาทด้านคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และการสำรวจในโลกยุคใหม่อย่างมาก งานศึกษาทางวิชาการระบุว่า คณะเยซูอิตฝรั่งเศสชุดที่เข้ามาในสยามช่วงปี 1687–1688 มีภารกิจสำคัญด้านการสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ การคำนวณตำแหน่ง และการเผยแพร่วิทยาการจากยุโรปมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงไม่น่าแปลกที่ราชสำนักสยามจะสนพระราชหฤทัยความรู้ของพวกเขาอย่างจริงจัง

ในความหมายทางประวัติศาสตร์ เหตุการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลสืบเนื่องจากพระราชนิยมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ทรงสนพระราชหฤทัยเรื่อง ดาราศาสตร์ มาแล้วก่อนหน้านั้น งานของ Vatican Observatory และบทความวิชาการเกี่ยวกับดาราศาสตร์เยซูอิตในเอเชียชี้ว่า ก่อนหน้าสุริยุปราคา 2231 ราชสำนักลพบุรีเคยร่วมสังเกต จันทรุปราคาในปี 1685 กับคณะเยซูอิตด้วย และประสบการณ์ดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์แบบใหม่จากยุโรป

ความประทับใจต่อวิทยาการของคณะเยซูอิตไม่ได้หยุดอยู่แค่การดูปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การสร้าง หอดูดาววัดสันเปาโล ที่ลพบุรี ซึ่งหลายแหล่งยกให้เป็นหอดูดาวแบบตะวันตกแห่งแรกในสยามหรือแห่งแรกของไทยในเชิงโครงสร้างสมัยใหม่ บทความของ NECTEC และ Vatican Observatory ระบุว่า การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 1686 และแล้วเสร็จในปี 1687 สะท้อนว่าการรับวิทยาศาสตร์ของราชสำนักอยุธยาในช่วงนั้นมีลักษณะเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงความสนใจเชิงสัญลักษณ์หรือพิธีการเท่านั้น

จุดนี้สำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นว่า ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช “วิทยาศาสตร์” ไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องแปลกแยกจากราชสำนัก แต่ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้โลก การติดต่อกับต่างประเทศ และการแสดงพระปรีชาสามารถของรัฐสยามในเวทีนานาชาติ งานศึกษาด้านประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์เยซูอิตในเอเชียระบุว่าลพบุรีในช่วงปลายรัชกาลของพระนารายณ์เป็นหนึ่งในจุดสำคัญของการถ่ายทอดดาราศาสตร์ยุโรปเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้ปรากฏการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 จะเป็น สุริยุปราคาบางส่วนในสยาม แต่ในระดับภูมิภาค ปรากฏการณ์เดียวกันนี้เป็นสุริยุปราคาเต็มดวงในบางพื้นที่นอกสยาม แหล่งข้อมูลไทยด้านดาราศาสตร์อธิบายว่า เส้นทางคราสเต็มดวงพาดผ่านบางส่วนของอินเดีย พม่า จีน และพื้นที่ทางเหนือของเอเชีย ขณะที่บริเวณลพบุรีและสยามเห็นเพียงคราสบางส่วน การที่ราชสำนักอยุธยาและคณะเยซูอิตให้ความสำคัญกับการสังเกตปรากฏการณ์นี้ จึงแสดงถึงความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้ากว่าการมองคราสเป็นเพียงเรื่องลางหรือความเชื่อเท่านั้น

ในอีกมิติหนึ่ง เหตุการณ์นี้ยังสะท้อน ความสัมพันธ์สยาม–ฝรั่งเศส ที่แน่นแฟ้นในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ช่วงเวลานั้นราชสำนักสยามเปิดรับคณะทูต มิชชันนารี และผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศสอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านการทูต การทหาร สถาปัตยกรรม และวิทยาศาสตร์ ดังนั้น การทอดพระเนตรสุริยุปราคาร่วมกับบาทหลวงฝรั่งเศสจึงเป็นมากกว่ากิจกรรมดูท้องฟ้า แต่เป็นภาพแทนของยุคที่สยามกำลังเชื่อมต่อกับโลกภายนอกอย่างคึกคักและมีวิสัยทัศน์มากที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์อยุธยา
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้มีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์มากขึ้น คือมันเกิดขึ้นใน ปีสุดท้ายของรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช งานวิชาการด้านประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์เยซูอิตระบุว่า สุริยุปราคา 30 เมษายน 1688 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญลำดับท้าย ๆ ก่อนที่กระแสวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกในสยามจะสะดุดลงจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในปีเดียวกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า เหตุการณ์นี้เป็นทั้งยอดคลื่นของความรุ่งเรืองทางวิทยาศาสตร์ในราชสำนักพระนารายณ์ และเป็นภาพสุดท้ายของยุคเปิดรับวิทยาการตะวันตกอย่างเข้มข้นในสมัยอยุธยา

เมื่อมองจากปัจจุบัน เหตุการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 จึงควรถูกจดจำในฐานะ หมุดหมายด้านวิทยาศาสตร์ของไทย เพราะแสดงให้เห็นชัดว่า สยามในสมัยอยุธยาไม่ได้ล้าหลังหรือปิดตัวจากองค์ความรู้โลก แต่มีพระมหากษัตริย์ที่สนพระราชหฤทัยวิทยาศาสตร์ มีราชสำนักที่พร้อมเปิดรับความรู้ใหม่ และมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาการอย่างหอดูดาวเพื่อรองรับการเรียนรู้จริง เหตุการณ์นี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่า “ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” มีรากเก่าแก่ในประวัติศาสตร์ไทยมานานกว่าที่หลายคนคิด

ดังนั้น 30 เมษายน พ.ศ. 2231 จึงไม่ใช่เพียงวันทอดพระเนตรสุริยุปราคาของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง หากคือวันที่สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในการเปิดรับวิทยาการโลกตะวันตก และเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า กรุงศรีอยุธยาเคยก้าวขึ้นสู่การเรียนรู้ทางดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในระดับที่เชื่อมโยงกับโลกสมัยใหม่อย่างน่าทึ่งมาแล้วในประวัติศาสตร์ไทย

ที่มา : https://guru.sanook.com/26139/

วันที่ 29 เมษายน วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ

วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ ตรงกับวันที่ 29 เมษายนของทุกปี พระองค์เป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2548 เวลา 18.35 น. ณ โรงพยาบาลศิริราช พระองค์มีพระเชษฐภคินีต่างพระมารดา 2 พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

คณะแพทย์ถวายพระประสูติโดยการผ่าตัด เมื่อแรกประสูติ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติทรงมีน้ำหนัก 2,680 กรัม มีพระพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรง พระเนตรโต พระนาสิกโด่ง โดยพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชหัตถเลขาขนานพระนามว่า 'พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ' เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2548 และพระราชทานเสมาอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.ทองคำ ส่วนพระนามของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชตินั้น พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระมหากรุณาธิคุณอธิบายพระนามของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ว่า 'ผู้ทำประทีปคือปัญญาให้สว่างกระจ่างแจ้ง, ผู้ทำเกาะคือที่พึ่งให้รุ่งเรืองโชติช่วง'

ต่อมาในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เขียนพระนามของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติเป็นภาษาอังกฤษว่า 'His Royal Highness Prince Dipangkorn Rasmijoti'

จากนั้นในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ สถาปนาและเฉลิมพระนามพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

ตกหลุมรักไม่ไหว!! ชวนรู้จัก “บลิ้งค์ ณิชพน” หนุ่มตาหวานแห่งวง FAVIQ เอเนอจี้ล้น เสน่ห์แรงเกินต้าน ยิ้มละมุนจนแฟน ๆ ต้องตกหลุมรัก

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งศิลปินหน้าใหม่ที่กำลังถูกพูดถึงไม่น้อย สำหรับ “บลิ้งค์” หรือ ณิชพน ไพฑูรย์พงษ์ หนุ่มตาหวานแสนซนจากบอยกรุ๊ปน้องใหม่ FAVIQ (เฟ-วิค) ภายใต้สังกัด G’NEST ที่แค่รอยยิ้มก็ชนะใจแฟน ๆ ได้แบบไม่ต้องพยายาม ด้วยภาพลักษณ์ขี้เล่น มาดกวน และเอเนอจี้ที่ล้นเหลือเวลาอยู่กับเพื่อน ๆ แต่เบื้องหลังความสดใสนั้น เมื่อถึงเวลาขึ้นเวที บลิ้งค์กลับเปลี่ยนโหมดเป็นศิลปินที่จริงจัง ทุ่มเท และเปล่งประกายเสน่ห์บนสเตจได้อย่างน่าทึ่ง

ปัจจุบันบลิ้งค์มีอายุ 21 ปี และกำลังเดินหน้าความฝันในเส้นทางศิลปินอย่างเต็มตัว

ด้านการศึกษา บลิ้งค์เป็นนิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาเบนเข็มเข้าสู่วงการบันเทิงไทย และได้เป็นศิลปินฝึกหัดในสังกัดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ 

นอกจากนี้ยังมีพื้นฐานสายศิลปะการแสดงจากวิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง SCA (Superstar College of Arts) ที่ช่วยหล่อหลอมทักษะการแสดงและเพอร์ฟอร์แมนซ์ให้โดดเด่นตั้งแต่ยังไม่เดบิวต์ด้วย

หากย้อนดูเส้นทางที่ผ่านมา บลิ้งค์ไม่ใช่หน้าใหม่ธรรมดา เพราะเคยสร้างชื่อจากการคว้าชัยชนะในโครงการ Z-POP Dream และได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเดบิวต์ที่ประเทศเกาหลีใต้ในฐานะสมาชิกวง Z-BOY เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ร่วมกับสมาชิกจากอีก 6 ประเทศ นอกจากนี้ยังเคยเป็นพรีเซนเตอร์เครื่องดื่มคาลพิส แลคโตะ และมีผลงานการแสดงในซีรีส์วาย “LOVE STAGE!!” ในบท “บุ๊ค” ที่ทำให้แฟน ๆ เริ่มคุ้นหน้าคุ้นตากันมากขึ้น

เมื่อก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกวง FAVIQ บลิ้งค์ก็ยิ่งเผยตัวตนที่น่าสนใจมากขึ้น โดยเจ้าตัวนิยามตัวเองแบบน่ารัก ๆ ว่าเป็นคนที่มี “ดวงตาหวานที่สุดในวง” คล้ายกวางหรือกระต่าย ทำให้ดูขี้อ้อนและขี้เล่น แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้สายตาสื่ออารมณ์ได้อย่างทรงพลังจนถึงขั้น “ข่มขู่” ได้เช่นกัน

บลิ้งค์เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการเป็นศิลปินเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2018 จากการไปออดิชั่นที่ประเทศเกาหลีใต้ และยึดเป็นเส้นทางอาชีพมาจนถึงปัจจุบัน โดยจุดเด่นของเขาคือความสามารถในการเล่นสีหน้าและสายตาที่โดดเด่น รวมถึงสกิลพิเศษสุดคิวต์อย่าง “ขยับหูได้” ที่ทำเอาแฟน ๆ เอ็นดูไม่ไหว

สิ่งที่เขารักที่สุดในการเป็นศิลปินคือการได้ขึ้นแสดงบนเวที และได้เห็นผู้ชมรู้สึก “ว้าว” ไปกับโชว์ พร้อมทั้งได้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้คน ซึ่งเบื้องหลังความมั่นใจนั้น บลิ้งค์ยอมรับว่าเป็นคนที่มีความกังวลสูง แต่เขาเรียนรู้ที่จะดึงกำลังใจให้ตัวเองก่อนขึ้นเวที และใช้ความมั่นใจเข้ามาแทนที่ความกลัว จนวันนี้สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้มากขึ้น

ในมุมความฝัน บลิ้งค์เผยแบบจริงใจว่าอยากเป็นศิลปินระดับโลก Top Number One Billboard และมีโอกาสคว้ารางวัลแกรมมี่ รวมถึงการได้จัดคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ เพื่อทำให้ครอบครัวภูมิใจ 

ขณะที่บทบาทในวง เขามองว่าตัวเองคือ “แหล่งพลังงาน” ที่ช่วยสร้างสีสันและความสนุกให้กับเพื่อนๆ ในทีม

และอีกหนึ่งโมเมนต์ที่ทำเอาแฟนๆ ใจฟู คือคำขอบคุณที่เขาส่งถึงครอบครัว แม้จะเป็นคนขี้อายไม่ค่อยบอกรัก แต่ก็อยากใช้โอกาสนี้บอกว่า “รัก” พ่อกับแม่ ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในทุกก้าวของชีวิต

ใครที่เริ่มตกหลุมรักหนุ่มตาหวานเอเนอจี้ล้นคนนี้ สามารถติดตามผลงานของ “บลิ้งค์” ได้ที่ Instagram : blink._.np และร่วมเอาใจช่วย 8 หนุ่มบอยกรุ๊ป FAVIQ จากค่าย G’NEST ได้ทาง Instagram และ TikTok : @faviq_official 

บอกเลยว่านาทีนี้ ใครยังไม่รู้จัก…ต้องรีบทำความรู้จักแล้วน้าา

28 เมษายน 2493 วันคล้ายวันราชาภิเษกสมรส ‘ในหลวง ร.9 - สมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง’ นับเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทย ที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

28 เมษายน พ.ศ. 2493 วันคล้ายวันราชาภิเษกสมรส ‘ในหลวง รัชกาลที่ 9 – สมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง’ ครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย เพราะเป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 ทรงประกอบ พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ วังสระปทุม ก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเพียงหนึ่งสัปดาห์ และในวาระนั้นเอง ได้เกิดหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย เมื่อทั้งสองพระองค์ทรง ลงพระปรมาภิไธยและลงนามในสมุดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ด้วยพระองค์เอง อันนับเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยที่มีการจดทะเบียนสมรสอย่างเป็นทางการตามกฎหมายสมัยใหม่

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 วันดังกล่าวจึงเป็น ครบรอบ 76 ปี ของพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสครั้งประวัติศาสตร์นี้ ไม่ใช่เพียงในฐานะวันแห่งความรักและความผูกพันของทั้งสองพระองค์เท่านั้น แต่ยังเป็นวันสำคัญที่สะท้อนการผสานกันอย่างงดงามระหว่าง ราชประเพณีของสถาบันพระมหากษัตริย์ กับ ระเบียบกฎหมายของรัฐสมัยใหม่ ในสังคมไทย

ข้อมูลจากบันทึกพระราชพิธีระบุว่า พระราชพิธีมีขึ้นที่วังสระปทุม อันเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า โดยเมื่อใกล้ถึงเวลาพระฤกษ์ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ทรงนำหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ไปยังสถานที่ประกอบพระราชพิธี และในวาระสำคัญนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงลงพระปรมาภิไธย และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ลงนามในสมุดทะเบียนสมรส โดยมีราชสักขีร่วมในพิธีตามแบบแผนกฎหมายบ้านเมืองอย่างครบถ้วน

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้อยู่ตรงที่ ในอดีต พระราชพิธีอภิเษกสมรสของพระมหากษัตริย์ไทยมักดำเนินไปตาม พระราชประเพณี เป็นหลัก แต่พระราชพิธีในวันที่ 28 เมษายน 2493 ได้แสดงให้เห็นถึงก้าวสำคัญของสังคมไทยในยุคใหม่ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้อยู่แยกขาดจากพัฒนาการของกฎหมายและรัฐสมัยใหม่ หากแต่สามารถดำรงพระเกียรติยศแห่งราชประเพณีควบคู่กับกระบวนการทางกฎหมายของประเทศได้อย่างสง่างามและสมบูรณ์

หลังเสร็จพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ได้มี พระบรมราชโองการสถาปนา หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ โดยราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษลงวันที่ 28 เมษายน 2493 ระบุชัดว่า การประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสครั้งนั้นเป็นไปโดย “ถูกต้องตามกฎหมายและราชประเพณีโดยสมบูรณ์ทุกประการ” ก่อนมีพระบรมราชโองการให้ดำรงพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป

เมื่อมองในบริบทประวัติศาสตร์ พระราชพิธีครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของแผ่นดินไทย เพราะรัชกาลที่ 9 เสด็จนิวัตพระนครภายหลังการศึกษาในต่างประเทศ และอยู่ในช่วงเตรียมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ดังนั้น พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสเมื่อวันที่ 28 เมษายน จึงไม่ใช่เพียงพิธีส่วนพระองค์ หากยังเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่ประกอบขึ้นเป็นภาพใหญ่ของการเริ่มต้นรัชสมัยอย่างสมบูรณ์ ทั้งในมิติของราชวงศ์ พระราชพิธี และความชอบธรรมตามแบบแผนรัฐไทยสมัยใหม่

อีกด้านหนึ่ง วันดังกล่าวยังมีความหมายอย่างลึกซึ้งในความทรงจำของคนไทย เพราะตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษหลังจากนั้น ทั้งสองพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่กันอย่างต่อเนื่องในแทบทุกภูมิภาคของประเทศ พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในปี 2493 จึงถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะพิธีแห่งความเป็นสิริมงคลของราชวงศ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่ประชาชนชาวไทยได้เห็นเป็นรูปธรรมผ่านพระราชกรณียกิจนานัปการตลอดรัชสมัย

หากพิจารณาให้ลึกลงไป เหตุการณ์วันที่ 28 เมษายน 2493 ยังสะท้อนพัฒนาการสำคัญของสังคมไทยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ระเบียบแบบแผนของรัฐสมัยใหม่มากขึ้น การที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายด้วยพระองค์เอง จึงเป็นภาพแทนของการที่ สถาบันสูงสุดของชาติ สามารถดำรงพระเกียรติยศตามราชประเพณี พร้อมกับเคารพและรับรองกระบวนการของกฎหมายบ้านเมืองไปพร้อมกัน นี่คือรายละเอียดที่ทำให้พระราชพิธีครั้งนั้นมีคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์มากกว่าความเป็นพิธีการทั่วไป

ดังนั้น วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 จึงเป็นมากกว่าวันคล้ายวันราชาภิเษกสมรสของ ในหลวง รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หากแต่เป็นวันแห่งหน้าประวัติศาสตร์ไทย ที่แสดงให้เห็นทั้งความสง่างามของราชประเพณี ความสำคัญของกฎหมายสมัยใหม่ และการเริ่มต้นสายสัมพันธ์แห่งพระราชกรณียกิจอันยาวนานที่ผูกพันอยู่ในใจคนไทยทั้งชาติ


ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1034

24 เมษายน ของทุกปี กำหนดเป็น “วันเทศบาล” รากฐานการปกครองท้องถิ่น ย้อนรอยจุดเริ่มต้นการกระจายอำนาจของไทย สู่หมุดหมายประชาธิปไตยไทย

24 เมษายน “วันเทศบาล” จากรากฐานการปกครองท้องถิ่น สู่หมุดหมายสำคัญของประชาธิปไตยไทย

วันที่ 24 เมษายนของทุกปี เป็น “วันเทศบาล” ของไทย โดยมีที่มาจากการที่ พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พุทธศักราช 2476 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับเมื่อ 24 เมษายน 2477 ก่อนที่ต่อมากระทรวงมหาดไทยจะออกประกาศลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2532 กำหนดให้วันที่ 24 เมษายนของทุกปีเป็น “วันเทศบาล” อย่างเป็นทางการ เพื่อเชิดชูความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นรูปเทศบาล

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 ปีนี้จึงเป็น ครบ 37 ปีของการกำหนดวันเทศบาลอย่างเป็นทางการ นับจากประกาศกระทรวงมหาดไทยในปี 2532 และในอีกมิติหนึ่งก็ยังเป็น 92 ปีของการมีผลใช้บังคับของกฎหมายเทศบาล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองท้องถิ่นไทยยุคใหม่ด้วย

ความสำคัญของ “วันเทศบาล” ไม่ได้อยู่เพียงการรำลึกถึงวันสำคัญทางกฎหมายเท่านั้น แต่สะท้อนแนวคิดเรื่อง การกระจายอำนาจ อย่างชัดเจน เพราะเทศบาลคือรูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีองค์กรของตนเองในการดูแลบ้านเมือง แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน และร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนของตน แทนที่จะรอการสั่งการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

ประกาศกระทรวงมหาดไทยปี 2532 อธิบายความหมายของเทศบาลไว้อย่างน่าสนใจว่า นับตั้งแต่มีการปกครองท้องถิ่นรูปเทศบาลมานานกว่าครึ่งศตวรรษ เทศบาลได้ช่วยสร้างความเจริญให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นอย่างมาก ทั้งในด้านการ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข และที่สำคัญคือทำหน้าที่เป็น “กระบวนการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ด้วยตนเอง” ถ้อยคำนี้ทำให้เห็นชัดว่าเทศบาลไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงหน่วยงานบริการสาธารณะ แต่เป็นโรงเรียนประชาธิปไตยของสังคมไทยในระดับพื้นที่ด้วย

เมื่อมองในความหมายเชิงประวัติศาสตร์ การเกิดขึ้นของเทศบาลหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในยุคต้นประชาธิปไตยไทย สะท้อนความพยายามของรัฐในการวางระบบให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการบริหารบ้านเมืองมากขึ้น ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ และมีพื้นที่ในการตัดสินใจเรื่องท้องถิ่นของตนเองในระดับหนึ่ง

นั่นทำให้ “เทศบาล” มีความสำคัญเกินกว่าคำว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป เพราะเทศบาลคือจุดที่แนวคิดประชาธิปไตยสัมผัสชีวิตจริงของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนน ไฟฟ้า น้ำประปา การจัดการขยะ ตลาด การศึกษา สุขาภิบาล สวนสาธารณะ หรือการดูแลคุณภาพชีวิตในชุมชน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภารกิจที่ทำให้ประชาชนเห็นโดยตรงว่า การปกครองไม่ใช่เรื่องไกลตัว และการมีส่วนร่วมทางการเมืองเริ่มต้นได้จากระดับใกล้บ้านที่สุด

ในอีกด้านหนึ่ง วันเทศบาลยังเป็นเหมือนวันทบทวนบทบาทของผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงานเทศบาล และประชาชนในพื้นที่ ว่าการพัฒนาท้องถิ่นไม่ใช่ภาระของรัฐฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในชุมชนเอง ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ในประกาศกระทรวงมหาดไทยที่ต้องการให้วันเทศบาลเป็นเครื่องเตือนใจถึง ความรัก ความผูกพัน ความเสียสละ และความรับผิดชอบ ต่อท้องถิ่นของตน

หากอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด “วันเทศบาล” คือวันที่ชวนคนไทยมองกลับไปยังรากฐานของประชาธิปไตยในชีวิตประจำวัน เพราะประชาธิปไตยไม่ได้มีความหมายแค่การเลือกตั้งระดับชาติหรือการเมืองในรัฐสภาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการที่ประชาชนในแต่ละพื้นที่มีสิทธิ มีเสียง และมีส่วนร่วมในการจัดการบ้านเมืองของตนเองผ่านระบบท้องถิ่นด้วย

ดังนั้น วันที่ 24 เมษายน จึงเป็นมากกว่าวันสำคัญเชิงพิธีการ หากเป็นหมุดหมายที่ย้ำให้เห็นว่า การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และประชาธิปไตยที่มั่นคงต้องหยั่งรากจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับฐานรากก่อนเสมอ เทศบาลจึงไม่ใช่เพียงหน่วยงานบริหารเมืองหรือชุมชน แต่คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่หล่อเลี้ยงระบอบประชาธิปไตยไทยให้เติบโตจากพื้นฐานของสังคมจริง

ที่มา : https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2477/A/82.PDF?

22 เมษายน ของทุกปี ‘องค์การสหประชาชาติ’ กำหนดให้เป็น 'วันคุ้มครองโลก' หวังให้ผู้คนร่วมตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม เริ่มรณรงค์ในไทยปี 2533

22 เมษายน ของทุกปี เป็น ‘วันคุ้มครองโลก’ (Earth Day) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ United Nations Environment Program (UNEP) เพื่อให้ผู้คนบนโลกได้ตระหนักถึงการกระทำต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในธรรมชาติ

ทั้งนี้ ผู้ที่ริเริ่มแนวคิดนี้เป็นคนแรกคือ เกย์ลอร์ด เนลสัน สมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา โดยในปี พ.ศ. 2505 เกย์ลอร์ด เนลสัน ได้ขอให้ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ หยิบยกเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้เห็นด้วย และได้ออกทัวร์ทั่วประเทศเป็นเวลา 5 วัน 11 รัฐในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2506 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการริเริ่ม ‘วันคุ้มครองโลก’

ต่อมา เนลสัน ได้ผลักดันให้มีการชุมนุม แสดงความคิดเห็นเรื่องสิ่งแวดล้อมในระดับประชาชนทั่วประเทศ ทำให้เกิดเป็นกระแสตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปทั่วสหรัฐอเมริกา จากนั้นในวันที่ 22 เมษายน ประชาชนชาวอเมริกันกว่า 20 ล้านคน ได้พร้อมใจกันชุมนุม เพื่อประท้วงการเพิ่มขึ้นของมลภาวะ และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นโลก ซึ่งผลจากการชุมนุมก่อให้เกิดการออกพระราชบัญญัติแก้ไขมลพิษในอากาศของสหรัฐอเมริกา และมีการจัดตั้งสำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น จนในที่สุดกำหนดให้วันที่ 22 เมษายนของทุกปีเป็น ‘วันคุ้มครองโลก’ (Earth Day) 

สำหรับในประเทศไทย ได้มีการจัดให้มีการรณรงค์วันคุ้มครองโลกขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2533 โดยโรงเรียนสอนภาษาสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา และในปี พ.ศ. 2533 ถือเป็นยุคเริ่มต้นของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หลังจากที่ นายสืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กระทำอัตวินิบาตกรรม อาจารย์และนักศึกษารวม 16 สถาบันได้จัดงานวันคุ้มครองโลกขึ้นเพื่อรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญของป่า และตระหนักถึงวิกฤตการณ์ทำลายสัตว์ป่าและป่าไม้ของประเทศไทย

ที่มา : https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C/194596

19 เมษายน 2509 ‘ในหลวง ร.9’ ทรงแล่นเรือใบ “เวคา” ข้ามอ่าวไทย พระองค์ทรงเรือใบด้วยลำพังตลอด 17 ชั่วโมงเต็ม แสดงพระวิริยะอุตสาหะและความอดทนเหนือชั้น เป็นต้นแบบของกีฬาเรือใบไทยและแรงบันดาลใจ

19 เมษายน พ.ศ. 2509 ‘ในหลวง ร.9’ ทรงแล่นเรือใบ ‘เวคา’ ด้วยลำพังพระองค์เอง ข้ามอ่าวไทยสู่หาดเตยงาม พระราชกรณียกิจแห่งความเพียรและพระอัจฉริยภาพด้านกีฬาเรือใบ

วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2509 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 ทรงแล่นเรือใบประเภทโอเคนามว่า “เวคา” จาก พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ข้ามอ่าวไทยไปยัง อ่าวนาวิกโยธิน หาดเตยงาม อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ด้วยลำพังพระองค์เอง โดยทรงออกเดินทางเวลา 04.28 น. และเสด็จถึงฝั่งเวลา 21.28 น. รวมใช้เวลาถึง 17 ชั่วโมง ตลอดระยะทาง 60 ไมล์ทะเล หรือราว 111 กิโลเมตร

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จทางกีฬา หากยังเป็นภาพสะท้อนพระวิริยะอุตสาหะ พระราชหฤทัยอันแน่วแน่ และพระอัจฉริยภาพด้านกีฬาเรือใบของรัชกาลที่ 9 อย่างชัดเจน เพราะการแล่นเรือใบเดี่ยวข้ามอ่าวไทยในทะเลเปิดเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยทั้งทักษะ ความแม่นยำในการอ่านลมและคลื่น ความแข็งแรงของพระวรกาย และความอดทนอย่างสูงยิ่ง

เรือใบ “เวคา” ที่พระองค์ทรงใช้ในครั้งนั้น เป็นเรือใบประเภท OK dinghy ขนาดประมาณ 13 ฟุต ซึ่งเป็นเรือใบขนาดเล็กและต้องควบคุมอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา กองทัพเรือระบุว่า พระองค์ทรงเรือใบเพียงลำพัง โดยมีเรือตามเสด็จเพียง 3 ลำเท่านั้น คือเรือของ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เรือของ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช และเรือของ พลเรือโท สนอง นิสาลักษณ์ สะท้อนว่าหัวใจหลักของภารกิจครั้งนี้คือการทรงควบคุมเรือด้วยพระองค์เองตลอดเส้นทาง

ความยิ่งใหญ่ของเหตุการณ์นี้อยู่ตรงที่ เส้นทางจากหัวหินสู่สัตหีบไม่ใช่การแล่นเรือในอ่าวปิดหรือการซ้อมใกล้ฝั่ง แต่เป็นการข้ามอ่าวไทยจริงในสภาพทะเลจริง ต้องเผชิญทั้งคลื่น ลม แดด และความแปรปรวนของสภาพอากาศตลอดทั้งวัน เว็บไซต์กองทัพเรือย้ำว่า พระราชกรณียกิจครั้งนี้เป็นแบบอย่างของ ความเพียร ความอดทน และความมุ่งมั่น ที่ประชาชนควรน้อมนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะที่สื่อร่วมสมัยและบทความรำลึกต่างยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่แสดงพระปรีชาสามารถด้านกีฬาเรือใบได้เด่นชัดที่สุดครั้งหนึ่งของพระองค์

รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านกีฬาเรือใบมาอย่างยาวนาน พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยกีฬาเรือใบอย่างจริงจัง ทรงออกแบบและต่อเรือเองหลายลำ และทรงมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาวงการเรือใบไทยในระดับประเทศและนานาชาติ เหตุการณ์วันที่ 19 เมษายน 2509 จึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลจากพระราชประสบการณ์และพระราชวิริยะอันต่อเนื่องในกีฬาประเภทนี้ จนพระองค์ได้รับการยกย่องในเวลาต่อมาว่าเป็น “ราชานักกีฬาเรือใบ” ของไทย

ปลายทางของการเสด็จครั้งนั้นคือ อ่าวนาวิกโยธิน หาดเตยงาม ในพื้นที่หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน สัตหีบ ซึ่งทำให้เหตุการณ์นี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างมากต่อกองทัพเรือไทย หลังเสด็จถึงฝั่ง พระองค์ยังทรงนำ ธงราชนาวิกโยธิน ไปปักไว้เหนือยอดก้อนหินบริเวณชายหาดแห่งนั้น กองทัพเรือมองว่าเป็นเหตุการณ์ทรงเกียรติและเป็นหลักฐานแห่งพระวิริยอุตสาหะที่ควรค่าแก่การจดจำสืบไป

ในแง่ประวัติศาสตร์กีฬา เหตุการณ์นี้ยังกลายเป็นต้นแบบของกิจกรรมเรือใบข้ามอ่าวไทยในเวลาต่อมา กองทัพเรือและสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ได้นำเส้นทางนี้กลับมาจัดเป็นการแข่งขันและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติหลายครั้ง รวมถึงมหกรรมกีฬาเรือใบเฉลิมพระเกียรติในปี 2567 ซึ่งระบุชัดว่าจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงการที่รัชกาลที่ 9 ทรงแล่นใบจากหัวหินมายังอ่าวนาวิกโยธินเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2509

เมื่อมองให้ลึกกว่าความสำเร็จเชิงกีฬา การทรงเรือใบข้ามอ่าวไทยครั้งนี้ยังสะท้อนพระราชลักษณะสำคัญของรัชกาลที่ 9 คือการทรงลงมือปฏิบัติจริงด้วยพระองค์เอง ไม่ว่าจะเป็นงานพัฒนาประเทศ งานด้านวิทยาศาสตร์ การชลประทาน ดนตรี หรือกีฬา พระองค์ทรงแสดงให้เห็นเสมอว่า ความรู้ ความชำนาญ และความสำเร็จเกิดจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและความเพียรที่ไม่ย่อท้อ เหตุการณ์ “เวคา” จึงกลายเป็นมากกว่าความทรงจำของคนรักเรือใบ แต่เป็นบทเรียนแห่งความพยายามที่จับต้องได้จริงในประวัติศาสตร์ไทย

ดังนั้น วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2509 จึงไม่ใช่เพียงวันหนึ่งในพระราชประวัติของรัชกาลที่ 9 แต่เป็นวันแห่งพระเกียรติยศ ที่คนไทยได้ประจักษ์ชัดถึงพระอัจฉริยภาพด้านกีฬาเรือใบและพระวิริยะอันหาตัวจับยากของพระองค์ การทรงแล่นเรือใบ “เวคา” ข้ามอ่าวไทยด้วยลำพังพระองค์เองตลอด 17 ชั่วโมง จากหัวหินสู่หาดเตยงาม จึงยังคงเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ทรงพลัง และเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยระลึกถึงความหมายของความมุ่งมั่น ความอดทน และการไปให้ถึงเป้าหมายด้วยกำลังของตนเองเสมอ

ที่มา : https://www.navy.mi.th/kookzcwxgtzb?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top