Tuesday, 14 July 2026
LITE

20 มีนาคม 2280 วันคล้ายวันพระราชสมภพ ‘พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช’ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี บูรพมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสยามประเท

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระนามเดิม ด้วง หรือ ทองด้วง เป็นบุตรพระอักษรสุนทร (ทองดี) ข้าราชการกรมอาลักษณ์ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เสนาบดีกรมพระคลังในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กับท่านหยก ธิดาเศรษฐีจีน มีพระบรมราชสมภพเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2280 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

ต่อมาได้ทรงรับราชการเป็นมหาดเล็กในเจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต จนพระชนมพรรษาครบ 21 พรรษา ได้ทรงผนวช ณ วัดมหาทลายพรรษาหนึ่ง หลังจากทรงลาผนวชแล้วทรงกลับเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กหลวงอีกครั้ง ครั้นพระชนมพรรษาได้ 25 พรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสุริยาศน์อมรินทร์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหลวงยกกระบัตร ออกไปรับราชการที่เมืองราชบุรี

ต่อมาในปี พ.ศ. 2311 หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้เสด็จเข้ามารับราชการในกรุงธนบุรี ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระราชวรินทร์ ในกรมพระตำรวจหลวง ได้โดยเสด็จสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไปปราบก๊กต่าง ๆ จนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์ จางวางกรมพระตำรวจ ต่อจากนั้นทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้เป็นแม่ทัพไปปราบหัวเมืองต่าง ๆ หลายครั้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบำเหน็จความชอบให้เป็นพระยายมราช และทรงทำหน้าที่สมุหนายกด้วย

ในปีต่อมาทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าพระยาจักรี ที่สมุหนายก และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก รับพระราชทานเครื่องยศอย่างเจ้าต่างกรม ครั้น พ.ศ. 2324 ได้เกิดเหตุจลาจลขึ้นในกรุงธนบุรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกต้องยกทัพกลับจากเขมรเพื่อปราบจลาจล และได้ขึ้นปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ขณะที่มีพระชนมายุได้ 46 พรรษา

ทั้งนี้ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีราชธานีเดิมที่อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยามายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระองค์โปรดให้สร้างพระราชวังหลวงและโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรมาประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉลองสมโภชพระนครเป็นเวลา 3 วัน ครั้งเสร็จการฉลองพระนครแล้ว พระองค์พระราชทานนามพระนครแห่งใหม่ให้ต้องกับนามพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรว่า ‘กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์’ หรือเรียกอย่างสังเขปว่า ‘กรุงเทพมหานคร’

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว พระองค์ทรงมีพระราชกรณีกิจที่สำคัญยิ่ง คือ การป้องกันราชอาณาจักรให้ปลอดภัยและทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยอันเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา การที่ไทยสามารถปกป้องการรุกรานของข้าศึกจนประสบชัยชนะทุกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพระองค์ในการบัญชาการรบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามกับพม่าใน พ.ศ. 2328 ที่เรียกว่า ’สงครามเก้าทัพ‘ นอกจากนี้พระองค์ยังพบว่ากฎหมายบางฉบับที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยาไม่มีความยุติธรรม จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการตรวจสอบกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด เสร็จแล้วให้เขียนเป็นฉบับหลวง 3 ฉบับ ประทับตราราชสีห์ คชสีห์ และบัวแก้วไว้ทุกฉบับ เรียกว่า ’กฎหมายตราสามดวง‘ สำหรับใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงรับการยกย่องเป็น 1 ใน 8 สมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในประเทศไทย พระองค์ทรงได้รับพระราชสมัญญานามว่าเป็น มหาราช เพราะทรงได้รับชัยชนะจากสงครามเก้าทัพนั่นเอง

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2352 พระชนมพรรษาได้ 73 พรรษา

ที่มา : https://th.m.wikipedia.org/wiki/พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
https://www.sac.or.th/databases/thailitdir/cre_det.php?cr_id=109

อาลัย “เหน่ง เหม่งจ๋าย” จากไปอย่างสงบ ในวัย 47 ปี หลังต่อสู้กับโรคร้าย ท่ามกลางความอาลัยของคนบันเทิง ทิ้งไว้เพียงผลงานและรอยยิ้มในความทรงจำ

วงการตลกเศร้า “เหน่ง เหม่งจ๋าย” เสียชีวิตในวัย 47 ปี หลังป่วยโรคตับแข็งและมะเร็งตับระยะสุดท้าย

นับเป็นอีกหนึ่งความสูญเสียของวงการบันเทิงไทย เมื่อ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” ตลกชื่อดัง ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 47 ปี ท่ามกลางความอาลัยของครอบครัว เพื่อนพ้อง และแฟน ๆ ที่เคยติดตามผลงานสร้างเสียงหัวเราะของเขามาโดยตลอด

มีรายงานว่า “เหน่ง เหม่งจ๋าย” จากไปด้วยโรคตับแข็ง และมะเร็งตับระยะสุดท้าย หลังจากเข้ารับการรักษาอาการป่วยอย่างเร่งด่วนที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 19 มีนาคม 2569

หลังข่าวการจากไปเผยแพร่ออกไป บรรดาเพื่อนในวงการตลกต่างออกมาโพสต์ข้อความแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ “นาย เดอะคอมมีเดียน” ที่โพสต์ข้อความไว้อาลัยว่า
“หลับให้สบายนะครับพี่ชาย พี่เหน่ง เหม่งจ๋าย ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวด้วยนะครับ #RIP #เหน่งเหม่งจ๋าย”

สำหรับ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” หรือชื่อจริง “อาทิตย์ มีมาก” เป็นตลกคาเฟ่และนักแสดงที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมมาอย่างยาวนาน เขาเป็นที่รู้จักจากผลงานการแสดงตลกในรายการวาไรตี้ชื่อดังอย่าง บริษัท ฮาไม่จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำให้ผู้ชมจำนวนมากจดจำบุคลิกและสไตล์การแสดงอันเป็นเอกลักษณ์ได้เป็นอย่างดี

นอกจากผลงานด้านตลกแล้ว เหน่ง เหม่งจ๋าย ยังมีผลงานด้านการแสดงภาพยนตร์ โดยเฉพาะในเรื่อง แดงพระโขนง (2022) ที่เขารับบท “ไอ้ไม้” และได้รับการพูดถึงจากผู้ชมไม่น้อย

การจากไปของ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการสูญเสียบุคลากรคุณภาพอีกคนหนึ่งของวงการบันเทิงไทย ที่เคยฝากทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และผลงานไว้ในความทรงจำของแฟน ๆ อย่างไม่มีวันลืม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10176504

19 มีนาคม 2534 ในหลวง ร. 9 มีพระราชดำริทำฝายในลำน้ำปาย ก่อกำเนิด 4 โครงการชลประทาน จ.แม่ฮ่องสอน ทอดพระเนตรโครงการน้ำ-เกษตร ชี้แนวทางอนุรักษ์พันธุ์ปลา

วันนี้เมื่อ 34 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินจากเรือนประทับแรม ศูนย์พัฒนาปางตอง โครงการตามพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปยังศูนย์โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปาย ตามพระราชดำริ ตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ทั้ง 3 พระองค์ทรงพระดำเนินไปทอดพระเนตรกิจกรรมของสำนักงานประมงน้ำจืดจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แก่ โครงการเพาะขยายพันธุ์เขียดแลว ซึ่งได้ทดลองการเพาะขยายพันธุ์เขียดแลวโดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติและโดยวิธีผสมเทียม นอกจากนั้น ยังได้ดำเนินการอนุรักษ์พันธุ์ปลาน้ำจืดที่มีถิ่นอาศัยในแม่น้ำปาย ได้แก่ ปลาพลวงหิน ปลาช่อนงูเห่า ปลาสะแงะ ปลากดหัวเสียม ปลาหม่นสร้อย และปลาสลาด ตลอดจนหาวิธีแพร่ขยายพันธุ์ปลาดังกล่าวเพื่อให้เป็นแหล่งอาหารโปรตีนของราษฎรท้องถิ่นในอนาคต
จากนั้น ทอดพระเนตรแผนงานโครงการปรับปรุงพันธุ์โค พันธุ์สัตว์ปีก พันธุ์แพะ โครงการฝึกอบรมเกษตรด้านการเลี้ยงสัตว์ โครงการธนาคารโค – กระบือ และโครงการปรับปรุงพืชอาหารสัตว์ เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรแปลงขยายพันธุ์โครงการปลูกกุหลาบตามพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมศูนย์ประสานงานโครงการตามพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อทอดพระเนตรงานของกรมวิชาการเกษตร ได้แก่ เรือนเพาะชำกล้าไม้ และแปลงรวบรวมและศึกษาพันธุ์แมคคาเดเมียนัท ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ปลูกพืชไร่ล้มลุกอื่นๆ แซมระหว่างแถวแมคคาเดเมีย ซึ่งจะทำให้บริเวณนั้นสวยงามมากขึ้น และเมื่อทรงทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ทรงรับสั่งให้กรมชลประทานหาน้ำมาให้ และเมื่อมีน้ำพอเพียงแล้วให้กรมวิชาการเกษตรนำไม้ผลไปปลูกบริเวณเชิงเขาด้วย จะทำให้บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมกันนี้ทรงขอให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการให้เป็นตัวอย่างแก่หน่วยงานราชการอื่น และเกษตรกรต่อไป จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปลูกต้นมะคาเดเมีย ไว้หนึ่งต้นด้วย

จากนั้นทอดพระเนตรงานกรมพัฒนาที่ดิน ได้แก่ วิธีอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นลาดเขาโดยวิธีทางพืช กับแผนที่แสดงชุดดินเพื่อการปลูกพืชเศรษฐกิจในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังริมฝั่งแม่น้ำปาย ในโอกาสนี้ พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการก่อสร้างฝายทดน้ำในลำน้ำปาย ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการทดน้ำขึ้นระดับสูง โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าพลังน้ำทั้งทางด้านฝั่งขวาและฝั่งซ้ายของลำน้ำ เพื่อสูบน้ำขึ้นไปใช้ประโยชน์ในการเร่งรัดการปลูกป่าทดแทนบนภูเขาบริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำขนาดเล็กตามพระราชดำริต่าง ๆ ในบริเวณนั้น
นอกจากนั้น ฝายดังกล่าวยังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้งานภายในศูนย์ท่าโป่งแดง ตลอดจนใช้ในกิจกรรมสูบน้ำส่งขึ้นไป บนพื้นที่สูง

ต่อจากนั้นได้ เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาล่วงหน้า พร้อมด้วยในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อทอดพระเนตรกิจกรรมของกลุ่มศิลปาชีพ ตลอดจนทรงเยี่ยมราษฎรที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ ณ บริเวณนั้น ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานถุงของขวัญแก่นายอำเภอและหัวหน้ากิ่งอำเภอ เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ราษฎรที่ยากจนต่อไป

*หมายเหตุ ในวันที่ 19 มีนาคม 2534 แนวพระราชดำริที่พระราชทานให้กับกรมชลประทานนั้นทำให้เกิดโครงการชลประทานเพิ่มอีก 4 โครงการคือ
1)ฝายแม่สร้อยเงินพร้อมระบบส่งน้ำบ้านนาป่าแปก 2) ฝายบ้านห้วยเดื่อ 3) อ่างเก็บน้ำนากระจงบ้านห้วยเดื่อ 4) ฝายแก่นฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ ตําบลห้วยโป่ง

ตำนานเพลงไทย!! ‘ป๊อด Moderndog’ คว้ารางวัล Best Music Video of the Year ตอกย้ำตำนานเพลงไทยไร้กาลเวลา เพลง 'บุษบา' ยังฮิตคลาสสิก เจนใหม่ร้องได้เต็มเสียง

"ป๊อด Moderndog" ศิลปินระดับตำนานของวงการเพลงไทย ประกาศความสำเร็จครั้งใหม่ด้วยการคว้ารางวัล Best Music Video of the Year จากงาน TOTY AWARDS SHINING FORWARD THAI MUSIC 2025 ที่สามย่านมิตรทาวน์ ผลงานมิวสิกวิดีโอที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง "เพื่อนสนิท" กลับมาอีกครั้ง พร้อมเรียกเสียงชื่นชมจากแฟนเพลงทุกเจนเนอเรชัน

"วันนี้ได้มารับรางวัล Best Music Video of the year จาก Toty Music Award ก็ดีใจมากครับ เพราะว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่พวกเราตั้งใจมาก ทั้งตัวเพลงเอง และทางผู้กำกับกับครีเอทีฟ คือคุณพีท ทสร" ป๊อดกล่าวในงาน พร้อมเล่าถึงการตอบรับที่ดีจากแฟนเพลงในโลกโซเชียล

ป๊อดเผยว่าเพลงของ Moderndog เป็นเพลิงไร้กาลเวลาที่เด็กๆ เจนใหม่ยังร้องได้ เช่น เพลง "บุษบา" ที่เจนใหม่ร้องได้หมดจนเขาถึงขั้นบันทึกภาพเป็นที่ระลึก รวมถึงเตรียมปล่อยมิวสิกวิดีโอตัวใหม่ "The Oath" ที่ร่วมกับ 'บอย โกสิยพงษ์' ในรูปแบบแอนิเมชัน พร้อมเตรียมคอนเสิร์ตใหญ่ในเดือนพฤษภาคมนี้

"รู้สึกดีครับที่เพลงเรามัน Timeless (ไร้กาลเวลา)...เราจะทำมันให้เหมือนเป็นครั้งแรก เพื่อให้เขาได้ฟังอย่างมีความสุขครับ" ป๊อดกล่าวเสริมถึงความตั้งใจดูแลสุขภาพตัวเองเพื่อพร้อมถ่ายทอดความสุขในคอนเสิร์ตที่จะถึง

จากความสำเร็จและพลังดนตรีที่ยังคงสดใหม่ ป๊อด Moderndog ยืนยันว่าเขายังคงเดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจและความสุขให้แฟนเพลงทุกวัยอย่างต่อเนื่องในปี 2026 นี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10175510

ณเดชน์-แบมแบม ปลุกเวที ดันเนสกาแฟสูตรใหม่เต็มสูบ แฟนคลับาร่วมกว่า 1,200 คน โชว์เพลง "ไปอีก Ready For MORE" เกมและกิจกรรมสุดสนุกเต็มอิ่ม

ณเดชน์ และ แบมแบม ร่วมเป็นดูโอแบรนด์แอมบาสเดอร์ในงานใหญ่เปิดตัว "เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ริช อโรมา สูตรใหม่" ณ เวทีมวยราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็ว ๆ นี้ สร้างประสบการณ์ดื่มกาแฟรูปแบบ Immersive Experience 360 องศาแก่แฟนคลับและคอกาแฟกว่า 1,200 ราย

ภายในงาน ณเดชน์ และ แบมแบม ร่วมแสดงโชว์เพลงพิเศษ "ไปอีก (Ready For MORE)" ซึ่งแต่งและโปรดิวซ์โดยแบมแบม พร้อมเกม "จังหวะอร่อยลงตัว" และกิจกรรม "กำกับกาแฟ" ที่มีความสนุกสนานเกิดขึ้นท่ามกลางแฟนคลับ นอกจากนี้ยังมีแขกรับเชิญพิเศษอย่าง นินิว และ คริสติน่า แซ่แต้ มาร่วมเติมสีสันให้บรรยากาศอบอุ่นและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ

“งานครั้งนี้ถือเป็นโมเมนต์พิเศษที่ทุกคนจะได้สัมผัสความสนุกและรสชาติกาแฟแบบใหม่ไปพร้อม ๆ กัน” แบมแบม กล่าวผ่านเวที ณ เวลานั้น ก่อนร่วมกิจกรรมถ่ายภาพคู่แฟนคลับอย่างใกล้ชิดและปิดงานด้วยโชว์สุดพิเศษจากทั้งคู่

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ณเดชน์และแบมแบมร่วมงานโฆษณากาแฟ พวกเขาได้ใช้โอกาสนี้เสริมสร้างภาพลักษณ์ร่วมกับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตั้งเป้าดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยมีกิจกรรมที่เน้นสร้างประสบการณ์ตรงและความเชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9878586/

16 มีนาคม 1926 ‘โรเบิร์ต ก็อดเดิร์ด’ ทดสอบจรวดลำแรกของโลก ที่ใช้เชื้อเพลิงเหลว สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก บินสั้นแต่เปลี่ยนยุคอวกาศ จากทุ่งโล่งสู่ดาวเทียมและยานสำรวจ

วันประวัติศาสตร์ “จรวดเชื้อเพลิงเหลว” ลำแรกของโลกพุ่งขึ้นฟ้า — จุดเริ่มยุคอวกาศสมัยใหม่
วันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1926 (พ.ศ. 2469) ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ว่าเป็นวันที่มนุษยชาติ “ก้าวข้ามข้อจำกัดของจรวดแบบเดิม” เมื่อ โรเบิร์ต เอช. ก็อดดาร์ด (Robert H. Goddard) นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ยิงทดสอบ จรวดเชื้อเพลิงเหลว สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก แม้การบินจะกินเวลาเพียงไม่กี่วินาทีและสูงแค่ระดับ “บ้านสองชั้น” แต่ความหมายของมันใหญ่กว่านั้นมาก—เพราะมันคือประตูบานแรกของเทคโนโลยีจรวดสมัยใหม่ที่พาโลกไปสู่ยุคดาวเทียม ยานอวกาศ และการสำรวจจักรวาล


ทำไม “เชื้อเพลิงเหลว” ถึงเปลี่ยนเกม
ก่อนหน้าก็อดดาร์ด จรวดที่คนรู้จักส่วนใหญ่ใช้ เชื้อเพลิงแข็ง (เช่น ดินปืน) ซึ่งให้แรงขับได้ก็จริง แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ ควบคุมได้ยาก และ ประสิทธิภาพไปได้ไม่ไกล พูดง่าย ๆ คือ “จุดแล้ววิ่ง” เปลี่ยนไม่ได้มากนักระหว่างทาง
แต่แนวคิดของก็อดดาร์ดต่างออกไป เขาเชื่อว่า ถ้าจะสร้างจรวดที่ไปได้ไกลพอสำหรับชั้นบรรยากาศสูง ๆ หรือแม้แต่อวกาศ จำเป็นต้องใช้ระบบที่ ปรับการจ่ายเชื้อเพลิงได้ และ ควบคุมแรงขับได้ ซึ่งเชื้อเพลิงเหลวตอบโจทย์นั้น เพราะสามารถ “ไหลเข้าเครื่องยนต์” ได้ตามอัตราที่กำหนด ทำให้ควบคุมพลังและการเผาไหม้ได้ละเอียดกว่า


จรวดลำแรกหน้าตาไม่เหมือนในหนัง
การยิงทดสอบในวันนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่โล่งชนบทของรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐฯ จรวดของก็อดดาร์ดไม่ใหญ่โต ไม่สง่างามแบบจรวดยุคใหม่ และยังมีการจัดวางที่คนปัจจุบันเห็นแล้วอาจงง—เพราะเขาออกแบบให้ เครื่องยนต์อยู่ด้านบน ขณะที่ถังเชื้อเพลิงและออกซิไดเซอร์อยู่ด้านล่าง เพื่อช่วยเรื่องเสถียรภาพตามความเข้าใจในเวลานั้น


เชื้อเพลิงที่ใช้เป็น น้ำมันเบนซิน และตัวช่วยเผาไหม้สำคัญคือ ออกซิเจนเหลว (LOX) ซึ่งเป็นหัวใจของจรวดเชื้อเพลิงเหลว เพราะทำให้จรวด “พกอากาศ” ไปเผาไหม้เองได้ ไม่ต้องพึ่งออกซิเจนจากภายนอกเหมือนเครื่องยนต์ทั่วไป
บินแค่ “สั้น ๆ” แต่พิสูจน์ว่าไปต่อได้


ผลการทดสอบครั้งแรกนั้นสั้นมาก—ใช้เวลาประมาณ 2–3 วินาที สูงราว ไม่กี่สิบฟุต และตกลงไม่ไกลจากจุดยิง แต่ความสำเร็จที่แท้จริงคือ “มันบินได้จริง” และที่สำคัญคือบินด้วย ระบบเชื้อเพลิงเหลว ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกยังไม่เคยทำได้มาก่อน
ในแง่วิศวกรรม นี่คือการพิสูจน์พร้อมกันหลายเรื่อง:
การจ่ายเชื้อเพลิงเหลวเข้า “ห้องเผาไหม้” ทำงานได้
การจุดระเบิดและการเผาไหม้คุมได้พอให้เกิดแรงขับต่อเนื่อง
โครงสร้าง ระบบท่อ วาล์ว และการจัดการของเหลวที่อันตรายอย่างออกซิเจนเหลว “พอใช้งานจริง”
เมื่อพิสูจน์ได้ว่า “หลักการถูกต้อง” ขั้นต่อไปก็ไม่ใช่คำถามว่า “ทำได้ไหม” แต่กลายเป็น “ทำให้ใหญ่ขึ้น เสถียรขึ้น ไปได้ไกลขึ้นอย่างไร”
จากทุ่งโล่งสู่ยุคดาวเทียม: ผลสะเทือนที่ยาวนาน


เหตุผลที่ 16 มีนาคม 1926 สำคัญมาก เพราะเทคโนโลยีจรวดเชื้อเพลิงเหลวคือรากฐานของแทบทุกอย่างที่ตามมา:
จรวดส่งดาวเทียมขึ้นวงโคจร
ยานอวกาศสำรวจดวงจันทร์และดาวเคราะห์
เทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน
หากไม่มี “ก้าวเล็ก ๆ” วันนั้น โลกอาจต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีหลักฐานชัดว่าเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงเหลวใช้งานได้จริง และเส้นทางสู่ยุคอวกาศอาจช้าลงไปอีกหลายสิบปี


บทสรุป: 2.5 วินาทีที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์
16 มีนาคม 1926 คือวันแห่ง “การเริ่มต้น” อย่างแท้จริง—ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่แบบภาพจรวดทะยานขึ้นฟ้าพร้อมเสียงกึกก้อง แต่เป็นชัยชนะของความคิด วิศวกรรม และความกล้าลองของนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ที่ทำให้มนุษย์รู้ว่า “เราสร้างเครื่องมือพาออกจากโลกได้จริง”
.
ที่มา : https://www.nextwider.com/robert-goddard-first-liquid-fueled-rocket/

เคมีลงตัว!! “ณเดชน์” จับมือ “แบมแบม” เสิร์ฟเคมีใหม่ เปิดตัวเพลงพิเศษพร้อมโชว์ครั้งแรก จัดเต็มทั้งเพลงและโชว์ ปิดประสบการณ์ใหม่ให้คอกาแฟ

(13 มี.ค. 69) ณเดชน์ และ แบมแบม รวมพลังครั้งแรกในฐานะดูโอแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ "เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ริชอโรมา สูตรใหม่" พร้อมปล่อยซิงเกิลพิเศษ "ไปอีก (Ready for MORE)" ที่จะเปิดให้ฟังอย่างเป็นทางการ

ณเดชน์ กล่าวถึงการทำงานร่วมกับ แบมแบม ว่า "วันนี้ตื่นเต้นมากครับ ที่มีโอกาสได้มาอัดเพลงกับแบมแบม และได้ทำงานแบบใกล้ชิดกัน ต้องบอกเลยว่าน้องเก่งมากและมีเอเนอร์จี้ตลอด ระหว่างทำงานก็สนุกและเป็นมืออาชีพมากครับ"

ขณะที่ แบมแบม เผยความรู้สึกว่า "ผมดีใจมากครับที่ได้ร่วมงานกับพี่ณเดชน์ ตอนเข้าห้องอัดจริง ๆ ก็รู้สึกประทับใจมาก เพราะพี่ณเดชน์อาจจะไม่ได้ร้องสไตล์นี้ แต่พี่ณเดชน์ทำออกมาได้ดีมากๆ เลยอยากให้ทุกคนรอฟังเพลง 'ไปอีก (Ready for MORE)' กันนะครับ" โดยทั้งคู่จะจัดโชว์ Live Performance ครั้งแรกในงานที่เวทีมวยราชดำเนินวันที่ 15 มีนาคมนี้ ภายใต้แนวคิด “เพิ่มกาแฟ เติมนม อร่อยไปอีก” ที่มาพร้อมกับแสงสีเสียงสุดอลังการ

ความร่วมมือของสองซูเปอร์สตาร์ชาวไทยในงานนี้สร้างสรรค์ประสบการณ์ดื่มกาแฟรูปแบบใหม่ผ่านเพลงและการแสดงที่ลงตัว นับเป็นการผนึกกำลังที่น่าจับตามองในวงการบันเทิงและการตลาดแบรนด์กาแฟไทยในปีนี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10169703

13 มีนาคม ของทุกปี “วันช้างไทย” รำลึกสัตว์คู่แผ่นดิน ชวนคนไทยร่วมอนุรักษ์ ยกระดับสวัสดิภาพช้างอย่างจริงจัง ย้ำช้างไม่ใช่พร็อพท่องเที่ยว

(13 มี.ค. 69) ทุกวันที่ 13 มีนาคมของทุกปี คือ "วันช้างไทย" ซึ่งเป็นวันรำลึกและตระหนักถึงคุณค่าของช้างในฐานะสัตว์คู่แผ่นดินและสัญลักษณ์สำคัญของชาติ งานนี้จัดขึ้นเพื่อให้คนไทยหันมาคิดจริงจังเกี่ยวกับการอนุรักษ์และสวัสดิภาพของช้างทั้งในธรรมชาติและในพื้นที่เลี้ยงดู

"วันช้างไทย" ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2540 โดยเลือกวันที่ 13 มีนาคม เพื่อสะท้อนถึงสถานะแห่งชาติของช้างและส่งเสริมการอนุรักษ์ในภาพรวมที่ยั่งยืน

ช้างในประเทศไทยมีบทบาทสำคัญทั้งในประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับช้างอย่างแนบแน่น ทว่า พื้นที่ป่าที่หายไปทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าอย่างรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ช้างบ้านจำนวนไม่น้อยยังเผชิญภาวะทำงานหนักและขาดการดูแลที่เหมาะสม

วันช้างไทยจึงไม่ใช่แค่วันที่จัดกิจกรรมสนุกสนาน แต่เป็นวันที่ชวนให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานด้านสวัสดิภาพ และเรียกร้องการดูแลช้างอย่างจริงจัง รวมถึงความรับผิดชอบต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ไม่สร้างความเครียดให้ช้าง "เราควรสนับสนุนรูปแบบท่องเที่ยวที่ช้างอยู่ได้จริง" เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์

นอกจากนี้ คนทั่วไปยังช่วยได้ด้วยการเลือกสนับสนุนสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับช้าง และสนับสนุนองค์กรที่ทำงานเพื่อช้างอย่างโปร่งใส รวมถึงการแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อลดพฤติกรรมที่ทำให้ "การทรมานช้าง" กลายเป็นเรื่องปกติในสังคม

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_16200?utm_source=chatgpt.com

สวยสะกดรันเวย์!! ‘ลิซ่า’ ลุคร็อคสตาร์สุดเฉียบที่ Paris Fashion Week ในงานโชว์ Louis Vuitton ที่ปารีส ด้วยชุดปี 2016 สุดเก๋ เผยออร่าร็อคสตาร์แซ่บทุกมุม

(10 มี.ค. 69) 'ลิซ่า ลลิษา มโนบาล' หรือ 'ลิซ่า BLACKPINK' ปรากฏตัวอย่างโดดเด่นในงาน Paris Fashion Week ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยในฐานะ 'Global Ambassador' ของแบรนด์ระดับโลก Louis Vuitton เธอได้ร่วมชมแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่น Women’s Ready to Wear Fall/Winter 2026-2027

ครั้งนี้ 'ลิซ่า' มาในลุคเก๋เฉียบชวนสะกดสายตา ด้วยชุดจากคอลเลคชั่นปี 2016 ที่ออกแบบมาเผยให้เห็นถึงความแซ่บและสวยเป๊ะในแบบร็อคสตาร์ เธอเผยให้เห็นถึงการผสมผสานสไตล์แฟชั่นที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์

ในโพสต์และภาพที่แชร์ต่อกันอย่างแพร่หลาย 'ลิซ่า' ถูกยกย่องในฐานะดาวเด่นที่ส่องประกายในงานแฟชั่นระดับโลก พร้อมคำพูดที่สะท้อนถึงความมั่นใจในลุคนี้ว่า "สวยทุกมุมมอง เท่ทุกแอคชั่น" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของแฟชั่นที่เธอนำเสนอ

บรรยากาศงาน Paris Fashion Week ยืนยันถึงบทบาทสำคัญของ 'ลิซ่า' ในวงการแฟชั่นโลก ด้วยการเป็นตัวแทน Global Ambassador ที่ไม่ใช่แค่เพียงหน้าตาแต่ยังเป็นแรงบันดาลใจในแฟชั่นยุคใหม่

ที่มา : https://women.kapook.com/view299373.html
https://extratv.com/photos/image_jpg_20260310_b6a203fc38ce4cd48c3d2513efd78b3d/

ส่อเดือด!! ‘กิต Three Man Down’ โพสต์สะเทือน หลัง ‘โอม Cocktail’ ลา GeneLab พี่โอมเป็น Leader ไม่ใช่ Boss ลั่นผิดเองที่คิดเปลี่ยนบ้านของคน

(11 มี.ค. 69) กิต เจี๊ยรพันธุ์นุวง หรือกิต นักร้องนำวง Three Man Down โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กหลังจาก 'โอม ปัณฑพล' หรือ โอม ค็อกเทล ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารค่ายเพลง GeneLab พร้อมยุติหน้าที่ดูแลทีมงานและศิลปินของตนเมื่อเร็ว ๆ นี้

กิตระบุว่า "ที่ Three Man Down มาอยู่ GeneLab เพราะพี่โอมครับ พี่โอมเป็น Leader ไม่ใช่ Boss" พร้อมเล่าถึงความตั้งใจของวงที่อยากเปลี่ยนแปลงและพัฒนาค่ายเพลง "เราจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น" แม้เส้นทางจะลำบาก แต่ก็พยายามสร้างโมเดลใหม่ที่เน้นให้ศิลปินมีคุณค่าในตัวเอง

"พวกเราตั้งใจ ไม่เอาเปรียบใคร ตั้งใจทำงาน ทำตัวให้เป็นโมเดลใหม่ๆ จัดการงานเอง ทำให้ดูว่าศิลปินมีค่าในตัวเองมากขนาดไหน" กิตกล่าวทิ้งท้ายพร้อมยอมรับว่า "วันนี้เข้าใจและยอมรับเหมือนพี่โอมแล้วครับว่า เราไม่มีวันทำได้ เราผิดเองครับที่เสือกจะไปเปลี่ยนแปลงบ้านของคนอื่น เราควรหาบ้านตัวเองอยู่มากกว่า"

เหตุการณ์นี้สร้างความน่าสนใจในวงการเพลงไทยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินและค่าย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายในระบบการบริหารค่ายเพลงในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อมีการย้ายหรือสิ้นสุดบทบาทของผู้บริหารสำคัญของค่ายเพลงอย่าง 'โอม ค็อกเทล'

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10167273

ประกาศยุติบทบาท!! ‘โอม Cocktail’ ยุติบทบาทบริหาร GeneLab-19 ย้ำไร้ปัญหากับ GMM Music หลังจบภารกิจใหญ่ เตรียมลุยธุรกิจอิสระเต็มตัว

(11 มี.ค. 69) "โอม Cocktail" หรือ 'ปัณฑพล ประสารราชกิจ' ศิลปินชื่อดัง ประกาศยุติบทบาทผู้บริหารค่ายเพลง GeneLab และ 19 ในเครือ 'GMM Music' อย่างเป็นทางการ พร้อมกับย้ำว่ายังคงอยู่ในเครือเดียวกันและไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น ขณะที่บริษัท "ครึ่งเก้า" ซึ่งโอมและทีมบริหาร รับหน้าที่บริหารค่ายเพลงภายใต้ระบบรับจ้างบริหารแบบอิสระ นอกโครงสร้างพนักงานของ 'GMM Music'

โอมเปิดเผยผ่านข้อความว่า "หลังจากงานใหญ่ Three Man Down จบลงไปอย่างสวยงาม ผมและทีมงาน ครึ่งเก้า จำกัด ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่สนับสนุน และขอแจ้งการสิ้นสุดหน้าที่บริหารค่ายเพลง GeneLab และ 19" อีกทั้งอธิบายว่าแนวคิดเดิมการบริหารเป็นการทดลองระบบอิสระเพื่อเพิ่มศิลปินกลุ่มวัยรุ่น ภายใต้การสนับสนุนของ CEO 'ภาวิต จิตรกร' โดยตั้งเป้าหมายสร้างนวัตกรรมและความคล่องตัวในการทำงาน

ในข้อความยังแสดงความผูกพันกับ 'GMM Grammy' และการทำงานที่ผ่านมา พร้อมให้เหตุผลความแตกต่างเรื่องมุมมองและเป้าหมายที่ทำให้ตัดสินใจออกไปทำธุรกิจของตัวเองเองอย่างอิสระ โดยกล่าวว่า "ไม่ใช่ข้อขัดแย้งแต่เป็นเรื่องของมุมมองและเป้าหมายที่แตกต่างกัน" ขณะที่ศิลปินที่ดูแลไว้ เช่น Three Man Down, TaitosmitH, Tilly Birds, ก้อง ห้วยไร่ และอื่นๆ ได้รับการดูแลมาอย่างดีภายใต้ระบบของ 'GMM Music'

โอมยังกล่าวถึงการขยายบทบาทธุรกิจในฐานะผู้รับจ้างบริหารศิลปินและจัดกิจกรรมต่างๆ หลายคอนเสิร์ต นับเป็นการเปิดเกมใหม่หลังสิ้นสุดหน้าที่บริหารค่ายเพลง พร้อมขอบคุณแฟนเพลงและทีมงานทุกคนที่ร่วมเดินทางมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา "เราอาจกำลังเดินทางไปสู่เขตแดนที่เราไม่รู้จัก แต่ตื่นเต้นมาก ๆ ครับ"

นี่ถือเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญในวงการเพลงไทยที่แสดงถึงการเคลื่อนตัวของศิลปินและผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ต้องการแนวทางและเส้นทางใหม่ในอุตสาหกรรมบันเทิงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10166762

‘พีช’ คว้าปริญญาโท นักแสดงหนุ่ม 'พีช-พชร จิราธิวัฒน์' ชื่นชมความสำเร็จ คว้าปริญญาโทสองใบจากอ็อกซ์ฟอร์ด ครอบครัวพร้อมใจร่วมแสดงความยินดี แฟนคลับชื่นชมฝีมือและความตั้งใจ

(10 มี.ค. 69) นักแสดงหนุ่ม 'พีช-พชร จิราธิวัฒน์' สามารถทำตามความฝันสำเร็จด้วยการคว้าปริญญาโทสาขา Major Programme Management จาก Keble College, University of Oxford ประเทศอังกฤษ ในวัย 31 ปี หลังจากปีที่แล้วเพิ่งรับปริญญาโทจาก Saïd Business School, University of Oxford

ขณะที่คุณแม่ 'ส้ม ชนัดดา' ได้เผยภาพอบอุ่นของครอบครัวที่มาร่วมแสดงความยินดีกับ 'พีช' อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งสามี 'ธีรยุทธ์ จิราธิวัฒน์' และบุตรสาว 'แพร พิมพิศา' กับบุตรชาย 'พาย เขมณัฏฐ์'

แฟนๆ ต่างร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของ 'พีช' และชื่นชมให้เขาเป็นนักแสดงที่มากความสามารถและมีความตั้งใจในทุกบทบาท "ฝีมือโดดเด่นทั้งในจอและนอกจอ" เป็นคำพูดที่ผู้ติดตามหลายคนมอบให้

ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงความขยันและตั้งใจของ 'พีช' ที่ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง แม้จะเป็นที่รู้จักในวงการบันเทิงแต่ก็พร้อมเรียนรู้และต่อยอดการศึกษาอย่างเต็มที่

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9877346/

10 มีนาคม 2539 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “สมเด็จย่า” ณ ท้องสนามหลวง ประชาชนร่วมถวายอาลัยทั่วประเทศ วันแห่งความอาลัยของคนทั้งแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2539 มีการประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ "สมเด็จย่า" ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง โดยประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมถวายความอาลัยอย่างล้นหลามในพิธีสำคัญระดับชาติครั้งนี้

"สมเด็จย่า" เป็นพระราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 และ 9 ทรงมีบทบาทสำคัญในด้านการศึกษา การแพทย์ และการพัฒนาชีวิตคนชายขอบ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทรงเสด็จสวรรคตเมื่อ 18 กรกฎาคม 2538 ด้วยพระชนมายุ 94 พรรษา

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพประกอบด้วยพิธีทางพระพุทธศาสนา พิธีหลวง และริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมศพที่ประณีต พร้อมกับความสงบ สุขุม และความรู้สึกสูญเสียร่วมของประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ สื่อสมัยนั้นรายงานว่ามีคนมาร่วมจำนวนหลักแสน

"พระเมรุมาศ" สถาปัตยกรรมชั่วคราวอันงดงามที่ตั้งอยู่ ณ ท้องสนามหลวง ถือเป็นสัญลักษณ์ของจักรวาลและเขาพระสุเมรุ ตามคติความเชื่อไทย-พุทธ-พราหมณ์ เพื่อส่งเสด็จสมเด็จย่าสู่สวรรคาลัยอย่างสมพระเกียรติ

เหตุการณ์นี้เป็นมากกว่าพิธีกรรมทางราชประเพณี แต่สะท้อนความผูกพันของประชาชนต่อพระกรณียกิจของสมเด็จย่าและเป็นหมุดหมายของความทรงจำในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ใจฟูทั้งโซเชียล!! “ลิซ่า ลลิษา” เช็กอินสวนสัตว์ญี่ปุ่น ส่งกำลังใจ “พันซ์คุง” ลิงหิมะตัวจิ๋วสุดไวรัล ส่งต่อความรักถึงลิงน้อยขวัญใจเน็ต กลายเป็นโมเมนต์ฮีลใจแฟนทั่วโลก

(9 มี.ค. 69) "ลิซ่าลลิษา" ซุปตาร์ระดับโลก ใช้เวลาว่างจากตารางงานสุดแน่น เดินทางไปเช็กอินที่สวนสัตว์เมืองอิชิคาวะ จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมภารกิจพิเศษคือการเยี่ยม "พันซ์คุง" ลิงหิมะตัวจิ๋วที่กำลังเป็นขวัญใจชาวโซเชียล

ใน IG Story ของ "ลิซ่า" เผยภาพเธอชูตุ๊กตาลิงน้อยให้ "พันซ์คุง" เป็นเสมือนการส่งพลังใจว่า "สู้ๆ นะเจ้าลิงน้อย" โมเมนต์นี้สร้างความประทับใจและทำให้แฟนคลับต่างหลงรักซุปตาร์สองวงการนี้ไปพร้อมกัน

พันซ์คุง ลูกลิงหิมะวัย 6 เดือนที่กลายเป็นไวรัลโลก จากภาพกอดตุ๊กตาแทนแม่ที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่เกิดและต้องเผชิญความโดดเดี่ยว การได้รับกำลังใจครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความเปราะบางและความอบอุ่นจากแฟนๆ ทั่วโลก

เรื่องราวของ "พันซ์คุง" และความสัมพันธ์ระหว่างซุปเปอร์สตาร์กับสัตว์ตนนี้ สะท้อนว่าความรักและการให้กำลังใจไม่มีขอบเขต และช่วยเติมเต็มหัวใจให้กับใครหลายคนทั่วโลกในยุคโซเชียลมีเดียที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้นทุกวัน

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9877022/

8 มีนาคม ของทุกปี “วันสตรีสากล” International Women’s Day ยกย่องความสำเร็จผู้หญิงทุกมิติ เปิดพื้นที่ให้เสียงผู้หญิงดังขึ้น หยุดความรุนแรง หยุดการเลือกปฏิบัติ

(8 มี.ค. 69) วันสตรีสากล หรือ International Women’s Day ถูกกำหนดให้เป็นวันที่ระลึกขบวนการเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงทั่วโลก ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวในต้นศตวรรษที่ 20 และเน้นย้ำถึงความสำเร็จของผู้หญิงในทุกด้าน ทั้งสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง พร้อมสร้างเวทีเพื่อส่งเสียงเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศอย่างต่อเนื่อง

สหประชาชาติได้รับบทบาทสำคัญในการผลักดันวันสตรีสากลขึ้นเป็นเวทีระดับโลก โดยเริ่มเฉลิมฉลองอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 1970s และปี 2026 นี้มีธีมหลักว่า "Rights. Justice. Action. For ALL women and girls." หมายถึง "สิทธิ" ต้องถูกบังคับใช้จริง มีความยุติธรรม และต้องมีการลงมือทำเพื่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทุกคนโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

วันสตรีสากลไม่ใช่แค่วันแห่งคำขวัญหรือการมอบดอกไม้ แต่เป็นวันที่สังคมต้องช่วยกันตรวจสอบความเป็นจริง เช่น ผู้หญิงยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสและความปลอดภัยหรือไม่ กฎหมายและระบบร้องเรียนความรุนแรงทำงานได้จริงหรือไม่ และพื้นที่ต่าง ๆ อย่างบ้าน โรงเรียน และที่ทำงาน มีความปลอดภัยและเป็นธรรมต่อทุกเพศหรือยัง

ในบริบทของประเทศไทย 8 มีนาคมไม่ใช่วันหยุดราชการ แต่หน่วยงานรัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ มักจัดกิจกรรมรณรงค์ เช่น เวทีเสวนา นิทรรศการ และแคมเปญเกี่ยวกับสิทธิและความปลอดภัยในที่ทำงาน เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและลดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.un.org/en/observances/womens-day?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top