Friday, 28 August 2026
LITE

13 เมษายน ของทุกปี วันผู้สูงอายุแห่งชาติ คู่กับวันสงกรานต์ปีไทย ส่งเสริมคุณค่าและศักดิ์ศรี ดอกลำดวนสัญลักษณ์ยืนยง

ในวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี นับว่าเป็นวันแรกเริ่มของเทศกาลสำคัญของไทยอย่าง ‘เทศกาลวันสงกรานต์’ แต่นอกจากนี้แล้ววันนี้ยังมีวันสำคัญอีกวันหนึ่งซึ่งจัดตั้งขึ้นมาควบคู่ไปกับวันปีใหม่ไทย นั่นก็คือ ‘วันผู้สูงอายุแห่งชาติ’ 

เพื่อร่วมรณรงค์ให้ประชาชนทุกกลุ่มให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ เห็นถึงคุณค่าและตระหนักถึงความสำคัญกับผู้สูงอายุ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ตามศักยภาพของตนเองอย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี ส่งเสริมการเรียนรู้และการเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้สูงอายุ

โดยความเป็นมาของวันผู้สูงอายุ เกิดขึ้นเมื่อในอดีตสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีนโยบายดูแล ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี และดำรงชีวิตในสังคมได้ จึงจัดสถานสงเคราะห์เพื่อให้คนชราได้มีที่พักพิง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลผู้สูงอายุอย่างจริงจัง โดยกรมประชาสงเคราะห์เป็นหน่วยงานที่ดูแล และได้จัดตั้ง ‘สถานสงเคราะห์คนชราบางแค’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘บ้านบางแค’ เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2496

ยุคต่อมาเมื่อองค์การสหประชาชาติได้เล็งเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ จึงจัดประชุมสมัชชาเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ประเทศออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2525 และพิจารณาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ ‘ผู้สูงอายุ’ ไว้ 3 ประการ ได้แก่ ด้านมนุษยธรรม, ด้านการพัฒนา และด้านการศึกษา โดยกำหนดนิยามผู้สูงอายุว่า คือ บุคคลเพศชาย หรือ เพศหญิง ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

ซึ่งในปีเดียวกันองค์การอนามัยโลกได้กำหนดคำขวัญส่งเสริมผู้สูงอายุไว้ว่า ‘Add Life to Years’ และคณะกรรมการอำนวยการวันอนามัยโลก กระทรวงสาธารณสุข มีมติใช้คำขวัญเป็นภาษาไทยว่า ‘ให้ความรัก พิทักษ์อนามัย ผู้สูงวัยอายุยืน’ ในวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2525 โดยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้อนุมัติให้วันที่ 13 เมษายน เป็น ‘วันผู้สูงอายุแห่งชาติ’

นอกจากนี้แล้วรัฐบาลสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยังได้เลือก ‘ดอกลำดวน’ เป็นดอกไม้ประจำวันผู้สูงอายุแห่งชาติ เนื่องจากต้นลำดวนเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนยาวในสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ลำดวนเป็นต้นไม้ที่ให้ความร่มรื่น มีใบเขียวตลอดทั้งปี ให้ร่มเงา และดอกมีสีนวล มีกลิ่นหอม กลีบไม่ร่วงโรยง่าย เปรียบเสมือนผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้คงคุณธรรม เหมือนผู้สูงอายุที่มีวัยวุฒิเป็นแบบอย่างแก่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป

เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย และ วันผู้สูงอายุ วันนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่ลูกหลานจะเดินทางกลับบ้านเกิด ภูมิลำเนา เพื่อส่งมอบความรักความห่วงใย ให้แก่ผู้สูงอายุที่รอคอยลูกหลานกลับมาเยี่ยมเยียน อีกทั้งยังเป็นการสืบทอดประเพณีอันดีงามของไทยอย่าง ‘วันสงกรานต์’ อีกด้วย

ที่มา : https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2068083

12 เมษายน 1839 ‘พญามังราย’ ทรงสถาปนาเวียงเชียงใหม่ จุดกำเนิดราชธานีสำคัญแห่งล้านนา ย้อนวันสถาปนานครสำคัญ หมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ล้านนา

12 เมษายน พ.ศ. 1839 ‘พญามังราย’ ทรงสถาปนาเวียงเชียงใหม่ จุดกำเนิดราชธานีสำคัญแห่งล้านนา

วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 1839 เป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ภาคเหนือและของไทยโดยรวม เพราะเป็นวันที่ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) ทรงร่วมกันสถาปนาเมืองแห่งใหม่ขึ้นบริเวณพื้นที่ราบตอนเหนือระหว่างเชิงดอยสุเทพกับแม่น้ำปิง และขนานนามว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ซึ่งก็คือเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน โดยข้อมูลของกรมศิลปากรและจังหวัดเชียงใหม่ใช้วันที่นี้เป็นวันก่อตั้งเมืองอย่างชัดเจน

การสถาปนาเชียงใหม่ไม่ได้เป็นเพียงการตั้งเมืองใหม่อีกแห่งหนึ่ง แต่คือการวางศูนย์กลางทางการเมือง การปกครอง ศาสนา และวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนาอย่างเป็นระบบ เมืองนี้จึงมีฐานะเป็นราชธานีใหม่ที่ถูกออกแบบให้เป็นหัวใจของรัฐล้านนา และต่อมากลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของภาคเหนือสืบเนื่องยาวนานหลายศตวรรษ

ก่อนหน้าการสร้างเชียงใหม่ พญามังรายได้สร้าง เวียงกุมกาม ขึ้นก่อน และแหล่งข้อมูลของสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่อธิบายว่า เวียงกุมกามถูกขนานนามว่าเป็น “ราชธานีก่อนเมืองเชียงใหม่” โดยเอกสารประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่กล่าวว่าพญามังรายสร้างเมืองนี้ในปี พ.ศ. 1829 หลังยึดหริภุญชัยได้ไม่นาน อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ลุ่มต่ำและมีปัญหาน้ำท่วม จึงไม่น่าจะเหมาะสำหรับการพัฒนาเป็นราชธานีถาวรของอาณาจักรขนาดใหญ่

ด้วยเหตุนี้ การเลือกทำเลใหม่จึงเป็นการตัดสินพระทัยที่สำคัญมาก พื้นที่ซึ่งต่อมากลายเป็นเชียงใหม่ตั้งอยู่ระหว่าง ดอยสุเทพ กับ แม่น้ำปิง มีทั้งแหล่งน้ำ พื้นที่เกษตรกรรม ความสะดวกด้านคมนาคม และข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในการป้องกันเมือง กรมศิลปากรระบุชัดว่า พื้นที่นี้ถูกเลือกเพื่อให้เป็น ศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา สะท้อนว่าการสร้างเชียงใหม่เป็นการคำนวณเชิงภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพียงการขยายชุมชนตามธรรมชาติ

บุคคลสำคัญที่สุดของเหตุการณ์นี้คือ พญามังราย ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายและเป็นผู้สร้างอาณาจักรล้านนา พระองค์มิได้เพียงสร้างเมือง แต่ยังทรงวางรากฐานของการปกครอง การศาสนา และกฎหมาย โดยแหล่งข้อมูลของกรมศิลปากรระบุว่าพญามังรายทรงพัฒนาเชียงใหม่ ก่อสร้างวัดวาอาราม ตรากฎหมายที่เรียกว่า มังรายศาสตร์ และทำให้ล้านนามีระบบเศรษฐกิจ สังคม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ภาษา และตัวหนังสือของตนเองอย่างเด่นชัด

จุดที่ทำให้เรื่องการสถาปนาเชียงใหม่มีความพิเศษยิ่งขึ้น คือการเกี่ยวข้องกับ “สามกษัตริย์” ได้แก่ พญามังรายแห่งล้านนา พญางำเมืองแห่งพะเยา และพญาร่วงหรือพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย ข้อมูลจากศิลาจารึกวัดเชียงมั่นซึ่งกรมศิลปากรอ้างถึง ระบุว่าทั้งสามพระองค์ทรงร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่และวัดเชียงมั่น ความทรงจำเช่นนี้สะท้อนว่า การก่อตั้งเชียงใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่สัมพันธ์กับเครือข่ายอำนาจและพันธมิตรของรัฐสำคัญในภูมิภาคสุวรรณภูมิขณะนั้น

หลังการสร้างเมืองแล้ว ทั้งสามพระองค์ยังทรงโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นที่ เวียงเชียงมั่น บริเวณหอนอนหรือที่ประทับชั่วคราวระหว่างควบคุมการสร้างเมือง ซึ่งเดิมเรียกว่า เวียงเหล็ก หรือ เวียงเล็ก จากนั้นพญามังรายทรงย้ายไปประทับยัง เวียงแก้ว และถวายตำหนักเดิมให้สร้างเป็นวัด พระราชทานนามว่า “วัดเชียงมั่น” ซึ่งมีความหมายว่า “บ้านเมืองที่มีความมั่นคง” วัดแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงวัดเก่าแก่ แต่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แรกเริ่มของการสถาปนาเชียงใหม่ทั้งในมิติทางการเมืองและศาสนา

หลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันเรื่องราวนี้ คือ ศิลาจารึกวัดเชียงมั่น ซึ่งกรมศิลปากรระบุว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทรงคุณค่า จารึกดังกล่าวกล่าวถึงความสัมพันธ์ของสามกษัตริย์ การร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่ การขุดคู ก่อกำแพงสามชั้นทั้งสี่ด้าน และการสถาปนาวัดเชียงมั่นขึ้นจากพระราชมณเฑียรเดิม จึงทำให้เรื่องการสร้างเมืองเชียงใหม่มีฐานรองรับจากทั้งตำนานและหลักฐานจารึกในท้องถิ่นล้านนาเอง

ชื่อเต็มของเมืองที่สร้างขึ้นใหม่คือ “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ซึ่งเป็นนามที่มีนัยมงคลและยิ่งใหญ่ คำว่า “เชียงใหม่” เองก็มีความหมายตรงตัวว่า เมืองใหม่ เป็นการประกาศการเกิดขึ้นของราชธานีใหม่ภายใต้ราชวงศ์มังรายอย่างเด่นชัด ชื่อนี้จึงไม่ใช่แค่ชื่อเรียกทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นถ้อยคำที่ประกาศความชอบธรรม ความรุ่งเรือง และความหวังของรัฐล้านนาในระยะเริ่มต้นด้วย

ในมิติที่กว้างกว่าเมืองเดียว การสถาปนาเชียงใหม่ทำให้ล้านนามีศูนย์กลางที่แข็งแรงพอจะพัฒนาเป็นอาณาจักรสำคัญของภูมิภาค กรมศิลปากรอธิบายว่าล้านนาเติบโตร่วมสมัยกับสุโขทัยและล้านช้าง เกิดความผูกพันและการผสมผสานกันทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณี เศรษฐกิจ และสังคม นั่นทำให้เชียงใหม่ไม่ได้เป็นเพียงเมืองหลวงของล้านนา แต่ยังเป็นศูนย์กลางอารยธรรมที่เชื่อมโลกภาคเหนือเข้ากับรัฐสำคัญอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคต้นด้วย

ทุกวันนี้ จังหวัดเชียงใหม่ยังคงจัดพิธีรำลึกการก่อตั้งเมืองอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นข่าวของจังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี 2567 ที่ระบุการจัดพิธียอสวยไหว้สาพญามังราย เนื่องในโอกาสครบรอบ 728 ปีการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ สะท้อนว่าเหตุการณ์วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 1839 ไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ในเอกสาร แต่ยังเป็นความทรงจำร่วมและอัตลักษณ์สำคัญของชาวเชียงใหม่มาจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้น วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 1839 จึงเป็นมากกว่าวันสถาปนาเมือง เพราะคือวันที่วางรากฐานของราชธานีแห่งล้านนา เมืองซึ่งเติบโตขึ้นจากวิสัยทัศน์ของพญามังราย การเลือกชัยภูมิอย่างรอบคอบ ความร่วมมือของสามกษัตริย์ และการหลอมรวมอำนาจทางการเมืองเข้ากับศาสนาและวัฒนธรรมอย่างแนบแน่น จนทำให้ เชียงใหม่ กลายเป็นหนึ่งในเมืองประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของไทย และยังคงมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของผู้คนมากกว่า 700 ปีต่อมา

ที่มา : https://shorturl.asia/ANrnX

11 เมษายน 2436 ในหลวง รัชกาลที่ 5 เปิดทางรถไฟครั้งแรก เปิดรถไฟสายแรกของสยามกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ สะท้อนวิสัยทัศน์ผลักดันประเทศก้าวหน้า แสดงถึงการเริ่มยุคคมนาคมสมัยใหม่ในไทย

11 เมษายน พ.ศ. 2436 ‘ในหลวง ร.5’ เสด็จฯ เปิดทางเดินรถไฟสายแรกของสยาม เส้นทางกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ ระยะทาง 21 กิโลเมตร

วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2436 นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการเดินรถ ทางรถไฟสายกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “รถไฟสายปากน้ำ” ซึ่งถือเป็น ทางรถไฟสายแรกของสยาม ระยะทางราว 21 กิโลเมตร อันเป็นจุดเริ่มต้นของยุคคมนาคมสมัยใหม่ในประเทศไทยอย่างแท้จริง

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่แค่การเปิดเส้นทางเดินทางสายหนึ่งเท่านั้น แต่คือการประกาศให้เห็นว่า สยามได้ก้าวเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีการคมนาคมสมัยใหม่อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 รถไฟคือสัญลักษณ์ของความก้าวหน้า ความรวดเร็ว และการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกสมัยใหม่ การที่สยามมีรถไฟใช้อย่างจริงจัง จึงสะท้อนพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 5 ในการนำประเทศให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การค้า และการบริหารบ้านเมือง

ทางรถไฟสายปากน้ำมีจุดเริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร มุ่งลงสู่สมุทรปราการ ซึ่งในยุคนั้นเป็นเมืองปากน้ำที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเดินเรือ การค้า และการติดต่อกับต่างประเทศ เพราะเป็นประตูทะเลของสยาม การเชื่อมกรุงเทพฯ เข้ากับสมุทรปราการด้วยทางรถไฟ จึงเท่ากับเป็นการเชื่อม ศูนย์กลางอำนาจของราชอาณาจักร เข้ากับ เมืองหน้าด่านทางทะเล ให้ติดต่อถึงกันได้รวดเร็วขึ้น สะดวกขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าการอาศัยเรือหรือเกวียนเป็นหลักแบบเดิม

ในเชิงประวัติศาสตร์ รถไฟสายปากน้ำมีลักษณะพิเศษตรงที่เป็นกิจการภายใต้สัมปทานเอกชน ไม่ใช่รถไฟหลวงของรัฐโดยตรง แหล่งข้อมูลประวัติศาสตร์รถไฟไทยระบุว่า เส้นทางนี้เป็นผลงานของกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาร่วมดำเนินการในสยาม และกลายเป็นเส้นทางรถไฟที่เปิดใช้งานได้จริงก่อนรถไฟหลวงของรัฐหลายปี จึงมักถูกกล่าวถึงเสมอว่าเป็น “รถไฟสายแรกของสยาม” อย่างไรก็ตาม หากกล่าวในอีกความหมายหนึ่งว่า “รถไฟหลวงสายแรก” ของไทย หน่วยงานทางการของรัฐจะยกให้เป็นสาย กรุงเทพฯ–นครราชสีมา ซึ่งเปิดเดินรถบางส่วนในเวลาต่อมา และเป็นที่มาของ วันสถาปนากิจการรถไฟ 26 มีนาคม ของการรถไฟแห่งประเทศไทย

นี่คือจุดที่คนจำนวนมากมักสับสน เพราะคำว่า “สายแรก” มีอยู่ 2 ระดับ ถ้าพูดถึง รถไฟสายแรกที่เปิดใช้ในสยาม ต้องยกให้สายกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ หรือรถไฟสายปากน้ำในวันที่ 11 เมษายน 2436 แต่ถ้าพูดถึง รถไฟหลวงสายแรกของรัฐ ต้องยกให้สายกรุงเทพฯ–นครราชสีมา ซึ่งเป็นรากฐานของกิจการรถไฟหลวงไทยในเวลาต่อมา

รถไฟสายปากน้ำมีระยะทางประมาณ 21 กิโลเมตร และในสมัยนั้นถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวิถีชีวิตผู้คน เพราะช่วยย่นระยะเวลาเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ กับสมุทรปราการลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับการเดินทางแบบเดิมที่ต้องพึ่งพาเส้นทางน้ำหรือถนนที่ยังไม่สะดวกนัก เส้นทางรถไฟนี้จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะเชิงเทคนิค แต่มีผลจริงต่อเศรษฐกิจ การค้าขาย และการเคลื่อนย้ายผู้คนในชีวิตประจำวัน

เมื่อมองในบริบทของรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เหตุการณ์นี้ยิ่งมีความหมายมากขึ้น เพราะเป็นช่วงเวลาที่สยามกำลังเร่งปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับระบบราชการ การศึกษา การทหาร การสื่อสาร และการคมนาคม เพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงของโลก และเพื่อแสดงให้มหาอำนาจตะวันตกเห็นว่าสยามเป็นรัฐที่มีศักยภาพจะพัฒนาตัวเองได้ ไม่ใช่ดินแดนล้าหลังที่ควรถูกแทรกแซง การสร้างและเปิดใช้รถไฟจึงเป็นทั้งโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ และเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองของความเป็นรัฐสมัยใหม่ในเวลาเดียวกัน

อีกมุมหนึ่ง รถไฟสายปากน้ำยังทำหน้าที่เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ระบบรางสามารถเกิดขึ้นและใช้งานได้จริงในสภาพสังคมไทย จากนั้นแนวคิดการขนส่งทางรางจึงค่อย ๆ ขยายตัวไปสู่โครงการขนาดใหญ่ของรัฐ โดยเฉพาะรถไฟหลวงสายกรุงเทพฯ–นครราชสีมา ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นแกนหลักของเครือข่ายรถไฟไทย การรถไฟแห่งประเทศไทยเองจึงถือวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 ซึ่งเป็นวันเปิดเดินรถบางส่วนของสายกรุงเทพฯ–อยุธยา เป็นวันสถาปนากิจการรถไฟ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของ “กิจการรถไฟหลวง” โดยตรง ขณะที่วันที่ 11 เมษายน 2436 ยังคงมีความสำคัญในฐานะวันเปิด ทางรถไฟสายแรกของสยาม

แม้รถไฟสายปากน้ำจะเป็นกิจการยุคบุกเบิกที่รุ่งเรืองมากในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป รูปแบบการคมนาคมของประเทศก็เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ถนน รถยนต์ และระบบขนส่งแบบใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้รถไฟสายนี้ค่อย ๆ ลดความสำคัญลง กระนั้น ในความทรงจำทางประวัติศาสตร์ รถไฟสายปากน้ำยังคงเป็น “บทแรก” ของเรื่องเล่าระบบรางไทย และเป็นสัญลักษณ์ของก้าวแรกที่ทำให้ประเทศเริ่มเดินเข้าสู่ยุคใหม่อย่างชัดเจน

ดังนั้น วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2436 จึงไม่ใช่เพียงวันเปิดเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ–สมุทรปราการเท่านั้น แต่คือวันสำคัญที่สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการผลักดันสยามให้ก้าวทันโลก ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้จริง และส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจ การเดินทาง การค้า และภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว กล่าวได้ว่า รถไฟสายปากน้ำไม่ได้เป็นเพียง “รถไฟสายแรก” หากยังเป็นสัญญาณสำคัญของการเริ่มต้นความทันสมัยของสยามบนรางเหล็กอีกด้วย 

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3?utm_source=

10 เมษายน 2455 ‘ไททานิค’ เรือที่ถูกมองว่าไม่มีวันจม ออกเดินทาง 10 เมษายน ท่ามกลางชื่อเสียงเรือไร้เทียมทาน ก่อนจมหายกลางแอตแลนติก

10 เมษายน พ.ศ. 2455 ‘ไททานิค’ ออกเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์ จากเรือหรูแห่งความหวัง สู่โศกนาฏกรรมกลางมหาสมุทรในอีก 5 วันต่อมา

วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2455 คือวันที่เรือโดยสารขนาดมหึมา RMS Titanic ออกเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์จากเมืองเซาแทมป์ตัน ประเทศอังกฤษ มุ่งหน้าสู่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความสนใจของผู้คนทั่วโลกในฐานะเรือเดินสมุทรสุดหรูและทันสมัยที่สุดลำหนึ่งของยุคนั้น แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า การเดินทางครั้งแรกของมันจะกลายเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมทางทะเลที่สะเทือนใจที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เมื่อเรือชนภูเขาน้ำแข็งในคืนวันที่ 14 เมษายน และจมลงในช่วงเช้ามืดของวันที่ 15 เมษายน 1912 คร่าชีวิตผู้คนไปราว 1,500 คน

ไททานิคในเวลานั้นไม่ได้เป็นเพียงเรือโดยสารธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ของยุคอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าทางวิศวกรรม และความมั่งคั่งของโลกตะวันตก เรือถูกสร้างขึ้นให้เป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรามากที่สุดลำหนึ่งของโลก มีสิ่งอำนวยความสะดวกหรูหราสำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นพาหนะสำคัญของผู้อพยพและแรงงานที่หวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอเมริกา จึงอาจกล่าวได้ว่า บนเรือลำเดียวกันนั้น มีทั้งโลกของชนชั้นสูง ความฝันของคนยากจน และความเชื่อมั่นของมนุษย์ต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่รวมอยู่พร้อมกัน

หนึ่งในภาพจำที่ฝังแน่นที่สุดเกี่ยวกับไททานิค คือการถูกเรียกว่าเป็นเรือที่ “ไม่มีวันจม” หรือ unsinkable แม้ในทางเทคนิค ตัวเรือจะถูกออกแบบด้วย ห้องกันน้ำ 16 ห้อง และถูกมองว่าปลอดภัยอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับมาตรฐานยุคนั้น แต่เหตุการณ์จริงกลับพิสูจน์ว่า ความมั่นใจในเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่การออกแบบจะรับมือไหว เรื่องของไททานิคจึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่าความยิ่งใหญ่ทางวิศวกรรม ไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากข้อผิดพลาดหรือความเปราะบาง

ในวันที่ 10 เมษายน 1912 ไททานิคออกจากท่าเรือเซาแทมป์ตัน ก่อนแวะรับผู้โดยสารเพิ่มที่ เชอร์บูร์ก ประเทศฝรั่งเศส และต่อไปที่ ควีนส์ทาวน์ ในไอร์แลนด์ ซึ่งปัจจุบันคือเมืองโคฟ จากนั้นจึงออกเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกสู่สหรัฐฯ การเดินทางครั้งนี้ได้รับการจับตามองอย่างมาก เพราะไม่ใช่แค่การเดินเรือโดยสารข้ามทวีปธรรมดา แต่เป็นการเปิดตัวเรือที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็นบทพิสูจน์ของความล้ำหน้าทางทะเลของยุโรปในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

บรรยากาศของเที่ยวปฐมฤกษ์เต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้น ผู้โดยสารบนเรือประกอบด้วยผู้คนหลากหลายชนชั้น ตั้งแต่มหาเศรษฐี นักธุรกิจ บุคคลมีชื่อเสียง ไปจนถึงผู้อพยพจากยุโรปที่ใฝ่ฝันถึงชีวิตใหม่ในโลกใหม่ ความหลากหลายนี้เองทำให้โศกนาฏกรรมไททานิคไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุทางทะเล แต่เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจคนทั่วโลก เพราะสะท้อนว่าความสูญเสียครั้งนั้นครอบคลุมมนุษย์จากทุกชนชั้นและทุกความฝัน

อย่างไรก็ดี เพียงสี่วันหลังออกเดินทาง สัญญาณอันตรายก็เริ่มปรากฏขึ้น บันทึกของ National Archives ระบุว่า ในช่วงก่อนเกิดเหตุมีการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำแข็งลอยในเส้นทางเดินเรือ และในวันเกิดเหตุเองก็มีคำเตือนเกี่ยวกับภูเขาน้ำแข็งหลายครั้ง แต่ไททานิคยังคงเดินเรือด้วยความเร็วสูงในสภาพทะเลหนาวจัดของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ซึ่งภายหลังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่หายนะครั้งนี้

คืนวันที่ 14 เมษายน 1912 เวลาประมาณ 23.40 น. ไททานิคชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งนอกชายฝั่งนิวฟันด์แลนด์ หลังชนไม่นานก็เริ่มชัดเจนว่าความเสียหายรุนแรงเกินกว่าที่เรือจะเอาตัวรอดได้ และแม้เรือจะไม่จมในทันที แต่ก็สูญเสียความสามารถในการทรงตัวอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายไททานิคจมลงในช่วงเวลาประมาณ 02.20 น. ของวันที่ 15 เมษายน ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง 40 นาที หลังการชน ก่อนหายลงสู่ก้นมหาสมุทรอย่างสมบูรณ์

สิ่งที่ทำให้โศกนาฏกรรมนี้รุนแรงยิ่งขึ้น คือจำนวนเรือชูชีพที่มีไม่เพียงพอสำหรับทุกคนบนเรือ ประเด็นนี้กลายเป็นหนึ่งในข้อวิจารณ์สำคัญที่สุดหลังเหตุการณ์ เนื่องจากไททานิคบรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือรวมกันราว 2,200 คน แต่มีเรือชูชีพไม่พอรองรับทั้งหมด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,500 คน แม้เรือ Carpathia จะเดินทางมาช่วยเหลือผู้รอดชีวิตในเวลาต่อมา แต่ก็ไม่ทันยับยั้งความสูญเสียอันมหาศาลที่เกิดขึ้นแล้ว

หลังเหตุเรือล่ม โลกไม่ได้จดจำไททานิคเพียงเพราะความหรูหราหรือขนาดอันยิ่งใหญ่ของมันเท่านั้น แต่จดจำมันในฐานะบทเรียนราคาแพงของมนุษยชาติด้วย เพราะโศกนาฏกรรมครั้งนี้นำไปสู่การสอบสวนอย่างจริงจังทั้งในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร และผลักดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยทางทะเลครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา รวมถึงการยกระดับกฎเรื่องเรือชูชีพ การสื่อสารไร้สาย และการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล หรือ SOLAS ซึ่งกลายเป็นหลักสำคัญของความปลอดภัยทางเรือสมัยใหม่

เหตุการณ์ของไททานิคยังคงอยู่ในความทรงจำของโลกมาอย่างยาวนาน เพราะมันไม่ได้เป็นแค่อุบัติเหตุ แต่เป็นเรื่องเล่าขนาดใหญ่เกี่ยวกับมนุษย์ ความทะเยอทะยาน เทคโนโลยี ชนชั้น และชะตากรรม เรือที่เคยถูกมองว่าแข็งแกร่งเกือบไร้เทียมทาน กลับพ่ายแพ้ต่อธรรมชาติในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และยิ่งเวลาผ่านไป เรื่องของไททานิคก็ยิ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของคำเตือนว่า มนุษย์อาจสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้เพียงใด แต่ก็ไม่ควรประมาทต่อข้อจำกัดของตนเองและพลังของธรรมชาติ

ดังนั้น วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2455 จึงมีความหมายมากกว่าวันออกเดินทางของเรือลำหนึ่ง เพราะมันคือวันเริ่มต้นของเรื่องราวที่โลกไม่มีวันลืม จากเที่ยวปฐมฤกษ์อันสง่างาม สู่โศกนาฏกรรมที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์การเดินเรือไปตลอดกาล และทำให้ชื่อ “ไททานิค” กลายเป็นสัญลักษณ์ทั้งของความยิ่งใหญ่และความเปราะบางของอารยธรรมมนุษย์ในเวลาเดียวกัน

ที่มา : https://www.britannica.com/topic/Titanic?utm_source

SPRC ชี้แจง!! ยันให้ความร่วมมือรัฐเสมอ โต้ข่าวไม่ฟ้องหน่วยงาน ย้ำทำงานโปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมสนับสนุนนโยบายพลังงาน

(9 เม.ย. 69) บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ 'SPRC' ส่งหนังสือชี้แจงกรณีข่าวและความคิดเห็นในสื่อที่กล่าวหาว่า บริษัทอาจไม่ให้ความร่วมมือหรือตั้งใจดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐเรื่องมาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล โดยระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้องและทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

บริษัทยืนยันว่าไม่ได้มีการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีใดๆ กับหน่วยงานภาครัฐในกรณีนี้ อีกทั้งยังให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่องในการหารือและดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเสถียรภาพด้านพลังงานและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงพลังงานผันผวน

'บริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล โดยยึดมั่นในความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงความสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน' นอกจากนี้ 'SPRC' ยังเน้นย้ำความพร้อมในการสนับสนุนนโยบายของรัฐและบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.energynewscenter.com/sprc-%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B8%87-%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7/

'ดี้' เตือนตั้งสติ!! อย่าตระหนกวิกฤตพลังงาน เข้าใจสถานการณ์น้ำมันแพง แนะใช้จ่ายตามสมควรไม่ควรนิ่ง หวังสถานการณ์คลี่คลายเร็วขึ้น

'ดี้ นิติพงษ์' ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง เตือนคนไทยอย่าตระหนกจนเกินไปต่อวิกฤตพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในขณะนี้ โดยเขาเน้นว่า การกลัวและตื่นตระหนกมากเกินไปจะทำให้เกิดปัญหาเพิ่ม เช่น การแย่งชิงทรัพยากรที่แต่ละคนมีเพียงพอแล้ว

'ดี้' ให้สัมภาษณ์ว่าเขาได้รับผลกระทบน้อยเนื่องจากไม่ค่อยเดินทางและอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ก็เข้าใจว่าสถานการณ์น้ำมันแพงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเผชิญ ที่ทำได้คือให้ตั้งสติและไม่ตื่นตระหนก รวมถึงให้ใช้จ่ายตามความจำเป็น เพราะถ้านิ่งเฉยไม่ใช้จ่าย "เงินมันก็ยิ่งแย่ลงไปอีก" จากผลกระทบต่อตลาดและพ่อค้าแม่ค้า

เขายังกล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์โลกที่กำลังคลี่คลายและหลายฝ่ายเริ่มถอยหลังเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายร้ายแรง โดยกล่าวว่า "ข่าวดีล่าสุดที่ได้ยินมา...เริ่มรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ความปกติมันก็จะเข้ามามากขึ้น" แต่ก็เตือนว่าไม่อาจกลับสู่ภาวะปกติได้ในทันที

'ดี้' ปิดท้ายด้วยการให้กำลังใจแก่ประชาชนให้เดินหน้าชีวิต "ถ้าจะต้องจับจ่ายใช้สอย เดินทาง บางครั้งถ้าจะต้องไปสงกรานต์ ไปเที่ยว ก็สมควรที่จะต้องทำ ไม่งั้นทุกอย่างระบบมันล่มหมด" เป็นคำแนะนำให้รักษาความสมดุลระหว่างรับมือกับปัญหาพลังงานและใช้ชีวิตตามปกติ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10203397

9 เมษายน 2480 กำหนดเป็น “วันกองทัพอากาศ” ย้อนวันยกฐานะ ‘กรมทหารอากาศ’ สู่เหล่าทัพเต็มรูปแบบ จุดเริ่มต้นบทบาทพิทักษ์น่านฟ้าไทยอย่างเป็นทางการ รากฐานกำลังทางอากาศไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน

9 เมษายน “วันกองทัพอากาศ” จุดเปลี่ยนจาก “กรมทหารอากาศ” สู่เหล่าทัพเต็มรูปแบบ

วันที่ 9 เมษายนของทุกปี เป็น “วันกองทัพอากาศ” ของไทย อันมีที่มาจากเหตุการณ์สำคัญ

เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2480 ซึ่งกระทรวงกลาโหมได้ยกฐานะ “กรมทหารอากาศ” ขึ้นเป็น “กองทัพอากาศ” อย่างเป็นทางการ พร้อมแต่งตั้ง นาวาอากาศเอก พระเวชยันตรังสฤษฏ์ เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศคนแรก นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้กำลังทางอากาศของไทยก้าวสู่การเป็นเหล่าทัพสมบูรณ์แบบในระบบความมั่นคงของชาติ

แม้วันนี้จะถูกจดจำในฐานะวันกองทัพอากาศ แต่รากฐานของกิจการบินทหารไทยเริ่มต้นมาก่อนหน้านั้นหลายปี ในสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของอากาศยานเพื่อการป้องกันประเทศ จึงส่งนายทหารไทย 3 นายไปศึกษาการบินที่ฝรั่งเศส ก่อนจะพัฒนากิจการบินอย่างต่อเนื่อง และยก “แผนกการบิน” ขึ้นเป็น “กองบินทหารบก” ในเวลาต่อมา ซึ่งกองทัพอากาศใช้วันที่ 27 มีนาคม เป็น “วันที่ระลึกกองทัพอากาศ” เพื่อรำลึกถึงต้นกำเนิดของกิจการบินทหารไทย

การเปลี่ยนผ่านจากหน่วยงานด้านการบินในระยะเริ่มต้น ไปสู่ “กรมทหารอากาศ” และสุดท้ายเป็น “กองทัพอากาศ” สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของกำลังทางอากาศไทยอย่างชัดเจน เพราะในช่วงก่อนปี 2480 ภารกิจด้านการบินไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฝึกหรือการลาดตระเวนอีกต่อไป แต่เริ่มมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ทั้งในด้านการป้องกันน่านฟ้า การวางกำลัง การสนับสนุนปฏิบัติการ และการพัฒนาเทคโนโลยีการบินทางทหาร จนมีความจำเป็นต้องยกฐานะเป็นเหล่าทัพอิสระอย่างเป็นทางการ

สาระสำคัญของการยกฐานะเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2480 จึงไม่ได้มีความหมายเพียง “เปลี่ยนชื่อหน่วย” แต่คือการเปลี่ยนสถานะของกำลังทางอากาศไทยในเชิงโครงสร้างและยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง เพราะเมื่อเป็น “กองทัพอากาศ” แล้ว ย่อมหมายถึงการมีระบบบังคับบัญชาเฉพาะ มีภารกิจชัดเจน และมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาขีดความสามารถทางอากาศเพื่อรับผิดชอบต่อภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศโดยตรง

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ หลายคนมักสับสนระหว่าง “วันกองทัพอากาศ” กับ “วันที่ระลึกกองทัพอากาศ” ซึ่งเป็นคนละโอกาสสำคัญกัน โดย 27 มีนาคม ใช้รำลึกถึงการยก “แผนกการบิน” เป็น “กองบินทหารบก” อันเป็นจุดเริ่มต้นของกิจการบินทหารไทย ส่วน 9 เมษายน ใช้รำลึกถึงการยกฐานะ “กรมทหารอากาศ” เป็น “กองทัพอากาศ” ในฐานะเหล่าทัพเต็มรูปแบบ ดังนั้น วันที่หนึ่งจึงสะท้อน “ต้นกำเนิด” ขณะที่อีกวันที่สะท้อน “การเติบโตสู่สถาบันหลักของชาติ”

ในปัจจุบัน วันกองทัพอากาศยังคงเป็นวันสำคัญขององค์กร โดยกองทัพอากาศมีการจัดพิธีฟังสารผู้บัญชาการทหารอากาศและพิธีรำลึกถึงบุพการีทหารอากาศเป็นประจำทุกปี สะท้อนว่าวันที่ 9 เมษายนไม่ได้เป็นเพียงวันสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นวันแห่งการทบทวนอุดมการณ์ หน้าที่ และเกียรติภูมิของกำลังพลกองทัพอากาศไทยในปัจจุบันด้วย

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กองทัพอากาศไทยได้พัฒนาบทบาทจากกำลังรบทางอากาศแบบดั้งเดิม ไปสู่ภารกิจที่กว้างขวางมากขึ้น ทั้งการป้องกันน่านฟ้า การลำเลียงทางอากาศ การค้นหาและช่วยชีวิต การช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ภัยพิบัติ และการสนับสนุนยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศในหลายมิติ จึงกล่าวได้ว่า การยกฐานะเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2480 คือรากฐานสำคัญที่ทำให้กองทัพอากาศไทยมีบทบาทอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ดังนั้น “วันกองทัพอากาศ” 9 เมษายน จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการระลึกถึงการเปลี่ยนชื่อหน่วยงานในอดีต แต่คือวันแห่งการจดจำจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การทหารไทย วันที่กำลังทางอากาศได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเสาหลักของการป้องกันประเทศ และเป็นวันที่ชาวกองทัพอากาศร่วมกันน้อมรำลึกถึงผู้บุกเบิก ผู้วางรากฐาน และภารกิจสำคัญในการพิทักษ์น่านฟ้าไทยสืบมาจนถึงทุกวันนี้

8 เมษายน 2537 วันประวัติศาสตร์แห่งลุ่มน้ำโขง ‘ในหลวง ร.9’ เสด็จฯ เปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรก หมุดหมายสำคัญ ‘สะพานมิตรภาพไทย-ลาว’ เชื่อมเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

8 เมษายน 2537 ‘ในหลวง ร.9’ เสด็จฯ เปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรก สัญลักษณ์เชื่อมสองฝั่งโขง สู่ประตูเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2537 นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-ลาว เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเชื่อมจังหวัดหนองคายของไทยกับฝั่งท่าเดื่อ ใกล้นครหลวงเวียงจันทน์ของ สปป.ลาว และถือเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งแรกในพื้นที่ตอนล่างที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาคนี้

พิธีเปิดในวันนั้นไม่ได้เป็นเพียงพิธีเปิดใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความร่วมมือระหว่าง 3 ประเทศอย่างชัดเจน เพราะมีทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ฝ่ายไทย ผู้นำลาว และฝ่ายออสเตรเลียเข้าร่วม โดยรัฐบาลออสเตรเลียเป็นผู้สนับสนุนหลักด้านการศึกษาความเป็นไปได้ การออกแบบ และการก่อสร้างสะพาน ด้วยงบประมาณราว 42 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ระหว่างปี 2534-2537

สะพานแห่งนี้มีความยาวประมาณ 1,170-1,174 เมตร กว้าง 12.7 เมตร รองรับการจราจร 2 ช่องทาง มีทางเดินเท้า และมีแนวทางรถไฟอยู่ตรงกลางสะพาน ทำให้ไม่ได้เป็นเพียงสะพานถนนธรรมดา แต่เป็นจุดเชื่อมยุทธศาสตร์สำคัญของการเดินทางและการขนส่งระหว่างไทยกับลาว

ก่อนหน้าการมีสะพานมิตรภาพฯ การเดินทางข้ามแม่น้ำโขงบริเวณหนองคาย-เวียงจันทน์ต้องพึ่งเรือหรือแพเป็นหลัก ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งด้านเวลา ความสะดวก และปริมาณการขนส่ง แต่เมื่อสะพานเปิดใช้อย่างเป็นทางการ เส้นทางดังกล่าวก็กลายเป็นประตูบกที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทยสู่ลาว และต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในเวลาต่อมา

ในด้านเศรษฐกิจ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรกมีบทบาทชัดเจนในการกระตุ้นการค้าชายแดน การขนส่งสินค้า การลงทุน และการเดินทางของภาคธุรกิจ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุว่า สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจควบคู่กับความร่วมมือด้านสังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ ขณะที่ฝ่ายลาวระบุว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สะพานแห่งนี้มีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงผู้คนของทั้งสองชาติอย่างต่อเนื่อง

ในด้านสังคม สะพานแห่งนี้ช่วยลดระยะห่างของผู้คนสองฝั่งโขงลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่แม่น้ำโขงเป็นทั้งเส้นทางชีวิตและเส้นแบ่งเขตแดน เมื่อมีสะพาน การเดินทางเพื่อเยี่ยมญาติ ติดต่อธุระ ศึกษา รักษาพยาบาล หรือทำงานระหว่างไทยกับลาวก็สะดวกขึ้นมาก สะพานมิตรภาพฯ จึงไม่ได้เชื่อมเพียงถนน แต่เชื่อม “ชีวิตประจำวัน” ของประชาชนสองประเทศเข้าด้วยกัน

ส่วนในด้านวัฒนธรรม สะพานมิตรภาพไทย-ลาวมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าโครงสร้างคอนกรีต เพราะไทยและลาวมีความสัมพันธ์ทางภาษา ประเพณี และวิถีชีวิตร่วมกันมายาวนาน การมีสะพานข้ามโขงแห่งแรกจึงยิ่งทำให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการเรียนรู้ร่วมกันของผู้คนสองฝั่งแม่น้ำเกิดขึ้นได้สะดวกและต่อเนื่องมากขึ้น เปลี่ยนพรมแดนจากจุดแบ่งแยก ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งมิตรภาพอย่างแท้จริง

อีกมุมหนึ่ง สะพานแห่งนี้ยังมีความหมายทางการเมืองและการทูตไม่น้อย เพราะถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หลังจากบรรยากาศความตึงเครียดในช่วงสงครามเย็นค่อย ๆ คลี่คลายลง สะพานมิตรภาพไทย-ลาวจึงเป็นหลักฐานว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกันได้จริง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง

การที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานด้วยพระองค์เอง ยิ่งทำให้วันที่ 8 เมษายน 2537 มีความหมายพิเศษในความทรงจำของคนไทย โดย ททท. ระบุว่า ในการเสด็จฯ ครั้งนั้น ยังมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินร่วมด้วย สะท้อนถึงความสำคัญของโครงการนี้ในฐานะเหตุการณ์ระดับประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

เมื่อมองย้อนกลับไปจากวันนี้ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 ไม่ได้เป็นเพียงสะพานแห่งแรกที่พาดผ่านแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่คือจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการเชื่อมโยงใหม่ของไทยและลาว ทั้งในมิติการค้า การเดินทาง การท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ของประชาชน และการพัฒนาภูมิภาคร่วมกัน สะพานแห่งนี้จึงเป็นได้ทั้งสัญลักษณ์ของมิตรภาพ และเครื่องพิสูจน์ว่าโครงสร้างพื้นฐานหนึ่งแห่ง สามารถเปลี่ยนภูมิทัศน์ของเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้พร้อมกัน
.

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_941813

3 ผู้กำกับฯ มากฝีมือ ร่วมสร้างความประทับใจ ใน “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” หนังครอบครัวจาก GDH ที่เล่าเรื่องเจ้าตูบผ่าน 3 วัย 3 มุมมอง

3 ผู้กำกับฯ มากฝีมือ ได้แก่ ‘หมู’ ชยนพ บุญประกอบ, ‘บาส’ พูนพิริยะ และ ‘อัตต้า’ อัตตา เหมวดี รวมตัวสร้างภาพยนตร์อบอุ่น "โกฮัง..หัวใจโกโฮม" จากค่าย GDH ถ่ายทอดเรื่องราวเจ้าตูบ ‘โกฮัง’ ในสามช่วงวัย เด็ก, หนุ่ม และแก่ พร้อมเรื่องราวความผูกพันแบบครอบครัวที่ทุกคนดูได้

‘หมู’ ผู้กำกับฯ ช่วงวัยเด็ก เล่าว่า "โคริเป็นหมาเด็กซุกซน ที่ต้องหาวิธีระบายพลังงาน เขาทำให้กองถ่ายเต็มไปด้วยความสดใส ซึ่งน่าจะส่งต่อความสุขถึงคนดู" ในขณะที่เคมีระหว่าง ‘คุณคิตะ’ กับ ‘โกฮัง’ ยิ่งเติมความพิเศษให้หนัง

‘บาส’ รับหน้าที่กำกับฯ วัยหนุ่มกล่าวถึงน้องหมา ‘มีโชค’ ที่งานลื่นไหลกว่าคาด พร้อมชื่นชม ‘พิ้งกี้’ ที่ทำหน้าที่ครูฝึกน้องหมาร่วมกับทีม ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ผูกพันและเป็นธรรมชาติ

‘อัตต้า’ ผู้กำกับฯ วัยแก่ มองลึกถึงหัวใจหมาจรที่เป็นตัวเอกในเรื่อง และเผยความทุ่มเทของนักแสดงที่ต้องเวิร์กช็อปร่วมกับ ‘ลุงหิมะ’ หวังให้คนดูได้สัมผัสชีวิตและความรู้สึกเหล่านี้ผ่านหนังเรื่องนี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10199864

4 เมษายน ของทุกปี กำหนดให้เป็น "วันภาพยนตร์แห่งชาติ" โดยพระราชทานชื่อจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า สัญลักษณ์ศิลปะและวัฒนธรรม หนังไทยบันทึกสังคมและประวัติศาสตร์

วันที่ 4 เมษายนถูกกำหนดให้เป็น "วันภาพยนตร์แห่งชาติ" โดยพระราชทานชื่อจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ เพื่อกระตุ้นให้สังคมไทยตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาพยนตร์ไทยที่เป็นมากกว่าความบันเทิงทั่วไป

วันภาพยนตร์แห่งชาติไม่ได้หมายถึงแค่การเฉลิมฉลองอุตสาหกรรมหนังเท่านั้น แต่เป็นวันที่สะท้อนว่า ภาพยนตร์คือศิลปะและมรดกวัฒนธรรม ที่เก็บรักษาภาษา ประวัติศาสตร์ ความคิด และค่านิยมของสังคมไทยในแต่ละยุค นอกจากนี้ยังเป็นบทเรียนชีวิตและการตีความสังคมผ่านเรื่องเล่าในหนัง

หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ทำหน้าที่อนุรักษ์ รักษา ฟื้นฟูภาพยนตร์ไทยที่เป็นมรดกวัฒนธรรมอย่างจริงจัง เพราะฟิล์มหนังในอดีตมีสภาพเสื่อมสภาพง่ายหากไม่เก็บรักษาอย่างถูกต้อง "4 เมษายน" จึงไม่ใช่วันสนับสนุนแค่หนังใหม่ แต่เป็นวันที่ปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

สำหรับวงการภาพยนตร์ วันสำคัญนี้คือการยืนยันว่าวงการหนังไทย คือศิลปะและส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ชาติที่ต้องมอบพื้นที่และการดูแล ทั้งในแง่การสร้าง การวิจารณ์ การศึกษา และการอนุรักษ์ ตลอดจนการยอมรับบทบาทของผู้มีส่วนร่วมหลายตำแหน่ง เหนือกว่าดาราหรือนักกำกับ

วันภาพยนตร์แห่งชาติยังเป็นโอกาสเรียนรู้และทบทวนบทบาทของหนังไทย ที่เปิดประตูสู่ความเข้าใจสังคม ผ่านเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว การเมือง ชนบท และเรื่องเพศสภาพ ทำให้ 4 เมษายน เป็นวันที่แสดงถึงความทรงจำและบทสนทนาทางวัฒนธรรมของชาติ

ที่มา : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/276161?utm_source=chatgpt.com

 

วันฉัตรมงคล ตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันที่รำลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรีและราชอาณาจักรไทย

ในหลวงรัชกาลที่ 10 โปรดให้ตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ณ พระบรมมหาราชวัง มีการเฉลิมพระปรมาภิไธยตามพระสุพรรณบัฏว่า "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" และมีพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป"

ทั้งนี้ คำว่า “ฉัตรมงคล” หมายความว่า พระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตร จะกระทำในวันคล้ายวันบรมราชาภิเษก สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้ถูกต้องสมบูรณ์ โดยพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะไม่ใช้คำว่า “พระบาท” นำหน้า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และคำสั่งของพระองค์ก็ไม่เรียกว่า “พระบรมราชโองการ” และอีกประการหนึ่งคือ ยังไม่มีการใช้ นพปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น

ครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 รัฐบาลไทย ได้น้อมเกล้าฯ จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถวาย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 จึงถือเอาวันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันฉัตรมงคล

หลังจากรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษายกเลิก วันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันฉัตรมงคลเดิม 

กำหนดวันฉัตรมงคลขึ้นใหม่ เป็นวันที่ 4 พฤษภาคม เนื่องจากวันฉัตรมงคลถูกกำหนดขึ้นตามวันบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการจัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

สุดภูมิใจ!! ‘ตั๊ก ศิริพร’ เผยข่าวดีลูกชาย หลังสอบติด 2 มหาลัยดังอังกฤษ คะแนน IELTS ไม่ธรรมดา เผยเลือกเรียนที่ Nottingham


ตั๊ก ศิริพร โพสต์แจ้งข่าวดีลูกชาย "น้องภู" สอบติด 2 มหาวิทยาลัยชั้นนำที่ประเทศอังกฤษ พร้อมเตรียมตัวบินไปเรียนต่อปริญญาโท โดยสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยที่เลือกเองได้ทั้ง University of Nottingham และ University of Birmingham

ตั๊ก ศิริพร เผยผ่านโพสต์ว่า "ปีนี้น้องภูเตรียมตัวไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษโดยที่ภูสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยที่เค้าเลือกเองได้สองที่เลยและสอบ IELTS ก็ได้คะแนนดีมากเกินคาด 5555 ภูมิใจในตัวลูกมากๆ คับคนเก่งของแม่ ต้องขอบคุณน้าเบียร์ด้วยที่คอยดูแลหลานอย่างดีที่สุด"

นอกจากนั้น น้องภูยังทำคะแนนสอบ IELTS สูงถึง 8.0 ซึ่งแม่ตั๊กกล่าวชมว่าสูงเกินคาด และในแวดวงบันเทิง แหม่ม คัทลียา รวมถึงเพื่อนดาราทั้งหลายต่างเข้ามาคอมเมนต์แสดงความยินดีและชื่นชมความสามารถของน้องภูอย่างท่วมท้น เช่น "ยินดีด้วยมากๆ ค่ะ" และ "เก่งมากๆ ค่ะ"

ขณะที่มีแฟนคลับและชาวเน็ตแนะนำด้านการเลือกมหาวิทยาลัย โดยมีคำแนะนำให้เลือกเมืองใหญ่ไป Birmingham ส่วนเมืองสงบบรรยากาศดีไป Nottingham ซึ่งตั๊กได้แจ้งว่า ลูกชายเลือกที่จะไปเรียนที่ Nottingham

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10195099

3 เมษายน 1893 ถือว่าเป็นวันสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือที่รู้จักในชื่อ "พระเจ้าอู่ทอง" ทรงก่อตั้งอยุธยาเป็นราชธานีสำคัญของไทย

เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 1893 คือวันที่ถือว่าเป็นวันสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือที่รู้จักในชื่อ พระเจ้าอู่ทอง ทรงก่อตั้งอยุธยาเป็นราชธานีสำคัญของไทย ซึ่งต่อมามีบทบาทเด่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยาวนานถึง 417 ปี

ตามข้อมูลจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 3 เมษายนของทุกปี จะมีพิธีรำลึกเพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยมีการระลึกถึงการรวมกลุ่มเมืองสำคัญในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและการสถาปนาอำนาจการปกครองอย่างเข้มแข็งในปี พ.ศ. 1893 นี้

ทำเลที่ตั้งของอยุธยาในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก ยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการค้าและการปกครองที่เหมาะสม พร้อมเป็นจุดเชื่อมต่อทางการค้าในระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยตัวเมืองเต็มไปด้วยการวางผังเมืองที่ใช้ระบบน้ำช่วยการป้องกันและการขนส่งภายใน

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงวางรากฐานอำนาจและการปกครองที่มั่นคง พร้อมขยายอิทธิพลออกจากอยุธยาไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในภูมิภาค การสถาปนาอยุธยาจึงเป็นการรวมศูนย์อำนาจที่สำคัญของรัฐโบราณไทย ปัจจุบันอยุธยายังคงเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่สำคัญและได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากยูเนสโก

"3 เมษายน พ.ศ. 1893" จึงไม่ใช่เพียงวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่เป็นวันที่สะท้อนถึงจุดเริ่มต้นของราชธานีที่สำคัญและความรุ่งเรืองของอาณาจักรไทยในอดีต

ที่มา : https://ayutthaya.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/378709

สงกรานต์นี้มีสะเทือน!! ‘กระแต อาร์สยาม’ ยกโชว์ใหญ่ บุก Hangover นครสวรรค์ ‘Bangkok City’ จุดกระแสซอฟต์พาวเวอร์ไทย ปลุกเทรนด์ห่มสไบใส่ยีนส์รับสงกรานต์

'กระแต อาร์สยาม' หรือ 'KT Kratae' เตรียมสร้างความฮือฮาครั้งใหม่ที่ Hangover นครสวรรค์ ในวันที่ 24 เมษายนนี้ ภายใต้ธีมเทศกาลปีใหม่ไทย (สงกรานต์) กับโชว์แบบฟูลออฟชั่น พร้อมขนเพลงใหม่ "Bangkok City" ซึ่งเป็นเพลงแนว Feel-Good Dancehall/Latin-Pop ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ระดับโลก สร้างปรากฏการณ์ไวรัลและส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทย

'พีช-สุพิชญา ไพฑูลย์' กรรมการผู้จัดการ Hangover Nakhonsawan เผยผ่านเฟซบุ๊กว่า "เราตั้งใจให้ลูกค้ามารับบรรยากาศดนตรีที่เป็นกันเองและประทับใจ พร้อมผลักดันวัฒนธรรมไทยให้คนรุ่นใหม่ภาคภูมิใจ" และวางแผนคืนกำไรลูกค้าด้วยคอนเสิร์ตแบบเอ็กคลูซีฟ ใกล้ชิดศิลปินแบบตัวต่อตัว

เพลง "Bangkok City" ยังปลุกกระแสแฟชั่น "ห่มสไบใส่กางเกงยีนส์" สุดเท่ห์ที่กลายเป็นเทรนด์ฮิตบนโซเชียลมีเดีย ดึงดูดทั้งคนไทยและต่างชาติให้ร่วมสนุก เต้นสะบัด และถ่ายคอนเทนต์ตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ

งานนี้จะเป็นการต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์ไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้อย่างน่าสนใจ พร้อมส่งเสริมและยกระดับเพลงไทยสู่เวทีสากลควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยในรูปแบบร่วมสมัยที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment

๒ เมษายน วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ทรงเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา ก่อนจะทรงเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาทรงสำเร็จการศึกษาและได้รับปริญญามหาบัณฑิตจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2529

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระปรีชาสามารถในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านอักษรศาสตร์และดนตรีไทย พระองค์ทรงอนุรักษ์ ส่งเสริม และให้การอุปถัมภ์ในด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศ จนได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญาว่า ‘เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย’ และ ‘วิศิษฏศิลปิน’ ซึ่งต่อมา คณะรัฐมนตรียังมีมติให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปี เป็น ‘วันอนุรักษ์มรดกของชาติ’ เพื่อเทิดพระเกียรติที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านการอนุรักษ์มรดกของชาติในสาขาต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม โดยทรงมีโครงการในพระราชดำริส่วนพระองค์หลายหลากโครงการ อาทิ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2523 ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ก่อนจะขยายออกไปยัง 44 จังหวัดในพื้นที่ทุรกันดาร

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้น ในวาระวันคล้ายวันพระราชสมภพ ประชาชนชาวไทยจึงขอน้อมถวายพระพร ขอทรงมีพลานามัยแข็งแรงยิ่งยืนนาน ทรงพระเจริญ

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า_กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ_สยามบรมราชกุมารี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top