Friday, 28 August 2026
COLUMNIST

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก!! พรรคเล็กไม่ต้องรวยที่สุด แต่ต้องชัดที่สุด เปิดสูตรแจ้งเกิดในสนามการเมืองยุคทุนครองเมือง เป้าหมายไม่เกิน 10 ที่นั่ง ชูยุทธศาสตร์ศรัทธาชนทุนใหญ่

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก สูตรความอยู่รอดในยุคประชาธิปไตยเงินสด

การเลือกตั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา น่าสนใจว่า พรรคเล็กหลายพรรคแจ้งเกิด 1 ที่นั่งบ้าง 2 ที่นั่งบ้าง 3 ที่นั่งบ้าง และที่สำคัญได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ด้วยระบบการเลือกตั้งมี 2 ระบบ คือระบบเขต และบัญชีรายชื่อ

เช่น พรรคครูไทย พรรคท้องถิ่นไทย พรรคท้องที่ไทย พรรคไทยศรีวิไลย์ หรืออย่างการเลือกตั้งล่าสุดปี 69 มีพรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยภักดี หรือแม้แต่พรรคเศรษฐกิจ ก็แจ้งเกิดทางการเมือง แต่ก็มีบางพรรคที่ไม่สำเร็จก็มี เช่น พรรคพร้อม

พรรคที่สำเร็จ ส่วนใหญ่ก็จะมีนักการเมืองตัวจี๊ด แสดงนำ เช่น เต้-มงคลกิตติ์ หมอวรงค์ ราเชน และ/หรือ พล.อ.รังษี ซึ่งตัวจี๊ดเหล่านี้จะใช้คำพูดแรงๆ นโยบายแปลกๆ อาจจะเป็นที่ถูกใจของสายฮาร์ดคอ

ล่าสุดมาร์ค พิตบูล กำลังจะเดินสายนี้ ด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์พรรคเล็ก เป้าหมายไม่เกิน 10 ที่นั่ง แต่เลือกตั้งจริงอาจจะได้ 2-3 ที่นั่ง

มาร์ค พิตบูล กำลังจะเข้าไปนั่งบริหาร เป็นหัวหน้าพรรคศรัทธา ที่จะใช้พรรคพร้อม เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคศรัทธา ช่วงนี้เป็นช่วงระดมพรรคพวกร่วมกันก่อตั้งพรรค

พรรคเล็กควรมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีอย่างไร เพื่อให้ถูกใจประชาชนในสถานการณ์ที่การภูมิทัศน์ทางการเมืองเปลี่ยนไป เงินสด (money politic) เป็นตัวกำหนดชัยชนะ

มีผู้นำพรรคที่โดดเด่นในการนำเสนอประเด็นปัญหาสังคม

แค่ในอนาคต พรรคเล็กที่อยู่รอดอาจไม่ใช่พรรคที่มีเงินมากที่สุด แต่เป็นพรรคที่มี “เรื่องเล่า” มีจุดยืน และมีบุคลิกทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุด เพราะในยุคที่ประชาชนรับข้อมูลผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือทุกวัน การเมืองไม่ใช่เพียงการแข่งขันเรื่องทุนอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันเรื่องความสนใจของประชาชน และสำหรับพรรคเล็ก การทำให้ประชาชนหันมาฟัง อาจเป็นชัยชนะก้าวแรกที่สำคัญกว่าการมีงบประมาณมหาศาลเสียด้วยซ้ำ

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก : สูตรอยู่รอดในสมรภูมิการเมืองยุคทุนครองเมือง

การเมืองไทยในปัจจุบันเป็นการเมืองยุคทุนนิยมทางการเมืองมีบทบาทสูงขึ้น การเลือกตั้งหลายพื้นที่ถูกกำหนดด้วยเครือข่ายอำนาจท้องถิ่น ฐานคะแนนเดิม และเม็ดเงินมหาศาล ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กยากที่จะต่อสู้กับพรรคใหญ่ในสนามเดียวกัน

แต่ประสบการณ์จากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า พรรคเล็กไม่จำเป็นต้องมีเงินมากที่สุด ขอเพียงมียุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ก็สามารถแจ้งเกิดและส่งตัวแทนเข้าสภาได้เช่นกัน ด้วยการเลือกตั้งสองระบบ คือระบบเขต และบัญชีรายชื่อ การคำนวณคะแบบไม่ตกหล่น

ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก

1. หา “จุดยืน” ให้เจอ อย่าเป็นพรรคสารพัดนึกความผิดพลาดของพรรคเล็กจำนวนมาก คือ พยายามพูดทุกเรื่องเหมือนพรรคใหญ่
ในความเป็นจริง พรรคเล็กต้องมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน จนประชาชนจดจำได้ทันทีว่า พรรคนี้เกิดมาเพื่ออะไร
บางพรรคยืนเรื่องชาตินิยม บางพรรคยืนเรื่องท้องถิ่น บางพรรคยืนเรื่องเกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย
ยิ่งชัด ยิ่งมีโอกาสสร้างฐานเสียงเฉพาะกลุ่มได้

2. ต้องมี “ตัวจี๊ด” เป็นหัวหอกนำ การเมืองยุคสื่อออนไลน์คือการแข่งขันด้านความสนใจ พรรคเล็กไม่มีงบประมาณซื้อสื่อจำนวนมาก จึงต้องใช้บุคคลเป็นสื่อ ผู้นำพรรคต้องมีบุคลิกโดดเด่น กล้าพูด กล้าแสดงจุดยืน สร้างประเด็นได้ด้วยตัวเอง และต่อเนื่อง (ทฤษฎีของอัลโตนิโอ กรัมชี่)
บางคนอาจไม่ชอบก็ได้ แต่ต้องไม่มองข้ามคนชอบก็มี แต่ทำอย่างไรให้แปลเป็นคะแนน สำหรับพรรคเล็ก การถูกพูดถึงสำคัญกว่าการถูกลืม

3. เปลี่ยนโซเชียลมีเดียให้เป็น “สถานีโทรทัศน์ของพรรค”อดีตพรรคเล็กเสียเปรียบเพราะไม่มีสื่อ
แต่ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทั้งประเทศ
ไลฟ์สดทุกวัน ทำคลิปสั้นทุกวัน สื่อสารทุกวันในประเด็นทางสังคม นำเสนอทางออกด้วยมธุรสวาจา ไม่กระโชกโฮกฮาก จนกลายเป็นไร้สาระ
เมื่อทำต่อเนื่องนานพอ พรรคจะมีฐานผู้ติดตามที่กลายเป็นฐานคะแนนเสียงในอนาคต

4. เลือกสนามรบ อย่าส่งคนทั่วประเทศ เลือกส่งผู้สมัครในเขตเป้าหมาย ไม่หว่านไปทั่ว พรรคเล็กจำนวนมากพ่ายแพ้ เพราะอยากเป็นพรรคใหญ่เร็วเกินไป
ทุ่มทรัพยากรทั้งหมดลงใน 5-10 เขตเลือกตั้งที่มีศักยภาพ และเป็นพื้นที่เป้าหมาย ชนะ 2 ที่นั่ง ดีกว่าแพ้ 400 เขต

5. สร้างเครือข่ายผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ นายกฯอบต.ส่ง.อบต.กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อดีตสมาชิกสภาท้องถิ่น กลุ่มอาชีพ และผู้นำชุมชน คือกำลังสำคัญของพรรคเล็ก
แม้จะไม่มีเงินมหาศาล แต่หากมีเครือข่ายคนทำงานในพื้นที่ ก็สามารถสร้างคะแนนเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเมืองไทยยังคงเป็นการเมืองที่ต้องใช้ “คนรู้จัก” ควบคู่กับ “คนรู้ใจ”

6. สร้างประเด็นก่อนเลือกตั้ง อย่ารอหาเสียง
หลายพรรคเริ่มทำงานการเมืองก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่เดือน แต่พรรคที่ประสบความสำเร็จ มักสร้างประเด็นต่อเนื่องตลอด 4 ปี ยิ่งมีเวลาทำงานมากยิ่งดี ออกมาแสดงความคิดเห็นทุกเรื่องที่ประชาชนสนใจ แต่เน้นประเด็นที่เป็นจุดยืนของพรรคให้มาก ทำให้ชื่อพรรคติดอยู่ในความทรงจำของสังคม เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ประชาชนจึงรู้จักพรรคอยู่แล้ว

7. ตั้งเป้าหมายให้เหมาะกับขนาดพรรค พรรคเล็กไม่จำเป็นต้องฝันเป็นรัฐบาลตั้งแต่วันแรก
เป้าหมายที่เหมาะสมอาจเป็น 1 ที่นั่ง 3 ที่นั่ง หรือ 5 ที่นั่ง

เพราะการมี ส.ส.แม้เพียงคนเดียว ก็สามารถสร้างพื้นที่สื่อ สร้างการยอมรับ และต่อยอดสู่การเติบโตในอนาคตได้

การเมืองไม่ใช่การแข่งขันระยะสั้น แต่เป็นการวิ่งมาราธอน
หลายพรรคใหญ่ในวันนี้ ก็เคยเริ่มต้นจากพรรคเล็กเมื่อวานนี้

สรุปว่า ในยุคที่เงินยังมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง พรรคเล็กอาจไม่มีทางเอาชนะพรรคใหญ่ด้วยงบประมาณ
แต่สามารถเอาชนะด้วยความชัดเจน ความแตกต่าง และความสามารถในการดึงความสนใจของประชาชน
เพราะในโลกการเมืองปัจจุบัน พรรคที่ประชาชนมองเห็น ย่อมมีโอกาสมากกว่าพรรคที่มีเงิน แต่ไม่มีตัวตน

บางครั้ง เสียงที่ดังที่สุดในสภา ก็อาจไม่ได้มาจากพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดเสมอไป ตัวอย่างมีให้เห็น ทำไม “หมอวรงค์”จึงเสียงดัง เป็น ส.ส.หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี

KOBBIE MAINOO ผู้ชนะตัวจริง บทเรียนแห่งความอดทนและการเตรียมพร้อมสู่ความสำเร็จ

ในโลกฟุตบอลที่เต็มไปด้วยนักเตะพรสวรรค์ ชื่อของ Kobbie Mainoo โผล่ขึ้นมาราวกับดาวฤกษ์ที่ลุกโชนขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่แท้ที่จริงแล้ว ความสำเร็จของชายหนุ่มวัย 21 ปีผู้นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย หากแต่ถูกหล่อหลอมจากความอดทน การฝึกซ้อมอย่างไม่หยุดยั้ง และจิตใจที่มั่นคงในยามวิกฤต — คุณสมบัติที่บอกเราว่า ผู้ชนะที่แท้จริงไม่ได้ถูกสร้างในวันแห่งชัยชนะ แต่ถูกสร้างขึ้นจากซากปรักหักพังในวันที่ไม่มีใครมองเห็น

จากสนามหลังบ้านในสต็อคพอร์ตสู่ Old Trafford
Kobbie Boateng Mainoo เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2005 ในเมือง Stockport มณฑล Greater Manchester ประเทศอังกฤษ เป็นลูกของครอบครัวผู้อพยพชาวกานา เขาเริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลจากทีมชุมชนเล็กๆ อย่าง Cheadle & Gatley และ Failsworth Dynamos ก่อนที่ Manchester United จะตามสังเกตการณ์และเชิญตัวเขาเข้าสู่ Academy ตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ
เส้นทางฟุตบอลเยาวชนของ Mainoo ยาวนานเกือบสิบหกปีก่อนที่เขาจะได้สัมผัสพื้นหญ้าระดับอาชีพ นี่คือความจริงที่หลายคนมองข้าม เขาเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับ Manchester United ในเดือนพฤษภาคม 2022 และถูกดึงขึ้นฝึกกับทีมชุดใหญ่ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ก่อนที่จะเปิดตัวในศึก EFL Cup เมื่อเดือนมกราคม 2023

บทเรียนที่ 1 — ความเจ็บปวดคือโอกาสที่แฝงตัวมา
หากมีช่วงเวลาหนึ่งที่สามารถนิยาม 'บทพิสูจน์แห่งความอดทน' ของ Mainoo ได้ชัดเจนที่สุด นั่นคือช่วงพรีซีซั่นปี 2023 ในระหว่างทัวร์สหรัฐอเมริกา เขาได้รับโอกาสลงสนามในนัดกระชับมิตรพบกับ Real Madrid — และบาดเจ็บเพียงสามนาทีหลังเริ่มเกม เมื่อ Rodrygo ล้มทับข้อเท้าของเขาอย่างไม่ตั้งใจ
Mainoo ถูกพาออกนอกสนามด้วยรองเท้าป้องกัน ก่อนถูกส่งกลับอังกฤษเพื่อตรวจรักษาและถูกตัดสินว่าต้องพักรักษาตัวในช่วงต้นฤดูกาล 2023/24 ทั้งหมด สำหรับนักเตะหนุ่มที่กำลังขึ้นแท่นจะเป็นตัวเลือกหลักของ Erik ten Hag นี่ถือเป็นโศกนาฏกรรมสั้นๆ แต่เขาไม่ยอมให้มันเป็นจุดจบ
"เขากลับมาพร้อมสิ่งที่ต้องพิสูจน์ และทำได้มากกว่าที่ใครคาด"
ช่วงพักรักษาตัวนั้น Mainoo ไม่หยุดพัฒนา เขาใช้เวลาในห้องฟิตเนส ทำความเข้าใจเกม ดูภาพวิเคราะห์คู่แข่ง และเตรียมจิตใจให้พร้อมกลับมาในระดับที่สูงกว่าเดิม เมื่อเขาคืนสนามในเดือนกันยายน 2023 เริ่มจากลงเล่นกับทีม U19 ใน UEFA Youth League เขาแสดงให้เห็นว่าพลังงานและความมั่นใจในตัวเขาเเเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บทเรียนที่ 2 — ความเงียบคือสัญญาณของผู้ที่เตรียมพร้อม
สิ่งที่ทำให้ Mainoo แตกต่างจากนักเตะพรสวรรค์คนอื่นๆ ไม่ใช่แค่ทักษะฝีเท้า แต่คือความสงบนิ่งที่อยู่เหนืออายุ เขาเปิดตัวลงสนามระดับ Premier League ในวัย 18 ปีโดยไม่มีสัญญาณของความประหม่า ตรงกันข้าม เขาเดินในสนามราวกับว่าเขาอยู่ที่นั่นมาตลอดชีวิต
นักข่าวจาก Manchester United เองก็บรรยายว่า เมื่อ Mainooยิงประตูชัยที่ สนาม Molineux Ground ฝ่าผู้เล่น Wolves สองคนในนาทีสุดท้าย รวมถึงการหลอกตัวประกบก่อนม้วนลูกเข้ามุมที่ยอดเยี่ยม เขาฉลองด้วยการพยักหน้าเบาๆ ยกมือให้สัญญาณสงบนิ่ง แล้วไถลเข่าอย่างสบายๆ ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปรกติ 
ความสงบนั้นไม่ได้เกิดจากความประมาท แต่เกิดจากการเตรียมพร้อมที่สมบูรณ์ เขาแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ฝึกซ้อมมาแล้วนับพันชั่วโมงย่อมไม่ตกใจเมื่อถึงเวลาแข่ง

บทเรียนที่ 3 — วันสำคัญจะมาถึงเมื่อคุณพร้อม
ปี 2024 คือปีที่เปลี่ยนชีวิต Mainoo ไปตลอดกาล ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2024 นัด FA Cup Final ระหว่าง Manchester United และ Manchester City เขายิงประตูชัยในนาทีที่ 88 เพื่อมอบชัยชนะ 2-1 ให้กับ United ในแบบที่แฟนบอลทั่วโลกจะจดจำ
แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขาถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษเพื่อลงแข่ง UEFA Euro 2024 ในเยอรมนี ทั้งที่เพิ่งได้รับการเรียกตัวสู่ทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน — Mainoo บอกว่าตัวเองถึงกับตกใจกับการเรียกตัวดังกล่าว
ใน Euro 2024 Mainoo พิสูจน์ตัวเองในเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ข้อมูลจาก Opta ระบุว่าเขาทำสถิติความแม่นยำในการส่งบอลสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่บันทึกได้ของ Euro สำหรับตำแหน่งกองกลาง และในนัดรอบรองชนะเลิศพบกับเนเธอร์แลนด์ เขากลายเป็นนักเตะอังกฤษที่อายุน้อยที่สุดที่เคยลงเล่นในรอบรองชนะเลิศของรายการ Major Tournament

บทเรียนที่ 4 — บทพิสูจน์ที่โหดร้ายที่สุด: ยุค Ruben Amorim
หากการบาดเจ็บปี 2023 คือบทพิสูจน์แรกของ Mainoo ยุค Ruben Amorim คือบทพิสูจน์ที่โหดร้ายที่สุด เพราะครั้งนี้อุปสรรคไม่ได้มาจากร่างกาย แต่มาจากการตัดสินใจของคนอื่น
เมื่อ Amorim เข้ารับตำแหน่งกุนซือ Manchester United ในเดือนพฤศจิกายน 2024 เขานำปรัชญาเกมแบบใหม่มาด้วย ระบบที่เน้น Bruno Fernandes ในตำแหน่งกองกลางตัวลึก ทำให้ Mainoo กลายเป็นตัสิส่วนเกินในสายตาของ Amorimทันที สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาไม่มีใครคาดคิด นักเตะที่เพิ่งยิงประตูชนะใน FA Cup Final และลงสนามรอบชิงชนะเลิศ Euro 2024 กลับถูกทำให้กลายเป็น 'ตัวสำรอง' ที่ไม่ได้ลงสนาม
ตลอดครึ่งแรกของซีซั่น 2025/26 Mainoo ลงสนามเพียง 171 นาทีใน 9 นัด โดยนัดเดียวที่ได้ลงตั้งแต่ต้นคือนัดพ่าย Grimsby Town ใน Carabao Cup — ทีมจากลีกระดับสี่ของอังกฤษ เขาเริ่มหลุดจากทีมชาติอังกฤษและโอกาสในการลงแข่ง World Cup 2026 เริ่มสั่นคลอน

"He's fighting for the position now with Bruno — กุนซือ Amorim อธิบายสาเหตุที่ Mainoo ไม่ได้ลง"
ความเจ็บปวดนี้ไม่ได้อยู่แค่ในสนาม แต่ลามไปถึงชีวิตส่วนตัว ในคืนที่ United เสมอ Bournemouth 4-4 น้องชายของ Mainoo ชื่อ Jordan Mainoo-Hames ปรากฏตัวในอัฒจันทร์ Old Trafford โดยสวมเสื้อยืดที่ปักข้อความว่า "Free Kobbie Mainoo" เป็นภาพที่ถ่ายทอดความหงุดหงิดของครอบครัวและแฟนบอลออกมาอย่างตรงๆ

ตำนานอย่าง Rio Ferdinand, Paul Scholes และ Nicky Butt ต่างออกมาตั้งคำถามถึงการตัดสินใจของ Amorim ในขณะที่ Gary Lineker ถึงขั้นพูดติดตลกว่า Mainoo น่าจะพิจารณาฟ้องร้อง Amorim ในข้อหา 'ทำลายอาชีพ'

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อ Napoli ของ Antonio Conte ยื่นข้อเสนอยืมตัว Mainoo ในช่วงซัมเมอร์ 2025 และตัว Mainoo เองก็ขอย้ายออกอย่างชัดเจน แต่ Manchester United ปิดประตูการย้ายทุกรูปแบบทั้งถาวรและยืมตัว ส่วนหนึ่งเพราะบทเรียนจากการขาย Scott McTominay ให้กับ Napoli ที่ตามมาด้วยการกลายเป็นดาวเด่นระดับยุโรป นักเตะหนุ่มจาก Stockport จึงถูกบังคับให้นั่งบนม้านั่งสำรอง ไม่มีทางออก
แต่นี่คือจุดที่ Mainoo พิสูจน์ว่าเขาเป็นผู้ชนะตัวจริง เขาไม่ยอมแพ้ ไม่หยุดซ้อม ไม่แสดงออกให้เห็นถึงการพ่ายแพ้ทางจิตใจ เมื่อ Amorim ถูกปลดออกจากตำแหน่งในวันที่ 5 มกราคม 2026 และ Michael Carrick ก้าวขึ้นมาคุมทีม Mainoo ที่ซ้อมอย่างเต็มที่มาตลอด ก็พร้อมลงสนามทันที

"Mainoo has made the most of his opportunities — and a new contract is now being mooted"
ภายใต้การคุมทีมของ Carrick เขาลงสนามครบ 90 นาทีในนัดดาร์บี้ที่ United เอาชนะ Manchester City 2-0 กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในชัยชนะติดต่อกัน 4 นัดรวด พลังงานที่สะสมไว้นานหลายเดือนระเบิดออกมาอย่างงดงาม แฟนบอล United ที่เคยตะโกน 'Free Kobbie' ตอนนี้ต้องเพียงแค่ตะโกนชื่อเขาดังๆ บนอัฒจันทร์

บทเรียนที่ 5 — ผู้ชนะไม่หยุดแม้หลังกลับมา
ความสำเร็จในการ 'รอด' จากยุค Amorim ไม่ได้ทำให้ Mainoo หยุดนิ่ง เขายังคงลงสนามถึง 28 นัดในซีซั่น 2025/26 รวมถึงการยิงประตูชัยในนัดที่ United เอาชนะ Liverpool 3-2 อย่างน่าตื่นเต้น
ความผูกพันของเขากับ Manchester United ก็ยิ่งแน่นแฟ้น เมื่อสโมสรต่ออายุสัญญาให้เขาจนถึงปี 2031 Director of Football Jason Wilcox ยกย่องว่าเขาคือหนึ่งในความสำเร็จที่ดีที่สุดของ Academy ในยุคนี้ น่าสังเกตว่า สัญญาฉบับนี้เคยถูกตกลงกันไว้แล้วในปีก่อน แต่ถูก Amorim ปฏิเสธที่จะอนุมัติ จนกุนซือคนนั้นจากไป
"Mainoo has been associated with the club since the age of six — and intends to write many more chapters here"
ในปี 2026 เขายังได้รับการเรียกติดทีมชาติอังกฤษโดย Thomas Tuchel เพื่อเข้าร่วม FIFA World Cup 2026 — ในวัยเพียง 21 ปี เขากลายเป็นส่วนสำคัญของทีมชาติอังกฤษที่หวังเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่

บทสรุป — ชัยชนะที่แท้จริงสร้างจากภายใน
เรื่องราวของ Kobbie Mainoo ไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักฟุตบอลเก่ง แต่เป็นบทเรียนชีวิตที่ถ่ายทอดได้ทุกสาขาอาชีพ บทเรียนที่หล่อหลอมขึ้นจากทั้งความเจ็บปวด ความเงียบ และการรอคอยที่แสนทรมาน:
ประการแรก ความเจ็บปวดทางร่างกายไม่ใช่จุดสิ้นสุด การบาดเจ็บข้อเท้าปี 2023 ไม่ได้ทำลาย Mainoo แต่ทำให้เขากลับมาแกร่งกว่าเดิม

ประการที่สอง การเตรียมพร้อมในวันที่ไม่มีใครมองเห็น คือสิ่งที่ทำให้คุณส่องแสงในวันที่ทุกคนจับตา ทุกชั่วโมงในห้องซ้อม ทุกครั้งที่เรียนรู้วิเคราะห์เกม ล้วนสะสมและปรากฏผลในนาทีที่สำคัญที่สุด
ประการที่สาม ความสงบนิ่งและการควบคุมอารมณ์ คือสิ่งที่แยกคนเก่งออกจากผู้ยิ่งใหญ่ เขาไม่เคยปล่อยให้แรงกดดันควบคุมตัวเอง แต่ใช้ความสงบควบคุมแรงกดดัน

ประการที่สี่ และบทเรียนที่โหดร้ายที่สุด คือความอยุติธรรมที่มาจากคนอื่น การถูกกีดกันโดย Amorim นั้นอยู่เกินการควบคุมของ Mainoo แต่สิ่งที่เขาควบคุมได้คือ การเตรียมพร้อมไม่หยุด ปรับสภาพจิตใจของตัวเอง มุ่งมั่นและรอวันที่โอกาสของตัวเองจะกลับมา เขาไม่ยอมแพ้ ไม่เรียกร้องสื่อ และไม่ปล่อยให้ความโกรธพาเขาออกนอกเส้นทางและประการสุดท้าย ความสำเร็จมักมาหาคนที่เตรียมพร้อม ไม่ใช่คนที่แค่รอคอย เมื่อโอกาสกลับมาภายใต้ Carrick เขาไม่ต้องใช้เวลาปรับตัว เพราะเขาพร้อมมาตลอด

Kobbie Mainoo ในวันนี้ยังเพิ่งเริ่มต้นเส้นทางสู่ความเป็นสุดยอดนักเตะของโลกและสิ่งที่ดีที่สุดของเขาที่จะมอบให้กับทีมชาติอังกฤษและ Manchester United ยังมาไม่ถึงด้วยซ้ำ

Digest

อินโดนีเซีย ติดพายุเศรษฐกิจรอบด้าน!! อินโดนีเซียเผชิญแรงกดดันรอบด้านปี 2026 หลังรูเปียห์ดิ่งแรงสุดรอบหลายปี จุดกังวลลามความเชื่อมั่นอาเซียน สะท้อนวิกฤตศรัทธาต่อเศรษฐกิจใหญ่สุดอาเซียน

เศรษฐกิจของอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับภาวะ "Perfect Storm"
หรือ “พายุวิกฤตเศรษฐกิจรอบด้าน”

วิกฤตเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นที่กระทบต่อทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน และเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ จนนักวิเคราะห์และสถาบันการเงินต่างจับตามองว่าอาจส่งผลกระทบลูกโซ่มายังภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากอินโดนีเซียมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค (คิดเป็นเกือบ 40% ของ GDP อาเซียน)

ปัจจัยหลักและสัญญาณเตือนภัยที่ทำให้อดีตดาวรุ่งทางเศรษฐกิจรายนี้ตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง มีรายละเอียดดังนี้:

1. วิกฤตค่าเงินรูเปียห์ที่ดิ่งเหวครั้งรุนแรงที่สุด
· ดิ่งทุบสถิติ: ค่าเงินรูเปียห์ (Rupiah) อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องมากกว่า 7% ทะลุระดับ 16,600 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540) ส่งผลให้เป็นสกุลเงินที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในเอเชีย
· มาตรการฉุกเฉิน: ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia: BI) ถึงกับต้องประกาศ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายนอกรอบการประชุมปกติ เพื่อแทรกแซงและพยุงค่าเงินอย่างเร่งด่วน แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งแรงกดดันจากตลาดได้ทั้งหมด

2. วิกฤตศรัทธา "ทุนนอกไหลออก" ทุบตลาดหุ้น-พันธบัตร
· ตลาดหุ้นแย่ที่สุดในโลก: นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายและถอนเงินออกจากสินทรัพย์อินโดนีเซียอย่างขนานใหญ่ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซีย (JCI) ดิ่งลงแล้วกว่า 30% กลายเป็นดัชนีตลาดหุ้นที่ทำผลงานย่ำแย่ที่สุดในโลกในเวลานี้
· ตลาดพันธบัตรถูกเทขาย: บอนด์ยิลด์พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากราคาพันธบัตรถูกเทขายอย่างหนัก สะท้อนความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนระยะยาวที่มีต่อเสถียรภาพทางการเงินของรัฐบาล

3. ปัญหาภาระทางการคลัง และ "นโยบายประชานิยมทำพิษ"
· การขาดดุลสะสม: โครงสร้างงบประมาณของอินโดนีเซียมีรายจ่ายโตเร็วกว่ารายได้ รัฐบาลขาดดุลเพิ่มขึ้นทุกปี โดยขยับจากประมาณ 9.4 แสนล้านบาทในปี 2565 ขึ้นมาทะลุ 1.07 ล้านล้านบาท
· แรงกดดันจากนโยบายใหม่: ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต มีความกังวลอย่างสูงเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายงบประมาณมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนนโยบายประชานิยม (เช่น โครงการแจกอาหารกลางวันฟรีทั่วประเทศ) และแผนการขยายเพดานหนี้สาธารณะขึ้นไปสู่ระดับ 50% ของ GDP ภายใน 5 ปี ทำให้ตลาดกังวลว่าวินัยทางการคลังจะพังทลายลง

4. ปัจจัยภายนอกและโครงสร้างภายในประเทศ
· ผลกระทบจากตะวันออกกลาง: ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Oil Importer) วิกฤตความขัดแย้งและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้รากฐานต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศ
· ชนชั้นกลางหดตัวอย่างรุนแรง: ข้อมูลเชิงโครงสร้างชี้ว่า จำนวนประชากรกลุ่มชนชั้นกลางของอินโดนีเซียลดลงจาก 57.3 ล้านคนในปี 2562 เหลือเพียง 47.9 ล้านคน ขยับลงไปเป็นกลุ่มชนชั้นกลางระดับล่างและผู้มีรายได้น้อย ท่ามกลางปัญหาความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น ซึ่งบั่นทอนกำลังซื้อภายในประเทศและการเติบโตของ GDP ที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงเรื่อย ๆ

"อินโดนีเซียปี 2026 จะเกิดวิกฤตแบบปี 1997 หรือไม่" คำตอบคือ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่ถึงระดับวิกฤตแบบปี 1997–1998 คำตอบโดยสรุปจากนักเศรษฐศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์คือ "ไม่น่าจะรุนแรงหรือล้มละลายในลักษณะเดิม" เนื่องจากฐานรากทางเศรษฐกิจและระบบป้องกันตนเองในปัจจุบันแข็งแกร่งกว่าอดีตมาก อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับ "วิกฤตความเชื่อมั่น (Crisis of Confidence) และความผันผวนระยะสั้น" ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดไม่น้อย

เหตุผลที่ "ยังไม่ใช่ปี 1997" ปี 1997 อินโดนีเซียมีจุดอ่อนหลายอย่างพร้อมกัน ได้แก่
· หนี้ต่างประเทศภาคเอกชนจำนวนมาก
· ธนาคารอ่อนแอ
· เงินสำรองระหว่างประเทศต่ำ
· ระบบอัตราแลกเปลี่ยนไม่ยืดหยุ่น
· การกำกับดูแลทางการเงินอ่อนแอ

ความเสี่ยงที่แท้จริง สถานการณ์ปัจจุบันคล้ายกับตุรกีช่วงปี 2018–2022 และอาร์เจนตินาหลายช่วงเวลา
รวมทั้งอินโดนีเซียปี 2013 (Taper Tantrum) มากกว่าที่จะเหมือนปี 1997 กล่าวคือ "วิกฤตความเชื่อมั่นและค่าเงิน" มีโอกาสเกิดได้ แต่ "ระบบการเงินล่มสลายทั้งประเทศ" ยังมีโอกาสต่ำกว่าอย่างมาก วิกฤตของอินโดนีเซียในปี 2026 จึงไม่ใช่ "วิกฤตเชิงโครงสร้างที่ไร้ทางสู้" แบบปี 1997 แต่เป็น "วิกฤตจากปัจจัยระยะสั้นและความเชื่อมั่นของตลาด (Acute Shock)" ตราบใดที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียยังสามารถควบคุมเสถียรภาพของค่าเงินผ่านกลไกอัตราดอกเบี้ย และรัฐบาลสามารถพิสูจน์ได้ว่าการใช้จ่ายงบประมาณนโยบายประชานิยมจะไม่ทำลายวินัยทางการคลัง เศรษฐกิจอินโดนีเซียในปี 2026 ก็จะยังคงเติบโตได้ในระดับประมาณ 5.0% - 5.2% และผ่านพ้นช่วงความผันผวนนี้ไปได้

ปัจจุบัน อินโดนีเซียมีฐานะมหภาคแข็งแรงกว่าอดีตมาก หนี้สาธารณะอยู่ในระดับประมาณ 40% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศเกิดใหม่ ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนสูงกว่าในอดีต IMF ยังประเมินว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียมีความยืดหยุ่น และคาดว่า GDP ปี 2026 จะยังเติบโตใกล้ 5% แม้ความเสี่ยงภายนอกเพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่อประเทศไทยและอาเซียน เนื่องจากอินโดนีเซียเป็น "ยักษ์ใหญ่" ของอาเซียน วิกฤตการณ์ครั้งนี้จึงสร้างแรงกระเพื่อมต่อความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนต่างชาติต่อภูมิภาคอาเซียนในภาพรวม (Contagion Risk)

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประเมินและให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยยังคงห่างไกลจากวิกฤตค่าเงินในลักษณะเดียวกับอินโดนีเซีย เนื่องจากไทยมีบริบทและโครงสร้างที่ต่างกัน โดยเฉพาะ "เงินสำรองระหว่างประเทศ" ของไทยที่ยังอยู่ในระดับสูงมากและทำหน้าที่เป็นกันชนที่แข็งแกร่ง ต่างจากอินโดนีเซียที่มีระดับเงินสำรองต่ำกว่าและมีความเสี่ยงสะสมทางการคลังมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ภูเก็ตพร้อมหรือยัง? เปิดแนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง ยกระดับการบริหารอย่างอิสระ ผู้ว่าฯ เลือกตั้งตรงประชาชน ปัญหาเมืองแก้ไขรวดเร็วขึ้น

ก้าวข้ามความขัดแย้งยกฐานะ “มหานครภูเก็ต ต้นแบบจังหวัดจัดการตนเอง”

สถานการณ์ของภูเก็ต ที่ฝ่ายปกครองแตกแยกกันในห้วงเวลาที่มีปัญหามากมายให้แก้ไข ผลประโยชน์มาบังตา ฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะฝ่ายที่อ้างตัวว่า เป็นฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายก้าวหน้า ควรเสนอแนวคิด ผู้ว่าฯ หรือผู้บริหารเมืองควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง อาจจากเรียกฝ่ายบริหารว่า ผู้ว่าราชการนครภูเก็ต หรือนายกนครภูเก็ต ก็แล้วแต่ฝ่ายนิติบัญญัติจะออกแบบมา มีสภาฯควบคุมฝ่ายบริหารเหมือน กทม.หรือพัทยา
ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค หรือถ่ายโอนภารกิจไปให้ท้องถิ่นใหม่

จริง ๆ แล้วภูเก็ตเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็น “พื้นที่ต้นแบบ” ของการกระจายอำนาจ เพราะมีลักษณะพิเศษหลายอย่าง เช่น ความเป็นเกาะ เมืองท่องเที่ยว

-มีรายได้จากการท่องเที่ยวระดับโลก
-มีประชากรแฝงจำนวนมาก
-มีปัญหาเมืองที่ซับซ้อนกว่าจังหวัดทั่วไป
-สร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาล แต่กลับมีอำนาจตัดสินใจด้านงบประมาณและการบริหารจำกัด

หากจะเสนอแนวคิดเชิงนโยบาย อาจเรียกว่า “มหานครภูเก็ต” คล้ายรูปแบบของ กรุงเทพมหานคร หรือ เมืองพัทยา

รูปแบบที่อาจเป็นไปได้
-ผู้ว่าราชการมหานครภูเก็ต
หรือ
-นายกมหานครภูเก็ต

ทำหน้าที่บริหารเมืองโดยตรง มีสภามหานครภูเก็ตืทำหน้าที่
-อนุมัติงบประมาณ/ออกข้อบัญญัติ
-ตรวจสอบฝ่ายบริหาร
-ตั้งกระทู้ถาม
-ตรวจสอบโครงการของฝ่ายบริหาร

ยุบราชการส่วนภูมิภาคในพื้นที่ /โอนย้ายภารกิจ /บุคลากร /เครื่องมือ ไปขึ้นกับหน่วยใหม่ เปิดสมัครใจให้เลือกจะ
เข้าสู่ระบบมหานครภูเก็ต
หรืออยู่กับระบบเก่าที่จะต้องโอนไปขึ้นกับส่วนกลาง หรือจังหวัดอื่น

หน่วยงานที่อาจจะต้องโอนย้ายไป เช่น
-ผังเมือง
-ขนส่งมวลชน
-การจัดการชายหาด
-สิ่งแวดล้อม
-น้ำเสีย
-การท่องเที่ยว
-การอนุญาตก่อสร้างบางประเภท

การบริหารในรูปแบบใหม่ มีข้อดี ประชาชนเลือกคนบริหารโดยตรง
ผู้บริหารตอบโจทย์คนภูเก็ตมากกว่าราชการจากส่วนกลาง
แก้ปัญหาเมืองได้รวดเร็ว
วางแผนเมืองระยะยาวได้
สอดคล้องกับเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

แต่ก็มีข้อกังวล อาจเกิดการผูกขาดอำนาจโดยกลุ่มการเมืองท้องถิ่นบ้านใหญ่ จึงต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง รัฐบาลกลางอาจกังวลเรื่องความเป็นเอกภาพในการบริหารประเทศ ต้องแก้กฎหมายหลายฉบับ ทั้งโครงสร้างกระทรวงมหาดไทยและกฎหมายปกครองท้องถิ่น

ประเด็นที่น่าขายทางการเมือง

หากมองในเชิงนโยบายสาธารณะ ภูเก็ตถือเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมมากที่สุดจังหวัดหนึ่งสำหรับการทดลองรูปแบบ “มหานคร” เพราะมีขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่ มีฐานรายได้ชัดเจน และมีปัญหาเมืองที่ต้องการการตัดสินใจรวดเร็วกว่าโครงสร้างราชการส่วนภูมิภาคแบบเดิม แต่โจทย์สำคัญที่สุดไม่ใช่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ เพียงอย่างเดียว หากคือการออกแบบระบบตรวจสอบถ่วงดุลให้เข้มแข็งพอที่จะป้องกันการรวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลาง ไปสู่การรวมศูนย์อำนาจในมือกลุ่มการเมืองท้องถิ่นแทน
รูปแบบการบริหารเมืองใหม่อาจจะเรียกว่า
“จังหวัดจัดการตนเอง” อันเป็นแนวคิดที่มีทั้งข้อดีและข้อท้าทาย แต่สำหรับจังหวัดอย่างภูเก็ต ผมมองว่าเป็นแนวคิดที่ควรศึกษาอย่างจริงจัง

จังหวัดจัดการตนเอง คืออะไร

ไม่ใช่การแยกประเทศ ไม่ใช่รัฐอิสระ

แต่เป็นการให้ประชาชนในจังหวัดมีอำนาจกำหนดอนาคตของตัวเองมากขึ้น เช่น

-เลือกผู้บริหารจังหวัดโดยตรง
-จัดทำงบประมาณได้เองมากขึ้น
-กำหนดแผนพัฒนาเมืองเอง
-บริหารขนส่ง สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และบริการสาธารณะบางส่วนเอง

รัฐบาลกลางยังดูแลเรื่อง
-ความมั่นคง
-การต่างประเทศ
-การคลังระดับชาติ
-กระบวนการยุติธรรมหลัก

แนวคิดนี้มาจากทฤษฎีทางการเมือง “คนในพื้นที่รู้ปัญหาของพื้นที่ดีที่สุด”
ภูเก็ตย่อมเข้าใจปัญหาการท่องเที่ยว การจราจร น้ำเสีย และแรงงานต่างชาติดีกว่าส่วนกลาง
ลดความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาหลายเรื่องไม่ต้องรออนุมัติจากกรุงเทพฯเกิดการแข่งขันเชิงพัฒนา แต่ละจังหวัดต้องพัฒนาตัวเองเพื่อดึงดูดการลงทุนและคุณภาพชีวิต

ประชาชนตรวจสอบได้ง่ายขึ้น รู้ว่าใครรับผิดชอบ ไม่ต้องโยนกันระหว่างกระทรวง จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ข้อเสียและความเสี่ยง
นักการเมืองท้องถิ่นอาจครอบงำอำนาจ
หากระบบตรวจสอบอ่อนแอ อาจเกิด “เจ้าพ่อจังหวัด” หรือเครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่น

ปัญหาใหญ่คือ กระทบต่อโครงสร้างของกระทรวงมหาดไทย และระบบราชการส่วนภูมิภาคทั้งหมด ที่ราชสีห์จะหวงอำนาจ อันเป็นอุปสรรคใหญ่ของระบบเสนาบดี

ถ้าถามว่า “ภูเก็ตพร้อมหรือยัง”
หลายคนมองว่าภูเก็ตเป็นจังหวัดที่พร้อมที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะ
-มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่
-มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูง
-มีความเป็นเมืองสากล
-มีปัญหาเฉพาะที่ต้องการการตัดสินใจรวดเร็ว

ดังนั้นแนวคิดที่เป็นไปได้มากกว่าในทางการเมือง คือ
“มหานครภูเก็ต” หรือ “ภูเก็ตปกครองตนเองรูปแบบพิเศษ”
คล้ายกับกรุงเทพมหานครหรือพัทยา แต่มีอำนาจมากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป

“จะออกแบบอย่างไรให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น โดยยังมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง”
ในสถานการณ์ ภูเก็ตจังหวัดจัดการตนเอง น่าจะเป็นประเด็นที่หยิบขึ้นมาถกกันมากที่สุด

ศึกมหาดไทยภูเก็ตเดือด!! มหาดไทยจับตาภูเก็ต หลังผู้ว่าฯ ขอสอบข้อเท็จจริง ปมขัดแย้งรองผู้ว่าฯ และข่าวบุกรุกพื้นที่สาธารณะ

มหาดไทยร้อนฉ่า กับปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกับร้องผู้ว่าฯฉายา “รองซีฟู้ด หรือรองกุ้ง” รอดูใครจะอยู่ใครจะไป

ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต คือ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร
ส่วน “รองฯ ซีฟู้ด” สื่อหลายสำนักใช้เป็นฉายาเรียก แต่ไม่ได้ระบุชื่อในข่าวโดยตรง อย่างไรก็ตาม จากกระแสที่พูดถึงกันในวงมหาดไทยและข่าวที่ออกมา บุคคลที่ถูกโยงกับฉายารองกุ้งในจังหวัดภูเก็ตมีสองคนด้วยกัน ก็ไม่รู้ว่าเป็นรองคนไหน

เรื่องร้อนมาจากการที่อนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่หาดบางเทา จ.ภูเก็ต และสั่งกำชับเรื่องการปราบปรามเอาจริงเอาจังกับกับผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่บุกรุกพื้นที่สาธารณะ

มีข่าวในเชิงลึกว่า คนสนิทของรองซีฟู้ด เกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่สาธารณะอยู่ด้วย และทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตก็ต้องเอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติตามนโยบายนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทย แน่นอนว่าจะต้องกระทบชิ่งไปยังคนสนิทของร้องซีฟู้ดด้วย

ความร้อนฉ่าพุ่งกระฉูดในวันนี้เรื่องระหว่างผู้ว่าฯ กับ “รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด” นั้น ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่าใครผิดหรือถูก แต่มีสัญญาณว่ามีความขัดแย้งภายในฝ่ายปกครองจังหวัดด้วยกันเองอยู่พอสมควรครับ

กล่าวถึงรองผู้ว่าฯภูเก็ต มีหลายคน ประกอบด้วย
ปัจจุบัน (มิถุนายน 2569) จังหวัด ภูเก็ต มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ปรากฏตามคำสั่งมอบอำนาจและข่าวการเข้ารับตำแหน่ง ประกอบด้วย

1. อดุลย์ ชูทอง
2. รณรงค์ ทิพย์ศิริ
3. สุวิทย์ พันธ์เสงี่ยม
4. ธีระพงศ์ ช่วยชู

ส่วนรองกุ้งมีสองคน คือรองฯอดุลย์ กับรองธีระพงศ์

ประเด็นที่เป็นข่าวมีอยู่ 2 เรื่องหลัก

1. มีโพสต์ในโซเชียลกล่าวหาว่า “รองฯ ซีฟู้ด” อ้างว่าสามารถย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้ และมีการท้าชนอำนาจกันระหว่างฝ่ายผู้ว่าฯ กับรองผู้ว่าฯ
2. มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับบุคคลใกล้ชิดรองผู้ว่าฯ ในประเด็นบุกรุกพื้นที่ชายหาดและผลประโยชน์บางอย่างในพื้นที่เชิงทะเล ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยด้วย

เรื่องลุกลามจน อนุทิน ชาญวีรกูล หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดกลางวงประชุมผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ โดยถามหารองฯ ที่ถูกเรียกว่า “ซีฟู้ด” และย้ำว่ารองผู้ว่าฯ ไม่มีอำนาจไปย้ายผู้ว่าฯ ได้ พร้อมระบุว่าหากมีการพูดเช่นนั้นจริงถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

“ถ้าจะย้ายผู้ว่าฯแบบนั้นก็ต้องย้ายรัฐมนตรีมหาดไทยด้วยสิ” อนุทิน กล่าว

ขณะที่ฝ่ายผู้ว่าฯ ภูเก็ตก็ได้ขอให้กระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ดังนั้น ณ ตอนนี้ สิ่งที่รู้แน่ ๆ คือ

-มีข่าวลือเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าฯ ภูเก็ตกับรองผู้ว่าฯ คนหนึ่ง
-มีการกล่าวอ้างเรื่อง “ย้ายผู้ว่าฯ”
-กระทรวงมหาดไทยรับเรื่องตรวจสอบแล้ว
-ยังไม่มีผลสอบหรือข้อยุติอย่างเป็นทางการว่ามีการกระทำผิดจริงหรือไม่

วงในฝ่ายปกครองภูเก็ตแจ้งว่า เวลานี้หน่วยงานสืบสวนสอบสวน ทั้งดีเอสไอ /ปปง./ปปช.ลงไปสืบสวนสอบสวนหาข้อมูลเต็มพื้นที่ อีกไม่นานถ้าไม่ลูบหน้าปะจมูก ก็จะรูดม่านให้ได้เห็นหน้าเห็นตากัน

ถ้าอนุทิน สอบพบว่า รองซีฟู้ดพูดจริง อนุทินบอกแล้วว่า ไม่เหมาะสม ฉนั้นอนาคตของรองซีฟู้ด หรือรองกุ้งก็น่าจะไม่สดใสนักในตำแหน่งรองผู้ว่าฯภูเก็ต

บทเรียนเขากระโดง!! เมื่อที่ดินหลวงถูกกลืนกิน ถึงวันที่ต้องคายกรรมคืนแผ่นดิน บทเรียนเขากระโดงสะท้อนราคาที่ผู้ทุจริตต้องจ่าย เตือนใจคนคิดโกงแผ่นดินหลวง

เมื่อกล้า “กลืนกินเขากระโดง” ก็อย่ากลัวถ้าต้อง “อ้าปากคายกรรม”
บทเรียนของคน “ทุจริต” แผ่นดิน

อดีตถึงปัจจุบัน ผู้มีอิทธิพลที่ปล้นที่ดินของหลวงมาเป็นของตนเองมีนับไม่ถ้วน เรื่องความผิดทาง “กฎหมาย” ส่วนตัวผมเชื่อว่ามีผู้คนพูดให้รายละเอียดกันมามากมายแล้ว แต่ความผิดในเรื่อง "กฎแห่งกรรม" เพื่อจะเตือนสติคนที่คิดจะกระทำผิด เชื่อว่ายังมีอยู่น้อยนิดเดียว

บรรทัดต่อจากนี้คือ “สัจธรรมแห่งวิบากกรรม” ที่ผู้ทุจริตคิดไม่ซื่อต่อ “แผ่นดินหลวง” จะต้องเผชิญ
“เขากระโดง” ผืนดินที่เริ่มต้นด้วยพระราชปณิธานอันบริสุทธิ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ที่ทรงวางรากฐานเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย และกิจการรถไฟหลวง กลับต้องกลายมาเป็นชนวนเหตุแห่งความโลภ ทว่าในสัจธรรมของโลก ไม่มีใครสามารถโกงแผ่นดินแล้วอยู่อย่างเป็นปกติสุขได้ เพราะ "กรรม" ไม่เคยทำงานผิดพลาด และนี่คือ “วิบากกรรม” ที่ “คนคดโกง” รวมถึง “ผู้สนับสนุนโจรปล้นแผ่นดิน” ต้องชดใช้อย่างสาสม

ผู้ที่ร่วมกระบวนการทุจริต ไม่ว่าจะด้วยการใช้อำนาจมิชอบ การเบียดบัง หรือการเพิกเฉยเพื่อเอื้อประโยชน์ มักต้องเผชิญกับจุดจบที่คล้ายคลึงกันในชาติชีวิตนี้ นั่นคือ เกียรติยศที่ล่มสลาย ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลที่อุตสาหะสร้างมาจะถูกจารึกไว้ในฐานะ "ผู้ทรยศแผ่นดิน" จะถูกตราหน้าว่าคือ “คนชั่ว” ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

เงินทองที่ได้มาจากการโกงแผ่นดินหลวง จะละลายหายไปกับคดีความ หรือเหตุเภทภัยที่ไม่คาดฝัน สมบัติที่ช่วงชิงมาอย่างทุจริต สุดท้ายจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถส่งต่อเป็นมรดกได้อย่างภาคภูมิ
การโกงของหลวงที่มี “เจตนาบริสุทธิ์ของบูรพกษัตริย์” เกื้อหนุนอยู่ จิตใจของผู้โกงจะสะสม “อกุศลกรรม” หนาแน่น เมื่อถึงเวลาใกล้ดับจิต ภาพความทุจริตจะตามมาหลอกหลอน นำพาจิตดำดิ่งลงสู่ “ทุคติภูมิ” ไม่อาจหนีพ้น สำหรับข้าราชการ ผู้มีอำนาจที่ยอมเป็นหูเป็นตา ยอมเป็นมือเป็นไม้คอยค้ำจุนการโกง หรือแม้แต่ประชาชนที่สนับสนุนคน “ทุจริตที่ดิน” เหล่านี้ วิบากกรรมที่ได้รับก็จะไม่น้อยไปกว่ากัน

“เขากระโดง” อาจถูกเปลี่ยนมือใน “โฉนดกระดาษ” ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์ แต่ใน "โฉนดแห่งกรรม" ไม่มีใครสามารถแก้ไขหรือติดสินบนนายทะเบียนที่ชื่อว่า “ความจริง” ได้ วันนี้อาจดูมั่งคั่ง แต่เมื่อถึงเวลาที่ “กรรมพิพากษา” ต่อให้มีทรัพย์สินหมื่นล้านก็ซื้อลมหายใจที่สงบสุขคืนกลับมาไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

แจ็ค รัสเซล

จีนส่งรถถัง T-59D ให้กัมพูชา!! จับตาเกมยุทธศาสตร์ปักกิ่ง ท่ามกลางชายแดนไทย–กัมพูชาระอุ สะท้อนโจทย์ใหญ่ภูมิรัฐศาสตร์ เมื่ออาวุธกลายเป็นเครื่องผูกมิตร

จีนยืนยันเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนว่า ได้ส่งมอบรถถัง T-59D จำนวน 39 คันให้กับเขมรแล้ว โดยระบุว่าเป็นล็อตแรกจากทั้งหมด 93 คันที่ส่งไปภายใต้โครงการความร่วมมือทางทหารประจำปี รถถัง T-59D ได้รับการอัพเกรดด้วยปืนขนาด 105 มม. ที่ใหญ่กว่า (จาก 100 มม.) เมื่อเทียบกับรุ่นเก่า ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความซับซ้อนของข้อตกลงทวิภาคีระยะยาว ยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาค และความตึงเครียดบริเวณชายแดนในพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจว่า เหตุใดจีนจึงส่งมอบรถถังเหล่านี้ และจำเป็นหรือไม่ในขณะนี้ สถานการณ์ต้องได้รับการประเมินผ่านมุมมองที่แตกต่างกันสองประการ ได้แก่ ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระยะยาว และความขัดแย้งระดับภูมิภาคในทันที 

1. เหตุใดจีนจึงมอบรถถังให้แก่เขมร? การมาถึงของรถถัง T-59D ชุดแรกจากจีน (รุ่นปรับปรุงใหม่ที่ทันสมัยกว่ารถถังหลักของจีนรุ่นเก่า) ที่ท่าเรือเขมร เกิดจากข้อผูกพันตามสัญญาและการวาง

1.1 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์: การปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีอยู่ก่อนแล้ว: เจ้าหน้าที่กลาโหมของทั้งจีนและไทยยืนยันว่า การส่งมอบครั้งนี้ไม่ใช่การกระทำที่ฉับพลันหรือเป็นการตอบโต้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกรอบความช่วยเหลือทางทหารและการฝึกร่วมกันระยะยาวที่มีอยู่ระหว่างปักกิ่งและพนมเปญ ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2016 เป็นอย่างน้อย (มักเห็นได้ในระหว่างการฝึกซ้อมทางทหารร่วมประจำปี "มังกรทอง") ข้อมูลด้านความมั่นคงบ่งชี้ว่า คำสั่งซื้อทั้งหมดครอบคลุมรถถังมากถึง 93 คัน โดยการส่งมอบครั้งแรกนี้ประกอบด้วยรถถังประมาณ 39 ถึง 40 คัน 

1.2 พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ "เหล็กกล้า": เขมรเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและน่าเชื่อถือที่สุดของจีนในกลุ่มอาเซียน ในทางกลับกัน เขมรได้รับการลงทุนทางเศรษฐกิจ การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความช่วยเหลือด้านการปรับปรุงกองทัพจากจีน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือทางการทูตที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

1.3 การเข้าถึงทางภูมิศาสตร์การเมือง (ฐานทัพเรือเรียม): นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ของขวัญทางทหารอย่างต่อเนื่องของจีน ตั้งแต่รถถังเหล่านี้ไปจนถึงการบริจาคเรือรบก่อนหน้านี้ เป็นวิธีหนึ่งในการรักษาและคงไว้ซึ่งการเข้าถึงสถานที่ทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว เช่น ฐานทัพเรือเรียมที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งทำให้ปักกิ่งมีฐานที่มั่นสำคัญใกล้กับอ่าวไทยและทะเลจีนใต้ 

2. การส่งมอบครั้งนี้ "จำเป็น" ในตอนนี้หรือไม่? ความจำเป็นของการส่งมอบนั้นขึ้นอยู่กับว่า ถามกับใคร เพราะช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับสถานการณ์ที่อ่อนไหวอย่างมากในภูมิภาค ข้อโต้แย้งที่ว่า "ไม่จำเป็น / ทำให้เกิดความไม่มั่นคง" จากมุมมองด้านความมั่นคงภายนอกและเสถียรภาพในภูมิภาค

2.1 การส่งมอบในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียดอย่างมาก: ทำให้ความตึงเครียดชายแดนปะทุขึ้น: รถถังมาถึงท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปราะบางอย่างเหลือเชื่อตามแนวชายแดนไทย-เขมร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีการโต้แย้งกันมาอย่างยาวนาน เช่น บริเวณปราสาทพระวิหารและเขตแดนทางทะเล) หลังจากการปะทะกันตามแนวชายแดนเมื่อเร็วๆ นี้ การไหลเข้าของยุทโธปกรณ์จำนวนมากอาจเสี่ยงต่อการกระตุ้นการแข่งขันด้านอาวุธหรือการยกระดับความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ แม้ว่าหน่วยข่าวกรองไทยจะระบุว่ารถถังถูกเก็บไว้ที่ท่าเรือและยังไม่ได้เคลื่อนไปยังแนวหน้าก็ตาม 

2.2 การปลุกปั่นชาตินิยมภายในประเทศ: เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยชี้ให้เห็นว่าผู้นำเขมรอาจใช้การมาถึงของยุทโธปกรณ์ทางทหารขนาดใหญ่เพื่อปลุกปั่นความรู้สึกชาตินิยมภายในประเทศและสร้างคะแนนทางการเมือง แทนที่จะจัดการกับภัยคุกคามภายนอกที่ถูกต้องและเร่งด่วนซึ่งจำเป็นต้องใช้ยุทโธปกรณ์หนัก 

3. ข้อโต้แย้งเรื่อง "ความจำเป็น" (มุมมองของเขมรและจีน) จากมุมมองการปฏิบัติการของพนมเปญและปักกิ่ง การส่งมอบครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เฉพาะดังนี้: 

3.1 การแก้ไขความไม่สมดุลทางทหาร: ในอดีต ผู้นำเขมรแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถพัฒนากองทัพให้ทันสมัยเพียงพอเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับเขมร การอัพเกรดกองเรือที่ล้าสมัยด้วยรถถัง T-59D ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการป้องกันประเทศขั้นพื้นฐานและการสร้างสมดุลขีดความสามารถทางทหารในภูมิภาค 

3.2 กำหนดเวลาตามสัญญา: สำหรับจีน การหยุดการส่งมอบยุทธภัณฑ์ที่วางแผนไว้ระยะยาวเนื่องจากความขัดแย้งชายแดนในท้องถิ่น จะเป็นการส่งสัญญาณถึงการขาดความมุ่งมั่นต่อพันธมิตรในภูมิภาคที่ภักดีที่สุด การส่งมอบฮาร์ดแวร์เป็นการส่งสัญญาณว่าปักกิ่งยืนหยัดอย่างมั่นคงอยู่เบื้องหลังความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมกับเขมร โดยไม่คำนึงถึงความขัดแย้งในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไป 

สรุป แม้ว่า การส่งมอบจะเป็นเพียงการดำเนินการตามสัญญาหลายปีที่มีอยู่แล้ว แต่จังหวะเวลาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความกังวลใจอย่างเข้าใจได้ ขณะที่เขมรมองว่า ยุทโธปกรณ์เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่รอคอยมานานสำหรับการป้องกันประเทศและการพัฒนาให้ทันสมัย โครงสร้างความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้านกลับมองว่า การไหลเข้าของยุทโธปกรณ์ในช่วงที่มีข้อพิพาทชายแดนอย่างรุนแรงเป็นตัวแปรที่ไม่แน่นอนซึ่งทำให้การเจรจาสันติภาพทางการทูตซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะการส่งมอบในช่วงที่มีการหยุดยิงที่เปราะบาง  ในขณะที่จีนกำลังจัดหายุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าให้กับไทยไปพร้อมๆ กัน บ่งชี้ว่า ปักกิ่งสนใจเสถียรภาพในภูมิภาคน้อยกว่าการทำให้ทุกฝ่ายต้องพึ่งพายุทโธปกรณ์และไมตรีจิตจากจี

‘สีจิ้นผิง’ เยือนเปียงยาง!! จากสงครามที่ถูกลืมสู่เกมมหาอำนาจ จีนขยับคุมสมดุลคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง ตอกย้ำจีนถือไพ่เกาหลีเหนือ ท่ามกลางสงครามเกาหลีที่ยังไม่จบ 73 ปี

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เยือนเกาหลีเหนือ
รู้หรือไม่ว่า สงครามเกาหลียังไม่สงบ แต่อยู่ในสถานะหยุดยิงชั่วคราวมา 73 ปีแล้ว

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเยือนเกาหลีเหนือในวันที่ 8 มิถุนายน 2026 ด้วยเหตุผลเชิงกลยุทธ์หลายประการที่มีความทับซ้อนกันมากกว่าหนึ่งประเด็น การเยือนเปียงยางอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน เป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบเจ็ดปี โดยมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นอย่างมาก

แม้ว่าปักกิ่งและเปียงยางจะระบุอย่างเป็นทางการว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการเฉลิมฉลอง "มิตรภาพที่แข็งแกร่งและไม่มีวันแตกสลาย" โดย ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มองว่า การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญมากพอที่จะเดินทางด้วยตนเอง ด้วยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ลดการเดินทางไปต่างประเทศลงอย่างมาก โดยเฉลี่ยแล้วเดินทางไปเพียงประมาณ 6 ครั้งต่อปี ระหว่างปี 2022 ถึง 2025 การที่เขาเป็นฝ่ายเดินทางไปเปียงยาง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่จีนให้กับการเยือนครั้งนี้ โดยมีแรงจูงใจที่สำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเดินทางของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ดังนี้:
1. เป็นการยืนยันอิทธิพลของจีนเหนือเกาหลีเหนืออีกครั้ง เหตุผลที่สำคัญที่สุดดูเหมือนจะเป็นความกังวลของปักกิ่งที่ว่า คิม จองอุน ได้ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และสหพันธรัฐรัสเซียมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือทางทหารของเกาหลีเหนือกับรัสเซียขยายตัว ทำให้เปียงยางมีแหล่งสนับสนุนทางเศรษฐกิจและทางทหารทางเลือก การเยือนของสี จิ้นผิงส่งสัญญาณว่า จีนต้องการคงสถานะเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือ
2. เป็นการเสริมสร้างพันธมิตรเก่าแก่ดั้งเดิม การเยือนครั้งนี้ตรงกับวันครบรอบ 65 ปีของสนธิสัญญาไมตรี ความร่วมมือ และความช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างจีนและเกาหลีเหนือปี 1961 ซึ่งยังคงเป็นสนธิสัญญาป้องกันประเทศอย่างเป็นทางการเพียงฉบับเดียวของจีน รัฐบาลทั้งสองประเทศต่างอธิบายการเดินทางครั้งนี้ว่า เป็นการยืนยันพันธมิตรทางประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศอีกครั้ง ในสงครามเกาหลี จีนส่งทหารจำนวนมหาศาลเข้าร่วมรบกับกองกำลังสหประชาชาติเพื่อช่วยเกาหลีเหนือ โดยทหารจีนเสียชีวิตตามตัวเลขของรัฐบาลจีนเกือบ 200,000 นาย แต่เลขของฝ่ายตะวันตกอยู่ที่ 4-600,000 นาย บาดเจ็บอีกหลายล้านนาย
3. เป็นการจัดการความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาค จีนต้องการเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลี ปักกิ่งกังวลว่า โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธที่กำลังขยายตัวของเกาหลีเหนืออาจกระตุ้นให้สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นตอบโต้ทางทหารที่รุนแรงขึ้น การรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเปียงยางทำให้จีนรักษาช่องทางอิทธิพลในช่วงวิกฤตไว้ได้
4. เพื่อต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ประธานาธิบดีสี เน้นย้ำถึงความร่วมมือในการต่อต้านสิ่งที่แถลงการณ์ของจีนและเกาหลีเหนืออธิบายว่าเป็น "การครอบงำ" และแรงกดดันจากภายนอก จีนมองว่า เกาหลีเหนือเป็นกันชนทางยุทธศาสตร์ระหว่างตนเองกับกองกำลังทหารของสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น การเดินทางของประธานาธิบดีสี เกิดขึ้นหลังจากมีการเจรจาทางการทูตระดับสูงในปักกิ่ง ซึ่งเขาได้ต้อนรับทั้งประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพิ่มอำนาจต่อรองทางภูมิศาสตร์การเมือง การปรากฏตัวในเปียงยาง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต้องการแสดงให้วอชิงตันเห็นว่า จีนเป็นผู้ถือไพ่ตายสำคัญที่สุดในด้านความมั่นคงของเอเชียตะวันออก อันเป็นการส่งสัญญาณว่า การแก้ไขปัญหาทางการทูตอย่างยั่งยืนเกี่ยวกับคาบสมุทรเกาหลีหรือโครงสร้างความมั่นคงในภูมิภาคจะต้องผ่านปักกิ่งโดยตรง
5. เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของจีนในการทูตระดับโลก การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากมีการประชุมระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และรัสเซีย การรักษาความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับเปียงยางทำให้ปักกิ่งมีอิทธิพลเพิ่มเติมในการหารือเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาค การคว่ำบาตร ประเด็นนิวเคลียร์ และการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนในวงกว้าง

การเยือนของสี จิ้นผิง มีจุดประสงค์หลักเพื่อทำให้มั่นใจว่า เกาหลีเหนือยังคงอยู่ในอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ของจีน และไม่ห่างเหินไปทางรัสเซียมากเกินไป พร้อมทั้งเสริมสร้างบทบาทของจีนในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในการเจรจาต่อรองในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ โดย ท่านผู้อ่านจำนวนมากอาจไม่ทราบว่า สถานะปัจจุบันของสงครามเกาหลี (1950–1953) ยังไม่สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ด้วยสถานะปัจจุบัน ในทางเทคนิคแล้วสงครามยังคงดำเนินอยู่ แต่ยุติลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1953 การลงนามในข้อตกลงหยุดยิงเกาหลี ผู้ลงนามได้แก่ กองบัญชาการสหประชาชาติ (นำโดยสหรัฐอเมริกา) กองทัพประชาชนเกาหลีเหนือ และกองกำลังอาสาสมัครประชาชนจีน แต่ผู้ไม่ลงนามคือ ประธานาธิบดีซิงมัน รี แห่งเกาหลีใต้ (ในขณะนั้น) ซึ่งปฏิเสธที่จะลงนาม เนื่องจากเขาคัดค้านการแบ่งแยกคาบสมุทร ทำให้การหยุดยิงถูกออกแบบมาเพื่อ "รับประกันการยุติการสู้รบอย่างสมบูรณ์" จนกว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายได้ เนื่องจากไม่เคยมีการทำสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายความว่า เกาหลีทั้งสองยังคงอยู่ในสถานะสงครามภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อตกลงหยุดยิงได้จัดตั้งเขตปลอดทหารเกาหลี (DMZ) ซึ่งเป็นเขตกันชนกว้างประมาณ 4 กิโลเมตร ทอดยาวประมาณ 250 กิโลเมตรข้ามคาบสมุทรใกล้เส้นขนานที่ 38 แยก เกาหลีเหนือ และ เกาหลีใต้ ออกจากกัน ยังคงเป็นหนึ่งในพรมแดนที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนาที่สุดในโลก โดยสถานการณ์ปัจจุบันในคาบสมุทรเกาหลี:
· เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ถูกแบ่งแยกอย่างเป็นทางการและมีรัฐบาล กองทัพ และเศรษฐกิจแยกจากกัน
· สหรัฐฯ คงกำลังทหารประมาณ 28,500 นายในเกาหลีใต้ภายใต้สนธิสัญญาป้องกันร่วมกัน เกาหลีเหนือได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ โดยทำการทดสอบหลายครั้งในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
· มีการเจรจาทางการทูตเป็นระยะ (รวมถึงการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และคิมในปี 2018-2019) แต่ยังไม่มีข้อตกลงที่ยั่งยืน โดยเกาหลีเหนือทำการทดสอบขีปนาวุธเป็นประจำและได้เพิ่มระดับการข่มขู่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
· ปัจจุบัน ความตึงเครียดยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเกาหลีเหนือได้กระชับความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย (รวมถึงมีรายงานว่าจัดหาลูกกระสุนปืนใหญ่และกำลังพลสำหรับสงครามในยูเครน) และเกาหลีใต้ตอบโต้ด้วยการพิจารณาใหม่เกี่ยวกับท่าทีด้านความมั่นคงของตนเอง

สำหรับสหรัฐอเมริกา สงครามนี้มักถูกเรียกว่า "สงครามที่ถูกลืม" แต่สถานะที่ยังไม่ยุติของสงครามนี้ยังคงส่งผลต่อภูมิศาสตร์การเมืองในเอเชียตะวันออกมาจนถึงทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ฮอร์โมนข้ามเพศเข้าบัตรทอง? จากสิทธิสุขภาพสู่คำถามงบจำกัด สปสช. เดินหน้าแนวคิดฮอร์โมนฟรีสำหรับคนข้ามเพศ จุดเปลี่ยนระบบสุขภาพไทย หรือโจทย์ใหญ่ที่ต้องถกให้รอบด้าน

ถึงเวลาแล้วหรือ….แจกฮอร์โมนฟรี คนข้ามเพศ

หลังจากที่ประเทศไทยกลายเป็น Hub ของกลุ่ม LGBTQ ที่มีเสียงดังมากขึ้นในสังคมปัจจุบันนี้ ล่าสุดทาง สปสช มีแนวคิดแจกฮอร์โมนข้ามเพศให้กับผู้ที่ถือบัตรทอง ซึ่งแนวคิดนี้ถูกต่อต้านจากหลายภาคส่วนในสังคม วันนี้เอย่าจึงขอมาขุดเบื้องลึกที่เกี่ยวกับการแจกฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศกันนะคะ

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนให้ถ่องแท้ว่าใครคือคนที่สามารถถือบัตรทองได้คือคนสัญชาติไทยที่ไม่ได้อยู่ในระบบสิทธิรักษาอื่น ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม หรือ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจบางแห่งที่มีสิทธิรักษาเฉพาะของตนเองโดยข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 2569 มีผู้มีสิทธิบัตรทองประมาณ 47.5 ล้านคน โดยมีสัดส่วนของผู้รับบริการประมาณ 20,000 คน ที่อยู่ในกลุ่มที่จะต้องใช้ฮอร์โมนข้ามเพศนี้ โดยทาง สปสช มุ่งเป้าไปที่ยา 6 รายการสำคัญที่จะต้องใช้สำหรับคนไข้กลุ่มนี้คือ

1. Leuprorelin (ลิวโพรเรลลิน) หรือ Triptorelin (ทริปโทเรลิน) ใช้กดการสร้างฮอร์โมนเพศจากอัณฑะหรือรังไข่
2. 17-beta Estradiol ชนิดเม็ด เป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนสำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ลักษณะเพศหญิง
3. Estradiol Transdermal 0.06% ชนิดทาหรือแผ่นผ่านผิวหนัง เป็นฮอร์โมนสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือดหรือผลข้างเคียงจากยากิน
4. Testosterone Enanthate ชนิดฉีด เป็นฮอร์โมนเพศชายที่ใช้สำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่ลักษณะเพศชาย
5. Cyproterone Acetate ชนิดเม็ด เป็นยาต้านฮอร์โมนเพศชาย (anti-androgen) ที่ช่วยลดระดับเทสโทสเตอโรน
6. Spironolactone ชนิดเม็ด ซึ่งเดิมเป็นยาขับปัสสาวะและรักษาความดัน แต่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชาย จึงใช้ร่วมกับเอสโตรเจนได้

โดยวางงบประมาณไว้ที่ 145 ล้านบาท เป็นค่ายาและค่าบริการทางการแพทย์ คำถามคือ ณ วันนี้ในวันที่ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีโรคที่มีความสำคัญและวิกฤตกว่า ค่าใช้จ่ายนี้สำหรับคนประมาณ 20,000 คนมีความจำเป็นมากเพียงใดพื่อที่จะลดปัญหาคนกลุ่มนี้ไปซื้อยาเองแล้วเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากฮอร์โมนที่ใช้กันอย่างไม่ถูกต้อง

หากหันกลับมามองในระดับโลกบ้างว่ามีประเทศใดมีการสนับสนุนให้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศบ้าง วันนี้เอย่าเอามาให้ดู

• สหราชอาณาจักร — ในระบบ NHS ครอบคลุมการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่ผ่านกระบวนการวินิจฉัยและเข้าระบบคลินิกเฉพาะทาง แม้จะมีคิวรอนานในหลายพื้นที่
• ฝรั่งเศส — มีการให้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศสามารถได้รับการคุ้มครองโดยระบบประกันสุขภาพของรัฐภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
• เยอรมนี — มีระบบประกันสุขภาพภาครัฐครอบคลุมฮอร์โมนสำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินทางการแพทย์
• เนเธอร์แลนด์ — การให้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศนั้นครอบคลุมผ่านระบบประกันสุขภาพภาคบังคับ แต่มีคิวรอค่อนข้างยาว
• เดนมาร์ก — มีการระบุผู้ใช้บริการกลุ่มคนข้ามเพศจำนวนมากได้รับการรักษาผ่านระบบภาษีของรัฐโดยไม่ต้องจ่ายค่าฮอร์โมนเองเป็นหลัก
• บราซิล — มีระบบสาธารณสุขของรัฐ (SUS) มีบริการฮอร์โมนและการดูแลคนข้ามเพศในหลายเมือง
• อาร์เจนตินา — เป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎหมายรับรองสิทธิการเข้าถึงการรักษายืนยันเพศสภาพค่อนข้างกว้างขวาง จุดเริ่มต้นสำคัญคือกฎหมาย Gender Identity Law ของอาร์เจนตินา ซึ่งรับรองสิทธิของบุคคลในการเข้าถึงการรักษาด้วยฮอร์โมนและการรักษายืนยันเพศสภาพโดยไม่ต้องมีคำสั่งศาลหรือการวินิจฉัยทางจิตเวชแบบเดิม ๆ ต่อมา รัฐบาลอาร์เจนตินาได้บรรจุยาฮอร์โมนสำหรับการยืนยันเพศสภาพเข้าในระบบประกันสุขภาพภาคบังคับ (PMO) โดยกำหนดให้ระบบสาธารณสุขของรัฐ ประกันสังคม และประกันสุขภาพเอกชนต้องให้ความคุ้มครอง 100% สำหรับยาที่กำหนด ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับไทย นโยบายล่าสุดของ สปสช. มีลักษณะใกล้เคียงกับแนวทางของอาร์เจนตินาในแง่ที่มองว่าฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพเป็น "บริการสุขภาพ" ที่รัฐควรจัดให้ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ มากกว่ามองเป็นบริการเสริมด้านความงาม

จากเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลที่เอย่ากล่าวมานี้ คงมีคนหลายคนตั้งคำถามว่าแล้ว สปสช เอาความคิดแบบนี้มาจากไหน คิดเองหรือก๊อปจากประเทศที่พัฒนาแล้วมา เรื่องนี้เอย่ามีคำตอบให้

1. แนวทางทางการแพทย์สากล
• ปัจจุบันการดูแลคนข้ามเพศ (Transgender Health Care) ถือเป็นบริการสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ
• องค์กรวิชาชีพ เช่น World Professional Association for Transgender Health มีแนวทางการรักษาที่รวมถึงการใช้ฮอร์โมนภายใต้การดูแลของแพทย์

2. เหตุผลด้านสาธารณสุข
• สปสช. ให้เหตุผลว่ามีคนข้ามเพศจำนวนมากซื้อฮอร์โมนกินเองจากร้านขายยา หรือซื้อทางออนไลน์โดยไม่มีการติดตามผลเลือด ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือด ตับ และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
• จึงต้องการดึงคนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบบริการที่มีแพทย์ดูแลแทน

3. แนวคิดเรื่องความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสุขภาพ
• คณะกรรมการ สปสช. ระบุว่าบริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพเป็นสิทธิประโยชน์ด้านส่งเสริมสุขภาพสำหรับกลุ่มคนข้ามเพศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์

4. การผลักดันจากเครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่มความหลากหลายทางเพศ
• ประเด็นนี้มีการเรียกร้องมาหลายปีจากองค์กรด้านสิทธิ LGBTQ+ และเครือข่ายผู้รับบริการสุขภาพ ก่อนจะได้รับการอนุมัติงบประมาณในที่สุด

อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ก็มีเสียงคัดค้านเช่นกัน โดยมีผู้ตั้งคำถามว่าในช่วงที่งบประมาณสาธารณสุขมีจำกัด ควรจัดลำดับความสำคัญของงบไปที่โรคหรือบริการอื่นก่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังถกเถียงกันในสังคมไทยอยู่ในขณะนี้และคงต้องดูว่าบทสรุปเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เพราะหากไทยประกาศใช้สิทธินี้แก่คนข้ามเพศ ไทยจะเป็นประเทศแรกในอาเซียนและในเอเชียที่ครอบคลุมบริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพผ่านระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ที่มา : AYA

‘ปูติน’ ถอดรหัสโลกใหม่!! เวที SPIEF 2026 ประกาศโลกหลายขั้ว ย้ำ ‘รัสเซีย’ ยังยืนหยัดต่อมาตรการคว่ำบาตร BRICS และ AI คือหัวใจเศรษฐกิจอนาคต หลีกเลี่ยงพูดยูเครน ชูภาพลักษณ์ใหม่

ถอดรหัสสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินที่การประชุม SPIEF 2026

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก«Петербургский международный экономический форум (ПМЭФ)» ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “Russian Davos” ถือเป็นเวทีสำคัญที่รัสเซียใช้สื่อสารวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อประชาคมโลก โดยในการประชุมปี ค.ศ.2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–6 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ณ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการ ExpoForum เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐรัสเซีย โดยใช้หัวข้อหลักของการประชุมว่า “Pragmatic Dialogue: The Path to a Stable Future” หรือ “การเจรจาเชิงปฏิบัติ: เส้นทางสู่อนาคตที่มั่นคง ซึ่งมุ่งเน้นการหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การพัฒนาเทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางบริบทของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและการเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 การประชุมดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากจัดขึ้นในช่วงที่สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังดำเนินอยู่ และรัสเซียกำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก ขณะเดียวกันก็พยายามสร้างความร่วมมือใหม่กับประเทศในเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง ดังนั้นสุนทรพจน์ขอ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินในการประชุมSPIEF 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงการแถลงนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นการประกาศวิสัยทัศน์ของรัสเซียต่อระเบียบโลกในอนาคต และเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของรัสเซียในปี 2026 ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ได้กล่าวถึงแนวคิด “โลกหลายขั้ว” (Multipolar World) อย่างชัดเจน พร้อมแสดงความมั่นใจว่ารัสเซียสามารถรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกได้

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หรือ St. Petersburg International Economic Forum  - SPIEF ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญที่สุดของรัสเซีย และมักถูกเปรียบเทียบกับการประชุม World Economic Forum Annual Meeting ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนได้รับฉายาว่า "Russian Davos" โดย SPIEF ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1997 ตามความริเริ่มของรัฐบาลรัสเซียเพื่อเป็นเวทีหารือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 เป็นต้นมาการประชุมได้รับการอุปถัมภ์โดยตรงจากประธานาธิบดีรัสเซีย ทำให้มีสถานะเป็นเวทีระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ หากนับตั้งแต่การจัดครั้งแรกในปี ค.ศ. 1997 จนถึงปี ค.ศ. 2026 การประชุม SPIEF จัดมาแล้ว 27 ครั้ง (ยกเว้นปี ค.ศ. 2020 ที่ยกเลิกเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19) จึงถือเป็นหนึ่งในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีความต่อเนื่องและมีอิทธิพลมากที่สุดของรัสเซีย การประชุม SPIEF มีความสำคัญต่อรัสเซียเนื่องจาก

1) เป็นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำรัสเซีย SPIEF เป็นเวทีที่ประธานาธิบดีรัสเซียใช้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ระดับชาติ รวมถึงส่งสารทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อประชาคมโลก โดยสุนทรพจน์ของผู้นำรัสเซียมักถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากรัฐบาล นักลงทุน และนักวิเคราะห์ทั่วโลก

2) เป็นเครื่องมือทางการทูตและเศรษฐกิจ การประชุมเป็นพื้นที่พบปะระหว่างผู้นำประเทศ รัฐมนตรี นักธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเจรจาความร่วมมือด้านพลังงาน การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการเงิน

3) สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจรัสเซีย ภายหลังวิกฤตยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก SPIEF กลายเป็นเวทีสำคัญที่รัสเซียใช้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวทางเศรษฐกิจ การหันไปสู่เอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศ BRICS

4) เป็นเวทีขับเคลื่อนแนวคิดโลกหลายขั้ว ในช่วงหลัง SPIEF ไม่ได้เป็นเพียงเวทีเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นพื้นที่ผลักดันแนวคิด "โลกหลายขั้ว" (Multipolar World) ของรัสเซีย โดยเน้นการสร้างระเบียบโลกที่ไม่ถูกครอบงำโดยมหาอำนาจตะวันตกเพียงฝ่ายเดียว

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวสุนทรพจน์หลักในการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประจำปี 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ในการประชุมใหญ่ (Plenary Session) ซึ่งมีกำหนดเริ่มเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เริ่มล่าช้ากว่ากำหนดประมาณหนึ่งชั่วโมง โดยมีนางกีตา โมฮัน (Geeta Mohan) ผู้สื่อข่าวอาวุโสของสำนักข่าวอินเดีย ทำหน้าที่ดำเนินการอภิปราย ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยปูติน ประธานาธิบดีชัฟกัต มีร์ซิโยเยฟ (Shavkat Mirziyoyev) แห่งอุซเบกิสถาน ประธานาธิบดี ซามียา ซูลูฮู ฮัสซัน (Samia Suluhu Hassan) แห่งแทนซาเนีย และรวมถึงรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง (Han Zheng) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ผู้จัดงานได้ฉายวิดีโอที่สร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งนำเสนอภาพรัสเซียตลอดช่วงเวลาสามศตวรรษในฐานะ “ผู้สร้างเสถียรภาพของโลก” โดยผู้บรรยายระบุว่า รัสเซียเป็นประเทศที่ “จดจำบทเรียนจากประวัติศาสตร์” และยังคง “พร้อมสำหรับความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนไปอีกหลายทศวรรษ” ช่วงท้ายของวิดีโอได้เสนอภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะศูนย์กลางสำคัญของระเบียบโลกในอนาคต โดยระบุว่า รัสเซียคือ “สถานที่ที่การเจรจาเริ่มต้นขึ้น” และเป็น “ผู้ค้ำประกันว่าข้อตกลงต่าง ๆ จะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”

เมื่อถอดความสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน บนเวที St. Petersburg International Economic Forum 2026 ให้เหลือเฉพาะ "สาระสำคัญเชิงยุทธศาสตร์" จะพบว่าปูตินพยายามสื่อสาร 6 ประเด็นหลัก ดังนี้

1)โลกกำลังเข้าสู่ยุค "หลายขั้วอำนาจ" (Multipolar World) ปูตินมองว่าระเบียบโลกที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกเป็นศูนย์กลางกำลังเสื่อมอิทธิพลลง และกำลังถูกแทนที่ด้วยระบบที่มีหลายศูนย์กลางอำนาจ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา สารที่ต้องการสื่อคือรัสเซียไม่ได้โดดเดี่ยว แต่กำลังเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่

2)BRICS คือเครื่องยนต์ของระเบียบโลกใหม่ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ยกให้ BRICS เป็นกลุ่มประเทศที่จะมีบทบาทนำทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และอัตราการเติบโตสูงกว่าประเทศตะวันตก สารที่ต้องการสื่อในประเด็นนี้คือ ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปสู่เอเชียและโลกกำลังพัฒนา

3)รัสเซียยังรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรได้ แม้จะยอมรับว่าเศรษฐกิจรัสเซียกำลังชะลอตัว แต่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินพยายามสร้างความเชื่อมั่นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคยังคงมั่นคง และประเทศยังสามารถเดินหน้าต่อได้ สารที่ต้องการสื่อ คือการคว่ำบาตรของตะวันตกไม่สามารถทำให้รัสเซียล่มสลายได้

4) AI และเทคโนโลยีคือกุญแจสู่อนาคต โดยประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินให้ความสำคัญอย่างมากกับปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สารที่ต้องการสื่อในประเด็นนี้คือการแข่งขันระหว่างประเทศในอนาคตจะเป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีมากกว่ากำลังทหารเพียงอย่างเดียว

5)อธิปไตยทางเทคโนโลยีคือความมั่นคงแห่งชาติ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเตือนว่าประเทศที่พึ่งพาแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีของต่างชาติอาจสูญเสียอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเอง สารที่ต้องการสื่อคือความมั่นคงทางดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติในศตวรรษที่ 21

6)   หลีกเลี่ยงการพูดถึงสงครามยูเครน แม้ว่าสงครามจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจรัสเซีย แต่ปูตินไม่ได้กล่าวถึงยูเครนโดยตรงเลยตลอดสุนทรพจน์ สารที่ต้องการสื่อ คือ รัสเซียต้องการให้โลกมองตนเองในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าจะเป็นประเทศที่กำลังทำสงคราม

สรุป สุนทรพจน์ของปูตินใน SPIEF 2026 มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ

1) ประกาศว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกหลายขั้ว

2) ยืนยันว่ารัสเซียยังคงเป็นมหาอำนาจที่สามารถรับมือแรงกดดันจากตะวันตกได้

3) ชี้ว่าอนาคตของรัสเซียจะขับเคลื่อนด้วย BRICS เทคโนโลยี AI และอธิปไตยทางดิจิทัล

หากสรุปเป็นประโยคเดียวจะได้ว่า "ปูตินใช้เวที SPIEF 2026 เพื่อประกาศว่ารัสเซียกำลังปรับตัวจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร สู่การเป็นหนึ่งในเสาหลักของระเบียบโลกหลายขั้วที่ขับเคลื่อนด้วย BRICS เทคโนโลยี และอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ"

บทสรุป สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินในการประชุม SPIEF 2026 สะท้อนจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซียต่อระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน โดยเน้นแนวคิดโลกหลายขั้ว บทบาทของกลุ่ม BRICS อธิปไตยทางเทคโนโลยี และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยืนยันว่ารัสเซียยังคงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอำนาจสำคัญของโลก แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสงครามและมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกก็ตาม ขณะเดียวกัน การหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงสงครามยูเครนโดยตรงสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการปรับภาพลักษณ์จากประเทศคู่ขัดแย้งทางทหารไปสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ของโลกกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยังคงดำรงอยู่จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า รัสเซียจะสามารถเปลี่ยนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้กลายเป็นอำนาจและอิทธิพลที่เป็นรูปธรรมได้มากเพียงใดในระยะยาว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

จากศรัทธา 800 ปี สู่เวทีมรดกโลก!! พระบรมธาตุฯ นครศรีฯ ผ่านด่านแรกมรดกโลก ลุ้นปลาย ก.ค. ชี้ขาด “มรดกที่มีชีวิต” แห่งแดนใต้ จากตำนานพระเขี้ยวแก้ว สู่เส้นทางจารึกมรดกโลก

พระบรมธาตุฯนครศรีฯ ผ่านขั้นต้นขึ้นทะเบียนมรดกโลก ลุ้นปลายกรกฎาฯชี้ขาด

ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ประธานสภาวัฒนธรรมนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระบรมธาตุวรวิหารนครศรีธรรมราช ได้ผ่านความเห็นขอบในขั้นต้นให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว ประเภทมรดกที่มีชีวิต โดยจะนำเข้าสู้ที่ประชุมของ อิคอโมส (Icomos) ICOMOS (ไอคอมอส) (International Council on Monuments and Sites)หรือ สภาการโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

“พระบรมธาตุเราได้เกรด A จารึกลงในมรดกโลกได้เลย โดยไม่ต้องอภิปรายอะไรอีก เพราะพระบรมธาตุฯมีความสมบูรณ์ในตัวอยู่แล้ว”

อ.ฉัตรชัย เปิดเผยว่า Icomos จะมีการประชุมที่เมืองฟูซาน ประเทศเกาหลี ระหว่างวันที่ 24-27 กรกฏาคมนี้

อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีฯ เป็นแหล่งมรดกแห่งเดียวในคาบสมุทรมาลายูที่ได้รับอิทธิพลมาจาก 4 แห่ง คืออินเดีย ศรีลังกา สุโขทัย และอยุธยา นำมาดัดแปลงให้เป็นเอกลักษณ์ของนครศรีธรรมราช ผสมผสานแนวคิดของคนเอเซีย

“วัดพระบรมธาตุฯได้แสดงให้เห็นถึงมรดกที่มีชีวิต เช่นเดียวกับอยุธยา และสุโขทัย แต่ทั้งอยุธยา และสุโขทัยเหลือแต่ซากแล้ว แต่พระบรมธาตุ ยังมีเจดีย์ มีคนไปกราบไหว้ มีเจดีย์ราย ที่บรรจุกระดูกของบรรพบุรุษ มีคนแห่ผ้าไปห่มทุกปี เห็นได้ชัดจากประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ จึงถือได้ว่านี้คือมรดกที่มีชีวิต ในโลกนี้ไม่ค่อยมี ไม่มีเจดีย์ไหนมีขนาดใหญ่ และมีประวัติความเป็นมายาวนานเท่าพระบรมธาตุเจดีย์”

อ.ฉัตรชัย ย้ำว่า เกณฑ์ตัดสินข้อ 6 สำคัญมาก คือการรักษาประเพณีให้ยั่งยืนจนโดนเด่นของโลก เช่น ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ เราขยายแนวคิดไปแห่ผ้าห่มเจดีย์พุทธคยา ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุเราทำต่อเนื่องกันมา 800 กว่าปี อันเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นต่อเนื่องของคนนครศรีฯ

ดร.เกล้าสรวง สุพงศ์ธร ประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ อดีตประธานแห่ผ้าขึ้นธาตุ ที่เคยนำคณะไปแห่ผ้าห่มเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย กล่าวแสดงความดีใจจนสุดจะกลั้นเมื่อรับทราบข่าวดีจาก อ.ฉัตรชัย

“ดีใจมากที่ความพยายามของพวกเราไม่สูญเปล่า เราเดินมาถึงปลายทางแล้ว เหลืออีกนิดเดียว ไม่ถึงเดือนเราก็จะรู้ผลแล้ว ขอให้เราช่วยกันภาวนากับองค์พ่อ ขอให้สำเร็จ”

กล่าวสำหรับประวัติความเป็นมาของพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช ตามตำนานเล่าว่า เจ้าชายทันตกุมารและเจ้าหญิงเเหมชาลา ได้อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากอินเดียไปยังศรีลังกา ระหว่างทางเรือแตกที่บริเวณ “หาดทรายแก้ว” ซึ่งเป็นพื้นที่นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน จึงได้นำพระบรมสารีริกธาตุบางส่วนฝังไว้ ต่อมาภายหลังได้มีการสร้างสถูปครอบสถานที่นั้น จนกลายเป็นพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช  

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าตำนานดังกล่าวเป็นเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับคติลังกา แต่การก่อสร้างพระบรมธาตุจริงน่าจะเกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 (ราว 800 ปีก่อน) ในยุครุ่งเรืองของอาณาจักรตามพรลิงค์  

ลักษณะสำคัญ องค์พระบรมธาตุเป็นเจดีย์ทรงลังกา สีขาว สูงประมาณ 55 เมตร

ยอดเจดีย์หุ้มทองคำและมีเครื่องประดับทองคำจำนวนมาก

* เชื่อกันว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า

* รอบองค์พระธาตุมีเจดีย์บริวารจำนวนมากกว่า 150 องค์ ซึ่งเรียกว่า “เจดีย์ราย”  

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

นครศรีธรรมราชเคยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในคาบสมุทรมลายู พระบรมธาตุจึงเป็นทั้งศูนย์กลางศรัทธาและศูนย์กลางอำนาจทางวัฒนธรรมของเมืองนครศรีธรรมราชมาเป็นเวลาหลายร้อยปี  

ความเชื่อ “พระธาตุไร้เงา”

หนึ่งในความมหัศจรรย์ที่ชาวนครศรีธรรมราชกล่าวถึงกันมาก คือ “พระธาตุไร้เงา” ซึ่งเชื่อว่าไม่ว่าจะมองจากมุมใด จะไม่เห็นเงาของยอดพระธาตุตกลงบนพื้นอย่างชัดเจน จนกลายเป็นความเชื่อและเรื่องเล่าประจำองค์พระธาตุสืบต่อกันมา  

มรดกโลก

ปัจจุบัน วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้รับการผลักดันจากประเทศไทยเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การ UNESCO เนื่องจากมีคุณค่าโดดเด่นด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และพระพุทธศาสนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ผู้สร้างพระบรมธาตุ” ชาว นครฯ 

พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ถือเป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ และเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชมานานนับพันปี  อีกไม่ถึงเดือนมาลุ้นกันว่า พระบรมธาตุฯจะได้ขึ้นทะเบียนมรดกหรือไม่ มีบ้างเหมือนกันที่คณะกรรมการมรดกโลกเห็นต่างจาก Icomos แต่น้อยมาก

สหรัฐฯ ปิดยุค “ขึ้นรถฟรี” ในเอเชีย!! Shangri-La Dialogue 2026 สะเทือนอินโด-แปซิฟิก Pete Hegseth ประกาศยุคใหม่ความมั่นคงเอเชีย สหรัฐฯ กดดันพันธมิตรเพิ่มงบทหารสกัดจีน ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจและแรงกดดันเลือกข้าง

ประเด็นร้อนจากเวทีความมั่นคง “IISS Shangri-La Dialogue 2026” ที่สิงคโปร์เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลในสมัยที่สองของประธานาธิบดี Donald Trump โดย Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามของสหรัฐฯ ได้ส่งสารอย่างตรงไปตรงมาถึงชาติพันธมิตรในเอเชียแปซิฟิก

ด้วยการเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม เพื่อรับมือกับอิทธิพลและการขยายกำลังทางทหารของจีน โดยกล่าวในการประชุมดังกล่าวว่า ภัยคุกคามจากจีนมีความ “จริงจังและอาจใกล้เข้ามา” โดยเฉพาะในประเด็นของ “ไต้หวัน” และ “ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” สาระสำคัญและนัยยะเบื้องหลังการกดดันให้เพิ่มงบประมาณกลาโหมในครั้งนี้ สามารถสรุปได้เป็น 4 ประเด็นหลักจากคำปราศรัยของ Hegseth ได้แก่

.

1.  ขณะนี้ หมดยุค "ขึ้นรถฟรี" (End of the Free Ride) ของชาติพันธมิตรสหรัฐฯ แล้ว Hegseth ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมแบกรับค่าใช้จ่ายในการปกป้องชาติ สหรัฐฯ คาดหวังให้พันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณกลาโหมขึ้นเป็น 3.5-5% ของ GDP (ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานเดิมของหลายประเทศ) สหรัฐฯ ต้องการเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ปกป้อง (Protectorate)” มาเป็น “หุ้นส่วนที่รับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility)” โดย Hegseth ได้กล่าวชื่นชม “เกาหลีใต้” และ “ญี่ปุ่น” ที่ได้เริ่มขยับตัวเพิ่มงบประมาณในลักษณะนี้ไปแล้ว เขายังได้ระบุว่า จีนกำลังเร่งพัฒนาศักยภาพทางทหาร และพยายามเปลี่ยนดุลอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

2.  ย้ำว่าสหรัฐฯ จะยังคงมีบทบาทในภูมิภาค และไม่ปล่อยให้จีนครอบงำความมั่นคงในเอเชีย

3.  สนับสนุนให้พันธมิตรมีความพึ่งพาตนเองทางทหารมากขึ้น และแบ่งเบาภาระจากสหรัฐฯ

4.  การสกัดกั้นการแผ่อิทธิพลและการสะสมกำลังรบของจีน แม้ Hegseth จะเปิดเผยว่า ความ

สัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ-จีนในปัจจุบันนั้น “ดีขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา” แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ สหรัฐฯ ยังคงมองจีนเป็นคู่แข่งหลัก (หลังจากการ Summit ระหว่างประธานาธิบดี Trump และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง แล้วก็ตาม) โดยสหรัฐฯ ได้ชี้ว่า ภูมิภาคนี้กำลังมีความ “ตื่นตระหนกที่สมเหตุสมผล” ต่อการสะสมกำลังทางทหารครั้งประวัติศาสตร์ของจีน การกดดันให้พันธมิตรเพิ่มงบฯ จึงมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ดุลอำนาจที่มั่นคง (Stable Equilibrium)” เพื่อไม่ให้มีมหาอำนาจรายใดรายหนึ่ง (ซึ่งหมายถึงจีน) เข้ามาครอบงำหรือควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์ในพื้นที่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้

5.  การปรับท่าทีต่อประเด็น “ไต้หวัน” สิ่งที่นักวิเคราะห์ในเวที “IISS Shangri-La Dialogue 2026” ตั้งข้อสังเกตมากที่สุดคือ สุนทรพจน์ของ Hegseth ในครั้งนี้ ไม่มีการกล่าวถึง “ไต้หวัน” โดยตรง ซึ่งต่างจากปีก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ท่าทีที่ดูอ่อนลงนี้สอดคล้องกับแนวทางของทรัมป์ที่เคยมองว่าประเด็นไต้หวันและยอดขายอาวุธอาจเป็น “เบี้ยในการต่อรอง” (Negotiating Chip) กับจีน

อย่างไรก็ตาม  Hegsethระบุว่าการตัดสินใจเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันในอนาคตจะขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี Trump โดยตรง แต่ก็ได้ย้ำว่า สหรัฐฯ ยังคงยึดมั่นในความมั่นคงของแนวปิดล้อมเกาะชั้นที่หนึ่ง (First Island Chain)

6.  ยุทธศาสตร์พึ่งพาอินเดียและพันธมิตรแบบกลุ่มย่อย นอกจากความพยายามผลักดันโครงการโดรนใต้น้ำร่วมกับกลุ่ม AUKUS (สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย) แล้ว  Hegseth ยังได้ยกย่อง “อินเดีย” ว่าเป็น “สมอหลักที่สำคัญ (Critical Anchor)” ในการรักษาสมดุลอำนาจในมหาสมุทรอินเดียและเอเชียใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังกระจายภาระทางทหารให้เครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ให้รับไปบริหารจัดการกันเองให้มากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง หลายประเทศในเอเชียยังคงพยายามรักษาสมดุลระหว่างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายสำคัญของภูมิภาค ซึ่งคำปราศรัยของ Hegseth สะท้อนแนวทางของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการให้พันธมิตรรับผิดชอบด้านความมั่นคงมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ถ่วงดุลอำนาจจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

บทสรุปสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงไทย) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก: สุนทรพจน์ของ Hegseth ได้สร้างความอึดอัดใจให้แก่กลุ่มประเทศอาเซียนไม่น้อย เพราะการบีบให้เลือกข้าง และกดดันให้เพิ่มงบประมาณทางการทหารท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว เป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีของสหรัฐฯ ที่เน้นเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการทำลายล้าง (Lethality) และการครองความได้เปรียบ ยิ่งทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าภูมิภาคนี้อาจกลายเป็นพื้นที่เผชิญหน้าทางยุทธศาสตร์ที่เปราะบางมากยิ่งขึ้น

“IISS Shangri-La Dialogue” (การประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงเอเชีย) คือเวทีการประชุมระดับรัฐมนตรีกลาโหม ผู้นำทางทหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ โรงแรม Shangri-La ประเทศสิงคโปร์ เพื่อหารือและหาแนวทางรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกการประชุมนี้ดำเนินการโดย International Institute for Strategic Studies (IISS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองด้านการต่างประเทศและความมั่นคงชั้นนำ โดยมีลักษณะที่โดดเด่นและเป้าหมายการทำงานดังนี้:

·  ผู้เข้าร่วมประชุมระดับสูง: เป็นการรวมตัวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้กำหนดนโยบายจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อเมริกาเหนือ ยุโรป และภูมิภาคอื่นๆ

·  การทูตและการเจรจา (Defense Diplomacy): เปิดโอกาสให้เกิดการประชุมเต็มคณะ (Plenary Sessions) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองระดับนโยบาย และยังเป็นพื้นที่สำคัญในการจัดประชุมทวิภาคี (Bilateral Meetings) แบบปิดนอกรอบเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดหรือสร้างพันธมิตร

·  การเป็นเวทีพบปะนอกรอบ: มีความสำคัญมากในการเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากประเทศมหาอำนาจ (เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน) ได้พูดคุยเจรจาเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและลดความขัดแย้งทางทหาร

·  การหารือในประเด็นเฉพาะ: นอกจากวาระหลักแล้ว ยังมีการแบ่งกลุ่มย่อย (Breakout Sessions) เพื่อถกเถียงปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น ความมั่นคงทางไซเบอร์ เทคโนโลยีทางการทหาร และข้อพิพาททางทะเล ฯลฯ

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

‘เซเลนสกี’ เชิดชู ‘อันดรีย์ เมลนิก’!! เซเลนสกีเดินเกมความทรงจำแห่งชาติ ปลุกศึกความทรงจำยูเครน ระหว่างวีรบุรุษเอกราชกับเงาประวัติศาสตร์นาซี สะท้อนศึกประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบในยุโรปตะวันออก

อันดรีย์ เมลนิกกับการสร้างอัตลักษณ์ชาติยูเครนในยุคประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีได้เข้าร่วมพิธีฝังศพใหม่ (reburial ceremony) ของนายอันดรีย์ เมลนิก  «Андрій Атанасович Мельник» และภรรยานางโซเฟีย เฟดัก-เมลนิก«Софія Федак-Мельник» ณ สุสานทหารแห่งชาติ (National Military Memorial Cemetery) ใกล้กรุงเคียฟ โดยมีบุคคลสำคัญของประเทศเข้าร่วมพิธี อาทินาย วิกตอร์ ยูชเชนโก อดีตประธานาธิบดียูเครน ในโอกาสดังกล่าวประธานาธิบดีโวโลดีมีร์  เซเลนสกีได้กล่าวยกย่องเมลนิกว่าเป็น “บุคคลสำคัญผู้โดดเด่นของยูเครน” และเป็นส่วนหนึ่งของบุคคลทางประวัติศาสตร์ที่ควรได้รับการรำลึกและเชิดชูในฐานะผู้ต่อสู้เพื่อชาติยูเครน

เหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนข้อถกเถียงทั้งภายในยูเครนและในระดับนานาชาติโดยเฉพาะจากโปแลนด์และอิสราเอลเนื่องจากเมลนิกเป็นหนึ่งในผู้นำสำคัญของขบวนการชาตินิยมยูเครนในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับองค์การชาตินิยมยูเครน (Organization of Ukrainian Nationalists – OUN) ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งในประเด็นความร่วมมือกับนาซีเยอรมนี การเมืองแบบชาตินิยมสุดโต่ง และความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ในยุโรปตะวันออก ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนกลับมองว่าเขาเป็นนักต่อสู้เพื่อเอกราชของยูเครนภายใต้บริบทของการเผชิญหน้ากับทั้งโปแลนด์และสหภาพโซเวียต ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 เซเลนสกีได้ประกาศเริ่มกระบวนการนำร่างของเมลนิกกลับจากประเทศลักเซมเบิร์กมายังยูเครนพร้อมกล่าวว่าเมลนิกเป็น "บุคคลสำคัญของยูเครนในศตวรรษที่ 20ที่ได้รับความเคารพอย่างสูง" และระบุว่ายูเครนมี "หน้าที่ทางศีลธรรม" ในการนำบุคคลเหล่านี้กลับมาฝังในมาตุภูมิ ในพิธีวันที่ 25 พฤษภาคม เซเลนสกีกล่าวเพิ่มเติมว่า "พันเอกอันดรีย์ เมลนิก  ได้กลับคืนสู่ยูเครนที่เสรีและเข้มแข็งอย่างที่เขาใฝ่ฝัน"และเรียกเมลนิกว่าเป็นหนึ่งใน "บุคคลสำคัญผู้โดดเด่นของยูเครน" พร้อมสนับสนุนแนวคิดการสร้างสุสานเกียรติยศแห่งชาติสำหรับบุคคลสำคัญของยูเครน หรือ "Pantheon of Outstanding Ukrainians"

อันดรีย์ เมลนิก เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1890 ในแคว้นกาลิเซีย (Galicia) ซึ่งในขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ปัจจุบันอยู่ในดินแดนทางตะวันตกของยูเครน เขาเติบโตขึ้นในสังคมที่กระแสชาตินิยมยูเครนกำลังขยายตัวท่ามกลางการแข่งขันทางอัตลักษณ์ระหว่างชาวยูเครน โปแลนด์ และรัสเซีย เมลนิกได้รับการศึกษาด้านวิศวกรรมที่มหาวิทยาลัยในเมืองลวีฟ ก่อนเข้าร่วมกองกำลังทหารยูเครนในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และต่อมาเข้าร่วมกองทัพของสาธารณรัฐประชาชนยูเครน (Ukrainian People's Republic) ที่ต่อสู้เพื่อเอกราชภายหลังการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 แม้ความพยายามในการจัดตั้งรัฐยูเครนอิสระจะล้มเหลวและดินแดนยูเครนส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตและโปแลนด์แต่ประสบการณ์ดังกล่าวได้หล่อหลอมให้เมลนิกกลายเป็นนักชาตินิยมที่เชื่อมั่นว่าการมีรัฐยูเครนอิสระเป็นเป้าหมายสูงสุดของประชาชนยูเครน หลังสงคราม เมลนิกเข้าร่วมองค์การทหารยูเครน (Ukrainian Military Organization: UVO) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยอดีตนายทหารยูเครนที่ไม่ยอมรับการปกครองของโปแลนด์และสหภาพโซเวียต องค์กรดังกล่าวดำเนินกิจกรรมใต้ดินและใช้วิธีการก่อวินาศกรรม ลอบสังหารและต่อต้านรัฐบาลโปแลนด์ในดินแดนกาลิเซีย ในช่วงเวลานี้เมลนิกทำงานใกล้ชิดกับเยฟเฮน โคโนวาเลตส์ «Євген Михайлович Коновалець» ผู้นำขบวนการชาตินิยมยูเครนและได้รับการยอมรับในฐานะบุคคลสำคัญของขบวนการ ในปี ค.ศ. 1929 กลุ่มชาตินิยมยูเครนหลายกลุ่มได้รวมตัวกันจัดตั้งองค์การชาตินิยมยูเครน (Organization of Ukrainian Nationalists - OUN)   โดยมีเป้าหมายสร้างรัฐยูเครนอิสระผ่านการต่อสู้ทางการเมืองและการปฏิวัติ หลังจากโคโนวาเลตส์ถูกลอบสังหารโดยหน่วยข่าวกรองโซเวียตในปี ค.ศ. 1938 เมลนิกได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของ OUN เนื่องจากได้รับความเคารพจากสมาชิกอาวุโสและอดีตนายทหารจำนวนมาก อย่างไรก็ตามแนวทางการนำของเมลนิกถูกวิจารณ์ว่าเป็นแบบอนุรักษนิยมและค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งภายในองค์กร โดยสมาชิกสายหนุ่มที่นำโดยสเตปัน บันเดรา «Степан Андреевич Бандера» ต้องการใช้แนวทางที่แข็งกร้าวและปฏิวัติมากกว่า ส่งผลให้ในปี ค.ศ. 1940 OUN จึงแตกออกเป็นสองฝ่าย ได้แก่ OUN-M (Melnykites) ภายใต้การนำของเมลนิก และ OUN-B (Banderites) ภายใต้การนำของบันเดรา เมื่อเยอรมนีเปิดฉากบุกสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1941 กลุ่มชาตินิยมยูเครนจำนวนมากมองว่านี่คือโอกาสในการฟื้นฟูรัฐยูเครนอิสระ ฝ่ายของเมลนิกพยายามสร้างความสัมพันธ์กับทางการเยอรมัน โดยหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐยูเครน อย่างไรก็ตามผู้นำนาซีไม่มีแผนที่จะให้เอกราชแก่ยูเครนและมองดินแดนยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขยายอำนาจของเยอรมนี

OUN มีส่วนอย่างยิ่งในการใช้ความรุนแรงต่อชาวยิวและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ โดยมีคำขวัญว่า “ชาวมอสโก (รัสเซีย) ชาวฮังการี และชาวยิว คือศัตรูของพวกท่าน จงกำจัดพวกเขาเสีย!” คำขวัญดังกล่าวไม่ใช่แค่เพียงถ้อยคำปลุกระดมแต่ได้ถูกนำไปใช้จริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากกองทัพเยอรมันเข้ายึดครองเมืองลวิฟ (Lviv) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1941 ได้เกิดเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงต่อชาวยิว (pogrom) ขึ้นในเมืองดังกล่าว โดย OUN มองว่าชาวยิวเป็น “ผู้สนับสนุนระบอบบอลเชวิคแห่งมอสโก” และยินดีต่อการกำจัดชาวยิวของพวกนาซีเยอรมนี สมาชิกบางส่วนของ OUN ได้เข้าร่วมเป็นกำลังตำรวจช่วยเหลือฝ่ายเยอรมัน (Auxiliary Police) และมีส่วนร่วมในกระบวนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมชาวยิวเข้าสู่สลัมและค่ายกักกัน การคุ้มกันขบวนผู้ถูกส่งไปประหารที่ Babi Yar ใกล้กรุง Kyiv ในการกวาดล้างชาวยิวในพื้นที่ โดยเรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “เหตุการณ์การสังหารหมู่ชาวยิวในลวิฟปี 1941 (Lviv Pogroms)” อย่างไรก็ตามเป้าหมายหลักของการกวาดล้างชาติพันธุ์ของ OUN คือชาวโปแลนด์ในกาลิเซียและโวลฮีเนีย กลุ่มชาตินิยมยูเครนจำนวนหนึ่งมองชาวโปแลนด์ว่าเป็น “ผู้ยึดครอง” ดินแดนยูเครนตะวันตก และเป็นศัตรูทางประวัติศาสตร์ที่ควรถูกขับไล่หรือกำจัดออกจากพื้นที่ โดย OUN เรียกร้องไม่ให้มีชาวโปแลนด์หลงเหลืออยู่ในดินแดนที่พวกเขาถือว่าเป็นของยูเครน โดยมุ่งสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ความบริสุทธิ์ทางชาติ” (national purity) เอกสารภายในบางฉบับของ OUN มีข้อความที่สนับสนุนการใช้มาตรการรุนแรงต่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกมองว่าเป็นศัตรู โดยระบุว่า “ไม่ควรมีวิธีการใดที่ถือว่ารุนแรงเกินไป... ชาวโปแลนด์ ชาวรัสเซีย และชาวยิว ต้องถูกกำจัด”ข้อถกเถียงที่รุนแรงที่สุดเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหารหมู่ในโวลฮีเนีย (Volhynian Massacres) และกาลิเซียตะวันออก ระหว่างปี ค.ศ. 1943–1944 ซึ่งส่งผลให้พลเรือนชาวโปแลนด์เสียชีวิตหลายหมื่นคน ปัจจุบันโปแลนด์ถือว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide)ขณะที่ในยูเครนยังคงมีการตีความที่แตกต่างกันเกี่ยวกับลักษณะและความรับผิดชอบของเหตุการณ์ดังกล่าว ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเมลนิกลี้ภัยไปยังยุโรปตะวันตกและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในกลุ่มผู้อพยพชาวยูเครน เขายังคงสนับสนุนแนวคิดเอกราชของยูเครนและต่อต้านสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1964 ที่ประเทศลักเซมเบิร์ก และถูกฝังที่นั่นเป็นเวลาหลายทศวรรษ หลังการประกาศเอกราชของยูเครนในปี ค.ศ. 1991 ภาพลักษณ์ของเมลนิกได้รับการฟื้นฟูในฐานะนักต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ

การที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เข้าร่วมพิธีเคลื่อนย้ายและฝังศพใหม่ของอันดรีย์ เมลนิก เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 และยกย่องเขาในฐานะ “บุคคลสำคัญผู้โดดเด่นของยูเครน” สามารถอธิบายได้ในบริบทของการสร้างอัตลักษณ์และความทรงจำแห่งชาติของยูเครนมากกว่าการเห็นด้วยกับทุกแง่มุมของขบวนการชาตินิยมยูเครนในอดีต รัฐบาลยูเครนในปัจจุบันพยายามเน้นย้ำประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราชจากอำนาจภายนอก โดยเฉพาะจากรัสเซียและสหภาพโซเวียตในอดีตทำให้บุคคลอย่างเมลนิกซึ่งมีบทบาทในขบวนการชาตินิยมยูเครนและเรียกร้องเอกราชของประเทศถูกนำเสนอในฐานะสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นในการสร้างรัฐยูเครนอิสระ ภายใต้บริบทของสงครามรัสเซีย–ยูเครน รัฐบาลยูเครนได้พยายามเชื่อมโยงการต่อสู้ของประชาชนในปัจจุบันกับบุคคลทางประวัติศาสตร์ที่เคยต่อต้านการครอบงำจากมอสโกในอดีต เพื่อสร้างความต่อเนื่องของเรื่องเล่าแห่งชาติและเสริมสร้างเอกภาพของสังคม การยกย่องเมลนิกจึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “การเมืองแห่งความทรงจำ” (Politics of Memory) ที่มุ่งสร้างความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติและลดอิทธิพลของการตีความประวัติศาสตร์แบบโซเวียตหรือรัสเซีย

อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจอธิบายการยกย่องอันดรีย์ เมลนิกและบุคคลในขบวนการชาตินิยมยูเครนของรัฐบาลยูเครนคือความพยายามตอบโต้การเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์และการเมืองของรัสเซีย ภายหลังการผนวกคาบสมุทรไครเมียในปี ค.ศ. 2014 และโดยเฉพาะหลังการเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อปี ค.ศ. 2022 รัสเซียได้ใช้แนวคิดเรื่อง “การขจัดลัทธินาซี” (Denazification) เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญในการอธิบายความชอบธรรมของการดำเนินการทางทหาร โดยกล่าวหาว่ายูเครนอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มชาตินิยมสุดโต่งและมีการยกย่องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในทางกลับกันยูเครนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวและพยายามนำเสนอการตีความประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่งโดยมองว่าบุคคลอย่างอันดรีย์ เมลนิก, สเตฟาน บันเดรา และสมาชิกขบวนการชาตินิยมยูเครนจำนวนมากเป็นผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติภายใต้สถานการณ์ที่ยูเครนต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งนาซีเยอรมนีและสหภาพโซเวียต การยกย่องบุคคลเหล่านี้จึงถูกนำเสนอในฐานะการเชิดชูผู้ที่อุทิศตนเพื่อการก่อตั้งรัฐยูเครนอิสระมากกว่าการสนับสนุนอุดมการณ์นาซีหรือแนวคิดสุดโต่งทางชาติพันธุ์ ภายใต้บริบทดังกล่าว การฟื้นฟูความทรงจำเกี่ยวกับเมลนิกจึงไม่เพียงเป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันด้านสงครามข้อมูลข่าวสารระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับจุดยืนของตนผ่านการตีความอดีต การต่อสู้เพื่อความหมายของประวัติศาสตร์จึงกลายเป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเผชิญหน้าในสนามรบจริง

อย่างไรก็ตามการยกย่องเมลนิกก่อให้เกิดข้อถกเถียงในระดับนานาชาติ เนื่องจากองค์การชาตินิยมยูเครน (OUN) ที่เขาเป็นผู้นำยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในโปแลนด์และอิสราเอลที่มองว่าบุคคลบางส่วนในขบวนการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการร่วมมือกับนาซีเยอรมนีและก่อความรุนแรงต่อชาวยิวและชาวโปแลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ความย้อนแย้งยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อพิจารณาว่าประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีเป็นผู้นำเชื้อสายยิวและครอบครัวของเขาได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุคนาซีแต่กลับเลือกเชิดชูบุคคลจากขบวนการที่ยังเป็นข้อถกเถียงในประเด็นดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าในภาวะสงครามและการสร้างชาติร่วมสมัย ปัจจัยด้านความมั่นคงของรัฐ การสร้างเอกภาพภายในประเทศ และการกำหนดอัตลักษณ์แห่งชาติ อาจมีอิทธิพลเหนือความทรงจำทางประวัติศาสตร์และภูมิหลังส่วนบุคคลของผู้นำทางการเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ

บทสรุป อันดรีย์ เมลนิก เป็นบุคคลสำคัญของขบวนการชาตินิยมยูเครนในศตวรรษที่ 20 ที่มีบทบาทในการผลักดันแนวคิดเอกราชของยูเครน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นบุคคลที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงจากความเกี่ยวข้องกับองค์การชาตินิยมยูเครน (OUN) และความสัมพันธ์กับนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีเข้าร่วมพิธีฝังศพใหม่ของเมลนิกในปี ค.ศ. 2026 และยกย่องเขาในฐานะบุคคลสำคัญของชาติ สะท้อนถึงความพยายามของยูเครนในการสร้างอัตลักษณ์และเรื่องเล่าแห่งชาติท่ามกลางสงครามกับรัสเซีย อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าการตีความประวัติศาสตร์ยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวและเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยบุคคลคนเดียวกันอาจถูกมองว่าเป็นทั้งวีรบุรุษแห่งชาติและบุคคลที่มีมรดกทางประวัติศาสตร์อันเป็นข้อถกเถียงขึ้นอยู่กับมุมมองและประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของแต่ละสังคม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

NATO เติมปีกให้ยูเครน!! ยูเครนยกระดับกำลังรบทางอากาศ รับเครื่องบินจากยุโรปหลายแบบ เปิดรายชื่อชาติส่ง F-16–Mirage–MiG-29 หนุนศึกทางอากาศกับรัสเซีย

สมาชิก NATO ชาติใดบ้างที่มอบ (บริจาค) เครื่องบินขับไล่ให้กับยูเครน

หลายประเทศสมาชิก NATO ได้ส่งหรือให้คํามั่นสัญญาเครื่องบินรบไปยังยูเครนเพื่อทำสงครามกับรัสเซีย

เดนมาร์ก และ เนเธอร์แลนด์ เป็นสองประเทศแรกที่ส่งมอบเครื่องบินขับไล่แบบ F-16 ให้กับยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของยูเครนประกาศว่าได้รับฝูงบิน F-16 ชุดใหม่จากเนเธอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ให้คํามั่นว่าจะส่ง F-16s จำนวน 24 ลำระหว่างปี 2024–2025 เดนมาร์ก นอกจากมอบเครื่องบินขับไล่แบบ F-16 แล้ว ยังช่วยฝึกนักบินยูเครนอีกด้วย นอกจากนั้น นอร์เวย์และเบลเยี่ยมให้คํามั่นว่าจะมอบเครื่องบินขับไล่แบบ F-16 ให้กับยูเครน พร้อมการสนับสนุน

ฝรั่งเศส ส่งมอบเครื่องบินขับไล่มิราจ 2000-5 อย่างเป็นทางการชุดแรกให้กับยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดย Lecornu รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศส ยืนยันการฝึกนักบินยูเครนนานหลายเดือน โดยฝรั่งเศสได้ช่วยเหลือยูเครนในการปกป้องน่านฟ้าของตน

โปแลนด์ เป็นสมาชิก NATO ชาติแรกที่จัดหาเครื่องบินรบให้กับยูเครน โดยได้มอบเครื่องบินขับไล่ MiG-29 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2023 ต่อมา สโลวาเกีย ได้ร่วมกับโปแลนด์ส่งมอบฝูงบินรบ MiG-29 ยุคโซเวียตอีก 13 ลําไปให้ยูเครน

สวีเดน ประกาศว่าจะมอบเครื่องบินขับไล่แบบ Gripen รุ่น C/D จำนวน 16 ลำให้กับยูเครน และได้ลงนามในจดหมายแสดงเจตจํานงในปี 2025 ซึ่งอาจเป็นพื้นฐานสําหรับข้อตกลงในอนาคตที่ครอบคลุมการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบ Gripen ราว 100 ถึง 150 ลํา แม้ว่าจะมีคำเตือนถึงการส่งมอบเครื่องบินรบ Gripen E/F รุ่นใหม่ซึ่งกว่าจะได้รับ น่าจะใช้เวลาอีกหลายปี

โดยประเทศที่ส่งเครื่องบินขับไล่ให้กับยูเครนแล้วได้แก่ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก (F-16) ฝรั่งเศส (มิราจ 2000) โปแลนด์ และสโลวาเกีย (MiG-29s) ส่วนสหรัฐฯ เพียงแต่อนุมัติและสนับสนุนในการถ่ายโอน F-16 การฝึกนักบิน และจัดหาระบบอาวุธ แต่ไม่ได้มอบเครื่องบินรบของตนเองให้กับยูเครนโดยตรงแม้แต่ลำเดียว

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

เปิดข้อกังวล “มหาวิทยาลัยการเมือง” เมื่อรั้วอุดมศึกษาถูกตั้งคำถามเรื่องปลุกอุดมการณ์สุดขั้ว จับตาบทบาทมหาวิทยาลัยไทย มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ความรู้ หรือฐานเคลื่อนไหวทางการเมือง?

เมื่อมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติ กลายเป็นมหาวิทยาลัยเพาะเลี้ยงสามกีบรุ่นใหม่

ต้องบอกว่าเงินเทา ๆ ดำ ๆ มหาศาล ที่มาพร้อม “อุดมการณ์ล้มเจ้า” ชนิดที่ “ถ้าสถาบันไม่ล้ม พวกกูก็ไม่เลิก” ประกาศชัดผ่านพฤติกรรมของ “เจ้าพ่อสามกีบ” อย่างท้าทาย ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องด้วยกล ถ้าใช้กลไม่สำเร็จ ก็ต้องยัดผลประโยชน์ให้อาจารย์ชั่ว รวมถึงอธิการบดีเลว ๆ บางคน เพื่ออาศัยใช้สถาบันการศึกษาที่ผู้คนเชื่อถือเป็น “แหล่งเพาะเชื้อสามกีบรุ่นใหม่” ให้มาเป็น “พลังเสริม” หนุนการ “ล้มล้างสถาบัน” ต่อไป

จากแต่ก่อน “บริษัทมหาโจรสามกีบ” ใช้วิธีซุกกระโปรงเด็ก ปลุกปั่น หลอกให้เด็ก ๆ ที่ยังอ่อนต่อโลกไปติดคุกแทน พอเด็กสามนิ้วรุ่นแรกเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ บวกกับคิดได้ว่าถ้ายังเป็น “สามกีบล้มเจ้า” อีกต่อไป คงไม่มีการงานทำเพื่อเลี้ยงปากท้องเป็นแน่แท้ ก็เลยถอยออกห่างจาก “บริษัทล้มเจ้าจำกัด” หันหลังให้การชูสามนิ้วแบบเด็ดขาด ชีวิตตอนนี้สำนึกผิดแล้ว จึงใช้ทั้งสิบนิ้วพนมมือกราบพระ กราบพ่อแม่ กราบครูอาจารย์ และก้มกราบความดีงามของในหลวงทุกรัชกาลแทน

เมื่อสาวกที่จะไปติดคุกในคดี ๑๑๒ เริ่มขาดแคลน ก็จำเป็นต้องปั้น “ดาราสามกีบใจถึงรุ่นใหม่” ให้มาเป็นพลังขับเคลื่อนในการ “ล้มล้างสถบัน” จึงจำเป็นมาก ๆ ต้องเปลี่ยนวิธีหันไป “สร้างองค์กรสอนการเป็นสามกีบ” ในรั้วสถาบันการศึกษาแบบเนียน ๆ เสียเลย

วิธีเลือกมหาวิทยาลัยเพื่อเพาะพันธุ์ “นักศึกษาล้มเจ้า” ถ้าต้องการกระทบกระเทียบไปถึง ”รากลึกของสถาบัน” ก็ต้องเลือกมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้างมหาวิทยาลัยนั้น ๆ ขึ้นมาโดยตรง ลองนึกกันดูว่ามีชื่อมหาวิทยาลัยใดบ้างที่มี “อาจารย์สามกีบ” สิงอยู่แบบกลมกลืนเพื่อทำงานตามสั่งฝรั่งที่คอยจ่ายเงิน

เหยียบเสือต้องกล้าเหยียบที่หัว มิใช่หาง นี่คือแผนงานของ “แก๊งล้มเจ้ายุคใหม่” ที่ใช้เงินเทา ๆ ดำ ๆ มหาศาลขับเคลื่อนความเลวทรามของตัวเอง

ความอหังการของ “ผู้ก่อการร้ายสามกีบ” มาจากการที่มีชาติตะวันตกคอยหนุนหลัง รวมถึงมีองค์กรต่างชาติที่อยากเห็นประเทศไทย “ทะเลาะกันเอง” คอยอัดเงินส่งเสริมเลี้ยงดู “คนไทยหัวใจบาป” ให้เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันให้พังพินาศ หรืออ่อนแอกว่าที่เป็นอยู่ก็ยังดี

ที่น่าเศร้าที่สุดไม่ใช่เพราะเรามี “คนไทยหัวใจชั่ว” หวังแค่เศษกระดูกประทังหิวเพื่อมาขว้างตี “สถาบันหลัก” ของประเทศตัวเอง แต่วันนี้เราได้เห็นภาพ “มหาวิทยาลัยสามกีบ” เกิดขึ้นแล้วลาง ๆ ในประเทศไทย ปล่อยไว้อีกไม่นาน รับประกันว่าชาติบรรลัยแน่นอน

แจ็ค รัสเซล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top