Wednesday, 15 July 2026
COLUMNIST

ไม่เคยเป็นประเทศ เป็นชื่อเก่าจาก ‘ปาตานี’ เมืองท่ามลายู ปรากฏในฮิกายัต–เอกสารอาหรับ–ยุโรป ไม่เคยถูกยอมรับเป็นรัฐเอกราชในเวทีโลก ต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากวาทกรรมการเมือง

(1 ธ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… คำว่า “ฟาตอนี” ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน แต่มีรากมาจากการออกเสียงแบบมลายู–อาหรับของคำว่า “ปาตานี” เมืองท่าโบราณริมชายฝั่งมลายู ที่เป็นศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรมมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน ปรากฏทั้งในเอกสารมลายู เช่น Hikayat Patani, เอกสารอาหรับที่บันทึกเส้นทางการเดินเรือ จนถึงบันทึกของนักเดินทางยุโรปที่เข้ามาค้าขายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ “ฟาตอนี” ไม่เคยเป็นชื่อของรัฐเอกราช หรือประเทศที่มีเส้นเขตแดนของตนเอง มันเป็นเพียงชื่อเมือง—หรือชื่อหัวเมืองมลายูที่มีเจ้าปกครองตามแบบนครรัฐในภูมิภาค ซึ่งมีความสัมพันธ์แบบขึ้นต่ออำนาจใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นอยุธยา รัตนโกสินทร์ กลันตัน หรือสุลต่านรัฐต่าง ๆ ในแหลมมลายู

เมื่อกาลเวลาผ่านไป โลกเปลี่ยนเข้าสู่ยุคของ “รัฐชาติสมัยใหม่” ที่ต้องมีเงื่อนไขชัดเจน เช่น ประชากรถาวรที่รัฐควบคุมได้จริง เส้นเขตแดนชัดเจน รัฐบาลที่บริหารได้ทั่วพื้นที่ และความสามารถในการทำความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชื่อ “ฟาตอนี” จึงกลายเป็นคำในประวัติศาสตร์มากกว่าจะเป็นชื่อของรัฐจริงตามหลักกฎหมายโลก

แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา คำนี้กลับถูกหยิบกลับมาครั้งใหม่โดยบางกลุ่มที่ผลักดันแนวคิดแบ่งแยกดินแดน พวกเขาใช้ชื่อโบราณนี้เพื่อสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองใหม่ ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งเข้าใจผิดว่า “ฟาตอนี” เคยเป็นประเทศเต็มรูปแบบที่ถูกผนวกหรือยึดไป ทั้งที่ประวัติศาสตร์จริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

จึงเกิดความสับสนขึ้นในสังคม—ระหว่าง ฟาตอนีในฐานะชื่อโบราณ กับ ฟาตอนีในฐานะวาทกรรมทางการเมืองสมัยใหม่ ข้อเท็จจริงคือสองสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน และไม่ควรนำมาปะปนกัน

ในภาพรวมแล้ว คำว่า “ฟาตอนี” มีอยู่จริงในเอกสารประวัติศาสตร์ แต่ไม่เคยอยู่ในสถานะ “รัฐเอกราช” ที่เป็นที่ยอมรับในระดับระหว่างประเทศ การใช้คำนี้ในปัจจุบันจึงเป็นการตีความใหม่เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง มากกว่าจะอิงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของภูมิภาคนี้



เรื่อง : ปราชญ์ สามสี
 

ฮายาชิ ทาดาทากะ ไดเมียวแห่งแคว้นโจไซ ในช่วงปลายยุคเอโดะ ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ เขาคือ “ซามูไรคนสุดท้าย” ที่แท้จริง

ฮายาชิ ทาดาทากะ (Hayashi Tadataka) ซามูไร...คนสุดท้าย

เมื่อกล่าวถึงประเทศญี่ปุ่น สิ่งหนึ่งที่เราท่านมักนึกถึงคือ การเป็นดินแดนแห่งซามูไร ซึ่งแน่นอนว่า ญี่ปุ่นเป็นชาติเดียวในโลกเท่านั้นที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับตำนานของซามูไร

ซามูไรคือใคร ซามูไรถือเป็นชนชั้นนักรบที่มีทักษะสูงในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งมีอยู่ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 12 ถึงปลายศตวรรษที่ 19 โดยซามูไรทำหน้าที่รับใช้ขุนนาง และมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองของญี่ปุ่น คำว่า “ซามูไร” มาจากคำภาษาญี่ปุ่นที่หมายถึง "การรับใช้" พวกเขาเหล่านั้นต่างมีชื่อเสียงในด้านทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม, ความจงรักภักดี, และชุดเกราะที่ประณีตงดงาม

เชื่อกันว่า รูปแบบของเหล่านักรบบนหลังม้า มือธนู และทหารเดินเท้าในช่วงศตวรรษที่ 6 น่าจะเป็นตัวบทต้นแบบของซามูไรดั้งเดิม ขณะที่จุดกำเนิดของซามูไรสมัยใหม่ยังเป็นปัญหาที่โต้เถียงกันอยู่ หลังจากการสู้รบในสงครามนองเลือดกับราชวงศ์ถังของจีน และอาณาจักรซิลลาของเกาหลี ญี่ปุ่นก็เข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูป โดยการปฏิรูปครั้งสำคัญที่สุดคือการปฏิรูปไทกะ ซึ่งกระทำโดยจักรพรรดิโคโตกุเมื่อปี 646 การปฏิรูปในครั้งนั้น ได้เริ่มนำเอาวัฒนธรรมการปฏิบัติและเทคนิคการบริหารต่าง ๆ ของจีนมาใช้กับกลุ่มชนชั้นสูงและระบบราชการของญี่ปุ่น

ต่อมาประมวลกฎหมายโยโรและประมวลกฎหมายไทโฮก็ถือกำเนิดขึ้นในปี 702 พร้อมกับประกาศคำสั่งที่ให้ประชาชนมารายงานตัวกับทางการเป็นประจำ เพื่อเก็บข้อมูลมาจัดทำสำมะโนประชากร ที่ต่อมาจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเกณฑ์ทหาร หลังจากนั้น เมื่อการทำสำมะโนประชากรเสร็จสิ้นลง ทำให้รู้ว่าประชากรในญี่ปุ่นมีการกระจายตัวกันอย่างไร จักรพรรดิคัมมุก็ได้ริเริ่มกฎหมายให้ประชากรเพศชายที่เป็นผู้ใหญ่ 1 ใน 3 ถึง 4 คนต้องถูกเกณฑ์เป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติ โดยผู้ที่จะเข้ามาเป็นทหารเหล่านี้จะถูกขอความร่วมมือให้ส่งมอบอาวุธของตนแก่ทางการ แต่พวกเขาจะได้รับการยกเว้นในการเสียภาษีและการรับหน้าที่ต่าง ๆ เป็นสิ่งตอบแทน

โดยซามูไรปรากฏขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 8 และมีบทบาทโดดเด่นที่สุดในช่วงการปกครองของโชกุนระหว่างปี ค.ศ. 1185-1868 คำว่า "ซามูไร" (侍) มาจากคำในภาษาญี่ปุ่นว่า "ซาบุเรา" (saburau) ซึ่งแปลว่า "รับใช้" โดยมีหลักการที่ยึดถือคือ ด้วยวิถีแห่งนักรบ นั่นก็คือ บูชิโด (武士道) ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่เน้นความกล้าหาญ, เกียรติยศ และความจงรักภักดี

เมื่อการปฏิรูปสมัยเมจิเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นการแสดงว่าญี่ปุ่นมีความทันสมัย สมาชิกในคณะรัฐบาลเมจิจึงตัดสินใจที่จะเดินตามรอยเท้าของสหราชอาณาจักรและเยอรมนี โดยให้อยู่บนฐานคติที่ว่า “สิทธิพิเศษย่อมมีข้อผูกมัด” (Noblesse obligé) ส่วนซามูไรนั้น ก็ถูกลดอำนาจทางการเมืองไปเหมือนกับของปรัสเซีย ชนชั้นซามูไรจึงสูญสลายไป และกองทัพประจำชาติแบบตะวันตกก็เกิดขึ้นแทน ทหารในกองทัพสมัยใหม่ขององค์พระจักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่นล้วนแล้วแต่เป็นทหารที่ถูกเกณฑ์เข้ามาทั้งสิ้น แต่ก็มีซามูไร (เก่า) หลายคนที่อาสาไปเป็นทหารให้ และอีกหลายคนก็เข้าไปฝึกเพื่อที่จะเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในกองทัพ ผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ในกองทัพนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะมีจุดเริ่มต้นมาจากซามูไรแทบทั้งสิ้น ทำให้พวกเขาเข้ามาทำงานพร้อมกับแรงจูงใจและวินัยขั้นสูง ประกอบกับการหมั่นฝึกฝนที่โดดเด่นผิดธรรมดา

นักเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศของญี่ปุ่นหลายต่อหลายคนในช่วงนั้นก็ล้วนเป็นซามูไรมาก่อนเช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะว่าซามูไรเท่านั้นถึงจะเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนได้ แต่เป็นเพราะว่า ซามูไรหลาย ๆ คนอ่านออกเขียนได้และมีการศึกษาที่ดี นักเรียนแลกเปลี่ยนบางคนเริ่มต้นเรียนที่โรงเรียนเอกชนก่อนเพื่อโอกาสทางการศึกษาที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ซามูไรเก่าอีกหลายคนก็หันมาจับปากกาแทนปืน และได้กลายเป็นนักข่าวและนักประพันธ์ และยังได้ตั้งสำนักหนังสือพิมพ์ของตนเองอีกด้วย ส่วนอดีตซามูไรคนอื่นๆ ก็เข้าไปรับใช้คณะรัฐบาล เนื่องจากพวกเขาอ่านออกเขียนได้และมีการศึกษานั่นเอง

ฮายาชิ ทาดาทากะ (Hayashi Tadataka: 林忠崇) (26 สิงหาคม 1848-22 มกราคม 1941) เป็นไดเมียว (ขุนนาง) แห่งแคว้นโจไซในสมัยโชกุนคนสุดท้ายในช่วงปลายยุคเอโดะ เป็นบุตรชายคนแรกของทาดาอากิระ ฮายาชิ ในแคว้นโจไซ เนื่องจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของพี่ชาย ลุงของเขา ฮายาชิ ทาดาคาตะ จึงได้เป็นไดเมียว และได้เป็นไดเมียวหลังจากลุงของเขาเสียชีวิตรัฐบาลโชกุนเอโดะคาดหวังให้เขาเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการบรรลุตำแหน่งระดับสูงได้โดยการผสมผสานทักษะด้านวรรณกรรมและการทหารทั้งหมดของเขา

เขายังเป็นที่รู้จักในชื่อ Ichimu (一夢) ในช่วงสงครามโบชินปี 1868 ด้วยวัยเพียง 20 ปี ฮายาชิได้นำกองกำลังของแคว้นสนับสนุนกองทัพของอดีตโชกุน และต่อมาเขาได้ยอมจำนนโดยสมัครใจ เมื่อได้รับข่าวว่าตระกูล Tokugawa จะได้รับที่ดินในShizuoka เขาวางดาบลง และต้องจ่ายราคาแพงจากการไปทำสงคราม แม้แต่ผู้ที่ต่อสู้และพ่ายแพ้ในปี 1868 ก็ได้รับเงินบำนาญอย่างสุขสบาย

แต่ ฮายาชิก็ยังคงประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เขาประกอบอาชีพต่าง ๆ ต้องทำไร่ทำนาในที่ดินศักดินาเก่า ต่อมาได้ลองทำงานเป็นเสมียนในร้านขายของชำในฮาโกดาเตะ เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในโตเกียว และช่วงหนึ่งเป็นเสมียนในโอซาก้า จนกระทั่งช่วงทศวรรษ 1890 ทาดาฮิโระ หลานชายและทายาทบุญธรรมของทาดาทากะ จึงได้รับการสถาปนาเป็นขุนนาง จากการล็อบบี้ของอดีตข้ารับใช้ของเขา ตัวทาดาทากะเองก็ได้รับยศชั้นราชสำนักชั้นรองที่ห้า ต่อมา เขายังเคยบวชเป็นพระชินโตที่วัดโทโชกูอันเลื่องชื่อในนิกโก ในชุดสามัญชนของเขา ไม่มีใครสามารถแยกแยะเขาออกจากชายอื่นได้ ในสมัยเมจิ ครอบครัวของเขาได้รับการสถาปนาเป็นขุนนาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Kazoku เขายังรับราชการที่โทโชกูในนิกโกช่วงหนึ่งด้วย ฮายาชิมีชีวิตอยู่จนถึงศตวรรษที่ 20 และมีชื่อเสียงในฐานะ " ไดเมียวคน สุดท้าย " หรือ "อดีตซามูไรคนสุดท้าย"

ภาวะผู้นำกับการสื่อสาร ในสภาวะวิกฤต ระดับองค์กรหรือระดับโลก เป็นการสร้างความเชื่อมั่น หรือทำลายศรัทธา

ภาวะวิกฤติไม่ว่าจะระดับองค์กรหรือระดับโลก เป็นบททดสอบที่สำคัญที่สุดของ ภาวะผู้นำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการ สื่อสาร การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเข้าใจง่าย เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ลดความตื่นตระหนก และนำพาผู้คนไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง

หลักการสื่อสารที่สำคัญในภาวะวิกฤติ:
ผู้นำต้องยึดหลักการสื่อสารที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้รับสารได้อย่างแท้จริง โดยยึดถือหลักการสำคัญดังนี้

ความรวดเร็วแต่แม่นยำ (Speed over Precision/Accuracy): ควรสื่อสารอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือและความสับสน แต่ก็ต้องมั่นใจในข้อมูลที่นำเสนอ ความเงียบ จากผู้นำมักจะถูกเติมเต็มด้วย ความวิตกกังวลและการคาดเดา ที่ผิดๆ

ความโปร่งใสและความจริงใจ (Transparency and Honesty): การบอกเล่าสิ่งที่รู้และสิ่งที่ไม่รู้ รวมถึงการยอมรับข้อผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมา เป็นการสร้างความไว้วางใจที่ยั่งยืน

การแสดงความเห็นอกเห็นใจ (Empathy and Compassion): ผู้นำต้องรับรู้ถึงผลกระทบทางอารมณ์และปัญหาที่ผู้คนกำลังเผชิญ แสดงความห่วงใยและให้กำลังใจอย่างจริงใจ

การสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและทำซ้ำ (Consistent and Repetitive Communication): ข้อมูลสำคัญควรถูกทบทวน (Review) ทำซ้ำ (Repeat) และตอกย้ำ (Reinforce) ผ่านช่องทางที่หลากหลาย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนได้รับสารและเข้าใจตรงกัน

ลองมาดูกรณีศึกษา: ตัวอย่างภาวะผู้นำที่ดีในการสื่อสารวิกฤติ กันนะครับ

1. จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) - วิกฤตไทลินอล (Tylenol Crisis) ปี 1982

วิกฤติ: แคปซูลยา Tylenol ในเมืองชิคาโกถูกลอบผสมไซยาไนด์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย

การสื่อสารที่ดี: เจมส์ เบิร์ก (James Burke) CEO ในขณะนั้น ดำเนินการอย่าง รวดเร็วและเด็ดขาด

หยุดการโฆษณา และเรียกคืน Tylenol เกือบ ครึ่งล้าน ชิ้นทั่วประเทศทันที แม้จะมีข้อบ่งชี้ว่าการปนเปื้อนเกิดขึ้นภายนอกบริษัท

ให้ความร่วมมือกับสื่อและหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มที่

ต่อมาได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ Tylenol ที่มาพร้อมบรรจุภัณฑ์แบบ ป้องกันการแกะ (Tamper-Proof Packaging) เป็นรายแรกๆ

ผลลัพธ์: การกระทำที่รับผิดชอบอย่างเต็มที่และเน้นความปลอดภัยของลูกค้าเป็นอันดับแรก ทำให้บริษัทสามารถ กอบกู้ความเชื่อมั่น และชื่อเสียงกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็น แบบอย่าง ของการจัดการวิกฤตที่ยอดเยี่ยม

2. เจซินดา อาร์เดิร์น (Jacinda Ardern) - เหตุกราดยิงที่ไครสต์เชิร์ช (Christchurch Mosque Shootings) ปี 2019

วิกฤติ: การก่อการร้ายในมัสยิด 2 แห่งในนิวซีแลนด์ มีผู้เสียชีวิต 51 ราย

การสื่อสารที่ดี: นายกรัฐมนตรี เจซินดา อาร์เดิร์น แสดง ความเห็นอกเห็นใจ และ ความเป็นผู้นำ ที่เด็ดเดี่ยว

เธอสวมชุดดำและแสดงความเคารพต่อชุมชนมุสลิมทันที ทำให้เห็นถึงความเข้าอกเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

ใช้คำพูดที่ รวมใจคนในชาติ ("They are us" - พวกเขาคือพวกเรา) และปฏิเสธที่จะเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุเพื่อไม่ให้เป็นที่จดจำ

ดำเนินการอย่างรวดเร็วในการ แก้ไขกฎหมายอาวุธปืน

ผลลัพธ์: การสื่อสารที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและรวดเร็วในการลงมือทำ ทำให้เธอได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่าเป็นผู้นำที่สามารถเยียวยาและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศได้ในยามวิกฤติ

แล้วมาดูกรณีศึกษา: ตัวอย่างภาวะผู้นำที่ไม่ดีในการสื่อสารวิกฤติกันบ้าง

1. บีพี (BP) - วิกฤตน้ำมันรั่วไหล Deepwater Horizon ปี 2010

วิกฤติ: แท่นขุดเจาะน้ำมัน Deepwater Horizon ระเบิดและเกิดการรั่วไหลครั้งใหญ่ในอ่าวเม็กซิโก

การสื่อสารที่ไม่ดี: โทนี่ เฮย์เวิร์ด (Tony Hayward) CEO ของ BP แสดงออกถึงการ ขาดความเห็นอกเห็นใจ และความรับผิดชอบ

มีคำกล่าวที่น่าอับอายว่า "ผมอยากกลับไปใช้ชีวิตตามปกติของผม" (I'd like my life back) ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการไม่ใส่ใจต่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผู้ได้รับผลกระทบ

พยายาม ลดทอนความรุนแรง ของเหตุการณ์ ทำให้ขาดความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ

ผลลัพธ์: การสื่อสารที่ผิดพลาดและไร้ความเห็นอกเห็นใจทำลายชื่อเสียงของ BP อย่างรุนแรง ทำให้บริษัทต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมากในการฟื้นฟูความเสียหายและความเชื่อมั่นที่สูญเสียไป

2. เพโลตอน (Peloton) - วิกฤตเครื่องออกกำลังกาย Tread+ (ช่วงต้น)

วิกฤติ: มีรายงานอุบัติเหตุร้ายแรงและมีเด็กเสียชีวิตจากการใช้เครื่องวิ่ง Tread+

การสื่อสารที่ไม่ดี: ในช่วงแรก ผู้นำของ Peloton ปฏิเสธ ที่จะเรียกคืนสินค้า โดยยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของตนปลอดภัย หากผู้ใช้ปฏิบัติตามคำแนะนำ การตอบสนองที่ พยายามปกป้องชื่อเสียงและผลกำไร เหนือความปลอดภัยของลูกค้า นำไปสู่การประณามอย่างกว้างขวาง

ผลลัพธ์: การตอบสนองที่ล่าช้าและขาดความรับผิดชอบในตอนแรกนำไปสู่กระแสต่อต้านอย่างรุนแรง ทำให้บริษัทต้องเปลี่ยนท่าทีในที่สุด โดยมีการ ขออภัยต่อสาธารณะ และ เรียกคืนสินค้า แต่ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ก็เกิดขึ้นไปแล้ว (ภายหลัง CEO ได้ขอโทษและยอมรับว่าการตอบสนองเริ่มต้นผิดพลาด)

แผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อ อาจนำสู่หยุดยิงชั่วคราว แต่ยังไม่ตอบโจทย์สันติภาพยั่งยืน แม้ สหรัฐฯ ผลักดันให้เจรจาหยุดยิง  แต่ยูเครน-รัสเซียยังขัดแย้งอธิปไตยและดินแดน

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2022 ได้กลายเป็นความขัดแย้งทางทหารและการเมืองที่ส่งผลต่อความมั่นคงของยุโรปและระเบียบโลกแม้ยูเครนจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและยุโรปในการป้องกันการรุกราน แต่สถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงความเสื่อมถอยของศักยภาพทางทหาร เศรษฐกิจ และแรงสนับสนุนจากบางประเทศ ทำให้นานาชาติหันมาให้ความสนใจต่อแนวทางการยุติสงครามเพิ่มมากขึ้น ในช่วงปลายปี 2025 สื่อชั้นนำหลายแห่งเช่น Axios, Al Jazeera, Sky News, และ The Guardian รายงานว่ามีเอกสาร “แผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อ” ซึ่งฝ่ายสหรัฐจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยมีเป้าหมายเพื่อเริ่มการหยุดยิงและสร้างเสถียรภาพด้านความมั่นคงในภูมิภาค 

แม้เอกสารดังกล่าวไม่ใช่ข้อตกลงทางการ แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการผลักดันแนวทางการจัดการความขัดแย้งมากกว่าการทำสงครามยืดเยื้อ โดยแผน 28 ข้อนี้ถูกร่างขึ้นโดยตัวแทนของสตีฟ วิทคอฟ (Steve Witkoff) ตัวแทนอำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ร่วมกับตัวแทนจากรัสเซีย คือ คิริล ดมิทรีเยฟ (Kirill Dmitriev) หัวกองทุนความมั่งคั่งของรัฐรัสเซียและผู้ที่ได้รับมอบหมายในทางการทูต) หลังการประชุมระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซียที่อะแลสกาในช่วงกลางปี 2025 เบื้องต้นรัฐบาลยูเครนยอมรับว่าได้เห็นเอกสารฉบับนี้แล้วแต่มีรายงานว่าฝ่ายยูเครนเสนอให้ปรับแก้หลายข้อ ในขณะที่รัฐบาลรัสเซียตอบสนองเชิงบวกว่า “สามารถนำไปพิจารณาได้” แต่ไม่ผูกพันกับข้อเสนอใด ๆ 

อย่างไรก็ตาม แผน 28 ข้อถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในเรื่องความเป็นไปได้ เนื่องจากข้อเสนอหลายข้อขัดแย้งกับผลประโยชน์หลักของทั้งยูเครนและรัสเซีย โดยเฉพาะประเด็นอธิปไตยเหนือดินแดนที่ยังเป็นหัวใจสำคัญของข้อพิพาท การจัดทำประชามติในพื้นที่ยึดครอง การจำกัดอาวุธโจมตี และรูปแบบหลักประกันความมั่นคงที่อาจไม่เทียบเท่าการเข้าเป็นสมาชิก NATO ทำให้แผนดังกล่าวถูกมองว่าเป็น “จุดเริ่มต้นของการเจรจา” มากกว่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของสันติภาพ บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ สรุปเนื้อหาสาระที่สำคัญ และประเมินความเป็นไปได้ของแผนสันติภาพนี้ โดยพิจารณาทั้งมุมมองของยูเครน รัสเซีย และสหรัฐ เพื่อให้เห็นภาพว่าแผนดังกล่าวสะท้อนทิศทางการทูตในอนาคตของความขัดแย้งครั้งนี้อย่างไร และมีศักยภาพเพียงใดในการนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในอนาคต

ตามข้อมูลที่เปิดเผยในสื่อแผนสันติภาพยูเครนจำนวน 28 ข้อ มีรายละเอียดดังนี้
1) “อธิปไตยของยูเครน” จะต้องได้รับการค้ำประกันอย่างเป็นทางการ

2) จะมีการลงนามข้อตกลงไม่รุกรานระหว่างรัสเซีย-ยูเครน-ยุโรปเพื่อแก้ไขปัญหาความคลุมเครือทั้งหมดตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา

3) รัสเซียจะไม่รุกรานประเทศเพื่อนบ้านและนาโตจะหยุดการขยายสมาชิก 

4) สหรัฐฯจะเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างรัสเซีย - นาโต เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงพยายามลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

5) ยูเครนได้รับ “หลักประกันความมั่นคง” จากฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเชื่อถือได้

6) จำกัดให้กองทัพยูเครนมีขนาดไม่เกิน 600,000 นาย

7) ยูเครนต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ “ไม่เข้าร่วม นาโต” และ นาโต ต้องแก้ข้อบังคับไม่รับยูเครนในอนาคต

8) นาโตห้ามตั้งฐานทหารหรือส่งกำลังทหารไปประจำในยูเครน

9) มีการนำเครื่องบินรบยุโรปไปประจำที่โปแลนด์ (เพื่อช่วยป้องกันในภูมิภาค)

10) สหรัฐฯ ให้ “การประกัน” (guarantee) ด้านความมั่นคงแก่ยูเครนตามเงื่อนไขบางอย่าง เช่น สหรัฐฯจะได้ค่าตอบแทนสำหรับหลักประกัน หากยูเครนรุกรานรัสเซียก่อนการประกันข้างต้นจะถูกยกเลิก หากรัสเซียรุกรานยูเครนจะมีการตอบโต้ทางทหารร่วมกันและกลับมาคว่ำบาตรรัสเซีย หากยูเครนยิงขีปนาวุธใส่มอสโกหรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กโดยไร้เหตุผลการรับประกันจะถูกยกเลิกทันที

11) ยูเครนยังมีสิทธิสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) และได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าในช่วงรอพิจารณา

12) มีแพ็กเกจขนาดใหญ่เพื่อฟื้นฟูยูเครน เช่น ตั้ง “กองทุนพัฒนา (Ukraine Development Fund)” เพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมเติบโต เช่น เทคโนโลยี, ข้อมูล, โครงสร้างพื้นฐาน, สาธารณูปโภค, แหล่งพลังงาน ฯลฯ

13) รัสเซียจะได้รับการ “กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจโลก” โดยยกเลิกคว่ำบาตร บางจำกัด และอาจกลับเข้าสู่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม (G8) รวมถึงการมีข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงาน ทรัพยากรธรณี เหมืองแร่ และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ กับสหรัฐฯ/พันธมิตร

14) ทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดจะถูกนำมาใช้ โดย US-led โครงการลงทุน/ฟื้นฟูยูเครนโดยยุโรปเพิ่มเงินในส่วนนี้เพื่อการฟื้นฟูยูเครน  บางส่วนอาจถูกใช้ในโครงการร่วม US-Russiaโดยผลกำไรบางส่วนจะตกเป็นของสหรัฐตามเงื่อนไข “ค่าตอบแทน/ผลประโยชน์” สำหรับการให้ความคุ้มครองความมั่นคง

15) ตั้งกลุ่มทำงานร่วมสหรัฐ-รัสเซีย เพื่อดูแลให้ทุกข้อผูกพันในข้อตกลงถูกปฏิบัติจริง

16) รัสเซียจะตรากฎหมายยืนยันนโยบาย “ไม่รุกราน” ต่อยุโรปและยูเครน

17) สหรัฐฯ และรัสเซียตกลงขยายความคุ้มครองสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ / ไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงสนธิสัญญา START

18) ยูเครนยอมรับสถานะ “ไม่เป็นรัฐนิวเคลียร์” (non-nuclear state) ภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT)

19) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Zaporizhzhia Nuclear Power Plant จะกลับมาเดินเครื่องภายใต้การควบคุมของ IAEA และไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกแบ่งระหว่างรัสเซียและยูเครน 50:50

20) ทั้งสองประเทศจะต้องมีโครงการส่งเสริม “ความเข้าใจและความอดทนทางวัฒนธรรม” ระหว่างกัน กำจัดการเลือกปฏิบัติ, รับรองสิทธิของชนกลุ่มน้อย, ประกันเสรีภาพสื่อและการศึกษา; ยุติการกีดกันทางภาษา หรือศาสนา รวมถึงยอมรับภาษา/ศาสนาในรูปแบบที่หลากหลาย

21) ข้อตกลงเรื่องดินแดน

-Crimea, Donetsk Oblast และ Luhansk Oblast จะได้รับการรับรองว่าเป็นของรัสเซีย (de facto Russian territory) โดยสหรัฐฯให้การรับรอง 

-ส่วน Kherson Oblast และ Zaporizhzhia Oblast จะอยู่ใน สถานการณ์ถูก “แช่แข็ง” (frozen along current lines of contact) (freeze current frontlines) โดยยอมรับเส้นเขตการควบคุมปัจจุบันเป็นเส้นอาณาเขตชั่วคราว/ถาวรตามข้อตกลง 

-กองทัพยูเครนจะถอนกำลังออกจากพื้นที่ของ Donetsk ที่ยังควบคุมอยู่ และพื้นที่นั้นจะกลายเป็น “demilitarized neutral buffer zone” โดยถือเป็นของรัสเซียอย่างเป็นทางการ และกองทัพรัสเซียไม่ส่งทหารเข้าไปในพื้นที่นี้ 

22) ทั้งรัสเซียและยูเครนต้องยอมรับว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงเขตแดนโดยใช้กำลังในอนาคต

23) รัสเซียต้องไม่ขัดขวางสิทธิของยูเครนในการใช้แม่น้ำ Dnipro River เพื่อกิจกรรมทางพาณิชย์ และต้องยอมให้การขนส่งผลผลิต (เช่น ธัญพืช) ผ่านทะเลดำ (Black Sea) เป็นไปอย่างเสรี

24) ตั้ง “คณะกรรมการด้านมนุษยธรรม (Humanitarian committee)” เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเชลย สลับตัว, คืนศพ, รวมครอบครัว, ส่งคืนผู้ถูกจับ, รวมถึงดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสงคราม (พลเรือน, เด็ก, ครอบครัว), การฟื้นฟูด้านมนุษยธรรมทั้งในพื้นที่การสู้รบและพื้นที่พักพิงและลี้ภัย

25) ยูเครนต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 100 วัน หลังการลงนามข้อตกลง

26) ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจะได้รับ “นิรโทษกรรมเต็มรูปแบบ”สำหรับการกระทำในช่วงสงคราม และทุกฝ่ายยอมสละสิทธิในการฟ้องร้องในอนาคต

27) ข้อตกลงจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย และจะมีสภาสันติภาพภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้กำกับ พร้อมบทลงโทษถ้าฝ่ายใดละเมิดสัญญา

28) เมื่อทุกฝ่ายลงนาม การ“หยุดยิง (ceasefire)” จะเริ่มทันที หลังทั้งสองฝ่ายถอนกำลังไปยังจุดที่ตกลงไว้ เพื่อเริ่มปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเต็มรูปแบบ

อนาคตไทยเสี่ยงเผชิญภัยลูกครึ่งกะเหรี่ยง ชาวแอฟริกันหันเข้าร่วมกองกำลังชาติพันธุ์ หลังถูกกลุ่มธุรกิจมืดชายแดนเมียนมาลอยแพ อาจเป็นปัญหาใหญ่ชายแดนไทยในอนาคต

หลังจากที่มีข่าวว่ากองทัพเมียนมาปราบปรามสแกมเมอร์แถบชายแดนไทยในรัฐกะเหรี่ยงหนัก จนมาวันนี้เอย่าได้มีโอกาสคุยกับอดีตสแกมเมอร์คนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเขาเลิกที่จะเป็นสแกมเมอร์แล้วและพร้อมจะแชร์เรื่องราวเหล่านี้ให้คนได้รู้กัน ต่อไปนี้จะขอเรียกแหล่งข่าวคนนี้ว่า วิน ตามชื่อเล่นของเขานะคะ

รู้หรือไม่สแกมเมอร์ไม่มีคำว่าโดนหลอกไป

คำแรกที่เอย่าได้ยินจากวิน แล้วทำให้สะดุดหูเลย วินบอกว่าในเขตสแกมเมอร์ไม่ได้เลวร้ายทุกคน เขาไม่ได้บังคับเราเป็นทาสนะ มันมีทั้งบริษัทดีและเลว ทุกคนที่ไปเขารู้อยู่แล้วว่าเข้าไปทำงานอะไรเพราะค่าคอมมิชชันที่เขาจ่ายนี่ดีมาก และเป็นขั้นบันได ตั้งแต่ 10%-30% สรุปทำมากได้มากนั่นเอง แต่ถ้าทำไม่ได้ถ้าบริษัทดี ๆ เขาก็ปล่อยตัวกลับนะ ถามว่าไอ้ที่บอกหนี ๆ มาเนี่ย ถ้ากองกำลังเขาเอาจริงคิดว่าจะรอดหรอ แต่มันก็มีบริษัทเลว ๆ ที่ทำไม่ได้ก็กักขัง ทุบตี มันก็มี

อ้าว....งั้นชีวิตสแกมเมอร์ก็สบายสิ

ถามว่าสบายไหมมันก็ดีนะมีทุกอย่างยิ่งเราเป็นผู้ชาย ที่นี่มีครบ เหล้า ยาเสพติด หญิงขายบริการทั้งมาจากไทยและต่างประเทศ แต่ราคาสูง อีกอย่างคืออิสระที่มีมันมีวงขอบจำกัด ทุกคนอยู่ภายใต้การจับตามองของกลุ่มอารักขา  ถ้ามองว่าดีก็ดี ถ้ามองว่าน่ากลัวหรือเป็นทาสมันก็มองได้เช่นกัน

อ้าว...แล้วทำไมถึงกลับมาละ

ก็อย่างว่าอยู่ที่นั่นเราเจอคนหลากหลาย มีทั้งพวกทีาดีและพวกที่น่ากลัวอย่างเดี๋ยวนี้พวกนิโกรจากแอฟริกาเดินในแหล่งสแกมเมอร์ยั้วเยี้ยไปหมดพวกนี้น่ากลัว พอทำงานไม่ได้ พวกจีนมันทิ้งเลยนะ อย่างเราคนไทยยังหนีมาได้ พวกนั้นไม่มีใครมารับ รัฐบาลประเทศพวกเขาไม่สนใจ สุดท้ายพวกนี้ก็ไปเข้าร่วมกับ  KNU, DKBA และ BGF เป็นครูสอนภาษาอังกฤษบ้าง สอนการใช้อาวุธบ้าง ถามว่า KNU ตอบแทนด้วยอะไรละ นอกจากเงิน ก็นารี ยาเสพติด พวกนี้เวลามีเพศสัมพันธ์เขาไม่ได้ป้องกันนะ อีกไม่เกิน 20 ปี เรทคงได้เห็นลูกครึ่ง แอฟริกันกะเหรี่ยงยั้วเยี้ยเต็มแม่สอดหรือเมียวดี ถือปืนกู้เอกราชให้กะเหรี่ยงเป็นแน่ แล้วยิ่งตอนนี้ฝั่ง กะเหรี่ยงเริ่มมีการสร้างอัตลักษณ์ชาตินิยม ถ้าไม่เข้าใจก็ให้มองภาพ มลายูปาตานี เป็นตัวอย่าง นี่แหละมาแนวเดียวกันเลย ไม่ต้องห่วงไม่นานเกินรอไทยอาจจะต้องเปิดศึกกับกะเหรี่ยงเรื่องแย่งดินแดนเป็นแน่แท้

สุดท้ายเอย่าจึงถามคุณวินต่อว่า "แล้วทำไมไทยเรามองว่าคนไปทำสแกมเมอร์คือเหยื่อ"

คำนี้ที่ฝั่งไทยอ้างว่าเราคือเหยื่อก็อาจจะเพราะไทยไม่อยากไปเปลืองงบประมาณกับคนเหล่านี้กระมัง เพราะทั้งจีน อินเดียมีการส่งเครื่องบินไปรับคนของตนมาดำเนินคดี แต่ในขณะที่ไทยไม่เลย

เอย่าเคยคุยกับแอดมินเพจมองพม่าเขาเคยบอกว่าเขาเคยช่วยคนหลายคนเช่นกันที่อ้างว่าโดนหลอกไปทำงานในฉ่วยก๊กโกและ เคเคปาร์ค คนเหล่านั้นมักอ้างว่าโดนล่อลวง แต่แปลกตรงที่เมื่อคนเหล่านี้กลับมาไทยไม่นานก็อยากเดินทางกลับไปอีก โดยผู้หญิงหลายคนจะอ้างว่าที่กลับไปเพราะแฟนชาวจีนมาง้อขอคืนดี แต่เอย่ามองว่ารสเงินสแกมเมอร์มันหอมหวานเกินไปก็เท่านั้นเอง

 

ยกนิ้วชม รมว.หญิงเก่ง ‘ศุภจี’ ใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือน ดันส่งออกข้าว 6 แสนตัน ดันราคาข้าวพุ่ง สร้างความเชื่อมั่นเกษตรกร สร้างแรงกระเพื่อมตลาดโลก-เพิ่มคะแนนการเมือง

แสงสว่างของข้าวไทยในตลาดโลก เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล เริ่มภารกิจกู้วิกฤติเศรษฐกิจประเทศไทย ใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือน ขายข้าวให้ต่างประเทศไปแล้ว 600,000 ตัน 

วันที่ 21 พฤศจิกายน นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยช่วงนำคณะเปิดการค้าสินค้าเกษตรในดูไบ ว่า ขณะราคาข้าวไทยปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวขาว 5% ราคาส่งออกเริ่มขยับแล้ว 5% ส่วนหนึ่งปัจจัยหนุนจากไทยกำลังเจรจาขายข้าว 5 แสนตันให้กับจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวขาว จึงมีผลต่อราคาข้าวในประเทศดีขึ้น

ด้าน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่อสินค้าเกษตรหลัก โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของเกษตรกรทั่วประเทศ

“ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิดีดตัวแรงแตะ 16,000 บาทเพิ่มตันละ 1,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้า เพิ่มสูงสุด 400 บาท เป็น 7,200 บาทต่อตัน ผลจากหลังรัฐบาลเร่งเดินหน้ามาตรการดูแลข้าวทั้งระบบตามมติ นบข. ส่งผลให้ตลาดเกิดการปรับตัวเชิงบวกอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการรับซื้อ การดูดซับผลผลิต และความเชื่อมั่นของเกษตรกร”

เริ่มจาก เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOC) ด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขายข้าวให้สิงคโปร์ 1 แสนตัน นำร่องดันไทยสู่ Food Security Hub ขยายความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างสองประเทศ ตอบสนองความต้องการของตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นคงต่อเนื่อง

และด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ (State Visit) ระหว่างวันที่ 13 – 17 พฤศจิกายน 2568 ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งประธานาธิบดีฯ สี จิ้นผิง แจ้งความประสงค์จะซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน 

ผลการเจรจาระบบทางไกลของกรมการค้าต่างประเทศ กับ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจของจีน(COFCO) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สำหรับการซื้อข้าวไทยปริมาณ 5 แสนตัน เบื้องต้นเพื่อการส่งมอบข้าวไทยไปประเทศจีนได้เสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568 นี้ และผู้บริโภคจีนได้ซื้อทันปีใหม่และตรุษจีน จึงกำหนดเจรจาซื้อข้าวไทยล็อตแรกก่อนจำนวน 1 แสนตัน

แผนต่อเนื่องในการโปรโมตขายข้าวในประเทศเป้าหมาย โดยในต้นเดือนธันวาคมนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะนำคณะไปซาอุดิอาระเบีย หนึ่งในภารกิจคือพบปะผู้นำเข้าข้าวและพืชเกษตรอื่น เช่น มันสำปะหลัง

เร่งทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะเสมือนเป็นรัฐมนตรีชั่วคราว ในช่วงรอการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ แต่คงพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า “คนทำงาน จะกี่วันก็ทำงาน”

ก็ต้องยอมรับว่า รัฐบาลอนุทิน ดันโปรเจคกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาสร้างแรงกระเพื่อมไปยังตลาดอุปโภคบริโภคได้พอสมควร ทั้งนโยบายคนละครึ่งพลัส ที่ปัดฝุ่นนำกลับมาใช้โดยไม่ต้องคิดมาก ว่าใครเคยริเริ่มโครงการนี้ กลายเป็นว่าได้กระแสเชิงบวก สร้างฐานเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้พอสมควร

มารอดูกันต่อไป ว่า รัฐมนตรีหญิงเก่ง คุณศุภจี จะทำเซอร์ไพรส์ ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้อีกไหมในช่วงเวลาที่เหลือ ยังไม่นับรวมการวางรากฐานของระบบการค้าภายใน ที่เป็นความมั่นคงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

สมแล้ว ที่หลายๆ กระแส เริ่มยกให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของไทย ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป หวังว่าคนทำงาน คงไม่ท้อกับเกมส์การเมือง จนต้องถอยออกไปซะก่อน 
 

จาก “คลังอาหารแอฟริกาใต้” สู่ชาติยากจน เงินเฟ้อทะลุฟ้า–ทุนต่างชาติหนี ตัวอย่างอันน่าสลดของอำนาจ ที่มาก่อนหลักนิติรัฐและธรรมาภิบาล

เผด็จการพลเรือน...ทำให้ซิมบับเวกลายเป็นประเทศที่เคยร่ำรวย

ซิมบับเว (สาธารณรัฐซิมบับเว : Republic of Zimbabwe) เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในแอฟริกา ด้วยถูกเรียกว่า “แหล่งผลิตอาหารแห่งทวีปแอฟริกาตอนใต้ ” เดิมทีประเทศนี้รู้จักกันในชื่อ โรดีเซียใต้ สาธารณรัฐโรดีเซีย ก่อนที่จะเป็น “ซิมบับเว” ในปัจจุบัน เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลในแอฟริกาตะวันออกเฉียงใต้ อดีตโรดีเซียปกครองโดยชนกลุ่มน้อยผิวขาวและใช้ระบบการแบ่งแยกสีผิว ในยุคนั้นเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดของแอฟริกาเมื่อเปรียบเทียบรายได้ต่อหัว มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เกษตรกรรมที่แข็งแกร่ง ยาสูบ ฝ้าย ข้าวโพด (ฟาร์มเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของคนผิวขาว) และมีการทำเหมืองแร่ (ทองคำ โครเมียม แร่ใยหิน ทองแดง แพลทินัม) เป็นอันมาก 

ค่าเงินดอลลาร์โรดีเซียในอดีตมีค่าใกล้เคียงกับดอลลาร์สหรัฐ จึงมีมาตรฐานการครองชีพอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรในเมือง แม้จะเทียบได้กับอาณานิคมของยุโรปบางแห่งในแง่ของการพัฒนาอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่คนผิวดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่มีต่อระบบการแบ่งแยกสีผิวและการละเมิดสิทธิมนุษยชนทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็มีส่วนในความรุนแรงทางเชื้อชาติระหว่างกันอย่างมากมาย สงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงในปี 1979 ในช่วงเปลี่ยนผ่านสั้น ๆ ยังคงการปกครองโดยชนกลุ่มน้อยผิวขาว ต่อมาระบบการแบ่งแยกสีผิวก็ถูกยกเลิก และซิมบับเวได้ถือกำเนิดขึ้นหลังจากได้รับเอกราชในปี 1980

ซิมบับเว (ปี1980-ปัจจุบัน) หลังจากได้รับเอกราชในปี 1980 ซิมบับเวมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในช่วงแรก โดยรัฐบาลได้รับการยกย่องว่าสามารถยกระดับการเข้าถึงการศึกษาและการดูแลสุขภาพ และยังคงเป็นผู้ส่งออกอาหารจำนวนมากไปทั่วทวีป ในปี 1980 หลังจากพรรคสหภาพแห่งชาติแอฟริกาแห่งซิมบับเว (แนวร่วมรักชาติ) ชนะการเลือกตั้งทั่วไป ส่งผลให้การปกครองโดยชนกลุ่มน้อยผิวขาวเป็นอันยุติ หลังจากการเปลี่ยนระบบรัฐสภาของประเทศให้กลายเป็นระบบประธานาธิบดี มูกาเบได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีซิมบับเวตั้งแต่ปี 1987 กลายเป็นผู้นำโดยพฤตินัยแต่เพียงผู้เดียวของซิมบับเว จนกระทั่งเขาลาออกอันเนื่องมาจากการรัฐประหารในปี 2017 ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมของมูกาเบ อำนาจความมั่นคงของรัฐมีอิทธิพลเหนือประเทศ และมีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ปี 1997 ถึง 2008 และทำให้เศรษฐกิจของประเทศประสบกับการถดถอยอย่างต่อเนื่อง และต่อมาในช่วงหลังเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง

แม้ว่าในเวลาต่อมาเศรษฐกิจของซิมบับเวจะเติบโตอย่างรวดเร็วหลังจากที่อนุญาตให้ใช้สกุลเงินอื่นนอกเหนือจากดอลลาร์ซิมบับเว ในปี 2017 ท่ามกลางการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ยาวนานกว่า 1 ปี และเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างรวดเร็ว การรัฐประหารได้นำไปสู่การลาออกของมูกาเบ ตั้งแต่นั้นมา เอ็มเมอร์สัน อึมนังกากวา ได้เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีซิมบับเว จากการที่มูกาเบได้ตัดสินใจดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจหลายอย่างที่น่าสงสัย ไม่นานหลังจากขึ้นสู่อำนาจ เขาคิดว่าเป็นความคิดที่ดีที่จะให้ซิมบับเวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามคองโกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่มีค่าใช้จ่ายสูงและอยู่ไกลบ้าน หรือเลวร้ายยิ่งกว่านั้น ไม่นานหลังจากสงครามกลางเมือง ต่อมา ด้วยการทดลองทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายจนน่าตกตะลึง ด้วยแนวคิดในการทำให้ประชาชนชาวซิมบับเวทุกคนกลายเป็น "เศรษฐี" ด้วยการพิมพ์ธนบัตรโดยไม่จำกัดอย่างไม่ยั้งคิด ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงจนทำให้เงินดอลลาร์ซิมบับเวไร้ค่าราวกับเศษกระดาษ การปกครองเป็นเวลา 37 ปีของมูกาเบทำให้ช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศซิมบับเวได้เปลี่ยนแปลงจากความหวังหลังจากได้รับเอกราชไปสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจ

ซิมบับเวเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่ค่อนข้างมั่งคั่งไปสู่ประเทศยากจนด้วยปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการปฏิรูปที่ดินซึ่งเป็นข้อถกเถียง ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง และการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ผิดพลาดภายใต้การนำของมูกาเบ การปฏิรูปที่ดินส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ขณะที่นโยบายรัฐบาล การใช้จ่ายที่สูง และการทำลายสกุลเงิน ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่เด่นชัดด้วยภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง การขาดแคลนอาหาร และการว่างงานสูง เกษตรกรและพลเมืองผิวขาวถูกขับไล่ออกไปจากที่ดินของตนเอง บ่อยครั้งด้วยความรุนแรง เนื่องจากการเข้ายึดที่ดินทวีความรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน อาชญากรรมต่อพวกเขามักถูกเพิกเฉยจากทางการ การปฏิรูปที่ดินที่ประสบความหายนะ อันเนื่องมาจากการยึดครองฟาร์มเชิงพาณิชย์จากเกษตรกรผิวขาวที่มีประสบการณ์อย่างไม่เต็มใจและไร้ซึ่งแบบแผน นำที่ดินดังกล่าวแจกจ่ายให้กับพันธมิตรทางการเมืองและทหารผ่านศึกที่ไม่มีประสบการณ์ในด้านการเกษตร ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจซิมบับเวต้องตกต่ำ

นอกจากนั้นแล้ว 
- การบริหารจัดการของรัฐบาลที่ผิดพลาดและการทุจริตที่แพร่หลาย และการปกครองที่ย่ำแย่ของชนชั้นปกครองนำไปสู่การปล้นสะดมความมั่งคั่งของชาติ
- ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงจากนโยบายการพิมพ์เงินของรัฐบาลเพื่อใช้จ่าย รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามกลางเมืองในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยสูงถึง 89.7 เซ็กซ์ทิลเลียน% ภายในกลางปี 2008 ค่าเงินลดลงอย่างรุนแรง จนรถเข็นที่เต็มไปด้วยธนบัตรมีค่าน้อยกว่าขนมปังหนึ่งก้อน
- สกุลเงินประจำชาติถูกยกเลิกไปในที่สุด และหันมาใช้ระบบหลายสกุลเงิน (โดยหลักคือดอลลาร์สหรัฐ) นโยบายของรัฐบาล การทุจริต และความไม่มั่นคงทางการเมือง ส่งผลทำให้นักลงทุนต่างชาติหนีไปและทำลายความเชื่อมั่นทางธุรกิจ
- มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่บังคับใช้โดยประเทศตะวันตก แม้จะมุ่งเป้าไปที่บุคคลและหน่วยงานเฉพาะภายในรัฐบาลเป็นหลัก แต่ยังส่งผลให้ประเทศนี้ถูกแยกออกจากการเงินและการลงทุนระหว่างประเทศอีกด้วย 
ในปัจจุบันแม้พื้นที่ดังกล่าวจะยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและศักยภาพ แต่ซิมบับเวยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงและระดับความยากจนที่สูง 

ผลที่ตามมาและสถานการณ์ปัจจุบัน
- อัตราการว่างงานและความยากจนที่สูง:ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำส่งผลให้เกิดการว่างงานจำนวนมากและความยากจนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยประชากรจำนวนมากต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านอาหาร
- ความไม่มั่นคงเรื้อรัง เกิดความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงทางอาหาร และความไม่มั่นคงทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาหลายทศวรรษยังคงสร้างปัญหาให้กับประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง
- แม้จะมีความพยายามบางอย่างในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ความท้าทาย เช่น การว่างงานที่สูง ความยากจน และการขาดการลงทุนจากต่างประเทศยังคงมีอยู่ จนกลายเป็นความท้าทายที่ต่อเนื่อง
- ความมั่งคั่งของทรัพยากรที่ถูกละเลย แม้ว่าประเทศจะอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่ธาตุ แต่ประเทศก็ล้มเหลวในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านั้นเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว เนื่องมาจากปัญหาพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแล

“ความน่าสะพรึงกลัว” ของเผด็จการพลเรือน เกิดจาก การใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบ การระงับหรือจำกัดเสรีภาพของประชาชนพลเมือง และการปราบปรามผู้ต่อต้าน คัดค้าน และเห็นต่างอย่างรุนแรง โดยอาจนำไปสู่ การสังหารหมู่ การทรมาน การหายตัวไปโดยถูกบังคับ และการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นรูปแบบของการปกครองแบบเผด็จการที่ใช้การก่อการร้ายและสถาบันที่รัฐเผด็จการให้การสนับสนุนเพื่อเป็นการปิดปากฝ่ายค้าน ผู้ต่อต้าน และผู้เห็นต่าง ซึ่งมักส่งผลให้ประชาชนพลเมืองจำนวนมาก เสียชีวิต สูญหาย ถูกทรมาน หรือถูกจำคุก ซิมบับเว จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของเผด็จการพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งได้สร้างความเสียหายมากมหาศาลจนเหลือคนานับ เช่นเดียวกับ เผด็จการพลเรือนบนโลกใบนี้อีกมากมาย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตข้างหน้า

ปั้นเรื่องสุดท้ายโดนเอง ข้อกล่าวหาลอย ๆ กับหลักฐานวิดีโอชัด ๆ กัมพูชากล่าวหา “ทหารชุดดำไทย” ล่วงละเมิดหญิงเขมร แต่มีคลิปหลุด จนท.กัมพูชา แตะเนื้อต้องตัวสาว สะท้อนพฤติกรรมฝั่งตัวเอง

(19 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… ตลอดสองสามวันที่ผ่านมา โซเชียลเขมรพยายามจุดประเด็นใหญ่โตว่ามี “เจ้าหน้าที่ชุดดำของไทย” ไปล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงเขมรรายหนึ่งที่แอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 

เรื่องถูกเล่าต่อแบบไร้หลักฐาน ไม่มีภาพ ไม่มีชื่อ ไม่มีสถานที่ชัดเจน และไม่มีแม้แต่พยานที่ระบุตัวตนได้ ตรงตามสไตล์ ข่าวโคมลอยเพื่อทำ IO โจมตีไทยในช่วงตึงเครียดชายแดน ประเด็นนี้ถูกขยายซ้ำจนกลายเป็นข้อกล่าวหาที่ใช้สร้างภาพจำว่า “ทหารชุดดำไทย = ล่วงละเมิดผู้หญิงเขมร”

แต่ผ่านไปเพียงสองวัน ความย้อนแย้งก็ปรากฏขึ้นเองจากฝั่งกัมพูชา เมื่อมีคลิปหลุดจากศาลสวายเรียงขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจเขมรควบคุมผู้ต้องหาหญิงในคดีแหกคุก ภาพที่เห็นคือเจ้าหน้าที่ชายสวมชุดดำของ กัมพูชาเอง กำลังแตะเนื้อต้องตัว จับแก้ม และพูดจาเชิงคุกคามทางเพศต่อหน้ากล้องอย่างไม่สะทกสะท้าน

ครั้งนี้ไม่ใช่ข่าวลือ ไม่ใช่คำกล่าวอ้างลอย ๆ แต่เป็น หลักฐานวิดีโอ ที่เห็นการกระทำเต็ม ๆ ต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศ

จุดที่น่าสนใจคือ ทั้งสองเหตุการณ์มี “องค์ประกอบ” คล้ายกันจนอดสงสัยไม่ได้ว่า ข่าวโคมลอยแรกที่โจมตีทหารไทย อาจเป็นเรื่องที่เกิดในกัมพูชาเอง และถูกโยนความผิดข้ามพรมแดนเพื่อสร้างภาพแทนหรือไม่

ผู้หญิง เจ้าหน้าที่ชุดดำ การกล่าวอ้างเรื่องการล่วงละเมิดความไม่มีหลักฐานชัดเจนในเรื่องแรก และมีหลักฐานชัดเจนในเรื่องหลัง ทั้งหมดนี้ทำให้คำถามยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ว่า
> แท้จริงแล้ว ผู้ล่วงละเมิดคือใคร?
ทหารไทย หรือเจ้าหน้าที่เขมรเอง?

และเมื่อภาพจริงของตำรวจเขมรถูกเผยแพร่บนโซเชียล คำตอบก็เหมือนจะชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า
บางครั้ง IO ที่เขมรปล่อยออกมา อาจไม่ได้สะท้อน “ความจริงของอีกฝ่าย” แต่อาจเป็น เงาสะท้อนพฤติกรรมของตัวเอง ต่างหาก

'สวิตเซอร์แลนด์' กับบทบาท ชาติเป็นกลาง ที่มี 'กองทัพ' ที่ยืนหยัดความเป็นกลางกว่า 200 ปี ท่ามกลางความขัดแย้งมหาอำนาจโลก

ทำไม? สวิตเซอร์แลนด์จึงรักษาความเป็นกลางได้อย่างยาวนานและยั่งยืน

ประเทศที่เป็นกลางคือ รัฐอธิปไตยที่เป็นกลางต่อคู่สงคราม ในสงครามเฉพาะหรือยึดมั่นในความเป็นกลางอย่างถาวรในทุกความขัดแย้งในอนาคต (รวมถึงการหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมพันธมิตรทางทหารเช่น NATO) ในสถานะที่ไม่ใช่คู่สงคราม ซึ่งแต่ละประเทศมีการให้นิยามของความเป็นกลางของตนแตกต่างกันออกไป โดยที่สวิตเซอร์แลนด์ยึดมั่นในหลักการ "ชาติเป็นกลางที่มีกองทัพ" เพื่อป้องกันและยับยั้งการรุกรานด้วยกำลังทหารจากต่างชาติ ขณะเดียวกันก็ห้ามมิให้ส่งกำลังทหารออกไปปฏิบัติการนอกประเทศอีกด้วย

“ชาติเป็นกลาง” กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ที่สำคัญของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งได้รับการยอมรับในปี 1815 โดยชาติมหาอำนาจในการประชุมใหญ่แห่งเวียนนา สำหรับการวางรากฐานรัฐธรรมนูญของสวิตเซอร์แลนด์ในปี 1848 ได้ยึดถือเอาความเป็นกลาง เพื่อเป็นเครื่องมือในการรักษาเอกราชของประเทศ ในปี 1907 อนุสัญญาเฮกได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ของรัฐที่เป็นกลางไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรก เพื่อแลกกับการไม่ละเมิดดินแดนของตน ประเทศเหล่านี้จึงมีหน้าที่ที่จะต้องอยู่ห่างจากสงคราม ปฏิบัติต่อคู่สงครามทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน และไม่ส่งอาวุธยุทโธปกรณ์หรือกำลังพลให้แก่คู่สงครามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สวิตเซอร์แลนด์เองก็ไม่ได้เข้าร่วมสหประชาชาติจนกระทั่งปี 2002 โดยเลือกที่จะดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างแข็งขันและมักมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสันติภาพทั่วโลก

สวิตเซอร์แลนด์ถือว่า รัฐที่เป็นกลางจะต้องสามารถป้องกันตัวเองได้ด้วย ซึ่งอธิบายได้ว่า เหตุใดสวิตเซอร์แลนด์จึงพยายามรักษาระดับกำลังทหารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเสมอมา กำลังพลส่วนใหญ่ประกอบด้วยอาสาสมัคร เนื่องจากทหารอาชีพถูกจำกัดจำนวน ตามรัฐธรรมนูญของสวิตเซอร์แลนด์การเป็นทหารเป็นข้อบังคับสำหรับพลเมืองชาย ในขณะที่พลเมืองหญิงสามารถเลือกเป็นทหารได้ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนของทหารอาสาสมัครเป็น 10% ภายในปี 2030 หลังจากได้รับการฝึกขั้นพื้นฐานแล้ว ทหารจะต้องพัฒนาทักษะของตนด้วยการเข้ารับการอบรมทบทวนความรู้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ในแต่ละปี ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นทหารหนุ่มในเครื่องแบบพกพาอาวุธประจำกายทั้งในเมืองต่าง ๆ และบนรถไฟ พวกเขาอาจนำอาวุธปืนเล็กยาวประจำกายกลับบ้านด้วย ซึ่งมักจะก่อให้เกิดข้อถกเถียง เนื่องจากอาวุธปืนของกองทัพมักเข้าไปบทบาทเกี่ยวข้องในการฆาตกรรมและการฆ่าตัวตาย

สำหรับชายชาวสวิสที่ปฏิเสธที่จะเข้าเป็นทหารด้วยเหตุผลทางศีลธรรม อาจเลือกปฏิบัติหน้าที่ด้านพลเรือนได้ โดยต้องทำงานเพื่อสังคมเป็นระยะเวลานานกว่าการเป็นทหารหนึ่งเท่าครึ่ง ผู้ที่ถือว่า ไม่เหมาะสมที่จะเป็นทหารในระหว่างกระบวนการคัดเลือกจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นทหาร และต้องเสียภาษีการเกณฑ์ทหาร แต่ความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้ขัดขวางการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง และแม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์จะไม่สามารถเข้าร่วม พันธมิตรทางทหารของ NATO ได้ แต่สวิตเซอร์แลนด์ก็ให้ความร่วมมือกับ NATO โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านโครงการหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพ ในปี 1920 สวิตเซอร์แลนด์ได้เข้าร่วมสันนิบาตชาติ ซึ่งเป็นองค์กรยุคก่อนหน้าของสหประชาชาติ และประสบความสำเร็จในการทำให้นครเจนีวาเป็นสำนักงานใหญ่ขององค์กร หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สวิตเซอร์แลนด์มุ่งมั่นที่จะสร้างภารกิจระดับโลกของตนเอง โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านการทูตและมนุษยธรรม

ทั้งนี้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สวิตเซอร์แลนด์เกือบถูกฝ่ายอักษะ นำโดยเยอรมนีรุกรานตามแผนปฏิบัติการ Tannenbaum (ต้นเฟอร์) หรือก่อนหน้าในชื่อของปฏิบัติการ Grün (สีเขียว) ซึ่งเป็นแผนการบุกสวิตเซอร์แลนด์และลิกเตนสไตน์ แต่ปฏิบัติการถูกยกเลิกหลังจากฝ่ายสัมพันธมิตรบุกฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเย็น ได้มีการตอกย้ำแนวคิดที่ว่า เพื่อรักษาความเป็นกลางโดยสมบูรณ์ สวิตเซอร์แลนด์ไม่ควรลงนามในพันธมิตรระหว่างประเทศใด ๆ โดยสวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้เข้าร่วมสหประชาชาติจนกระทั่งปี 2002 ซึ่งนานกว่า 50 ปีหลังจากก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ แต่ถึงอย่างไร ตลอดหลายปีที่ผ่านมาสวิตเซอร์แลนด์ยังคงเสริมสร้างความเข้มแข็งในการเป็นตัวแทนในองค์กรระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ สวิตเซอร์แลนด์จึงเป็นสมาชิกขององค์การยูเนสโก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) สภายุโรป และองค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE) และอื่น ๆ ปัจจุบันนครเจนีวายังเป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างประเทศมากมายหลายแห่ง

การส่งเสริมสันติภาพและสิทธิมนุษยชนถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับต้น ๆ ในนโยบายต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ โดยยินดีให้ความช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ อาทิ การจัดหาผู้ส่งสารทางการทูต ทั้งนี้การทูตของสวิตเซอร์แลนด์มีประเพณีอันยาวนานในการพยายามพูดคุยกับทุกฝ่าย "เพื่อสร้างความไว้วางใจ" นอกจากนี้แล้วยังมีส่วนร่วมในภารกิจรักษาสันติภาพทั้งทางทหารและพลเรือนที่นำโดยองค์กรระหว่างประเทศ โดยได้ส่งผู้เชี่ยวชาญไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนกระบวนการสันติภาพหรือติดตามการเลือกตั้ง และยังให้การสนับสนุนแก่ฝ่ายที่ขัดแย้งในการหาทางออก และทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยอย่างสม่ำเสมอ

ความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ถูกถกเถียงและถูกตั้งคำถามเป็นอย่างมากและหลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับบทบาทของสวิสเซอร์แลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ICRC (คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ) ทองคำของนาซีที่ถูกปล้น ในช่วงเวลาดังกล่าว สวิตเซอร์แลนด์ได้มีการละเมิดหลักการนี้หลายครั้ง เช่น การจัดหายุทโธปกรณ์และสินค้าสงครามให้กับคู่สงครามทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการปฏิเสธที่จะรับผู้ลี้ภัยชาวยิว และการเก็บเงินของเหยื่อจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไว้ในธนาคารสวิสจนถึงปลายทศวรรษ 1990 ธนาคารสวิสจึงตกลงที่จะชดเชยให้กับเหยื่อเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สำหรับทรัพย์สินที่สูญเสียไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง 

ยังมีเรื่องที่ค่อนข้างอื้อฉาวอื่น ๆ อีกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ อาทิ ปฏิบัติการกลาดิโอ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับระบอบการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ คดีจารกรรม Crypto AG และล่าสุดความช่วยเหลือของสวิตเซอร์แลนด์ต่อยูเครนหลังจากการรุกรานของรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ยิ่งไปกว่านั้น สวิตเซอร์แลนด์ยังผลิตและส่งออกอาวุธไปยังหลายประเทศ ซึ่งหลายคนมองว่าขัดกับความเป็นกลางและความปรารถนาที่จะส่งเสริมสันติภาพของสวิตเซอร์แลนด์ อย่างไรก็ตาม มีข้อโต้แย้งว่าความเป็นกลางทางอาวุธของสวิตเซอร์แลนด์ควรทำให้สวิตเซอร์แลนด์มีความเป็นอิสระจากรัฐอื่น ๆ มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในด้านยุทโธปกรณ์ ทำให้มีการตั้งคำถามว่า สวิตเซอร์แลนด์ยังคงเป็นกลางอย่างสมบูรณ์อีกต่อไปหรือไม่ จากผลการสำรวจชาวสวิสในปี 2024 แสดงให้เห็นว่า ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 91% ยังปรารถนาที่จะรักษาความเป็นกลาง โดยให้เหตุผลว่า พวกเขาเชื่อว่า ความเป็นกลางของประเทศนั้นเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ในความเป็นสวิตเซอร์แลนด์

ในหลวง ร. 9 ผู้ริเริ่มระบบโคนมไทย ทรงเห็นโอกาสจากการเสด็จฯ เยือนเดนมาร์ก สู่ฟาร์มโคนมแห่งแรก “ไทย–เดนมาร์ก” ช่วยให้เด็กไทยได้ดื่มนมสด -ลดพึ่งพานำเข้านมผง

เวลาพูดถึงการเสด็จฯ เยือนยุโรปของ #ในหลวงรัชกาลที่9 เรามักคิดถึงภาพพระองค์ในชุดสูทเรียบร้อย เสด็จฯ เคียงคู่ #สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เดินท่ามกลางบรรยากาศเมืองใหญ่ของยุโรป แต่ในความเป็นจริงแล้ว เบื้องหลังการเดินทางนั้นไม่ใช่เรื่องพิธีการทางการทูตเพียงอย่างเดียว พระองค์ทรงใช้ทุกเมืองที่เสด็จฯ ไปเป็นเหมือนห้องเรียนกว้างใหญ่ในการเก็บข้อมูล เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศไทยแบบเป็นระบบ

ในตอนนั้นประเทศไทยยังเป็นสังคมเกษตรกรรมอย่างเต็มรูปแบบ เกษตรกรพึ่งพาฝน รายได้ไม่แน่นอน เด็กไทยจำนวนมากเติบโตด้วยอาหารพื้นฐานที่อิ่มท้องแต่ไม่ครบคุณค่าทางโภชนาการ มีความเชื่อฝังใจว่านมวัวคือของแพงของฝรั่ง เฉพาะคนรวยในเมืองใหญ่เท่านั้นที่ดื่มได้ วัวถูกใช้เป็นแรงงาน ไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ และเมื่อคนไทยลองดื่มนมที่นำเข้ามาแบบไม่ถูกสุขลักษณะ บางคนก็ท้องเสีย กลายเป็นความเข้าใจผิดที่ว่า “นมไม่เหมาะกับคนไทย”

พอถึงปี 2503 เมื่อ #ในหลวงรัชกาลที่9 เสด็จฯ ไปเยือนประเทศเดนมาร์ก—แผ่นดินที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของการทำฟาร์มโคนม—สิ่งที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นนั้นเหมือนเป็นอีกจักรวาลหนึ่งของการเกษตร ฟาร์มโคนมมีระบบชัดเจน วัวได้รับการเลี้ยงอย่างมีวิทยาศาสตร์ เครื่องรีดนมทันสมัยสะอาดเป็นระเบียบ เกษตรกรเดนมาร์กทำงานกันในรูปแบบสหกรณ์ซึ่งเข้มแข็งและเป็นธรรม เด็กเดนมาร์กดื่มนมสดทุกวัน คุณภาพชีวิตของชุมชนจึงดีทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ

พระองค์ไม่ได้เพียงแค่ดูผ่านสายตาแบบผู้มองวิว แต่ทรงลงไปคลุกคลีกับคอกวัวจริง ๆ สอบถามเกษตรกรว่าเลี้ยงอย่างไร ให้อาหารแบบไหน ตรวจดูเครื่องมือ ดูระบบรวบรวมน้ำนมดิบ สำรวจการบริหารจัดการของสหกรณ์ และสนทนากับผู้เชี่ยวชาญโคนมเดนมาร์ก ในบริบทนี้พระองค์ทรงเป็นทั้งกษัตริย์ นักวิจัย นักพัฒนา และผู้มองการณ์ไกลในคนเดียวกัน

สิ่งที่พระองค์เห็นถูกกลั่นออกมาเป็นความคิดว่า “ถ้าเรานำแนวคิดและระบบแบบนี้มาปรับใช้ในประเทศไทยได้ เกษตรกรจะมีรายได้มั่นคง และเด็กไทยก็จะมีสุขภาพดีเทียบเท่าเด็กในประเทศที่พัฒนาแล้ว” นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแนวพระราชดำริที่ยิ่งใหญ่ซึ่งจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์เกษตรกรรมไทยไปตลอดกาล

เมื่อเสด็จฯ กลับไทย พระองค์ไม่ได้เก็บความคิดเหล่านั้นไว้เฉย ๆ แต่ทรงผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเดนมาร์ก จนเกิดเป็นฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์กที่มวกเหล็กในปี 2505 และท่ามกลางพิธีเปิดฟาร์ม มีภาพประวัติศาสตร์ที่พระองค์ทรงยืนเคียงคู่กับ #เจ้าหญิงอันนามารี แห่งเดนมาร์ก แสดงถึงมิตรภาพที่เด่นชัดของสองประเทศ

การก่อตั้งฟาร์มนี้ไม่ใช่เพียงการนำวัวพันธุ์ดีเข้ามาเลี้ยง แต่เป็นการสร้าง “ระบบโคนมทั้งประเทศ” ตั้งแต่การตั้งสหกรณ์ การอบรมเกษตรกร การจัดระบบรับซื้อน้ำนมดิบ ไปจนถึงการสร้างแบรนด์นมสด “นมวัวแดงไทย–เดนมาร์ก” ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ

ผลลัพธ์ของพระราชดำริอันลึกซึ้งนี้ คือเกษตรกรไทยจำนวนมากมีอาชีพที่มั่นคง เด็กไทยมีนมสดดื่มทุกวัน ประเทศไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้านมผงอย่างในอดีต วัฒนธรรมการดื่มนมค่อย ๆ เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแท้จริง

Meta ถูกแฉ! โกยรายได้ 10% จากโฆษณาหลอกลวง กว่า 4.8 แสนล้านบาท แม้รู้ปัญหาแต่ไม่จัดการแลกกับรายได้มหาศาล ชี้ ขาดทั้งจริยธรรมและความรับผิดชอบ

Meta ถูกแฉ! เอกสารภายในเผยรายได้ 10% มาจาก “โฆษณาหลอกลวง” มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์

สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างเอกสารภายในของบริษัท Meta (เจ้าของ Facebook, Instagram, WhatsApp) ระบุว่า รายได้ของบริษัทในปี 2024 ถึง 10% หรือราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 4.8 แสนล้านบาท) มาจากโฆษณาที่เข้าข่าย “Scam” หรือโฆษณาที่ผิดกฎหมาย เช่น การพนันออนไลน์และสินค้าปลอม

เอกสารระบุเพิ่มเติมว่า Meta แบนผู้ลงโฆษณาได้เฉพาะเมื่อระบบ “มั่นใจเกิน 95%” ว่าเป็นการละเมิดกฎเท่านั้น หากระบบไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว บริษัทจะไม่ลบโฆษณา แต่จะ “ขึ้นราคาค่าโฆษณา” เพื่อเป็นการลงโทษแทน ซึ่งหมายความว่า Meta ยังคงได้ประโยชน์จากโฆษณาผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่ดี

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยว่าในแต่ละวัน มีโฆษณาประเภทหลอกลวงถูกแสดงบนแพลตฟอร์มของ Meta มากกว่า 15,000 ล้านครั้ง และผู้ใช้ที่เผลอคลิกโฆษณาเหล่านี้จะถูกระบบแนะนำโฆษณาอื่น ๆ ต่อเนื่องผ่านอัลกอริทึม personalization ของบริษัท

ด้านโฆษก Meta ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเพียง “มุมมองบางส่วน” ของการประเมินภายใน และตัวเลข 10% อาจสูงเกินจริง โดยบริษัทเชื่อว่าตัวเลขจริง “ต่ำกว่านั้นมาก”

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารภายในของ Meta เองก็ยอมรับว่า แพลตฟอร์มของตน “มีส่วนเกี่ยวข้องกับโฆษณาหลอกลวงในสหรัฐฯ สูงถึงหนึ่งในสามของทั้งหมด” และย้ำว่า “มันง่ายกว่ามากที่จะยิงโฆษณาหลอกลวงบน Meta มากกว่า Google”

หลังข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกมา รัฐบาลมาเลเซีย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสาร ดาโต๊ะ ฟาห์มี ฟัดซิล (Datuk Fahmi Fadzil) ประกาศว่า จะเรียก Meta เข้าชี้แจงต่อรัฐบาลมาเลเซียโดยตรง พร้อมระบุว่า “ตัวเลข 10% ที่ Reuters รายงาน แม้ Meta จะปฏิเสธว่าเกินจริง แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการอธิบายต่อสาธารณะ”

ฟาห์มีกล่าวเสริมว่า หลัง Online Safety Act (ONSAR) มีผลบังคับใช้ แพลตฟอร์มอย่าง Meta จะมี “พันธะทางกฎหมายในการป้องกันเนื้อหาที่เป็นอันตราย” หากละเมิดอาจถูกดำเนินการทางกฎหมายได้

> “คนมาเลเซียสมควรได้รับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ปลอดภัย บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เผยแพร่บนระบบของตนเอง” — ฟาห์มี ฟัดซิล กล่าว

ทั้งนี้ ปัญหาโฆษณาหลอกลวงบน Facebook และ Instagram เป็นเรื่องที่ผู้ใช้ทั่วโลกรับรู้กันมานาน แต่การหลุดของเอกสารภายในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ยืนยันว่า Meta “รู้ถึงปัญหาและยอมปล่อยให้เกิดขึ้น” เพื่อแลกกับรายได้มหาศาล


สรุปตัวเลขสำคัญ
รายได้จากโฆษณา Scam: ~10% ของรายได้ทั้งหมด (≈15,000 ล้านดอลลาร์)
ปริมาณการแสดงโฆษณาหลอกลวง: 15,000 ล้านครั้ง/วัน
สัดส่วน Scam ในสหรัฐฯ: 1/3 ของทั้งหมด

ยึดทรัพย์ สว.กัมพูชา พัวพัน!! แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ฟอกเงินข้ามชาติ เครือข่ายสแกมเมอร์ อายัดกว่า!! 70 ล้านบาท

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 70 ล้านบาท ของ 'ออกญา ลี ยงพัด' (Ly Yong Phat) สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา และนักธุรกิจใหญ่เชื้อสายไทย–จีน เจ้าของกลุ่มบริษัท LYP Group หลังพบหลักฐานเชื่อมโยงกับเครือข่าย แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ข้ามชาติ ที่ใช้ฐานปฏิบัติการในประเทศกัมพูชา

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบล่าสุดพบว่า ลี ยงพัด หรือชื่อไทยว่า 'พัด สุภาภา' ถือบัตรประชาชนของประเทศไทย และมีชื่ออยู่ในเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับ รีสอร์ต–คาสิโนโอเสม็ด (O’Smach Casino) ซึ่งถูกใช้เป็นแหล่งเคลื่อนไหวของกลุ่มสแกมเมอร์และการฟอกเงินระหว่างประเทศ

เจ้าหน้าที่ ปปง. จึงได้อายัดทรัพย์สินในประเทศไทยมูลค่าประมาณ 70 ล้านบาทไว้เบื้องต้น พร้อมส่งข้อมูลให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบ ความถูกต้องของการถือสองสัญชาติ และหากพบการกระทำผิดตามกฎหมาย จะมีการเพิกถอนสัญชาติไทยในลำดับต่อไป

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า 'ลี ยงพัด' หรือ 'ออกญา ลี ยงพัด' เป็นนักธุรกิจผู้มีอิทธิพลทางการเมืองของกัมพูชา และเป็นเจ้าของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น Koh Kong SEZ, LYP Group, และ O’Smach Resort & Casino ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจถูกใช้เป็นฐานฟอกเงินและแหล่งปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์จากต่างประเทศ

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ส่งข้อมูลจุดต้องสงสัย 62 แห่งในกัมพูชาให้กับทางการเขมรเพื่อดำเนินการตรวจสอบ แต่ยังไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร โดยพล.ต.ท.ไตรรงค์ย้ำว่า ไทยได้ดำเนินการมาก่อนหน้าประเทศเกาหลีใต้ และยังคงเดินหน้ากดดันให้มีการปราบปรามอย่างจริงจังในระดับระหว่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ประโยคที่เจ้าหน้าที่ไทยระบุว่า “พบเครือข่ายมีความเชื่อมโยงกับบุคคลสัญชาติไทย” อาจหมายถึง นายลี ยงพัด เอง เนื่องจากมีหลักฐานชัดว่าเขา ถือบัตรประชาชนไทย และมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

Harry Maguire จากตัวตลกแห่งโลกออนไลน์ สู่ฮีโร่แห่งเกียรติยศ สร้างความภูมิใจ แก่แฟนปีศาจแดงทั้งโลก

(21 ต.ค. 68) ในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ที่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยสามารถถูกขยายและส่งต่อด้วยความเร็วแสง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (Harry Maguire) ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของปรากฏการณ์นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ช่วงเวลาหนึ่ง ชื่อของเขาไม่ได้ถูกกล่าวถึงในฐานะกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก หรือเสาหลักของทีมชาติอังกฤษ แต่กลับกลายเป็น 'มีม' และเป้าของการล้อเลียนในโลกออนไลน์อย่างโหดร้ายทารุณ

ยุคมืด: เมื่อคำวิจารณ์กลายเป็นการด้อยค่าและนำไปสู่เสียงหัวเราะ

นับตั้งแต่ย้ายมาสู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 2019 ด้วยค่าตัวสถิติโลกสำหรับกองหลัง อาชีพของแม็กไกวร์ก็ถูกฉาบด้วยแรงกดดันมหาศาล ความผิดพลาดในสนามถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดและกลายเป็นการผลิตซ้ำในโลกโซเชียล มีมที่ล้อเลียนการเคลื่อนไหวที่ดูเชื่องช้า การสกัดที่ผิดพลาด หรือการทำเข้าประตูตัวเอง ได้สร้างภาพลักษณ์ของเขาให้เป็น 'ตัวตลก' แห่งวงการลูกหนัง คำวิจารณ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลงานในสนาม แต่ลามไปถึงชีวิตส่วนตัวและครอบครัว ความกดดันเหล่านี้หนักหนาและบดขยี้เขาจนคนภายนอกแทบจะจินตนาการไม่ออกว่าเขาต้องเผชิญกับมันอย่างไรในแต่ละวัน ถึงแม้จะถูกปลดจากตำแหน่งกัปตันทีมและตกเป็นตัวเลือกสำรองในช่วงฤดูร้อนปี 2023 แต่ท่ามกลางความพ่ายแพ้และเสียงเยาะเย้ย สิ่งหนึ่งที่แม็กไกวร์ไม่เคยทำคือ การถอดใจยอมแพ้

แสงสว่าง: การกลับมาที่เงียบงันแต่ทรงพลัง

ในช่วงที่หลายคนคาดการณ์ว่าเขาจะย้ายทีมและจบอาชีพในโอลด์ แทรฟฟอร์ดอย่างน่าผิดหวัง แม็กไกวร์กลับเลือกที่จะก้มหน้าทำงานหนักอย่างเงียบ ๆ เขาปฏิเสธโอกาสย้ายทีมที่สามารถทำให้เขาหลีกหนีจากแรงกดดัน และเลือกที่จะเชิดหน้าต่อสู้เพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเองในทีมที่เขารักต่อไป การบาดเจ็บของเพื่อนร่วมทีมเปิดประตูให้เขาได้กลับมายืนในแนวรับอีกครั้ง และนี่คือจุดเปลี่ยนที่น่าประทับใจที่สุด เขาไม่ได้กลับมาพร้อมคำพูดที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีการโพสต์อะไรลงโซเชียลมีเดียให้เยิ่นเย้อ แต่แม็กไกวร์กลับมาพร้อมกับผลงานที่ยอดเยี่ยมในสนาม 

ทันใดนั้น โลกฟุตบอลก็เริ่มเห็นแฮร์รี่ แม็กไกวร์คนเดิม—กองหลังที่แข็งแกร่งในการดวลตัวต่อตัว แม่นยำในการจ่ายบอลขึ้นหน้า ทรงพลังในการเล่นลูกกลางอากาศ และเมื่อไหร่ที่ทีมต้องการประตูในเวลาวิกฤต เขาจะอยู่ตรงนั้นเสมอที่หน้าปากประตูคู่แข่งเพื่อเป็นเป้าหมายแห่งความหวังที่เพื่อนร่วมทีมจะเปิดบอลเข้าไปให้เขาเสมอ  แม็กไกวร์แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจที่หายไปนาน การอ่านเกมที่เฉียบขาด และความทุ่มเทที่ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก ในเดือนพฤศจิกายน 2023  และเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่านมาถึงยุคของกุนซือปีศาจแดงคนปัจจุบันอย่าง รูเบน อโมริม แม็กไกวร์มักจะถูกส่งลงสนามในช่วงเวลาสำคัญๆเสมอ ไม่ว่าจะในบทบาทตัวจริงหรือตัวสำรอง นี่ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันอย่างเป็นทางการถึงการกลับมาสู่ฟอร์มที่ดีที่สุดในอาชีพของเขาอีกครั้ง 

จากกำแพงแนวรับ สู่ฮีโร่ผู้โหม่งประตูชัย 'ศึกแดงเดือด'

หากยังมีใครกังขาในสปิริตและความสามารถของเขา การแข่งขัน 'แดงเดือด' นัดล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาหมาดๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดบุกไปเยือนลิเวอร์พูลถึงแอนฟิลด์ และสามารถคว้าชัยชนะได้ 2-1 คือบทพิสูจน์ที่ไม่มีข้อกังขาถึงคุณค่าในตัวตนของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ผู้สวมบทบาทเป็นมากกว่ากองหลังในเกมนี้ และนี่คือผลงานอันโดดเด่นของเขาจากแมตช์แห่งศักดิ์ศรีและเกียรติยศนี้

1. ผู้นำในแนวรับ: ตลอดทั้งเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ดถูกบีบให้ตั้งรับอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลัง แม็กไกวร์คือผู้ที่ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงที่สุด เขาเข้าสกัดได้เด็ดขาด จัดการกับลูกครอสอันตรายด้วยความมั่นใจ และมีการอ่านเกมล่วงหน้าที่ยอดเยี่ยม การป้องกันของเขาคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ทีมรอดพ้นจากการเสียประตูซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้กระทั่งในจังหวะที่ ลิเวอร์พูลยิงชนเสาชนคานถึงสามครั้ง

2. ผู้ทำประตูชัย: ในนาทีที่ 84 หลังลิเวอร์พูลตีเสมอได้สำเร็จ ความกดดันถาโถมเข้าใส่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทีมเยือนอีกครั้ง แต่แล้วความพยายามของแม็กไกวร์ก็ได้รับรางวัลสูงสุด เมื่อลูกครอสอันชาญฉลาดจาก บรูโน แฟร์นันด์ส ลอยเข้ามาในกรอบเขตโทษ และเป็น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่พุ่งตัวโหม่งด้วยพละกำลังและความเด็ดขาด ลูกพุ่งเสียบมุมเป็นประตูชัย 2-1 ที่สำคัญที่สุดในฤดูกาลนี้ ประตูนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจบสกอร์ที่ยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นการยุติสถิติอันยาวนานถึง 10 ปี ที่แมนฯ ยูไนเต็ดไม่สามารถบุกมาชนะในเกมลีกที่แอนฟิลด์ได้

การพิสูจน์ตัวตน คุณค่าของความพยายามและการไม่ยอมแพ้ “ครั้งแล้วครั้งเล่า”

ประตูชัยของแม็กไกวร์ในเกมใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ คือการประกาศอย่างเป็นทางการว่า 'ตัวตลก' ในโลกออนไลน์ได้หายไปแล้ว และแทนที่ด้วย 'ฮีโร่' ที่กล้าหาญและไม่เคยยอมก้มหัวให้แก่คำดูถูกใด ๆ

บทเรียนแห่งความอดทน

เส้นทางของแฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักฟุตบอลที่กลับมาทำผลงานได้ดีหลังจากฟอร์มตก แต่มันคือเรื่องราวที่ทรงคุณค่าและน่าประทับใจยิ่งกว่านั้น มันคือบทพิสูจน์ของ ความทรหดอดทนทางจิตใจ (Mental Fortitude) ในยุคที่คนส่วนใหญ่จะเลือกหลีกหนีหรือตอบโต้ด้วยอารมณ์ แต่แม็กไกวร์กลับเลือกอีกเส้นทางหนึ่งที่ยากลำบากและท้าทายความเป็นลูกผู้ชายมากกว่า นั่นคือการก้มหน้าทำงานหนักเพื่อปรับปรุงตัวเอง แบกรับทุกความกดดันและเสียงเยาะเย้ยถากถางจากคนทั้งโลกและเปลี่ยนมันให้เป็นพลังส่งตัวเองสู่ความสำเร็จไม่ใช่แค่ของตัวเอง แต่ของทั้งทีมและทั้งสโมสร 

แม้ในเวลาที่เสียงก่นด่าและดูถูกจะประดังเข้าหาจากทุกสารทิศแต่แม็กไกวร์ก็ไม่เคยตอบโต้ด้วยคำพูดใด ทุกคำที่กล่าวถึงสโมสร โค้ช เพื่อนร่วมทีมและแฟนบอล (ที่ด้อยค่าเขาอย่างหนัก) มีแต่ถ้อยคำที่ให้เกียรติและขอบคุณอย่างจริงใจ เขาได้เปลี่ยนภาพลักษณ์จาก 'ตัวตลก' ที่ทุกคนหัวเราะใส่ ให้กลายเป็น 'ฮีโร่' ผู้เป็นแรงบันดาลใจ ให้กับทุกคนที่เคยถูกตัดสินหรือถูกมองข้าม ว่าตราบใดที่เรายังคงสู้และทำงานหนักอย่างไม่ย่อท้อ วันแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจจะมาถึงอย่างแน่นอน และประตูชัยที่แอนฟิลด์ในช่วงเวลาแห่งโชคชะตาในวันนั้น จะถูกจดจำไปตลอดกาล ว่าคือช่วงเวลาที่กองหลังที่ถูกเยาะเย้ยด้อยค่าอย่างต่ำต้อยดุจธุลีดิน ได้กลับขึ้นมาผงาดจากฝุ่นผงแห่งความอดทนและการทุ่มเททำงานหนักจนกลายเป็นผู้กอบกู้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับแฟนบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนที่เคยดูหมิ่นเขามาก่อนด้วยเช่นกัน

‘Wikipedia’ เปิดโปง!! อุตสาหกรรมสแกมข้ามชาติ ในกัมพูชา รายได้สูงถึง 60% ของ GDP เชื่อมโยง ‘เครือข่ายอำนาจ - คอร์รัปชัน’

(18 ต.ค. 68) สารานุกรมออนไลน์ Wikipedia ได้อัปเดตบทความ 'Scam centers in Cambodia' ระบุว่าศูนย์สแกมหรือ “คอมปาวด์หลอกลวงออนไลน์” ในกัมพูชากลายเป็นอุตสาหกรรมอาชญากรรมข้ามชาติขนาดยักษ์ สร้างรายได้ปีละ 12.5 ถึง 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นราว 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) กัมพูชา

รายงานดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจาก สหประชาชาติ (UN) และ USAID ว่ามีเหยื่อถูกหลอกและบังคับใช้แรงงานในคอมปาวด์ ระหว่าง 100,000 ถึง 150,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน และชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ถูกล่อลวงด้วยประกาศรับสมัครงานปลอม ก่อนถูกยึดหนังสือเดินทาง และกักขังให้ทำงานหลอกลวงออนไลน์

บทความยังชี้ว่า “เขตเศรษฐกิจพิเศษสีหนุวิลล์” และพื้นที่สำคัญอื่น เช่น พนมเปญ บาเวต และกำปอต เป็นฐานปฏิบัติการหลักของกลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ ซึ่งมักอาศัยโรงแรม คาสิโน และอาคารสำนักงานเป็นที่ตั้ง โดยมีรายงานว่าบางส่วนได้รับการ “ละเว้นหรือร่วมมือ” จากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

ส่วน “ประวัติศาสตร์และภูมิหลัง” ของบทความ วิกิพีเดียระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชันเชิงระบบในกัมพูชาเริ่มฝังรากลึกตั้งแต่หลังยุคเขมรแดง โดยเฉพาะในสมัย สมเด็จฮุน เซน ที่ครองอำนาจตั้งแต่ปี 1988 และสืบทอดอำนาจทางการเมืองให้บุตรชาย ฮุน มาเนต ในปี 2023

รายงานชี้ว่า ระบอบฮุน เซนได้สร้าง “ระบบรวมศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจ” ซึ่งเปิดทางให้กลุ่มนักธุรกิจและเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางส่วนได้รับผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมคาสิโน การพนัน และการค้ามนุษย์ โดยมีการเชื่อมโยงกับ แก๊งอาชญากรรมจีน และเครือข่ายไซเบอร์สแกมในภูมิภาค

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เคยออกแถลงการณ์หลายครั้ง กล่าวหาว่าทางการกัมพูชา “รู้เห็นและได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากกิจกรรมเหล่านี้” ทั้งในรูปของเงินฟอกขาวจากคาสิโนและการเก็บส่วยจากคอมปาวด์หลอกลวง ซึ่งบางแห่งมีการใช้อาวุธควบคุมแรงงาน บังคับทำงาน และทรมานผู้หลอกลวงไม่สำเร็จ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า เครือข่ายเหล่านี้ได้รับ “การคุ้มครองโดยไม่เป็นทางการ” จากผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น และนักการเมืองสายรัฐบาล โดยเฉพาะในจังหวัดชายฝั่งและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่อยู่ภายใต้การบริหารของตระกูลทางการเมืองรายใหญ่

หลังโควิด-19: อาชญากรรมคาสิโนผันตัวเป็นศูนย์สแกมวิกิพีเดียยังระบุว่า เดิมทีเครือข่ายเหล่านี้มุ่งเน้นธุรกิจการพนันออนไลน์ แต่หลังรัฐบาลฮุน เซนออก กฎหมายห้ามพนันออนไลน์ในปี 2019 และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวจีนหายไปเกือบหมด ส่งผลให้กลุ่มทุนสีเทาเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจมาเป็น “ศูนย์สแกม” อย่างเต็มตัว

จากปี 2021 เป็นต้นมา อดีตโรงแรมและคาสิโนหลายแห่งถูกปรับเป็นสถานที่ควบคุมแรงงานหลอกลวงออนไลน์ มีหลักฐานวิดีโอที่เผยแพร่ในโลกโซเชียล แสดงภาพเหยื่อถูกทุบตีและทรมาน เพื่อบังคับให้ทำงานจน “ชดใช้ทุน”

องค์กร Amnesty International และ Transparency International ต่างระบุว่า กัมพูชายังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการคอร์รัปชันสูงที่สุดในโลก โดยความพยายามกวาดล้างในปี 2022–2024 ยังไม่สามารถยุติขบวนการเหล่านี้ได้จริง แม้รัฐบาลจะตั้ง “คณะทำงานพิเศษปราบสแกมออนไลน์” เมื่อกลางปี 2025 ก็ตาม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top