Tuesday, 14 July 2026
COLUMNIST

วินาทีจากนี้ไป อยากรู้ว่าคนไทยคนไหนที่ไม่รักสถาบัน ก็ให้ดูคนที่ยังคงเลือก “พรรคส้มสามกีบ” จะไม่มีทางผิดฝาผิดตัว

ว่ากันตามจริง กลุ่มคนไทยที่ออกไปกาเลือก “พรรคส้มสามกีบ” ครั้งแรก สมัยปี 2562 หากไม่ได้ลงลึกเกี่ยวกับสังคมการเมืองไทย ก็จะอ่าน “เหลี่ยมคนเหลี่ยมพรรค” ไม่ออก ว่าที่สุดก็คือ “พรรคไม่เอาเจ้า” ก็เลยได้กลุ่มคนไทยที่ “คิดตื้น ๆ กับชีวิต” ที่เพียงเบื่อทหาร ไปสนับสนุน “ส้มล้มสถาบัน” แทนจำนวนมาก จนกลายเป็น “พรรคคนรุ่นใหม่” ที่มาแรงที่สุด ความคิดดำมืดที่จะล้มล้างการปกครองก็ค่อย ๆ โผล่ออกมาชัดมากขึ้นนับจากนั้น

เมื่อหางส้มล้มล้างเจ้ายาวออกมาให้สังคมเห็น คนที่รักสถาบันจริง ๆ ก็ทยอยถอยออกห่าง แต่ก็ได้จำนวน “คนไทยที่คิดน้อย” ซึ่งมีมากกว่า กลับเข้าไปสนับสนุนมากขึ้นถึง 14 ล้านเสียงกว่า ๆ ในการเลือกตั้งครั้งที่สอง ปี 2566 จากพรรคขนาดกลาง กลายเป็น “พรรคขนาดใหญ่” มีอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาล 

แต่เพราะ “อุดมการณ์แบบตี๋ ๆ” ที่แอบซ่อนอารมณ์ “อิจฉาเจ้า” และการไม่มั่นใจในความสามารถของคนในพรรค ผสมการไม่ไว้ใจ “คนหลงตัวเอง” ที่เคยพ่นวลีโง่ ๆ “มีทหารไว้ทำไม?” จะควบคุมยาก จึงยืนกระต่ายขาเดียวว่ายังไงก็จะแตะ 112 เพื่อเดินไปให้สุดซอยที่ชื่อว่า “ล้มสถาบัน” ให้ได้ 

Google มีไว้ทำไม? ค้นหาข้อเท็จจริงก่อนเลือกตั้ง แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องฉีกรัฐธรรมนูญ

การเมืองดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับสื่อต่างๆ ที่พยายามสร้างเอนเกจเมนต์ (Engagement) ดึงเรตติ้ง จัดเวทีดีเบต เชิญแคนดิเดตรัฐมนตรี หรือ ตัวแทนพรรคการเมือง มานำเสนอแนวคิด นโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทย หากพรรคตนเองได้เป็นรัฐบาล

ร้อยเรียงมาในแต่ละเวที ในมุมมองเฉพาะด้านพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ขอหยิบบางประเด็นความเห็นจากทั้งผู้นำเสนอนโยบาย และพิธีกร เพื่อสะท้อนอะไรบางอย่าง

พิธีกร “หาน้ำมาให้เยอะๆ ชาวนาจะได้ปลูกข้าว 3 รอบ ปลูกให้เยอะที่สุดในโลก” หากหยิบประเด็นนี้มาพิจารณา นั่นหมายความว่า จะมีปริมาณข้าว (Supply) เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เกษตรกร ต้องขายข้าวเปลือกให้โรงสี ที่เป็นพ่อค้าคนกลาง ข้าวเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ซึ่งมีการซื้อขายในตลาดเสรี ราคากำหนดโดยกลไกตลาด ความต้องการ และคุณภาพ เมื่อ Demand น้อย แต่ Supply เยอะ คิดว่าราคารับซื้อข้าว จะถูกหรือแพง..? 

คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ วิ่งเร่ขายข้าวยังต่างประเทศ เพื่อระบายสต็อกข้าว ในระยะเวลาแค่ 2 เดือน ก็เห็นผลงานว่าราคาซื้อขายข้าวในตลาด เริ่มขยับสูงขึ้น เพราะวิ่งหา Demand

โยงไปอีกเวทีหนึ่ง อดีตแคนดิเดต รมว.คลัง “ไม่ควรมีเงื่อนไขสต็อกข้าว 100 ตัน เพื่อให้รายเล็ก สามารถส่งออกได้” จากเงื่อนไขกำหนดให้บริษัทส่งออก ที่มีทุนจดทะเบียน 5-10 ล้านบาท ต้องมีการสต็อกข้าว 500 ตัน ปรับลดเงื่อนไขการมีสต็อกข้าว เหลือ 100 ตัน ด้าน รมว.พาณิชย์ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ถ้าส่งออกข้าวปริมาณต่ำกว่า 100 ตัน มันไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย (ค่าขนส่ง) หากมีสต็อกข้าวอยู่บ้าง ผู้ประกอบการจะดูจังหวะการขาย และหากมีออเดอร์เข้ามา คนตัวเล็กไม่มีสต็อกเลย ไม่มีอำนาจต่อรอง กว่าจะหาซื้อข้าวได้ อาจเสียโอกาสส่งออก โดยข้าว 100 ตัน เป็นเงินแค่ 1.8 ล้านบาท 

ลองขายข้าวสารบรรจุถุง 10 กิโลกรัม วางขายในแพลตฟอร์มออนไลน์ดูครับ แล้วลองกดสั่ง ดูว่าค่าส่ง มันคุ้มไหม? ถ้าขายแบบเอากำไร รวมค่าส่ง ราคาตั้งขายจะมีคนซื้อไหม? ถุงบรรจุขนาด 1 กิโลกรัม คงไม่ต้องพูดถึง

ถึงแม้จะเบี่ยงประเด็นไปเป็น การส่งออก ‘ข้าวคุณภาพ’ ที่พยายามอ้างถึงโยงกับรายเล็กๆ ไม่ควรกีดกันการส่งออก ซึ่งหากพิจารณารายละเอียดในข้อกำหนดดังกล่าวจะพบว่า กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ จะส่งออกไม่ต้องสต็อก แต่ต้องเป็นประเภทส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อเท่านั้น การทำข้าวคุณภาพ โดยส่วนใหญ่ จะเป็นกลุ่มเกษตรกร อยู่แล้ว ซึ่งไม่ได้มีข้อจำกัดในการต้องสต็อกข้าว 

กลับไปเวทีเดิม พิธีกร ให้ความเห็น “บ้านเราเจริญแค่กรุงเทพ ต่างจังหวัดกลายเป็นบ้านนอกหมด ความเจริญกระจุกที่กรุงเทพที่เดียว ความเจริญไม่เคยออกนอกกรุงเทพ ไม่ต้องไปไหนไกล ขับรถแค่ชั่วโมงครึ่งไปลพบุรี 50 ปีที่แล้วเป็นยังไง ทุกวันนี้ก็เป็นแบบนั้น โอกาสไม่เคยออกนอกกรุงเทพเลย”

ถ้าความเจริญ หมายถึง รายได้ ลอง Search Google ดูพบว่า GRP per Capita (Gross Regional Product)  ซึ่งคือ รายได้เฉลี่ยของคนในจังหวัดต่างๆที่อยู่ในระบบภาษี จังหวัดระยอง สูงกว่ากรุงเทพฯ เกือบสองเท่า รวมถึง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา อยุธยา ฯลฯ ตํ่ากว่ากรุงเทพ แต่ก็ห่างกันเล็กน้อย ความเจริญน่าจะไม่ใช่แค่กรุงเทพ

เมื่อ...จักรวรรดินิยมอเมริกันคืนชีพ!!!!!

ในยุคสงครามเย็นฟากฝ่ายคอมมิวนิสต์มีการใช้คำว่า จักรวรรดินิยมอเมริกัน (American imperialism) ในการประณาม-ต่อต้านการทำสงครามของสหรัฐอเมริกาอย่างแพร่หลาย โดยฝ่ายสหรัฐอเมริกาซึ่งทำตัวเป็นผู้นำโลกเสรีได้ยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องนั้นเป็นไปเพื่อต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดยอดีตสหภาพโซเวียต โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นพันธมิตรที่สำคัญ ตลอดการเผชิญหน้ากันในยุคสงครามเย็นมีสงครามเกิดขึ้นระหว่างสองขั้วค่ายมากมายหลายครั้ง นับตั้งแต่สงครามเกาหลี สงครามอินโดจีน (เวียตนาม ลาว และเขมร) และสงครามที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ อีกมากมายหลายครั้ง โดยที่ยังไม่ลุกลามจนกลายเป็นสงครามใหญ่เช่นสงครามโลกทั้งสองครั้งในอดีต

อันที่จริงแล้ว จักรวรรดินิยมอเมริกันไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคสงครามเย็นแต่อย่างใดแต่ได้เกิดขึ้นมานานแล้วจากนโยบายการทหาร เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรม จักรวรรดินิยมอเมริกันเป็นการใช้อำนาจ หรือการควบคุมโดยสหรัฐอเมริกาภายนอกพรมแดนของตน สหรัฐอเมริกาขยายดินแดนในตอนแรกผ่านการชนะสงคราม ต่อมาเปลี่ยนไปเป็นการควบคุม/มีอิทธิพลต่อประเทศอื่นโดยไม่ต้องชนะสงครามด้วยการใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น สร้างพันธมิตร ความช่วยเหลือการทูตทางเรือ การทำสนธิสัญญาการค้า การสนับสนุนฝ่ายการเมืองที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อิทธิพลทางเศรษฐกิจผ่านบริษัทเอกชน และอิทธิพลทางวัฒนธรรม ซึ่งสหรัฐได้แผ่ขยายอำนาจ ก่อตั้งและ ควบคุมรัฐบริวาร คำว่า จักรวรรดินิยมอเมริกันถูกใช้ครั้งแรกในสมัย James Knox Polk อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 11 เมื่อสหรัฐเข้าสู่สงครามเม็กซิโก–อเมริกา ในปี 1846 มีการผนวกแคลิฟอร์เนียและดินแดนตะวันตกตาม สนธิสัญญา Guadalupe Hidalgo และ Gadsden purchase

ต่อมาในปี 1898 เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯกับสเปนขึ้น หลังจากที่มีชัยชนะเหนือสปนจึงส่งผลให้สหรัฐอเมริกาได้อำนาจอธิปไตยเหนือ เปอร์โตริโก กวม และฟิลิปปินส์ และตั้งคิวบาเป็นรัฐในอารักขาโดยเข้าไปแทรกแซงในสงครามประกาศอิสรภาพของคิวบาและการปฏิวัติฟิลิปปินส์ ซึ่งต่อมานำไปสู่สงครามฟิลิปปินส์-อเมริกา สงครามสหรัฐฯ-สปนทำให้อำนาจการปกครองเกือบสี่ศตวรรษของสเปนในทวีปอเมริกา เอเชีย และแปซิฟิกสิ้นสุดลง ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เข้าแทรกแซงราชอาณาจักรฮาวายจนล่มสลายจนกลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ และต่อมาได้กลายเป็นรัฐที่ 50 ของสหรัฐฯ ในปี 1959 ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาไม่เพียงแต่กลายเป็นมหาอำนาจโลกเท่านั้น แต่ยังได้ครอบครองเกาะต่าง ๆ ทั่วโลกอีกด้วย  และสหรัฐฯ ได้กลายเป็นจักรวรรดิโดยสมบูรณ์ แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ระบุตนเองและดินแดนที่ตนครอบครองว่าเป็นจักรวรรดิก็ตาม

การแทรกแซงทางการทหารของสหรัฐฯ แม้จะมีความไม่สอดคล้องกับค่านิยมของชาวอเมริกันในด้านประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเป็นอิสระ แต่ในทางกลับกัน ประธานาธิบดีอเมริกันหลายคนที่ดำเนินการเข้าแทรกแซงทางการทหารต่อประเทศหรือดินแดนอื่น ๆ อาทิ William McKinley, Woodrow Wilson, Theodore Roosevelt และ William Howard Taft โดยอ้างถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอเมริกา เช่น การค้าและการจัดการหนี้สิน การป้องกันการแทรกแซงของยุโรป (ไม่ว่าจะเป็นอาณานิคมหรืออย่างอื่น) ในซีกโลกตะวันตก และเพื่อประโยชน์ในการรักษา "ความสงบเรียบร้อย" ในระหว่างปี 1912-1920 Woodrow Wilson ประธานาธิบดีคนที่ 28 ได้ปฏิบัติการแทรกแซงทางทหารในต่างประเทศถึง 7 ครั้ง ได้แก่ นิการากัว โดมินิกัน เฮติ คิวบา ปานามา เม็กซิโก และฮอนดูรัส ซึ่งมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่น ๆ 

สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตร สหรัฐอเมริกาเริ่มวางแผนสำหรับโลกหลังสงครามตั้งแต่เริ่มสงคราม วิสัยทัศน์นี้มีต้นกำเนิดมาจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) องค์กรทางเศรษฐกิจที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น กลุ่มศึกษาเรื่องสงครามและสันติภาพของ CFR มีข้อเสนอให้แก่กระทรวงการต่างประเทศในปี 1939 โดยมองว่า สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็น "โอกาสอันยิ่งใหญ่" สำหรับสหรัฐฯ ที่จะก้าวขึ้นมาเป็น "มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก" จึงเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯ มีบทบาทนำในฐานะ “ผู้นำโลกเสรี” และ “ตำรวจโลก” ในช่วงสมัยสงครามเย็น การล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียตทำให้สหรัฐฯ ผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกโดยไม่มีคู่แข่งมายาวนานหลายสิบปี จนกระทั่งยุค 2000 เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศจนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจชั้นนำของโลกทัดเทียมสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรป

15,000 ล้าน...เพื่อใคร

เอย่าละเลยไม่ได้ติดตามข่าวมานาน  จนล่าสุดใกล้เลือกตั้งก็เพิ่งมารู้ว่าตัวเองจะต้องลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย เอาเป็นว่าวันนี้เอย่ามาเล่าความเห็นของคนบ้านๆอย่างเอย่ามาอ่านกันนะคะ

มาลองฟื้นความจำกันนะคะ ล่าสุดเราทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญกันเมื่อปี 2559 และก็คลอดรัฐธรรมนูญปี 2560 ขึ้นมา โดย ณ วันนี้ ประเด็นก็เพราะว่า รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับให้ต้องถามประชาชนก่อน จึงสามารถแก้ได้

แล้วทำไมถึงต้องมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ด้วยล่ะ คำตอบก็คือ ที่มาและความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่อ้างว่ามาจากรัฐบาลทหาร และ โครงสร้างทางการเมือง ที่ สว.  ทำงานร่วมกับ สส. เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีได้ อีกทั้งระบบเลือกตั้งที่ให้อำนาจพรรคขนาดกลางและเล็กมีอำนาจต่อรองสูง รวมถึงองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมาก ไม่ถูกตรวจสอบ ข้อสุดท้ายที่เอย่าเข้าใจน่าจะหมายถึง สส. ไม่สามารถซื้อองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญได้นั่นเอง

มาถึงจุดนี้เอย่าก็มองไปยังประเทศที่ประชาธิปไตยเบ่งบานอย่างอเมริกา ก็พบว่า สหรัฐอเมริกา ไม่เคยแก้หรือร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับใหม่แบบที่ไทยทำ และระบบของอเมริกา ไม่เปิดช่องให้ทำง่ายๆด้วย เพราะขั้นตอนจะต้องได้เสียง 2 ใน 3 ของสภาคองเกรส  จากนั้นต้องให้อย่างน้อย 3 ใน 4 ของมลรัฐ หรือ 38 จาก 50 รัฐในอเมริกา ให้สัตยาบันรับรอง จึงแก้ไขได้นั่นเอง

ลูกมาก...ไม่ยากจน ส่อง...สองมหาเศรษฐีที่มีลูกกว่า 100 คน

บุคคลรายแรกคือ Xu Bo มหาเศรษฐีชาวจีนแม้จะเรียนไม่จบมัธยมปลาย แต่เป็นผู้สร้างเกมยอดฮิต Fantasy Westward Journey เป็นผู้ก่อตั้งและเจ้าของ  Guangzhou Duoyi Network เขามีลูกมากกว่า 100 คนจากหญิงที่รับจ้างอุ้มบุญในหลายประเทศ ในส่วนของลูกที่เกิดจากหญิงอเมริกัน Xu ทุ่มเงินให้กับนางแบบและนักศึกษาปริญญาเอกหญิงที่มีผลการทดสอบไอคิวสูงเป็นพิเศษเพื่อแลกกับไข่ของพวกเธอ จากนั้นก็จ้างหญิงอเมริกันที่รับจ้างอุ้มท้องแบบสุ่มเพื่ออุ้มท้องเด็กที่ถูกสร้างขึ้นในห้องแล็บโดยใช้เชื้ออสุจิของเขาและไข่ของ "ผู้หญิงที่ยอดเยี่ยม" เหล่านั้น โดยเขามีเป้าหมาย 3 ประการ 

ประการแรก Xu Bo ต้องการลูกสาวและลูกชายที่สูงและสวยงามเป็นพิเศษจากนางแบบเหล่านี้ เพื่อที่จะได้แต่งงานกับครอบครัวชนชั้นสูงทั้งในตะวันตกและตะวันออก และสร้างความมั่งคั่งให้แก่คนรุ่นหลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก 

ประการที่สอง เขาต้องการทายาทที่ฉลาด ด้วยเชื่อว่าลูกชายซึ่งเป็นลูกครึ่งของเขากับหญิงชาวอเมริกันจะฉลาดและมีความสามารถในการสืบทอดธุรกิจของเขาเมื่อเขาแก่ชรา 

และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เขาต้องการให้ลูก ๆ ของเขาคลอดจากแม่ชาวอเมริกันในอเมริกา เพื่อให้ลูกชายและลูกสาวของเขามีสัญชาติอเมริกันควบคู่ไปกับสัญชาติจีน ซึ่งจะทำให้เขาสามารถเก็บสะสมความมั่งคั่งไว้ในต่างประเทศได้ และเขากำลังวางแผนสำรองไว้ เพราะไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในเกมอำนาจของศตวรรษที่ 21 เขาจะยังสามารถอาศัยอยู่ได้ในทั้งสองประเทศ 

แต่ Tang Jing อดีตคนรักของ Xu Bo อ้างว่า เขาเป็นพ่อของลูกราว 300 คน ทั้งสองอยู่ด้วยกันมา 14 ปี แต่ไม่เคยแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เธอยังกล่าวอีกว่าในการพิจารณาคดี ศาลตัดสินให้เธอชนะและปฏิเสธคำเรียกร้องค่าเสียหาย 300 ล้านหยวนของ Xu เธอยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันเธอกำลังเลี้ยงดูลูก 11 คนที่เกิดกับ Xu ด้วยตัวเอง และกำลังต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการดูแลลูกสาวสองคนของพวกเขา ต่อมาเครือข่าย Duoyi ของ Xu ได้ออกแถลงการณ์ว่า “ผู้ใช้รายนี้” ได้เผยแพร่ข้อมูลเท็จทางออนไลน์ และเรียกร้องให้แพลตฟอร์มดำเนินการโดยทันที ต้นเดือนธันวาคม 2025 บริษัทของ Xu Bo  ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเขาเป็นพ่อของลูกมากกว่า 100 คนผ่านการอุ้มบุญในสหรัฐอเมริกา โดยโต้ตอบหนังสือพิมพ์ The Journal กล่าวว่าสำนักข่าวดังกล่าวได้ “จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างข้อมูลเท็จ” แถลงการณ์ระบุว่า มีเด็กเพียง 12 คนที่เกิดบนแผ่นดินสหรัฐฯจากจำนวนเด็ก ๆ ที่เขามีกว่า 100 คน

สำหรับรายที่สองคือ Pavel Durov มหาเศรษฐีผู้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Telegram ผู้มีลูกมากกว่า 100 คนเช่นเดียวกันกับ Xu Bo เขาเกิดในรัสเซีย ได้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ VKontakte (VK) ในปี 2006 ต่อมาในปี 2014 เขาถูกบีบให้ออกจาก VK หลังจากการพิพาทกับเจ้าของใหม่ของบริษัทและแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งทำให้เขาต้องออกจากประเทศ ในปี 2013 เขาและ Nikolai Durov พี่ชายได้พัฒนา Telegram และในปี 2017 พวกเขาย้ายไปนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Telegram ในปัจจุบัน

เมื่อยอมเป็นสุนัขรับใช้อเมริกา ก็ต้องเร่งเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ

ไม่ต้องฉลาดก็รู้ว่าขาใหญ่อย่างอเมริกา ประเทศที่ “อันธพาลเรียกพี่” ถึงวันนี้ก็ยังไม่หยุดระราน และแสวงหาประโยชน์จากประเทศที่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในแบบที่ประเทศของตนเองนั้นไม่มี สิ่งที่อเมริกาแสดงออกหลายครั้ง ยังสะท้อนชัดเจนว่าเป็นประเทศที่ไม่มีความจริงใจกับใคร 

โดยเฉพาะในยามที่ประเทศนั้น ๆ เริ่มจะหมดประโยชน์ 

ผู้นำ หรือกลุ่มคนที่มีวิสัยทัศน์ในประเทศต่าง ๆ จึงระมัดระวังตัวมาก ไม่ยอมพลาดท่าเสียทีหรือตกเป็นเบี้ยบนกระดาน เพราะเมื่อถลำลึกเดินลงสนามชั่วแล้วก็จะไม่ต่างจาก “สุนัขรับใช้” ที่ต้องคอยขู่ เห่า กระทำในเรื่องเลว ๆ ตามคำสั่งการเพื่อแลกกับ “ผลประโยชน์ลับ” ต่างตอบแทนที่ไม่จีรัง 

ภาพของกลุ่มคน องค์กร หรือประเทศที่เต็มใจที่จะยอมเป็น “ขี้ข้าของอเมริกา” จะมีลักษณะที่เหมือนกันคือ ต้องโง่แต่มักใหญ่ใฝ่สูง อยากขึ้นสู่ระดับบน ๆ ขององค์กรหรือประเทศนั้น ๆ อยากร่ำรวยกว่าคนรวยทั่ว ๆ ไป เป็นผู้ไร้ความสามารถแต่อยากมีอำนาจไว้ข่มเหง หรือบงการผู้คนที่ตัวเล็กกว่า หรือโง่กว่า อยากได้ชื่อว่าเป็นนักเปลี่ยนแปลงสังคมแม้จะเปลี่ยนไปในทางเลวก็ตาม คุณสมบัติเหล่านี้ถ้าเปรียบกับ “พรรคการเมืองหนึ่ง” ในประเทศไทย ก็จะเห็นภาพ “ชายหน้าตี๋” ซึ่งเป็นผู้นำทาง “จิตวิญญาณวิปลาส” ของ “บริษัทสามกีบจำกัด” เท่านั้น มองไม่เห็นใครอื่น

“บริษัทสามกีบจำกัด” ใช้ทุกวิธิทีที่จะทำให้ “สถาบันกษัตริย์” ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยอ่อนแอลง ถึงคราวนั้น ประเทศที่ตนเอง “นับถือเป็นพ่อ” ก็จะเข้ามาแทรกแซงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทั้งทางบก ทางน้ำ จนกลืนกินประเทศไทยได้สำเร็จ  

แชร์อย่างไรไม่ให้โดนจับ? เปิด 4 เทคนิครีโพสต์ข่าวเลือกตั้งให้ปลอดภัย ไร้ความเห็นชี้นำ- กันตีความ "หาเสียงไม่สุริต" ยกเคสป้ายปริศนา "ไม่เลือกพรรคขายชาติ" สุ่มเสี่ยงปลุกระดม-ใส่ร้ายพรรคการเมือง

เปิด 4 เทคนิครีโพสต์ข่าวเลือกตั้งให้ปลอดภัย ไร้ความเห็นชี้นำ- ป้องกันการตีความ “หาเสียงไม่สุจริต” 

วันก่อนเอย่าเห็นข่าวของสำนักข่าวหนึ่งพาดหัวว่า พบร้านทำป้ายคำว่า "เราไม่เลือก พรรคขายชาติ เราไม่เลือก พรรคด้อยค่าทหาร"  แม้ข้อความเหล่านี้จะไม่ได้ระบุโจมตีพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งโดยตรงแต่ข้อความเหล่านี้มีความสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้งในหลายประเด็นกล่าว วันนี้เอย่าจะมาเล่าให้ทราบกัน  หลักๆแล้วข้อความที่ปรากฏในข่าวนั้นมีการผิดกฎหมายเลือกตั้งอยู่ 3-4 ประการคือ

1. อาจเข้าข่ายเป็นการ “โฆษณาหาเสียงที่ไม่สุจริตหรือปลุกระดม”
2. ข้อความนี้ถือว่าเป็นข้อความที่ห้ามเพราะทำให้เกิดการแบ่งแยกหรือก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมในการหาเสียง
3. ข้อความเหล่านี้ถือเป็นการดูหมิ่นหรือโจมตีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งโดยเฉพาะ
4. หากคำพูดในป้ายถือเป็น การหมิ่นประมาทหรือใส่ความโดยไม่มีมูลจริง นอกจากจะผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้ว ยังอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถ้ามีการเผยแพร่ทางออนไลน์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย

ซึ่งกฎหามายข้อนี้ไม่ได้ระบุว่าควบคุมแค่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ทำป้ายเหล่านี้ขึ้นมาด้วย เพราะถือเป็นการหาเสียงโดยบุคคลอื่น ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของ กกต.  อีกทั้งยังสามารถตีความให้เข้าใจได้ว่าเข้าข่าย การหาเสียงที่ไม่สุจริต หรือ ปลุกระดม  นี่ยังไม่นับว่าพรรคการเมืองที่ถูกอ้างถึงอาจจะฟ้องหมิ่นประมาทได้   ดังนั้นใครจะพิมพ์จะโพสต์อะไรช่วงนี้ก็ขอให้ระวังกันไว้นะคะ  จะรักใครไม่รักใครเราก็ต้องทำตามที่ขอบเขตกฎหมายกำหนด

แต่อย่างไรก็ตามแม้นักการเมืองจะหาเสียงอย่างไรก็ตาม  สิ่งที่เราทำได้คือการรีโพสต์  โดยวันนี้เอย่าจะมาแนะนำการรีโพสต์อย่างไรให้ห่างไกลจากการผิดกฎหมายเลือกตั้งกันนะคะ

1. การรีโพสต์ต้องนำมาจากเนื้อหาจากข่าวจริง โดยระบุ สำนักข่าวหรือคลิปที่เผยแพร่ในสำนักข่าวที่ไม่มีการตัดต่อคำพูดเราใส่เข้าไป
2. ไม่ใส่คำพูดหรือความเห็นชี้นำ  โดยคำที่หลีกเลี่ยง เอย่าจะยกตัวอย่างเช่น
“แบบนี้อย่าเลือกมัน” หรือ “เห็นยัง พรรคนี้เป็นแบบนี้” หรือ “แชร์ไว้ให้จำก่อนเลือกตั้ง” คำที่เราใช้ได้อย่างปลอดภัยคือ “อ้างอิงจากข่าว … สส. X กล่าวในที่ประชุมว่า …” พร้อมระบุลิงก์ต้นเรื่องด้วยจะดีที่สุด
3. หลีกเลี่ยงถ้อยคำดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือปลุกอารมณ์
4. สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคือ รีโพสต์พร้อมข้อความชี้นำการลงคะแนน และรีโพสต์แบบคัดเฉพาะด้านลบ เพื่อโจมตีแม้จะเป็นความจริงก็ตาม กกต. อาจจะตีความว่า หาเสียงไม่สุจริตได้ เพราะถือเป็นการสร้างความเกลียดชัง ทำพรรคเสียหายหรือดิสเครดิตพรรคการเมือง

สรุปช่วงนี้ทำอะไรไม่ได้มากนะคะ  ทำได้แค่จำคะ หรือใครจำไม่ได้ก็ลองหา Digital Foot Print ต่างๆตาม search engine ต่างๆมาดูและพิจารณาเองนะคะ  รักใคร เกลียดใคร เดี๋ยวนี้ต้องเก็บไว้ในใจคะ   กฎหมายไม่ได้กำหนดเสรีภาพในการแสดงออกในช่วงนี้ให้เราขนาดนั้น แม้ว่าเราจะอยู่ในประเทศเสรีประชาธิปไตยก็ตาม

รู้ทันคำโกหก!! กางงบเลือกตั้ง-ประชามติ 8,978 ล้าน ท่ามกลางดราม่า "แก้รัฐธรรมนูญเพื่อเศรษฐกิจ" เตือนประชาชน Search Google เช็กข้อมูล ก่อนหลงกลวาทกรรม 'ปากท้อง' ที่พูดความจริงไม่ครบ

แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ? พูดความจริงไม่หมดมันก็ไม่ต่างอะไรกับการโกหก

สวัสดีปีม้าทอง พร้อมคำขวัญวันเด็ก "รักชาติไทย ใส่ใจโลก" เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรักและความภาคภูมิใจในชาติ ควบคู่กับการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม 

เริ่มต้นปี กับการหาเสียงอย่างดุเดือด เตรียมเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ และเม็ดเงิน 8,978  ล้านบาท คืองบประมาณสำหรับการเลือกตั้ง และทำประชามติ ปี 2569 ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดที่เคยมีมา

ประเทศไทย ใช้งบประมาณสำหรับการเลือกตั้ง ในทุกครั้งเป็นจำนวนมาก ยังไม่รวมการเลือกตั้งซ่อม กรณีที่ สส. ลาออก หรือพ้นจากตำแหน่ง จากสาเหตุต่างๆ ทั้ง ขาดคุณสมบัติในภายหลัง จากการต้องคดีความ หรือประพฤติผิดจรรยาบรรณ 

ไม่แน่ใจว่าการตรวจสอบคุณสมบัติของ ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย ผู้ทรงเกียรติ ที่ต้องผ่านการตรวจสอบจากทั้งจากพรรคการเมืองที่ส่งลงสมัคร และ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทำไมถึงมักจะมาพบว่าขาดคุณสมบัติในภายหลัง จนต้องเสียงบประมาณเพิ่มเติมในหลายๆ เขต ในการจัดเลือกตั้งซ่อม

ตัวอย่างล่าสุด ก็คงได้ทราบข่าวกันแล้ว กับการจับกุม ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ที่มีเอี่ยวกับการฟอกเงิน ผู้ถูกกล่าวหา: นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 33 (บางพลัด-บางกอกน้อย) ถูกออกหมายจับเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ตามหมายจับในข้อหา ฟอกเงิน ที่ขยายผลมาจากเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ปปง. ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สิน ของนายบุญฤทธิ์และพวก รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

และที่ตั้งงบประมาณการเลือกตั้งในปี 2569 เป็นจำนวนสูงสุดที่เคยจัดเลือกตั้ง ส่วนหนึ่ง ก็อาจจะเพราะมีการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ในคราวเดียวที่จะให้ประชาชนไปหย่อนบัตร ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ผ่านการออกเสียงประชามติโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และมีเสียงข้างมากเห็นชอบ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 โดยได้รับเสียงเห็นชอบ 61.35% (6,568 895 เสียง) และไม่เห็นชอบ 38.65% (4,131,150 เสียง)

หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเทศไทย ก็ต้องเสียงบประมาณเพิ่มอีก อย่างน้อยก็น่าจะอีกราวๆ 10,000 ล้านบาท ถึงแม้จะทำประชามติ ครั้งที่ 1 จากการต้องทำประชามติ 3 ครั้ง พร้อมกับการเลือกตั้งในครั้งนี้

 การหาเสียงของบางพรรคการเมือง กับ การแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อปากท้อง จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้น ?
 คงต้องถามว่าปากท้องใคร เศรษฐกิจของใคร ...
 ขอหยิบบางประเด็นที่กำลังเป็นกระแสในสาเหตุที่อ้างว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ดี

1. รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้เขียนให้คดีคอรัปชั่นไม่มีอายุความ ความจริงคือ มีการแก้เพิ่มเติมให้การนับอายุความคดีทุจริตจะหยุด เมื่อผู้ต้องหาหลบหนีคดี หมายความว่า ไม่ว่าจะหนีก่อนหรือหลังพิจารณาคดี ถ้าผู้ต้องหาหลบหนี อายุความจะหยุดนับไว้จนกว่าจะกลับมาเข้ากระบวนการ 

2. รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้เขียนห้ามให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยสารเครื่ิงบินชั้นเฟิร์สคลาส ความจริงคือ แก้ไขระเบียบเบิกจ่ายให้เบิกจ่ายได้แค่ราคา“ชั้นประหยัด”เท่านั้น ส่วนใครอยากขึ้นชั้นธุรกิจ หรือเฟิร์สคลาสต้องจ่ายค่าส่วนต่างเอง มันคนละความหมายกับห้ามนั่งเฟิร์สคลาส

3. รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้เพิ่มโทษประหารชีวิตสำหรับคดีทุจริต ความจริงคือ มีระบุอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาแต่เดิมว่าโทษสูงสุดของคดีทุจริตคือประหารชีวิต รธน.แค่ส่งเสริมการปราบโกง มีการเพิ่มเติมในบางมาตรา ซึ่งถ้าร้ายแรงที่สุดก็คือมีโทษประหารชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 (มาตรา 123/2): เพิ่มโทษสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับทรัพย์สินโดยมิชอบ ให้มีโทษจำคุก 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือประผารชีวิต

 แค่ 3 ข้อนี้ เริ่มจะเอะใจกันบ้างไหม ว่าคนที่อยากแก้ จะแก้เพื่อปากท้องใคร ? 
ยังไม่รวมบางสื่อ ที่มีการสัมภาษณ์ชี้นำ ตั้งคำถามในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะอยากแก้ไขมาตรา 112 ใช่หรือไม่ แล้วตอบว่า มาตรา 112 เป็นประมวลกฎหมายอาญา ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ฝั่งที่โจมตี ไม่รู้เหรอ เสมือนอีกฝั่งตรงข้าม เขาเป็น IO แค่ท่องจำมา

จะบอกว่า ยังมีประชาชนจำนวนมาก ที่ Search Google เป็น เขาก็รู้ว่า มาตรา 112 เป็นกฎหมายอาญา จริงๆ พิธีกร ควรตั้งคำถามว่า ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะอยากแก้ไขหมวด 1 มาตรา 1 และ มาตรา 2 ใช่หรือไม่ อยากฟังคำตอบของคำถามนี้มากกว่า 

แซะโดยพูดความจริงไม่หมดมันก็ไม่ต่างอะไรกับโกหก มันก็คือการบิดเบือน แต่ Digital Footprint มันชัดเจนในคำตอบ มันลบได้ไม่หมดนะ 

คุ้มไหม ..!! กับการต้องเสียงบประมาณ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทั้ง ๆ ที่ หากจะแก้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อปัญหาปากท้องชาวบ้านจริง ก็สามารถแก้ไขบางมาตรา ผ่านกำไกของรัฐสภาได้ แทนที่จะนำงบประมาณก้อนนี้มาใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กระตุ้นเศรษฐกิจ น่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้มากกว่า 


เรื่อง : The PALM

อวสานผู้นำรักษ์โลก!! เมื่อประธานาธิบดี Trump สั่งถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่ง

รัฐบาล Trump ประกาศถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศหลายสิบแห่ง รวมถึงหน่วยงานด้านประชากรของสหประชาชาติ และสนธิสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังถอยห่างจากความร่วมมือในระดับโลกมากขึ้น

ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเมื่อวันพุธที่ 7 มกราคม 2026 เพื่อระงับการสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่อองค์กร หน่วยงาน และคณะกรรมาธิการรวม 66 แห่ง หลังจากที่ได้ทบทวนการมีส่วนร่วมและการให้ทุนสนับสนุนแก่องค์กรระหว่างประเทศทั้งหมด รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ตามแถลงการณ์ของทำเนียบขาว

องค์กรระหว่างประเทศที่เป็นเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นหน่วยงาน คณะกรรมาธิการ และคณะที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่เรื่องสภาพภูมิอากาศ แรงงาน การอพยพ และประเด็นอื่น ๆ ซึ่งรัฐบาล Trump จัดประเภทว่าเป็นไปตามกระแสความหลากหลายและ “การตื่นตัวทางสังคม” องค์กรอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของสหประชาชาติในรายชื่อนี้ ได้แก่ ความร่วมมือเพื่อแอตแลนติก (Partnership for Atlantic Cooperation) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (International Institute for Democracy and Electoral Assistance) และเวทีต่อต้านการก่อการร้ายระดับโลก (Global Counterterrorism Forum)

“เราพบว่า สถาบันเหล่านี้มีความซ้ำซ้อนในขอบเขตการทำงาน บริหารจัดการผิดพลาด ไม่จำเป็น สิ้นเปลือง ดำเนินการไม่ดี ถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ของผู้ที่ผลักดันวาระของตนเอง ซึ่งขัดแย้งกับของสหรัฐฯ หรือเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตย เสรีภาพ และความเจริญรุ่งเรืองโดยทั่วไปของสหรัฐอเมริกา” Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกล่าวในแถลงการณ์

การตัดสินใจของ Trump ที่จะถอนตัวออกจากองค์กรที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายระดับโลก เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลของเขาได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารหรือออกคำขู่ที่ทำให้ทั้งพันธมิตรและศัตรูหวาดหวั่น รวมถึงการจับกุมผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโร และแสดงเจตจำนงที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์

สหรัฐฯ สร้างแบบแผนการถอนตัวออกจากหน่วยงานระดับโลก ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ระงับการสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ เช่น องค์การอนามัยโลก หน่วยงานของสหประชาชาติเพื่อผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ หรือ UNRWA คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และองค์การยูเนสโก สหรัฐฯ ได้หันมาใช้วิธีการจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับองค์กรระหว่างประเทศแบบเลือกสรรตามต้องการ โดยเลือกเฉพาะหน่วยงานและองค์กรที่เชื่อว่าทำงานสอดคล้องกับวาระของ Trump และยกเลิกการสนับสนุนหน่วยงานที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อีกต่อไป

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทำให้พบว่า การตกผลึกของแนวทางของสหรัฐฯ ต่อระบบพหุภาคี ก็คือ ‘ทำตามฉันหรือไม่ก็ไปซะ’ จึงเป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนมากต่อกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้เงื่อนไขของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากวิธีการที่รัฐบาลก่อน ๆ ทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต จัดการกับสหประชาชาติ และบังคับให้องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งกำลังเผชิญกับการประเมินตนเองภายในอยู่แล้ว ต้องตอบสนองด้วยการลดจำนวนพนักงานและโครงการต่าง ๆ

องค์กรพัฒนาเอกชนอิสระหลายแห่ง หลายแห่งทำงานร่วมกับสหประชาชาติระบุว่า โครงการจำนวนมากต้องปิดตัวลงเนื่องจากการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วที่จะลดความช่วยเหลือต่างประเทศผ่านทางสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล Trump กล่าวว่า พวกเขามองเห็นศักยภาพของสหประชาชาติ และต้องการที่จะมุ่งเน้นเงินภาษีของประชาชนไปที่การขยายอิทธิพลของอเมริกาในโครงการริเริ่มมาตรฐานต่าง ๆ ของสหประชาชาติ ซึ่งมีการแข่งขันกับจีน เช่น สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ

องค์กรระดับโลกล่าสุดที่สหรัฐฯ กำลังจะถอนตัวคือ อนุสัญญากรอบสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ UNFCCC ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งล่าสุดของ Trump และพันธมิตรในการแยกสหรัฐฯ จากองค์กรระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นเรื่องสภาพภูมิอากาศและการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย UNFCCC ซึ่งเป็นข้อตกลงปี 1992 ระหว่าง 198 ประเทศเพื่อสนับสนุนทางการเงินแก่กิจกรรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนา เป็นสนธิสัญญาพื้นฐานสำหรับข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศปารีสที่สำคัญ Trump ซึ่งเรียกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า เป็นเรื่องหลอกลวง และได้ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวไม่นานหลังจากกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง

แฉ iLaw หนังม้วนเดิมรับเงินนอกแก้รัฐธรรมนูญ อ้างเพื่อปากท้องประชาชน ทั้งที่ปัญหาอยู่ที่ ‘คนใช้อำนาจ’ วอนหยุดใช้ต่างชาติกดดันกฎหมายสูงสุด

ในช่วงระยะหลัง เราจะเห็นว่า ผู้อำนวยการปัจจุบันของ iLaw คือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ออกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ และต้องเป็นการแก้ “ทั้งฉบับ” ทว่าตลอดการสื่อสารดังกล่าว กลับไม่เคยอธิบายอย่างชัดเจนว่าแก้ไปเพื่ออะไร นอกจากการอ้างกว้าง ๆ ว่าเพื่อปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาปากท้องของประชาชนจำนวนมากสามารถแก้ไขได้ด้วยกฎหมายลำดับรอง นโยบายเศรษฐกิจ หรือการบริหารจัดการของรัฐบาลโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องรื้อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเลยด้วยซ้ำ ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวรัฐธรรมนูญ หากแต่อยู่ที่เจตจำนงและความสามารถของผู้ใช้อำนาจรัฐมากกว่า

เมื่อเหตุผลเชิงนโยบายยังไม่ชัด สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการย้อนกลับไปพิจารณา ที่มาและทิศทางของผู้ผลักดัน องค์กรไอลอว์ถูกก่อตั้งโดย จอน อึ๊งภากรณ์ ซึ่งมีบทบาทในแวดวงองค์กรพัฒนาเอกชนมาอย่างยาวนาน และเป็นที่รับรู้กันว่าโครงสร้างการทำงานขององค์กรลักษณะนี้พึ่งพาเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเป็นสำคัญ ผ่านมูลนิธิและเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “อุดมการณ์” หากแต่คือ ที่มาของงบประมาณและอิทธิพลทางความคิด ซึ่งเชื่อมโยงกับองค์กรระหว่างประเทศบางแห่ง เช่น National Endowment for Democracy (NED) และเครือข่ายในโลกตะวันตกที่มีบทบาทในการสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายประเทศ

เมื่อสหรัฐฯท้าทายรัสเซีย: กรณีการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน Marinera เรือน้ำมันธงรัสเซีย อ้างเป็นเครือข่าย 'กองเรือเงา' ในขบวนการขนส่งน้ำมันเถื่อนเวเนซูเอลา หลังปฏิบัติการเด็ดหัวผู้นำเวเนซเอลาเพียง 4 วัน

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2026 ที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เมื่อหน่วยยามฝั่งและกองทัพเรือสหรัฐฯ ปฏิบัติการขึ้นควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ "มาริเนร่า” Marinera ซึ่งติดธงรัสเซีย หลังจากติดตามและไล่ล่าเรือลำดังกล่าวเป็นเวลานานกว่าสองสัปดาห์ ตั้งแต่บริเวณทะเลแคริบเบียนไล่ขึ้นไปจนถึงมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ การยึดเรือครั้งนี้ดำเนินการตามคำสั่งศาลของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเรือลำดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร โดยเฉพาะน้ำมันจากเวเนซุเอลา และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย “กองเรือเงา” ที่ใช้หลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ เหตุการณ์เกิดขึ้นโดยไม่มีการปะทะทางทหารแต่ได้สร้างความตึงเครียดทางการเมืองอย่างรุนแรง เมื่อรัสเซียออกมาประณามว่าการกระทำของสหรัฐฯ เป็นการละเมิดกฎหมายทางทะเลและอธิปไตยของรัฐ

เรือบรรทุกน้ำมัน Marinera เป็นเรือที่ติดธงรัสเซีย (และเคยเปลี่ยนชื่อ–เปลี่ยนธงมาก่อน) โดยมีชื่อเดิมว่า Bella 1 โดยทะเบียนเรือเดินทะเลของรัสเซียแสดงให้เห็นว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "มาริเนร่า” (Marinera) และแล่นภายใต้ธงรัสเซีย โดยระบุเมืองท่าหลักคือเมืองโซชิ (Sochi) ทางตอนใต้ของรัสเซียในทะเลดำเรือลำนี้ถูกทางการสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายขนส่งน้ำมันที่เรียกว่า “กองเรือเงา (shadow fleet)” ซึ่งถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการลำเลียงน้ำมันจากเวเนซุเอลาและแหล่งที่ถูกคว่ำบาตรอื่น ๆ เช่นอิหร่าน เรือ Marinera ถูกติดตามโดยหน่วยงานสหรัฐฯ เป็นเวลาหลายสัปดาห์ เนื่องจากมีพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น การปิดหรือบิดเบือนสัญญาณติดตามตำแหน่ง (AIS) และการเปลี่ยนข้อมูลการจดทะเบียนเรือ สหรัฐฯ อ้างว่าเรือลำนี้มีสถานะทางกฎหมายคลุมเครือถึงขั้นอาจเข้าข่าย “เรือไร้สัญชาติ” จึงใช้เป็นเหตุผลทางกฎหมายในการเข้าควบคุมและยึดเรือกลางทะเล ซึ่งต่อมานำไปสู่ข้อพิพาทรุนแรงกับรัสเซียในประเด็นกฎหมายทางทะเลและอธิปไตยรัฐ นอกจากนี้กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ (US Southern Command) ได้ระบุว่า กระทรวงกลาโหมและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเข้าควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 2 คือ “เอ็ม/ที โซเฟีย” (M/T Sophia) เรือไร้สัญชาติและถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรด้วยข้อกล่าวล่าวหาดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ระหว่างลอยลำอยู่ในทะเลแคริบเบียน

กรณีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับการบุกจับตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาโดยมีไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญสรุปได้ดังนี้
10 ธันวาคม 2025 สหรัฐฯ เริ่มยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับเวเนซุเอลาในทะเลแคริบเบียน เป็นหนึ่งในปฏิบัติการของ Operation Southern Spear เพื่อคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาและพันธมิตร
17 ธันวาคม 2025 สหรัฐฯ ประกาศ ปิดล้อมทางทะเล (blockade) ต่อเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับเวเนซุเอลาที่ฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการ

ปลายเดือน ธันวาคม 2025 เรือ Bella 1 ซึ่งถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีว่าเป็นเรือที่ผิดกฎหมาย เปลี่ยนชื่อเป็น Marinera และเปลี่ยนธงเป็นรัสเซียเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมของสหรัฐฯ ขณะที่พยายามลำเลียงน้ำมันเข้าเวเนซุเอลา
3 มกราคม 2026 หน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ บุกจับตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา พร้อมภริยาในกรุงการากัส หลังปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ ซึ่งมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิตในฝั่งเวเนซุเอลาและคิวบาในเหตุการณ์นี้ด้วย

ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2025 – ต้นเดือนมกราคม 2026 สหรัฐฯ ติดตามเรือ Marinera มาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงนี้ Coast Guard พยายามหลายครั้งที่จะขึ้นเรือ แต่ถูกเรือหลบหนีและเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือจนกระทั่งเรือแล่นไปถึงมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือระหว่างไอซ์แลนด์กับยุโรป
6 มกราคม 2026 มีรายงานว่า หน่วยงานของสหรัฐฯ ได้ติดตาม Marinera อยู่ห่างประมาณ 500 ไมล์จากชายฝั่งไอร์แลนด์ หลังจากล่องเรือผ่านทะเลแคริบเบียนและพยายามหลบเลี่ยงการสกัดของสหรัฐฯ
7 มกราคม 2026 สหรัฐฯ ยึดเรือรัสเซีย Marinera ใน มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ หลังจากไล่ล่ามานานกว่า 2 สัปดาห์ โดยที่เรือรัสเซียและเรือดำน้ำถูกกล่าวว่าปรากฏตัวใกล้เคียงขณะปฏิบัติการ  ในวันเดียวกันนี้ สหรัฐฯ ยังได้ยึดอีกลำหนึ่งคือ M/T Sophia ในทะเลแคริบเบียน ขณะที่นโยบาย blockade น้ำมันเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ มีความเข้มข้นขึ้น

พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความบน X ระบุว่า การปิดล้อมน้ำมันเวเนซุเอลาที่ผิดกฎหมาย และถูกคว่ำบาตร ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ในทุกที่ทั่วโลก ในขณะที่ทำเนียบขาวอธิบายว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวเป็นเรือในกองเรือเงาของเวเนซุเอลา ซึ่งถือว่าเป็นเรือไร้สัญชาติหลังจากใช้ธงปลอมและมีคำสั่งศาลบังคับคดีอยู่ ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า เวเนซุเอลาที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลกจะส่งมอบน้ำมันสูงสุดถึง 50 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,800 ล้านดอลลาร์ให้สหรัฐฯ

รัฐบาลรัสเซียออกมาตำหนิการกระทำของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเป็น การละเมิดกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล พ.ศ. 2525 (UN Convention on the Law of the Sea) ซึ่งระบุว่า “ไม่มีรัฐใดมีสิทธินำกำลังใช้กับเรือที่อยู่ภายใต้การขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องของรัฐอื่นในน่านน้ำสากล” นั่นคือรัสเซียมองว่าการกระทำของสหรัฐฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดอธิปไตยทางทะเล แม้เป็นเรือที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรการคว่ำบาตรก็ตาม ทั้งนี้กระทรวงต่างประเทศและกระทรวงคมนาคมรัสเซียได้เน้นย้ำว่า สหรัฐฯ ควรจัดการกับลูกเรือชาวรัสเซียอย่างเหมาะสม โดยดำเนินการตามสิทธิพื้นฐานและไม่ขัดขวางการรีบส่งกลับพวกเขาไปยังประเทศบ้านเกิด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้เชิงกฎหมายและมนุษยธรรม เพื่อไม่ให้เหตุการณ์นี้ถูกตีความว่าเป็นการปฏิบัติต่อชาวรัสเซียอย่างไม่เป็นธรรม รัสเซียระบุว่าเรือ Marinera ได้รับใบอนุญาตชั่วคราวในการเดินเรือภายใต้ธงรัสเซียตามกฎหมายภายในของตนเองและ “ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ” เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งพยายามชี้ให้เห็นว่าการยึดเรือนั้นขัดกับพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับความปลอดภัยและสิทธิของเรือที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง แม้ว่าข้อความตอบโต้จากปูตินหรือทำเนียบเครมลินโดยตรงจะยังไม่ถูกเผยแพร่เป็นคำพูดของปูตินเองในช่วงวันหยุดปีใหม่ แต่การตอบโต้ของรัฐบาลรัสเซียผ่านสื่อและหน่วยงานทางการทูตสะท้อนนโยบายของผู้นำรัสเซียในการ ปกป้องสิทธิของชาติและแสดงท่าทีคัดค้านการขยายบทบาทของสหรัฐฯ ในพื้นที่ที่ถือว่ารัสเซียมีผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับพันธมิตรอย่างเวเนซุเอลาและวิกฤติการณ์คว่ำบาตรเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยคำประณามนี้ยังช่วยเสริมโทนการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ ในเวทีระหว่างประเทศด้วย ขณะที่จีนซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของเวเนซุเอลาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ และกล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังคุกคามความมั่นคงทางพลังงานของโลก
.
ปฏิบัติการยึดเรือ Marinera ที่เกิดขึ้นโดยมีการปรากฏตัวของเรือรบและเรือดำน้ำรัสเซียในบริเวณใกล้เคียงนั้นนับว่ามีนัยสำคัญทั้งทางทหารและการเมืองระหว่างประเทศอย่างยิ่ง ในเชิงยุทธศาสตร์การปรากฏตัวของกำลังทางทะเลรัสเซียสะท้อนถึงความพยายามในการแสดงตัวตนและปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ แม้จะไม่ได้เข้าปะทะโดยตรงกับกองกำลังสหรัฐฯ ก็ตาม ขณะเดียวกันการดำเนินการยึดเรือภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ พร้อมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรแม้ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงสูง ในเชิงการเมืองเหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมายทางทะเลหรือการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่เป็นการเผชิญหน้าทางสัญลักษณ์ระหว่างมหาอำนาจที่ต่างฝ่ายต่างหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงแต่ยังคงแข่งขันกันผ่านการแสดงกำลังและการตีความกฎหมายระหว่างประเทศ

จากเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถประเมินได้ว่าโอกาสที่เหตุการณ์ยึดเรือ Marinera จะยกระดับไปสู่ความรุนแรงทางทหารโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียมีค่อนข้างต่ำ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่ตระหนักถึงต้นทุนของการเผชิญหน้าโดยตรงและมีประสบการณ์ในการควบคุมการยกระดับความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม การที่ปฏิบัติการเกิดขึ้นท่ามกลางการปรากฏตัวของเรือรบและเรือดำน้ำรัสเซียได้เพิ่มความเสี่ยงในเชิงอุบัติเหตุและการตีความผิดพลาด แม้ทั้งสองฝ่ายจะหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่ความตึงเครียดทางทหารและการเมืองก็ถูกดันขึ้นไปอยู่ในระดับที่เปราะบางมากขึ้น แนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นไม่ใช่สงครามหากแต่เป็น ความรุนแรงเชิงโครงสร้างและการเผชิญหน้าแฝง ผ่านการคว่ำบาตรที่เข้มข้นขึ้น การตอบโต้ทางกฎหมายและเศรษฐกิจ รวมถึงการทำให้ทะเลหลวงกลายเป็นพื้นที่ของการเมืองอำนาจมากยิ่งขึ้น เหตุการณ์นี้จึงถูกมองว่าเป็นแบบอย่างของการเมืองโลกยุคใหม่ ที่รัฐมหาอำนาจเลือกใช้กฎหมาย การทหารเชิงสัญลักษณ์ และเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือร่วมกันในการแข่งขัน โดยยังคงหลีกเลี่ยงเส้นแดงของการใช้กำลังโดยตรง

บทสรุป กรณีสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมัน Marinera สะท้อนการเมืองอำนาจยุคใหม่ที่การคว่ำบาตร เศรษฐกิจ กฎหมาย และกำลังทางทหารถูกผสานเข้าด้วยกันเป็นเครื่องมือเดียว แม้เหตุการณ์นี้ไม่นำไปสู่การปะทะทางทหารโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียแต่ได้เพิ่มความตึงเครียดเชิงโครงสร้างและทำให้ทะเลหลวงกลายเป็นพื้นที่แข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
 

ประเทศปาหี่!! 'กอทูเล' ประเทศใหม่ที่โลกไม่รู้จัก ชี้ 4 องค์ประกอบการเป็นรัฐยังไม่ผ่าน มีประชากรแค่ 400 คน ไร้กฎหมายปกครอง ขณะที่ประชาคมโลกไม่ให้แสง 'เนอดา เมี๊ยะ'

วิเคราะห์สาธารณรัฐกอทูเล  ประเทศใหม่ที่แค่พี่ไทยเฮ

เป็นข่าวลงสื่อใหญ่ในไทยแต่สื่อต่างประเทศไม่ให้แสงกับข่าวการตั้งประเทศสาธารณรัฐกอทูเล โดยมี พณ. ท่านสมศักดิ์ เอ้ย เนอดา เมี๊ยะ เป็นประธานาธิบดี    เอย่าเชื่อว่าหลายๆเพจคงวิเคราะห์เรื่องการจัดตั้งประเทศไปแล้วว่าเป็นปาหี่ที่เด็กน้อยเพื่อนไม่คบ อยากหาแสง แต่วันนี้เอย่าจะมาวิเคราะห์กันแบบเอาหลักการมาจับว่าทำไมประเทศปาหี่ที่มีคน 400 กว่าคนถึงไม่ได้รับแสงยกเว้นแค่ในไทย

เริ่มต้นต้องเข้าใจการเกิดของประเทศก่อนว่า การเกิดประเทศใหม่ต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานของ “รัฐ” ก่อน กล่าวคือ

ตาม อนุสัญญามอนเตวิเดโอ ระบุว่า รัฐประเทศต้องมี 4 อย่างหลัก ๆ คือ

1. ดินแดน โดยต้องมีอาณาเขตชัดเจน 
2. ประชากร  คือมีประชาชนอาศัยอยู่จริงและต่อเนื่อง
3. รัฐบาล หมายถึงมีอำนาจบริหาร ปกครอง บังคับใช้กฎหมายได้จริง
4. ความสามารถในการติดต่อกับรัฐประเทศอื่น  คือมีศักยภาพทำสนธิสัญญา ความสัมพันธ์ทางการทูต ฯลฯ

และส่วนประกอบอื่นๆที่ต้องคำนึงคือ การได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

ส่วนสาธารณรัฐกอทูเล นั้นเป็นอย่างไรล่ะ เอย่าจะมาวิเคราะห์ให้ทราบกัน เริ่มจากวิเคราะห์องค์ประกอบทั้ง 4 พบว่า

ในมุมของดินแดนนั้น ไม่พบว่ามีดินแดนที่ได้รับการยอมรับหรือควบคุมจริง ไม่มีขอบเขตแนวกั้นของประเทศอย่างชัดเจน

ในแง่ของประชากรที่อาศัยจะพบว่าไม่มีประชากรที่มีสถานะพลเมืองตามกฎหมาย
แม้ประเทศนี้จะได้รับเงินบริจาคจากชาวกะเหรี่ยงจากต่างแดนแต่คนเหล่านั้นถือพาสปอร์ตของประเทศอื่นไม่ใช่พลเมืองของประเทศกอทูเล ดังนั้นการมีผู้สนับสนุนหรือสมาชิก ไม่ถือเป็นประชากรถาวร ข้อนี้จึงตกไปอีกข้อ

ในแง่รัฐบาลที่ใช้อำนาจได้จริงจะพบว่าประเทศกอทูเลไม่มีรัฐธรรมนูญของตัวเอง ไม่มีอำนาจปกครอง หรือการบังคับใช้กฎหมาย ไม่มีศาล ไม่มีทหารของรัฐ หรือระบบภาษี  ทั้งหมดที่ประเทศนี้มีกับคนจำนวน 400 กว่าคนนั้นเป็นเพียงโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์มากกว่า

ในด้านความสามารถด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พบว่าไม่มีประเทศใดรับรอง รวมถึงไม่สามารถทำสนธิสัญญาในนามรัฐ

แค่ 4 ข้อ นี้ก็ทำให้ประเทศนี้เป็นประเทศปาหี่ได้แล้วนี่ไม่นับเรื่องโครงสร้างเงินตรา ระบบเศรษฐกิจของประเทศนี้อีกนะ  เอย่าถึงสงสัยว่าคนไทยที่ส่งเสียงเฮเนี่ย คิดอะไรอยู่  เพราะคน 400 คนที่ประเทศนี้จะสร้างระบบเศรษฐกิจจากอะไร ถ้าไม่ใช่ขอเงินชาติตะวันตกที่เคยขอทุกที หรือไม่ก็เตรียมถางป่ารอรับทุนเทาที่จะข้ามจากสีหนุวิลล์ไปสาธารณรัฐกอทูเล หรือจะสร้างเศรษกิจจากการเป็นผู้ผลิตเวชภัณฑ์ส่งขายตามตลาดมืดทั่วโลกอันนี้ก็ไม่อาจทราบได้

เอย่าก็หวังว่าคนไทยจะตื่นรู้นะคะ เพราะถ้าเขาลืมตาอ้าปากได้คิดว่าเขาจะยึดแค่แผ่นดินฝั่งพม่ามาเป็นประเทศตนเองหรือ คิดว่าทุกวันนี้กะเหรี่ยงยึดชายแดนตากหรือยังล่ะคะ  ถ้าคนเคยมาแม่สอดหรืออยู่แถวนี้น่าจะรู้ดีว่าสิ่งเดียวที่แม่สอดยังมีคือคนไทยบางกลุ่มที่อาศัยมาตั้งแต่ดั้งเดิม กับอีกสิ่งคือธงชาติไทย ไม่งั้นป่านนี้แม่สอดคงได้ปักธงกะเหรี่ยงตั้งนานแล้ว

ศักดิ์ศรีไทยราคาเท่าไหร่? แฉ "เงินสีเทา" ซื้ออนาคต 4 ปี แลกเศษเงินสกปรกธุรกิจมืด ทั้งจากสแกมเมอร์-น้ำมันเถื่อน ตีค่าตัวคนไทยแค่ 1.36 บาทต่อวัน!

เงินสีเทาซื้อศักดิ์ศรีคนไทย ร่วมกันต้านการเมืองสกปรก

การเมืองเชิงตัวเลขที่น่าสนใจ ตัวเลขจากการคำนวณเงินซื้อสิทธิ์ขายเสียง อันเป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบ ทุจริต คอร์รัปชัน ค้ายาเสพติด ค้าของเถื่อน ค้าน้ำมันเถื่อน ฮั้วประมูล พนันออนไลน์ สแกมเมอร์ ล้วนแล้วแต่เป็นเงินสกปรก โสมม นำมาใช้ซื้อศักดิ์ศรีของประชาชน

พี่น้องประชาชนพึงอ่าน และทบทวนอย่างมีสติ ใช้ปัญญาตรึกตรอง ซึ่งเข้าใจได้ว่า เงิน 300-500-1000-2000 มีความหมายยิ่งในห้วงเวลาที่ยากลำบาก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าลูกไปโรงเรียนรออยู่ แต่น่าจะมีวิธีการอื่นที่ดีกว่าในการหาเงิน ไม่ทำลายศักดิ์ศรี ไม่ทำลายประชาธิปไตย

ที่ผ่านมาเราได้อะไรจากการขายอนาคตไป 4 ปีเพื่อแลกกับเศษเงินสกปรกเพียงไม่กี่บาท ที่เขาหามาได้อย่างง่ายดายบนความทุกข์ยากเดือดร้อนของคนอื่น

บทสรุปเชิงตัวเลขที่น่าสะเทือนใจยิ่งราคาของศักดิ์ศรีที่ถูกตีค่าแค่ 1.36 บาท/วัน เงิน 2,000 บาทที่ได้รับจากการขายสิทธิ์อาจดูเหมือนมากในวันที่รับมา แต่เมื่อกางตัวเลขออกมาดูความจริงที่น่าใจหายตลอดวาระ 4 ปี (1,460 วัน) คุณค่าของเสียงเราจะเหลือเพียง 1.36 บาทต่อวัน หรือ 41.66 บาทต่อเดือน หรือ500 บาทต่อปี

เงินไม่ถึง 1.36 บาทต่อวัน ไม่สามารถซื้อข้าวได้แม้แต่หนึ่งคำ เดี๋ยวนี้ข้าวราดแกงจานละ 40-50 บาทแล้ว แต่เรากลับยอมแลกมันกับโอกาสที่จะได้โรงเรียนดีๆ โรงพยาบาลที่มีคุณภาพ หรือคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม และอื่นๆอีกมากมายตลอด 4 ปีเต็ม เมื่อเขาซื้อสิทธิ์ไปแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องมาใส่ใจดูแล สมัยหน้าค่อยซื้อใหม่

ยังมีเวลาคิดใหม่ ตั้งสติใช้ปัญญาคิด "กินเหยื่อ ไม่กินเบ็ด" คือทางออกของศักดิ์ศรีในยุคนี้ หากเงินเหล่านั้นคือ "เหยื่อ" ที่เขานำมาล่อเพื่อให้เรายอมจำนน จงรับเหยื่อนั้นไว้ถ้าจำเป็น แต่จงอย่ากลืน "เบ็ด" ที่จะผูกมัดอนาคตของเราและลูกหลานไว้กับนักการเมืองเลวๆที่เริ่มต้นการทำงานด้วยการโกงเงินซื้อเสียงอยู่กับเราเพียงวันเดียว แต่คนโกงจะอยู่กับเราไปอีก 1,460 วัน

เขาจะใช้ตำแหน่งที่ได้มาจากการซื้อสิทธิ์ไปจากเราไปแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง และพวกพ้อง โดยไม่จำเป็นต้องใส่ใจความทุกข์ยากเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

ร่วมกันครับสร้างการเมืองที่ไม่โกง ไม่ทุจริต No money police สร้างการเมืองที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อซื้อสิทธิ์ของพี่น้องประชาชน

ผมกำลังติดตามดูการหาเสียงเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ก็มีการใช้เงินกันมากไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ในห้วงเวลาเดียวกันผมได้เห็นนิมิตรหมายของปรากฏการณ์ทางการเมืองในการหาเสียง แบบชูนโยบายอย่างน้อยสองแห่ง คือ การหาเสียงของ “เสมือน ถาวรนุรักษ์”ผู้สมัครนายกฯอบต.แหลม อ.หัวไทร และ ละม้าย เสนขวัญแก้ว ผู้สมัครนายกฯอบจ.เขาพังไกร อ.หัวไทร จ.นครศรีฯ ที่เน้นการเดินพบปะเจ้าของสิทธิ์ ไม่มีการจัดตั้ง มุ่งหน้าเดินสายตั้งเวทีปราศรัย พูดถึงนโยบาย ไม่พาดพิง หรือใส่ร้ายคู่แข่ง

มิติใหม่ทางการเมือง น่าจะสร้างความสะพรึงกลัวให้กับคู่แข่งไม่น้อย คู่แข่งที่ไม่ได้ใช้วิธีการแบบนี้ เริ่มมีข่าวการเล่นเกมไม่ตรงไปตรงมา

ไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์เที่ยงธรรม เพียงหวังให้ กกต.ทำหน้าที่อย่างเข้มข้นก็พอใจแล้ว

นิยามใหม่ "วัยชรา" เริ่มต้นที่ 80 ปี ผลวิจัยชี้คนยุคนี้สุขภาพดีและกระฉับกระเฉง ก้าวข้ามเกณฑ์เกษียณเดิมที่ 60 ปี ส่วนใหญ่แข็งแรงทั้งกายและใจจนลืมคำว่าเกษียณ

เมื่อ...วัยชราเริ่มต้นที่ 80

ตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยปกติแล้ว "วัยชรา" มักถูกกำหนดไว้ตั้งแต่อายุ 60 หรือ 65 ปี ด้วยเพราะเหตุผลเรื่องการเกษียณอายุหรือนโยบายต่าง ๆ แต่ในปัจจุบัน ด้วยอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้น แนวคิดที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้นโดยช่วงอายุ 50 ถึง 80 ปีนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นช่วงขาลง แต่เป็นช่วงของการมีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยาวนานขึ้น โดยงานวิจัยและผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า 80 ปี คือเกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับ "ผู้สูงอายุ" แทนที่ 60 หรือ 65 ปีแบบดั้งเดิม แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางคนจะชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนทางชีวภาพในช่วงอายุ 70 ปี และการจำแนกประเภทโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุหลายคนจึงแบ่งวัยชราออกเป็นหลายช่วง เช่น:
- วัยสูงอายุตอนต้น: อายุประมาณ 65–74 ปี
- วัยสูงอายุตอนกลาง: ประมาณ 75–84 ปี
- วัยสูงอายุที่สุด: ประมาณ 85 ปีขึ้นไป

ด้วยมุมมองดังกล่าวทำให้คำกล่าวที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี จึงมีความสมเหตุสมผลทั้งในแง่สังคมและชีววิทยาสำหรับหลาย ๆ คน เนื่องจากความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางกายอย่างมีนัยสำคัญมักเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในช่วงอายุนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การสูงวัยเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล บางคนอายุ 80 ปีอาจกระฉับกระเฉงและพึ่งพาตนเองได้มากกว่าคนอายุ 60 ปี ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงนิยมเน้นที่อายุตามสมรรถภาพทางกายมากกว่าอายุจริง โดยศาสตราจารย์ Ian Robertson นักประสาทวิทยาและนักจิตวิทยาคลินิกชาวสก็อตและศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Trinity College Dublin ประเทศ Ireland ระบุว่า ทางกายภาพและจิตวิทยา วัยชราสำหรับหลาย ๆ คน จะเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี

สมัยก่อนวัยเกษียณ (55-60 ปี) จะถือว่า ชรา แล้ว แต่ทัศนคติในปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไป ทำให้คำจำกัดความของวัยชราถูกย้อนทบทวนในเวลาต่อมา เว็บไซต์ข่าว SWNS ของสหราชอาณาจักรได้เสนอรายงานจากการศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก PayingTooMuch.com บริษัทประกันภัยออนไลน์ ปรากฏว่าปัจจุบันนี้ คนทั่วไปคิดว่า ความชราภาพจะเกิดขึ้นช้ามาก แบบสำรวจผู้สูงอายุจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้คน 2,000 คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ด้วยคำถามต่าง ๆ เช่น อายุใดที่ถือว่าชรา และสัญญาณแห่งวัยซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยที่สุดคืออะไร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่า วัยชรายังไม่เริ่มจนกว่าจะอายุ 80 ซึ่งช้ากว่าการศึกษาก่อนหน้านี้มาก ผู้ตอบแบบสำรวจบางคนกล่าวว่า วัยชรานั้นยิ่งห่างออกไปอีก โดย 20% ตอบว่า เริ่มที่ 90 มีเพียง 17% เท่านั้นที่บอกว่าความชราภาพเริ่มต้นที่ก่อนอายุ 70 ปี เรื่องที่น่าสนใจเมื่อพบว่าจากการสำรวจในครั้งนี้ผู้ตอบบอกว่า หากพวกเขาถูกถามด้วยคำถามนี้เมื่อ 30 ปีก่อน ค่าเฉลี่ยเริ่มต้นของวัยชราน่าจะอยู่ที่ 63 ปี

เมื่ออายุมากขึ้น ปัจจัยหลายประการมีส่วนทำให้คำจำกัดความของวัยชราเปลี่ยนไป ในขณะที่ผู้คนปฏิบัติตัวให้มีสุขภาพดีภายหลังการเกษียณ การรับรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า "ชรา" ได้เปลี่ยนไปตามนั้น เกือบสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตแบบ Active นานกว่านั้นมีผลกระทบมากที่สุดต่ออายุของวัยชราที่คิดกันใหม่ (80 ปี) แล้วผู้สูงอายุอยู่ในช่วงวัยใด? อย่างไรก็ตาม การสำรวจยังเปิดเผยว่า ผู้คนให้ความสำคัญกับอายุโดยทั่วไปน้อยกว่าที่เคย 82% ของผู้ตอบกล่าวว่า พวกเขารู้สึกอ่อนกว่าอายุจริงโดยเฉลี่ย 11 ปี ในขณะที่ 93% เห็นด้วยกับสุภาษิตที่ว่า "เราอายุมากเท่าที่เรารู้สึกเท่านั้น"

ทำไมอายุ 80 ถึงกลายเป็นช่วงอายุของวัยชราแบบใหม่ อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น:ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัยชรานั้นเลือนหายไป ความยืดหยุ่นของสมอง:วิทยาศาสตร์ทางประสาทแสดงให้เห็นว่าสมองของผู้ใหญ่ยังคงสามารถปรับตัวได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าสามารถใช้งานสมองได้ยาวนานขึ้น การเปลี่ยนแปลงมุมมอง:ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมองว่าคนรุ่นก่อนมีความกระตือรือร้นและอยากรู้อยากเห็นมากกว่า และพบว่าคำว่า "อายุยืน" น่าดึงดูดใจมากกว่าคำว่า "แก่ชรา" โดยช่วงชีวิตใหม่คือ ช่วงอายุ 50-80 ปี กำลังถูกนิยามใหม่ให้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นสำหรับการเรียนรู้ การทำงาน และประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การพักผ่อนเท่านั้น 

มุมมองแบบดั้งเดิมกับมุมมองแบบสมัยใหม่ จากความเชื่อดั้งเดิมที่วัยชราเริ่มต้นที่อายุประมาณ 60 หรือ 65 ปี (อายุเกษียณตามปกติ) แต่ด้วยข้อพิจารณาทางชีววิทยาพบว่า งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นถึง "จุดเปลี่ยน" เช่น การลดลงอย่างฉับพลันของการผลิตเซลล์เม็ดเลือดหลังจากอายุ 70 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพอย่างกะทันหัน ตามที่นิวไซเอนทิสต์กล่าวได้ไว้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายปรากฏเมื่ออายุ 80 ปี ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ/กระดูกลดลง และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลงเป็นเรื่องปกติ จึงจำเป็นต้องมีการดูแลสุขภาพเชิงรุก ความสามารถในการคิดและการรับรู้ของคนเราหลังจากอายุ 50 ปีนั้นได้รับอิทธิพลจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ทำ โดยมีแนวทาง 7 ประการเพื่อให้คงไว้ซึ่งชีวิตที่อ่อนเยาว์ในวัยชราได้แก่
1. การดูแลสมรรถภาพทางกาย โดยเฉพาะการทำงานและโครงสร้างของสมองซึ่งได้รับอิทธิพลจากกิจกรรมต่าง ๆ
2. การกระตุ้นทางจิตใจมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้คนสามารถลดภาวะสมองเสื่อมได้ด้วยการฝึกฝนทางจิตใจ ด้วยทัศนคติเชิงบวก การคงไว้ซึ่งทัศนคติที่ดี ความรู้สึกขอบคุณ และการมองไปข้างหน้า ช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดีเมื่ออายุมากขึ้น
3. การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก "ยิ่งเราเรียนรู้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเรียนรู้ได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะสามารถส่งผลกระทบทางสรีรวิทยาอย่างลึกซึ้งต่อสมองได้"
4. ความเครียดสูงและต่อเนื่องเป็นเวลานานส่งผลเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อความจำของมนุษย์
5. การมีชีวิตที่ยังคงมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมช่วยได้มาก "คนที่รักษาปฏิสัมพันธ์ทางสังคมไว้มาก จะรักษาความเฉียบคมทางจิตใจได้นานกว่า"
6. การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่อุดมไปด้วยผลไม้ ผัก และปลา มีผลอย่างมากต่อการชะลอความเสื่อมถอยของความรู้ความเข้าใจในวัยชรา
7. มีการคิดถึงคนรุ่นใหม่ในอนาคตด้วย

สำหรับบ้านเราแล้ว สถานการณ์ที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับวัยแรงงานและเด็ก จนส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และระบบสวัสดิการโดยรวม ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และกำลังมุ่งสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged society) อันเนื่องมาจาก อัตราการเกิดลดลง อายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น การย้ายถิ่นของแรงงาน ฯลฯ ซึ่งส่งผลกระทบที่สำคัญคือ 
- วัยแรงงานลดลง ผลิตภาพ และการเติบโตมีแนวโน้มชะลอตัวลง
- ความต้องการดูแลโรคเรื้อรังและการดูแลระยะยาวเพิ่ม
- ภาระบำนาญและงบประมาณรัฐสูงขึ้น
- โดยที่ปัจจุบันสังคมไทยมีครอบครัวขนาดเล็กลง ผู้สูงอายุจึงต้องอยู่ตามลำพังมากขึ้น

ดังนั้นสังคมไทยโดยรวมในทุกภาคส่วนจึงต้องมีแนวทางในการรองรับดังนี้:
- การส่งเสริม การทำงานของผู้สูงอายุ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
- การพัฒนา ระบบดูแลระยะยาว (LTC) เทคโนโลยีด้านการส่งเสริมและการดูแลสุขภาพ
- ปรับ นโยบายแรงงาน การออม และสนับสนุนให้มีลูกเพิ่มขึ้น
- การออกแบบเมืองและบริการที่มีสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ (Age-friendly)

ผู้เขียนเองมีอายุครบ 60 ปีในปีที่ผ่านมา แต่มีความตั้งใจอย่างยิ่งว่าจะไม่หยุดทำงาน จนกว่าร่างกายจะไม่ไหวจริง ๆ เพราะพบว่าผู้ที่เกษียณแล้วการหยุดทำงานส่วนมากนั้นกลับมีปัญหาด้านสุขภาพ และอาจทำให้อายุขันสั้นลง ดังนั้นการทำงานของผู้สูงอายุเท่าที่ทำได้และทำไหว จึงถือว่าเป็น “ยาอายุวัฒนะ” อีกขนานหนึ่งเช่นกัน

ส่องสมรภูมิการเลือกตั้ง 2569 กับ 4 ประเภท 'ร่างทรงนักการเมือง' จากทายาทตระกูลดังยันร่างทรงต่างชาติ คนไทยต้องรู้เท่าทันใครคือตัวจริงที่ต้องระวัง?

โผร่างทรงการเมืองไทย ก่อนเลือกตั้ง 2569 กับเบื้องลึก 4 กลุ่มทุนหนุนนักการเมือง ทั้งทุนเทา - ครอบครัว-ต่างชาติ ใครบงการใคร?

ปีใหม่ปีนี้คงไม่มีอะไรคึกคักไปกว่า 2 สิ่ง เรื่องแรกคือการไปมูช่วงปีใหม่เพื่อขอโชคขอลาภในปีใหม่ที่จะมาถึง อีกเรื่องคือเรื่องเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงหลังปีใหม่ก็เป็นกระแสไม่น้อยเช่นกัน  ทำให้ช่วงนี้ผู้ที่ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นน่าจะเป็นเหล่าหมอดูและร่างทรงต่างๆ  ว่ากันแล้วเอย่าขอยกเอาเรื่องร่างทรงรุ่นใหม่ที่เหมาะกับช่วงเวลานี้มาเล่าสู่กันฟังแล้วกันนะคะ โดยเฉพาะช่วงใกล้เลือกตั้งแบบนี้เราจะเห็นร่างทรงพวกนี้มากมาย มีประเภทไหนบ้างมาดูกันค่ะ

กลุ่มแรกคือ ร่างทรงครอบครัว ร่างทรงรุ่นนี้เป็นตัวแทนของครอบครัวนักการเมืองขึ้นมาเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของครอบครัว  ส่วนใหญ่เป็นรุ่นใหม่ ไร้ประสบการณ์ อยู่ใต้เจตนารมณ์ของผู้ปกครอง แต่อาจจะได้ใจคนรุ่นใหม่เพราะวัยเดียวกัน

รุ่นต่อมาคือ ร่างทรงนายทุน รุ่นนี้มีมานานแล้วแต่นับวันจะลดลงเพราะนายทุนเริ่มรู้ว่าการสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดทางธุรกิจ นายทุนยุคใหม่จึงมุ่งเน้นการสนับสนุนแบบจำเพาะหรือไม่ก็จ่ายทุกขาจะได้ไม่มีปัญหาเวลาเปลี่ยนขั้ว  แต่เช่นกันเมื่อนายทุยรายใดใหญ่มากพออาจจะไม่ต้องจ่ายเลยเพราะถึงเวลาร่างทรงเหล่านี้จะวิ่งมาขอให้สนับสนุนเอง

กลุ่มต่อมาคือ ร่างทรงเทา  กลุ่มนี้เป็นร่างทรงของพวกธุรกิจสีเทาทุกรูปแบบ ตั้งแต่ทำหวย ทำบ่อน ยันสแกมเมอร์ ทำทุกอย่างเพื่อเปิดโอกาสฟอกขาวให้กลุ่มธุรกิจนี้ โดยไม่ระบุสัญชาติไหน

สุดท้ายคือ ร่างทรงต่างชาติ กลุ่มนี้น่ากลัวที่สุด เพราะกลุ่มนี้เข้ามาเพื่อพยายามปรับนโยบายของชาติอย่างทีละเล็กทีละน้อย พยายามเอาคนของตนมาเป็นกรรมาธิการต่างๆ เช่นพวกแรงงานหรือระหว่างประเทศเพื่อผลักดันคนต่างชาติให้มีสิทธิ์ มีเสียง มีเสรีเท่าคนไทย พวกนี้จะทำงานเป็นระบบใช้ระยะเวลานานนับสิบๆปี ส่งต่อโปรเจกต์กันรุ่นต่อรุ่น ค่อย ๆ บั่นทอนและลดอำนาจที่คอยขัดขวางกลุ่มของตนหรือประเทศที่ให้การสนับสนุน ซึ่งคนเหล่านี้จะเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ และพยายามจะเป็นร่างทรงทั้งในสภาสูงและสภาล่าง

เลือกตั้งรอบนี้  อยากได้ร่างทรงแบบไหนคนไทยทุกคนมีอำนาจมากที่สุดวันเดียวนะคะ  ในอดีตเราไม่มีโซเชียล ความตื่นรู้อาจจะไม่เท่าสมัยนี้  เอย่าก็หวังว่าอำนาจที่อยู่ในมือทุกคนขอให้ใช้มันกับร่างทรงเพื่อประเทศชาติและเพื่อประชาชนทุกคนอย่างแท้จริงนะคะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top