Tuesday, 14 July 2026
COLUMNIST

ถอดรหัส BRN !! เครือข่ายความรุนแรงชายแดนใต้ กับเป้าหมายเฉือนแผ่นดินไทย เกมแบ่งแยกปลายด้ามขวาน เขย่าความมั่นคงไทยไม่สิ้นสุด

BRN ขบวนการเฉือนแผ่นดินปลายด้ามขวานทอง
ร่วมผลักดันความเถื่อนโดยพรรคล้มล้างสถาบัน  

นับได้เกิน ๖๐ ปีแล้วในวันนี้ ที่ “แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี" หรือ “BRN” ก่อกำเนิดขึ้นมา และได้แทรกซึมอาศัยอยู่ปลายด้ามขวานทองมาช้านาน เป็นขบวนการที่ใช้ “แนวคิดทางศาสนา” ควบคู่กับ “ชาตินิยมมลายู” วางกับดักเอาไว้เพื่อล่อแนวร่วม ปัจจุบันถือเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพล และมีโครงสร้างของการจัดตั้งเข้มแข็งที่สุดในบรรดากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้

ยังมีกองกำลังติดอาวุธที่รู้จักกันในชื่อ "RKK" หรือหน่วยรบขนาดกะทัดรัด ที่เคลื่อนไหวเร็วในท้องถิ่น
เจตนาของ “BRN” ไม่ใช่แค่สร้างความวุ่นวาย แต่มีเป้าหมายทางการเมืองที่ชัดเจนนั่นคือการแบ่งแยกตัวออกเป็นเอกราช ต้องการสถาปนา "รัฐปัตตานี" หวังให้เป็นรัฐอิสระที่จะ “ปกครองตนเอง” มีพฤติกรรมไม่ยอมรับกฎหมายและอำนาจการปกครองของรัฐไทย

ยุทธศาสตร์ของ “BRN” มักใช้การต่อสู้แบบ “สงครามกองโจร" และการทำ "สงครามจิตวิทยา" โดยใช้ความรุนแรง เช่น การลอบวางระเบิด การซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยไม่สามารถควบคุมจัดการได้ ยังมีการจัดตั้งมวลชนแทรกซึมเข้าไปในโรงเรียนตาดีกา ปอเนาะ หรือชุมชน เพื่อสร้างแนวร่วมรุ่นใหม่เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน สร้างสถานการณ์ให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างชาวไทยพุทธ และชาวไทยมุสลิม เพื่อทำลายความสามัคคีในท้องถิ่น ส่วนนี้จะมีแนวทางคล้าย “พรรคส้มหลอกเด็กสามกีบ” ให้ไม่เคารพพ่อ แม่ และครูอาจารย์

วาทกรรมปลอม ๆ ที่ “BRN” ใช้ปลุกระดมก็คือ “ไทยยึดครองปัตตานีจากมาเลเซีย” คำกล่าวนี้คือประวัติศาสตร์เท็จ หรือ “มลายูต้องอยู่ประเทศมาเลเซีย” ที่เรามักได้ยิน ก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง ที่จริงของจริงคือ “ชาติพันธุ์มลายู” อยู่ประเทศไทยก็ได้ และสามารถสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยได้โดยไม่จำเป็นต้อง “แบ่งแยกแผ่นดิน” ออกจากประเทศไทย

แนวคิดขายฝันหลอกผู้คน โดยเอา “รัฐปัตตานี” มาล่อ ถือเป็นการ “แยกปลาออกจากน้ำ” เพื่อปลุกระดมหาแนวร่วมอ่อนต่อโลก ไม่ต่างจากนโยบาบของ “พรรคล้มสถาบัน” ที่หลอกคนรุ่นใหม่ว่าสถาบันกษัตริย์เป็นอันตรายต่อประชาชน ต้องล้มล้างทำลายสถานเดียวประเทศไทยถึงเจริญ 
“BRN” กับ “พรรคสามกีบ” จึงแยกกันไม่ออก ต่างมีแนวคิด และนโยบายที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศชาติไม่ต่างกัน

องค์การก่อการร้าย ตัว Top คือ NGO และ NED ที่มีสหรัฐ และยุโรป หนุนหลัง ที่มีเศรษฐี การเงิน จอร์จ โซรอส และ ตระกูลรอธส์ไชลด์ (ยิว) อยู่เบื้องหลัง
 
เจ้าของเงินทำลายประเทศ อื่นๆ โดยเฉพาะประเทศไทย ในรูปพรรคการเมือง ที่มี BRN ฝังตัวอยู่ในพรรคสารส้มรวมถึงเพื่อนบ้านที่ให้การสนับสนุนก่อการร้ายตามชายแดน

โดย แจ็ค รัสเซล

บอร์ดเกมหรือเครื่องมือปลูกฝัง? ถอดรหัสบอร์ดเกมประวัติศาสตร์ในพื้นที่เปราะบาง เมื่อประวัติศาสตร์ถูกบิดเป็นเกม ปลุกภาพจำแบ่งแยกในใจเด็กชายแดนใต้ สื่อการสอนชวนสงสัย ประวัติศาสตร์ถูกตีความ

บอร์ดเกมล้างสมอง? เมื่อประวัติศาสตร์ถูกใช้สร้าง “อัตลักษณ์ปลอม” ในเด็กชายแดนใต้

ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนี้สิ่งที่สังคมควรจับตาอาจไม่ใช่แค่โรงเรียนปอเนาะหรือครูบางคนที่มีแนวคิดสุดโต่งเท่านั้น แต่รวมถึง “สื่อการสอน” ที่ถูกส่งต่อให้เด็กและเยาวชนด้วย เพราะสื่อบางชิ้นไม่ได้พาเด็กให้เข้าใจประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน หากกลับเลือกหยิบอดีตบางช่วงมาเล่าใหม่ ตัดบริบทสำคัญออก แล้วค่อย ๆ สร้างภาพจำทางการเมืองให้ฝังในใจเด็ก โดยเฉพาะเมื่อมันถูกทำให้อยู่ในรูปแบบบอร์ดเกมหรือกิจกรรมที่ดูสนุกและสร้างสรรค์ เนื้อหาที่หนักและอ่อนไหวก็ยิ่งถูกส่งผ่านได้ง่ายขึ้น

“Patani Colonial Territory” คือบอร์ดเกมการ์ดที่ให้ผู้เล่นหยิบการ์ดเหตุการณ์มาเรียงเป็นไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ ภายใต้กรอบเรื่องเล่าเกี่ยวกับการ “ยึดครองปาตานี” โดยปัญหาของเกมนี้ไม่ได้อยู่แค่ว่าการ์ดบางใบจริงหรือเท็จ แต่คือการนำข้อมูลจริงบางส่วน ข้อมูลตัดตอน และข้อมูลที่ใส่ความหมายเกินจริง มาเรียงใหม่ภายใต้กรอบเดียวกัน จนประวัติศาสตร์ถูกเปลี่ยนจาก “ความรู้” ให้กลายเป็น “เครื่องมือสร้างอัตลักษณ์ทางการเมือง” ผู้เล่นไม่ได้ถูกพาให้เข้าใจความซับซ้อนของอดีต แต่ถูกพาให้รู้สึกว่ามีฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดินเดิม เป็นผู้ถูกกระทำ และอีกฝ่ายเป็นผู้รุกรานอยู่ตลอดเวลา

ตัวอย่างความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในบอร์ดเกมนี้ คือการนำข้อมูลคนละเหตุการณ์มาปะติดปะต่อจนกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เช่น การ์ดที่อ้างว่า “เชลยศึกปัตตานีถูกบังคับให้ขุดคลองแสนแสบในปี 1840” ซึ่งในทางประวัติศาสตร์จริง ในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น การขุดคลองแสนแสบใช้แรงงานชาวจีนที่รัฐว่าจ้างเป็นหลัก ขณะที่ผู้คนจากปัตตานีและหัวเมืองมลายูถูกกวาดต้อนเข้ามาในอีกช่วงหนึ่ง และถูกจัดให้อยู่ตั้งถิ่นฐาน ทำกิน และสร้างชุมชนตามแนวคลองภายหลัง ไม่ใช่แรงงานหลักในการขุด การนำสองบทบาทที่ต่างกันนี้มารวมกัน จึงทำให้เกิดภาพจำใหม่ที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และเป็นตัวอย่างของการ “สร้างความเข้าใจผิดผ่านการเรียบเรียงข้อมูล” มากกว่าจะเป็นการโกหกแบบตรง ๆ

หัวใจของปัญหาในการ์ดเกมนี้ไม่ใช่แค่ข้อมูลผิด แต่คือการสร้าง “อัตลักษณ์ปลอม” ผ่านประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการทำให้เด็กเชื่อว่ามี “ปาตานี” ในฐานะรัฐเอกราชที่เคยมีอยู่จริงและถูกรัฐไทยยึดครอง ทั้งที่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่นี้อยู่ในความสัมพันธ์แบบรัฐบรรณาการและหัวเมือง ไม่ใช่รัฐชาติสมัยใหม่อย่างที่เกมพยายามทำให้เข้าใจ คำอย่าง “ถูกรุกราน” “กู้อิสรภาพ” “ต่อต้านสยาม” หรือ “ประกาศอิสรภาพปาตานี” จึงไม่ใช่คำกลางทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นภาษาที่ตั้งต้นจากสมมติฐานทางการเมืองชัดเจน

ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าในอดีตเคยมีความขัดแย้งหรือไม่ เพราะแน่นอนว่าประวัติศาสตร์ย่อมมีการปะทะและการต่อรองอำนาจอยู่แล้ว แต่เมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นถูกหยิบมาใส่ในเกม พร้อมคำอธิบายที่ชี้นำไปทาง “ปลดแอก” หรือ “กู้เอกราช” ความหมายของประวัติศาสตร์ก็เปลี่ยนไปทันที เด็กจะไม่ได้เห็นบริบทของโครงสร้างอำนาจในอดีต ไม่ได้เห็นความสัมพันธ์แบบเมืองขึ้น เมืองบรรณาการ หรือพลวัตการเมืองในแต่ละยุค หากกลับถูกพาให้เข้าใจแบบง่าย ๆ ว่า มี “พวกเรา” ที่ถูกกระทำ และมี “พวกเขา” ที่เป็นศัตรู

ยิ่งน่าห่วงเมื่อสื่อแบบนี้อยู่ในมือเด็ก เพราะเด็กไม่ได้อ่านการ์ดแบบนักวิชาการ เด็กไม่แยกออกทันทีว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือการตีความ และอะไรคือการจัดฉากทางอารมณ์ เด็กรับสารผ่านความรู้สึกก่อนเหตุผลเสมอ และเมื่อเรื่องเล่าถูกทำให้เป็น “เกม” เด็กก็ไม่ได้แค่อ่าน แต่กำลังเล่นและมีส่วนร่วมกับมันโดยตรง นั่นทำให้สื่อประเภทนี้ทรงพลังกว่าสื่อทั่วไป

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ บางการ์ดไม่ได้หยุดอยู่แค่การเล่าความขัดแย้งในอดีต แต่แตะไปถึงความรุนแรงโดยตรง เช่น เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ"กลุ่มติดอาวุธและการสังหารเจ้าหน้าที่ไทย " คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือเนื้อหาแบบนี้เหมาะหรือไม่ที่จะถูกส่งต่อในรูปแบบบอร์ดเกมให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยเฉพาะช่วงวัย 7–15 ปี เพราะเรื่องเช่นนี้เกี่ยวข้องกับความตาย ความขัดแย้ง และความชอบธรรมของการใช้ความรุนแรง ซึ่งหากไม่มีการอธิบายอย่างรอบด้าน เด็กย่อมรับสารในเชิงอารมณ์ก่อนเสมอ

ตามหลักการศึกษา สื่อการสอนที่ดีต้องอธิบายให้ครบว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร มีเงื่อนไขอะไร มีผลกระทบอย่างไร และทำไมความรุนแรงจึงไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ แต่หากเป็นเพียงเกมที่ให้เด็กหยิบการ์ด อ่านข้อความสั้น ๆ แล้วจดจำคำอย่าง “กู้อิสรภาพ” “ต่อต้านสยาม” หรือ “สังหารเจ้าหน้าที่ไทย” โดยไม่มีบริบท ไม่มีการอภิปราย และไม่มีมุมมองหลายด้านประกอบ นั่นไม่ใช่การเรียนรู้ที่สมบูรณ์ แต่เป็นการส่งต่อข้อมูลดิบที่มีอารมณ์นำเหตุผล

ในมุมนี้ การที่มีบุคคลสาธารณะอย่าง รอมฎอน ปันจอร์ ส.ส. พรรคประชาชน เข้ามามีบทบาทนำเกมลักษณะนี้เข้าสู่สังคมมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะผู้ทำงานการเมืองย่อมควรรู้ดีว่าพื้นที่นี้มีความเปราะบางสูง และเรื่องประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และความทรงจำร่วม เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เมื่อยังมีการนำสื่อที่ใช้ข้อมูลตัดตอน ภาษาชี้นำ และเสี่ยงต่อการสร้างความเข้าใจผิดเรื่อง “รัฐปาตานี” หรือ “การกอบกู้อิสรภาพ” เข้าไปอยู่ในกิจกรรมกับเยาวชน สังคมจึงมีสิทธิ์ตั้งคำถามได้เต็มที่ว่าเหมาะสมหรือไม่ และได้คิดถึงผลกระทบระยะยาวต่อเด็กแล้วจริงหรือยัง

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ เส้นทางไปสู่ความสุดโต่งไม่ได้เริ่มจากอาวุธเสมอไป แต่มักเริ่มจาก “อัตลักษณ์” ก่อน เริ่มจากการทำให้เด็กรู้สึกว่าตนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐ เริ่มจากการทำให้เชื่อว่าตนมีบาดแผลร่วมและมีภารกิจบางอย่างต้องสืบต่อ เมื่อเรื่องเล่าเช่นนี้ถูกส่งผ่านซ้ำ ๆ โดยไม่มีการเปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถาม มันก็อาจค่อย ๆ ผลักเด็กออกห่างจากการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้

ดังนั้น ปัญหาของบอร์ดเกมชุดนี้จึงไม่ใช่เพียง “ข้อมูลผิด” แต่คือมันกำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างอัตลักษณ์แบ่งแยกในหมู่เยาวชนอย่างชัดเจน และนั่นคือสิ่งที่ไม่ควรถูกปล่อยให้เกิดขึ้นในระบบการศึกษา ไม่ว่าจะในโรงเรียนปอเนาะหรือพื้นที่เรียนรู้อื่นใดก็ตาม สื่อแบบนี้ไม่ควรถูกปล่อยให้แทรกซึมเข้าไปในกระบวนการเรียนรู้ของเด็กโดยไม่มีการตรวจสอบ

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานความมั่นคง และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ต้องลงไปตรวจสอบอย่างจริงจังว่าสื่อการสอนแบบใดกำลังถูกใช้กับเด็ก เนื้อหาแบบใดกำลังถูกส่งต่อในห้องเรียน และสิ่งนั้นเป็น “ความรู้” หรือกำลังเป็น “การปลูกฝังอัตลักษณ์แบ่งแยก” กันแน่ หากพบว่าสื่อดังกล่าวถูกใช้เพื่อสร้างความเข้าใจผิดและบ่อนทำลายพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน ก็สมควรถูกนำออกจากพื้นที่การเรียนรู้อย่างชัดเจน

ท้ายที่สุด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเมื่อ “อัตลักษณ์ปลอม” ถูกสร้างผ่านการศึกษา วันหนึ่งมันอาจเติบโตกลายเป็นความเข้าใจผิดที่หยั่งรากลึก และกลายเป็นเชื้อไฟของความขัดแย้งรุ่นใหม่ได้

ที่มา : ปราชญ์ สามสี

ฮุน มาเนต มาแปลก!! ผ่อนคลายความตึงไทย–กัมพูชา หันเจรจาทวิภาคีมากขึ้น ลดบทศาลโลก เปิดทางสันติวิธี ยังสงวนสิทธิยกระดับข้อพิพาท

ฮุน มาเนต เปลี่ยนหมากชายแดน ลดบทศาลโลก หันโต๊ะเจรจาไทย ทั้งที่ไทยยืนกรอบทวิภาคีมาตั้งแต่ต้น

วันที่ 16 เมษายน 2569 สถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชามีสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น หลังสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ปรับท่าทีสำคัญต่อแนวทางแก้ไขข้อพิพาทชายแดน โดยหันมาให้น้ำหนักกับการเจรจาแบบทวิภาคีกับไทย มากกว่าการเดินหน้าใช้กระบวนการผ่านศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก

รายงานจาก Phnom Penh Post ระบุว่า การเปลี่ยนท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการเดินทางกลับจากฝรั่งเศสในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 โดยผู้นำกัมพูชามองว่า การพูดคุยโดยตรงระหว่างสองประเทศเป็นแนวทางที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่า เมื่อเทียบกับการยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาลระหว่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลานานและมีขั้นตอนซับซ้อน

ท่าทีใหม่นี้นับว่าใกล้เคียงกับจุดยืนของรัฐบาลไทยที่ยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่า ปัญหาชายแดนควรได้รับการแก้ไขผ่านกลไกทวิภาคีและการทูตโดยตรงระหว่างสองประเทศ มากกว่าการยกระดับข้อพิพาทไปยังเวทีระหว่างประเทศ จึงสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายเริ่มมีจุดร่วมทางนโยบายมากขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า

ฮุน มาเนต ระบุว่า หากช่องทางการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชายังเปิดอยู่ ก็ควรใช้กลไกดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงความตึงเครียด และลดโอกาสการเผชิญหน้าในพื้นที่อ่อนไหวตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นประเด็นเปราะบางที่ยืดเยื้อมายาวนาน อย่างไรก็ตาม กัมพูชายังคงสงวนสิทธิที่จะนำข้อพิพาทเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ หากสถานการณ์บานปลายหรือเกิดเหตุรุนแรงขึ้นในอนาคต

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กัมพูชายังเปิดทางเลือกสำรองในการยกระดับประเด็นเข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สะท้อนว่าแม้จะหันมาเน้นโต๊ะเจรจาเป็นหลัก แต่ก็ยังไม่ปิดประตูต่อการใช้กลไกระหว่างประเทศ หากเห็นว่าจำเป็น

การเปลี่ยนแนวทางครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการ “พลิกเกม” ทางการทูตของกัมพูชา และอาจช่วยให้ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาเริ่มคลี่คลายมากขึ้นในระยะสั้น แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการออกมา แต่ทิศทางต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของการเจรจา และความสามารถของทั้งสองฝ่ายในการบริหารจัดการประเด็นอ่อนไหวเรื่องเขตแดนและทรัพยากร ซึ่งยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ที่มา : ปราชญ์ สามสี

เปิดตำนาน “นางสงกรานต์” ส่องความเหมือนที่แตกต่าง ของ “นางสงกรานต์” ในอุษาคเนย์ ตำนานร่วม ความเชื่อต่าง ในวันปีใหม่ เหมือนกันแค่ไหน ต่างกันอย่างไร

ความเหมือนที่แตกต่างของนางสงกรานต์ในอุษาคเณย์

สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกคนนะคะ​ขอบคุณที่ตามเอย่ามาตลอดและขอบคุณที่เป็นแฟนคลับของ​ THE STATES TIMES ​ กันมาอย่างเหนียวแน่นตลอดปีที่ผ่านมา​  ไหนๆวันนี้ก็เป็นวันปีใหม่ไทย​และแต่ละปี​ เราก็จะมีนางสงกรานต์ออกมาไม่ซ้ำกัน​เลย​ แต่เอาเป็นว่าเอย่าจะมากางความเชื่อเรื่องนางสงกรานต์ในอุษาคเณย์มาให้ทราบกันดีกว่าว่าจะมีความเหมือนที่แตกต่างกันอย่างไร

เริ่มจากประเทศสายเคลมอย่างแสกมโบเดีย​เฮ้ย​กัมพูชา​เพื่อนบ้านสายเคลมของเรา​  ก็อย่างที่ทราบกันนะคะว่าเขาพยานามเปลี่ยนชื่อเทศกาล​ จอลชนัมทเมย​ซึ่งแปลว่าปีใหม่เป็นสงกรานต์​ แต่ถ้าไม่นับเรื่องเคลมแบบ​ ก๊อป-วาง แล้วละก็​ ฝั่งเขมรเขาก็มีนางสงกรานต์นะคะ​ แต่ชาวเขมรจะเรียกนางสงกรานต์​ แต่จะเรียกว่า​ เทวะตาชนัมทะเม็ย​ ซึ่งแปลว่า​เทพธิดา​ปีใหม่​นั่นเอง​ โดยเทพธิดาปีใหม่ของเขมรจะมี​ 7​องค์​เป็นบุตรีของพระพรหมแบบเดียซกับไทย​โดยแต่ละปี​จะเป็นใคร​  ทรงชุดแบบไหน​ถืออะไร​มาเมื่อไหร่จะมีการระบุชัดเจน​โดยการลงมาจะคำนวณในรูปแบบโหราศาสตร์เขมร​ที่จะต่างจากไทย​ โดยชาวเขมรจะมีการจัดโต๊ะสักการะบูชาต้อนรับ​ ซึ่งจะไม่ได้มุ่งเน้นเกี่ยวกับการทำนายเหมือนไทย​ แต่ในปีนี้เอย่าก็ไม่รู้นะว่าจะเหมือนไหม​เพราะเห็นว่าจะก๊อป-วางทุกเทศกาลจากไทยแล้ว

ส่วนในประเทศลาว​ นางสงกรานต์แทบจะเหมือนไทยเลย​ แต่ทางลาวไม่ได้ให้ความสำคัญกับนางสงกรานต์เท่าไร​ แต่ให้ความสำคัญเรื่องพิธีกรรมทางศาสนามากกว่า

ส่วนในพม่า​งานสงกรานต์พม่าหรือตะจ่านก็มีนางสงกรานต์เช่นเดียวกัน​  ตำนานนางตะจ่าน​จะกล่าวถึง​ธิดาของพรหม เหมือนกัน ซึ่งโยงกับตำนาน ท้าวกบิลพรหม เช่นเดียวกับไทย​ แต่ไม่ได้มีการกล่าวว่ามี​ 7​องค์แต่อย่างใด​ โดยบางตำนานกล่าวว่า​นางตะจ่านเป็นลูกของพรหมหลายองค์​ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การดูแลเศียรของพรหม​ ดังนั้นในพม่าจะเรียกนางตะจ่านว่า​ ​ติง-จาน มิน-ทะ-มี-มยา​ซึ่งแปลว่า​เจ้าหญิงตะจ่านนั่นเอง

ชาวพม่าในช่วงตะจ่านจะให้ความสพำคัญกับ​ เทพตะจะเมง หรือ​พระอินทร์​มากกว่า​ เพราะเป็นเทพที่ลงมายังโลกมนุษย์ในช่วงปีใหม่​เพื่อมาดูว่าใครทำดี​ทำชั่ว​ เหมือนเป็นผู้บันทึกกรม​นั่นทำให้ชาวพม่าส่วนใหญ่จะเข้าวัด ทำบุญในช่วงนี้มากเช่นเดียวกับวันสำคัญทางศาสนา

และนี่คือความเหมือนที่แตกต่างเกี่ยวกับนางสงกรานต์ในอุษาคเณย์ของเรา​สวัสดีปีใหม่ทุกคนคะ

ที่มา : AYA

คลายปริศนาคดีลอบปลงพระชนม์ คดีลอบปลงพระชนม์ซาเรวิชแห่งรัสเซีย บทวิเคราะห์เหตุสะเทือนราชวงศ์ เมื่อความหวาดกลัวการสูญเสียอำนาจปะทุ เป็นความรุนแรงในญี่ปุ่นยุคเปลี่ยนผ่าน

คลายปริศนาคดีลอบปลงพระชนม์ ซาเรวิช นิโคลัส อเล็กซานโดรวิช

แห่งรัสเซีย : ใครอยู่ในเหตุการณ์ และอะไรคือความจริงของวันนั้น

ท่านรู้หรือไม่ว่า ก่อนที่ซาเรวิช นิโคลัส อเล็กซานโดรวิช แห่งรัสเซีย จะขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 นั้น พระองค์เคยเกือบสิ้นพระชนม์จากเหตุลอบปลงพระชนม์ระหว่างเสด็จเยือนญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1891 เหตุการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงคดีอาญาธรรมดา หากยังเป็นหน้าต่างสำคัญที่เปิดให้เราเห็นการเมืองญี่ปุ่นปลายยุคเมจิ ความหวาดระแวงต่อมหาอำนาจ และแรงกดดันของรัฐสมัยใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเข้มข้น.

ในความเห็นของข้าพเจ้า หากเรามองคดีนี้เพียงว่าเป็นการที่ตำรวจญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อ ทสุดะ ซันโซ ใช้อาวุธฟันรัชทายาทรัสเซีย เราอาจเข้าใจเพียงเปลือกของเหตุการณ์ แต่ยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของมัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นที่เมืองโอสึในวันนั้น สะท้อนให้เห็นว่าญี่ปุ่นกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญของประวัติศาสตร์ คือรอยต่อระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ ระหว่างระบอบศักดินากับรัฐสมัยใหม่ และระหว่างความทะเยอทะยานของชาติที่ต้องการยืนเคียงข้างมหาอำนาจ กับความหวาดกลัวลึก ๆ ว่าตนยังไม่แข็งแรงพอจะรับมือกับแรงกดดันจากภายนอก.

ข้อเท็จจริงที่มั่นคงที่สุดของคดีนี้ก็คือ นิโคลัสถูกโจมตีเพียงครั้งเดียวในญี่ปุ่น ระหว่างอยู่ในขบวนรถลากที่เมืองโอสึ  ผู้ลงมือคือทสุดะ ซันโซ ซึ่งเป็นตำรวจคุ้มกันญี่ปุ่น ส่วนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และมีบทบาทสำคัญ ได้แก่ เจ้าชายจอร์จแห่งกรีซและเดนมาร์ก พระญาติของนิโคลัส ผู้ใช้ไม้เท้าเข้าขัดขวาง และคนลากรถญี่ปุ่นอีกสองคนที่เข้าช่วยจับกุมผู้ก่อเหตุไว้ได้ ดังนั้น หากถามว่าใครอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น คำตอบก็คือมีทั้งผู้ถูกทำร้าย ผู้ลงมือ ผู้เข้าขวาง และผู้ช่วยยุติเหตุร้ายครบถ้วน มิใช่เรื่องลึกลับแบบนิทานประวัติศาสตร์แต่อย่างใด.

จากข้อมูลหาได้ทั่วไปเกี่ยวกับทัศนะของ ทสุดะ ซันโซ ได้ระบุว่า..."ตัวเขาไม่พอใจที่ซาเรวิชไม่ให้เกียรติราชวงศ์ญี่ปุ่น แทนที่จะไปถวายความเคารพจักรพรรดิเมจิก่อนแต่กลับเลือกออกมาเที่ยวเล่น ซ้ำยังแสดงท่าทีไม่เคารพต่อหลุมศพทหารญี่ปุ่นที่สละชีพเพื่อชาติ ซันโซมองว่าการกระทำของรัสเซีย เป็นการแสดงออกทางอ้อมว่าตัวเองเหนือกว่าญี่ปุ่น"

แต่สิ่งที่ทำให้คดีนี้น่าพิจารณาในเชิงวิชาการ มิใช่เพียงคำถามว่า “ใครทำ” หากคือคำถามว่า “เหตุใดเขาจึงทำ” และสำหรับข้าพเจ้า คำตอบนี้ไม่อาจอธิบายด้วยคำว่าอารมณ์ชั่ววูบหรือความบ้าคลั่งเพียงอย่างเดียว แม้จะมีข้อเสนอจากนักประวัติศาสตร์บางส่วนว่าทสุดะอาจมีความไม่มั่นคงทางจิตใจ หรือมีลักษณะหวาดระแวง แต่หากเราจะวิเคราะห์อย่างจริงจัง เราจำเป็นต้องวางเขาไว้ในบริบทของญี่ปุ่นปลายยุคเมจิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมทั้งสังคมกำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรง.

ญี่ปุ่นในเวลานั้นมิได้ “ซบเซา” ในความหมายของการหยุดนิ่ง หากกลับกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ทว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เองที่สร้างความกดดันขึ้นในทุกระดับ รัฐกำลังพยายามรวมศูนย์อำนาจ ปรับกองทัพ ปรับระบบราชการ และวางตนให้เป็นชาติสมัยใหม่ที่คู่ควรแก่การยอมรับจากโลกตะวันตก แต่ในอีกด้านหนึ่ง กระบวนการเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าสถานะเดิมของตนถูกพรากไป โดยเฉพาะคนที่มีรากจากระเบียบแบบเก่า ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ทสุดะ ซันโซ อาจมิใช่เพียงตำรวจธรรมดา หากเป็นหนึ่งในผลผลิตของความตึงเครียดจากการเปลี่ยนผ่านทางสังคมด้วย.

ยิ่งไปกว่านั้น ข้าพเจ้าเห็นว่า ญี่ปุ่นในห้วงเวลานั้นกำลังพัฒนาลัทธิชาตินิยมอย่างจริงจัง ไม่ใช่ในความหมายของความรักชาติแบบอารมณ์ลอย ๆ หากเป็นความรักชาติแบบการเมืองสมัยใหม่ ที่รัฐเป็นผู้จัดวางและผลิตซ้ำขึ้นผ่านกฎหมาย การศึกษา ระบบราชการ และอุดมการณ์สาธารณะ ภายหลังรัฐธรรมนูญเมจิ ค.ศ. 1889 และพระราชโองการว่าด้วยการศึกษา ค.ศ. 1890 ญี่ปุ่นยิ่งตอกย้ำให้ความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิและรัฐกลายเป็นศูนย์กลางของศีลธรรมสาธารณะและการปลูกฝังพลเมืองรุ่นใหม่ กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายใต้โลกที่ถูกครอบงำด้วยลัทธิล่าอาณานิคม ญี่ปุ่นจึงมิได้เพียงต้องการเอาตัวรอดจากมหาอำนาจตะวันตกเท่านั้น แต่ยังต้องการยกระดับตนเองให้ทัดเทียมมหาอำนาจเหล่านั้นด้วย

ด้วยเหตุนี้เอง ความรักชาติของญี่ปุ่นปลายยุคเมจิจึงค่อย ๆ พัฒนาไปในทิศทางที่ผูกโยงกับรัฐสมัยใหม่ และจิตสำนึกว่าชาติจะอ่อนแอไม่ได้ ***จึงเปลี่ยนจากผู้ถูกล่าเป็นผู้ล่าอาณานิคมเสียเอง*** เพราะหากอ่อนแอ ก็อาจตกเป็นเหยื่อของจักรวรรดินิยมเช่นเดียวกับประเทศอื่นในเอเชีย.

เมื่อมองให้กว้างขึ้นไปอีก คดีนี้ยังต้องอธิบายผ่านบริบทของการเมืองระหว่างประเทศ เพราะเวลานั้นรัสเซียคือมหาอำนาจใหญ่ที่กำลังแผ่อิทธิพลในเอเชียเหนือและตะวันออก ส่วนญี่ปุ่นยังอยู่ในช่วงที่กำลังเร่งสร้างภาพลักษณ์และอำนาจของตนในเวทีโลก กล่าวให้ตรงก็คือ ญี่ปุ่นต้องการให้โลกยอมรับว่าตนเป็นชาติศิวิไลซ์ มีสถาบัน มีระเบียบ และมีวุฒิภาวะพอจะยืนเคียงข้างมหาอำนาจตะวันตก แต่ในเวลาเดียวกัน ญี่ปุ่นก็หวาดกลัวว่าความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ตนถูกดูแคลน ถูกกดดัน หรือแม้กระทั่งถูกใช้เป็นข้ออ้างทางการทูตและการทหารจากรัฐที่ทรงพลังกว่า.

เพราะฉะนั้น การเสด็จเยือนของซาเรวิช นิโคลัส จึงไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยวหรือธรรมเนียมทางราชสำนักเท่านั้น หากเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ในสายตาของรัฐญี่ปุ่น พระองค์คือแขกผู้ทรงเกียรติที่ต้องได้รับการอารักขาอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในสายตาของคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่หวาดระแวงการขยายตัวของรัสเซีย พระองค์อาจถูกมองเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจต่างชาติที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ญี่ปุ่นมากขึ้นทุกที ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า แรงจูงใจของทสุดะอาจไม่ใช่เพียงความรู้สึกส่วนตัวต่อบุคคล หากยังเป็นการปะทุออกมาของความกลัวเชิงรัฐและความหวาดระแวงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สะสมอยู่ในสังคม.

หลังเกิดเหตุ ปฏิกิริยาของญี่ปุ่นยิ่งทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น จักรพรรดิเมจิทรงรีบเสด็จไปเยี่ยมด้วยพระองค์เอง รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งแสดงความเสียใจและควบคุมสถานการณ์อย่างถึงที่สุด ประชาชนจำนวนมากส่งสารขออภัย เพราะทุกฝ่ายตระหนักตรงกันว่า คดีนี้มิได้กระทบเพียงตัวนิโคลัส หากกระทบต่อเกียรติภูมิของญี่ปุ่นทั้งชาติ เหตุใดจึงต้องรีบเยียวยาถึงเพียงนั้น คำตอบในความเห็นของข้าพเจ้าก็คือ ญี่ปุ่นมิได้กลัวเพียงความโกรธของรัสเซีย แต่กลัวสายตาของโลกตะวันตกที่อาจตัดสินทันทีว่าญี่ปุ่นยังไม่ใช่รัฐสมัยใหม่ที่ควบคุมตนเองได้จริง.

ในอีกด้านหนึ่ง คดีนี้ยังเผยให้เห็นความพยายามของญี่ปุ่นที่จะพิสูจน์ตนเองผ่านหลักกฎหมายและสถาบันของรัฐ แม้ว่ารัฐบาลต้องการลงโทษผู้ก่อเหตุอย่างหนักเพื่อกอบกู้เกียรติและลดแรงกดดันทางการเมือง แต่ศาลกลับไม่ยอมตีความกฎหมายเกินขอบเขตเพียงเพื่อสนองอารมณ์ของรัฐ นี่คือจุดที่ทำให้คดีโอสึมีความสำคัญเกินกว่าการเป็นข่าวอาชญากรรม เพราะมันสะท้อนว่าญี่ปุ่นกำลังพยายามแสดงต่อโลกว่า ตนมิใช่รัฐที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์อับอายหรือความกลัวเพียงอย่างเดียว หากเป็นรัฐที่กำลังสร้างระบบกฎหมายและสถาบันให้มั่นคงตามแบบสมัยใหม่ด้วย.

ส่วนปริศนาที่ทำให้คนรุ่นหลังมักสับสน คือเหตุใดภาพของวันนั้นจึงไม่เหมือนกันเลย บางภาพดูเหมือนเหตุเกิดในพื้นที่โล่ง บางภาพชวนให้เข้าใจว่าเป็นการโจมตีบนเรือ บางภาพกลับทำให้ผู้ก่อเหตุคล้ายซามูไรหรือนินจา สำหรับข้าพเจ้า เรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนว่าความจริงของเหตุการณ์ซับซ้อนนัก หากสะท้อนว่าสื่อและภาพข่าวในปลายศตวรรษที่ 19 มักสร้าง “ภาพแทน” ขึ้นมาเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ผู้ชม มากกว่าจะถ่ายทอดข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้น ภาพที่ประหลาดและแตกต่างกันจำนวนมาก จึงเป็นผลของการตีความ การแต่งเติม และจินตนาการเชิงสื่อ มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่ามีหลายเหตุการณ์จริง.

ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า การคลี่คลายปริศนาคดีนี้ ต้องเริ่มจากการแยกภาพลวงออกจากข้อเท็จจริงก่อน แล้วจึงค่อยย้อนกลับมามองว่า เหตุการณ์จริงเพียงครั้งเดียวบนถนนแคบที่โอสึนั้น ถูกขยายความหมายทางการเมืองอย่างไรในยุคสมัยของมัน และถูกบิดรูปผ่านสื่ออย่างไรในเวลาต่อมา เมื่อเราทำเช่นนั้น เราจะเริ่มเห็นว่า คดีนี้มิใช่เพียงเหตุลอบปลงพระชนม์ที่เกือบสำเร็จ หากเป็นภาพสะท้อนขนาดย่อของญี่ปุ่นปลายยุคเมจิทั้งประเทศ.

ท้ายที่สุด หากจะสรุปในเชิงวิเคราะห์ ข้าพเจ้าขอเสนอว่า เหตุลอบปลงพระชนม์ซาเรวิช นิโคลัส อเล็กซานโดรวิช แห่งรัสเซีย ที่เมืองโอสึนั้น เป็นผลจากแรงกดดันหลายชั้นซ้อนกัน ทั้งความคับข้องของปัจเจกภายใต้การเปลี่ยนผ่านของสังคม การก่อรูปของลัทธิชาตินิยมแบบรัฐสมัยใหม่ ความหวาดระแวงต่อมหาอำนาจรัสเซีย ความเปราะบางของญี่ปุ่นที่กำลังดิ้นรนจะเป็นรัฐสมัยใหม่ และความกลัวว่าจะเสียเกียรติในสายตาโลก หากจะกล่าวให้กระชับที่สุด ดาบที่ฟันลงในวันนั้นอาจมีมือของทสุดะ ซันโซ เป็นผู้กุมไว้ แต่แรงที่ผลักดันดาบเล่มนั้น แท้จริงแล้วมาจากทั้งยุคสมัยและการเมืองระหว่างประเทศร่วมกัน.

ปราชญ์ สามสี

เบื้องหลัง “กองทัพสิงคโปร์” เปิดตำนานความร่วมมือสิงคโปร์-อิสราเอล จากปฏิบัติการลับสู่กองทัพแถวหน้าอาเซียน จุดเริ่มต้นจากความช่วยเหลือของอิสราเอล สิงคโปร์ซ่อนบทบาทอิสราเอลภายใต้ชื่อ “ชาวเม็กซิกัน”

The Mexican Cover-up

ปฏิบัติการก่อตั้งกองทัพสิงคโปร์ภายใต้ความช่วยเหลือของอิสราเอล

สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประเทศเกาะเล็ก ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งแยกตัวออกจากมาเลเซียเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1965 และกลายเป็นประเทศเอกราชด้วยนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ สิงคโปร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเต็มรูปแบบกับอิสราเอล

อย่างไรก็ตามในช่วงแรก สิงคโปร์รักษาความสัมพันธ์กับอิสราเอลไว้ในระดับที่ไม่เปิดเผยมากนัก เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับปฏิกิริยาเชิงลบจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมอย่าง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งยังคงเป็นปรปักษ์กับอิสราเอล อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างอาหรับและอิสราเอล และทั้งสองประเทศยังคงไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลจนทุกวันนี้

จากบทความเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของสิงคโปร์ในวาระได้รับเอกราชครบ 10 ปีในปี 1975 กล่าวว่า ลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์มักกล่าวถึงสถานะที่เปราะบางของสิงคโปร์เมื่อเทียบกับ ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมุสลิมอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียว่า เปรียบเสมือน “อิสราเอลในทะเลมาเลย์-มุสลิม”

ในปี 1965 เมื่อสิงคโปร์แยกตัวออกจากมาเลเซีย ในเวลานั้น มีไม่กี่คนที่คิดว่าสิงคโปร์จะมีโอกาสอยู่รอดได้ด้วยตนเอง หรือแม้แต่เป็นประเทศประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจเช่นทุกวันนี้ จากการแยกตัวที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด สิงคโปร์จึงสูญเสียรากฐานทางเศรษฐกิจในมาเลเซียไป ในขณะที่การก่อความไม่สงบของคอมมิวนิสต์ในมาเลเซียเพิ่งจะสิ้นสุดลง ขณะที่อินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีซูการ์โนยังคงคุกคามความมั่นคง (Konfrontasi) ต่อมาเลเซีย และสิงคโปร์ก็ไม่รอดพ้นเช่นกัน  อีกทั้งขณะนั้น สงครามเวียดนามก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

นี่ขึงไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับรัฐเอกราชใหม่ของสิงคโปร์ สถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างยิ่งนี้ทำให้ผู้นำสิงคโปร์ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศที่มีความน่าเชื่อถืออย่างเป็นอิสระ นับตั้งแต่วันแรกที่เป็นประเทศเอกราชเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดต่อการดำรงอยู่ของสิงคโปร์

สิงคโปร์ได้ขอความช่วยเหลือจากหลายประเทศ เริ่มต้นจากศูนย์ ด้วยความจำเป็นที่จะต้องสร้างกองกำลังติดอาวุธขึ้นมาใหม่โดยเร่งด่วน และมีเพียงอิสราเอลเท่านั้นที่ตอบรับอย่างรวดเร็วมาก ไม่กี่สัปดาห์หลังจากการได้รับเอกราช ดร. โกห์ เค็ง สวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ได้เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อพบกับ มอร์เดไค คิดรอน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำกรุงเทพฯ เขาได้รายงานกลับไปยังอิสรเอล และหลังจากนั้นไม่กี่เดือนในสิ้นปีนั้นเอง อิสราเอลได้ส่งคณะผู้แทนทางทหารไปยังสิงคโปร์ ซึ่งประกอบด้วย พลเอก เรฮาวัม “คานธี” เซอีวี, พันเอก ยาคอฟ เอลาซารี, พันเอก เยฮูดา โกลัน และเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่งเพื่อให้คำแนะนำแก่สิงคโปร์ในการจัดตั้งกองทัพโดยอิงจากประสบการณ์ของกองทัพอิสราเอล (IDF)

เจ้าหน้าที่สิงคโปร์เรียกพวกเขาว่า "ชาวเม็กซิกัน" เพื่อปกปิดการปรากฏตัวของพวกเขา และความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ด้วยหวังว่ารูปลักษณ์ที่ดูเข้มของชาวอิสราเอลจะทำให้การปลอมตัวดูน่าเชื่อถือ เวลาไม่ถึงสองปีในเดือนกรกฎาคม 1967 ภายใต้การแนะนำของทีม IDF กองทัพสิงคโปร์ได้แต่งตั้งนายทหารชุดแรกจากหลักสูตรนายทหารฝึกหัด นี่เป็นก้าวสำคัญในการสร้างกองกำลังป้องกันประเทศที่น่าเชื่อถือ และเป็นมืออาชีพสำหรับสิงคโปร์ 

ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนอย่างยิ่งสำหรับสิงคโปร์ อังกฤษกำลังถอนกำลังทหารออกจากฝั่งตะวันออกของคลองสุเอซ รวมถึงฐานทัพในสิงคโปร์ หากปราศจากกองทัพอิสราเอล กองทัพสิงคโปร์ก็คงไม่สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามเพื่อปกป้องเกาะสิงคโปร์ และสร้างความมั่นใจให้กับชาวสิงคโปร์และนักลงทุนว่า สิงคโปร์มีความปลอดภัยและมีอนาคต

ดร.โกห์ได้กล่าวในภายหลังว่า “เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว มันเป็นเหมือนปาฏิหาริย์เล็ก ๆ ที่เราสามารถเริ่มต้นกองทัพของเราได้... หากปราศจากอิสราเอล เราคงทำไม่ได้ เรารู้สึกขอบคุณอิสราเอลเสมอที่ช่วยเหลือ และยืนหยัดเคียงข้างเราในช่วงเวลาที่เราต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก”

ในปี 1967 นายทหารนักเรียนนายร้อยคนแรกของสิงคโปร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหาร หลังจากสำเร็จหลักสูตรที่ดำเนินการโดยที่ปรึกษาจากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) นขณะที่ทหารเกณฑ์ชาวสิงคโปร์กว่า 9,000 นายได้รับการเกณฑ์เข้าสู่กองทัพ โดยได้รับการฝึกฝนจากที่ปรึกษาชาวอิสราเอลเช่นกัน

มรดกของอิสราเอลในฐานะมิตรที่ประเมินค่าไม่ได้ ซึ่งให้ความช่วยเหลือในช่วงเวลาที่สิงคโปร์อ่อนแอที่สุดยังคงอยู่กับชาวสิงคโปร์ ด้วยเชื่อว่า จุดเริ่มต้นของกองทัพสิงคโปร์ (SAF) โดยปัจจุบันเป็นกองทัพที่มีอุปกรณ์ครบครันที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาจาก “การกระทำแห่งศรัทธา” และ “ความเห็นอกเห็นใจ” ของอิสราเอลที่มีต่อรัฐที่กำลังเติบโต

นอกจากช่วยดูแลการจัดตั้งกองทัพสิงคโปร์แล้ว อิสราเอลก็ได้ขายอาวุธให้สิงคโปร์ด้วย ปัจจุบันกองทัพสิงคโปร์เป็นหนึ่งในกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังคงใช้รูปแบบเดียวกับกองทัพอิสราเอล (IDF) ปัจจุบันมีรายงานว่า อิสราเอลยังคงขายอาวุธให้สิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงรถถัง เรดาร์ และโดรน และเป็นที่ทราบกันดีว่าอุตสาหกรรมทางทหารของทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันในโครงการร่วมทุนเพื่อประมูลงานในประเทศอื่นๆ ตลอดจนการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ยังได้เพิ่มความร่วมมือด้านข่าวกรอง โดยทำงานร่วมกันเพื่อจัดการกับกลุ่มก่อการร้ายอิสลามที่ปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคนี้  รวมถึงฮิซบอลลาห์ อัล-เคดา และรัฐอิสลาม ซึ่งพยายามโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ทั้งสิงคโปร์ ตะวันตก และอิสราเอล

ลี กวน ยู เคยกล่าวกับนายพลชาวอิสราเอลผู้หนึ่ง ซึ่งช่วยก่อตั้งกองทัพสิงคโปร์ว่า “สิงคโปร์ได้เรียนรู้สองสิ่งจากอิสราเอลคือ วิธีที่จะเข้มแข็ง และวิธีที่จะไม่ใช้ความเข้มแข็งของเรา ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ล่าสุดของชิมอน เปเรส และรู้สึกประทับใจกับวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับอิสราเอลในปี 2048 ซึ่งเป็นเวลา 100 ปีหลังจากการก่อตั้งประเทศ เขาเชื่อมั่นว่า ในปี 2048 โลกจะดีขึ้นมากสำหรับอิสราเอลและตะวันออกกลาง พรมแดนจะมีความสำคัญน้อยลง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงชุมชนและเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน และจะผลักดันให้ผู้คนเปิดใจรับโลกมากขึ้น นี่คือมุมมองในแง่ดีจากบุคคลที่ใช้ชีวิตมายาวนานและได้เห็นสิ่งต่าง ๆ มากมาย”

ปัจจุบันทั้งสองประเทศใช้งานแพลตฟอร์มอาวุธยุทโธปกรณ์แบบเดียวกันหลายชนิด รวมถึงเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า ขีปนาวุธต่อต้านรถถังและต่อต้านอากาศยาน เครื่องบิน และเทคโนโลยีการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของระบบป้องกันภัยทางอากาศ ด้วยเหตุนี้ ประเภทเครื่องบินหลักของกองทัพอากาศอิสราเอลและสิงคโปร์จึงเกือบจะเหมือนกัน โดยทั้งสองประเทศใช้งานเครื่องบินขับไล่แบบ F-15E Strike Eagle, F-16 Fighting Falcon, F-35 Lightning II, เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าแบบ G550, เครื่องบินลำเลียงแบบ C-130 Hercules, เฮอลิคอปเตอร์โจมตีแบบ AH-64 Apache และ เครื่องบินฝึกขั้นสูงแบบ M-346 Master นอกจากนี้ยังใช้งานเรือดำน้ำที่คล้ายกันคือ เรือดำน้ำชั้น Dolphin และเรือดำน้ำชั้น Invincible ตามลำดับ ซึ่งเป็นรุ่นที่ใหญ่กว่าของเรือดำน้ำ Type 212 ของเยอรมัน

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

อ.ประพฤติ วิเคราะห์!! ถอดรหัส “ทรัมป์” ถอยจริง หรือแค่สับขาหลอก? ภายใต้เกมอำนาจที่เริ่มคุมไม่ได้ เมื่อสันติภาพอาจไม่ใช่ความเมตตา แต่คือการยอมจำนนต่อความจริง


“ทรัมป์” ถอยจริง หรือแค่สับขาหลอก?

ผมมองว่าท่าทีของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ แสดงออกกลับไปกลับมาและมีการใช้คำหยาบคายในบางช่วงเวลา เป็นกรอบคิดทางยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนมากกว่าเพียงแค่ "ความแปรปรวน" ของตัวบุคคล ด้วยเหตุุผล ดังนี้:

1. ภาวะสุญญากาศของความเชื่อถือ (Credibility Gap) และทฤษฎีคนบ้า (Madman Theory):

การแสดงออกที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของทรัมป์ในหน้าสื่อ ไม่ได้เป็นเพียงบุคลิกภาพส่วนตัว แต่เป็น "ยุทธศาสตร์ความไม่แน่นอน" เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง อย่างไรก็ตาม ในบริบทปัจจุบัน ความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของเขากำลังเผชิญกับวิกฤต เนื่องจากกฎหมายระหว่างประเทศและการปฏิบัติจริงในสนามรบไม่ได้เคลื่อนไปตาม "คำขู่" ของเขา 

การประกาศหยุดยิงชั่วคราวอาจมองได้ว่าเป็น "Strategic Retreat" (การถอยเชิงกลยุทธ์) เพื่อลดการเผชิญหน้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

2. ข้อจำกัดทางยุทธวิธีและจุดตายของภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Chokepoint):

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ต้อง "ยอมลง" คือความล้มเหลวในการจัดตั้งพันธมิตรเพื่อควบคุม ช่องแคบฮอร์มุส (Strait of Hormuz)

• กฎหมายทะเลและการปิดช่องแคบตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แม้อิหร่านจะไม่ได้เป็นภาคีในบางส่วน แต่การใช้สิทธิผ่านทาง (Innocent Passage) ถูกปิดกั้นด้วยอิทธิพลทางทหารจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกอย่างรุนแรง

• ความอ่อนแอของอำนาจทางอากาศ: ปฏิบัติการทางอากาศที่ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ (Air Superiority Failure) และความสูญเสียยุทโธปกรณ์ระดับสูง เป็นตัวบ่งชี้ทางสถิติว่าเทคโนโลยีทางทหารของฝ่ายตะวันตกสามารถถูกโต้กลับด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพที่มีต้นทุนตํ่ากว่า ทำให้ "ต้นทุนของสงคราม" (Cost of War) พุ่งสูงจนเกินจุดคุ้มทุน

3. จะมีเซอร์ไพรส์? หรือ ทรัมป์ยอมจำนนต่อข้อเท็จจริง?

ความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะ "กลับลำ" (U-turn) กลับไปทำสงครามเต็มรูปแบบนั้น ผมว่ามีน้อยมากในเชิงตรรกะ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ และความล้มเหลวในการโน้มน้าวพันธมิตรอาหรับให้เข้าร่วมสังฆกรรม 

การแสดงอาการฟาดหัวฟาดเหวี่ยงที่ผ่านมา จึงเป็นเพียง "การแสดงออกเพื่อรักษาหน้า" (Face-saving diplomacy) หลังจากตระหนักดีว่า อิหร่านมีขีดความสามารถในการทำสงครามแบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ที่สามารถสร้างความเสียหายถาวรต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคได้

บทสรุป: สันติภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องของความเมตตา แต่เป็นเรื่องของ "Realpolitik" หรือการเมืองแห่งความเป็นจริงที่ว่ามหาอำนาจไม่สามารถเอาชนะสงครามในพื้นที่ที่ตนเองเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ได้ตลอดไป การหยุดยิงครั้งนี้จึงมีความน่าเชื่อถือสูงในแง่ของ "ความจำเป็นบังคับ" (Compulsion) มากกว่าความสมัครใจ

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ

https://www.facebook.com/share/p/1CTmzQFKDx/?mibextid=wwXIfr

ทำไมเสียงต้านจึงแผ่วลง? เปิดเกมอำนาจ วิเคราะห์เมียนมาหลังเลือกตั้ง แรงต้านลด-ชนกลุ่มน้อยนิ่ง หลัง ‘มิน อ่อง หล่าย’ ขึ้นอำนาจ

เปิดปมหลังมิน อ่อง หล่ายขึ้นการต่อต้านเบาบาง

หลังจากที่ประกาศผลเลือกตั้งเมียนมาไปและมีมติเอกฉันท์ยกให้ นายพล มิน อ่อง หล่าย ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี แต่แทนที่เสียงคัดค้านจะดังก้องกลับการเป็นมีเพียงหยิบมือเดียวของกลุ่มต่อต้านที่ออกมาคัดค้านการขึ้นอำนาจครั้งนี้  สิ่งที่แปลกคือกองกำลังชนกลุ่มน้อยกลับไม่มีใครคิดจะเปิดศึกกับเมียนมาเหมือนก่อน วันนี้เอย่าจะมาวิเคราะห์ให้ทุกคนได้เห็นภาพกันว่าเกิดอะไร

เรื่องแรกคือเรื่องกองกำลังชาติพันธุ์ที่ดูเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่กลับกลายเป็นเงียบเพราะทางฝั่งเมียนมาใช้การทูตทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะเคลียร์หมดแล้วจะเหลืออยู่ก็แค่ KNU 2 กองพลจากทั้งหมด  7 กองพล ที่ยังอยากจะรบกับฝั่งเมียนมาเพราะได้รับการอัดฉีดจากต่างชาติ ประมาณสู้แล้วรวย ส่วน KTLA ของนายพลเนอดาก็แทบจะเรียกว่าถูกจำหน่ายออกว่าไร้ประสิทธิภาพด้วยกองพลเท่าหยิบมือเพียงหลักร้อย  ซึ่งหากเกิดการปะทะจริงฝ่ายไทยจะต้องรับผลกระทบอีกไม่ว่าจะเป็นการปิดชายแดนและเรื่องผู้อพยพที่จะหลั่งไหลเข้ามาหลังเกิดเหตุแน่นอน

ประเด็นต่อมาที่การต่อต้านลดลงเพราะหลังจากการสงบศึกของกลุ่มชาติพันธุ์และกองทัพเมียนมา กลุ่ม PDF ก็แทบไม่มีกำลังพลและยุทโธปกรณ์แม้กระทั่งจะไปสู้รบปรบมือกับฝั่งกองทัพได้เลย ทำให้หลายที่ PDF ไม่ถูกทำลายก็ละเลิกไปหมด  ส่วนกลุ่ม CDM ส่วนหนึ่งก็ได้พบความจริงโดยเฉพาะกลุ่มผู้หนีและอยากย้ายประเทศส่วนใหญ่ก็เดินทางกลับเมียนมาเพราะทนความลำบากในต่างแดนไม่ไหว  และมี CDM หลายครอบครัวส่งลูกหลานเขาเข้าระบบการศึกษาต่อในขณะมี CDM บางครอบครัวเลือกจะไม่ศึกษาต่อและออกมาทำงานก็ตามที  นั่นสะท้อนถึงความจริงหลังถูกชักจูงด้วยโฆษณาชวนเชื่อจากกลุ่มต่อต้าน ซึ่งผลกระทบนี้ไม่ใช่ใครเป็นผู้ประสบนอกจากผู้หลงเชื่อนั่นเอง

สุดท้ายการขึ้นเป็นประธานาธิบดีตามครรลองจะเพิ่มความชอบธรรมและลดการต่อต้านจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ  อีกทั้ง ณ วันนี้เมียนมาเผชิญวิกฤตภายนอกหลายอย่างทั้งผลพวงด้านเศรษฐกิจทีาเป็นมาตั้งแต่รัฐประหารและปัญหาด้านพลังงาน  ทำให้คนทั่วไปสนใจปากท้องมากกว่าจะมาสนใจเรื่องอื่น  และนั่นทำให้เป็นแต้มต่อหากรัฐบาลภายใต้การนำของนายพล มิน อ่อง หล่าย นำพาประเทศให้พ้นวิกฤตนี้ได้ก็น่าจะทำให้คะแนนนิยมเขาดีขึ้นด้วย

ล้มล้างหรือปฏิรูป? พรรคส้มหนีไม่พ้นวิบากกรรมการเมือง ปลายทาง 44 สส. คือกระบวนการยุติธรรม นักการเมืองท้าทายสถาบัน สุดท้ายหนีไม่พ้นคำพิพากษาประวัติศาสตร์

เวรกรรมไม่มีพรมแดน เมื่อกฎหมายยังคงศักดิ์สิทธิ์
ไล่ล่าพิพากษา “นักการเมืองล้มล้างสถาบัน”

เส้นทางทางการเมืองของกลุ่มบุคคลที่เรียกตนเองว่าเป็น "ผู้แทนราษฎร" แต่กลับมีพฤติการณ์สั่นคลอนความมั่นคงของรัฐ หมกมุ่นกับการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติ กำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อ “44 สส. พรรคส้มสามกีบ” กำลังถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่ามีเจตนาแฝงเร้นในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เจตนาที่ไม่ดีต่อสถาบัน จึงย้อนกลับมาเป็น "วิบากกรรม" ให้กับชีวิตของตนเอง

ถือเป็น “กรรมไล่ล่าสังหาร” 44 สส. ผู้ “เนรคุณแผ่นดิน”

ตามความเชื่อของสังคมไทย การกระทำใดที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ต่อ "แผ่นดินเกิด" และ "สถาบันพระมหากษัตริย์" ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย และเป็นรากฐานของสังคมชาติมาอย่างยาวนาน ถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ “เนรคุณต่อคุณแผ่นดินเกิด” เพราะการใช้สถานะตัวแทนปวงชนชาวไทยมาเคลื่อนไหวเพื่อลดทอนกฎหมายที่พิทักษ์รักษาความปลอดภัยของประมุขแห่งรัฐในครั้งนี้ มิใช่เพียงเรื่องของการผิดข้อกฎหมายเท่านั้น แต่คือการสร้าง "วิบากกรรมทางการเมือง" ให้กับตนเองอย่างรุนแรง

เมื่อเป็น สส. แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำให้สังคมไทยดีขึ้น กลับมีพฤติกรรมเลว ๆ ด้วยการ “เนรคุณแผ่นดินเกิด” เสียเอง คนที่มุ่งหวังจะทำลายเสาหลักที่ค้ำจุนประเทศไว้ ก็ไม่ต่างจากผู้ทำลายวัฒนธรรม และเกียรติยศของชาติ

เมื่อถูก "กรรมไล่ล่า" เมื่อกล้าท้าทายศรัทธาของคนในชาติ และตัวบทกฎหมายที่คุ้มครองความมั่นคง ย่อมไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบนี้ไปได้ เชื่อว่าแผ่นดินนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ใครที่มุ่งหมายทำลายสถาบันหลัก ย่อมต้องประสบกับความพินาศในที่สุด

เมื่อใดที่อุดมการณ์ที่บิดเบี้ยว ฉ้อฉล จะต้องถูกตัดสินจากตัวบทกฎหมาย ประวัติศาสตร์จะจารึกชื่อของ “พรรคสามกีบ” ไว้ในฐานะผู้ที่ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน และชาติแผ่นดิน
ไม่มีทางหนีพ้น

โดย แจ็ค รัสเซล

จับตา “Affinity Partners” บริษัทลงทุนของ Jared Kushner กับอิทธิพลการเมืองตะวันออกกลาง ทุนหลักจากซาอุดีอาระเบียกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ เผชิญข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อนการเมือง

รู้จัก “Affinity Partners”

บริษัทลงทุนระดับโลกโดย Jared Kushner เขยรักของประธานาธิบดี Trump

ฉากทัศน์ของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน จู่ ๆ ก็มีชื่อของ Jared Kushner โผล่ขึ้นมาในฐานะผู้ที่ประธานาธิบดี Donald Trump มอบหมายให้มีบทบาทในการเจรจาลับเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเน้นให้เกิดการหยุดยิงกับอิหร่าน ร่วมกับ Steve Witkoff ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ประจำตะวันออกกลาง ซึ่งประธานาธิบดี Trump แต่งตั้ง

Jared Kushner นักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว แต่งงานกับ Ivanka Trump บุตรสาวของประธานาธิบดี Trump เมื่อ 25 ตุลาคม 2009 Kushner เคยบริหาร Kushner Companies LLC บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวก่อนลาออกเพื่อรับตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษของประธานาธิบดี Trump และผู้อำนวยการสำนักงาน American Innovation ในสมัยที่ 1 ของประธานาธิบดี Trump ผู้เป็นพ่อตา

หลังจากประธานาธิบดี Trump แพ้การเลือกตั้งให้กับประธานาธิบดี Joe Biden ได้หกเดือน เขาได้ก่อตั้ง Affinity Partners (Affinity) บริษัทลงทุนสัญชาติอเมริกันขึ้นในปี 2021 โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นคร Miami มลรัฐฟลอริดา บริษัทนี้เน้นการลงทุนในบริษัทอเมริกันและอิสราเอล แหล่งเงินทุนส่วนใหญ่มาจากรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ด้วยระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของพ่อตา เขาได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศกลุ่มอ่าวเป็นอย่างดี จึงได้รับเงินทุนจำนวนมากจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจากประเทศเหล่านั้น

Affinity Partners ได้รับความสนใจจากนักลงทุนชาวอเมริกันเพียงเล็กน้อย ไม่มากนัก ผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดคือ กองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ หรือกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย* ซึ่งได้จัดสรรเงิน 2 พันล้านดอลลาร์ให้กับ Affinity แม้ว่า เหล่าเจ้าหน้าที่ที่ดูแลกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้มีความเห็นคัดค้านการลงทุนใน Affinity แต่เจ้าชาย Mohammed bin Salman (MBS) มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีของซาอุดีอาระเบีย ทรงได้คัดค้านแนวคิดของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น

ภายในปีที่ก่อตั้ง ณ สิ้นปี 2021 Affinity ได้รับสัญญามากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ สำหรับการลงทุนในบริษัทอเมริกันและอิสราเอลที่กำลังขยายธุรกิจใน อินเดีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และส่วนอื่น ๆ ของเอเชีย โดย Affinity เป็นธุรกิจของ Jared Kushner โดยอย่างสมบูรณ์ มีพนักงานประจำประมาณ 20 คน ณ เดือนเมษายน 2022 Affinity มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการมูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2024 บริษัทไม่ได้คืนผลกำไรให้กับนักลงทุนเลย

ในการสัมภาษณ์กับ The Wall Street Journal เมื่อพฤษภาคม 2022 Kushner กล่าวว่า “หากเราสามารถทำให้ชาวอิสราเอลและชาวมุสลิมในภูมิภาคทำธุรกิจร่วมกันได้ มันจะทำให้ผู้คนมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์และค่านิยมร่วมกัน” เขากล่าวเสริมว่า “เราได้เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ในระดับภูมิภาค ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างและบ่มเพาะเพื่อให้บรรลุศักยภาพสูงสุด” และยังกล่าวว่า เขาหวังที่จะเปิด “เส้นทางการลงทุนระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิสราเอล” ซึ่งในระดับนานาชาติมองว่าเป็น “สัญญาณของความสัมพันธ์ที่อบอุ่นขึ้นระหว่างสองคู่ขัดแย้งทางประวัติศาสตร์” ประเด็นของ Affinity นี้เป็นที่ถกเถียงกันเนื่องจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการที่ Kushner รับเงินจากรัฐบาลในตะวันออกกลางในขณะที่ยังทำงานเป็นทูตพิเศษสำหรับภารกิจในตะวันออกกลางให้กับประธานาธิบดี Trump ในสมัยที่ 2 ด้วย

Affinity ได้ลงทุนในบริษัทไฮเทคของอิสราเอลสองแห่งที่ไม่เปิดเผย The Wall Street Journal รายงานว่า “นี่เป็นกรณีแรกที่ทราบกันว่าเงินสดของกองทุนการลงทุนสาธารณะของซาอุดีอาระเบียจะถูกส่งไปยังอิสราเอล ซึ่งเป็นสัญญาณแสดงถึงความเต็มใจที่เพิ่มขึ้นของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียในการทำธุรกิจกับประเทศนี้” เดือนมีนาคม 2022 ผู้บริหารของ Affinity ได้รับฟังการนำเสนอจากสตาร์ทอัพชาวอิสราเอลจำนวน 13 ถึง 15 ราย

ในเดือนกรกฎาคม 2023 มีการประกาศว่า Affinity เป็นผู้สนับสนุนหลักในการระดมทุนรอบ Series F มูลค่า 225 ล้านปอนด์ของบริษัทเทคโนโลยีฟิตเนส EGYM ซึ่งตั้งอยู่ในนครมิวนิก การลงทุนครั้งนี้เป็นการลงทุนครั้งแรกของ Affinity ในยุโรป มีนาคม 2024 Affinity ได้เริ่มหารือในรายละเอียดกับ Aman Resorts เพื่อสร้างชุมชนรีสอร์ทเชิงนิเวศนอกชายฝั่งของแอลเบเนีย

Forbes รายงานในเดือนพฤศจิกายน 2024 ว่า Affinity ได้ “ช่วยเพิ่มมูลค่าสุทธิของ Kushner เป็นอย่างน้อย 900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 180% จากต้นปี 2017 ตอนที่เขาเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดี Trump ในสมัยที่ 1” กันยายน 2025 รายงานว่า Affinity ได้พัฒนา Brain Co. ร่วมกับนักลงทุนชื่อดังอย่าง Elad Gil โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งเพิ่มเติมได้แก่ Luis Videgaray อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศเม็กซิโก และ Eric Wu จาก Opendoor สำหรับ Brain Co. เป็นสตาร์ทอัพที่ตั้งอยู่ในนครซานฟรานซิสโก โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดใหญ่และหน่วยงานภาครัฐบาลนำ AI มาใช้ในการดำเนินงาน

Affinity ร่วมกับ Silver Lake และกองทุนการลงทุนสาธารณะของซาอุดีอาระเบีย เริ่มกระบวนการเข้าซื้อกิจการบริษัทเกมวิดีโอ Electronic Arts ในเดือนกันยายน 2025 ด้วยข้อตกลงที่มีมูลค่า 52.5 พันล้านดอลลาร์ ธุรกรรมนี้ทำให้ Electronic Arts กลายเป็นบริษัทเอกชนที่ถูกซื้อกิจการโดยใช้เงินกู้ยืมจำนวนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมกล่าว Affinity Partners กลายเป็นสัญลักษณ์ในการตอบแทนบุญคุณของ  Kushner เนื่องจากเขาเคยเป็นผู้ปกป้องเจ้าชาย Mohammed bin Salman อย่างแข็งขัน ขณะอยู่ในทำเนียบขาว คณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรกล่าวเมื่อ 2 มิถุนายน 2022 ว่า ได้เปิดการสอบสวนว่า Kushner ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเพื่อแลกกับข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่

ณ ปี 2024 Affinity ได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการ 157 ล้านดอลลาร์ (รวมถึง 87 ล้านดอลลาร์จากรัฐบาลซาอุดีอาระเบียเพียงประเทศเดียว) ตั้งแต่ปี 2021 กองทุนนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนของวุฒิสภาสหรัฐฯ ในข้อหาว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับอิทธิพลจากต่างประเทศก่อนการเลือกตั้งปี 2024 หลังจาก รายงานของ New York Times ระบุว่า Kushner ทำการติดต่อด้วยบทบาทในการทำงานให้กับพ่อตาในทำเนียบขาว รายงานของ Reuters ระบุว่า Kushner ยังได้เข้าร่วมการหารือทางการทูตหลายครั้งระหว่างสหรัฐฯ กับซาอุดีอาระเบียแม้ว่า Trump จะพ้นจากตำแหน่งในสมัยแรก ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า ความสัมพันธ์ทางการเงินของเขาจะมีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ภายใต้การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของ Trump หรือไม่? และอย่างไร?

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

 

โซเชียลไทยสะท้อนความจริง ชาวเน็ตไทยถูกชักจูงง่าย จากแบนปั๊มถึงดราม่าการเมือง สังคมไทยกำลังเสพอารมณ์มากกว่าข้อมูล สะท้อนสังคมไทยอ่อนแอต่อการชี้นำ

โซเชียลไทย……Social  Loser 1 ในประเทศที่ชาวโซเชียลถูกชักจูงง่ายที่สุดในโลก

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่พูดถึงเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นได้ โดยเฉพาะชาวโซเชียลที่มาพร้อมการกร่นด่าและแบนปั้มน้ำมันชื่อดัง โดยมีผู้ปลุกปั้นเป็นรัฐมนตรีท่านหนึ่ง  แต่ประเด็นคือ รัฐมนตรีท่านนั้นก็ไม่ได้ดำรงตำแหน่งในกระทรวงพลังงาน หรือกระทรวงเศรษฐกิจ  แล้วมันเกี่ยวอะไรด้วย  วันนี้เอย่าจะมาวิเคราะห์เจาะประเด็นว่าสุดท้ายคนไทยถูก IO ดึงสติมากกว่าพิจารณาจากข้อมูลหรือไม่กันดีกว่า

นาย พิพัฒน์ รัชกิจประภา เป็นผู้ก่อตั้งน้ำมัน PTG Energy  ก็จริง และเชื่อว่านั่นเป็นสาเหตุที่นายกรัฐมนตรีอย่างนายอนุทิน เลือกคุณพิพัฒน์เข้ามาบริหารวิกฤตการณ์น้ำมันในขณะนี้ด้วยสาเหตุที่มีความเชี่ยวชาญด้านเรื่องการบริหารราคาน้ำมัน ถามว่าเรื่องข้อครหานั้นทุกคนทุกฝ่ายคิดไว้แล้วหรือไม่  เอย่าเชื่ออย่างสนิทใจ 100% โดยเฉพาะตัวคุณพิพัฒน์เองนั้นย่อมน่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองจะต้องถูกครหาจากฝ่ายตรงข้ามอย่างแน่นอน เพราะเป็นอะไรที่เป็นจุดดิสเครดิตคุณพิพัฒน์ที่ง่ายที่สุดแล้ว  ในช่วงแรกเอย่ามีความเห็นว่าท่านอนุทินเลือกใช้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน  ไม่ได้มองถึงเรื่องของ Conflict of Interest หรือการมีผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะนี่คือสถานการณ์เร่งด่วนที่ต้องแก้ไข การได้คนที่มีความสามารถมาช่วยย่อมดีกว่าเอาใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีประสบการณ์โดยตรงมาทำงานจริงไหมคะ ซึ่งการขึ้นราคา 6 บาทนั้นเพื่อให้มี supply ทั่วถึงอันหมายถึงการที่มีเม็ดเงินอัดฉีดเข้าไปในระบบเพื่อให้มีเม็ดเงินมากพอไปแก้ปัญหาที่ติดค้างอยู่ระหว่างทางขนส่ง  เมื่อวิกฤตเริ่มคลี่คลายคุณพิพัฒน์เลือกถอยห่างเพื่อไม่ได้เป็นข้อครหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนนี่ถือว่าเป็นนักการเมืองที่มืออาชีพคนหนึ่งเลยทีเดียว  เอย่าทราบดีข้อหนึ่งของบริษัทมหาชนว่าไม่ใช่ผู้ถือหุ้นทุกคนจะมีสิทธิ์มีเสียงแม้จะเป็นผู้ก่อตั้งก็ตาม เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่ในบริษัทระดับโลกก็มีให้เห็นว่าผู้ก่อตั้งก็ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงหลังบริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์    การตัดสินใจที่ยอมให้คนทั้งประเทศด่าว่าเป็นตัวทำน้ำมันแพง เพื่อแก้ปัญหาพลังงานขาดแคลนในประเทศที่หากเกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลนจริง ประเทศจะยิ่งมีปัญหาหนักเสียยิ่งกว่าการที่เขาถูกด่าเพียงคนเดียวนี่คือคนที่ ทำเพื่อตัวเอง หรือทำเพื่อประเทศกันแน่  ลองกลับมามองอีกมุมไหม  ว่าหากเป็นคุณที่ต้องตัดสินใจบางเรื่องเพื่อให้คุณยอมเป็นผู้ร้ายแต่ประเทศได้ไปต่อคุณจะยอมไหม หรือคุณจะเลือกตัดสินใจแบบไม่ทำอะไรเลยเพื่อให้คุณรอดแล้วประเทศพัง

เอาเป็นว่าสรุปแล้วโซเชียลไทยคืออะไรทำไมคนไทยจึงเฮตะโล  ก่อนอื่นเอย่าคงต้องให้ทุกคนยอมรับก่อนว่าคำที่เอย่าจะกล่าวต่อไปนี้อาจจะขัดใจผู้อ่านหลายๆคน แต่มันคือความจริงที่คนไทยส่วนใหญ่มักไม่ได้มองหาความจริงมากกว่าแค่คำโปรยที่เป็นโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่มีมูลความจริงหรือมีมูลความจริงต่ำ  รวมถึงกฎหมายที่ออกมาเรื่องการให้ข้อมูลเท็จผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้ถูกนำมาใช้จริงอย่างมีประสิทธิภาพนั่นทำให้  นักการเมือง ทหาร หรือใครๆหลายๆคนกลายเป็นเหยื่อโดยที่แม้จะอธิบายต่อสังคมอะไรไปคนก็ไม่เชื่อ เพราะถูกโฆษณาชวนเชื่อบิดเบือนความเชื่อไปหมดแล้ว  คนไทยยังมีความเชื่อที่ว่า นักการเมืองต้องโกงกิน  เอย่าเคยถามหลายคนเลยว่า ถ้าคิดแบบนี้แล้วออกไปใช้สิทธิ์ทำไม  ก็ไม่ต้องไปสิ  พอคนไม่ไปเยอะๆเสียงมันไม่ได้ก็ตั้งรัฐบาลที่ชอบธรรมไม่ได้เองแหละ  คนถามก็เงียบ   คนไทยหลายคนเชื่อว่า ทหาร ตำรวจต้องโกง  เอ้า…..แล้วเวลาเขาทำดี  เราเคยชื่นชมไหม     หลายคนบอกข้าราชการไทยต้องโกง   สรุปนะใครโกง  คนโกงก็คือตัวพวกเราเองใช่หรือไม่ แล้วถ้าคนรุ่นใหม่ไม่โกงแล้ว เขาแค่ทำมาหากิน แต่ความคิดของเราไปบอกว่านี่โกงสรุปว่าใครผิด…..? นี่แหละที่ทำไมพวกสแกมเมอร์ถึงบอกว่านอกจากเรื่องความโลภแล้ว ถ้าเขาพยายามเล่นบทเป็นคนถูกกระทำ  คนถูกทำร้าย คนไทยจะพยายามช่วยเลยโดยไม่ได้ดูถึงสาเหตุความเป็นจริงด้วยซ้ำ  วันนี้อยากให้กลับมามองที่ตัวเองนะครับ คนไม่ดีไม่ใช่ใคร เริ่มที่ตัวเองก่อน เลิกคิดจะเอาเปรียบ เลิกคิดว่าคนอื่นจะเอาเปรียบ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับสังคมที่ดี  เราสร้างมันขึ้นมาเองทั้งนั้น  เอย่าขอฝากไว้ให้เป็นข้อคิดนะคะ
ที่มา : AYA

อ.อุ๋ย ไขข้อข้องใจ กฎหมายระหว่างประเทศ ตายแล้วหรือยัง? หรือแท้จริงแล้วมันกำลัง 'วิวัฒนาการ' ท่ามกลางซากปรักหักพัง เพื่อร่วมสร้างระเบียบโลกใหม่?

กฎหมายระหว่างประเทศ ตายแล้วหรือยัง? หรือแท้จริงแล้วมันกำลัง 'วิวัฒนาการ' ท่ามกลางซากปรักหักพัง เพื่อร่วมสร้างระเบียบโลกใหม่ ? 

ในฐานะนักกฎหมายระหว่างประเทศที่ศึกษาความผันผวนของโลกมาหลายครั้ง ผมขอนำเสนอทัศนะต่อวิกฤตการณ์ "กฎแห่งป่า" (Law of the Jungle) ที่กำลังท้าทายระเบียบโลกอยู่ในขณะนี้ผ่านบทวิเคราะห์เชิงวิชาการดังนี้

แรกเริ่มเดิมที เจตนารมณ์ของกฎหมายระหว่างประเทศคือการเป็นกฎหมายเพื่อความอยู่รอดร่วมกัน เพราะหากเราย้อนกลับไปดูรากเหง้าของกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law) เจตนารมณ์ที่แท้จริงไม่ใช่การสร้างพันธนาการเพื่อ “จำกัด” อำนาจอธิปไตยของรัฐ แต่คือการสร้าง "กติกาแห่งความคาดหมายได้" เพื่อป้องกันไม่ให้โลกกลับไปสู่ยุคที่ความแข็งแกร่งทางทหารคือความถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว 

กฎหมายระหว่างประเทศถูกออกแบบทั้งโดยจารีตประเพณีและโดยลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นเครื่องมือในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อมและการจัดสรรทรัพยากรโลกอย่างเป็นธรรม เพื่อไม่ให้มนุษยชาติต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมซ้ำรอยสงครามต่างๆ โดยเฉพาะสงครามโลกทั้งสองครั้ง

วิวัฒนาการท่ามกลางภาวะง่อนแง่น: จากรัฐบาลสู่ธรรมาภิบาลโลก

ในสถานการณ์ที่ประเทศมหาอำนาจมักเลือกปฏิบัติ (Selective Enforcement) หรือละเมิดกฎเกณฑ์เมื่อขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติ กฎหมายระหว่างประเทศยังไม่หยุดนิ่ง แต่ผมคาดการณ์ว่ามันจะวิวัฒนาการไปในทิศทางดังนี้:

1. การเปลี่ยนผ่านจาก "อำนาจนิยม" สู่ "พหุภาคีนิยมแนวใหม่": กฎหมายระหว่างประเทศต้องไม่พึ่งพาเพียงมติของคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC) ที่มักถูกยับยั้งด้วย Veto แต่ต้องเพิ่มบทบาทให้กับ "สมัชชาใหญ่" และ "ศาลระหว่างประเทศ" ให้มีความเข้มแข็งในการตีความกฎหมายที่เป็นบรรทัดฐานสากล (Jus Cogens) มากขึ้น เช่น ห้ามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ห้ามการค้าทาสและบังคับเป็นทาส (Slavery) ห้ามการทรมานหรือปฏิบัติอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม (Torture)

ห้ามทำสงครามรุกราน (Aggression) ฯลฯ

2. การขยายขอบเขตสู่ความมั่นคงรูปแบบใหม่: กฎหมายต้องวิวัฒนาการให้ทันต่อภัยคุกคามที่มหาอำนาจใช้เป็นเครื่องมือโดยแยบยล เช่น สงครามไซเบอร์ (Cyber Warfare) และการใช้อาวุธทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างมาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกรัฐต้องยอมรับ

3. บทบาทของ "รัฐขนาดกลางและเล็ก": 

ในภาวะที่ยักษ์ชนยักษ์ รัฐที่เหลือต้องรวมกลุ่มกันสร้าง "กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ" (International Customary Law) ที่เข้มแข็ง เพื่อกดดันทางศีลธรรมและการเมือง (Political Pressure) ต่อมหาอำนาจ

ความจำเป็นของกฎหมายที่ไร้ซึ่ง "ตำรวจโลก":

หลายคนมักตั้งคำถามว่า ในเมื่อกฎหมายระหว่างประเทศไม่มี "สภาพบังคับ" (Sanction) ที่ชัดเจนเหมือนกฎหมายภายใน แล้วมันจะยังมีประโยชน์อะไร? 

ผมขอยืนยันว่ากฎหมายระหว่างประเทศยังคงเป็น "ความจำเป็นที่ขาดไม่ได้" ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ:

1. ความชอบธรรม (Legitimacy): 

ไม่มีรัฐใดในโลก แม้แต่มหาอำนาจ ที่อยากถูกตราหน้าว่าเป็น "รัฐนอกกฎหมาย" (Pariah State) การกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศย่อมนำมาซึ่งต้นทุนทางจริยธรรมที่สูงยิ่ง และลดทอนอำนาจละมุน (Soft Power) ในระยะยาว

2. โครงสร้างพื้นฐานของโลก: 

หากปราศจากกฎหมายระหว่างประเทศ ระบบการบินพลเรือน การเดินเรือพาณิชย์ หรือแม้แต่การส่งไปรษณีย์ข้ามพรมแดนจะหยุดชะงักทันที โลกจะตกอยู่ในสภาวะอัมพาต

3. ภาษาทางการทูต: 

กฎหมายระหว่างประเทศทำหน้าที่เป็น "ภาษากลาง" ที่ทำให้รัฐที่มีอุดมการณ์ต่างกันสามารถเจรจากันได้ภายใต้กรอบอ้างอิงเดียวกัน

บทสรุป:

แม้ในวันที่ ระเบียบโลกดูเหมือนจะถูก"กฎแห่งป่า" ครอบงำ แต่กฎหมายระหว่างประเทศยังคงเปรียบเสมือนเข็มทิศในพายุ ถึงแม้เราจะเดินหลงทางไปบ้าง แต่มันคือสิ่งเดียวที่จะประคองให้สังคมโลกไม่จมดิ่งสู่ความโกลาหลถึงขีดสุด เนื่องจากความศิวิไลซ์ของมนุษย์ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครมีอาวุธร้ายแรงกว่ากัน แต่วัดกันที่ว่าเรามีความสามารถในการรักษาสัญญาสากลไว้ได้เพียงใด 

ด้วยความปราถนาดี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) 

นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ

‘นิพนธ์’ ดัน ‘สรรเพชญ’ !! เปิดสัญญาใจสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี สรรเพชญรัฐมนตรีช่วยคมนาคมอายุน้อยที่สุด สัมพันธ์นิพนธ์-เนวินแน่นแฟ้นยาวนาน ฐานเสียงสงขลาขยายภูมิใจไทยได้อีกแรง

เปิดสัมพันธ์-สัญญาใจ “นิพนธ์-เนวิน”เปิดประตูให้ “สรรเพชญ”นั่ง รมช.คมนาคม รัฐมนตรีอายุน้อยที่สุด

ขอแสดงความยินดีกับ “สรรเพชญ บุญญามณี” สส.สงขลา เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ได้รับโปรดเกล้าให้เป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม โดยไม่มี สส.ในมือเป็น

กลุ่มก้อน

จะมีก็แค่นิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย แต่ก็มีแค่ 3คน คือ สรรเพชญ บุญญามณี สมยศ พลายด้วง และอนุกูล พฤษภานุศักดิ์ (จริงๆอนุกูลอยู่ในกลุ่มของ ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ ด้วยซ้ำ)

ถ้าคิดตามโควต้าสัดส่วน สส.ก็ไม่น่าจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี 9:1 แต่การได้เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยคมนาคมของสรรเพชญ น่าจะมาจากสัญญาใจระหว่าง “นิพนธ์” กับครูใหญ่ภูมิใจไทย ”เนวิน ชิดชอบ“มากกว่า

ถ้ายังจำกันได้เมื่อครั้งตั้งรัฐบาล ”อนุทิน 1” สายบุญญามณี ยอมสละไม่รับตำแหน่ง ทั้งนิพนธ์เอง สรรเพชญ และพี่สาวของสรรเพชญ ทั้งๆที่ตำแหน่งมาอยู่ในมืออยู่แล้ว

ครั้งนั้นสรรเพชญน่าจะอายุยังไม่ถึง 35 ปี จึงยังเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ กฎหมายกำหนดต้องอายุ 35 ปี เมื่อสรรเพชญยังเป็นไม่ได้ ลูกสาวคนโตของนิพนธ์จึงถูกทาบทาม แต่เมื่อถูกวิจารณ์มาก เจ้าตัวจึงปฏิเสธ นิพนธ์ก็ไม่ได้ส่งใครไปแทน และน่าจะเป็นสัญญาใจ “ไว้คราวหน้า”

“นายจะได้เป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุด” ครูใหญ่ส่งสัญญาณต่อหน้าสรรเพชญ และนิพนธ์

นอกจากสัญญาใจแล้ว สรรเพชญน่าจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีในโควต้าของครูใหญ่ที่ไม่มีใครในภูมิใจไทยกล้าโต้แย้งอยู่แล้ว

สัมพันธ์รัก “นิพนธ์-เนวิน”ก็ไม่ธรรมดา เกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งเนวินนั่ง รมช.เกษตร สมัยชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่นิพนธ์ช่วยงานนายกฯชวน ที่ต้องประสานใกล้ชิดกับรัฐมนตรี

สัมพันธ์แน่นขึ้นเมื่อเนวิน นำทัพกลุ่มเพื่อนเนวิน จับมือกับมวลสมาชิกพรรคประชากรไทย มายกมือสนับสนุนชวนเป็นนายกฯสมัยสอง ไม่ใช่แค่นั้นเมื่อนิพนธ์ต้องการทำทีมฟุตบอลที่สงขลา เนวินมีทีมฟุตบอลอยู่ในมือสองทีม จึงยกให้นิพนธ์ไปหนึ่งทีม 

เมื่อภูมิใจไทยต้องการขยายฐานภาคใต้ ขบวนขันหมากโดยการนำของเนวินจึงถูกแห่ไปยังบ้านเขารูปช้าง ในระหว่างที่นิพนธ์ก็สองจิตสองใจกับการจะอยู่กับประชาธิปัตย์ต่อไปในห้วงเวลาที่พรรคตกต่ำหนัก ซึ่งเฉลิมชัย ศรีอ่อน ยังเป็นหัวหน้าพรรคนำทีมบริหารพรรคอยู่ และมีเดชอิศม์ ขาวทอง เป็นเลขาธิการพรรค หรือจะออกไปหาบ้านใหม่ อันเป็นช่วงเวลาที่เฉลิมชัยยังไม่ถอย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็ยังไม่กลับมา

เมื่อขันหมากจากเนวินไปถึงบ้าน พร้อมข้อเสนอที่น่าสนใจ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่นิพนธ์จะตัดสินใจย้ายบ้านไปอยู่พรรคภูมิใจไทย พร้อม สส.ในกลุ่ม ที่ได้กลับเข้าสภาเกือบหมด ยกเว้น “ราชิต สุดพุ่ม” สอบตกเขต 1 นครศรีธรรมราช

นายหัวไทร

ดิเอโก การ์เซีย สะท้อนอดีต ฐานทัพสหรัฐฯ บนเกาะชากอส ถูกยิงขีปนาวุธอิหร่าน ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และคราบน้ำตาชาวชากอสเซียน

ดิเอโก การ์เซีย ฐานทัพสหรัฐฯ บนดินแดนอังกฤษ

เกิดขึ้นด้วยคราบน้ำตาของชาวพื้นเมืองกว่าสองพันชีวิต

จากข่าวที่กลายเป็นประเด็นที่ฮื้อฮาไปทั่วโลก เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2026 อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยกลาง/ไกล (IRBM) 2 ลูก โจมตีฐานทัพอากาศสหรัฐฯ บนเกาะดิเอโก การ์เซีย ในหมู่เกาะชาโกส กลางมหาสมุทรอินเดีย (ระยะทางประมาณ 3,800–4,000 กิโลเมตรจากอิหร่าน) ซึ่งเป็นดินแดนของสหราชอาณาจักร

แม้ว่า อิหร่านจะไม่ได้ระบุรุ่นขีปนาวุธที่แน่ชัดต่อสาธารณะ แต่รายงานที่น่าเชื่อถือหลายฉบับเห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับชนิดของขีปนาวุธที่ใช้ว่าเป็น ขีปนาวุธพิสัยกลาง IRBM รุ่นใหม่ (ซึ่งยังไม่เปิดเผย) เป็นรุ่นพัฒนาใหม่ (extended-range IRBM) ซึ่งอาจต่อยอดจาก Khorramshahr-4 สาเหตุที่น่าจะเป็น “รุ่นใหม่” เพราะ 1) ระยะ 4,000 กม. = ระดับ IRBM เต็มตัว ต้องออกแบบเฉพาะ ไม่ใช่แค่ “อัปเกรดเล็กน้อย” และ 2) รูปแบบการยิง ยิงไกลมาก แต่ไม่ได้เน้นความแม่นสูง ลักษณะเป็นการ “ทดสอบศักยภาพ” มากกว่าการใช้ขีปนาวุธรุ่นเก่า โดยขีปนาวุธพิสัยกลาง 2 ลูกถูกปล่อยออกไป แต่ไม่ถูกเป้าหมาย เพราะลูกหนึ่งประสบอุบัติเหตุระหว่างทาง และอีกลูกถูกสกัดกั้นโดยเรือรบของสหรัฐฯ

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับเกาะดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) พอสังเขปมีดังนี้: ศูนย์กลางการบริหารดินแดนของ ‘บริติชอินเดียนโอเชียนเทร์ริทอรี’ (British Indian Ocean Territory) ดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร มีพื้นที่เป็นเกาะปะการังวงแหวน เกาะตั้งอยู่ที่ประมาณ 1,970 ไมล์ทะเล (3,650 กิโลเมตร) ทางตะวันออกของชายฝั่งของแอฟริกา (ที่แทนซาเนีย ),ห่างออกไป 967 ไมล์ทะเล (1,790 กิโลเมตร) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย (ที่ Kanyakumari ) และ 2,550 ไมล์ทะเล (4,720 กิโลเมตร) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย (ที่รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย) ดิเอโกการ์เซียอยู่ในเกาะชากอส

เกาะแห่งนี้แม้จะเป็นดินแดนของสหราชอาณาจักร แต่สหรัฐอเมริกาได้เข้ามาตั้งหน่วยสนับสนุนกองทัพเรือ (Naval Support Facility) ในช่วงสงครามเย็น เพื่อตอบโต้โซเวียต โดยเกาะดิเอโกการ์เซียแห่งนี้เป็นสถานีขนส่งกำลังสนับสนุนเรือลำเลียงของกองทัพ เรือดำน้ำ ทั้งยังมีฐานทัพอากาศสมัยสงครามอัฟกานิสถาน เคยมีเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1, B-2 และ B-52 ฐานแกะรอยสื่อสารและดาวเทียม ท่าจอดเรือแบบทอดสมอสำหรับการส่งกำลังบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อปฏิบัติการในภูมิภาคนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีสถานีควบคุมดาวเทียมสื่อสารที่เรียกว่า REEF และมีสถานีวิทยุสื่อสารความถี่สูง GeoDSS  (สถานี HF ทั่วโลก : High Frequency Global Communications System) กองทัพอากาศสหรัฐฯมีเครื่องรับส่งสัญญาณระบบสื่อสารความถี่สูงทั่วโลก ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของเกาะปะการังใกล้กับสถานี GEODSS เครื่องรับส่งสัญญาณทำงานจากระยะไกลจากฐานทัพอากาศแอนดรูว์สและฐานทัพอากาศแกรนด์ฟอร์กส์ และได้รับการดูแลโดยบุคลากรของ NCTS และยังเป็นที่ตั้งของสถานี จีพีเอส 1 ใน 5 แห่งที่ควบคุมโดยกองทัพสหรัฐ

สนามบินบนเกาะแห่งนี้เป็นสถานที่ลงจอดฉุกเฉินสำหรับเครื่องบินพาณิชย์สองเครื่องยนต์ ที่มีมาตรฐาน ETOPS (คือเครื่องบินที่สามารถบินด้วยเครื่องยนต์เดียวหากเกิดเหตุฉุกเฉินได้ภายในเวลาที่กำหนด ก่อนลงจอดฉุกเฉิน) เช่น แอร์บัส เอ330 โบอิ้ง 767 หรือ โบอิ้ง 777 เพื่อให้สามารถบินได้โดยไม่ต้องหยุดพักระหว่างการเดินทางข้ามมหาสมุทร

นอกจากนี้ ดิเอโก การ์เซีย ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ลงจอดฉุกเฉินสำหรับกระสวยอวกาศ NASA หนึ่งใน 33 แห่งทั่วโลกซึ่งยังไม่เคยใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ตลอดโปรแกรมรับส่งกระสวยอวกาศเลย แต่เคยถูกใช้ในระหว่างโครงการอพอลโล

ทำไมดิเอโก การ์เซียจึงยังคงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในปัจจุบัน ดิเอโก การ์เซียยังคงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมากในปัจจุบันเนื่องจากที่ตั้ง การสนับสนุนขีดความสามารถทางทหาร และบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์ 

1. ทำเลที่ตั้งอันสมบูรณ์แบบในมหาสมุทรอินเดีย ตั้งอยู่เกือบใจกลางมหาสมุทรอินเดีย ระหว่าง: ตะวันออกกลาง แอฟริกาตะวันออก เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีงเป็นทำเลที่เหมาะสมในการเข้าถึงจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ ทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว

2. ฐานทัพทหารหลักของสหรัฐฯ ดำเนินการโดยกองทัพสหรัฐฯ สำหรับภารกิจต่างๆ ได้แก่:

- การปฏิบัติการสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล

- การสนับสนุนทางทะเลสำหรับเรือและเรือดำน้ำ

- คลังสำหรับจัดเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงทางทหาร เปรียบเสมือนศูนย์กลางลอยน้ำบนบก

3. บทบาทสำคัญในความขัดแย้งและปฏิบัติการต่างๆ ดิเอโก การ์เซียถูกใช้ในปฏิบัติการสำคัญๆ ได้แก่:

สงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามในอัฟกานิสถาน สงครามอิรัก เป็นฐานทัพของเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินสนับสนุน เพราะปลอดภัยจากการโจมตีโดยตรง แต่ก็อยู่ใกล้กับเขตความขัดแย้งมากพอ

4. ศูนย์กลางข่าวกรองและการเฝ้าระวัง มีระบบปฏิบัติการขั้นสูง:

- การติดตามดาวเทียม

- ข่าวกรองสัญญาณ

- ระบบสื่อสาร

ทำหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางเดินเรือและกิจกรรมทางทหารในมหาสมุทรอินเดีย

5. การควบคุมเส้นทางเดินเรือสำคัญ อยู่ใกล้เส้นทางเดินเรือสำคัญระดับโลกที่ขนส่ง: น้ำมันจากตะวันออกกลาง การค้าขายระหว่างเอเชีย แอฟริกา และยุโรป จากที่นี่สามารถมีอิทธิพลต่อการค้าโลกได้

6. ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา การแข่งขันกับจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเพิ่มมากขึ้น ดิเอโก การ์เซีย ทำให้สหรัฐอเมริกามีฐานที่มั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพาประเทศอื่น เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่สหรัฐอเมริกามีอิสระในการปฏิบัติการอย่างเต็มที่

7. ปลอดภัยและอยู่ห่างไกลจากภัยคุกคามบนแผ่นดินใหญ่ me.shยากต่อการโจมตี ไม่มีประชากรพลเรือน (หลังจากชาวชากอสเซียนถูกขับไล่ออกไป) จึงเป็นสินทรัพย์ทางทหารที่มีความเสี่ยงต่ำและมีมูลค่าสูง

จุดเด่นทั้ง 7 ข้อร่วมกันเช่นนี้ นับว่าหาได้ยาก ดังนั้นแม้ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นหนึ่งในฐานทัพเชิงยุทธศาสตร์ที่มีค่าที่สุดในโลกของกองทัพสหรัฐฯ

เรื่องราวของคราบน้ำตาของชาวชากอสเซียน ชนพื้นเมืองของเกาะแห่งนี้เกิดจากการที่สหราชอาณาจักรได้ทำการอพยพชาวพื้นเมืองออกจากเกาะดิเอโก การ์เซีย โดยเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1960 และต้นทศวรรษ 1970 สหราชอาณาจักรได้แยกหมู่เกาะชากอสออกจากมอริเชียสเพื่อจัดตั้งดินแดนมหาสมุทรอินเดียของอังกฤษ เกาะที่ใหญ่ที่สุดคือดิเอโก การ์เซีย ถูกให้เช่าแก่สหรัฐอเมริกาเพื่อใช้เป็นฐานทัพ อันเนื่องมาจากรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ (เวียดนาว ลาว และเขมร) มีแนวโน้มสูงมากที่จะพ่ายแพ้แก่ฝ่ายต่อต้านซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศไทยซึ่งมีฐานทัพอากาศหลายแห่งมีเครื่องบินรบในขณะนั้นรวมกันรองจากที่ประจำการในประเทศสหรัฐฯ เท่านั้น ก็อาจล่มสลาย ล้มตามประเทศเพื่อนบ้านกลายเป็นคอมมิวนิสต์ตามทฤษฎีโดมิโน

การอพยพโดยบังคับ ระหว่างปี 1967 ถึง 1973 รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้อพยพชาวพื้นเมืองประมาณ 1,500-2,000 คน (ชาวชากอสเซียน หรือที่เรียกว่าชาวอิโลอิส) โดยบังคับผู้คนส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังมอริเชียสและเซเชลส์ หลายคนไม่ได้รับอนุญาตให้กลับมา และรายงานต่างๆ บรรยายถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ความยากจน และการขาดค่าชดเชยหลังจากการย้ายถิ่นฐาน

เหตุผลที่เกิดขึ้น การอพยพดังกล่าวทำขึ้นเพื่อเปิดทางให้ฐานทัพสหรัฐฯ บนเกาะดิเอโก การ์เซีย ซึ่งถือว่ามีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในช่วงสงครามเย็น ข้อพิพาทที่ดำเนินอยู่ ชาวชากอสเซียนและลูกหลานของพวกเขาต่อสู้มานานหลายทศวรรษเพื่อ: สิทธิในการกลับคืนสู่ถิ่นฐาน ค่าชดเชย คดีนี้เกี่ยวข้องกับ:

ศาลในสหราชอาณาจักร คำตัดสินระหว่างประเทศ รวมถึงความเห็นเชิงแนะนำจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปี 2019 ซึ่งระบุว่าการควบคุมเกาะของสหราชอาณาจักรควรยุติลง และสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติยังเรียกร้องให้สหราชอาณาจักรคืนดินแดนให้กับมอริเชียส โดยสหราชอาณาจักรยอมรับว่าการปฏิบัติต่อชาวชากอสเซียนนั้นผิด แต่ยังไม่อนุญาตให้ชาวพื้นเมืองกลับมามีการตั้งถิ่นฐานใหม่บนเกาะดิเอโก การ์เซียอย่างเต็มที่แต่อย่างใด การเจรจาระหว่างสหราชอาณาจักรและมอริเชียสเกี่ยวกับอธิปไตยยังคงดำเนินอยู่จนทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

 

โมฮัมเหม็ด ซาล่า ราชันย์แห่งแอนฟิลด์ เมื่อวันอำลามาถึง

คงไม่เกินจริงหากจะกล่าวว่าเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมาเป็นวันที่โลกฟุตบอลหยุดชะงักชั่วขณะ — เมื่อชายในชุดสีแดงเลือดหมู หมายเลข 11 อันเป็นที่คุ้นเคยของเดอะค็อปทั่วโลกได้ก้าวออกมายืนต่อหน้ากล้อง มองตรงเข้ามาในดวงตาของแฟนบอลหลายล้านคน และกล่าวประโยคที่ไม่มีใครอยากได้ยิน

"น่าเสียดายที่วันนั้นมาถึงแล้ว นี่คือบทแรกของการอำลาของผม ผมจะออกจากลิเวอร์พูลเมื่อสิ้นฤดูกาลนี้"

ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค โมฮัมเหม็ด ซาล่า ปิดฉากเก้าปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหนึ่งในตำนานบทหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ลิเวอร์พูล FC — และในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

เด็กหนุ่มจากบะซีอุน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 ไม่มีใครคาดคิดว่าการเซ็นสัญญามูลค่า 36.9 ล้านปอนด์จากสโมสร AS Roma จะกลายเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล ชายหนุ่มวัย 25 ปีจากหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ บะซีอุน ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ เดินทางมาพร้อมกับฝีเท้าซ้ายที่คมกริบ รอยยิ้มที่อ่อนโยน และความฝันที่ยังไม่สมบูรณ์

เส้นทางของซาล่าก่อนมาถึงแอนฟิลด์นั้นไม่ได้ราบรื่น — เขาผ่านการถูกปฏิเสธจาก Chelsea ที่ไม่ให้โอกาสเขาพิสูจน์ตัวเอง ผ่านการยืมตัวไป Fiorentina และ Roma ก่อนที่ Roma จะซื้อขาด แล้วในที่สุดก็ถึงมือ Jürgen Klopp — ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันที่มองเห็นในซาล่าสิ่งที่คนอื่นมองข้ามไป

การปฏิวัติสีแดง

ฤดูกาลแรกที่แอนฟิลด์ในปี 2017–18 ไม่ใช่แค่การเปิดตัว — มันคือการปฏิวัติ ซาล่าสร้างสถิติทำประตูในพรีเมียร์ลีกสำหรับนักเตะในฤดูกาลเดียวด้วยจำนวน 32 ประตูจาก 38นัด ในลีกที่ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดลีกหนึ่งของเมืองมนุษย์อย่างพรีเมียร์ลีก ตัวเลขที่โลกฟุตบอลต้องก้มหัวคารวะให้ รางวัล PFA Player of the Year และ FWA Footballer of the Year หลั่งไหลมาสู่มือเขาพร้อมกันในฤดูกาลเดียว

แต่ที่น่าตื่นใจกว่านั้น คือการที่เขาสร้างสิ่งที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้ — เขาทำให้แอนฟิลด์กลับมามีมนต์ขลัง และเดอะค็อปทั่วโลกเชื่อว่าลิเวอร์พูลอันเป็นที่รักมีโอกาสกลับมาผงาดง้ำค้ำโลกอีกครั้ง

พิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดแห่งยุโรป

ปี 2019 คือจุดสูงสุดร่วมกันของซาล่าและลิเวอร์พูล เสียงเพลง "You'll Never Walk Alone" ดังก้องอยู่ในทุกมุมของ Wanda Metropolitano กรุงมาดริด เมื่อ Liverpool คว้าแชมป์ UEFA Champions League ได้สำเร็จ — ถ้วยรางวัลที่แฟนบอลรอคอยมานานถึง 14 ปี

และในปี 2020 ความฝันที่ถูกเลื่อนออกไปนานถึง 30 ปีก็เป็นจริง Liverpool คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในยุคสมัยใหม่ พร้อมด้วยสถิติ 99 แต้ม และซาล่าคือหัวใจของทีมทีมนั้น

ตำนานที่ถูกประทับลงด้วยตัวเลขที่โกหกไม่ได้ 

ลงสนาม: 435 นัด (อันดับที่ 23 ในประวัติศาสตร์สโมสร)

ประตู: 255 ลูก (อันดับ 3 ตลอดกาลของ Liverpool รองจาก Ian Rush และ Roger Hunt)

แอสซิสต์: 119 ครั้ง

ประตู + แอสซิสต์ใน พรีเมียร์ลีก 281 ครั้ง ถือเป็นสถิติโลกของพรีเมียร์ลีกสำหรับนักเตะคนเดียวในทีมเดียว

Golden Boot: 4 สมัย (2017-18, 2018-19, 2021-22, 2024-25)

ถ้วยรางวัลใหญ่: 8 ใบ พาลิเวอร์พูลเถลิงบัลลังก์แชมป์ทุกถ้วยและทุกความสำเร็จที่มีให้ไขว่คว้า 

ประกอบไปด้วย แชมป์ พรีเมียร์ลีก และ ลีกคัพ อย่างละ 2 สมัย, UCL, FA Cup, Club World Cup, UEFA Super Cup อย่างละ 1 สมัย 

ฤดูกาล 2024-25: 29 ประตู 18 แอสซิสต์ — 47 Goal Involvements สูงสุดในประวัติของพรีเมียร์ลีกใน 1 ฤดูกาลหรือ 38 นัด

ผู้ทำประตูสูงสุดชาวแอฟริกันในพรีเมียร์ลีกตลอดกาล

อิทธิพลที่มากกว่าแค่ "ฟุตบอล"

ซาล่าไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรผลิตสกอร์ แต่เขาคือ ศูนย์รวมจิตใจ ความสม่ำเสมอของเขาคือมาตรฐานที่ลิเวอร์พูลขาดไม่ได้ เขามอบความเชื่อมั่นให้เพื่อนร่วมทีม และเป็นแรงบันดาลใจให้คนนับล้านทั่วโลก โดยเฉพาะการลบภาพจำและสร้างสะพานเชื่อมทางวัฒนธรรมผ่านรอยยิ้มและการก้มกราบ (Sujud) ทุกครั้งที่ทำประตูได้

นอกเหนือจากนี้ คงไม่เกินเลยแต่อย่างใดถ้าจะบอกว่าซาล่าไม่ได้เป็นเพียงนักฟุตบอล เขาคือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ในอียิปต์ ชื่อของเขาถูกสลักไว้บนกำแพง บนเสื้อผ้า บนฝันของเด็กชายที่ไม่มีรองเท้าดีๆใส่ แต่มีลูกบอลไว้เดินตามรอยเท้าของเขา สำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูลทั่วโลก เขาคือหลักฐานว่าความยิ่งใหญ่ไม่ต้องการแบกความหยิ่งยโส

ในสังคมที่ชื่นชมนักเตะผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความอหังการ ซาล่าเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม เขาสร้างโรงพยาบาลในหมู่บ้านของเขาที่บ้านเกิด บริจาคเงินเพื่อการศึกษา และยังคงลงทำบุญในรอมฎอนทุกปีอย่างเงียบงัน เขาเป็นราชันย์ที่ไม่ต้องการมงกุฎ เพราะมงกุฎของเขาอยู่ในใจผู้คน

เส้นทางเดินสู่ความขัดแย้ง

ทุกตำนานล้วนมีบทที่เจ็บปวด และบทนั้นของซาล่าเริ่มต้นในเดือนธันวาคม 2025

หลังจากถูกจำกัดบทบาทจากทีมชุดใหญ่โดย Arne Slot ผู้จัดการทีมคนใหม่ ซาล่าซึ่งเพิ่งเซ็นสัญญาต่อในเดือนเมษายนปีเดียวกัน ออกมาพูดตรงๆ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนว่า เขารู้สึกเหมือนสโมสรกำลัง "โยนเขาไปเป็นแพะรับบาป" ความสัมพันธ์ที่ร้าวลึกนี้เป็นสัญญาณว่ายุคสมัยกำลังเปลี่ยนผ่าน

ในฤดูกาลสุดท้ายนี้ ซาล่าทำได้เพียง 10 ประตูจาก 34 นัด — ตัวเลขที่สูงสำหรับนักเตะทั่วไป แต่ต่ำเกินไปสำหรับราชันย์แห่งแอนฟิลด์ อายุที่เพิ่มขึ้น รูปแบบการเล่นที่เปลี่ยนไป และความสัมพันธ์ที่เปราะบางกับทีมงาน ทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น มันถึงเวลาแล้ว

วันที่โลกของเดอะค็อปหยุดนิ่ง

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2026 ซาล่าโพสต์วิดีโออำลาบน Instagram ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ท่ามกลางภาพถ้วยรางวัลที่เรียงรายอยู่เบื้องหลัง เขากล่าวว่า

"ผมไม่เคยจินตนาการว่าสโมสรแห่งนี้ เมืองนี้ ผู้คนเหล่านี้ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมอย่างลึกซึ้งขนาดนี้ ลิเวอร์พูลไม่ใช่แค่สโมสรฟุตบอล มันคือความหลงใหล มันคือประวัติศาสตร์ มันคือจิตวิญญาณ"

Ryan Gravenberch ตอบกลับในคอมเมนต์เพียงคำเดียว: "Legend" Virgil van Dijk ซึ่งร่วมเดินทางตลอดยุคทองของลิเวอร์พูลพร้อมกับซาล่า ก็ออกมาแสดงความรู้สึกเช่นกัน สนามแอนฟิลด์ยังไม่ได้กล่าวอำลา แต่ทั้งโลกรับรู้แล้วว่าวันนั้นกำลังจะมา

ราชันย์ไม่เคยจากไป

นัดอำลาอย่างเป็นทางการถูกกำหนดให้เป็นวันที่ 24 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้กับ Brentford ที่แอนฟิลด์ ในวันนั้น ความเงียบสงบจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องของผู้คนหกหมื่นกว่าชีวิต ที่จะร้องเพลงให้กับชายคนนี้เป็นครั้งสุดท้าย

ซาล่ากล่าวว่า "การจากไปไม่เคยง่าย คุณทุกคนมอบช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตผมให้ ผมจะเป็นหนึ่งในพวกคุณเสมอ สโมสรแห่งนี้จะเป็นบ้านของผมตลอดไป ของผมและครอบครัวผม"

ตัวเลขอาจถูกทุบทำลายในอนาคต แต่สิ่งที่ซาล่ามอบให้ไม่ได้อยู่แค่ในสถิติ มันอยู่ในความทรงจำของเด็กชายที่เห็นเขาวิ่งแล้วเชื่อว่าความฝันมีอยู่จริง มันอยู่ในคืนที่แอนฟิลด์สั่นสะเทือนด้วยความปีติยินดี มันอยู่ในทุกครั้งที่มีคนสวมเสื้อหมายเลข 11 สีแดงเพลิงตัวนั้น

"Liverpool จะเป็นบ้านของผมตลอดไป ของผมและครอบครัวผม — โมฮัมเหม็ด ซาล่า, 24 มีนาคม 2026"

ราชันย์อาจลุกออกจากราชบัลลังก์ได้ แต่ตำนานไม่มีวันตาย

You'll Never Walk Alone.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top