Friday, 28 August 2026
COLUMNIST

“ซาบันตุย” เทศกาลแห่งคันไถ รู้จัก “ซาบันตุย” เทศกาลเก่าแก่แห่งคันไถ จากวิถีเกษตรสู่สัญลักษณ์พหุวัฒนธรรมรัสเซีย รัสเซียจัดใหญ่ Sabantuy 2026 ชูความสามัคคีของชนชาติ ผ่านเทศกาลพื้นบ้านตาตาร์–บัชคีร์

ซาบันตุย (Sabantuy) เทศกาลแห่งคันไถและความสามัคคีของชนชาติในรัสเซีย

ซาบันตุย «Сабантуй» เป็นหนึ่งในเทศกาลพื้นบ้านที่สำคัญที่สุดของชาวตาตาร์ (Tatar) และชาวบัชคีร์ (Bashkir) ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยขนาดใหญ่ในสหพันธรัฐรัสเซีย เทศกาลนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายศตวรรษและมีรากฐานมาจากวิถีชีวิตเกษตรกรรมของชนเผ่าตุรกีในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโวลกาและเทือกเขาอูราล ปัจจุบัน ซาบันตุยได้รับการยอมรับให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของรัสเซีย และจัดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งภายในประเทศและในชุมชนชาวตาตาร์ทั่วโลก

ซาบันตุย (Sabantuy) เป็นหนึ่งในเทศกาลที่เก่าแก่ที่สุดของชาวเติร์ก โดยอุทิศให้กับการสิ้นสุดฤดูงานเกษตรในท้องนา และในแต่ละปีจะมีผู้เข้าร่วมและผู้มาเยือนนับพันคน ทำหน้าที่เป็นเวทีที่รวบรวมผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติให้มาพบปะกัน คำว่า “Sabantuy” มาจากคำในภาษาตุรกีโบราณสองคำ ได้แก่ “Saban” ซึ่งหมายถึง “คันไถ” และ “Tuy” ซึ่งหมายถึง “งานเฉลิมฉลอง” หรือ “งานเลี้ยง” ดังนั้น ซาบันตุยจึงมีความหมายว่า “เทศกาลแห่งคันไถ” หรือ “งานเฉลิมฉลองหลังการไถหว่าน” เดิมทีเทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเสร็จสิ้นการหว่านเมล็ดพืชในฤดูใบไม้ผลิ และเป็นการขอบคุณธรรมชาติสำหรับความอุดมสมบูรณ์ที่คาดว่าจะได้รับในฤดูกาลเก็บเกี่ยว ในช่วงเวลาระหว่างการหว่านเมล็ดพืชและการเก็บหญ้าแห้งชาวตาตาร์จะรวมตัวกันเป็นเวลาหนึ่งถึงสองสัปดาห์เพื่อพักผ่อนจากการทำงานพบปะสังสรรค์กับญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน ตลอดจนร่วมกันอธิษฐานขอให้การเพาะปลูกในปีนั้นอุดมสมบูรณ์และได้ผลผลิตที่ดี ดังนั้นซาบันตุยจึงไม่เพียงเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานและการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตเกษตรกรรม ความสามัคคีของชุมชน และความหวังต่อความอุดมสมบูรณ์ในฤดูกาลเก็บเกี่ยวอีกด้วย ในโลกปัจจุบันซาบันตุยได้ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเทศกาลประจำชนชาติใดชนชาติหนึ่งไปแล้วและพัฒนาเป็นเทศกาลทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติที่เปิดกว้างสำหรับผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม โดยทำหน้าที่เป็นเวทีส่งเสริมความเข้าใจอันดี การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของประชาชนในสังคมพหุวัฒนธรรม

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าซาบันตุยมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยก่อนการรับศาสนาอิสลามของชาวตาตาร์ ต่อมาเมื่อศาสนาอิสลามแพร่เข้ามาในภูมิภาคเทศกาลดังกล่าวก็ยังคงได้รับการสืบทอดในฐานะประเพณีทางวัฒนธรรมมากกว่าพิธีกรรมทางศาสนา จึงสามารถดำรงอยู่ได้แม้จะผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมหลายยุคสมัย ตั้งแต่สมัยข่านแห่งคาซาน จักรวรรดิรัสเซีย สหภาพโซเวียต จนถึงสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน

ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะได้รับการรับรองเป็นศาสนาประจำรัฐของอาณาจักรโวลกาบัลแกเรีย (Volga Bulgaria) ในปี ค.ศ. 922 ซาบันตุยเป็นเทศกาลที่มีรากฐานมาจากความเชื่อแบบนอกศาสนา (Paganism) และเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการบูชายัญเพื่อบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และวิญญาณตามความเชื่อดั้งเดิม ชาวนาในยุคนั้นเชื่อว่าผลผลิตทางการเกษตรและความเป็นอยู่ของชุมชนขึ้นอยู่กับพลังเหนือธรรมชาติเหล่านี้ จึงประกอบพิธีเพื่อขอความคุ้มครองและความอุดมสมบูรณ์ เมื่อศาสนาอิสลามแพร่เข้าสู่ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโวลกา พิธีกรรมดั้งเดิมเหล่านี้ค่อย ๆ เลือนหายไป พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาของการจัดงาน เดิมทีซาบันตุยจัดขึ้นในเดือนเมษายนก่อนเริ่มฤดูกาลเพาะปลูก แต่ภายหลังการรับอิสลามเทศกาลได้ถูกเลื่อนไปจัดในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ระหว่างฤดูหว่านเมล็ดพืช ขณะที่พิธีบูชายัญถูกแทนที่ด้วยประเพณีการมอบของขวัญและการแสดงความปรารถนาดีต่อกันในชุมชน หนึ่งในธรรมเนียมสำคัญของซาบันตุยคือ พิธีรวบรวมของขวัญ ซึ่งจัดขึ้นก่อนวันงาน โดยเยาวชนจะเดินไปตามบ้านเรือนเพื่อรวบรวมสิ่งของต่าง ๆ เช่น ผ้าคลุมไหล่ หมวก ผ้าปูโต๊ะ และผ้าคลุมเตียง เพื่อนำไปใช้เป็นรางวัลสำหรับการแข่งขันภายในงาน ของรางวัลที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคือ ผ้าขนหนูปักลวดลายพื้นเมือง ซึ่งตามประเพณีจะจัดทำโดยหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงานหลังจากเทศกาลซาบันตุยครั้งก่อน ผ้าผืนนี้จะถูกมอบให้แก่ผู้ชนะการแข่งขันมวยปล้ำพื้นเมือง “โคเรช” (Kuresh) ถือเป็นเกียรติสูงสุดทั้งต่อผู้ชนะการแข่งขันและต่อหญิงผู้สร้างสรรค์งานหัตถกรรมชิ้นดังกล่าว ในสมัย Kazan Khanate ระหว่างปี ค.ศ. 1438–1552 ซาบันตุยได้รับการพัฒนาและสถาปนาอย่างชัดเจนในฐานะเทศกาลประจำชาติของชาวตาตาร์ กลายเป็นงานเฉลิมฉลองขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นหลังเสร็จสิ้นวงจรการเพาะปลูก และเป็นสัญลักษณ์ของการเคารพแรงงาน ผืนดิน และผู้คนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม แม้ในยุคสหภาพโซเวียต ซาบันตุยยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับแนวคิดทางสังคมของรัฐ โดยเพิ่มกิจกรรมเชิดชูบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ด้านแรงงาน เช่น เกษตรกร ผู้ควบคุมเครื่องจักรกลการเกษตร ผู้เลี้ยงสัตว์ ครู แพทย์ ตลอดจนทหารผ่านศึกและแรงงานดีเด่นต่อมาในปี ค.ศ. 1990 ซาบันตุยได้รับการบรรจุอย่างเป็นทางการให้เป็นหนึ่งในวันสำคัญประจำสาธารณรัฐตาตาร์สถาน (Republic of Tatarstan) และในปี ค.ศ. 1992 ก็ได้รับสถานะเดียวกันในสาธารณรัฐบัชคอร์โตสถาน (Republic of Bashkortostan) นับแต่นั้นเป็นต้นมาเทศกาลนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของชนชาติตาตาร์และบัชคีร์ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน

เทศกาลนี้ไม่มีวันจัดงานที่ตายตัวเนื่องจากกำหนดตามช่วงเวลาที่งานเกษตรกรรมในฤดูใบไม้ผลิเสร็จสิ้น
ทำให้แต่ละภูมิภาคจัดงานในวันแตกต่างกัน ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างปลายเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนกรกฎาคม โดยมีการจัดงานทั้งในหมู่บ้านชนบทและเมืองใหญ่ แต่ยังคงรักษาบรรยากาศอบอุ่นแบบครอบครัวและความเคารพต่อขนบธรรมเนียมพื้นบ้านไว้เช่นเดิม กิจกรรมสำคัญที่สุดคือ “ซาบันตุยระดับสหพันธรัฐ” หรือ“Federal Sabantuy” ซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นในภูมิภาคโดยหมุนเวียนเจ้าภาพจัดงานแห่งใหม่ทุกปี โครงการนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ของรัสเซีย  ผู้ก่อตั้งและผู้จัดงานหลักของซาบันตุยระดับสหพันธรัฐในรัสเซีย ได้แก่ รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน กระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน และ World Congress of Tatars ร่วมกับฝ่ายบริหารของภูมิภาคเจ้าภาพในแต่ละปี ในปีค.ศ. 2026 งาน ซาบันตุยระดับสหพันธรัฐ ครั้งที่ 26 จะจัดขึ้นในวันที่ 18 กรกฎาคม 2026
ณ สวนสาธารณะ Green Island Park ในเมืองออมสค์ (Omsk) การเลือกแคว้นออมสค์เป็นเจ้าภาพในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากหมู่บ้านชาวตาตาร์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค คือ หมู่บ้านอาเชวานี (Ashevany) กำลังเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 800 ปี ของการก่อตั้งจึงมีการกำหนดให้การจัดงานซาบันตุยระดับสหพันธรัฐเพื่อให้สอดคล้องกับโอกาสสำคัญดังกล่าว ภายในงานจะมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการละเล่นพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบ อาทิ การแสดงคอนเสิร์ต การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง งานมหรสพพื้นบ้าน และตลาดนัดสินค้าและหัตถกรรมท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันกีฬาพื้นเมืองของชนชาติตุรกีหลายประเภท

ควบคู่ไปกับการจัดงานซาบันตุยระดับสหพันธรัฐ ยังมีการจัดงาน “ซาบันตุยชนบทระดับรัสเซีย” (All-Russian Rural Sabantuy) ซึ่งมุ่งเน้นการอนุรักษ์วิถีชีวิตและประเพณีของชุมชนชนบท โดยเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 ภายใต้การสนับสนุนของนายรุสตั้ม มินนิคฮานอฟ (Rustam Minnikhanov) ผู้นำสาธารณรัฐตาตาร์สถาน และมีการหมุนเวียนสถานที่จัดงานไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของรัสเซียทุกปี ปัจจุบันรัสเซียมีหมู่บ้านชาวตาตาร์ประมาณ 4,200 แห่งทั่วประเทศ ทำให้รูปแบบการจัดงานดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนชาวตาตาร์ในพื้นที่ชนบท ในปีค.ศ. 2025 งานดังกล่าวจัดขึ้นที่แคว้นคีรอฟ (Kirov Oblast) ส่วนในปี ค.ศ. 2026 ซาบันตุยชนบทระดับรัสเซีย ครั้งที่ 16 จะจัดขึ้นในวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ณ หมู่บ้านมาลี ทรูเยฟ (Maly Truev) ในแคว้นเพนซา (Penza Oblast)

สัญลักษณ์สำคัญของงานคือ “ตุลปาร์” (Tulpar) ม้าบินในตำนานของชาวเติร์ก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นที่สุดของชาวเติร์ก ในทุกปีจะมีการส่งมอบรูปปั้นสำริดของตุลปาร์จากภูมิภาคเจ้าภาพเดิมไปยังเจ้าภาพรายถัดไปเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการสืบทอดประเพณี ความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมและความเป็นเอกภาพของชนชาติต่าง ๆ ภายในสหพันธรัฐรัสเซีย กิจกรรมสำคัญของเทศกาลซาบันตุยประกอบด้วยการแข่งขันกีฬาและการละเล่นพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบ โดยกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ “คูเรช” (Kuresh) หรือมวยปล้ำพื้นเมืองของชาวตาตาร์ ซึ่งผู้แข่งขันจะใช้ผ้าคาดเอวจับคู่ต่อสู้เพื่อพยายามทุ่มให้อีกฝ่ายล้มลง นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันวิ่งแข่ง ปีนเสาที่ทาน้ำมัน แข่งกระสอบ วิ่งถือไข่ในช้อน ชักเย่อ และการละเล่นพื้นบ้านอื่น ๆ ที่เน้นความสนุกสนานและการมีส่วนร่วมของชุมชน

ในปี 2026 รัฐบาลรัสเซียกำหนดให้การจัดงานอยู่ภายใต้แนวคิด “ปีแห่งความสามัคคีของชนชาติแห่งรัสเซีย” (Year of Unity of the Peoples of Russia) เพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเป็นเอกภาพของประชาชนหลากหลายเชื้อชาติภายในประเทศ สำหรับปี 2026 การเฉลิมฉลองซาบันตุยจะจัดขึ้นอย่างกว้างขวางในหลายภูมิภาคของรัสเซีย แต่ศูนย์กลางสำคัญที่สุดยังคงเป็นซึ่งสาธารณรัฐตาตาร์สถานเป็นบ้านเกิดทางวัฒนธรรมของชาวตาตาร์ โดยตาตาร์สถานจะจัดงานซาบันตุยเป็น 3 ระยะ ดังนี้

1) 6–7 มิถุนายน 2026 เริ่มการเฉลิมฉลองในหมู่บ้านและศูนย์กลางเขตต่าง ๆ ทั่วสาธารณรัฐ

2) 13 มิถุนายน 2026 จัดงานในเมืองใหญ่ของตาตาร์สถาน รวมถึง Naberezhnye Chelny ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาค

3) 20 มิถุนายน 2026ปิดท้ายการเฉลิมฉลองด้วยงานซาบันตุยหลักของสาธารณรัฐ ณ เมือง Kazan เมืองหลวงของตาตาร์สถาน ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชาวตาตาร์

อีกพื้นที่นึงที่มีการเฉลิมฉลองซาบันตุยอย่างยิ่งใหญ่คือบัชคอร์โตสถานโดยกิจกรรมจะครอบคลุมเขตเทศบาลทั้ง 54 แห่งของสาธารณรัฐ และจัดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกือบหนึ่งเดือนครึ่ง ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม ถึง 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 แต่ละอำเภอจะจัดงานในรูปแบบของตนเอง โดยเน้นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมพื้นบ้านของชาวบัชคีร์และชาวตาตาร์ ในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะ Ufa เมืองหลวงของสาธารณรัฐ งานซาบันตุยจะถูกยกระดับเป็นเทศกาลวัฒนธรรมขนาดใหญ่ ประกอบด้วยคอนเสิร์ต การแสดงของศิลปินรับเชิญ และกิจกรรมบนเวทีสมัยใหม่ที่ผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับความบันเทิงร่วมสมัย

ส่วนในมอสโกสถานที่จัดงานหลักตามธรรมเนียมคือ Kolomenskoye Museum-Reserve ซึ่งจะมีการจัดเทศกาลชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ (Ethnofestival) ภายใต้การสนับสนุนของทางการกรุงมอสโกและองค์กรชุมชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม กำหนดวันจัดงานอย่างเป็นทางการของปี ค.ศ. 2026 ยังไม่ได้รับการประกาศ

ปัจจุบัน ซาบันตุยยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ แม้จะพัฒนาเป็นเทศกาลขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมจากทั่วรัสเซียและต่างประเทศ ในปีค.ศ. 2026 ทางการตาตาร์สถานได้กำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการจัดงาน โดยให้ความสำคัญกับการจำลองบ้านเรือนและสถาปัตยกรรมแบบตาตาร์ดั้งเดิมอย่างถูกต้อง ทั้งด้านขนาด รูปแบบ และวัสดุก่อสร้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เทศกาลกลายเป็นเพียงกิจกรรมบันเทิง และคงสถานะของซาบันตุยในฐานะมรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต ศูนย์กลางของงานยังคงเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่เรียกว่า “ไมดาน” (Maidan) ซึ่งใช้จัดพิธีการ การแสดงคอนเสิร์ต และการแข่งขันกีฬาพื้นบ้านต่าง ๆ โดยเป็นจุดรวมตัวของผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายภูมิภาค

การแข่งขันและกิจกรรมสำคัญ กิจกรรมที่สำคัญที่สุดของซาบันตุยคือการแข่งขันกีฬาและการละเล่นพื้นบ้าน โดยเฉพาะ โคเรช (Koresh หรือ Kuresh) มวยปล้ำพื้นเมืองของชนชาติตุรกี ซึ่งถือเป็นหัวใจของเทศกาล การแข่งขันจะเริ่มจากเด็กชาย ก่อนขยายไปสู่เยาวชนและผู้ใหญ่ตามลำดับอายุ จนถึงรอบสุดท้ายที่นักปล้ำผู้แข็งแกร่งที่สุดหรือ “บาตือร์” (Batyr) จะเข้าชิงชัยเพื่อครองตำแหน่งแชมป์ของงาน นอกจาก “โคเรช” การแข่งขันมวยปล้ำพื้นเมือง แล้ว การแข่งขันยังถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของเทศกาลซาบันตุย โดยมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมเร่ร่อนของชนชาติเติร์กในอดีต ผู้ขี่ม้ามักเป็นเด็กชายอายุระหว่าง 8–12 ปี ซึ่งสะท้อนถึงการสืบทอดขนบธรรมเนียมและทักษะจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ภายในงานยังมีการแข่งขันกีฬาและการละเล่นพื้นบ้านอีกมากมาย อาทิ การแข่งขันวิ่งถือคานหาบพร้อมถังน้ำ การต่อสู้ด้วยกระสอบฟางบนท่อนไม้ การชักเย่อ การปีนเสาสูงที่ทาด้วยน้ำมันหรือทำให้ลื่นเพื่อชิงรางวัล การตีหม้อดินเผาขณะปิดตา การวิ่งแข่งขันและเกมพื้นบ้านรูปแบบต่าง ๆ กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิต ความแข็งแรง และความร่วมมือของชุมชนชนบทในอดีต นอกจากนี้ยังมีการแสดงของคณะศิลปะพื้นบ้าน การแสดงดนตรีและเพลงพื้นเมือง การแสดงของศิลปินร่วมสมัย การแสดงนาฏศิลป์และการเต้นรำพื้นบ้าน และการแสดงละครและการแสดงทางวัฒนธรรมภายในบริเวณงานยังมีตลาดนัดและโซนจัดแสดงงานหัตถกรรมพื้นบ้าน ซึ่งช่างฝีมือจากภูมิภาคต่าง ๆ นำผลิตภัณฑ์และผลงานศิลปหัตถกรรมมาจัดแสดงและจำหน่าย นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่พักผ่อนสำหรับครอบครัว ลานกิจกรรมสำหรับเด็ก และซุ้มอาหารพื้นเมืองของชาวตาตาร์และชาวบัชคีร์ เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

ซาบันตุยเป็นเทศกาลที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา อายุ หรือภูมิหลังทางวัฒนธรรม ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้เพียงเดินทางมายังสถานที่จัดงานในวันที่มีการเฉลิมฉลองปัจจุบัน ซาบันตุยไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลของชาวตาตาร์และชาวบัชคีร์เท่านั้น แต่ได้พัฒนาเป็นเทศกาลวัฒนธรรมสาธารณะที่เชิญชวนผู้คนจากหลากหลายชนชาติให้มาร่วมสัมผัสประเพณีพื้นบ้าน ศิลปวัฒนธรรม อาหาร และกิจกรรมนันทนาการร่วมกันในหลายภูมิภาคของรัสเซีย การเข้าร่วมงาน ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยทางการท้องถิ่นมักจัดบริการอำนวยความสะดวกสำหรับผู้มาเยือน เช่น รถรับส่งฟรีจากจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะไปยังพื้นที่จัดงาน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกิจกรรมได้สะดวกยิ่งขึ้น ภายในงานผู้เข้าร่วมสามารถเลือกชมการแสดงทางวัฒนธรรม การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน การสาธิตงานหัตถกรรม การออกร้านอาหารพื้นเมือง รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมและเกมพื้นบ้านต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ ทำให้ซาบันตุยเป็นเทศกาลที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ ซาบันตุยจึงเป็นมากกว่าเทศกาลประจำชนชาติ แต่เป็นเวทีแห่งมิตรภาพ ความสามัคคี และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความหลากหลายของสังคมรัสเซียร่วมสมัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ปัญหาซ้ำซ้อนในเขตเมือง!! กำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมืองต้องชัด จี้มหาดไทยเลิกสองมาตรฐาน หลังศาลวางบรรทัดฐานให้ยุติทันที ถึงเวลารัฐบาลชี้ขาดสถานะกำนันผู้ใหญ่บ้าน

จะยกเลิกหรือคงอยู่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง รัฐบาลเอาให้ชัด ไม่เหลื่อมล้ำ

น่าจะยังสับสนกันต่อไปสำหรับแนวทางปฏิบัติ ที่ “เหลื่อมล้ำ”ของมหาดไทย กับตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง ง่ายๆคือบางพื้นที่ยังมีกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ บางพื้นที่ยกเลิกไปแล้ว ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ เขตเทศบาลเมืองเกาะสมัย ยกเลิกไปนานนับสิบปีแล้ว เทศบาลสิงหนคร ยกเลิกไป 1 ปี หลังยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองสิงหนคร แต่เขตติดกับเทศบาลเมืองม่วงงาม ยังมีกำนันผู้ใหญ่อยู่

คำพิพากษาศาลปกครองเพชรบุรี (คดีหมายเลขแดงที่ 189/2567) คดีเทศบาลเมืองจอมพลนี้ ถือเป็น "บรรทัดฐานทางกฎหมาย (Legal Precedent)" ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างกระทรวงมหาดไทยอย่างรุนแรง เพราะเป็นการ "ปิดช่องโหว่" ที่ฝ่ายปกครองเคยใช้ตีความเข้าข้างตนเองมาโดยตลอด

สรุปสาระสำคัญของคำพิพากษาศาลปกครอง (คดีเทศบาลเมืองจอมพล) ให้สั้น กระชับ และเข้าใจง่าย สำหรับนำไปใช้อ้างอิง มี 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ

1. พ้นตำแหน่ง "ทันที" โดยอัตโนมัติ

ศาลชี้ขาดว่า เมื่อพื้นที่ถูกยกฐานะเป็น "เทศบาลเมือง" ตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านต้อง สิ้นสุดลงทันทีโดยผลของกฎหมาย (ตาม พ.ร.บ.เทศบาลฯ) โดยฝ่ายปกครองอ้างไม่ได้ว่าต้องรอให้กระทรวงมหาดไทยออกประกาศยกเลิกก่อน

2. การแต่งตั้งหรือให้อยู่ต่อ ถือว่า "ผิดกฎหมาย"

เมื่อตำแหน่งถูกยุบเลิกโดยอัตโนมัติไปแล้ว การที่นายอำเภอหรือผู้ว่าฯ ไปออกคำสั่ง "แต่งตั้งคนใหม่" เข้ามาแทน หรือ "สั่งให้คนเดิมทำงานต่อ" จึงถือเป็น คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ) ผู้ที่ถูกแต่งตั้งจึงไม่มีสิทธิปฏิบัติหน้าที่หรือรับเงินเดือน

3. นัยยะต่องานวิจัย: ยืนยันหลักการ "เมืองต้องให้เทศบาลดูแล"

คำพิพากษานี้เป็นการจัดระเบียบโครงสร้างรัฐให้ชัดเจน เพื่อยุติความขัดแย้งและแก้ปัญหาการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน โดยยืนยันว่าเมื่อเป็น "เขตเมือง" แล้ว ต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล) บริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ และต้องถอดกลไกภูมิภาค (กำนันผู้ใหญ่บ้าน) ออกไป

สรุปสั้นๆ สำหรับนำไปอ้างอิง:

"ศาลปกครองวางบรรทัดฐานว่า การเป็นเทศบาลเมืองทำให้ตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านสิ้นสุดลงทันทีโดยอัตโนมัติ การฝืนแต่งตั้งหรือให้อยู่ต่อถือเป็นการทำผิดกฎหมาย ซึ่งคำพิพากษานี้ช่วยแก้ปัญหาระบบบริหารราชการที่ซ้ำซ้อนกันในเขตเมืองได้อย่างเด็ดขาด"

แต่แม้จะมีคำพิพากษาศาลปกครองเพชรบุรี วางบรรทัดฐานไว้แล้ว แต่ยังมีหลายพื้นที่มหาดไทย ยังปล่อยให้มีการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยความเห็นชอบของนายอำเภอและผู้ว่าราชจังหวัด

เทศบาลโคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จะ.พังงา เพิ่งยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองเมื่อไม่นานมานี้ จึงเกิดความสับสนถึงแนวทางปฏิบัติว่าจะทำอย่างไรต่อ จะยกเลิก หรือให้มีการเลือกตั้งแล้วแต่งตั้งต่อไป ทางผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา จึงมีหนังสือหารือไปยังกรมการปกครองถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

รณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ปฏิึหน้าที่แทนอธิบดีกรมการปกครอง มีหนังสือตอบไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ให้มีการเลือกตั้ง แต่งตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมืองโคกกลอยต่อไป

หนังสือจากกรมการปกครอง ตอบข้อหารือของผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาให้ยังคงมีกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมืองโคกกลอย น่าจะขัดหรือแย้งในสองประเด็น

1.ขัดต่อพระราชบัญญัติเทศบาล ที่ให้ยกเลิกกำนันผู้ใหญ่ทันทีเมื่อยกฐานะเป็นเทศบาลเมือง

2.ขัดต่อคำพิพากษาของศาลปกครองจังหวัดเพชรบุรี ที่วางกรอบเป็นบรรทัดฐานไว้แล้วว่า ให้ยกเลิก

คำตอบข้อหารือของกรมการปกครองจึงนำมาสู่การเคลื่อนไหวของ #ยงยศ_แก้วเขียว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านสารวัตรกำนันผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทันที เรียกร้องให้มหาดไทยปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน

ประเด็นปัญหาตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่ในเขตเทศบาลเมืองว่ายังสมควรมีต่อไป หรือควรยกเลิก เป็นประเด็นถกเถียงกันมานานกว่า 10 ปี แต่ยังไม่เห็นฝ่ายการเมือง รัฐบาล ฝ่ายค้าน สส.หยิบยกขึ้นมาหารือเพื่อแก้ไขกฎหมาย เห็นดิ้นรนจะเป็นจะตายอยู่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จะมีหรือไม่มีกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง ก็ไปแก้กฎหมายให้ชัด และปฏิบัติในแนวทางเดียวกันปัญหาจะได้จบไป จริงไหม #อนุทิน

ไทย–กัมพูชา เปลี่ยนเกม!! สะบั้น MOU44 หันกลับใช้ UNCLOS ยกระดับความสัมพันธ์บนเวทีสากล กัมพูชาต้องการสิทธิพิเศษทางทะเล ไทยพร้อมรับมือยึดกติกาสากล

วิเคราะห์ UNCLOS กับ MOU44 ความแตกต่างในวันที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป

ความชื่นมื่นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาแทบจะเรียกได้ว่าวันนี้เราต่างคนต่างอยู่ก็ไม่ผิดอะไรนัก  แม้การเดินทางเข้ากัมพูชาของคนไทย ณ วันนี้จะเดินทางเข้ากัมพูชาได้ทางอากาศแบบฟรีวีซ่าเพราะกัมพูชาก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนปฏิบัติตามข้อตกลงอาเซียน/ทวิภาคี  ที่ให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนสามารถเดินทางไปหากันได้แบบไม่ต้องใช้วีซ่าภายในระยะเวลา 14 วัน   ล่าสุดไทยกับกัมพูชาจะสะบั้น MOU 44 กันไปแล้วและหันกลับไปใช้ UNCLOS กันแทน วันนี้เอย่าจึงพามาดูกันว่า UNCLOS ต่างจาก MOU44 อย่างไร แล้วงานนี้ใครได้ใครเสีย

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า MOU คือข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศ  เป็นการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกันระหว่าง 2 ประเทศ  ซึ่งไม่ได้มีการบ่งบอกหรือปักปันเขตแดนกันจริงจัง  ซึ่งนี่คือปัญหาที่หมักหมมที่เกิดการรุกล้ำแผ่นดินจนเคลมแผ่นดินไทยบางส่วนไปเป็นของกัมพูชาเพราะถือหลักอยู่กันมานานนั่นเอง ซึ่งจุดนี้ทางไทยเราได้กางแผนที่พร้อมหลักฐานหมุดสยามที่ปักอยู่เป็นตัวกำหนดเขตแดนและยึดคืนพื้นที่กว่า 13,000 ไร่  โดยใช้หลักฐานคือ สันปันน้ำ  แผนที่ 1:50,000 ซึ่งเป็นมาตราส่วนสากลในการกำหนดปักปันเขตแดน  รวมถึงหลักหมุดเดิมที่มีการกำหนดกันระหว่างรัฐบาลสยามกับรัฐบาลฝรั่งเศสในขณะนั้น 

แล้ว UNCLOS คืออะไรละ….?   UNCLOS ย่อมาจากUnited Nations Convention on the Law of the Sea  เป็นการแบ่งเขตทางทะเล ซึ่งเป็นกฎหมายสากลที่ใช้กำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างประเทศ  การที่ตอนนี้ไทยและกัมพูชาเลือกใช้ UNCLOS เพราะจะได้แบ่งปักปันพื้นที่ในทะเลออกมาได้อย่างชัดเจน  โดยพื้นที่ในทะเลจะเกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ที่อยู่ในพื้นที่ทะเลตรงนั้นด้วย  แล้วแปลกใจไหมละคะว่าทำไมกัมพูชาถึงเลือกจะใช้ UNCLOS ในการแก้ปัญหาชายแดนกับไทย  กัมพูชาได้อะไรอย่างนั้นหรือ…?

อย่างแรกเลยกัมพูชาอ้าง UNCLOS เพื่อจะเปลี่ยนประเด็นจากข้อพิพาทของ 2 ประเทศให้เป็นปัญหาระดับสากล ดึงองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาได้ช่วยไกล่เกลี่ยและเพิ่มความชอบธรรมทางการทูต   ประเด็นต่อมาคือ  การเพิ่มอำนาจต่อรองเรื่องก๊าซและน้ำมัน โดยมีความเป็นไปได้ที่ทางกัมพูชาจะอ้างสิทธิการใช้เป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ประกาศสิทธิครอบครองตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) โดยขยายออกไปสูงสุดไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล  หรือประมาณ 370 กิโลเมตร จากเส้นฐานชายฝั่ง โดยเขตเศรษฐกิจจำเพาะนี้ให้สิทธิพิเศษแก่กัมพูชาในการสำรวจ ขุดเจาะ และแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งสิ่งมีชีวิต เช่น สัตว์น้ำ และสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันใต้ทะเล เป็นต้น  ซึ่งการลากเส้นทางทะเลดังกล่าวจะเพิ่มความชอบธรรมในการเคลมการหาผลประโยชน์พื้นที่ในทะเลในจุดที่เคยเป็นพื้นที่พิพาทให้เป็นของกัมพูชาได้  ข้อ 3 คือการลดการใช้แผนที่และสนธิสัญญาจากยุคอาณานิคมแต่หันมายึดกฎหมายทะเลยุคใหม่แทน  สุดท้ายการใช้ UNCLOS จะเพิ่มภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้แก่กัมพูชาด้วย  

แล้วฝั่งไทยละการใช้ UNCLOS มีประโยชน์อย่างไร  เอย่าก็ต้องบอกก่อนว่าไทยเราใช้ UNCLOS มาหลายประเทศแล้วรอบบ้านเราทั้งเมียนมาและมาเลเซีย  รวมถึงประเทศที่จะมีน่านน้ำติดกับเราอย่าง อินเดีย  เวียดนาม  อินโดนีเซียก็เช่นกัน  ดังนั้นการใช้ UNCLOS ของไทยจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ ดังนั้นการใช้ UNCLOS ของไทยเราจึงมีประสบการณ์เป็นอย่างดี อะไรที่ฝั่งกัมพูชาคิดจะทำได้ฝั่งไทยก็ทำได้เช่นกันในกรอบข้อกำหนดเดียวกัน

ถึงวันนี้เอย่ามั่นใจว่าการที่ท่านอนุทินเดินทางไปยังฝรั่งเศสแล้วบอกกับประธานาธิบดี มาครง เรื่องกันยกเลิก MOU44 แล้วหันกลับมาใช้ UNCLOS น่าจะเป็นอะไรที่เป็นมาตรฐานและเป็นสิ่งที่เจ้าอาณานิคมแต่เดิมของกัมพูชาเข้าใจได้  แถมยกระดับภาพลักษณ์ไทยในสายตาชาวโลกด้วยว่าเราไม่ได้รังแกประเทศที่ล้าหลังกว่าอย่างกัมพูชา รวมถึงลากกัมพูชามาประจานของสาธารณะได้อย่างชอบธรรมหากทำสิ่งใดไม่เป็นไปตามข้อกำหนดนั่นเอง

ที่มา : AYA

2475 ไม่ใช่แค่ประชาธิปไตย!! คือการย้ายศูนย์ศรัทธาทางการเมืองจากกษัตริย์สู่รัฐธรรมนูญ เมื่อ “ประชาชน” ถูกใช้เป็นธง เปิดมุมมอง 2475 ในฐานะการเปลี่ยนอำนาจ จากชนชั้นนำเก่าสู่ชนชั้นนำใหม่

ยูโทเปีย : จากปรีดีถึงการเมืองมวลชนยุคใหม่

เมื่ออดีต อุดมการณ์ และประชาชน ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอำนาจ

การมองประวัติศาสตร์การเมืองไทยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มีปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าคิดว่าซ่อนอยู่เสมอ คือประเทศไทยมักถูกอธิบายด้วยไม้บรรทัดของคนอื่น มากกว่าจะถูกมองจากรากฐาน ประสบการณ์ และเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของตัวเอง เรามักถูกชวนให้คิดว่า ประเทศไทยควรเหมือนญี่ปุ่น ควรเหมือนฝรั่งเศส ควรเหมือนอังกฤษ ควรเหมือนสหรัฐอเมริกา หรือบางยุคก็ควรเดินตามจีนและยุโรปเหนือ ราวกับว่าการพัฒนาบ้านเมืองมีสูตรสำเร็จเพียงการหยิบแบบอย่างจากต่างประเทศมาวางทับลงบนสังคมไทย

แต่ประเทศแต่ละประเทศมีรากประวัติศาสตร์ของตนเอง มีชนชั้นนำแบบของตนเอง มีความทรงจำทางการเมืองแบบของตนเอง และมีความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ รัฐสภา ข้าราชการ ทหาร และประชาชนแตกต่างกัน การใช้แบบจำลองของประเทศหนึ่งมาตัดสินอีกประเทศหนึ่ง จึงทำให้การอ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยคลาดเคลื่อนได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อผู้ถืออำนาจในแต่ละยุคหยิบแนวคิดต่างประเทศมาใช้ตามรสนิยมของตนเอง ประเทศไทยจึงเหมือนเรือที่ถูกเปลี่ยนหางเสืออยู่เรื่อย ๆ เลี้ยวซ้ายที ขวาที โดยขาดแกนยุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่องของบ้านเมือง

ประเด็นนี้เห็นชัดมากเมื่อพูดถึงคำว่า “ปฏิวัติ” เพราะในทางทฤษฎี คำนี้ฟังเหมือนการลุกขึ้นของประชาชนทั้งประเทศเพื่อสร้างระเบียบใหม่ แต่ในประวัติศาสตร์จริง การปฏิวัติจำนวนมากเริ่มจากกลุ่มคนที่อยู่ใกล้อำนาจเดิม มีการศึกษา มีเครือข่าย มีความสามารถในการจัดตั้ง และมีความต้องการจะสถาปนาอำนาจใหม่ขึ้นแทนอำนาจเก่า คำว่า “ประชาชน” จึงมักถูกใช้เป็นธง เป็นชื่อ และเป็นความชอบธรรมของชนชั้นนำใหม่ มากกว่าจะหมายถึงประชาชนทั้งประเทศที่ได้กำหนดทิศทางด้วยตนเองอย่างแท้จริง

กรณี 2475 ของประเทศไทยจึงควรถูกมองให้ละเอียดกว่าการแบ่งขาวดำแบบง่าย ๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นเกิดจากกลุ่มบุคคลในระบบราชการ ทหาร พลเรือน และนักเรียนนอกที่ได้รับอิทธิพลจากโลกความคิดสมัยใหม่ คนกลุ่มนี้มีความรู้ มีตำแหน่ง มีเครือข่าย และอยู่ใกล้โครงสร้างอำนาจเดิมพอสมควร ในสายตาของข้าพเจ้า การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นจึงมีลักษณะของการย้ายอำนาจจากชนชั้นนำเก่าไปสู่ชนชั้นนำใหม่ มากกว่าจะเป็นการลุกฮือของประชาชนล่างสุดทั้งประเทศในความหมายของการปฏิวัติประชาชน

อีกเส้นหนึ่งที่ควรมองควบคู่กัน คืออิทธิพลของการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ถูกหยิบมาใช้ในการเมืองไทย ทั้งในยุคปรีดีและในหมู่นักการเมืองยุคใหม่บางกลุ่มที่พยายามยึดโยงตนเองเข้ากับคณะราษฎร ความคิดแบบฝรั่งเศสไม่ได้ทำงานเฉพาะในฐานะทฤษฎีการเมือง แต่ยังทำงานในฐานะ “พิธีกรรมทางอำนาจ” ด้วย พูดง่าย ๆ คือ เมื่ออำนาจเดิมถูกทำให้เสื่อมความชอบธรรม ก็ต้องมีสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่ในฐานะศูนย์รวมความศรัทธาทางการเมือง

ในฝรั่งเศสยุคปฏิวัติ เราเห็นการสร้างสัญลักษณ์ใหม่ขึ้นมาทดแทนระเบียบเก่า ทั้งเทพีเสรีภาพ เหตุผล สาธารณรัฐ และพิธีกรรมทางการเมืองแบบใหม่ที่พยายามทำให้ “ประชาชน” “รัฐธรรมนูญ” และ “สาธารณรัฐ” กลายเป็นสิ่งสูงส่งแทนบัลลังก์และศาสนจักรเดิม แนวคิดของโรแบสปีแยร์จึงไม่ได้เดินไปในทางคอมมิวนิสต์โดยตรง แต่เป็นการสร้างศาสนาทางการเมืองแบบสาธารณรัฐ ใช้สัญลักษณ์ ใช้พิธีกรรม และใช้ความศักดิ์สิทธิ์แบบใหม่ เพื่อทำให้อำนาจใหม่มีฐานทางจิตใจเหนือประชาชน

เมื่อมองกลับมาที่คณะราษฎร ภาพของ “รัฐธรรมนูญ” ที่ถูกยกขึ้นเป็นของสูง ถูกวางบนพาน และถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของระบอบใหม่ จึงมีลักษณะคล้ายการสร้างวัตถุบูชาทางการเมืองในแบบฝรั่งเศส เทพีรัฐธรรมนูญของไทยทำหน้าที่คล้ายเทพีเสรีภาพของฝรั่งเศสในแง่ที่เป็นภาพแทนของระเบียบใหม่ ซึ่งต้องการเข้ามาแทนความศักดิ์สิทธิ์ของระเบียบเก่า

ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นแนวคอมมิวนิสต์โดยตรง แต่เป็นการสร้าง “ความศักดิ์สิทธิ์ชุดใหม่” ขึ้นมาทดแทนระบบพระมหากษัตริย์ที่คนกลุ่มหนึ่งต้องการก้าวข้าม รัฐธรรมนูญจึงไม่ได้ถูกใช้เพียงในฐานะกติกาทางการเมือง แต่ถูกยกขึ้นเป็นสัญลักษณ์ เป็นพิธีกรรม เป็นสิ่งวิเศษทางความคิด เพื่อให้ระบอบใหม่มีมนต์ขลังพอจะยืนแทนระเบียบเดิม

นี่ทำให้การอ่าน 2475 ต้องมองลึกกว่าเรื่องประชาธิปไตยในความหมายแคบ ๆ เพราะสิ่งที่คณะราษฎรทำไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนระบบการปกครอง แต่ยังเป็นความพยายามเปลี่ยนศูนย์กลางความศรัทธาทางการเมือง จากพระมหากษัตริย์ไปสู่รัฐธรรมนูญ จากพระราชอำนาจไปสู่อำนาจของคณะผู้ก่อการ และจากความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันเดิมไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ของสัญลักษณ์ใหม่ที่ตนเองสร้างขึ้น

เมื่อมาถึงปรีดี พนมยงค์ คำถามที่มักถูกหยิบขึ้นมาคือ ปรีดีเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ ข้าพเจ้าคิดว่าคำถามนี้มีประโยชน์ระดับหนึ่ง แต่ยังแคบเกินไป ประเด็นที่ควรถามให้ลึกกว่าคือ ปรีดีหยิบเครื่องมือทางความคิดใดมาใช้เพื่อก้าวข้ามอำนาจเดิม และสร้างความชอบธรรมให้อำนาจใหม่ของคณะราษฎร ปรีดีอาจไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ในความหมายของสมาชิกพรรคปฏิวัติแบบโซเวียต แต่เขาเป็นนักการเมืองปัญญาชนที่รู้จักใช้กระแสของยุคสมัยเป็นอาวุธทางความคิด ทั้งภาษาของสังคมนิยม เศรษฐกิจวางแผน สหกรณ์ รัฐประกันความสุขสมบูรณ์ และภาพสังคมใหม่ที่ราษฎรจะพ้นจากความทุกข์

จุดนี้ต้องแยกระหว่าง “ศรัทธาในอุดมการณ์” กับ “การใช้อุดมการณ์เป็นเครื่องมือ” คนคนหนึ่งอาจไม่ได้เชื่อคอมมิวนิสต์ทั้งระบบ แต่อาจหยิบหลักคิดบางส่วนของสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์มาใช้เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ทางอำนาจได้ คนคนหนึ่งอาจไม่ได้ต้องการสร้างสหภาพโซเวียตในประเทศไทย แต่อาจใช้ภาพรัฐวางแผน เศรษฐกิจรวมศูนย์ และสังคมอุดมคติ เป็นบันไดในการก้าวข้ามระเบียบเดิมได้ นี่คือเหตุผลที่ข้าพเจ้าคิดว่า ปรีดีควรถูกอ่านในฐานะผู้ใช้เครื่องมือของยุคสมัย มากกว่าจะถูกอ่านเพียงด้วยป้ายคำว่าเป็นหรือไม่เป็นคอมมิวนิสต์

ในช่วงที่ปรีดีศึกษาอยู่ในฝรั่งเศส โลกกำลังเปลี่ยนอย่างรุนแรง กระแสสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ เศรษฐกิจแบบรัฐวางแผน และการรื้อระเบียบเก่ากำลังเป็นภาษาใหม่ของการเมืองโลก หลังการปฏิวัติรัสเซีย สหภาพโซเวียตกลายเป็นภาพทดลองขนาดใหญ่ของการใช้รัฐจัดการเศรษฐกิจและสังคม ปรีดีเติบโตทางความคิดอยู่ในบรรยากาศเช่นนั้น เขาไม่จำเป็นต้องรับทั้งหมดมาเป็นศาสนาทางการเมือง แต่สามารถเลือกหยิบบางส่วนมาใช้ตอบโจทย์ทางอำนาจของตนเองได้

อีกปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาคือประสบการณ์ปะทะกับอำนาจราชการสยามในต่างแดน โดยเฉพาะกรณีพิพาทระหว่างปรีดีกับอัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีสเมื่อ พ.ศ. 2469 จนปรีดีถูกเรียกตัวกลับเมืองไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนการก่อตั้งคณะราษฎรไม่นาน และอาจสะท้อนบาดแผลทางศักดิ์ศรีของคนหนุ่มผู้มีการศึกษา มีความทะเยอทะยาน และกำลังสร้างตัวตนในเวทีสากล แต่กลับถูกอำนาจราชการแบบเดิมกำกับ ควบคุม และลงโทษ

หากใช้กรอบของ Maslow มาอ่าน แรงจูงใจของมนุษย์ไม่ได้หยุดอยู่ที่ปากท้อง แต่ยังรวมถึงศักดิ์ศรี สถานะ การยอมรับ ความสำเร็จ และความต้องการเอาชนะอำนาจที่ตนเห็นว่ากดทับอยู่ด้วย ดังนั้น แรงผลักดันของปรีดีจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ความทุกข์ยากของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีน้ำหนักสำคัญอยู่ที่ความต้องการพิสูจน์ตนเอง การเอาชนะอำนาจที่กดทับ และการลบความรู้สึกพ่ายแพ้ทางสถานะ

เค้าโครงการเศรษฐกิจ หรือสมุดปกเหลือง จึงเป็นหลักฐานสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่าปรีดีไม่ได้หยิบเพียงถ้อยคำประชาธิปไตยมาใช้ แต่หยิบกลไกแบบรัฐวางแผนเข้ามาเป็นแกนกลางของการจัดระเบียบประเทศ แผนดังกล่าวพูดถึงการบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร การวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ การจัดระบบสหกรณ์ และบทบาทของรัฐบาลในการจัดการเศรษฐกิจ ข้อกล่าวหาเรื่องคอมมิวนิสต์ในยุคนั้นจึงมีแรงสะเทือนสูง เพราะแม้ปรีดีอาจไม่ใช่คอมมิวนิสต์โดยตัวตน แต่เครื่องมือที่เขาหยิบมาใช้มีเงาของยุคคอมมิวนิสต์–สังคมนิยมพาดอยู่ชัดเจน

อีกชั้นหนึ่งคือเรื่อง “ยูโทเปีย” หรือภาพสังคมอุดมคติ จากคำบอกเล่าในหนังสือ ชีวิต 5 แผ่นดินของข้าพเจ้า ของ พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี มีประเด็นที่ควรนำมาตรวจสอบว่า ปรีดีหยิบภาพความคิดเรื่องโลกอุดมคติมาใช้ในทางการเมือง ภาพ “ศรีอารยะ” ที่ถูกใช้ในการโฆษณาทางการเมืองนั้นทำงานคล้ายยูโทเปีย คือเสนอภาพโลกที่ทุกคนพ้นทุกข์ มีความสุขสมบูรณ์ และได้รับการจัดระเบียบชีวิตอย่างเสมอหน้า

ปัญหาของยูโทเปียคือมันงดงามที่สุดในฐานะคำสัญญา มากกว่าในฐานะแผนปฏิบัติจริง เมื่อความฝันแบบนี้ถูกแปลงเป็นโครงการทางอำนาจ รัฐหรือคณะผู้ก่อการอาจกลายเป็นผู้ถือสิทธิ์ตีความแทนประชาชนทั้งหมดว่าอะไรคือความสุข อะไรคือความเสมอภาค และประชาชนควรเดินไปทางไหน แม้แต่มาร์กซ์และเองเกลส์ก็ยังวิจารณ์สังคมนิยมแบบยูโทเปียว่าเป็นความคิดที่พยายามแก้ปัญหาสังคมจากจินตนาการของนักคิด มากกว่าจากเงื่อนไขจริงทางเศรษฐกิจและประวัติศาสตร์

กล่าวให้ตรงคือ ยูโทเปียอาจเป็นภาพฝันที่งดงาม แต่เมื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอำนาจ มันอาจกลายเป็นข้ออ้างให้คนกลุ่มหนึ่งจัดการชีวิตของคนทั้งประเทศ โดยอ้างว่าตนรู้ดีกว่าประชาชนว่าประชาชนควรมีความสุขแบบใด ปัญหาของปรีดีจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าเขาเป็นหรือไม่เป็นคอมมิวนิสต์ แต่อยู่ที่วิธีคิดแบบนักออกแบบสังคมที่เชื่อว่าตนเองมีสูตรสำเร็จเพียงพอจะจัดวางเศรษฐกิจ ที่ดิน แรงงาน และชีวิตของราษฎรทั้งประเทศ

เมื่อขยับจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน ปัญหานี้ไม่ได้จบอยู่ที่ปรีดีหรือคณะราษฎร แต่อดีตเหล่านี้ถูกนำกลับมาใช้เป็นทุนทางความชอบธรรมของการเมืองร่วมสมัย โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองที่พยายามผูกตัวเองเข้ากับคณะราษฎร ปรีดี ประชาชน และความเปลี่ยนแปลง การยึดโยงกับคณะราษฎรจึงไม่ได้เป็นเพียงการอ้างประวัติศาสตร์ แต่เป็นการยืมสัญลักษณ์ของระบอบใหม่มาใช้สืบต่อการต่อสู้ทางการเมืองในปัจจุบัน

การวิเคราะห์เรื่องนี้จึงต้องแยกให้ชัดระหว่างตัวพรรคการเมืองกับเครือข่ายแนวร่วมรอบพรรค เพราะหลายครั้งสิ่งที่รุนแรงที่สุดไม่ได้ออกมาจากประกาศทางการของพรรคโดยตรง แต่ออกมาจากกลุ่มออนไลน์ เพจสนับสนุน อินฟลูเอนเซอร์การเมือง และมวลชนบางส่วนที่อ้างอิงทิศทางเดียวกัน

ตัวพรรคอาจพูดด้วยภาษานโยบาย ภาษากฎหมาย หรือภาษาปฏิรูป แต่เครือข่ายรอบนอกบางส่วนกลับลากเส้นให้ไกลกว่า ผ่านการเสียดสี การปรามาส การผลิตข่าวลือ การสร้างภาพล้อเลียน และการสาดเสียเทเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันภาครัฐโดยรวม บรรยากาศเช่นนี้ทำให้การเมืองเคลื่อนไปไกลกว่าการถกเถียงเชิงนโยบาย และกลายเป็นการปลุกเร้าให้มวลชนบางส่วนเข้าใจว่า การปรามาสหรือการทำลายความชอบธรรมของสถาบันหลักคือการต่อสู้ทางการเมืองที่ชอบธรรม

มาตรา 112 จึงกลายเป็นพื้นที่ที่เห็นต้นทุนของการเมืองแบบนี้อย่างชัดเจน คนที่สร้างวาทกรรมอาจไม่ได้เป็นคนรับโทษ คนที่ปล่อยข่าวลืออาจหลบอยู่หลังบัญชีนิรนาม คนที่ปลุกอารมณ์มวลชนอาจอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยกว่า แต่คนที่หลงเชื่อ แชร์ต่อ โพสต์เอง หรือพูดตาม กลับเป็นคนที่ต้องขึ้นศาล ต้องติดคดี และบางคนต้องติดคุกจริง การเมืองแบบปลุกเร้าโดยไม่รับผิดชอบจึงอาจไม่ได้ทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจมากขึ้น แต่กลับทำให้ประชาชนกลายเป็นโล่มนุษย์ทางการเมืองของคนที่อยู่สูงกว่า

เมื่อมองเช่นนี้ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่คอมมิวนิสต์ ฝรั่งเศส ปรีดี หรือคณะราษฎร แต่อยู่ที่วิธีคิดแบบใช้อดีตเป็นอาวุธ ใช้อุดมการณ์เป็นข้ออ้าง ใช้ประชาชนเป็นโล่ และใช้เครือข่ายรอบนอกทำงานในสิ่งที่ตัวพรรคไม่อาจพูดได้อย่างเปิดเผย ประเทศไทยไม่ได้ขาดความเปลี่ยนแปลง แต่ถูกบังคับให้มองความเปลี่ยนแปลงผ่านไม้บรรทัดของคนอื่นมากเกินไป ประเทศไทยไม่ได้ขาดการถกเถียงเรื่องประวัติศาสตร์ แต่มีปัญหากับการเลือกใช้อดีตเป็นอาวุธ ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนอ้างประชาชน แต่มีปัญหากับคนที่อ้างประชาชนเพื่อผลักประชาชนจริงไปเสี่ยงคุก เสี่ยงคดี และเสี่ยงชีวิตทางสังคมแทนตนเอง

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่ากลัวกว่าคำว่าคอมมิวนิสต์ อาจอยู่ที่วิธีคิดแบบใช้อุดมการณ์เป็นเครื่องมือ ใช้ประชาชนเป็นข้ออ้าง ใช้อดีตเป็นใบอนุญาต และใช้ข่าวลือเป็นเชื้อไฟ เมื่อยูโทเปียกลายเป็นอาวุธ เมื่อรัฐธรรมนูญถูกยกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แทนการเป็นกติกาที่ตรวจสอบได้ เมื่อประวัติศาสตร์ต่างชาติกลายเป็นไม้บรรทัดฟาดประเทศไทย และเมื่อมวลชนถูกผลักให้กระทำผิดแทนผู้ปลุกเร้า บ้านเมืองย่อมไม่ได้เดินไปสู่ศรีอารยะอย่างที่ถูกโฆษณา หากแต่อาจเดินเข้าสู่วงจรเดิมของการแย่งชิงอำนาจ ที่เปลี่ยนเพียงธง คำขวัญ และคนถือไมโครโฟนเท่านั้น

ปราชญ์ สามสี

กับดักธูซิดิดิส!! คำเตือน ‘สีจิ้นผิง’ ถึง ‘ทรัมป์’ เมื่อจีนผงาด–สหรัฐฯ หวาดระแวง เสี่ยงชนวนสงครามมหาอำนาจ ต้องระวังเกมแข่งขันมหาอำนาจ

กับดักธูซิดิดิส (The Thucydides Trap)

ระหว่างการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของเมื่อประธานาธิบดี Donald Trump ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้กล่าวถึง "กับดักธูซิดิดิส" อันเป็นกรอบแนวคิดที่โด่งดังที่สุดกรอบหนึ่งในภูมิรัฐศาสตร์สมัยใหม่ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดและแข่งขันกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

“ดักธูซิดิดิส” เป็นแนวคิดที่ ศ.ดร. Graham Tillett Allison Jr. (the Douglas Dillon Professor of Government at the John F. Kennedy School of Government at Harvard University) นักรัฐศาสตร์ (อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่ากรกรทรางกลาโหมด้านนโยบายและแผนในสมัยประธานาธิบดี Bill Clinton) ได้บัญญัติขึ้น โดยอ้างอิงจากบันทึกของ Thucydides นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกโบราณ ผู้เขียนเกี่ยวกับสงครามเพโลปอนเนเซียน (ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นแนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อธิบายถึงความตึงเครียดอันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อมหาอำนาจที่กำลังเติบโตที่อาจจะเข้ามาแทนที่มหาอำนาจเดิมที่มีอยู่แล้ว แนวคิดนี้คือ ความตึงเครียดเชิงโครงสร้างมักจะนำไปสู่ความขัดแย้ง บางครั้งถึงกลายเป็นสงคราม ศ. Allison ทำให้คำนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างในหนังสือของเขาชื่อ Destined for War ซึ่งเขาได้ศึกษาตัวอย่างทางประวัติศาสตร์และโต้แย้งว่าการแข่งขันที่คล้ายคลึงกันหลายครั้งและจบลงด้วยสงคราม

Thucydides กล่าวไว้ว่า: “การผงาดขึ้นของนครรัฐเอเธนส์ และความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในนครรัฐสปาร์ตาทำให้สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” ข้อคิดนี้เป็นรากฐานของ “กับดัก” ของมหาอำนาจที่กำลังเติบโตก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ การทหาร หรือการเมือง แล้วมหาอำนาจที่เดิมมีอยู่แล้วรู้สึกถูกคุกคามจาก

ความกลัว ความไม่ไว้วางใจ และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น แม้แต่ความขัดแย้งเล็ก ๆ ก็สามารถบานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่ได้ ไม่ใช่ว่า สงครามจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ความเสี่ยงจะสูงขึ้นมาก

แนวคิดหลัก Thucydides เขียนว่า สงครามระหว่างเอเธนส์และสปาร์ตาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากความรุ่งเรืองของเอเธนส์และความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในสปาร์ตา ศ. Allison ได้ขยายแนวคิดนี้ไปสู่ทฤษฎีเชิงโครงสร้าง: เมื่ออำนาจที่กำลังเติบโตคุกคามที่จะเข้ามาแทนที่อำนาจที่ปกครองอยู่ ผลลัพธ์มักจะเป็นสงคราม ซึ่งแทบจะคาดเดาได้

รูปแบบทางประวัติศาสตร์ งานวิจัยของ ศ. Allison ได้ศึกษาตรวสอบกรณีลักษณะนี้ ซึ่งอำนาจที่กำลังเติบโตได้ท้าทายอำนาจเดิมที่มีอยู่ในช่วง 2,500 ปีที่ผ่านมา ใน 12 กรณีจาก 16 กรณีนั้น ผลลัพธ์คือ สงคราม อาทิ สงครามโลกครั้งที่ 1 (เยอรมนี vs. สหราชอาณาจักร) สงครามนโปเลียน (ฝรั่งเศส vs. สหราชอาณาจักร) ยกเว้น 4 กรณี ที่สามารถหลีกเลี่ยงสงครามได้ (ผ่านทางการทูต การปรับตัว หรือการยับยั้งชั่งใจ) เช่น สงครามเย็น (สหรัฐอเมริกา vs. สหภาพโซเวียต) การผงาดขึ้นมาของสหรัฐอเมริกาเข้ามาแทนที่อังกฤษในต้นศตวรรษที่ 20 โดยอาศัยความเป็นผู้นำทางการเมืองที่ยอดเยี่ยม และเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย

การประยุกต์ใช้ในยุคปัจจุบัน แนวคิดนี้มักถูกนำไปใช้กับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในปัจจุบัน:

- จีนเป็นมหาอำนาจที่กำลังผงาด ทั้งทางเศรษฐกิจ การทหาร และเทคโนโลยี

- สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจเดิมที่อยู่มาหลายทศววรรษแล้ว และกำลังถูกท้าทาย

ความกลัว การคำนวณผิดพลาด และแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศของทั้งสองฝ่าย สะท้อนให้เห็นถึงเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ Thucydides ได้ระบุไว้ โดยจุดแตกหักคือ

-การครอบงำทางการค้า ความเหนือกว่าทางเทคโนโลยี (AI, ชิป) และข้อพิพาททางดินแดนในทะเลจีนใต้หรือไต้หวัน

-อันตรายอาจเกิดจาก ความขัดแย้งโดยบังเอิญ เช่น การปะทะกันทางทะเล หรือการปะทะกันในพื้นที่ ซึ่งอาจบานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ เพราะทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าไม่สามารถ "ถอย" ได้โดยไม่สูญเสียสถานะในเวทีโลก

สามารถหลีกเลี่ยงกับดักนี้ได้หรือไม่?

Thucydides เองก็ไม่ได้ให้ความหมายว่า สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทางคณิตศาสตร์ แต่หมายความว่า ความตึงเครียดเชิงโครงสร้างทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดสงคราม โดยการหลีกเลี่ยงกับดักนี้ต้องอาศัย:

-การทูตเชิงลึก: ความเข้าใจ "เส้นแดง" ของฝ่ายตรงข้าม

-ผลประโยชน์ร่วมกัน: ความร่วมมือในประเด็นระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือการป้องกันโรคระบาด

-กลไกการควบคุมเชิงสถาบัน: การใช้องค์กรระหว่างประเทศเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนที่จะถึงจุดเดือด

"เมื่ออำนาจที่กำลังเติบโตคุกคามที่จะเข้ามาแทนที่อำนาจที่ปกครองอยู่ ความตึงเครียดเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นจะทำให้การปะทะกันอย่างรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อยกเว้น" Graham Tillett Allison Jr.

ทำไมถึงเป็น "กับดัก" ด้วยอันตรายไม่ได้อยู่ที่การรุกรานด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะทั้งสองฝ่ายอาจไม่ได้ต้องการสงคราม แต่พลวัตเชิงโครงสร้าง (การแข่งขันด้านอาวุธ แรงกดดันจากชาตินิยม การพัวพันกับพันธมิตร เหตุการณ์ในทะเลหรือในดินแดนพิพาท) สามารถดึงพวกเขาเข้าสู่ความขัดแย้งได้อยู่ดี มันเป็นกับดักก็เพราะมันให้ความรู้สึกว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ “กับดักธูซิดิดิส” จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวผู้นำหรือเหตุการณ์โดยเฉพาะเจาะจง แต่เกี่ยวกับแรงกดดันเชิงโครงสร้างในทางการเมืองระดับโลก ซึ่งเน้นให้เห็นว่า ความกลัวและการคำนวณผิดพลาด ไม่ใช่แค่ความก้าวร้าวเท่านั้น ที่สามารถผลักดันให้เกิดความขัดแย้งได้

นักวิชาการบางคนโต้แย้งว่า ทฤษฎีนี้กำหนดชะตามากเกินไปและให้ความสำคัญกับการทูตและสถาบันน้อยเกินไป การเลือกกรณีศึกษาถูกตั้งข้อสงสัยว่า ไม่ใช่ทั้ง 16 กรณีจะเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบที่แท้จริง นักวิชาการหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า อาวุธนิวเคลียร์ได้เปลี่ยนแปลงการคำนวณขั้นพื้นฐานไปแล้วเมื่อเทียบกับยุคกรีกโบราณ

อย่างไรก็ตาม “กับดักธูซิดิดิส” ยังคงเป็นหนึ่งในกรอบความคิดที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสำหรับการคิดเกี่ยวกับการแข่งขันของมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

ญี่ปุ่นจ่อคืนเงามหาอำนาจทหาร? จากมาตรา 9 สู่กองทัพยุคใหม่ พรรค LDP ค่อย ๆ ขยับญี่ปุ่นเข้าใกล้มหาอำนาจทางทหาร เปิดมรดก LDP จากคิชิ–อาเบะ–ทากาอิจิ สายอำนาจอนุรักษนิยมที่ผลักญี่ปุ่นสู่รัฐมั่นคงเข้มข้น

"ญี่ปุ่น มหาอำนาจทางทหาร" มรดกบาปของพรรค LDP

หลังจากความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้การยึดครองของกองทัพสัมพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ ภายใต้พลเอก Douglas MacArthur ได้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่ในปี 1947 โดยมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นเป็นการจำกัดอำนาจทางทหาร อันเนื่องมาจากผลโดยตรงจากบทบาทของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ 3 ประการคือ:

1.  ปฏิเสธสงครามโดยสิ้นเชิง หลังจากความเสียหายรุนแรงในสงคราม เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนใหม่ว่า

“ญี่ปุ่นจะไม่ใช้สงครามเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาระหว่างประเทศ” มาตรา 9 จึงระบุชัดว่า ญี่ปุ่นได้ขอ “สละสิทธิในการทำสงคราม”

2.  ป้องกันการฟื้นตัวของลัทธิทหารนิยม ก่อนปี 1945 ญี่ปุ่นอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพอย่างมาก ซึ่ง

นำไปสู่การขยายอำนาจและการทำสงคราม มาตรา 9 จึงถูกออกแบบมาเพื่อจำกัดบทบาทของกองทัพ ไม่ให้กลับมามีอำนาจทางการเมืองหรือขยายกำลังทางทหารเหมือนที่เกิดขึ้นในอดีต

3.  อิทธิพลจากการยึดครองของสหรัฐฯ หลังสงคราม ญี่ปุ่นอยู่ภายใต้การยึดครองของ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แนวคิด “รัฐสันติ” (Pacifism) จึงถูกบรรจุเข้าไปในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นในปี 1955 จากการรวมตัวของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม 2 พรรคใหญ่ คือ พรรค Liberal กับ พรรค Japan Democratic นับตั้งแต่ญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญฯ ฉบับปัจจุบันในปี 1947 จนถึงปัจจุบันปี 2026 พรรค LDP ได้เป็นรัฐบาลครองอำนาจนานกว่า 65 ปี จากทั้งหมด 79 ปี นโยบายพรรค LDP สนับสนุนให้ JSDF ให้แข็งแกร่งยิ่งขี้น โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 เป้าหมายสูงสุดของสมาชิกสายเหยี่ยวในพรรค LDP คือการแก้ไข

มาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อรับรองสถานะของกองกำลังป้องกันตนเอง (JSDF) ให้เป็นกองทัพที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ และลดข้อจำกัดในการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถตอบโต้ภัยคุกคามในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การเพิ่มงบประมาณกลาโหม ภายใต้การนำของรัฐบาลจากพรรค LDP ญี่ปุ่นได้ประกาศแผนการเพิ่ม

งบประมาณด้านกลาโหมขึ้นเป็น 2% ของ GDP ภายในปี 2027 (เป็นไปตามมาตรฐาน NATO) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ จากเดิมที่เคยจำกัดไว้ที่ประมาณ 1% มาโดยตลอด จัดทำยุทธศาสตร์ "Free and Open Indo-Pacific" ซึ่งพรรค LDP พยายามผลักดันให้ญี่ปุ่นกลายเป็น "ผู้เล่นหลัก" ในการรักษา/จัดระเบียบโลก ด้วยการสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ และกลุ่ม QUAD (สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, อินเดีย) เพื่อคานอำนาจกับการขยายอิทธิพลของจีน และการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

อุปสรรคและความท้าทาย แม้ว่า พรรค LDP จะมีความต้องการดังกล่าว แต่ยังมีปัจจัยถ่วงดุลที่

สำคัญ ได้แก่:

- กระแสสังคม: ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงยึดมั่นในลัทธิสันตินิยม (Pacifism) และกังวลว่าการกลับมา

เป็นมหาอำนาจทางทหารอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

- พรรคร่วมรัฐบาล: พรรค Komeito ซึ่งเป็นพันธมิตรของ LDP มักจะมีท่าทีที่ระมัดระวังและคอยเบรก

นโยบายทางการทหารที่ดูรุนแรงเกินไป

- เศรษฐกิจ: ภาระหนี้สาธารณะที่สูงและสังคมผู้สูงอายุ ทำให้เกิดคำถามว่าญี่ปุ่นจะสามารถแบกรับ

งบประมาณทหารในระยะยาวได้อย่างไร

ดังนั้น พรรค LDP ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ "อาวุธยุทโธปกรณ์" หากแต่ยังต้องการเปลี่ยนสถานะจากประเทศที่พึ่งพาความคุ้มครองจากผู้อื่น มาเป็นประเทศที่มีอำนาจในการป้องปรามและสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยกำลังของตนเองมากขึ้น

“ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจทางทหาร” ถือเป็นสุดยอดแห่งความมุ่งหมายและความปรารถนาของพรรค LDP พรรค LDP กับมหาอำนาจทางทหาร ความสัมพันธ์ระหว่างพรรค LDP กับ “มหาอำนาจทางทหาร” ต้องเข้าใจด้วยว่า แม้ญี่ปุ่นเองไม่ใช่มหาอำนาจทางทหารแบบดั้งเดิม แต่พรรค LDP เป็นผู้กำหนดให้ญี่ปุ่นมีบทบาทด้านความมั่นคง “มากขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป” ภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย ตามมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งญี่ปุ่นต้องพึ่งพามหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา

รูปแบบในการสืบทอดแนวคิด "ญี่ปุ่น มหาอำนาจทางทหาร" ซึ่งเป็นมรดกบาปจากรุ่นสู่รุ่นของพรรค LDP เริ่มจาก “โนบุสุเกะ คิชิ” ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าพรรค LDP คนที่ 3 เขาเป็นอดีตข้าราชการระดับสูงในยุคจักรวรรดิญี่ปุ่น และเคยมีบทบาทในรัฐบาลช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาถูกจับในฐานะผู้ต้องสงสัยอาชญากรรมสงคราม (แต่ไม่ได้ถูกตัดสินลงโทษ) ต่อมาเขากลับเข้าสู่การเมืองและเป็นนายกรัฐมนตรี (1957–1960) และผลักดันแนวคิดสำคัญ เช่น การฟื้นความมั่นคงและรัฐชาติหลังสงคราม และสนับสนุนสนธิสัญญาความมั่นคงสหรัฐ–ญี่ปุ่น จากจุดนี้เองที่ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “สายอนุรักษนิยมจัด” และมีภาพเชื่อมกับลัทธิทหาร

การสืบทอดแนวคิดดังกล่าว ในเชิงการเมือง ค่อนข้างเด่นชัดในยุคที่ “ชินโซ อาเบะ” เป็นหัวหน้าพรรค LDP และเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โดยอาเบะเป็นหลานตาของ “คิชิ” แนวคิดหลักของอาเบะได้แก่:

-การเพิ่มบทบาทกองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces)

- การผลักดัน “รัฐญี่ปุ่นที่เข้มแข็ง” มากขึ้น

- การแก้ไขหรือปรับการตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 9

ต่อเนื่องมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน โดย “ซานาเอะ ทากาอิจิ” นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักการเมืองอนุรักษนิยมที่มีแนวคิดชาตินิยมเชิงรัฐ (State Conservatism) ที่สอดคล้องไปในทางเดียวกับแนวคิดของอาเบะมาก ทั้งยังเคยได้รับการสนับสนุนจากอาเบะ และขึ้นชื่อว่าเป็น "สายเหยี่ยว"  ที่มีจุดยืนแข็งกร้าวในเรื่องของความมั่นคงและประวัติศาสตร์สงคราม โดยเธอสนับสนุน:

- การเสริมสร้างกองทัพ: เธอสนับสนุนการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและเสริมสร้างขีดความสามารถ

เพิ่มศักยภาพให้กับกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (JSDF)

-การแก้ไข มาตรา 9 (Article 9) ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น เพื่อรับรองสถานะของกองกำลัง

ป้องกันตนเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาค

- การมุ่งเน้นความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ และกลุ่ม Quad อย่างใกล้ชิด ขณะที่มีท่าที

ระมัดระวังเป็นพิเศษต่อการขยายอิทธิพลของจีนและสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี

กล่าวโดยสรุปคือ การสืบทอดของ “คิชิ–อาเบะ–ทากาอิจิ” คือ “เครือข่ายอนุรักษนิยม และชาตินิยมภายในพรรค LDP ที่สืบทอดกันทางอุดมการณ์และสายอำนาจทางการเมือง” แม้จะไม่ใช่ลัทธิทหารอย่างชัดเจน โดยพรรค LDP ค่อย ๆ ขยายบทบาททางทหาร แม้จะมีข้อจำกัดก็ตาม แต่พรรค LDP ก็ “ขยับเพดาน” มาเรื่อย ๆ ในยุค ชินโซ อาเบะเป็นนายกรัฐมนตรี มีการตีความกฎหมายใหม่ยินยอมให้ใช้ “สิทธิ์ในการป้องกันตนเองร่วม” (Collective Self-Defense) โดยสามารถส่งกองกำลัง JSDF ไปสนับสนุนพันธมิตรได้มากขึ้น พรรค LDP เพิ่มงบประมาณกลาโหม จนทำให้ญี่ปุ่นขยับ “เข้าใกล้ความเป็นมหาอำนาจทางทหารมากขึ้น” โดยไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญตรง ๆ

แม้ว่า ญี่ปุ่นในวันนี้จะไม่ใช่มหาอำนาจทางทหารแบบเต็มตัว แต่ภายใต้พรรค LDP ญี่ปุ่นได้กลายเป็นมหาอำนาจทางทหาร ใน “เชิงเทคโนโลยี” ทุกวันนี้พรรค LDP เพิ่มความพยายามในการผลักดันด้านความมั่นคงให้มากขึ้น จาก การเติบโตของจีนทั้งด้านเศรษฐกิจและการทหาร ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ และความไม่แน่นอนของสหรัฐในด้านบทบาททางทหาร ซึ่งทำให้พรรค LDP เห็นว่า ญี่ปุ่น “ต้องพึ่งตัวเองด้านความมั่นคงให้มากขึ้น” แม้ พรรค LDP จะไม่ได้ทำให้ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจทางทหารโดยตรง แต่ใช้ความเป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐฯ เป็นหลัก และค่อย ๆ ขยายบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเอง ด้วยการผลักดันให้มี “ศักยภาพทางทหารสูงขึ้น” โดยไม่ละเมิดกรอบกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเรียกได้ว่า ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังจะกลายเป็น “มหาอำนาจทางทหารแบบจำกัด (Constrained Military Power)” ไปแล้ว

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

ห้องเรียนหรือสนามปลุกปั่น? เปิดคำถามใหญ่ต่อบทบาทอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เมื่อรั้วมหาวิทยาลัยไม่ใช่พื้นที่ปัญญา แต่ถูกครหาเป็นแหล่งเพาะความเกลียดชัง สังคมไทยต้องจับตาขบวนการชี้นำเยาวชนเกลียดสถาบัน

เมื่อมหาวิทยาลัยของประเทศไทย
กลายเป็น “โรงงานล้างสมองนักศึกษา” ให้เกลียดชังสถาบัน

ประเทศไทยเดินทางมาถึงในวันที่คนที่ได้ชื่อว่าเป็น “แม่พิมพ์ของชาติ” มีหน้าที่คอย “หล่อหลอม” ให้นักศึกษาเป็นเด็กดี มีจริยธรรม และเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม กลายมาเป็น “อาจารย์ชั่ว” คอยหลอกเด็กที่อ่อนต่อโลกให้เกลียดชังสถาบันกษัตริย์

มหาวิทยาลัยควรเป็นเบ้าหลอมทางสติปัญญา เป็นสถานที่สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม และมีความกตัญญูรู้คุณต่อ “แผ่นดินแม่” ที่ให้ที่ซุกหัวนอน แต่ในปัจจุบัน “ภาพความศักดิ์สิทธิ์” เหล่านี้กำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง เมื่ออาจารย์บางกลุ่มฝักใฝ่ “ลัทธิชังชาติ” รวมถึงการรู้เห็นเป็นใจจาก "อธิการบดีเลว" ร่วมมือกัน “เปลี่ยนห้องเรียน” ให้กลายเป็น “สนามเพาะพันธุ์ความเกลียดชัง” และเปลี่ยนมหาวิทยาลัยที่ดีงามให้กลายเป็น “โรงงานล้างสมองเยาวชน”

ความน่าละอายที่สุดคือการที่คนเป็น "ครู" แต่กลับไร้สิ้นซึ่งจรรยาบรรณ ใช้ความเป็นผู้รู้ ชี้นำและปลุกปั่น รวมไปถึงการข่มขู่ “เด็กบริสุทธิ์” ให้เห็นคล้อยไปกับ “อุดมการณ์บาป” หนำซ้ำยังยัดเยียดข้อมูลที่บิดเบือน ปลูกฝังความเกลียดชังต่อสถาบันหลักของชาติอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยมาอย่างยาวนาน

อาจารย์ชั่วกับอธิการบดีเลวจำนวนหนึ่ง นอกจากแอบร่วมมือกับ “พรรคการเมืองสามกีบ” ยังรับเงินจากชาติตะวันตก เพื่อมาทำลายรากเหง้าของความเป็นไทย เพียงเพื่อตอบสนองตัณหาทางการเมือง และอัตตาที่สุดแสนจะวิปลาสของตัวเอง

ผลลัพธ์จาก “อาจารย์หัวใจชั่ว” ตกไปอยู่กับเด็กมหาวิทยาลัยที่กลายเป็นเหยื่อ พวกเขาถูกหล่อหลอมให้มองความกตัญญูเป็นเรื่องล้าหลัง มองวัฒนธรรมอันดีงามเป็นสิ่งต้องห้าม และมองการแสดงความเคารพสถาบันเป็นโลกของคนขี้แพ้ เด็กหลายคนได้กลายเป็นคนก้าวร้าว หลงผิดคิดว่าการด่าทอสถาบันคือความ "เท่" และ "ฉลาด" โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนกลุ่มหนึ่งที่เนรคุณต่อสถาบัน และอาจจะต้องถูกดำเนินคดีในมาตรา ๑๑๒ ตามมา

ถ้าครูที่โกงวิชาการคือคนบาป ครูที่โกงรากเหง้าของเด็ก ก็คืออาชญากรทางวัฒนธรรม

สังคมไทยต้องตื่นรู้ และต้องไม่ยอมทนต่อขบวนการบ่อนทำลายอนาคตของชาติ ต้องทวงคืนมหาวิทยาลัยกลับมาเป็นพื้นที่แห่งปัญญา ไม่ใช่พื้นที่ของ “คนหนักแผ่นดิน” อีกต่อไป  

ถ้าระดับผู้บริหารของแต่ละหาวิทยาลัยยังไร้น้ำยา และเหล่าอาจารย์ชังสถาบันยังไร้สำนึก อนาคตของชาติก็คงต้องพังทลายลงด้วยน้ำมือของคนที่เรียกตัวเองว่า "แม่พิมพ์สารเลว"


แจ็ค รัสเซล

จีนยังไม่ทุ่มสุดตัว!! Power of Siberia 2 กลับมาร้อนแรง หลังสงครามอิหร่านเขย่าความมั่นคงพลังงานโลก จีนมองท่อก๊าซรัสเซียเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์ ลดพึ่งพาเส้นทางทะเลเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลในปี ค.ศ.2026 ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อความมั่นคงในตะวันออกกลางเท่านั้นหากแต่ยังสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างพลังงานโลกและสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับมหภาคโดยเฉพาะต่อจีนและรัสเซียซึ่งต่างกำลังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของระบบพลังงานระหว่างประเทศ วิกฤตดังกล่าวทำให้ประเด็น “ความมั่นคงด้านพลังงาน” กลับมาเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์รัฐมหาอำนาจอีกครั้งโดยเฉพาะเมื่อเส้นทางขนส่งพลังงานทางทะเลในตะวันออกกลาง เช่น
ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเผชิญหน้าและการปิดกั้นทางทหาร

ภายใต้บริบทดังกล่าวโครงการท่อส่งก๊าซ “Power of Siberia 2” «Сила Сибири - 2» ซึ่งเป็นโครงการเชื่อมโยงพลังงานขนาดใหญ่ระหว่างรัสเซียกับจี ได้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในฐานะ “ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์” สำหรับจีนในการลดการพึ่งพาพลังงานจากเส้นทางเดินเรือ ขณะเดียวกันรัสเซียเองก็ต้องการใช้โครงการนี้เป็นกลไกชดเชยการสูญเสียตลาดพลังงานในยุโรปหลังสงครามยูเครนและเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนในระยะยาว

อย่างไรก็ตามแม้สงครามอิหร่านจะสร้างแรงจูงใจให้จีนต้องทบทวนความมั่นคงด้านพลังงานมากขึ้น แต่ปักกิ่งยังคงดำเนินยุทธศาสตร์แบบ “กระจายความเสี่ยง” และระมัดระวังต่อการพึ่งพารัสเซียมากเกินไป ดังนั้น อนาคตของ Power of Siberia 2 จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวหากแต่เกี่ยวพันกับการประเมินทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันอิทธิพลในยูเรเชีย และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบพลังงานโลกในยุคหลังสงครามตะวันออกกลางอีกด้วยก่อนหน้านี้

โครงการท่อส่งก๊าซ “Power of Siberia 2” เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่ระหว่างรัสเซียกับจีนที่มีเป้าหมายเชื่อมแหล่งก๊าซธรรมชาติในเขตไซบีเรียตะวันตกของรัสเซียเข้าสู่ตลาดจีนผ่านประเทศมองโกเลียถือเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของรัสเซียในการปรับทิศทางการส่งออกพลังงานจากยุโรปสู่เอเชียภายหลังความขัดแย้งรัสเซีย–ยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

โครงการนี้ถูกพัฒนาโดยบริษัท Gazprom «Газпром» ร่วมกับ China National Petroleum Corporation (CNPC) และหน่วยงานด้านพลังงานของมองโกเลียโดยมีแผนส่งก๊าซจากแหล่งก๊าซยามาล (Yamal Peninsula) และแหล่งก๊าซในไซบีเรียตะวันตกซึ่งเดิมเคยใช้ป้อนตลาดยุโรปผ่านท่อส่งเข้าสู่มองโกเลีย ก่อนเข้าสู่เขตปกครองตนเองมองโกเลียในของจีน เส้นทางดังกล่าวมีระยะทางรวมประมาณ 2,600–2,700 กิโลเมตรและมีกำลังการส่งก๊าซสูงสุดประมาณ 50 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณก๊าซที่รัสเซียเคยส่งให้เยอรมนีผ่านท่อส่งก๊าซ Nord Stream ในอดีต โดยในปี ค.ศ.2025 รัสเซียได้ส่งก๊าซให้จีนผ่านท่อ Power of Siberia 1 แล้วเกือบ 40 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) และส่งออก LNG เพิ่มอีก 9.8 ล้านตัน หรือประมาณ 13.5 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) หากโครงการ Power of Siberia 2 แล้วเสร็จจะทำให้ส่วนแบ่งก๊าซรัสเซียในตลาดจีนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10% เป็นเกือบ 20% ของการบริโภคก๊าซทั้งหมดของจีน

ในเชิงยุทธศาสตร์รัสเซียมองว่า Power of Siberia 2 เป็น “โครงการทดแทนยุโรป” เนื่องจากหลังปี ค.ศ. 2022 รัสเซียสูญเสียตลาดพลังงานยุโรปอย่างหนักจากสงครามยูเครน ปริมาณการส่งออกก๊าซของรัสเซียไปยังสหภาพยุโรปลดลงอย่างรุนแรง จากประมาณ 157 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ก่อนสงคราม เหลือเพียง 18 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้ภาษีจากก๊าซของรัสเซียลดลงประมาณ 7% และทำให้รัสเซียต้องลดการผลิตก๊าซลงราว 3% ดังนั้น จีนจึงกลายเป็น “ตลาดยุทธศาสตร์” ที่สำคัญที่สุดในการทดแทนยุโรปของรัสเซียในการรักษารายได้จากพลังงานและลดผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก นอกจากนี้โครงการยังสะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนแกนเศรษฐกิจและพลังงานของรัสเซียจากยุโรปสู่เอเชียมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่งจีนเองก็ได้รับประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์จากโครงการนี้เช่นกัน โดยการบริโภคก๊าซของจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 5% ในช่วงสองปีที่ผ่านมาและแตะระดับประมาณ 456 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ในปี ค.ศ. 2025 ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าความต้องการอาจเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 610 พันล้านลูกบาศก์เมตร(bcm) ภายในปี ค.ศ. 2040 ทำให้จีนจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งพลังงานที่มั่นคงและมีต้นทุนต่ำในระยะยาว นอกจากนี้ ก๊าซจากรัสเซียยังมีราคาถูกกว่าก๊าซจากเติร์กเมนิสถานประมาณ 50 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตรและต่ำกว่าราคานำเข้า LNG ของจีนอย่างมาก โดยในปีที่ผ่านมารัสเซียขายก๊าซให้จีนเฉลี่ยประมาณ 249 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่ LNG นำเข้าของจีนมีราคาเฉลี่ยมากกว่า 400 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตร เหตุผลดังกล่าวทำให้โครงการนี้มีความสำคัญสำหรับจีนในมิติ “ความมั่นคงด้านพลังงาน” เพราะช่วยเพิ่มการนำเข้าก๊าซทางบก ลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อความขัดแย้งทางทหารและแรงกดดันจากสหรัฐฯ จีนมองว่าท่อส่งก๊าซจากรัสเซียมีความมั่นคงทางยุทธศาสตร์มากกว่าการนำเข้า LNG ทางทะเล โดยเฉพาะในบริบทความตึงเครียดในตะวันออกกลางและอินโด-แปซิฟิก อย่างไรก็ตามแม้ทั้งสองฝ่ายจะสนับสนุนโครงการในระดับการเมืองแต่การเจรจายังเผชิญอุปสรรคสำคัญโดยเฉพาะเรื่อง “ราคา” และเงื่อนไขทางการเงิน จีนต้องการซื้อก๊าซในราคาต่ำใกล้เคียงราคาภายในประเทศรัสเซีย ขณะที่รัสเซียต้องการราคาที่คุ้มค่าต่อการลงทุน นอกจากนี้ปักกิ่งยังคงระมัดระวังไม่ให้พึ่งพาพลังงานรัสเซียมากเกินไปจึงยังคงกระจายแหล่งนำเข้าก๊าซจากเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และ LNG จากหลายประเทศควบคู่กันไป โดยในขณะที่นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหพันธรัฐรัสเซียเดินทางเยือนปักกิ่ง นายติง ซูเซียง รองนายกรัฐมนตรีจีนกลับนำคณะผู้แทนไปลงนามข้อตกลงขยายความร่วมมือด้านก๊าซกับเติร์กเมนิสถานซึ่งเป็นผู้จัดหาก๊าซทางท่อรายใหญ่อันดับสองของจีน สะท้อนว่าปักกิ่งยังคงเปิดทางเลือกด้านพลังงานจากหลายแหล่งควบคู่กัน

แม้เช่นนั้นมอสโกยังคงผลักดัน Power of Siberia 2 อย่างแข็งขัน โดยมองว่าเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถลดความเสี่ยงจากเส้นทางพลังงานทางทะเล โดยเฉพาะภายหลังสงครามอิหร่านที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของการส่งออก LNG จากตะวันออกกลา ซึ่งคิดเป็นประมาณ 30% ของการนำเข้า LNG ของจีนในปี ค.ศ. 2025 ความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซจึงทำให้ท่อส่งก๊าซทางบกมีความสำคัญมากขึ้นในมุมมองด้านความมั่นคงพลังงานของจีน

แผนพัฒนาห้าปีฉบับใหม่ของจีนช่วงปีค.ศ. 2026–2030 ได้ระบุว่าจะ “เร่งการเตรียมงาน” สำหรับเส้นทางหลักของท่อส่งก๊าซจีน–รัสเซีย ซึ่งถูกมองว่าอ้างถึงโครงการ Power of Siberia 2 อย่างไรก็ตามจีนยังไม่ได้อนุมัติโครงการขั้นสุดท้ายเนื่องจากการเจรจายังคงติดขัดเรื่องราคาและเงื่อนไขสัญญา โดยจีนต้องการราคาที่ใกล้เคียงราคาภายในประเทศรัสเซีย ขณะที่มอสโกต้องการเงื่อนไขคล้ายกับโครงการ Power of Siberia 1 นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าวิกฤตตะวันออกกลางอาจช่วยเพิ่ม “แรงผลักดันทางการเมือง” ให้โครงการนี้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนดุลอำนาจการต่อรองระหว่างจีนกับรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ โดยจีนยังคงพยายามรักษาสมดุลด้านพลังงานและจำกัดการพึ่งพาก๊าซทางท่อจากรัสเซียไม่ให้เกินประมาณ 25% ของตลาดภายในประเทศ ในภาพรวม Power of Siberia 2 จึงไม่ใช่เพียงโครงการพลังงานทั่วไป แต่เป็น “โครงการภูมิรัฐศาสตร์” ที่สะท้อนการปรับสมดุลอำนาจในยูเรเชีย การแข่งขันด้านความมั่นคงพลังงาน และการก่อตัวของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับจีนในระเบียบโลกยุคใหม่

บทวิเคราะห์ สงครามอิหร่านในปี ค.ศ. 2026 ได้สะท้อนให้เห็นว่า “ภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน” กำลังกลับมาเป็นปัจจัยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างเข้มข้นอีกครั้งภายใต้บริบทของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ความมั่นคงด้านพลังงานไม่ได้หมายถึงเพียงการมีทรัพยากรเพียงพอเท่านั้น แต่ยังหมายถึง “ความสามารถในการควบคุมเส้นทางลำเลียงพลังงาน” และ “การลดความเปราะบางเชิงยุทธศาสตร์” จากแรงกดดันภายนอกอีกด้วย สำหรับจีน วิกฤตในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปักกิ่งตระหนักมากขึ้นถึงข้อจำกัดของการพึ่งพาพลังงานทางทะเล แม้ว่าจีนจะยังคงดำเนินยุทธศาสตร์กระจายแหล่งพลังงาน แต่สงครามครั้งนี้ได้ผลักดันให้ “เส้นทางพลังงานภาคพื้นทวีป” มีความสำคัญเพิ่มขึ้นในมุมมองของผู้นำจีน โดยเฉพาะท่อส่งก๊าซจากรัสเซียและเอเชียกลาง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการปิดล้อมทางทะเลน้อยกว่า การพัฒนา Power of Siberia 2 จึงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาวของจีนในการสร้าง “Continental Energy Security” หรือความมั่นคงพลังงานภาคพื้นทวีปควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) อย่างไรก็ตาม จีนยังคงใช้แนวทาง “Strategic Hedging” หรือการถ่วงดุลเชิงยุทธศาสตร์ กล่าวคือแม้จะเพิ่มความร่วมมือกับรัสเซียแต่ก็จะไม่ยอมพึ่งพารัสเซียมากเกินไปเพราะปักกิ่งตระหนักดีว่าการพึ่งพาแหล่งพลังงานเพียงฝ่ายเดียวอาจสร้างข้อจำกัดทางการเมืองและยุทธศาสตร์ในอนาคต ดังจะเห็นได้จากการที่จีนยังคงขยายความร่วมมือกับเติร์กเมนิสถานและรักษาการนำเข้า LNG จากหลายภูมิภาคควบคู่กัน ในมุมของรัสเซีย โครงการ Power of Siberia 2 มีความสำคัญมากกว่ามิติทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ “การหันสู่เอเชีย” (Pivot to Asia) หลังการเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก รัสเซียจำเป็นต้องสร้างตลาดพลังงานใหม่เพื่อทดแทนยุโรป และลดการพึ่งพาระบบเศรษฐกิจตะวันตก โครงการนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือทางเศรษฐกิจและเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ในการสร้างแกนความร่วมมือยูเรเชียร่วมกับจีน ขณะเดียวกัน วิกฤตอิหร่านยังสะท้อนว่า “พลังงาน” กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 มากขึ้น เส้นทางเดินเรือ พื้นที่ทางทะเล ท่อส่งก๊าซ และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ล้วนกลายเป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์” ที่เชื่อมโยงกับการแข่งขันทางทหาร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีโดยตรง ซึ่งทำให้ Power of Siberia 2 ไม่ใช่เพียงโครงการเศรษฐกิจ แต่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการปรับโครงสร้างอำนาจในภูมิภาคยูเรเชียและระเบียบโลกใหม่

โดยสรุป สงครามอิหร่านได้กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้โครงการ Power of Siberia 2 กลับมาได้รับความสนใจในฐานะโครงการยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของรัสเซียและจีน วิกฤตในตะวันออกกลางได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของเส้นทางพลังงานทางทะเล และผลักดันให้จีนหันมาให้ความสำคัญกับเส้นทางพลังงานทางบกมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัสเซียก็มองโครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญในการทดแทนตลาดยุโรปและเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนในระยะยาว อย่างไรก็ตามแม้ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์จะเอื้อให้โครงการมีโอกาสเดินหน้ามากขึ้น แต่จีนยังคงดำเนินยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงและรักษาสมดุลทางพลังงานอย่างระมัดระวัง ทำให้การเจรจายังคงขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ราคา และการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่าย ท้ายที่สุด Power of Siberia 2 จึงสะท้อนให้เห็นว่า ในโลกยุคใหม่ “พลังงาน” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเศรษฐกิจ หากแต่เป็นเครื่องมือแห่งอำนาจและความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย จีน และระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

สัตว์กินซากผู้ไม่ยอมแพ้!! เปิดความหมายซ่อนอยู่ของ “เหี้ย” ในวัฒนธรรมพื้นบ้านอุษาคเนย์ ตัวเหี้ยในมุมใหม่จากสัตว์ที่คนรังเกียจ สู่ไอคอนเมืองและบทเรียนชีวิตของการปรับตัว

"เหี้ย"  กับความเชื่อในอุษาคเณย์

ในอดีต​ตะกวด​รวมถึงตัวเหี้ย​ถูกตราหน้าในวัฒนธรรมไทยในฐานะสัตว์ที่นำพาโชคร้ายมาให้​ แต่ปัจจุบัน​ไทยเราผลักดันจนความเชื่อดังกล่าวแทบจะหมดไปจากสังคมไทยแล้ว​ แถมในเมืองใหญ่เรายังโปรโมทเหล่าน้องเหี้ยทั้งหลายจนกลายเป็นซอฟท์พาวเวอร์ไอคอนนิกของเราด้วย​ดังที่สวนลุมพินีมีรูปปั้นตัวเหี้ยจนใครๆที่มาก็ต้องถ่ายรูปกลับไปเป็นที่ระลึกกัน​  วันนี้เอย่าจึงอาสาพาเจาะความเชื่อของเหี้ยในและตะกวดอุษาคเณย์นี้ว่าในกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเชื่ออย่างไรบ้าง

เริ่มจากลาว​ที่มีความเชื่อคล้ายกับไทยในสมัยก่อนว่า​ถ้ามันขึ้นบ้านหรือขึ้นถุนบ้าน แปลว่าจะมีแขกที่ไม่คาดคิดหรือมีเหตุเปลี่ยนแปลงคาดคิดเกิดขึ้น​ ถ้าร้องใกล้บ้านกลางคืนถือเป็นลางลางไม่ดี​ ในบางพื้นที่เชื่อว่ามันคือตัวนำเคราะห์ร้่ยหรือสิ่งไม่บริสุทธิ์มาสู่ชุมชน​ ถึงขับไล่หรือไล่ตีเมื่อพบเจอ​ แต่ในนิทานพื้นบ้านของลาว ตะกวดมักถูกใช้แทน คนเจ้าเล่ห์แต่รอดทุกสถานการณ์​   เอ๊ะคล้ายๆกับที่คนไทยด่าว่า​ "ไอ้เหี้ย" ไหม

ต่อมาในความเชื่อของพวกชาวเขมร​  คนเขมรเชื่อว่าตัวเหี้ยมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งลี้ลับและผีป่า​รวมถึงวิญญาณเฝ้าสถานที่​ โดยมีความเชื่อว่า​ ถ้ามันมานอนใต้บ้าน ถือเป็นพลังงานไม่ดีสิ่งทำให้บ้านมีเคราะห์​  ถ้าเข้าวัดหรือโบราณสถาน เป็นสัญญาณเตือนหรือลางบอกเหตุบางอย่างจากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่
เฝ้าอยู่​  เพราะชาวเขมรเชื่อว่าตัวเหี้ยเป็น สัตว์เฝ้าสมบัติ หรือเฝ้าซากเมืองเก่า​คล้ายปู่โสมเฝ้าทรัพย์ของไทยนั่นเอง

มาดูในเมียนมา​กัน ต้องบอกเลยว่า​ เอย่าเดินทางไปจากใต้สุดอย่างเมืองเกาะสองจนถึงเมียตโส่นเหนือสุด​ณ​จุดเริ่มต้นแม่น้ำอิรวดี​เป็นเวลานับ​สิบๆปี​  ไปเดินออกกำลังกายที่กันดอจีในเมืองต่างๆมาก็มากแต่กลับไปเคยพบเห็นตัวเหี้ยหรือตะกวดเลยแม้สักตัวเดียว​  แต่จากการที่หาข้อมูลกับผู้เฒ่าพ่อแก่ก็ทำให้พอรู้ว่าตัวเหี้ยมีหลากหลายความเชื่อแบ่งไปตามชาติพันธุ์​ แม้ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงว่ามันเป็นตัวนำเคราะห์ร้าย​ หรือเกี่ยวกับเรื่องโชคลาง​ หรือเป็นการส่งสัญญาณเตือนจากสิ่งลี้ลับก็ตาม​แต่ก็มีความเชื่อที่ระบุในคัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาทและชาดกว่า​ มีเรื่องราวของพญาสัตว์ประเภทเหี้ยหรือตะกวด เช่น ใน โคธชาดก ที่เป็นตัวแทนของการเสียสละ การบำเพ็ญบารมี และเป็นบทเรียนสอนใจเรื่องการคบมิตร​ด้วยเช่นกัน​

ในมาเลเซีย​และอินโดนีเซียมีความเชื่อของตัวเหี้ยฝังแน่นในวัฒนธรรมของกลุ่มมลายู​ โดย​  2  ประเทศนี้เรียกตัวเหี้ยว่า​ บิอาวัค (Biawak)  แต่​ 2ประเทศนี้มีความแตกต่างในความเชื่อกล่าวคือในมาเลเซีย​การพบเจอตะกวดหรือตัวเหี้ยถือเป็นลางบอกเหตุร้าย​ หากฝันเห็นจะตีทำนายว่า  อาจกำลังจะมีศัตรู หรือมีคนที่เข้ามาหลอกลวง ทำให้เสียทรัพย์สินหรือผิดใจกับผู้อื่น

ในขณะที่ฝั่งอินโดนีเซียกล่าวถึงบีอาวัคว่าเป็นสัตว์นำโชค​ ตามความเชื่อพื้นบ้าน หากตะกวดหรือตัวเหี้ยเข้าบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลากลางวัน มักถูกตีความว่าเป็นลางดี คนท้องถิ่นเชื่อว่ามันคือสัญลักษณ์ของการเงินที่จะเข้ามาแบบไม่คาดฝัน และเป็นตัวแทนของความเจริญรุ่งเรือง​ ในบางชุมชนท้องถิ่น ตะกวดและตัวเหี้ย ได้รับการยกย่องให้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงกับวิญญาณบรรพบุรุษ พวกเขามีความเชื่อว่ามันมีพลังวิญญาณในการปกป้องผู้คนในพื้นที่จากพลังงานด้านลบหรือสิ่งชั่วร้าย​ บนเกาะชวา เบียวักถูกนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น สะเต๊ะ และในทางการแพทย์แผนโบราณของอินโดนีเซีย มีความเชื่อสืบทอดกันมาว่าการบริโภคเนื้อตัวบีอาวักช่วยรักษาโรคผิวหนัง บรรเทาอาการหอบหืด และช่วยเสริมสร้างพละกำลัง​ โดยฝั่งอินโดนีเซียจะมองว่าสัตว์ในตระกูลนี้เป็นสัตว์มงคล​ เหตุผลหนึีงน่าจะมาจาก​ มังกรโคโมโด​ นั่นเอง

ในฟิลิปปินส์มีสัตว์ในตระกูลเดียวกันกับตะกวดที่ชื่อ​ Gray's Monitor ซึ่งถือว่าเป็นญาติใกล้ชิดกับตะกวดในบ้านเราโดยฝั่งฟิลิปปินส์มีความเชื่อของสัตว์เหล่านี้ว่า​ เป็นสัตว์เฝ้าป่าและผู้ส่งสารจากวิญญาณธรรมชาติ
ถ้ามันโผล่มาใกล้บ้าน อาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงหรือคำเตือน
บางเกาะเชื่อว่ามันปกป้องแหล่งน้ำและป่าโบราณ

สุดท้ายในเวียดนาม​ ต้องยอมรับว่าเวียดนามเป็นประเทศเดียวที่ไม่มีความเชื่อของตะกวดเลยอาจจะเพราะอิทธิพลจากอารยธรรมจีนที่แผ่ลงมาและการเกิดสงครามหลายครั้งทำให้ความเชื่อนี้ถูกลบเลือนไปในกาลเวลานั่นเอง​ โดยความเชื่อที่หลงเหลือของตะกวดในเวียดนามมีเพียงกลุ่มเล็กของชุมชนในสุดปลายแม่น้ำโขงที่มองว่ามันคือสัตว์อัปมงคล​ ส่วนในหมู่บ้านชาวประมงจะมองมันในฐานะ​ราชาแห่งบึงน้ำ​ ที่เป็นตัวบ่งบอกความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ

อย่างไรก็ตามแม้ความเชื่อในอุษาคเณย์ส่วนใหญ่จะเทให้กับสัตว์กลุ่มนี้ไปทางตัวนำโชคร้ายก็ตามแต่ต้องยอมรับว่าสัตว์ในตระกูล​ Varanus  เป็นนสัตว์กินซากที่ปรับตัวเก่งจากป่าสู่เมือง​  และน่าจะเป็นตัวสอนให้เราไม่ยอมแพ้กับในสถานการณ์ที่ย่ำแย่อย่างทุกวันนี้ที่หลายคนหมดกำลังใจ​ ให้ลองหันไปดูตัวเหี้ยใกล้คุณสิคะ​ ดูสิว่ามันเปลี่ยนผ่านจากวันที่ทุกคนรังเกียจมันจนมันได้รับการยอมรับจากสังคมฉันใด​ หากคุณไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา​ ก็จะมีวันที่ทุกคนยอมรับในความสำเร็จของคุณเช่นเดียวกัน

ที่มา : AYA

‘ปูติน’ เยือนสถาบันขีปนาวุธ MITT MITT ไม่ใช่แค่สถาบันวิจัย แต่คือหัวใจอุตสาหกรรมขีปนาวุธ และนิวเคลียร์ไตรแอดรัสเซีย ตอกย้ำยุทธศาสตร์นิวเคลียร์รับมือ NATO

การเยือนสถาบันสถาบันเทคโนโลยีความร้อนแห่งมอสโกของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน

กับภาพสะท้อนยุทธศาสตร์นิวเคลียร์รัสเซีย

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้เดินทางเยือนสถาบันเทคโนโลยีความร้อนแห่งมอสโก «Московский институт теплотехники (МИТ)» ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรหลักของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรัสเซียโดยผลิตภัณฑ์หลักคือขีปนาวุธข้ามทวีปทั้งเชิงยุทธศาสตร์และยุทธวิธี

สถาบันเทคโนโลยีความร้อนแห่งมอสโก (Moscow Institute of Thermal Technology – MITT) เป็นองค์กรวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซีย ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ.1946 ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภายใต้การจัดตั้งของสหภาพโซเวียตมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีจรวดและอาวุธนำวิถี โดยเริ่มต้นจากหน่วยงานวิจัยด้าน “จรวดเชื้อเพลิงแข็ง” และค่อย ๆ พัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านวิศวกรรมขีปนาวุธของประเทศในเวลาต่อมา

ในช่วงยุคสหภาพโซเวียตสถาบันมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานอุตสาหกรรมขีปนาวุธยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีที่นำไปสู่ระบบอาวุธสำคัญหลายรุ่น และได้รับการยกระดับเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของการพัฒนาขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง ทั้งสำหรับภาคพื้นดิน กองทัพเรือ และระบบยุทธศาสตร์ระยะไกล

หลังการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรัสเซียในยุคหลังโซเวียต สถาบัน MITT ยังคงมีบทบาทต่อเนื่องในฐานะผู้พัฒนาระบบขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ เช่น ตระกูล Topol, Topol-M, Yars และ Bulava ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหลักของโครงสร้าง “นิวเคลียร์ไตรแอด” ของรัสเซียในปัจจุบัน

สถาบัน MITT ถือเป็น “แกนกลางของอุตสาหกรรมขีปนาวุธรัสเซีย” โดยมีบทบาทใน 3 มิติหลัก ได้แก่

(1) แกนหลักของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ยุทธศาสตร์

สถาบันเทคโนโลยีความร้อนแห่งมอสโก (MITT) ถือเป็น “แกนหลักของเทคโนโลยี” ระบบอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซีย เนื่องจากมีบทบาทโดยตรงในการออกแบบและพัฒนาระบบขีปนาวุธพิสัยไกลที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้าง “นิวเคลียร์ไตรแอด” (land-based, sea-based, air-based deterrence) ซึ่งเป็นหัวใจของอำนาจยับยั้งทางทหารของรัฐ

ในเชิงเทคโนโลยี MITT มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง (solid-fuel ballistic missiles) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงยุทธศาสตร์ เพราะสามารถเก็บรักษาและตอบสนองการยิงได้รวดเร็ว ลดข้อจำกัดด้านเวลาเตรียมการเมื่อเทียบกับระบบเชื้อเพลิงเหลว นอกจากนี้ยังครอบคลุมการออกแบบระบบนำวิถี โครงสร้างหัวรบ และระบบควบคุมการบินของขีปนาวุธพิสัยไกล ผลงานสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ MITT ได้แก่ระบบขีปนาวุธ Topol, Topol-M, Yars และ Bulava ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของกองกำลังนิวเคลียร์รัสเซีย โดยระบบเหล่านี้ถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติด้าน “ความอยู่รอดเชิงยุทธศาสตร์” (strategic survivability) เช่น การเคลื่อนที่ได้ (mobile launch systems), การหลบหลีกการตรวจจับ และความสามารถในการเจาะระบบป้องกันขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้าม

ในมิติของความมั่นคง MITT จึงไม่ได้เป็นเพียงสถาบันวิจัย แต่เป็น “ศูนย์กลางการผลิตอำนาจยับยั้งนิวเคลียร์” ของรัฐรัสเซีย กล่าวคือ เป็นจุดที่เชื่อมระหว่างวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และยุทธศาสตร์ระดับชาติ ทำให้รัสเซียสามารถรักษาความสามารถในการยับยั้ง (deterrence capability) ต่อมหาอำนาจอื่นได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคโซเวียตจนถึงปัจจุบัน

กล่าวโดยสรุป MITT ทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของอำนาจนิวเคลียร์รัสเซีย” ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างอาวุธแต่รวมถึงการรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ของโลกผ่านศักยภาพในการตอบโต้และยับยั้งภัยคุกคามในระดับสูงสุดของรัฐชาติ

(2)  ศูนย์กลางความรู้เชิงอธิปไตย (Technological Sovereignty)

 บทบาทของสถาบัน MITT ในฐานะ “ศูนย์กลางความรู้เชิงอธิปไตย” หมายถึงการเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความสามารถทางวิศวกรรมในระดับยุทธศาสตร์ที่รัสเซียสามารถพัฒนา ควบคุมและต่อยอดได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีหรือห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ แนวคิดนี้มีรากฐานจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของรัสเซียตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียตที่ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายใต้การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเข้มข้น ส่งผลให้เกิด “ระบบความรู้แบบปิดและครบวงจร” (closed-loop technological system) ซึ่ง MITT เป็นหนึ่งในแกนหลักของระบบดังกล่าว โดยทำหน้าที่ตั้งแต่การวิจัยพื้นฐาน การออกแบบวิศวกรรม ไปจนถึงการผลิตและส่งมอบระบบอาวุธยุทธศาสตร์ในเชิงโครงสร้าง MITT มีบทบาทสำคัญในการสร้าง “โรงเรียนวิศวกรรมจรวดของรัสเซีย” ที่สืบทอดองค์ความรู้ข้ามรุ่น ทำให้เกิดความต่อเนื่องทางเทคโนโลยี แม้ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากสหภาพโซเวียตสู่สหพันธรัฐรัสเซีย ความสามารถนี้ทำให้รัสเซียยังคงรักษาศักยภาพด้านขีปนาวุธได้โดยไม่เกิด “ช่องว่างทางเทคโนโลยี” เมื่อเทียบกับมหาอำนาจตะวันตก นอกจากนี้ MITT ยังทำหน้าที่ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น ระบบนำวิถี วัสดุขั้นสูง และระบบขับเคลื่อนขีปนาวุธ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงแห่งรัฐ การรักษาความสามารถภายในประเทศในมิติเหล่านี้จึงถือเป็นหัวใจของ “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ของรัสเซีย ในบริบทปัจจุบันภายใต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีจากตะวันตก แนวคิด technologic sovereignty ของ MITT ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเพราะไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความภาคภูมิใจทางวิทยาศาสตร์แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการรักษาความสามารถทางทหารและความมั่นคงของรัฐในระยะยาว

(3) ฐานอุตสาหกรรมแบบ Dual-use (การใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน)

หมายถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในภารกิจทางทหารและภาคเศรษฐกิจพลเรือน ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของรัสเซียในการรักษาความต่อเนื่องทางอุตสาหกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมของรัฐ ในมิติทางทหาร MITT มีบทบาทหลักในการออกแบบและผลิตระบบขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น วัสดุทนความร้อน ระบบขับเคลื่อนแรงสูง ระบบควบคุมการบิน และระบบนำวิถีความแม่นยำสูง เทคโนโลยีเหล่านี้เป็น “แกนกลางทางวิศวกรรม” ที่สามารถต่อยอดไปสู่ภาคพลเรือนได้ ในมิติพลเรือน ความรู้และเทคโนโลยีจาก MITT ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายสาขา เช่น อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ระบบพลังงาน การขนส่ง และวิศวกรรมเครื่องจักรกลหนัก โดยเฉพาะเทคโนโลยีวัสดุทนสภาพแวดล้อมรุนแรงและระบบเครื่องกลความแม่นยำสูง ซึ่งมีต้นกำเนิดจากการวิจัยเพื่อการทหาร แต่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในภาคพลเรือนได้อย่างมีนัยสำคัญ

แนวทาง dual-use นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของรัสเซียยุคปัจจุบัน เนื่องจากช่วยให้รัฐสามารถ “กระจายความคุ้มค่าทางเทคโนโลยี” (technology spillover) จากงบประมาณด้านกลาโหมไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ ลดความสูญเปล่าของทรัพยากร และเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองภายใต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ในเชิงยุทธศาสตร์ dual-use ยังทำหน้าที่เป็น “กลไกความยืดหยุ่นของรัฐ” (state resilience mechanism) เพราะทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวได้ทั้งในภาวะสงครามและภาวะเศรษฐกิจปกติ โดยไม่แยกขาดระหว่างภาคทหารและพลเรือนอย่างสิ้นเชิง

นอกจากภารกิจด้านความมั่นคงแล้ว MITT ยังมีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยีแบบ dual-use หรือเทคโนโลยีที่สามารถใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน เช่น การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมพลังงาน น้ำมัน การขนส่ง และโครงการอวกาศ ซึ่งสะท้อนแนวทางการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยสรุป MITT เป็น “สถาบันแกนกลางของอุตสาหกรรมขีปนาวุธรัสเซีย” ที่เชื่อมโยงทั้งมรดกทางเทคโนโลยียุคโซเวียต การพัฒนาศักยภาพนิวเคลียร์สมัยใหม่ และยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐรัสเซียในปัจจุบันอย่างเป็นระบบ

ระหว่างการเยือนประธานาธิบดีปูตินกล่าวยกย่องบทบาทของ MITT ว่าเป็นหนึ่งในสถาบันหลักที่สร้างรากฐานด้านวิทยาการขีปนาวุธและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซียมาตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต โดยชี้ว่าความทุ่มเทและการทำงานอย่างเสียสละของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และบุคลากรหลายรุ่น ได้ทำให้รัสเซียมี “สำนักวิชาระบบขีปนาวุธที่มีอธิปไตยของตนเอง” และวางรากฐานทางเทคโนโลยีที่ประเทศยังคงใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน ผู้นำรัสเซียกล่าวว่า เทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมจรวดที่พัฒนาขึ้นในยุคโซเวียตยังคงมีความสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติ และเป็นพื้นฐานของระบบขีปนาวุธยุทธศาสตร์สมัยใหม่ของรัสเซีย รวมถึงระบบ Topol, Topol-M, Yars และ Bulava ปูตินยืนยันว่า ชรัสเซียจะเดินหน้าปรับปรุงและพัฒนากองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงและความสามารถในการยับยั้งทางทหารของประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาระบบขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่มีอานุภาพสูงขึ้น และสามารถเจาะทะลุระบบป้องกันขีปนาวุธทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงการใช้งานระบบขีปนาวุธเคลื่อนที่แบบไม่ติดหัวรบนิวเคลียร์ ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยสถาบันดังกล่าวว่า ได้ถูกนำไปใช้จริงในปฏิบัติการทางทหาร และพิสูจน์ประสิทธิภาพในสภาพการรบแล้ว ในด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ผู้นำรัสเซียชื่นชมการที่สถาบันสามารถต่อยอดองค์ความรู้ทางทหารไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับภาคพลเรือน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมน้ำมัน การขนส่ง และภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของรัสเซียในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีทางทหารกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ช่วงท้ายปูตินกล่าวขอบคุณบุคลากรของสถาบันที่มีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความมั่นคงของรัสเซีย พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมขีปนาวุธและเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศต่อไปในระยะยาวการที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเดินทางเยือน สถาบัน MITT ในช่วงเวลานี้และกล่าวสุนทรพจน์ยกย่องสถาบัน MIIT มีนัยสำคัญทั้งด้านยุทธศาสตร์ การเมืองภายใน และการส่งสัญญาณระหว่างประเทศ โดยสามารถวิเคราะห์ได้ในหลายมิติ ดังนี้

(1) ส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ต่อ NATO และสหรัฐฯ

ช่วงปี ค.ศ. 2025–2026 ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกยังคงอยู่ในระดับสูงจากสงครามยูเครน การที่ปูตินเลือกเยือนสถาบันซึ่งเป็นผู้พัฒนาระบบขีปนาวุธนิวเคลียร์หลักของรัสเซีย เช่น Topol-M, Yars และ Bulava มีนัยเป็นการส่งสัญญาณเชิงยับยั้งต่อ NATO ว่า รัสเซียยังคงรักษาศักยภาพด้านขีปนาวุธและนิวเคลียร์ไว้ได้อย่างมั่นคง การกล่าวถึง “ขีปนาวุธที่สามารถเจาะระบบป้องกันขีปนาวุธในอนาคตได้” ยังสะท้อนการแข่งขันโดยตรงกับระบบ Missile Defense ของสหรัฐฯ และ NATO ทั้งในยุโรปและเอเชีย

(2) สร้างภาพลักษณ์ “รัฐมหาอำนาจทางเทคโนโลยี”

MITT ไม่ใช่เพียงโรงงานอาวุธ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมยุคโซเวียต การเยือนครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ เพื่อย้ำว่ารัสเซียยังคงเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีทางทหาร แม้เผชิญมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีจากตะวันตก การกล่าวย้ำว่า “รัสเซียยังใช้สิ่งที่พัฒนามาจากยุคโซเวียตจนถึงปัจจุบัน” เป็นการเชื่อมโยงความชอบธรรมของรัฐรัสเซียปัจจุบันเข้ากับความยิ่งใหญ่ของสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นแนวทางที่ปูตินใช้มาอย่างต่อเนื่องในการสร้างอัตลักษณ์รัฐและความภาคภูมิใจของสังคมรัสเซีย

(3) สนับสนุนขวัญกำลังใจของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

สงครามยูเครนทำให้อุตสาหกรรมทหารของรัสเซียกลายเป็นกลไกหลักของรัฐ การเยือนและการมอบเครื่องอิสริยาภรณ์แก่บุคลากรของ MITT เป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และยืนยันว่ารัฐบาลยังให้ความสำคัญสูงสุดกับนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้ผลิตอาวุธยุทธศาสตร์นอกจากนี้ยังสะท้อนว่า รัฐรัสเซียกำลังให้ความสำคัญกับการระดมศักยภาพทางเทคโนโลยีหรือ “technological mobilization” เพื่อรองรับการแข่งขันระยะยาวกับตะวันตก

(4) เชื่อมโยงสงครามยูเครนกับความสำเร็จทางเทคโนโลยี

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวถึงการใช้งานระบบขีปนาวุธแบบไม่ติดหัวรบนิวเคลียร์ใน “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ซึ่งมีนัยว่า รัสเซียต้องการแสดงให้เห็นว่าอาวุธที่พัฒนาโดย MITT ไม่ได้เป็นเพียงโครงการเชิงทฤษฎี แต่ถูกพิสูจน์แล้วในสนามรบจริง นี่เป็นทั้งการโฆษณาศักยภาพทางทหาร การเสริมความเชื่อมั่นภายในประเทศและอาจมีมิติด้านตลาดอาวุธระหว่างประเทศด้วย เพราะรัสเซียมักใช้การได้รับการทดสอบและพิสูจน์แล้วในการรบจริง หรือ “combat-proven” เป็นจุดขายสำคัญในการส่งออกอาวุธ

(5) สะท้อนแนวคิด “พึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี”

การกล่าวถึงผลิตภัณฑ์พลเรือนของ MITT สำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและการขนส่งสะท้อนยุทธศาสตร์ของรัสเซียในการใช้เทคโนโลยีทางทหารต่อยอดสู่ภาคเศรษฐกิจพลเรือน เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีตะวันตก

บทสรุป การเยือนสถาบัน MITT ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 สะท้อนให้เห็นว่ารัสเซียยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาและพัฒนาศักยภาพด้านขีปนาวุธและกองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของอำนาจยับยั้งและสถานะมหาอำนาจของรัฐรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ ภายใต้บริบทของสงครามยูเครน การแข่งขันทางเทคโนโลยีกับชาติตะวันตก และแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร รัสเซียได้พยายามย้ำถึงแนวคิด “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ผ่านการสนับสนุนสถาบันวิจัยและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ได้ด้วยตนเอง MITT จึงมิได้เป็นเพียงสถาบันวิจัยด้านขีปนาวุธ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องระหว่างมรดกทางวิทยาศาสตร์ยุคสหภาพโซเวียตกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัสเซียยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกันการเน้นเทคโนโลยีแบบ dual-use ยังสะท้อนความพยายามของรัฐในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมทหารเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติในระยะยาว สำหรับประเทศไทยเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนบทเรียนสำคัญว่าการสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมด้านความมั่นคงภายในประเทศ รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมอย่างต่อเนื่องถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเสริมสร้าง “ความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์” และการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกในโลกที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์มีความเข้มข้นมากขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

‘อามิช’ วิถีชีวิตเรียบง่ายกลางอเมริกา จากยุโรปสู่อเมริกา เปิดโลกชุมชนอามิช ผู้เลือกใช้รถม้าแทนรถยนต์ และศรัทธาแทนความเร่งรีบ ศรัทธาแน่นแฟ้น ท่ามกลางโลกทุนนิยม


อามิช...อเมริกันชนที่มีจิตวิญญาณพอเพียง

ย้อนอดีตไปเมื่อศตวรรษที่ 15 ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์ มีชนชาวคริสเตียนกลุ่มหนึ่งแยกตัวออกจากกลุ่มชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เนื่องจากไม่พอใจที่ถูกบังคับให้เลือกนับถือคริสต์ศาสนาในการ "เป็น"หรือ "ไม่เป็น" คาทอลิก

ดังนั้นจึงเกิดชนชาวคริสเตียนกลุ่มใหม่ซึ่งแยกตัวออกมา และเรียกตนเองว่า "Anabaptists" ในช่วงเวลานั้นกลุ่มนี้ถูกต่อต้าน และรุกรานอย่างหนักหน่วงรุนแรงจากกลุ่มผู้นับถือคาทอลิก บ้างถูกเผาทั้งเป็น หรือจับมาทรมาน จึงทำให้อนาแบปติสต์หาทางหนีไปสู่ดินแดนอื่นเพื่ออิสรภาพตามความเชื่อของตน และแตกออกเป็นสามกลุ่ม คือ Amish, Mennonites และ Hutterites

ทั้งสามกลุ่มเดินทางมาสู่โลกใหม่ หรืออเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 16 โดย Amish (อามิช) ไปตั้งรกรากเป็นชุมชนใหญ่อยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย โดยเฉพาะเมือง Lancaster ซึ่งที่นั่นคือ ชุมชนอามิชที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา ชุมชนชาวอามิชอาศัยอยู่ใน 5 รัฐทางเหนือของสหรัฐอเมริกา และส่วนหนึ่งในประเทศแคนนาดา ประมาณว่า มีประชากรกว่า 350,000 คนในสหรัฐฯ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย และยังคงใช้รถม้าเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง ทั้งยังเคร่งศาสนา ตลอดจนจารีตประเพณีแบบดั้งเดิม ในชุมชนอามิช สิ่งที่ปรากฏจะไม่ต่างจากภาพของชุมชนเมื่อราวร้อยปีที่แล้ว นั่นคือ ความเงียบสงบบนถนนสายเล็ก ๆ ที่สองข้างทางเพาะปลูกพืช และทำการปศุสัตว์ในแบบดั้งเดิม เช่นเดียวกับการแต่งกายของชาวอามิชที่ยังขับขี่รถม้าไปตามทางบนถนน

ชาวอามิชประกอบด้วยคนสองกลุ่ม คือ คนกลุ่มเก่า (Old Order) และคนกลุ่มใหม่ (New Order) โดยคนกลุ่มเก่าจะเป็นกลุ่มที่ปฏิเสธการใช้ไฟฟ้า ยังคงใช้ชีวิตเหมือนกับวิถีชีวิตดั้งเดิมทุกอย่าง และใช้รถม้าเป็นพาหนะเพียงเท่านั้น ขณะที่คนกลุ่มใหม่ แม้จะมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านแล้ว แต่ก็ยังไม่มีเทคโนโลยี อย่างเช่น โทรทัศน์ หรืออินเทอร์เน็ต พวกเขาใช้ไฟฟ้าเพื่อให้แสงสว่างภายในบ้าน ใช้เตาแก๊สในการหุงหาอาหาร และบางบ้านก็จะมีรถยนต์ขับ แต่ยานพาหนะสำคัญก็ยังคงเป็นรถม้าอยู่ดี ชาวอามิชยึดมั่นอยู่กับการขับเคลื่อนขนส่งด้วยรถม้า แต่ก็อนุญาตให้ใช้บริการพาหนะสัญจรของรัฐ หรือ ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยคนอื่น (ที่ไม่ใช่ชาวอามิช) ได้ โดยยอมรับในเทคโนโลยี่ได้ ตราบใดที่ยังไม่คุกคามต่อคุณค่าทางศาสนาและศีลธรรม แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ชาวอามิชจะไปซื้อรถแทร็คเตอร์ หรือเครื่องจักรทุ่นแรงอื่นมาใช้ในงานฟาร์มของพวกเขา

แต่…สามารถยอมรับในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ แต่ให้เป็นไปอย่างช้า ๆ และให้มั่นใจว่า สิ่งนี้จะไม่มากรัดกร่อน หรือเป็นภัยต่อเรื่องความเชื่อและขนบธรรมเนียมชีวิตครอบครัวแบบชาวอามิช รักษาขนบธรรมเนียมในเรื่องการสวมเสื้อผ้าแบบเรียบง่ายและเคร่งครัด ซึ่งเน้นย้ำการแยกตัวออกมาจากสังคมทั่วไป

สิ่งที่ได้เห็นมาตลอดทั้งชีวิตของคนหนึ่ง ๆ เป็นเสมือนการศึกษาแบบต่อเนื่อง ชาวอามิชจำกัดการศึกษาอยู่ที่เกรด 8 หรือ ประมาณ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของไทย ด้วยความเคร่งครัดในคำสอนของคัมภีร์ไบเบิลที่ห้ามสร้างรูปจำลองเหมือนมนุษย์ ทำให้พวกเขาไม่นิยมถ่ายรูปกันเอง และไม่ชอบให้คนภายนอกมาถ่ายรูปของพวกเขาด้วย แต่ชาวอามิชหลายคนที่เป็นคนหัวสมัยใหม่หน่อยก็ไม่ได้ยึดกฎข้อนี้มากนัก บางคนก็ยืดหยุ่นให้ถ่ายรูปได้ แต่อาจถ่ายในระยะไกล หรือหากจะถ่ายโคลสอัพก็ต้องขออนุญาตเสียก่อน

หลายคนอาจจะมองว่า ชาวอามิชเป็นกลุ่มที่ต้านกระแสของโลก แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจ ยังคงเลือกที่จะเดินไปในรูปแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องจ้ำอ้าวไปตามโลกที่กำลังหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งชาวอามิชเองก็มีความสุขที่อยู่ในวิถีชีวิตแบบนี้ เพราะพวกเขามองว่า สิ่งเหล่านี้มันทำให้พวกเขารู้ว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น และมั่นใจในตัวเอง หากมองไปรอบ ๆ ชุมชนอามิชจะเห็นภาพของเด็ก ๆ ชาวอามิชทั้งตัวเล็กตัวน้อยช่วยพ่อแม่ทำเกษตรกรรม จึงเป็นภาพแห่งความผูกพันของครอบครัวที่เหนียวแน่น และอาจจะมากกว่าหลาย ๆ ครอบครัวในสังคมทุนนิยมที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีเวลาให้แก่กัน

ขอเสริมด้วยเรื่องราวความสำเร็จของ "แอน ไบเลอร์" ผู้ก่อตั้งร้านขนม "อานตี้ แอนส์ (Auntie Anne’s)" ผู้ซึ่งมีพื้นเพจากชาวอามิช จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ Auntie Anne’s จะว่าไปเป็นเรื่องของโชคชะตาและความไม่ตั้งใจ เมื่อแอนซึ่งเติบโตในชุมชนอามิช เมืองแก็ป รัฐเพลซิลเวเนีย เริ่มต้นชีวิตคู่กับ โจนาส ไบเลอร์

โศกนาฏกรรมในชีวิตมาเยือนเมื่อเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันทำให้เธอสูญเสียลูกสาววัยเกือบ 2 ขวบ แอนจมปลักอยู่กับความโศกเศร้านานกว่า 12 ปี จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า และชีวิตคู่เกือบพังทลาย สุดท้ายเธอตัดสินใจทำเร่องบางอย่าง นั่นคือ การเช่าแผงในตลาดชุมชนเพื่อขายอาหาร จุดประสงค์หลักเพื่อหารายได้มาสนับสนุนโจนาสผู้สามีในการก่อตั้ง Family Resource and Counseling Center (FRCC) อันเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาแก่ผู้มีปัญหาครอบครัว

แอนซึ่งมีความรู้ไม่มากนัก อาศัยที่เคยเป็นลูกจ้างร้านอาหารในตลาดมาก่อน ได้ใช้วิธีครูพักลักจำเรียนรู้วิธีการทำเพรทเซลโบราณเนื้อเหนียวนุ่มในปี 1988 เธอควักทุน 6,000 ดอลลาร์ฯ เปิดแผงขายพิซซ่า มันฝรั่งทอด และเพรทเซล สัปดาห์แรกได้รับเสียงวิจารณ์จากลูกค้าว่า เพรทเซลรสชาติแย่มาก เธอท้อใจเกือบจะเปลี่ยนไปขายอย่างอื่น แต่ โจนาสผู้เป็นสามีได้ช่วยหาสูตรและปรับรสชาติจนลงตัว หลังจากนั้น เพรทเซลสูตรใหม่ก็กลายเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในร้าน จนเรียกได้ว่า อร่อยจนลูกค้าต้องบอกกันปากต่อปาก จนสุดท้ายแอนเลิกขายพิซซ่าแล้วหันมาขายเพรทเซลอย่างเดียว โดยนวดแป้งสด ๆ ให้ลูกค้าเห็นและอบไปขายไป

แอนไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ เปิดแผงขายขนมได้ปีเดียวก็สามารถขยายไป 8 สาขา รวมถึงการเปิดร้านในศูนย์การค้าเป็นครั้งแรก 2 ปีต่อมา ธุรกิจของแอนขยายไปยังรัฐอื่น รวม 9 รัฐ และเธอเริ่มใช้กลยุทธ์เข้าไปแฝงตามสนามบิน และสถานีรถไฟ ก่อนรุกไปยังตลาดต่างประเทศที่อินโดนีเซียเป็นจุดแรก ช่วงแรกของการขายเฟรนไชส์ แอนและโจนาสประสบปัญหาอันเนื่องมาจากการทำสัญญาหละหลวมทำให้ผู้ซื้อเฟรนไชส์ไม่จ่ายค่าลิขสิทธ์แถมยังหนีไปพร้อมสูตรขนม แอนและโจนาสจึงได้ปรับเปลี่ยนให้สัญญารัดกุมขึ้น และจ้างทนายความดูแลเรื่องนี้

ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นยุครุ่งเรืองของ Auntie Anne’s เพราะได้รับการติดต่อจากผู้ประกอบการทั่วทุกมุมโลกที่สนใจซื้นเฟรนไชส์ เฉพาะปี 1992 ปีเดียว Auntie Anne’s ขยายเพิ่มอีก 50 สาขารวดผ่านเฟรนไชส์ ปัจจุบัน Auntie Anne’s มีสาขากว่า 2.000 แห่งทั่วโลก (ในสหรัฐฯ 49 รัฐ ราว 1,300 สาขาและ 25 ประเทศทั่วโลก กว่า 600 สาขา) โดยประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีสาขามากที่สุด

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

รัสเซียทดสอบ “Sarmat” สำเร็จ ยกระดับนิวเคลียร์ไตรภาคี สะเทือนสมดุลยุทธศาสตร์โลก เจาะระบบป้องกันสหรัฐฯ–NATO RS-28 Sarmat ไม่ใช่แค่อาวุธ แต่คือสัญญาณการกลับมาของการแข่งขันนิวเคลียร์มหาอำนาจ

รัสเซียกับการเสริมศักยภาพนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ผ่านโครงการ Sarmat

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมค.ศ. 2026 เวลา 11 นาฬิกา 15 นาที กองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ «Ракетными войсками стратегического назначения (РВСН)» สหพันธรัฐรัสเซีย ได้ประกาศความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปชนิดเชื้อเพลิงเหลวหนักรุ่น RS-28 “Sarmat” ซึ่งเป็นระบบอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์รุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนขีปนาวุธยุคสหภาพโซเวียตรุ่น R-36M “Voyevoda” (NATO: SS-18 “Satan”) โดยพลเอกเซอร์เกย์ คาราคาเยฟ «Сергей Каракаев» ผู้บัญชาการกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ ได้รายงานต่อประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินว่า “วันนี้ เวลา 11 นาฬิกา 15 นาทีกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ได้ดำเนินการปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปชนิดเชื้อเพลิงเหลวหนักรุ่นใหม่ล่าสุด ‘Sarmat’ การปล่อยประสบความสำเร็จและภารกิจบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ทั้งนี้รายงานดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (VKS) ระหว่างประธานาธิบดีกับผู้บัญชาการกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ของรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 2022 กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ประกาศการทดสอบยิงครั้งแรกของขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่น “Sarmat” ซึ่งเป็นระบบประจำฐานยิงแบบประจำที่ (silo-based) จากฐานปล่อยอวกาศเพลเซตสค์ «Плесецк» แคว้นอาร์คันเกลสค์ (Arkhangelsk Oblast) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย ในขณะนั้นกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าภารกิจการทดสอบดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ตามแผน พร้อมยืนยันว่าคุณลักษณะเชิงคำนวณของขีปนาวุธได้รับการพิสูจน์ครบถ้วนในทุกช่วงการบิน ขณะที่หัวรบจำลองสำหรับการฝึกได้เดินทางถึงพื้นที่เป้าหมายที่กำหนด ณ ฐานยิงขีปนาวุธคูรา «Ракетный полигон Кура́» บนคาบสมุทรคัมชัตกาเรียบร้อยแล้ว กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า "ขีปนาวุธซาร์แมทมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ทำให้สามารถเจาะทะลุระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอยู่หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างน่าเชื่อถือ ซาร์แมทเป็นขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุดและมีระยะยิงไกลที่สุดในโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรบของกองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ"

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2022 หัวหน้าผู้ออกแบบของบริษัทวิจัยแห่งรัฐมาเคเยฟ (ผู้พัฒนาขีปนาวุธซาร์แมท) นายวลาดิมีร์ เดกเตียร์ «Владимир Дегтярь» กล่าวว่า ขีปนาวุธซาร์แมทจะเป็น "เกราะป้องกัน" ให้กับรัสเซียไปอีกหลายทศวรรษ ขีปนาวุธ Sarmat ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของแผนการปรับปรุง “นิวเคลียร์ไตรภาคี” (Nuclear Triad) ของรัสเซีย ซึ่งครอบคลุมกำลังรบนิวเคลียร์ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ

ทั้งนี้แผนการปรับปรุง “นิวเคลียร์ไตรภาคี” ของรัสเซียเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างและรักษาศักยภาพการยับยั้งทางนิวเคลียร์ของประเทศ ภายใต้บริบทการแข่งขันด้านอำนาจทางทหารระหว่างประเทศมหาอำนาจที่กลับมาทวีความเข้มข้นอีกครั้ง โดย “นิวเคลียร์ไตรภาคี” หมายถึงโครงสร้างกำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ได้แก่ กำลังรบนิวเคลียร์ภาคพื้นดิน กำลังรบนิวเคลียร์ทางทะเล และกำลังรบนิวเคลียร์ทางอากาศ ซึ่งถูกออกแบบเพื่อให้รัสเซียสามารถรักษาความสามารถในการตอบโต้นิวเคลียร์ได้แม้ในกรณีถูกโจมตีก่อน อันเป็นหลักการสำคัญของยุทธศาสตร์การยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Deterrence) ในส่วนของกำลังรบนิวเคลียร์ภาคพื้นดิน รัสเซียมุ่งพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่นใหม่เพื่อทดแทนระบบยุคสหภาพโซเวียตที่เริ่มล้าสมัย เช่น RS-28 Sarmat, RS-24 Yars รวมถึง ระบบ Avangard Hypersonic Glide Vehicle โดยโครงการ RS-28 Sarmat ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของแผนดังกล่าว ขีปนาวุธรุ่นนี้ถูกออกแบบให้มีพิสัยยิงข้ามทวีประยะไกล สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์หลายหัวแบบ Multiple independently targetable reentry vehicle (MIRV) และรองรับการติดตั้งอาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicle) ได้ ส่งผลให้มีศักยภาพในการหลีกเลี่ยงและเจาะผ่านระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันรัสเซียยังเดินหน้าปรับปรุงกำลังรบนิวเคลียร์ทางทะเลผ่านการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธ Borei-class submarine ซึ่งมีความสามารถในการซ่อนตัวและปฏิบัติการในมหาสมุทรเป็นระยะเวลานาน อันช่วยเพิ่มความอยู่รอดของระบบตอบโต้นิวเคลียร์ในกรณีเกิดสงครามเต็มรูปแบบ รวมถึงขีปนาวุธ Bulava submarine-launched ballistic missile (SLBM) ส่วนกำลังรบนิวเคลียร์ทางอากาศ รัสเซียยังคงพัฒนาและปรับปรุงเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ให้สามารถใช้อาวุธนิวเคลียร์และอาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่น Tupolev Tu-160, Tupolev Tu-95 เครื่องบินเหล่านี้สามารถยิงขีปนาวุธร่อนติดหัวรบนิวเคลียร์จากระยะไกล และมีความยืดหยุ่นในการแสดงกำลังหรือยกระดับการตอบโต้ทางทหาร โดยแผนการปรับปรุง Nuclear Triad ของรัสเซียในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีเป้าหมายหลัก คือ 1) ทดแทนระบบขีปนาวุธในยุคสหภาพโซเวียตที่เริ่มล้าสมัย 2) เพิ่มความสามารถในการเจาะระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO 3) พัฒนาอาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Weapons) 4) เสริมศักยภาพการโจมตีโต้กลับ (“Second Strike Capability”) หรือความสามารถในการตอบโต้แม้ถูกโจมตีก่อน และ5) รักษาสถานะ “มหาอำนาจนิวเคลียร์” ของรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ  โดยระบบ RS-28 Sarmat ดังกล่าวถูกออกแบบให้มีพิสัยยิงข้ามทวีประยะไกล สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์หลายหัวแบบ MIRV รวมถึงรองรับการติดตั้งอาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicle: HGV) รุ่น Avangard ได้ ส่งผลให้มีศักยภาพในการหลีกเลี่ยงและเจาะผ่านระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO ได้ดียิ่งขึ้น

สาระสำคัญของการประกาศครั้งนี้ มิได้มีเพียงมิติด้านเทคโนโลยีทางทหารเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศอย่างชัดเจน กล่าวคือ รัสเซียต้องการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการคงไว้ซึ่ง “ศักยภาพการยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Deterrence) ภายใต้บริบทการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ที่กลับมาทวีความเข้มข้นอีกครั้ง ภายหลังความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกเสื่อมถอยจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน และกลไกควบคุมอาวุธระหว่างประเทศหลายฉบับเผชิญภาวะหยุดชะงัก แม้ว่าระบบ Sarmat จะเผชิญความล่าช้าและรายงานความล้มเหลวในการทดสอบหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา แต่การประกาศความสำเร็จครั้งล่าสุดสะท้อนว่ารัสเซียยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนากำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ และมีแนวโน้มเดินหน้าการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านอาวุธยุทธศาสตร์ต่อเนื่องในระยะยาว ในมิติด้านความมั่นคงระหว่างประเทศเหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อแนวโน้มการแข่งขันด้านอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธและอาวุธ Hypersonic ของสหรัฐฯ NATO และจีน รวมทั้งเพิ่มความเปราะบางต่อเสถียรภาพด้านการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์โลกในอนาคต อันอาจนำไปสู่สภาวะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์รูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนและยากต่อการควบคุมมากยิ่งขึ้น

โดยสรุป การทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป RS-28 “Sarmat” ของรัสเซียในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของมอสโกในการปรับปรุงและยกระดับศักยภาพกำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้แผนการพัฒนา “นิวเคลียร์ไตรภาคี” ซึ่งถือเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์การยับยั้งทางนิวเคลียร์ของรัสเซียในยุคปัจจุบัน ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการแข่งขันด้านอาวุธยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงที่กำลังกลับมามีบทบาทสำคัญในระบบความมั่นคงระหว่างประเทศอีกครั้ง

แม้ว่ารัสเซียจะอธิบายว่าการพัฒนาระบบ Sarmat มีเป้าหมายเพื่อรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์และเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องปรามภัยคุกคามจากภายนอก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธความเร็วเหนือเสียงของมหาอำนาจต่าง ๆ อาจนำไปสู่การขยายตัวของการแข่งขันด้านอาวุธเชิงยุทธศาสตร์รอบใหม่ ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่ายุคสงครามเย็น ทั้งในมิติของเทคโนโลยี ระบบป้องกันขีปนาวุธ อวกาศ และสงครามไซเบอร์

ภายใต้บริบทดังกล่าว การพัฒนา RS-28 Sarmat จึงมิได้เป็นเพียงการปรับปรุงระบบอาวุธของรัสเซียเท่านั้น หากแต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงโลกเข้าสู่ยุคการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่เข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์และระบบควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เปิดประวัติ “ซูโรวิคิน” นายพลอาร์มาเกดดอน ผู้บัญชาการรัสเซียในสมรภูมิยูเครน แม่ทัพสายแข็งของปูติน หลังรัสเซียยกระดับโจมตียูเครน ผู้ถูกจับตาหลังเกมล้างแค้นสะพานไครเมีย

การโจมตีที่หนักหน่วงครั้งนี้ถือเป็น "การล้างแค้น" ที่ชัดเจนของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ที่เตือนถึงการตอบโต้อย่างรุนแรง หลังเกิดเหตุวินาศกรรมบนสะพานไครเมียหรือสะพานเคียร์ช (Kerch) ที่เป็นเส้นทางส่งเสบียงทางทหารและเชื่อมระหว่างรัสเซียกับไครเมีย และผลการของชำระแค้นครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 19 คน บาดเจ็บ 105 คน ซึ่งเมื่อนับรวมกันแล้ว เมืองใหญ่และเมืองเล็กมากกว่า 300 แห่ง ไม่มีไฟฟ้าใช้

พลเอกเซอร์เก ซูโรวิคิน และให้ฉายาว่า "นายพลอาร์มาเกดดอน" ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการคนแรกในสมรภูมิทั้งประเทศของยูเครน ในวันเดียวกับที่สะพานเคียร์ชถูกวินาศกรรม เพื่อ"หยุด" การโจมตีโต้กลับจากยูเครน ที่สร้างความระส่ำระสายให้กองทัพรัสเซียก่อนหน้านี้

นายพลกองทัพบก Sergei Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองทหารรัสเซียในเขตปฏิบัติการพิเศษ ทางทหาร специальной военной операции (СВО) ในยูเครน นายพลมีประสบการณ์มากมาย

- ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2017 เขาเป็นหัวหน้ากองกำลังอวกาศของรัสเซีย Воздушно-космические силы (ВКС)

- ในปี 2019 เขาสั่งกองทหารรัสเซียในซีเรีย

-เมื่อไม่นานมานี้ในเขตปฏิบัติการพิเศษ ทางทหารทางใต้ แสดงความแข็งแกร่งและแหวกแนว

ความพยายามรัฐประหารในสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2534 หรือที่รู้จักในชื่อรัฐประหารเดือนสิงหาคม โดยสมาชิกรัฐบาลของสหภาพโซเวียตกลุ่มหนึ่ง ที่คัดค้านโครงการปฏิรูปของประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ ก่อนจะเกิดการปะทะกันและมีพลเรือนเสียชีวิต 3 คน และผู้นำที่กองปืนไรเฟิลเข้าปะทะก็คือ ซูโรวิคิน ที่ตอนนั้นมียศแค่ร้อยเอก

คนที่รู้จักเขาดีบอกว่า 'ซูโรวิคิน' เป็นผู้บัญชาการที่มีความสามารถมากที่สุดในกองทัพรัสเซีย เขาได้ชื่อว่าเป็น "บุคคลในตำนาน" ที่เกิดมาเพื่อรับใช้แผ่นดินเกิดอย่างซื่อสัตย์ เช่นตอนที่ได้รับคำสั่งเมื่อปี  2534 ซูโรวิคินคือคนที่เข้าไปในรถถังโดยไม่ลังเล และทำหน้าที่เพื่อประเทศของเขา

Sergey Surovikin เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2509 ที่เมืองโนโวซีบีร์สค์ในครอบครัวพนักงาน ในปี 1987 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเหรียญทองจาก Omsk Higher Combined Arms Command School (ต่อมาในปี 1995 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมจากแผนกบัญชาการของ Frunze Military Academy และในปี 2002 ด้วยเกียรตินิยมอีกครั้งจาก Military Academy of เจ้าหน้าที่ทั่วไปของกองทัพ RF) ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 Surovikin เปลี่ยนจากผู้บังคับหมวดปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์มาเป็นผู้บัญชาการกองร้อยและรองผู้บัญชาการกองพันปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ ในปีพ.ศ. 2532 ระหว่างการฝึกซ้อม เขาได้นำรถรบทหารราบดับเพลิงพร้อมกระสุนจากที่ตั้งของบุคลากร ซึ่งเขาได้รับเหรียญรางวัล ตามรายงานบางฉบับ เขารับใช้เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังจำกัดโซเวียตในอัฟกานิสถาน แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ในชีวประวัติอย่างเป็นทางการของ Surovikin บนเว็บไซต์ของกระทรวงกลาโหมก็ตาม ในปีพ.ศ. 2534 Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเสนาธิการและรักษาการผู้บัญชาการกองพันของกองพลปืนไรเฟิลทามันที่ 2 Guards Motor ในเดือนสิงหาคมของปีเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรักษ ภาวะฉุกเฉินในเมืองหลวง ซึ่งนำเสนอโดยคณะกรรมการสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งรัฐ ในคืนวันที่ 21 สิงหาคม กองพันทหารราบที่ใช้เครื่องยนต์บนยานรบทหารราบภายใต้คำสั่งของ Surovikin พยายามเจาะทะลุเครื่องกีดขวางที่สี่แยก Garden Ring และ Novy Arbat

อันเป็นผลมาจากการปะทะกันทำให้มีผู้เสียชีวิตสามคน - Dmitry Komar (ถูกหนอนผีเสื้อทับขณะเคลื่อนยานรบทหารราบ), Ilya Krichevsky และ Vladimir Usov (ถูกยิงตาย) ผู้โจมตีได้เผา BMP หนึ่งตัว อีกตัวเสียหาย และทหารหกนายได้รับบาดเจ็บ ถูกไฟไหม้ และบาดเจ็บ หลังจากนั้นกัปตัน Surovikin ใช้เวลาหลายเดือนในศูนย์กักกันก่อนการพิจารณาคดี Matrosskaya Tishina แต่ในเดือนธันวาคม 2534 สำนักงานอัยการมอสโกได้ปิดคดีอาญากับเขาและทหารคนอื่น ๆ "เนื่องจากไม่มีสัญญาณของการกระทำที่มีโทษทางอาญา"

บนรถถังกับองค์ประกอบ

ตั้งแต่ปี 1995 Sergei Surovikin รับใช้ในกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ Gatchina 201st Gatchina ซึ่งประจำการในทาจิกิสถาน (ปัจจุบันเป็นฐานทัพทหารที่ 201 สำนักงานใหญ่ในดูชานเบ) ซึ่งครอบคลุมพรมแดนระหว่างทาจิกิสถานและอัฟกานิสถานซึ่งสงครามยังคงดำเนินต่อไป ในเวลาเดียวกัน กองพลที่ 201 ร่วมกับ Surovikin ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในการต่อต้านแก๊งติดอาวุธ แต่ยังช่วยพลเรือนของทาจิกิสถานด้วย

ในปี พ.ศ. 2541 ปริมาณหยาดน้ำฟ้าลดลงเป็นประวัติการณ์ในภูมิภาค Vose ของสาธารณรัฐในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งทำให้เกิดการตกตะกอนของโคลน ชาวบ้านต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พวกเขาตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต

Surovikin เสร็จสิ้นการบริการของเขาในทาจิกิสถานในฐานะเสนาธิการและหลังจากสำเร็จการศึกษาจาก Academy of the General Staff ยังคงให้บริการในเขตทหาร Volga-Urals ซึ่งตั้งแต่ปี 2002 เขาได้สั่ง Simferopol ลำดับที่ 34 ของ Suvorov Red Banner Motorized Rifle Division ชื่อ หลัง Sergo Ordzhonikidze (เยคาเตรินเบิร์ก)

ในเวลานั้น ผู้ที่ได้รับแจ้งในสำนักงานใหญ่ของเขตได้กล่าวถึงพล.ต.สุโรวิกิน วัย 36 ปีว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่จริงจังและมีจุดมุ่งหมาย ซึ่งในเวลาอันสั้น ได้นำกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ของเขาจากการล้าหลังไปสู่สภาพความพร้อมรบที่คงอยู่ อย่างไรก็ตาม Surovikin กลายเป็นหนึ่งในนายพลที่อายุน้อยที่สุดในกองทัพรัสเซีย

ในเดือนมิถุนายน 2547 Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองปืนไรเฟิลยานยนต์ Evpatoria Red Banner Guards ที่ 42 ซึ่งประจำการในเชชเนีย การก่อตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดกลุ่มของกระทรวงกลาโหมในเขตปฏิบัติการต่อต้านผู้ก่อการร้าย (CTO) ในนอร์ทคอเคซัสและมีส่วนร่วมในการปะทะกับนักสู้ชาวเชเชนหลายครั้ง ซูโรวิกินได้รับชื่อเสียงในฐานะผู้นำทางทหารที่ดุดันและมีความต้องการสูง

สำหรับทหารที่เสียชีวิตแต่ละคน เราจะทำลายผู้ก่อการร้ายสามคน – นี่คือบัญชีพิเศษของเรา

อย่างที่สื่อเขียน ในขณะนั้นสถานการณ์ในคอเคซัสเหนือบางครั้งเปลี่ยนแปลงไปทุกนาที และมีเวลาศึกษาและตัดสินใจอย่างร้ายแรงน้อยมาก ดังนั้น Surovikin จึงมีประโยชน์มากสำหรับประสบการณ์การต่อสู้ที่หลากหลายในทาจิกิสถาน อย่างไรก็ตาม หลายครั้งที่นายพลเอกต้องแก้ตัวสำหรับการกระทำของกองทัพ หนึ่งในกรณีที่รู้จักกันดีคือการชำระล้างหมู่บ้าน Borozdinovskaya เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนซึ่งดำเนินการโดยนักสู้ของกองพัน Vostok

ตามคำกล่าวของชาวบ้านในหมู่บ้าน ทหารติดอาวุธมากถึง 400 คนมาถึงโบรอซดินอฟสกายา เผาบ้านสี่หลังและนำชาย 11 คนไปด้วย ชาวบ้านอ้างว่าพบศพ 2 คนในบ้านที่ถูกไฟไหม้ หลังจากการชำระล้าง ประมาณหนึ่งพันคน - ชาติพันธุ์อาวาร์ - หนีไปดาเกสถาน ตั้งค่ายใกล้ Kizlyar

จากสำนักงานใหญ่สู่ผู้บริหาร

ในเดือนพฤศจิกายน 2551 Sergei Surovikin กลายเป็นหัวหน้าคณะกรรมการปฏิบัติการหลัก (GOU) ของเจ้าหน้าที่ทั่วไปของกองกำลัง RF ซึ่งรับผิดชอบในการวางแผนการป้องกันสหพันธรัฐรัสเซียและการบังคับบัญชาและการควบคุม เขารับตำแหน่งนี้ในบริบทของการปฏิรูปกองทัพรัสเซียในวงกว้าง ซึ่งเริ่มขึ้นหลังจาก "ปฏิบัติการบังคับจอร์เจียสู่สันติภาพ" Surovikin ทำงานภายใต้การนำของ Anatoly Serdyukov (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2550 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2555) และ Nikolai Makarov (หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทั่วไปในปี 2551-2555)

ตั้งแต่มกราคม 2010 Surovikin เป็นเสนาธิการและรองผู้บัญชาการคนแรกของเขตทหาร Volga-Urals (PurVO สำนักงานใหญ่ - Yekaterinburg) ในเดือนกันยายน 2010 PurVO ร่วมกับส่วนตะวันตกของเขตทหารไซบีเรีย กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขตการทหารกลางที่จัดตั้งขึ้นใหม่ (TsVO) ในเดือนธันวาคม 2010 Sergei Surovikin เข้ารับตำแหน่งเสนาธิการและรองผู้บัญชาการคนแรกของ Central Military District

“ขุนศึกคนใหม่”

ในเดือนตุลาคม 2556 Sergei Surovikin กลายเป็นผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันทางอากาศ ในโพสต์นี้ เขามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารในหมู่เกาะคูริลและในอาร์กติก ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2017 Surovikin ได้เป็นผู้นำกลุ่มกองกำลังรัสเซียในดินแดนของสาธารณรัฐอาหรับซีเรีย ในช่วงเวลานี้ กองทัพซีเรียซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพรัสเซีย สามารถปฏิบัติการทางยุทธศาสตร์ได้หลายอย่าง เข้าควบคุมอาณาเขตส่วนใหญ่ของประเทศ การสื่อสารหลักในการคมนาคมขนส่ง แหล่งน้ำมัน และวัตถุอื่น ๆ อีกมากมาย

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2017 โดยคำสั่งของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังการบินและอวกาศของประเทศ (VKS) Воздушно-космическими силами (ВКС) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชายผู้ไม่มีประสบการณ์ในการบินหรือทำงานด้านการบินมายืนอยู่ที่หัวหน้ากองทัพอากาศ อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ว่า Surovikin ไม่ใช่ทหารธรรมดาที่มีความสามารถหลากหลายได้รับการกล่าวโดยคนที่รู้จักเขามากกว่าหนึ่งครั้ง หนึ่งในนั้นคืออดีตผู้บัญชาการกลุ่มทหารใน North Caucasus พันเอก - นายพล Vyacheslav Dadonov Вячеслав Дадонов

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2017 Surovikin ได้รับตำแหน่งฮีโร่แห่งรัสเซีย "สำหรับความกล้าหาญและความกล้าหาญที่แสดงในการปฏิบัติหน้าที่ทางทหารในสาธารณรัฐอาหรับซีเรีย" เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564 โดยคำสั่งของประธานาธิบดี เขาได้รับยศนายพลแห่งกองทัพบก Surovikin ยังได้รับรางวัล Order of Courage, Orders of the Red Star และ "For Military Merit", เหรียญรางวัล Order of Merit for the Fatherland, I และ II องศา, เหรียญ "For Courage", "For Military Merit" และอื่น ๆ

«За военные заслуги», медалями ордена «За заслуги перед Отечеством» I и II степеней, медалями «За отвагу», «За боевые заслуги» и другими.

ตั้งแต่ปี 2022 Surovikin รับผิดชอบกองกำลังภาคใต้ในเขต NVO ในยูเครนซึ่งครอบครองจุด Gorskoye และ Zolote (20 กิโลเมตรทางใต้ของ Lisichansk) และเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรัสเซีย Sergei Shoigu ได้แต่งตั้งเขาเป็นผู้บัญชาการแบบรวมกลุ่มคนแรกของกลุ่มกองกำลังรัสเซียทั้งหมดในเขต NVO ผู้เชี่ยวชาญประเมินการนัดหมายนี้ในเชิงบวก

ตามที่นักวิจัย IMEMO RAS และผู้เชี่ยวชาญของ Russian International Affairs Council (RIAC) Ilya Kramnik ИМЭМО РАН и эксперта Российского совета по международным делам (РСМД) Ильи Крамника ารมีอยู่ของการบัญชาการแบบรวมเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมกองกำลังได้ดีขึ้นและเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ Surovikin ได้รับการประเมินว่าเป็นผู้บัญชาการที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีโดยมีความเข้าใจในสงครามสมัยใหม่และการมีอยู่ของคุณสมบัติทางศีลธรรมและความตั้งใจที่เหมาะสม

หัวหน้าสาธารณรัฐเชเชน Ramzan Kadyrov ยังชื่นชมการแต่งตั้ง Sergei Surovikin ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการคนใหม่ของกลุ่มกองกำลังสหรัฐในภูมิภาค NVO Kadyrov กล่าวว่าเขาคุ้นเคยกับ Surovikin เป็นการส่วนตัวและยังเรียกเขาว่าผู้บัญชาการที่มีประสบการณ์และเป็นนักรบที่แท้จริง

โดยส่วนตัวฉันรู้จักและรู้จัก Sergei Vladimirovich เป็นอย่างดีมาเกือบ 15 ปีแล้ว ฉันสามารถพูดเกี่ยวกับเขาได้อย่างแน่นอนว่าเขาเป็นแม่ทัพที่แท้จริงและเป็นนักรบ ผู้บังคับบัญชาที่มีประสบการณ์ มีความมุ่งมั่น และมองการณ์ไกล ซึ่งแนวคิดเช่นความรักชาติ เกียรติยศ และศักดิ์ศรียืนหยัดเหนือสิ่งอื่นใดเสมอ ฉันยินดีต้อนรับและยินดีกับการนัดหมายนี้

Рамзан Кадыров

Kadyrov ยังแสดงความมั่นใจว่าสถานการณ์ในเขต NMD จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โดยสังเกตว่าตอนนี้กลุ่มกองกำลังที่รวมกันอยู่ในมือที่ดีแล้ว ในทางกลับกัน Yevgeny Prigozhin ผู้ประกอบการ เจ้าของบริษัท Concord และผู้ก่อตั้งบริษัททหารเอกชน (PMC) Wagner กล่าวว่า Sergei Surovikin เป็น "ผู้บัญชาการที่มีอำนาจมากที่สุดในกองทัพรัสเซีย" частной военной компании (ЧВК) «Вагнер» Евгений Пригожин

 นายพลอาร์มาเก็ดดอน

Sergey Surovikin คือใคร?

“สำหรับคนตายทุกคน เราจะทำลายสามคน”

หลังจากการพิจารณาคดีพ้นผิด Surovikin ได้รับยศพันตรีและถูกส่งไปยัง Frunze Military Academy ซึ่งเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมเช่นเดียวกับโรงเรียน จากนั้นเขาก็ทำหน้าที่ในแผนกที่ 201 ที่มีชื่อเสียงและมีส่วนร่วมในสงครามในทาจิกิสถาน - อีกเสียงสะท้อนของการล่มสลายของอดีตจักรวรรดิโซเวียต

อาชีพทหารกำลังเพิ่มขึ้น ในปี 2545 Sergei Surovikin สำเร็จการศึกษาอีกครั้งด้วยเกียรตินิยมจากสถาบันการทหารของเสนาธิการทั่วไป ตั้งแต่ปี 2547 เขาเป็นผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ที่ 42 ต่อสู้ในเชชเนีย ที่นี่กวีทหาร Vladimir Slepak อุทิศเพลง "Comdivid" ให้กับ Surovikin

ในปี 2548 อันเป็นผลมาจากการจู่โจม ทหารเก้านายของกลุ่มลาดตระเวนของกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 42 ซึ่งนำโดยนายพล ถูกสังหาร Surovikin พูดกับกล้องของช่อง Ren-TV โดยตรง: “นี่เป็นการโจมตีที่กล้าหาญ สำหรับทหารที่เสียชีวิตแต่ละคน เราจะทำลายผู้ก่อการร้ายสามคน นี่เป็นบัญชีพิเศษของเรา” และเขาก็รักษาคำพูดของเขา เมื่อสิ้นสุดปฏิบัติการตอบโต้ ผู้ก่อการร้าย 24 คนถูกทำลาย อีก 8 คนถูกควบคุมตัวและย้ายไป FSB

ในฤดูใบไม้ผลิปี 2017 Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกลุ่มกองกำลังของกองทัพรัสเซียในซีเรียและดำเนินการปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับกุม Sukhna และ Deir ez-Zor การสู้รบเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2011 เมืองต่างๆ ได้เปลี่ยนมือแล้ว แต่พวกเขาสามารถรับมือได้หลังจากที่นายพลใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์และเฮลิคอปเตอร์ Ka-52 ซึ่งสนับสนุนการโจมตีสำเร็จเท่านั้น Surovikin ได้รับฉายาว่า "นายพล Armageddon" และ VKS กลายเป็นเฮดช็อตสำหรับศัตรูซึ่งช่วยให้คุณพัฒนาแนวรุกได้สำเร็จ และถ้าคุณจำการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของเมืองยูเครนเมื่อวานและวันนี้ได้ ซึ่งรวมถึงการใช้การบินเชิงกลยุทธ์แบบเดียวกัน คุณจะพบความคล้ายคลึงกันบางอย่าง

ในวันที่ 12 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของรัสเซีย คือ День России  หรือ “วันรัสเซีย” ในปี ค.ศ. 2022 ตรงกับวันอาทิตย์ ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ออกมาเฉลิมฉลองกันในวันนี้ ก่อนหน้านี้ชาวรัสเซียเรียกวันหยุดนี้ว่า "วันประกาศอิสรภาพ "พลเอกเซอร์เก ซูโรวิคิน และให้ฉายาว่า "นายพลอาร์มาเกดดอน"  « Суровикин, Сергей Владимирович (General Armageddon) เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1966 ที่เมือง Новосибирск ประเทศรัสเซีย ผู้นำกองทัพรัสเซีย ผู้บัญชาการกองกำลังการบินและอวกาศของสหพันธรัฐรัสเซีย ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2017 วีรบุรุษแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (2017) นายพลกองทัพบก 2021

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 เป็นที่ทราบกันดีว่านายพล Surovikin เป็นผู้บังคับบัญชากองทหารรัสเซียทางใต้ระหว่างการรุกรานยูเครนของรัสเซีย[2] ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2565 เขาเป็นผู้บัญชาการกองกำลังร่วมของกองกำลังสหพันธรัฐรัสเซียในเขตปฏิบัติการทางทหารพิเศษ (ระหว่างการบุกรัสเซียของยูเครน)

ในปี 1987 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเหรียญทองจากโรงเรียน Omsk Higher All-Arms Command School ซึ่งตั้งชื่อตาม M.V. Frunze Омское высшее общевойсковое командное училище имени М. В. Фрунзе.» หลังจบจากสถานศึกษา เขารับราชการในทาจิกิสถานในฐานะผู้บัญชาการกองพันปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ จากนั้นเป็นเสนาธิการของกรมทหารไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 92 เสนาธิการและผู้บัญชาการกองทหารปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 149 องครักษ์ เสนาธิการกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 201 Gatchina

ในปี 2002 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมจากสถาบันการทหารของเสนาธิการทหารของสหพันธรัฐรัสเซีย

ตั้งแต่ปี 2545 ถึง 2547 - ผู้บัญชาการกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 34 (เยคาเตรินเบิร์ก) จากปี 2547 ถึง 2548 - ผู้บัญชาการกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 42 (เชชเนีย); ในปี 2548-2551 - เสนาธิการ - รองผู้บัญชาการคนแรกของกองทัพรวมอาวุธยามที่ 20 (Voronezh); ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน 2551 - ผู้บัญชาการกองทัพรวมทหารองครักษ์ที่ 20

ตั้งแต่พฤศจิกายน 2551 ถึงมกราคม 2553 - หัวหน้าคณะกรรมการปฏิบัติการหลักของเสนาธิการกองทัพรัสเซีย ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคมถึง 10 ธันวาคม 2010 - เสนาธิการของเขตทหาร Volga-Urals (Yekaterinburg); ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2553 ถึงเมษายน 2555 - เสนาธิการ - รองแม่ทัพภาคกลาง ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 เขาได้รับยศทหารยศนายพล

ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงธันวาคม 2017 - ผู้บัญชาการกลุ่มกองกำลังของกองทัพรัสเซียในซีเรีย[17][18]. รายงานของ Human Rights Watch ที่ตีพิมพ์ในเดือนตุลาคม 2020 ระบุว่า Surovikin เป็นหนึ่งในผู้บังคับบัญชา ซึ่งอาจมีหน้าที่รับผิดชอบในการสั่งการอาชญากรรมสงคราม รวมถึงการโจมตีบ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล และตลาดสาธารณะ ดำเนินการโดยกองทหารรัสเซียในระหว่างการรุกรานใน Idlib 2019-2020

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2017 โดยคำสั่งของประธานาธิบดีรัสเซีย พันเอก Sergei Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังอวกาศ

เขาเป็นนายพลอาวุธรวมกลุ่มแรกที่นำกองกำลังประเภทนี้ ซึ่งรวมถึงกองทัพอากาศ กองกำลังป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธ และกองกำลังอวกาศ สมาชิกของคณะกรรมการกระทรวงกลาโหมของสหพันธรัฐรัสเซีย[22] หลังจากการแต่งตั้งใหม่ จนถึงกลางเดือนธันวาคม 2560 เขายังคงอยู่ในซีเรียและปฏิบัติหน้าที่ผู้บัญชาการกลุ่ม เขาเป็นผู้นำกลุ่มมานานกว่าเก้าเดือน นานกว่าผู้บัญชาการคนอื่นๆ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2017 ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ได้มอบพันเอกนายพล Surovikin ให้กับดาราทองคำแห่งวีรบุรุษแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย

ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน 2019 - ผู้บัญชาการกลุ่มกองกำลังของกองทัพรัสเซียในซีเรีย ดำรงตำแหน่งที่สองในตำแหน่งนี้ โดยรวมแล้ว Surovikin ได้สั่งการให้กองทหารรัสเซียในซีเรียมารวมกันเป็นเวลากว่าหนึ่งปี นานกว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสคนใดที่ดำรงตำแหน่งนี้

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เขาได้รับยศยศนายพลกองทัพบก[1

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565 กระทรวงกลาโหมของรัสเซียระบุว่า Surovikin ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรัสเซียทางใต้ เป็นผู้นำการล้อมกลุ่ม AFU ในเมือง Gorskoye และ Zolote ภูมิภาค Lugansk ระหว่างการบุกโจมตียูเครนของรัสเซีย

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ตามคำสั่งของกระทรวงกลาโหมรัสเซียเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองกำลังร่วมของกองกำลังติดอาวุธของปฏิบัติการรัสเซียในเขตปฏิบัติการทางทหารพิเศษ (ระหว่างการบุกโจมตียูเครนของรัสเซีย)

ตามรายงานของสื่อหลายฉบับ เขามีชื่อเล่นว่า "นายพลอาร์มาเก็ดดอน" «Генерал Армагеддон»

"นายพลอาร์มาเก็ดดอน" กีดกันสหรัฐขาดความมั่นใจ รัสเซียยกเดิมพัน

ผู้บัญชาการคนใหม่ของ NVO นายพล Surovikin หรือที่เรียกว่านายพล Armageddon ได้ทำการปรับเปลี่ยนการดำเนินการแล้ว รัสเซียกำลังเพิ่มเดิมพัน แต่สหรัฐฯ ค่อยๆ สูญเสียความมั่นใจ

การโจมตีครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่องของกองกำลังติดอาวุธรัสเซียที่โรงงานพลังงานของยูเครนทำให้เกิดความตื่นตระหนกที่ Bankovaya อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าของวันที่ 10 ตุลาคม ประธานาธิบดี Zelensky ของยูเครนไม่ได้อยู่ที่ Kyiv แล้ว ข้อมูลแพร่กระจายบนเว็บว่าเขาถูกอพยพไปยังบังเกอร์ในยูเครนตะวันตก ในช่วงเย็น ประธานาธิบดี Zelensky ได้บันทึกวิดีโอข้อความอย่างกล้าหาญกับพื้นหลังของคีย์โครมา

เรื่อง : ผศ.ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

อย่ามองเบา!! จับหนุ่มจีนสะสมอาวุธหนัก จุดคำถามความมั่นคงไทย บทเรียนกรุงเทพฯ เกือบวินาศปี 37 เตือนคดีหนุ่มจีนครอบครองซีโฟร์อย่าปิดเกมเร็ว

ย้อนรอยระเบิดซีโฟร์ ปี 37 กรุงเทพเกือบย่อยยับ จับหนุ่มจีนอย่างเพิ่งสรุป
ว่าไม่เกี่ยวกับก่อการร้าย

น่าสนใจยิ่งกับการจับกุมชายชาวจีน พบเครื่องระเบิดเต็มคันรถ ยิ่งไปค้นในบ้านพัก ซึ่งเป็นบ้านเช่าหรู ค่าเช่า 30000 บาทขึ้นที่บางละมุง จ.ชลบุรี ก็พบวัตถุระเบิดมากมาย ประหนึ่งเป็นคลังแสง รวมถึงมีระเบิดซีโฟร์ อันเป็นระเบิดทำลายล้างอยู่ด้วย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)เร่งสรุปภายในสองวันว่า “ไม่เกี่ยวกับการก่อการร้าย เป็นความชอบส่วนตัว” ก็ไม่รู้ว่า ผบ.ตร.ได้ข้อมูลเชิงลึกมาจากไหน ถึงสรุปได้อย่างรวดเร็ว และไม่รู้ว่ารายงานนายรัฐมนตรีแล้วหรือยัง เพราะนายกฯยังสั่งให้สืบสวนในเชิงลึกอยู่

เข้าใจได้ว่าคนชอบอาวุธปืนเมืองไทยเรามีอยู่ไม่น้อย เช่น แอ๊ด คาราบาว ก็มีอยู่เป็น 100 นักการเมืองบ้านเราก็สะสมอาวุธปืนอยู่หลายคน

รายชื่อนักการเมืองที่มีการครอบครองปืนมากที่สุด 
-นางทิวรรณรัตน์ อังกินันทน์ (ส.ส.เพชรบุรี): 48 กระบอก
-นายอนุชา สะสมทรัพย์ (บ้านใหญ่นครปฐม): 40 กระบอก
-นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล (อดีต ส.ส.โคราช): 26 กระบอก
-นายชาดา ไทยเศรษฐ์ (อดีต รมช.มหาดไทย): 23 กระบอก
-นายอนุชา นาคาศัย (ส.ส.เพื่อไทย): 23 กระบอก

จะเห็นว่านักการเมืองที่ครอบครองอาวุธปืนจำนวนมาก ไม่ใช่คนธรรมดา เป็นบ้านใหญ่ทางการเมือง จึงไม่น่าสะสมอาวุธปืนด้วยความชอบ ส่วนหนึ่งคือไว้ป้องกันตัว

ถ้าพูดถึงซีโฟร์ เราคงจะลืมไปแล้วว่า ครั้งหนึ่งบ้านเราเคยมีการจับกุมซีโฟร์ได้จำนวนมาก เรามาย้อนกลับไปดูเรื่องราวในอดีต

“คาร์บอมบ์ซีโฟร์กลางกรุงเทพฯ ปี 2537” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคดีวินาศกรรมระหว่างประเทศที่อันตรายที่สุดครั้งหนึ่งในไทย แต่คนทั่วไปแทบลืมไปแล้ว เพราะระเบิด “ไม่ทันทำงาน” ราวกับหนังสายลับที่ฟิล์มขาดก่อนฉากระเบิด อันเป็นโชคดีของไทย หรือพระสยามเทวาธิราชคุ้มครอง

สาระสำคัญของคดีคนร้ายใช้รถบรรทุก 6 ล้อ ซุกระเบิดจำนวนมหาศาล ทั้งปุ๋ยยูเรีย ดินระเบิด และระเบิด C4
เป้าหมายถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับ “สถานทูตอิสราเอล” บริเวณถนนวิทยุ กรุงเทพฯ แต่ระหว่างทางรถเกิดเฉี่ยวชนบริเวณแยกชิดลม คนร้ายจึงทิ้งรถหนี รถถูกลากไปเก็บที่ สน.ลุมพินี อยู่หลายวัน ก่อนตำรวจสงสัยและเปิดตรวจค้น
พบวงจรระเบิดขนาดใหญ่ และยังพบศพคนขับรถที่ถูกฆ่าซุกไว้ในแทงก์น้ำด้วย  

จุดที่น่าขนลุกคือ หากระเบิดทำงานจริง ย่านธุรกิจกลางกรุงอาจเสียหายหนักมาก เพราะวัตถุระเบิดมีอานุภาพสูง ระดับ “คาร์บอมบ์เต็มรูปแบบ”  

ต่อมาหน่วยข่าวกรองไทยเชื่อมโยงผู้ต้องสงสัยชาวอิหร่านหลายราย แต่สุดท้ายหลักฐานในชั้นศาลไม่เพียงพอ จึงเอาผิดผู้ต้องหาอะไรไม่ได้

อีกคดีที่คนมักเอามาปะปนกัน คือเหตุระเบิดสุขุมวิท ปี 2555 ที่เกี่ยวข้องกับชาวอิหร่านและอุปกรณ์ระเบิดแบบแม่เหล็กติดรถ เป้าหมายถูกเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรือผลประโยชน์ของอิสราเอลในไทย ไม่ใช่การก่อการทั่วไป  

สรุปว่า “คาร์บอมบ์ปี 2537” รถบรรทุกซุก C4 เป้าหมายโยงสถานทูตอิสราเอล ส่วน“สุขุมวิท 2555” เครือข่ายอิหร่าน ใช้ระเบิดแม่เหล็กโจมตีเป้าหมายอิสราเอล

ทั้งสองคดีทำให้หน่วยความมั่นคงไทยเริ่มจริงจังกับ “ภัยก่อการร้ายข้ามชาติ” มากขึ้น เพราะไทยเคยถูกใช้เป็นทั้ง “ทางผ่าน” และ “พื้นที่ปฏิบัติการ” ในเกมเงาระหว่างตะวันออกกลางหลายรอบเหมือนกันครับ

ปรากฏการณ์จับกุมชาวจีน พร้อมเครื่องกระสุนปืน และอื่นๆอีกมากมาย พร้อมซีโฟร์ด้วย จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม และเร่งสรุปว่า ไม่เกี่ยวกับการก่อการร้าย เป็นการสะสมด้วยความชอบส่วนตัว ไปไล่เช็กประวัติหนุ่มจีนคนนี้ในเชิงลึกให้ดีก่อน ก่อนบ้านเมืองจะพิพาศ เพราะแค่ตำรวจที่เข้าไปค้นบ้าน ยกขาพลาดข้างเดียวก็พินาศแล้ว

UNESCO เปิดยุคใหม่!! รู้จัก “Khaled El-Enany” ผู้สืบภารกิจมรดกโลกและสันติภาพ จากอียิปต์ นั่งผอ.ใหญ่คนที่ 12 ด้วยคะแนนท่วมท้น นักวิชาการอียิปต์สู่เวทีโลก

รู้จัก...ศาสตราจารย์ Khaled El-Enany ผู้อำนวยการใหญ่องค์การ UNESCO

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2025 ที่ประชุมใหญ่ขององค์การ UNESCO ณ เมือง Samarkand เมืองมรดกโลกของประเทศ Uzbekistan ได้เลือก ศาสตราจารย์ Khaled El-Enany จากอียิปต์ให้เป็นผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การ โดยได้รับคะแนนเสียง 172 เสียง จากทั้งหมด 174 เสียง ผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2025 ต่อจาก Audrey Azoulay ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 2017

ศาสตราจารย์ Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ชาวอียิปต์ เกิดในปี 1971 เป็นนักอียิปต์วิทยาและศาสตราจารย์ด้านอียิปต์วิทยาของมหาวิทยาลัย Helwan (อียิปต์) ซึ่งเขาได้ทำการสอนมานานกว่า 30 ปี เขาเคยดำรงตำแหน่งรองคณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้แบบเปิด และหัวหน้าแผนกมัคคุเทศก์ เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านอียิปต์วิทยาจากมหาวิทยาลัย Paul-Valéry Montpellier 3 (ฝรั่งเศส) ซึ่งเขาเคยเป็นศาสตราจารย์รับเชิญหลายครั้ง

เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์อารยธรรมอียิปต์แห่งชาติ (2014-2016) และพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร (2015-2016) ตั้งแต่ปี 2016 ถึง 2022 เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโบราณวัตถุ และต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์

ศ. El-Enany เป็นสมาชิกของสมาคมวิชาการระดับนานาชาติหลายแห่ง เดือนพฤศจิกายน 2024 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตพิเศษด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยองค์การการท่องเที่ยวโลก และเมื่อไม่นานมานี้ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อุปถัมภ์กองทุนมรดกโลกแห่งแอฟริกา เขาได้รับรางวัลเกียรติยศระดับนานาชาติหลายรางวัล เขาสามรถพูดได้ 3 ภาษาคือ อาหรับ ฝรั่งเศส และอังกฤษ

ศ. El-Enany เป็นผู้อำนวยการใหญ่คนที่ 12 ขององค์การ UNESCO เขาเป็นผู้อำนวยการใหญ่คนแรกจากประเทศอาหรับ และคนที่สองจากทวีปแอฟริกาที่ดำรงตำแหน่งนี้ ต่อจาก Amadou Mahtar Mbow (1974-1987) จากเซเนกัล นายเอล-เอนานี จะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 15 พฤศจิกายน เป็นระยะเวลา 4 ปี

สำนักงาน UNESCO ในประเทศไทย ประเทศไทยเป็นที่ตั้งของ สำนักงานยูเนสโก ส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ (UNESCO Bangkok) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานด้านการศึกษา วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และข้อมูลข่าวสารในระดับเอเชียและแปซิฟิก โดยสำนักงานฯ ตั้งอยูที่ อาคารหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เลขที่ 920 ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพฯ

ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งหมด 8 แห่ง แบ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม 5 แห่ง และมรดกทางธรรมชาติ 3 แห่ง ดังนี้:

มรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage):

- นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2534): อดีตราชธานีที่มีความรุ่งเรืองและมีโบราณสถานอันทรงคุณค่า

- เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร (ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2534): แหล่งกำเนิดของศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์

- แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง (จ.อุดรธานี) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2535): แหล่งอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

- เมืองโบราณศรีเทพ (จ.เพชรบูรณ์) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2566): เมืองโบราณสมัยวัฒนธรรมทวารวดีที่มีผังเมืองซ้อนกันสองชั้น

- ภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมา (จ.อุดรธานี) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2567): แหล่งมรดกโลกล่าสุด โดดเด่นด้วยการใช้หินทรายธรรมชาติมาสร้างสรรค์เป็นศาสนสถานตามความเชื่อท้องถิ่น

มรดกทางธรรมชาติ (Natural Heritage):

- เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง (ครอบคลุม จ.อุทัยธานี, ตาก และกาญจนบุรี) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2534): แหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของเอเชีย

- กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ (ครอบคลุม 6 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2548): แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายากและใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด

- กลุ่มป่าแก่งกระจาน (ครอบคลุม จ.ราชบุรี, เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2564): ผืนป่าที่มีความหลากหลายทางพรรณไม้และเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญ

นอกจากสถานที่แล้ว ไทยยังมีวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (IntangibleW Cultural Heritage) ของมนุษยชาติอีก 4 รายการ ได้แก่:

โขน (ปี พ.ศ. 2561)

นวดไทย (ปี พ.ศ. 2562)

โนรา (ปี พ.ศ. 2564)

สงกรานต์ในประเทศไทย (ปี พ.ศ. 2566)

โดย “เชียงใหม่” เป็นเมืองล่าสุดของประเทศไทย ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนสุดท้ายของการเสนอชื่อเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยใช้ชื่อว่า "เชียงใหม่ นครหลวงของล้านนา" (Chiang Mai, the Capital of Lanna):

ความคืบหน้าล่าสุด: เมื่อเดือนมกราคม 2569 คณะรัฐมนตรีไทยได้มีมติเห็นชอบการจัดส่งเอกสารฉบับสมบูรณ์ (Nomination Dossier) ต่อศูนย์มรดกโลก ณ กรุงปารีส เรียบร้อยแล้ว

พื้นที่ที่นำเสนอ: ครอบคลุมเขตเมืองเก่าเชียงใหม่, วัดสำคัญ (เช่น วัดพระสิงห์, วัดเจดีย์หลวง, วัดเชียงมั่น), และพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย

ขั้นตอนต่อไป: อยู่ในระหว่างการรอผู้เชี่ยวชาญจาก ICOMOS (องค์กรที่ปรึกษาของ UNESCO) ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่จริง ซึ่งคาดว่าจะมีการตัดสินผลอย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้

ซึ่ง “เชียงใหม่” ได้รับสถานะ "เมืองสร้างสรรค์" (UNESCO Creative Cities Network)

แม้จะยังไม่ได้เป็นมรดกโลกอย่างเต็มตัว แต่เชียงใหม่ได้รับสถานะสำคัญจาก UNESCO มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 คือ:

เมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art): เนื่องจากความโดดเด่นของงานช่างสิบหมู่ งานไม้ งานเงิน งานเครื่องปั้นดินเผา และวิถีชีวิตชุมชนที่ยังคงรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

เมืองหัตถศิลป์โลก (World Craft City): นอกจาก UNESCO แล้ว สภาหัตถศิลป์โลกยังยกย่องให้เชียงใหม่เป็นเมืองหัตถศิลป์ที่สำคัญระดับสากลอีกด้วย

เกี่ยวกับองค์การ UNESCO

องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) มีรัฐสมาชิก 194 ประเทศ มีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงโดยเป็นผู้นำความร่วมมือพหุภาคีด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม การสื่อสาร และสารสนเทศ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ปารีส มีสำนักงานใน 54 ประเทศ และมีพนักงานกว่า 2,300 คน  UNESCO ดูแลมรดกโลก เขตสงวนชีวมณฑล และอุทยานธรณีโลกกว่า 2,000 แห่ง เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ เมืองแห่งการเรียนรู้ เมืองที่ครอบคลุม และเมืองที่ยั่งยืน และโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันฝึกอบรม และสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้องกว่า 13,000 แห่ง โดยมีเครือข่ายคณะกรรมการแห่งชาติ 200 แห่งทั่วโลก

“เนื่องจากสงครามเริ่มต้นในจิตใจของมนุษย์ ดังนั้นการสร้างปราการเพื่อสันติภาพจึงต้องเริ่มต้นในจิตใจของมนุษย์เช่นกัน” ธรรมนูญของ UNESCO ปี 1945

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top