Saturday, 17 October 2026
COLUMNIST

Golden Moment แห่งชีวิต การได้รับการยอมรับจากตำนานที่สร้างแรงส่งได้เหนือกว่ารางวัลใดๆ

บางครั้ง ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของศิลปินสักคนหนึ่ง อาจไม่ใช่วันที่ได้รับรางวัล ไม่ใช่วันที่เริ่มเห็นเงินทองและความสำเร็จ หรือไม่ใช่วันได้รับยอดวิวหลักล้านในชั่วข้ามคืน

แต่มันอาจเป็นชั่วขณะหนึ่งที่ศิลปินที่เราชื่นชม เคยแหงนหน้ามองในวันที่เราเพิ่งเริ่มต้น ในวันที่ความฝันกับความเป็นจริงอยู่ห่างกันแสนไกล เคยมีโปสเตอร์ติดอยู่ข้างผนัง เคยแกะเพลงของเขาเล่นมาเป็นร้อยๆพันๆรอบ แต่แล้วเรากลับพบตัวเองได้ขึ้นเวทีเล่นร่วมกันกับเขาในเพลงที่เราซ้อมมาจนจำขึ้นใจ ต่อหน้าคนดูทั้งโลก เสียงร้องและเสียงกีตาร์ของเราสอดประสานกับเขาได้อย่างลงตัวทำให้เกิดโชว์ที่สัมผัสหัวใจของคนดูโดยที่ ศิลปินนั้นให้การยอมรับในฝีมือและตัวตนของเรา และหันมามองเราในฐานะ “เพื่อนร่วมอาชีพ”เป็นครั้งแรก

สำหรับ Nene Royal หรือน้องแพรว เด็กสาววัย 16 ปีจากภูเก็ต ผู้คว้าแชมป์ America’s Got Talent Season 21 ช่วงเวลานั้นเกิดขึ้นบนเวทีรอบไฟนอล เมื่อเธอได้ยืนอยู่ท่ามกลางสมาชิกของ Linkin Park และร่วมเล่นกีตาร์และร้องเพลง The Emptiness Machine กับ Mike Shinoda และ Emily Armstrong และสมาชิก line-up ล่าสุดของวง

โชว์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนช่วงประกาศผลครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งท้ายที่สุด Neneได้รับการประกาศให้เป็น แชมป์ America’s Got Talent Season 21 กลายเป็นคนไทยคนแรกที่คว้าชัยจากรายการดังระดับโลกนี้

และสิ่งที่น่าภูมิใจกว่าการได้ขึ้นเวทีเดียวกับ Linkin Park คือ วิธีที่ Nene อยู่บนเวทีนั้น

เธอไม่ได้พยายามร้องและแผดเสียงแบบ Emily Armstrong ไม่ได้พยายามเลียนแบบวิธีการสับ Rythm แบบ Mike Shinodaและไม่ได้ทำตัวเหมือนเด็กคนหนึ่งที่กำลังตื่นเต้นกับโอกาสครั้งใหญ่จนสูญเสียตัวตน

เธอขึ้นเวทีในฐานะ Nene Royal — นักร้องและมือกีตาร์ร็อกคนหนึ่งที่มี style เป็นของตัวเองด้วยความมั่นใจที่จะแสดง “ร่วม” กับ Linkin Park ในแบบของตัวเอง

และนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คำพูดจาก Emily Armstrong หลังจบการแสดงมีความหมายมากกว่าคำชมธรรมดา
.
มันเกิดขึ้นแบบกะทันหันมาก

เบื้องหลังการแสดงครั้งนี้น่าสนใจกว่าที่เห็นบนหน้าจอ

Nene เล่าในการให้สัมภาษณ์หลังจบรายการว่า เดิมทีเธอเข้าใจว่าเธอกำลังซ้อมเพลง Linkin Park เพื่อขึ้นแสดงเพียงคนเดียว และไม่รู้มาก่อนว่า Linkin Park จะมาร่วมเวทีด้วย

ระหว่างที่กำลังซ้อมอยู่ สมาชิกของ Linkin Park ก็เดินเข้ามา
เธอคิดในตอนแรกว่าอาจเป็นเพียงการถ่ายคลิปสั้นๆ

แต่เมื่อได้รับการบอกว่า จะขึ้นเวทีด้วยกันจริงๆ เธอถึงกับช็อก เพราะมันเป็นเหมือนความฝันที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหัน

และในอีกด้านหนึ่ง Emily Armstrong ก็พูดถึงความกะทันหันของการร่วมงานครั้งนี้เช่นกัน จากการให้สัมภาษณ์ในอีก 1 วันถัดมาในงานเปิดตัวสารคดีเรื่องใหม่ของวง "UNSHATTER" ที่บอกเล่าการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของ Linkin Park หลังการจากไปของ Chester Bennington นักร้องนำคนเดิม ในงานนี้พิธีกรได้ถามถึงความรู้สึกที่ได้ขึ้นโชว์กับ Nene ซึ่ง Emily Armstrong นักร้องนำหญิงคนปัจจุบันของวงเล่าว่าทางวงเพิ่งรู้ข่าวนี้ในนาทีสุดท้ายก่อนขึ้นแสดงจริง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนแทบไม่มีเวลาตั้งตัว แต่พอได้ยินก็ตอบตกลงทันทีเพราะเห็นว่าน่าสนใจ

Emily ยังพูดถึงความประทับใจในฝีมือของ Nene อีกว่าเธอมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก แม่นยำ เป๊ะทุกอย่างจนทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด ทั้งที่ทางวงเองก็ไม่ได้เล่นเพลงนี้มาสักพักแล้ว การได้ซ้อมร่วมกับ Neneแม้เพียงสั้น ๆ ก็ช่วยให้ทุกอย่างลงตัว แถมยังพูดถึงความพิเศษที่ได้มีนักร้องหญิงสองคนอยู่บนเวทีเดียวกันด้วย ย้ำชัดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทางวงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะเกิดขึ้นจริง

ประโยคสั้นๆที่ว่า “Nene was super professional.” นี้มีความหมายมากเหลือเกินครับ

เพราะคำว่า professional จากนักร้องปัจจุบันของวงระดับ Icon ของวงการ ที่ถูกคัดเลือกมารับไม้ต่อจากตำนานสุดยอดฝีมือที่เป็นที่รักที่สุดคนหนึ่งอย่าง Chester Bennington ที่มีให้กับเด็กสาวอายุ 16 จากประเทศไทยที่ยืนแสดงอยู่บนเวทีเดียวกับเธอ ไม่ได้หมายถึงแค่ร้องเพลงหรือเล่นกีต้าร์ได้ แต่มันสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีแรงกดดันสูงมาก คำว่ามืออาชีพ ไม่ใช่เพราะไม่ตื่นเต้น แต่เพราะควบคุมตัวเองได้เมื่ออยู่ท่ามกลางความตื่นเต้น

ลองจินตนาการถึงสถานการณ์นั้นอีกครั้งนะครับ

เด็กอายุ 16 ปี

เพิ่งผ่านการแข่งขันที่มีผู้ชมทั่วโลก

กำลังเตรียมตัวขึ้นเวทีไฟนอล

และจู่ๆ ไอดอลคนที่เคยดูผ่านหน้าจอมาทั้งชีวิตอย่าง Mike Shinoda และ Emily Armstrong และสมาชิกทุกคนของ Linkin Park ก็เดินเข้ามาในห้องซ้อม

แล้วบอกว่า

เราจะเล่นเพลงนี้ด้วยกันบนเวทีในอีกแค่ไม่กี่นาทีข้างหน้า

สำหรับคนส่วนใหญ่ นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ทำให้สมาธิแตกได้ง่ายมาก หรือบางคนอาจตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือ Nene สามารถเข้าไปอยู่ในโครงสร้างของเพลง The Emptiness Machine ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เธอรับหน้าที่ร้องเปิดเพลงแทน Mike Shinoda ก่อนที่ Emily จะเข้ามารับช่วงต่อ และทั้งคู่ยังมีช่วงที่ร้องประสานกัน ในขณะที่ Nene ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะมือกีตาร์ที่สับคอร์ดประสานสาดพลังไปกับภาค rythm ของทั้งเพลงด้วย

นี่คือสิ่งที่นักดนตรีเรียกว่า “listening”

ไม่ใช่เพียงการเล่นให้ดี

แต่คือการรู้ว่า เมื่อไหร่ควรนำ เมื่อไหร่ควรถอย รู้จังหวะระเบิดพลังของตัวเองและรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเปิดพื้นที่ให้คนอื่น

และนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Emily มองว่า Nene เป็น “professional”

Neneไม่ได้พยายามแย่งซีน Emily แต่ก็ไม่ได้หายไปจากเพลง และในจังหวะที่ไม่ได้ร้อง เสียงกีต้าร์ของเธอก็ทำหน้าที่สนับสนุนตัวเพลงได้อย่างกลมกลืน

นี่คือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการแสดงครั้งนี้

Nene ยืนอยู่ตรงกลางระหว่าง Emily Armstrong และ Mike Shinoda

ตำแหน่งนั้นอาจเป็นพื้นที่ที่น่ากดดันที่สุดสำหรับนักดนตรีวัย 16 ปี

แต่เธอไม่ได้พยายามเอาชนะ Emily

ในขณะเดียวกัน เธอก็ไม่ได้ลดตัวเองลงจนกลายเป็นเพียง “เด็กที่ได้รับเชิญขึ้นมาแจม”

เธอยืนอยู่ตรงนั้นทำหน้าที่ของตัวเอง

ร้องในแบบของตัวเอง

เล่นกีตาร์ในแบบของตัวเอง

และปล่อยให้เสียงของ Emily เป็นเสียงของ Emily เสียงของ Mike เป็นของ Mike และเสียงจากสมาชิกทุกคนของวงได้เปล่งออกมาในจังหวะที่ถูกต้องของตัวเองเพื่อทำให้เพลงและโชว์ออกมาสมบูรณ์

นี่คือความแตกต่างระหว่าง การเลียนแบบศิลปินที่เราชื่นชอบ กับ การเรียนรู้ที่จะยืนอยู่ข้างศิลปินที่เราชื่นชอบ

อย่างแรกทำให้เราดูเหมือนเขา

แต่อย่างหลังทำให้เขามองเห็นว่า เราเป็นใคร

และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเพลงจบ ยิ่งตอกย้ำความหมาย

หลังการแสดง Mike Shinoda กล่าวถึง Nene ต่อหน้าคนดูทั้งโลกว่า

“Incredible, incredible, unbelievable, right?”
พร้อมทั้งปรบมือให้เธอ ด้วยสีหน้าและรอยยิ้มที่บอกว่าเขา ปลื้มใจ, ภูมิใจ และให้การยอมรับเด็กไทย อายุ 16 คนนี้เพียงใด

ส่วน Emily Armstrong บอกกับเธอว่า

“Good luck, we’re all rooting for you for sure.”

ถ้ามองเพียงผิวเผิน มันอาจเป็นคำพูดสั้นๆ หลังจบการแสดง

แต่ถ้ามองในฐานะนักดนตรี มันมีน้ำหนักมากกว่านั้น

เพราะนี่ไม่ใช่คำพูดจากกรรมการที่กำลังให้คะแนน

ไม่ใช่คำพูดจากพิธีกร

และไม่ใช่คำชมจากแฟนเพลง

แต่มาจาก คนที่เพิ่งยืนเล่นเพลงเดียวกับเธอ

Emily ไม่ได้เพียงบอกว่า Nene ร้องดี

แต่เรียกเธอว่า “super professional”

Mike ไม่ได้เพียงบอกว่าเธอเล่นกีตาร์เก่ง

แต่พูดว่า “incredible”

และทั้งสองคนยังแสดงออกถึงการสนับสนุนเธออย่างชัดเจน

นั่นคือการส่งไม้ต่อทางดนตรีในรูปแบบหนึ่ง จากรุ่นสู่รุ่น จากศิลปินคนหนึ่งที่เดินนำหน้ามาก่อนสู่ศิลปินอีกคนหนึ่งที่กำลังจะก้าวตามมาบนเส้นทางเดียวกัน

จากเด็กภูเก็ต สู่การยืนอยู่ข้าง Linkin Park บนเวทีที่ใหญ่ที่สุดเวทีหนึ่งของโลก

เรื่องราวของ Nene ยิ่งน่าสนใจเมื่อย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้น

เธอเริ่มเล่นกีตาร์ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และเคยเล่นดนตรีตามตลาดในภูเก็ต ก่อนที่เสียงร้องและกีตาร์ของเธอจะพาเธอเดินทางมาถึงเวที America’s Got Talent

ตลอดการแข่งขัน Nene ไม่ได้เลือกเส้นทางที่ปลอดภัยเลยครับ

เธอเลือกเพลงร็อกที่เป็นรากเหง้าทางดนตรีของเธอ ซึ่งทุกเพลงมีความท้าทายและเดิมพันที่สูงลิบ

Zombies - The Cranberries
เลือกเพลงฮิตติดหู เพื่อเปิดตัวให้คนหันมาฟังเธอ แต่re-arranged ใหม่เติมความดุดัน ความเดือดและโชว์ทั้งเสียงร้องและการเล่นกีต้าร์ในเป็นแนวทางของตัวเอง

Hysteria - Muse
เพื่อโชว์ทักษะกีต้าร์อันจัดจ้าน ให้คนเห็นว่านอกจากจะร้องเพลงได้ดีแล้ว ฝีมือกีต้าร์ของเธอก็คือของจริง ตอกย้ำภาพความเป็น “นักดนตรีร็อค” ที่มีสกิลรอบด้าน

Black Hole Sun - Sound Garden
แสดงความสามารถในการเรียบเรียงเพลงที่มีความเฉพาะตัวสูง ให้ออกมาโดดเด่นทั้งการร้องและกีต้าร์ในแบบของตัวเอง โดยที่ไม่ทิ้งอัตลักษ์เดิมของเพลง ซึ่ง Nene ทำได้ดีจนภรรยาของ Chris Cornel นักร้องของ Sound Gardenผู้ล่วงลับและคนแต่งเพลงนี้ ออกมาบอกว่าหากสามีของเธอยังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้และได้ดูโชว์ของ Nene ที่เล่นเพลงที่สามีเธอรักมากๆเพลงนี้ เขาจะต้องภูมิใจในตัว Nene อย่างมากแน่นอน

และ Seven Nation Army - The White Stripes
เพลงมหาชนที่คนอเมริกันรู้จักเป็นอย่างดีด้วยท่อน riffs ที่ติดหูเป็นที่จดจำ และ Nene ก็จับมาสังเคราะห์ใหม่ให้เดือดขึ้นอีกหลายเท่า โชว์ทั้งการร้อง, การเล่นกีตาร์ และการคุมเวทีส่งพลังให้กับคนดูได้อยู่หมัด

สิ่งที่ทำให้ผู้ชมจดจำเธอไม่ใช่เพียงแค่เพลงที่เลือก แต่คือการที่เธอ เปลี่ยนเพลงเหล่านั้นให้กลายเป็นเพลงของตัวเอง

ดังนั้น เมื่อเธอมาถึงเพลงของ Linkin Park สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่คำถามว่า

“Nene สามารถร้องเหมือน Emily Armstrong ได้หรือไม่?”

แต่เป็นคำถามว่า

“Nene สามารถอยู่ในเพลงของ Linkin Park โดยยังเป็น Nene Royal ได้หรือไม่?”

คำตอบที่เราเห็นบนเวทีคือ ได้

รางวัลคือหลักฐานว่าเธอชนะ

แต่การยอมรับคือหลักฐานว่าเธอมีอนาคตที่สว่างไสวรออยู่

Nene Royal กลายเป็นแชมป์ America’s Got Talent Season 21 และเป็นศิลปินจากประเทศไทยคนแรกที่คว้าแชมป์รายการนี้

นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

แต่สำหรับเส้นทางอีกยาวไกลของศิลปินวัย 16 ปี มีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

นั่นคือ การได้รับการยอมรับจาก “ตัวจริง” ที่ยืนอยู่ในวงการเดียวกันและประสบความสำเร็จในระดับโลกมาก่อนหน้าเธอนับสิบๆปี

เงินรางวัลบอกว่า

“เธอชนะการแข่งขัน”

ถ้วยรางวัลบอกว่า

“เธอสร้างประวัติศาสตร์”

แต่คำว่า

“Nene was super professional.”

จาก Emily Armstrong บอกบางสิ่งที่แตกต่างออกไป

มันบอกว่า

“เราเห็นว่าเธอทำงานกับเราได้, เธอมีความสามารถมากพอที่จะมายืนอยู่บนเวทีเดียวกับเรา“

และเมื่อศิลปินรุ่นใหม่ได้รับการยอมรับในลักษณะนี้ มันอาจกลายเป็นแรงส่งที่ไม่มีเวทีประกวดไหนสามารถมอบให้ได้ทั้งหมด

เพราะต่อจากนี้ Nene ไม่ได้ต้องพิสูจน์เพียงว่าเธอสามารถชนะ America’s Got Talent

เธอมีโอกาสพิสูจน์ตัวเองในโลกที่ใหญ่กว่านั้น

โลกของดนตรีที่แท้จริง ในอุตสาหกรรม Showbiz ระดับโลก

โลกที่ไม่มีกรรมการ 4 คน

ไม่มี Golden Buzzer

ไม่มีคะแนนโหวตและไม่มีถ้วยรางวัลมีเพียงเพลง เวที ผู้ชม แฟนเพลง และนักดนตรีคนอื่นๆ ที่กำลังยืนอยู่ข้างกันและในคืนหนึ่งบนเวที America’s Got Talent

เด็กสาวจากภูเก็ตได้พิสูจน์ไปแล้วว่า
เมื่อเธอยืนอยู่ข้าง Linkin Park เธอไม่ได้ดูเหมือนคนที่กำลังพยายามเข้าไปอยู่ในโลกของพวกเขา

ในทางกลับกัน

เธอดูเหมือนคนที่กำลังเริ่มสร้าง โลกดนตรีของตัวเองและบางที นั่นอาจเป็นรางวัลที่สำคัญที่สุดของค่ำคืนนั้นเพราะแชมป์รายการอาจเกิดขึ้นเพียงคืนเดียว

แต่คำว่า “super professional” จาก Emily Armstrong และการได้รับการยอมรับจาก Linkin Parkทั้งวง

จะติดตัว Nene ไปอีกนานแสนนาน

จริงหรือ? สงครามอิหร่านกำลังทำให้กองทัพสหรัฐฯ ใกล้จะ “พังทลาย” แล้ว

สำนักข่าว The Intercept รายงานว่า ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ เผชิญกับการโจมตีฐานทัพในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากความขัดแย้งกับอิหร่าน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวว่า “ท้ายที่สุดแล้ว กองทัพสหรัฐฯ จะไม่สามารถปฏิบัติการต่อไปได้”

Nick Turse ผู้สื่อข่าวอาวุโสของสำนักข่าว The Intercept ได้เขียนบทความ “Iran War Has the U.S. Military on the Brink of a ‘Breakdown’” โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองนายที่คุ้นเคยกับการปฏิบัติการในตะวันออกกลางระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากสงครามกับอิหร่าน โดยนายหนึ่งเตือนว่า ความตึงเครียดนี้อาจนำไปสู่ “ความล้มเหลว” ในความสามารถของกองทัพที่จะทำสงครามต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวไว้ว่าจะยุติลงในต้นเดือนเมษายน 2026

ขณะที่ความขัดแย้งลุกลามไปทั่วภูมิภาค กองทัพต้องเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งการโจมตีฐานทัพและเรือรบของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางโดยอิหร่าน การลดลงของคลังขีปนาวุธป้องกัน จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ปัญหาการซ่อมบำรุงเรือ การประจำการของกำลังพลที่ยืดเยื้อ ระบบส่งกำลังบำรุงที่ซับซ้อน ขวัญกำลังใจที่ลดลง และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกำลังพล ความพร้อมทางทหาร และงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยสวนทางกับคำประกาศในเชิงบวกของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

รายงานเชิงลึกจากสำนักข่าว The Intercept ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภาวะตึงเครียดอย่างรุนแรง และสุ่มเสี่ยงต่อ “การพังทลาย (Breakdown)” จากผลกระทบของสงครามกับอิหร่าน ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างต่อสาธารณะของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่ากองทัพอิหร่านถูกกำจัดไปแล้ว

จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของสหรัฐฯ และรายงานที่เกี่ยวข้อง ระบุถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขีดความสามารถของกองทัพสหรัฐฯ เสื่อมถอยลง ดังนี้:
.
• คลังแสงอาวุธป้องกันภัยทางอากาศขาดแคลนอย่างรุนแรง: กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น เช่น ขีปนาวุธ Patriot กว่า 1,700 ลูก ขีปนาวุธ THAAD กว่า 200 ลูก รวมถึงขีปนาวุธ Standard Missile ของกองทัพเรืออีกจำนวนมาก เพื่อต่อต้านโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน ส่งผลให้คลังอาวุธลดลงอย่างมาก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังไม่สามารถผลิตทดแทนได้ทัน โดย
▪ ขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot: ประมาณ 65% หรือ 2,330 นัด ถูกยิงไปแล้วระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม เหลือเพียง 830 นัด
▪ ขีปนาวุธสกัดกั้น THAAD: เกือบครึ่งหนึ่งของหัวรบ 450 ลูกถูกใช้ไป เหลือน้อยกว่า 270 ลูก

รายงานของ Inspector General ของเพนตากอนยืนยันถึงปัญหาการขาดแคลนกระสุน ปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน และความตึงเครียดด้านขวัญกำลังใจ โดยระบุว่า “คอขวดที่ยืดเยื้อที่สุดยังคงอยู่ที่การผลิตมอเตอร์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง การจัดหาวัตถุระเบิดและเชื้อเพลิงขับเคลื่อนที่มีความบริสุทธิ์สูง รวมถึงการสรรหาแรงงานฝีมือในภาคการผลิต”

• การโจมตีศูนย์โลจิสติกส์หลักและฐานทัพ: ในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง อิหร่านระดมยิงโดรนและขีปนาวุธจนสามารถเจาะผ่านระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ และโจมตีฐานทัพมากกว่า 15 แห่ง โดยเฉพาะฐานทัพเรือในกรุงมานามา ประเทศบาห์เรน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งกำลังบำรุงที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายอย่างหนัก และยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ

• ความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ราคาสูง: รายงานระบุว่า เครื่องบินขับไล่ F-15 ถูกทำลาย 4 เครื่อง เครื่องบิน F-35 ได้รับความเสียหาย 1 เครื่อง เครื่องบินเติมน้ำมัน KC-135 เสียหาย 7 เครื่อง และโดรน MQ-9 Reaper ถูกยิงตกมากถึง 30 ลำ

• ความอ่อนล้าของกำลังพลและปัญหาการซ่อมบำรุง: กองทัพเรือสหรัฐฯ ต้องขยายระยะเวลาการประจำการของเรือบรรทุกเครื่องบิน เช่น USS Nimitz และ USS Gerald R. Ford ยาวนานกว่าภาวะปกติ ส่งผลให้เกิดปัญหางานซ่อมบำรุงสะสม ตลอดจนขวัญกำลังใจของกำลังพลที่ลดลงอย่างมาก

• ความสูญเสียด้านกำลังพล: แม้เพนตากอนจะพยายามรายงานตัวเลขความสูญเสียที่ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่สถิติระบุว่ามีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอิหร่านแล้วหลายร้อยนาย นับตั้งแต่ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม

คำว่า “Breakdown” เป็นคำเตือนของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ให้ข้อมูลกับ The Intercept แต่ไม่ใช่ข้อสรุปอย่างเป็นทางการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยปัญหาหลักที่นำไปสู่คำเตือนเรื่องความเสี่ยงต่อการพังทลาย สามารถแบ่งออกเป็น 4 มิติสำคัญ ได้แก่
 

  1. วิกฤตการเกณฑ์ทหารและการสรรหากำลังพล (Recruitment Crisis)

• พลาดเป้าการรับสมัคร: เหล่าทัพส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกองทัพบกและกองทัพอากาศ ประสบปัญหาการสรรหากำลังพลใหม่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายต่อเนื่องกันหลายปี

• ข้อจำกัดด้านคุณสมบัติ: วัยรุ่นอเมริกันในวัยเข้าเกณฑ์ส่วนใหญ่ ราว 70-75% ไม่ผ่านคุณสมบัติพื้นฐาน ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ เช่น โรคอ้วน ประวัติการใช้สารเสพติด ปัญหาด้านสุขภาพจิต หรือประวัติอาชญากรรม

• ความสนใจที่ลดลง: ทัศนคติของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ต่อการรับราชการทหารลดลงอย่างมาก รวมถึงการขาดแรงจูงใจและแรงสนับสนุนจากครอบครัว

2. ปัญหาการคงกำลังพลและการลาออกของบุคลากรเชี่ยวชาญ (Retention & Burnout)

• ภารกิจที่ซ้ำซ้อนและยาวนาน: การต้องกระจายกำลังไปทั่วโลก ทั้งในตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก และอินโด-แปซิฟิก ทำให้กำลังพลเกิดความล้าจากการปฏิบัติการ (Operational Fatigue)

• ปัญหาคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิต: อัตราการฆ่าตัวตายในกองทัพยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ปัญหาเรื่องที่พักอาศัย เงินชดเชยที่ไม่สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อ และสวัสดิการครอบครัว ส่งผลให้ทหารที่มีประสบการณ์ เช่น นักบิน ช่างเทคนิค และเจ้าหน้าที่ไซเบอร์ ตัดสินใจลาออกไปทำงานในภาคเอกชน

3. ยุทโธปกรณ์และยุทธปัจจัยร่อยหรอ (Supply & Equipment Exhaustion)

• ผลกระทบจากการส่งความช่วยเหลือ: การส่งยุทโธปกรณ์และกระสุนจำนวนมากให้แก่ประเทศพันธมิตรในความขัดแย้งระดับภูมิภาค เช่น ยูเครนและตะวันออกกลาง ทำให้คลังอาวุธสำรองของสหรัฐฯ ลดลงอย่างรวดเร็ว

• ฐานการผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโตไม่ทัน: โรงงานผลิตอาวุธของสหรัฐฯ ไม่สามารถเร่งอัตราการผลิตขีปนาวุธและระบบอาวุธซับซ้อนให้ทันต่อความต้องการใช้งาน และการทดแทนอาวุธในคลังเดิมได้

4. ยุทธศาสตร์ที่กระจัดกระจาย (Overextension)

• สหรัฐฯ กำลังพยายามวางกำลังเพื่อ “ป้องปราม” ในหลายพื้นที่พร้อมกัน ทั้งการแข่งขันกับจีนในอินโด-แปซิฟิก การรับมือกับรัสเซียในยุโรป และสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

• นักวิเคราะห์เตือนว่า ทรัพยากรและกำลังพลที่มีอยู่อย่างจำกัดอาจไม่สอดคล้องกับพันธกิจทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้กองทัพเผชิญกับจุดแตกหัก หากเกิดวิกฤตการณ์ขนาดใหญ่พร้อมกันมากกว่าหนึ่งพื้นที่

ข้อวิจารณ์เหล่านี้สะท้อนถึงโจทย์สำคัญของ “เพนตากอน (Pentagon)” ในการปฏิรูปโครงสร้างกองทัพ ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของกำลังพล และเร่งยกระดับฐานการผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่

ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน คำว่า กองทัพสหรัฐฯ ใกล้จะ “พังทลาย” ยังไม่น่าจะใกล้เคียงกับความเป็นจริง เพราะสหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่มี “ศักยสงคราม” (War Potential) อยู่ในระดับสูง และยังมีอาวุธยุทโธปกรณ์สำรองในคลังจำนวนมาก แม้อาวุธยุทโธปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงบางประเภทอาจมีข้อจำกัด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญคือ “ศักยภาพทางทหาร” (Military Potential) และ “ขีดความสามารถในการรบ” (Combat Potential) ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากผลของสงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเผชิญกับอิหร่าน เนื่องจากแม้อิหร่านจะประสบความสูญเสียอย่างมาก แต่สหรัฐฯ ก็ยังไม่สามารถสร้างความได้เปรียบมากพอที่จะกดดันให้อิหร่านยอมทำตามเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ต้องการได้

นอกจากนี้ ผลจากสงครามดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อ “ศักยภาพทางทหาร” และ “ขีดความสามารถในการรบ” ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะอินโด-แปซิฟิกและยุโรปอย่างเห็นได้ชัด และอาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับรัฐบาลและกองทัพสหรัฐฯ ตลอดจนประเทศอื่น ๆ ทั้งที่เป็นพันธมิตรและคู่ขัดแย้งกับสหรัฐฯ ต่อไปในอนาคต

ค้นหาความหมาย Longevity ในมุมของ “พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์” ทายาทรุ่นที่ 2 ของ “เบนซ์ทองหล่อ” “ชีวิตยืนยาว-ธุรกิจเติบโต” ไม่ได้วัดเพียงจำนวนปี แต่คือการคงอยู่และก้าวไปต่อ อย่าง “มีคุณภาพ”

เมื่อพูดถึงคำว่า Longevity ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นเรื่องสุขภาพ การชะลอวัย หรือการมีอายุยืนถึง 90 หรือ 100 ปี

แต่หลังจากได้พูดคุยกับ “พลอย” หรือ พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ คำว่า Longevity ดูเหมือนจะมีความหมายกว้างกว่านั้น

เพราะสำหรับเธอ การมีชีวิตที่ยืนยาวไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด หากช่วงเวลาที่ยาวนานนั้นต้องแลกมากับสุขภาพที่เสื่อมถอย หรือการไม่สามารถดูแลตัวเองได้ สิ่งที่สำคัญกว่าจึงเป็นคำถามว่า เราจะทำอย่างไรให้ “อยู่ได้นาน” และ “อยู่ได้ดี” ไปพร้อม ๆ กัน

น่าสนใจว่า เมื่อบทสนทนาค่อย ๆ เคลื่อนจากเรื่องชีวิตส่วนตัวไปสู่เรื่องธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินมายาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ เรากลับพบว่า แนวคิดเรื่อง Longevity ของทั้งชีวิตและธุรกิจกลับมีจุดร่วมกันอย่างน่าสนใจ เพราะไม่ว่าจะเป็น “ชีวิต” หรือ “ธุรกิจ” การอยู่ได้นานอาจไม่ใช่เรื่องยากที่สุด เพราะสิ่งที่ยากกว่าคือ การรักษาคุณภาพของสิ่งนั้นเอาไว้ตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน

จากคุณแม่ลูกสอง สู่ผู้บริหารธุรกิจครอบครัว

เมื่อให้แนะนำตัวเอง พลอยไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเพียงผู้สืบทอดธุรกิจหรือผู้บริหารองค์กรเท่านั้น เพราะในชีวิตประจำวัน เธอยังมีอีกบทบาทสำคัญคือการเป็น “คุณแม่” ของลูก 2 คน และเป็น “ลูกสาวคนเดียว” ของครอบครัว

หลายบทบาทเกิดขึ้นพร้อมกันในแต่ละวัน ทั้งการดูแลครอบครัว การบริหารธุรกิจ และการดูแลตัวเอง แม้งานจะกินพื้นที่ในชีวิตไปไม่น้อย แต่เธอก็มุ่งมั่นและพยายามจัดพื้นที่ให้กับการดูแลตัวเองอยู่เสมอ

"แต่ละวัน จันทร์ถึงศุกร์ กิจวัตรปกติคือตื่นเช้าไปส่งลูกที่โรงเรียน หลังจากนั้นก็เป็นเวลาทำงาน ซึ่งแต่ละวันก็จะแตกต่างกัน อาจต้องเข้าออฟฟิศ ประชุม หรือว่ามีไปงานอีเวนต์บ้าง ซึ่งถ้าไม่ได้เลิกดึกจนเกินไป ก็จะเป็นเวลาของตัวเอง ส่วนมากพลอยเลือกที่จะไปออกกำลังกาย เพราะมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก ๆ"

Longevity ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความอยากอายุยืน

จริง ๆ แล้ว การใส่ใจเรื่องสุขภาพของพลอยไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นตามกระแส Longevity ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เธอเล่าว่าโดยพื้นฐานเธอเป็นคนแอคทีฟ และค่อนข้างระมัดระวังเรื่องการกินและการออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นเป็นวัยรุ่นก็ยิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องรูปร่าง เธอพูดติดตลกว่าตอนวัยรุ่นก็มีแค่ “ความห่วงสวย” เท่านั้นเอง

แต่เมื่ออายุมากขึ้น เหตุผลในการดูแลตัวเองก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากการออกกำลังกายเพื่อรูปร่าง กลายเป็นการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธอเริ่มมีอาการปวดคอร่วมกับไมเกรนอย่างรุนแรงเป็นประจำ

"มีช่วงหนึ่งที่พลอยปวดคอเหมือนคล้าย ๆ ไมเกรนมาก ทุกเดือนจะมีช่วงเวลาที่ปวดทรมาน ถึงขนาดอาเจียนและต้องหยุดพัก 2-3 วันเลย พ่อกับแม่เห็น ท่านก็เป็นห่วง แต่ก็ไม่รู้จะช่วยเรายังไง เมื่อไปหาหมอและเอกซเรย์ ผลออกมาก็ไม่ได้เป็นอะไร พลอยก็เลยรู้สึกว่าต้องหาทางออกให้กับเรื่องนี้"

และนั่นทำให้เธอเริ่มหาวิธีจัดการกับร่างกายอย่างจริงจัง และได้รู้จักกับการเล่น "พิลาทิส" หลังจากได้ฝึกอย่างสม่ำเสมอ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่เธอพบว่าอาการปวดคอและไมเกรนลดลงอย่างชัดเจน จนพิลาทิสกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในระยะยาว

ประสบการณ์นี้ทำให้มุมมองเรื่องสุขภาพของพลอยชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการดูแลร่างกายก่อนที่จะเกิดปัญหา ย่อมดีกว่าการรอให้เกิดปัญหาแล้วจึงค่อยแก้ เธอจึงให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่อง Preventive Care รวมถึงการปรึกษาแพทย์ด้าน Anti-aging เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ฮอร์โมน และกระบวนการเสื่อมถอยของร่างกายที่เกิดขึ้นตามวัย ไม่ใช่เพราะกลัวแก่ แต่เพราะอยากเข้าใจว่าร่างกายกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร และจะดูแลมันอย่างไรให้สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ดีที่สุด

ไม่จำเป็นต้องอยู่ถึง 100 ปี ขอแค่อยู่แล้วมีคุณภาพ

เมื่อถามถึงเป้าหมายเรื่องการมีชีวิตที่ยืนยาว คำตอบของพลอยกลับเรียบง่ายกว่าที่คิด

"เชื่อว่าทุกคนก็อยากอายุยืนยาวแบบมีคุณภาพ อย่างพลอยไม่ได้อยากอยู่ถึง 100 ปีนะ เอาเป็นวัยที่เหมาะสมดีกว่า ให้ลูก ๆ ดูแลตัวเองได้ ส่วนเราก็อายุยืนอย่างมีคุณภาพ เงื่อนไขคือยังสามารถดูแลตัวเองได้ ไม่ทรมาน ไม่เป็นภาระหรือสร้างความเดือดร้อนให้ลูก ๆ หรือคนที่ต้องดูแลเราก็พอ”

ในมุมของพลอย การลงทุนที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การซื้ออาหารเสริมหรือเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพราคาแพง แต่คือ การลงทุน “เวลา” ให้กับร่างกายของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

“พลอยมองว่าไม่มียาหรือวิตามินอะไรที่จะช่วยให้เราแข็งแรงได้จริง ๆ ถ้าหากพื้นฐานร่างกายเราไม่แข็งแรง การแบ่งเวลามาดูแลตัวเอง ออกกำลังกายจึงสำคัญที่สุด ไม่จำเป็นต้องออกทุกวัน แต่ในสัปดาห์ก็ควร 3-4 วันเป็นอย่างต่ำ อย่างพลอยทำเป็นประจำอยู่แล้ว จึงไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการลงทุนอะไรเลย”

“อีกสิ่งที่พลอยมองว่าสำคัญพอ ๆ กันเลยคือ ‘การนอนหลับ’ ก็ต้องสังเกตตัวเองเป็นประจำว่านอน 8 ชั่วโมงแล้ว ตื่นมาสดชื่นหรือเปล่า ถ้าไม่สดชื่น แสดงว่าต้องมีอะไรผิดปกติ เราก็ต้องรู้จักฟังเสียงของร่างกายตัวเอง”

ดังนั้น Longevity ในความหมายของพลอยจึงไม่ใช่การมีจำนวนปีของชีวิตมากที่สุด และไม่ใช่การรอรักษาเมื่อร่างกายเริ่มมีปัญหา แต่คือการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว สำหรับพลอย การดูแลสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่ต้องมองอย่างรอบด้าน ทั้งการกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อน การนอนหลับ รวมถึงการดูแลสุขภาพให้เหมาะสมกับตัวเอง

“พลอยให้คะแนนสุขภาพของตัวเอง 8 เต็ม 10 แม้ยังมีอาการปวดคอบ้าง แต่ถือว่าลดลงไปมาก อีกอย่างพลอยไม่มีโรคประจำตัว ยังมีแรงและพลังในการทำงานและใช้ชีวิต ก็ถือเป็นสัญญาณว่าวิธีที่ทำมาตลอดนั้นถูกทางแล้ว”

ชีวิตส่วนตัว และบทบาทเจ้าของธุรกิจแยกกันไม่ขาด

เมื่อบทสนทนาขยับจากเรื่องสุขภาพมายังชีวิตการทำงาน ความหมายของคำว่า Longevity ก็เริ่มปรากฏขึ้นให้เห็นในอีกบริบทหนึ่ง ความผูกพันของพลอยกับธุรกิจครอบครัวไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในวันที่เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหาร เพราะแท้จริงแล้วเธอเติบโตมากับธุรกิจนี้

ในอดีตเด็กหญิงพลอยวิ่งเล่นในออฟฟิศและโชว์รูมของพ่อแม่ ใช้พื้นที่แห่งนี้ไม่ต่างจากสนามเด็กเล่น การได้มาคลุกคลีที่นี่ตั้งแต่ยังเด็กทำให้ซึมซับการทำงานของพ่อแม่ เห็นวิธีพูดคุยกับพนักงาน เห็นการรับมือลูกค้า รวมถึงเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ ของการทำธุรกิจมาโดยตลอด ความรู้หลาย ๆ อย่างส่งต่อผ่านชีวิตประจำวันทีละเล็กทีละน้อย 

“ด้วยความที่เป็นธุรกิจครอบครัว พลอยก็เห็นการทำงานของทั้งพ่อและแม่มาตลอด คิดว่าซึมซับไปโดยธรรมชาตินะ แต่ก่อนหลังเลิกเรียนเราก็มาเล่นที่นี่ วิ่งไปแต่ละแผนก วิ่งลงมาที่โชว์รูมบ้าง คลุกคลีกับภาพของโชว์รูมมาตลอด ทำให้วันนี้เมื่อเรามาทำงาน ก็ไม่ได้เป็นความรู้สึกฝืนใจ หรือรู้สึกว่า “ต้อง” ทำงานเท่านั้น แต่เรารู้สึกว่านี่คือชีวิตของเราจริง ๆ”


หากสุขภาพที่ดีต้องอาศัยพื้นฐานหลายอย่าง ธุรกิจที่ต้องการยืนระยะก็ไม่ต่างกัน**

หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่สุดที่พลอยได้รับจากพ่อแม่ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขาย เทคนิคการตลาด หรือวิธีบริหารต้นทุน แต่คือเรื่อง “การดูแลคน”

“เรื่องที่ซึมซับมาเรื่อย ๆ ก็เป็นเรื่องของการดูแลคน ดูแลพนักงาน เราเห็นวิธีการใส่ใจพนักงานของพ่อกับแม่ ดูแลพนักงานเหมือนคนในครอบครัว แม้กระทั่งการอบรมสอนพนักงาน ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำงาน รวมไปถึงเรื่องของการใช้ชีวิตด้วย”

ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งคือ “ลูกค้า” ที่เชื่อมั่นและไว้วางใจ “เบนซ์ทองหล่อ” มาอย่างยาวนาน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โลกธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงของตลาด การเข้ามาของเทคโนโลยี รูปแบบการซื้อรถ รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่พลอยมองว่าเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ธุรกิจยังคงได้รับความไว้วางใจเรื่อยมา คือ “ความจริงใจ”

"ก็เกือบ 50 ปีที่เบนซ์ทองหล่ออยู่มาจนถึงทุกวันนี้ พลอยว่าเป็นเรื่องของความจริงใจที่เรามีให้กับลูกค้า ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าที่อยู่กับเรา 2-3 เจน ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้มีความจริงใจให้ลูกค้า หรือเราตุกติกก็คงไม่ได้รับความไว้วางใจให้อยู่มาจนถึงขนาดนี้ อันนี้เป็นเรื่องหลักเลย” 

การอยู่มานานย่อมมาพร้อมกับความท้าทายอีกแบบหนึ่ง เพราะโลกของธุรกิจในวันนี้ไม่เหมือนเมื่อ 30 หรือ 40 ปีก่อน วันนี้ลูกค้าหาข้อมูลด้วยตัวเองมากขึ้น เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการซื้อขาย ช่องทางการสื่อสารเปลี่ยนไป และความคาดหวังต่อแบรนด์สูงขึ้นเรื่อย ๆ 

ความท้าทายจึงไม่ใช่การพยายามทำทุกอย่างให้ “เหมือนเดิม” แต่คือการรู้ว่า อะไรควรเปลี่ยน และอะไรไม่ควรเปลี่ยน

“แน่นอนว่าเรื่องท้าทายคือพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย พอโซเชียลมีเดียเข้ามา เรื่องของการซื้อ การขายก็เปลี่ยนไป แต่การรักษามาตรฐานต่าง ๆ ก็สำคัญเช่นกัน เราไม่ทิ้งคุณค่าหลักของเรา เราพยายามรักษาให้อยู่ในมาตรฐานที่ดีไปเรื่อย ๆ”

พลอยกล่าวเพิ่มเติมว่า “สิ่งที่ดีอยู่แล้ว เราก็ต้องรักษาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรฐานการดูแลลูกค้า ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ มาตรฐานในการรับรองลูกค้า หรือว่าแม้กระทั่งการดูแลพนักงานของเรา ทุกอย่างมีมาตรฐานที่เราได้เรียนรู้มาตั้งแต่สมัยพ่อกับแม่ เราพยายามจะรักษาต่อไป”

จากชีวิตที่ยืนยาว สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ

หลังจากบทสนทนาทั้งหมด คำว่า Longevity จึงดูจะไม่ใช่เรื่องของสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่มันคือแนวคิดเรื่อง 
“ความยั่งยืนและมีคุณภาพ”

หากมองในมุมการใช้ชีวิต อาจหมายถึงการดูแลร่างกายตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ในวันที่อายุมากขึ้น เรายังสามารถมีชีวิตในแบบที่ต้องการได้

แต่เมื่อมองในมุมธุรกิจ อาจหมายถึงการดูแลคน ดูแลลูกค้า และรักษาหลักการบางอย่างเอาไว้ เพื่อให้แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี ผู้คนยังเลือกที่จะเชื่อใจเรา

ทั้งสองอย่างไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จากสิ่งเล็ก ๆ จึงค่อย ๆ กลายเป็นรากฐานของคำว่า “ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ”

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของคนคนหนึ่ง หรือธุรกิจหนึ่งแห่ง การอยู่ได้นานเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การอยู่ได้นานอย่างมีคุณภาพต่างหากเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เปิดกำเนิด “รามคำแหง 2514” จากแนวคิดตลาดวิชา สู่มหาวิทยาลัยแห่งโอกาสของคนไทย ผลิตบัณฑิตกว่าล้านคน เปลี่ยนโครงสร้างการเรียนไทย

ก่อเกิด “รามคำแหง 2514”กับปรัชญา “ตลาดวิชา”

ประมวล กุลมาตย์ อดีตส.ส.จังหวัดชุมพร พรรคสหประชาไทย ซึ่งเป็นผู้เริ่มเสนอยกร่างกฎหมายจัดตั้งมหาวิทยาลัยแบบตลาดวิชาเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร โดยฉบับร่างใช้ชื่อว่า “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์

แต่มีรายละเอียดสำคัญที่ควรแยกให้ชัด เพราะเรื่องนี้มี “หลายคน” อยู่ในกระบวนการก่อตั้งรามคำแหง
จุดเริ่มต้นของรามคำแหง

1. ประมวล กุลมาตย์ คือผู้ริเริ่มเสนอร่างกฎหมาย
วันที่ 21 สิงหาคม 2512 ประมวล กุลมาตย์ ส.ส.จังหวัดชุมพร เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก

แนวคิดสำคัญคือการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในลักษณะ “ตลาดวิชา” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่สามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยระบบปิดได้ มีโอกาสศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา แต่เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

ต่อมา 9 ตุลาคม 2512 สภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการเป็นเอกฉันท์ และตั้งกรรมาธิการขึ้นพิจารณา

2. ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ มีบทบาทสำคัญในชั้นกรรมาธิการ
เอกสารของมหาวิทยาลัยรามคำแหงระบุว่า เมื่อสภารับหลักการแล้ว มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ โดย ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ เป็นคนแรกของกรรมาธิการ ขณะที่ สุกิจ นิมมานเหมินทร์ เป็นประธานกรรมาธิการในช่วงหนึ่งของการพิจารณา

ดังนั้น ถ้าจะเขียนว่า “ใครเป็นคนก่อตั้งรามคำแหง” ไม่ควรโยนให้คนเดียวทั้งหมด แต่ถ้าถามว่า

“ใครเป็นผู้ริเริ่มเสนอร่างกฎหมายจัดตั้งมหาวิทยาลัยแบบตลาดวิชาเข้าสภา?”

คำตอบคือ ประมวล กุลมาตย์
แล้วใครเป็นคนเสนอชื่อ “รามคำแหง”?

นี่เป็นอีกคนหนึ่งครับ คือ แคล้ว นรปติ อดีตส.ส.จังหวัดขอนแก่น
ในชั้นพิจารณาร่างกฎหมาย เดิมมีแนวคิดใช้ชื่อ “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์” ก่อนที่แคล้ว นรปติ จะเสนอแปรญัตติให้ใช้ชื่อ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง” เพื่อเทิดพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

26 กุมภาพันธ์ 2514
มีพระบรมราชโองการให้ประกาศใช้กฎหมาย
2 มีนาคม 2514 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2514 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

แล้วเรื่อง “เด็กไม่มีที่เรียน” กับยุคเบบี้บูมล่ะ?

“ปัญหาการขาดแคลนที่เรียนระดับอุดมศึกษา” บวกรวมกับยุค Baby Boom เป็นปัญหาใหญ่ ถ้าไม่มีที่เรียนต่อกับสถานบันอุดมศึกษาของรัฐที่รับได้จำนวนจำกัด เด็กส่วนหนึ่งจะถูกถีบออกนอกระบบการศึกษา

งานวิชาการของภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เผยแพร่ปี 2569 อธิบายว่า ก่อนการเกิดรามคำแหง มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็น ระบบปิดและต้องสอบคัดเลือก (entrance) ขณะที่ความต้องการเรียนต่อระดับอุดมศึกษาสูงขึ้น แต่สถาบันที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับคนจำนวนมากได้ รามคำแหงจึงเกิดขึ้นอย่างเร่งรีบในรูปแบบ “ตลาดวิชา” ที่ไม่สอบเข้าและไม่จำกัดจำนวน เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว แต่รามคำแหงเข้าง่าย ออกยาก ถ้าไม่ตั้งใจเรียน ไม่ทุ่มเทกับการอ่านหนังสือตำราเรียน จึงมีนักศึกษาเพียงส่วนหนึ่งที่เข้ามาเรียนแล้วจบการศึกษาออกไป

นี่คือหัวใจของกำเนิดรามคำแหงเลยครับ:

ระบบเดิมคัดคนเข้าเรียน แต่รามคำแหงเปิดประตูให้คนจำนวนมากเข้ามาเรียน แล้วใช้การเรียนและการสอบเป็นเครื่องคัดคนออก

จึงทำให้แนวคิด “ตลาดวิชา” ของรามคำแหงมีความหมายมากกว่าการเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องโอกาสทางการศึกษาในประเทศไทย

และปรัชญานี้สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวง อุดมศึกษา (อว.)ที่ระบุว่ารามคำแหงตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายให้เป็นสถาบันการศึกษาแบบ “ตลาดวิชา” และเน้น โอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา

ส่วนข้อความ “ผลิตบัณฑิตมาแล้วล้านกว่าคน” เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง
ข้อมูลจากเอกสารเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยระบุว่า ตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน รามคำแหงผลิตบัณฑิตแล้ว มากกว่า 1 ล้านคน และศิษย์เก่ากระจายอยู่ทั้งภาครัฐ เอกชน และวิชาชีพต่าง ๆ

จาก “ประมวล กุลมาตย์” จุดประกายความคิด ในรูปแบบ “ตลาดวิชา” มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ “แคล้ว นรปติ” แปรญัตติเป็น “รามคำแหง” ดร.ศักดิ์ ผาสุกนิรันทร์อธิการบดีคนแรก เป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตทะลุ 1 ล้านคนแล้ว

จึงมีคำกล่าวในยุคนั้นว่า ”ไม่มีราม ไม่มีเรา“ มีรามเราจึงได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา เป็นบัณฑิตให้พ่อแม่ได้ภาคภูมิใจ ได้รับใช้ชาติบ้านเมือง

ทความวิจารณ์ กกต. ปมหลักนิติรัฐ!! เตือนอย่าให้ประวัติศาสตร์การเมืองซ้ำรอยจนศรัทธาประชาชนพัง ๒๐ ปีตราชั่งนำพากลับ เลวร้ายยิ่งกว่าฝ่าฝืนกฎหมาย ล้วงลึกการฉ้อฉลภายใต้นิติรัฐ เงาอดีตผุดซ้ำในยุคดิจิทัล

จาก ๓ หนา ๕ ห่วง ถึง ๕ ข้ารับใช้มหาโจร วัฏจักรฉ้อฉล ย่ำยีนิติรัฐ ทรยศประชาชน จุดจบคือเรือนจำ!

ไม่น่าเชื่อว่า “กกต. บาป” ที่เคยเกิดขึ้นในปี ๒๕๔๙ จะกลายเป็นเงาอดีตที่หวนคืนกลับมาทำลายหลักนิติรัฐอีกครั้งในปี ๒๕๖๙ จึงพูดได้ว่า ๒๐ ปีในการพัฒนาประเทศ อาจนำพาเราไปสู่โลกดิจิทัลได้จริง แต่ ๒๐ ปีใน “วงการตราชั่งไทย” กลับนำพาเราถอยหลังเข้าสู่อเวจีแห่งการรับใช้นักการเมืองเลว

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยบันทึกฉากทัศน์เน่า ๆ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไว้ครั้งหนึ่ง ครั้งนั้น “มนุษย์บาปหนาขี้ข้านักการเมือง” ได้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จอย่างไร้ความสุจริตเพื่อเปิดทางให้อำนาจรัฐ จนท้ายที่สุดการทำงานรับใช้ “มหาโจรในคราบนักการเมืองเลว” ก็จำต้องแพ้ภัยตัวเอง เดินคอตกเข้าคุกเรียงตัว กลายเป็นข่าวดังยากที่คนไทยจะลืมเลือน

แม้จะลงเอยที่ตะราง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “โจรเสื้อแดงเผาเมือง” ยุคนั้น ได้ผงาดขึ้นบน “เวทีชั่วมืออาชีพ” กับบทบาท “เจ้านาย กกต.” กลายเป็นต้นแบบเลว ๆ ของ “โจรเสื้อน้ำเงินปล้นน้ำมัน” ในเวลาต่อมา

ต่างกันที่ ยุคบาปของ “ ๓ หนา ๕ ห่วง” ลิขสิทธิ์อันเลวทรามของ “คนหน้าเหลี่ยม” คือความฉ้อฉลในรูปแบบ "หน้าด้านตรงไปตรงมา" กล้าทำผิดกฎหมายอย่างเปิดเผย จนจบลงที่เรือนจำ ส่วนยุคชั่วของปัจจุบัน คือความฉ้อฉลในรูปแบบ "ซ่อนหลังข้อกฎหมาย" บิดเบือนเจตนารมณ์ ใช้เทคนิคเพื่อโอบอุ้มฝ่ายบริหาร ดูถูกสติปัญญาของประชาชนคนไทยว่าโง่งมจนมองความบิดเบี้ยวไม่ออก

หากปี ๒๕๔๙ คือบทเรียนเรื่องความหน้าด้านในการ “ฝ่าฝืนกฎหมาย” ยุคนี้กลับเป็นบทเรียนที่เลวร้ายยิ่งกว่า คือการใช้กฎหมายเป็น “อาวุธเข่นฆ่าความถูกต้อง” ทั้งปวง

การเปลี่ยนตราชั่งให้กลายเป็น “เครื่องมือฟอกขาวนักการเมืองเลว” จนประชาชนหมดสิ้นความศรัทธาในระบบการเลือกตั้ง ส่งสัญญาณเตือนสังคมซ้ำอีกครั้งว่า ความซื่อสัตย์สุจริตนั้นไม่มีความหมายเท่ากับการมีอำนาจอยู่ในมือ

อำนาจที่ได้มาจากการรับใช้นักการเมืองเลว อาจซื้อความสบายให้ชีวิตในวันนี้ได้ แต่ไม่อาจซื้อกุญแจไขให้ตนเองหลุดพ้นจากตราบาปในประวัติศาสตร์ได้ และที่จริงของจริงทั้งปวงคือ ไม่อาจใช้ล็อกประตูเรือนจำที่เคยเปิดรับผู้กุมตราชั่งเอียงมาแล้วในอดีต..ได้อีกเช่นกัน

การฉายหนังซ้ำในเงาเรื่องเดิม กำลังเปิดให้จองตั๋วเพื่อให้ กกต. เข้าไปดูตัวเองในคุกแล้วในเวลานี้

แจ็ค รัสเซล

ศาลฎีการับคดีเลือกตั้ง สว. ศาลรับคดีฟ้อง กกต. ปมเลือก สว. นัดตรวจพยานหลักฐาน 27 ต.ค. นี้ ร้องสอบทุจริต ลงสมัครผิดกลุ่มอาชีพ เชื่อกระทบเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

ศาลฎีกาคดีเลือกตั้ง รับคำร้อง 2 คดี ผู้สมัคร สว. - สว.สำรอง ยื่นฟ้อง อดีตประธาน กกต.กับพวก ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัย กกต.ปมเลือก สว.และประกาศรับรองผล นัดตรวจพยานหลักฐาน 27 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา 2 คดี อันเป็นคดีเกี่ยวกับการเลือก สว./คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกอบด้วยคดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลต สว9/2569 เเละ คดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลต สว 10/2569

โดยคดีแรกเป็นคดี ที่นายภิญโญ บุญเรือง อดีตผู้สมัคร สว. ยื่นร้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กับพวกรวม 3 คน เป็นผู้คัดค้าน เรื่อง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง)

โดยคดีที่สอง เป็นคดีที่ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ยื่นร้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กับพวก รวม 3 คน เรื่อง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

โดยทั้งสองคดี ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งให้นัดตรวจพยานหลักฐาน ทั้งสองคดีในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 โดยคดีแรกนัดตรวจพยานหลักฐานเวลา 13.30 น. ส่วนคดีที่สองนัดตรวจหลักฐานเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 5

นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา คดีเลขดำที่ ลต.สว. 10/2569 กรณีตนยื่นร้อง กกต. ชุดที่มีนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการการเลือก สว. ปี 2567 เพื่อให้ศาลพิจารณาว่า กระบวนการดังกล่าวทำให้การได้มาซึ่ง สว. เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่

ประเด็นที่ร้องเรียนเกี่ยวข้องกับการลงสมัคร สว.ผิดกลุ่มอาชีพ ของผู้สมัครจาก จ.อำนาจเจริญ 2 คน ได้แก่ นางแดง กองมา สว. และ นายสมพาน พละศักดิ์ สว. ซึ่งระบุอาชีพค้าขายหมูสดและขายก๋วยเตี๋ยว โดยตามที่ผู้ร้องระบุอาชีพดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่ม 19 ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพอิสระหรือค้าขาย แต่กลับได้รับการรับรองให้เป็น สว. ในกลุ่ม 10 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น

นายอัครวัฒน์ กล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของกระบวนการและสัดส่วนตัวแทนประชาชนที่อาจเกิดความผิดเพี้ยนไปทั้งระบบ รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่า การได้คะแนนและผลการเลือก สว. เป็นไปอย่างผิดธรรมชาติจากโพยหรือใบสั่งหรือไม่

“ขอขอบคุณศาลฎีกาฯ ที่มีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา โดยมองว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบกรณี กกต. รับรองผู้สมัคร สว.ที่ถูกร้องว่าลงสมัครผิดกลุ่มอาชีพ และขอให้ศาลไต่สวนเพื่อค้นหาความจริง เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ เนื่องจากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวอาจกระทบต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและระบบการเลือก สว. ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ”นายอัครวัฒน์ กล่าว
.
สำหรับข้อเรียกร้องหลักของกรณีนี้ นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า ต้องการคืนความยุติธรรมให้กับระบบการเลือก สว. โดยขอให้มีการเพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่รับรองผู้สมัคร สว.ที่ถูกร้องว่าผิดกลุ่มอาชีพ รวมถึงขอให้ สว.ทั้ง 2 คน พ้นจากตำแหน่งทันที เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ที่ฝ่าฝืน และดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 74 กรณีที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิแต่ยังสมัคร

นายอัครวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนได้แจ้งความเพื่อให้มีการดำเนินคดีกับผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอำนาจเจริญ กรณีที่อาจมีพฤติกรรมปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับคำวินิจฉัยและคุณสมบัติของผู้สมัครในกลุ่ม 10 เพื่อให้ศาลตรวจสอบว่ามีเจตนาพิเศษหรือไม่ โดยแจ้งความไว้ที่ สน.ชนะสงคราม และได้ส่งคำร้องทุกข์กล่าวโทษดังกล่าวประกอบไว้ในคำร้องต่อศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Cr ; nation online

อำนาจบริหารต้องคู่คุณธรรม!! คำสั่งไล่ออกไม่ใช่แค่เอกสารหนึ่งฉบับ ไม่เลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้ง ลงโทษลูกน้องต้องสมเหตุสมผล ไม่ใช่ตัดอนาคตเกินกว่าเหตุ

หลักคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหาร ต้องไม่ใช้อำนาจกลั่นแกล้งลูกน้อง

มีคำถามมากมายถึงคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารระดับสูง กับการทำลายฝ่ายที่เห็นต่าง หรือเป็นคู่ขัดแย้ง ด้วยการกลั่นแกล้งตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงกับเรื่องเล็กๆน้อย และจบลงด้วยการไล่ออก /ให้ออกจากราชการ

แน่นอนว่า ต้องมีมูล มีข้อเท็จจริงอยู่บ้าง ถึงจะมีการตั้งกรรมการสอบวินัย ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง แต่จบลงด้วยการไล่ออก หรือให้ออกกับความผิดเล็กน้อย การลงโทษข้าราชการ พนักงาน มีตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน ลดเงินเดือน พักงาน ให้ออก ไล่ออก

การให้ออก ไล่ออก ถือว่า โหดร้าย กับความผิดเพียงเล็กน้อย ครอบครัว ลูกเมียเขาจะอยู่อย่างไร

“การให้ออกจากงาน” ไม่ได้แปลว่าไร้คุณธรรมโดยตัวมันเอง เพราะผู้บริหารอาจมีหน้าที่ต้องสอบสวนเมื่อมีข้อกล่าวหา แต่วิธีใช้อำนาจและเจตนาของการใช้อำนาจ เป็นเรื่องจริยธรรม คุณธรรมอย่างมาก

จริยธรรมและคุณธรรมของผู้บริหารที่สำคัญ

1. ความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่กลั่นแกล้ง ไม่ใช้มาตรฐานสองแบบกับคนที่ทำเรื่องเดียวกัน

2. ความสุจริตไม่ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว พวกพ้อง หรือเพื่อกำจัดคนที่เห็นต่าง

3. ความโปร่งใส การสอบสวนต้องมีเหตุผล มีหลักฐาน และตรวจสอบย้อนกลับได้

4. ความเป็นกลาง ผู้กล่าวหา ผู้สอบสวน และผู้มีอำนาจลงโทษต้องไม่อยู่ในภาวะที่มีผลประโยชน์ขัดกัน

5. เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คนที่ถูกกล่าวหายังเป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีครอบครัว มีลูก มีภาระชีวิต ไม่ควรถูกทำให้เป็น “จำเลย” ตั้งแต่ยังไม่มีข้อยุติ

6. ความรับผิดชอบต่อผลของการใช้อำนาจ ผู้บริหารต้องคิดให้ไกลกว่าเอกสารคำสั่งหนึ่งฉบับ เพราะคำสั่งให้ออกหรือไล่ออกอาจกระทบรายได้ ชื่อเสียง อาชีพ และครอบครัวของคนทั้งบ้าน

7. เมตตาธรรมควบคู่กับหลักการ เมตตาไม่ได้หมายถึงการละเว้นความผิด แต่หมายถึงการใช้มาตรการเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับข้อเท็จจริง

แล้ว “กลั่นแกล้ง ตั้งกรรมการสอบ ไล่ออก ให้ออก” ไร้คุณธรรมหรือไม่?

ถ้าเป็นการกลั่นแกล้งจริง ก็เป็นพฤติกรรมที่ขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมของผู้บริหารอย่างชัดเจน

แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง ตั้งกรรมการสอบเพราะมีเหตุอันควรสงสัย”กับ“ใช้การสอบสวนเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือกำจัดคน”

สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันเลย ถ้ามีความผิดจริง มีหลักฐาน มีการให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง และดำเนินการตามกฎหมายหรือระเบียบอย่างเป็นธรรม การลงโทษอย่างสมเหตุสมผล ก็อาจเป็นการใช้อำนาจตามหน้าที่

แต่ถ้า ตั้งเรื่องเพื่อเล่นงาน เลือกกรรมการไม่ให้ความเป็นธรรม เร่งลงโทษ ใช้อำนาจจนคนหมดอนาคต ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไม่ชัด หรือชัด แต่ความผิดเล็กน้อย มีวิธีการลงโทษด้วยวิธีการอื่น เช่น ตักเตือน ตัดเงินเดือน พักงาน แต่การไล่ออก/ให้ออกนัั้น เป็นปัญหาทั้งเรื่อง ธรรมาภิบาล จริยธรรม คุณธรรมและความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจ

คำถามว่า “แล้วครอบครัว ลูกเมียเขาจะอยู่อย่างไร” เป็นคำถามทางคุณธรรมที่สำคัญมาก

ผู้บริหารที่มีอำนาจควรตระหนักว่า เบื้องหลังคำสั่งหนึ่งฉบับอาจมีชีวิตของคนอีกหลายชีวิตอยู่ข้างหลัง แต่ขณะเดียวกัน ความสงสารครอบครัวก็ไม่ควรกลายเป็นเหตุให้ละเว้นความผิดที่พิสูจน์ได้

หัวใจจึงอยู่ที่คำว่า “ใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม” ไม่ใช่เพียง “มีอำนาจที่จะใช้”

“มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ”!! คำถามปมใหญ่ยังไร้คำตอบ รามคำแหงถูกจี้ตอบปมทรัพย์สิน–งบประมาณ–การบริหาร หลังหลายคำถามยังไร้คำชี้แจงสาธารณะ สังคมต้องการความโปร่งใสตรวจสอบ

มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ

ผมตั้งคำถามหลายข้อ หลายประเด็น ไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยุคปัจจุบัน แต่จนถึงวันนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อสาธารณะ จดๆจ้องกับการจะแถลงข่าว แต่แล้วก็ไม่มี

การตั้งคำถามต่อการบริหารมหาวิทยาลัย ไม่ใช่การจับผิด และไม่ใช่การกล่าวหาใครล่วงหน้า หากแต่เป็นสิทธิของคนในสังคม โดยเฉพาะเมื่อคำถามเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับ ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย เงินงบประมาณ และผลประโยชน์ของส่วนรวม ถ้ายังปิดงำอยู่ก็เป็นสิทธิของสังคมที่จะตั้งคำถามดังๆ

ที่ผ่านมา มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายคำถามยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน มีแต่พูดกันวงในว่า “มั่ว” บ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ในทางสาธารณะไม่มีการอธิบาย

ทำไมต้องทุบ AD1?
คำถามแรกคือ หอประชุม AD1 อันเป็นสัญญลักษณ์ความเป็นรามคำแหง ศูนย์กลางการทำกิจกรรมนักศึกษา ถึงถูกทุบทิ้งเพื่ออะไร และจะสร้างเป็นอะไรต่อ แล้วทำไมไม่สร้างปล่อยให้รกร้าง หญ้าขึ้นท่วมหัว

เดิมมีแนวคิดจะพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ แต่เหตุใดจึงเดินหน้าไม่ถึงฝัน และสุดท้ายต้องทุบอาคารทิ้ง? โดยไม่มีอะไรคืบหน้า

คำถามสำคัญกว่านั้นคือ เมื่อทุบอาคารแล้ว เหล็ก ไม้ และวัสดุต่าง ๆ ที่ได้จากการรื้อถอนถูกนำไปไว้ที่ไหน มีการทำทะเบียนไว้หรือไม่ มีการประเมินราคา มีการจำหน่ายหรือไม่ และหากขายแล้ว มหาวิทยาลัยได้รับเงินกลับมาเท่าไหร่ เงินอยู่ไหน

เรื่องเหล่านี้ควรมีเอกสารและตัวเลขตรวจสอบได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงคำถามค้างคาใจทั้งคนในและคนนอกที่รับรู้

ดินสไลด์เสียหายสนามเทนนิส กกท. ใครจ่าย?
อีกประเด็นคือกรณี ดินจากพื้นที่มหาวิทยาลัยที่นำไปวางกองชิดกำแพงแล้วเคลื่อนตัวลอดกำแพงเข้าไปสร้างความเสียหายต่อสนามเทนนิสของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)

คำถามคือ ความเสียหายเกิดขึ้นเท่าไหร่ มหาวิทยาลัยต้องชดใช้หรือไม่ และหากมีการจ่ายเงินแล้ว จ่ายไปจำนวนเท่าไหร่ ใช้งบประมาณจากก้อนไหน ใครเป็นผู้อนุมัติ ใครรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะถือเป็นความประมาทเลินเล่อ

เรื่องนี้ไม่ควรจบลงเพียงคำว่า “แก้ไขแล้ว” แต่ควรเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ตรวจสอบได้

ตึกเอกศาสตร์ ซื้อมาเพื่ออะไร?
อีกคำถามใหญ่คือ อาคารเอกศาสตร์และที่ดินด้านหน้า กกท.

มหาวิทยาลัยจัดซื้อทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวัตถุประสงค์อะไร มีแผนใช้ประโยชน์อย่างไร และเหตุใดปัจจุบันจึงถูกตั้งคำถามว่า ซื้อมาแล้วปล่อยทิ้งร้าง

หากใช้งบประมาณมหาวิทยาลัยซื้อมา ย่อมมีคำถามตามมาว่า วันนี้ทรัพย์สินดังกล่าวสร้างประโยชน์ให้มหาวิทยาลัยและนักศึกษามากน้อยเพียงใด ทราบว่า ซื้อมา 500 ล้าน มีงบปรับปรุงอีกนับ 100 ล้าน และน่าจะเป็นที่ดินตาบอดด้วย ใครเซ็นตรวจรับการซื้อ

Toyota Harrier ซ่อมแพง ขายถูก?
อีกเรื่องที่ต้องการคำตอบคือ รถยนต์ Toyota Harrier ของมหาวิทยาลัย ทราบว่าซื้อมา 3 คัน คำถามคือซื้อมาแล้วใครเป็นคนใช้ ทำไมขายออก

มีคำถามเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงที่มีค่าใช้จ่ายสูง ก่อนที่จะมีการจำหน่ายออกไปในราคาที่ถูกกว่าที่สังคมตั้งข้อสงสัย

คำถามจึงมีตั้งแต่ ซ่อมไปเท่าไหร่ ขายราคาเท่าไหร่ ขายให้ใคร และปัจจุบันใครเป็นผู้ครอบครอง
หากทุกอย่างดำเนินการตามระเบียบ ก็ยิ่งควรเปิดเอกสารให้ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
และยังมีอีกหลายคำถาม

นี่เป็นเพียงบางส่วนของคำถามที่เกิดขึ้น

ยังมีประเด็นเกี่ยวกับ การให้ออกหรือไล่ออกข้าราชการและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงมากกว่า 20 คน ซึ่งก็ควรมีคำตอบเช่นกันว่า แต่ละกรณีเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ ผลการสอบสวนเป็นอย่างไร มีการอุทธรณ์หรือไม่ และเรื่องจบลงอย่างไร

มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นสถาบันของสังคม ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับ เงิน ทรัพย์สิน การบริหารงาน และการใช้อำนาจ สิ่งที่ประชาชนควรได้รับไม่ใช่ความเงียบ แต่คือ ข้อเท็จจริงและเอกสารที่ตรวจสอบได้

การตั้งคำถามจึงไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งที่ควรถามกลับคือ…

ทำไมคำถามเหล่านี้จึงยังไม่มีคำตอบ?

และหากมหาวิทยาลัยมีคำตอบทั้งหมดอยู่แล้ว
ก็เปิดเผยออกมาให้สังคมได้ตรวจสอบเสียที

เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้เรื่องหนึ่งกลายเป็นข้อสงสัยใหญ่โต ไม่ใช่คำถาม แต่คือไม่มีคำตอบจากมหาวิทยาลัย

ชิงดำสุดยอดอธิการบดีรามคำแหง 54 ปี!! “รังสรรค์” เด่นบริหาร “สุขุม” เด่นภาพลักษณ์ “ศักดิ์” เด่นประวัติศาสตร์ 3 ชื่อชิงตำแหน่งอธิการบดีรามฯ สุดยอดที่สุดในรอบ 54 ปี ใครคือสุดยอดผลงานและชื่อเสียง เกณฑ์ตัดสินชัดเจน

54 ปีรามคำแหง 10 อธิการบดี ใครสุดยอดที่สุด ชิงดำ “รังสรรค์-สุขุม-ศักดิ์”

ถ้าจะตั้งคำถามว่า “54 ปี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ใครคืออธิการบดีที่ ‘สุดยอดที่สุด’?” ผมว่าไม่ควรตัดสินจากความชอบส่วนตัว แต่ควรใช้เกณฑ์ เช่น ผลงานที่เปลี่ยนมหาวิทยาลัย, การขยายโอกาสทางการศึกษา, จำนวนนักศึกษา, ฐานะการเงิน, อาคารสถานที่, ชื่อเสียง และความยอมรับจากประชาคมรามฯ

จากรายชื่อ 10 คน คัดเหลือ 3-4 คนที่ควรขึ้นแท่นเป็นตัวเต็ง มีผลงานเด่นชัด สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย

1. รศ.รังสรรค์ แสงสุข

เป็นตัวเต็งอันดับ 1 หากวัดจาก “ผลงานเชิงบริหารและการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย” มีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย แม้บางอย่างจะถูกมองว่า แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์

“รังสรรค์” อยู่ยาวถึง 4 วาระ ระหว่างปี 2537–2550 ซึ่งทำให้มีเวลาพอที่จะวางยุทธศาสตร์และผลักดันงานขนาดใหญ่ต่อเนื่อง มีชื่อเสียงด้านการสอบวิชากฎหมายอาญาด้วย

จุดแข็งคือ “รามคำแหงยุคมหาชน” มีการขยายภารกิจและโครงสร้างมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน และชื่อข.องรังสรรค์ผูกกับยุครุ่งเรืองของรามคำแหงในความทรงจำของคนจำนวนมาก

แต่ข้อเสียของการอยู่ยาวก็มีเหมือนกัน คือยิ่งบริหารนาน ยิ่งต้องถูกตรวจสอบว่าอะไรคือผลงานและอะไรคือปัญหาที่สะสมไว้ แน่นอนว่า ผลงานมี ข้อเสียก็มีไม้น้อยเช่นกัน ยิ่งช่วงสุดท้ายของชีวิตยิ่งหนัก บางคนบอกว่า กรรมมาเร็ว

2. รศ.สุขุม นวลสกุล

ถ้าวัด “บารมี + ภาพลักษณ์ + ความเป็นรามคำแหง” ผมให้สุขุมขึ้นมาเบียดอันดับ 1 ได้เลย สุขุมเข้ามาบริหารในยุคกิจกรรมนักศึกษาเฟื่องฟู จึงถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากพลังนักศึกษา เอาบริษัทอัดลมมาตั้งบูธ ยังถูกนักศึกษาขับไล่ และต้องยอมด้วยการลบชื่อ-โลโก้น้ำอัดลมออกไป และยังเป็นช่วงเดียวกับน้ำท่วมใหญ่รามคำแหง

สุขุมไม่ได้โดดเด่นเพียงในฐานะผู้บริหาร แต่มีความสามารถในการสื่อสารกับนักศึกษาและสังคมสูงมาก จนกลายเป็นหนึ่งใน “บุคลิก” ที่คนทั่วไปจดจำได้เมื่อพูดถึงมหาวิทยาลัยรามคำแหง ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญการสอบวิชาการเมืองการปกครองด้วยลีลาการสอบที่มีมุกตลอด ไม่น่าเบื่อ ไม่ง่วงนอน

พูดง่าย ๆ คือ “รังสรรค์”เด่นเรื่องการบริหารมหาวิทยาลัย

“สุขุม”เด่นเรื่องการสร้างตัวตนของมหาวิทยาลัยในสังคม

3. ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์  ถ้าวัดด้วย “ความสำคัญทางประวัติศาสตร์” ต้องใส่ชื่อคนนี้ไว้แน่นอน เพราะเป็นอธิการบดีคนแรก และอยู่ในช่วงก่อตั้งมหาวิทยาลัยในปี 2514

แต่การประเมินผลงานของท่านต้องแยกออกจากความขัดแย้งทางการเมืองในยุคนั้น เพราะเป็นช่วงที่รามคำแหงกำลังสร้างตัวตน และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับนักศึกษามีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ฝ่ายนักศึกษามองว่า ดร.ศักดิ์ เป็นตัวแทนรัฐบาลเผด็จการเข้ามาบริหาร กิจกรรมนักศึกษาถูกปิดกั้น

แล้วถามว่า “วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์” อยู่ตรงไหน? เพราะวุฒิศักดิ์บริหารรามคำแหงยาวนานรองจากสุขุม แม้จะไม้ต่อเนื่อง แต่ยาวนานเฉพาะรักษาการก็ 4 ปีเข้าไปแล้ว

กรณี ผศ.วุฒิศักดิ์ ผมยังไม่รีบจัดอันดับ เพราะเป็นคนที่มีประเด็นให้ประเมิน สองด้านค่อนข้างชัด ทั้งด้านบวก และด้านลบ จึงไม่น่าจะอยู่บนบรรได สุดยอดอธิการบดี

ด้านหนึ่งคืออยู่ในตำแหน่งยาวนาน มีโครงการและทรัพย์สินมหาวิทยาลัยหลายเรื่องที่ควรตรวจสอบเป็นรายโครงการ ซึ่งบางเรื่องถูกร้องเรียนอยู่ใน ปปช. โดยเฉพาะการใช้เทคนิค ทำให้เขาอยู่รักษาการอธิการบดียาวนานถึง 4 ปี จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีการเลือกตั้งอธิการบดีตามกฎหมายการจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2541

การรักษาการ การบริหารต่อเนื่อง และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าจะจัดอันดับว่า “สุดยอด” ต้องเอาตัวเลขและผลงานจริงมาชนกัน ไม่ใช่ใช้เพียงความนิยม ได้รับเลือกตั้งมาหลายสมัยเพียงด้านเดียว

ถ้าตั้งประเด็นว่า  “54 ปีรามคำแหง 10 อธิการบดี ใครสุดยอดที่สุด”

คำตัดสินจะต้องตั้งอยู่บน 5 ดัชนีชี้วัด แล้วให้คะแนนเต็ม 100 ไม่ใช่ประเมินจากความรู้สึก และดัชนีชี้วัดจะต้องผ่านความเห็นจากบุคลากรทุกฝ่ายในรามคำแหง

เกณฑ์น้ำหนักในการให้คะแนน ผลงานการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย 30 คะแนน

การขยายโอกาสทางการศึกษา 20 คะแนน

ฐานะการเงิน/ทรัพย์สิน 15 คะแนน

อาคาร–โครงสร้างพื้นฐาน 15 คะแนน

ธรรมาภิบาล/ความยอมรับ 20 คะแนน

แล้วค่อยเอา 10 คนมาชนกันแบบตัวต่อตัว ผมว่าแบบนี้จะสนุกกว่า 

และที่สำคัญจะตอบคำถามได้ว่า

“ใครสุดยอดจริง” กับ “ใครอยู่ในตำแหน่งนานที่สุด” เป็นคนเดียวกันหรือไม่? บางคนอาจจะโต้แย้งว่าแล้ว “อภิรมย์ ณ นคร”ละ “ชูศักดิ์ ศิรินิล”ละ ก็ต้องว่ากันตามดัชนีชี้วัด

ในชั้นนี้คงฟันธงไม่ได้ว่า ใครคืออธิการบดีที่สุดยอดของรามคำแหง เพราะยังให้คะแนนดัชนีชี้วัดไม่ได้ แต่ 3 คน คือธงคำตอบ

เปิดปม “อาคารเอกศาสตร์” รามคำแหงซื้อจริง!! รามคำแหงถูกตั้งคำถาม ซื้อตึกร้างหน้า กกท. เกือบ 500 ล้าน ปรับปรุงแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ตั้งงบใหม่สร้างตึก AI เรียกร้องบริหารทรัพย์สินดีขึ้น

รามคำแหงซื้อตึกร้าง หน้า กกท.เกือบ 500 ล้าน ปรับปรุงแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์

มีคนในมหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) ให้ข้อมูลมาว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อน ม.รามคำแหง ได้ซื้อตึกร้างหน้าการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) มูลค่าเกือบ 500 ล้าน สูง 25 ชั้นและตั้งงบปรับปรุงอีกนับ 100 ล้าน จากธนาคารทหารไทย เพื่อใช้เป็นห้องเรียนของนักศึกษาปริญญาตรีโท และตั้งแต่ชั้น 1-5 จะทำเป็นร้านค้าให้เอกชนเช่า เพื่อหารายได้ ตั้งชื่อว่า อาคารเอกศาสตร์ อยู่ติดกับตึก FBT

หลักฐานสำคัญที่สุดคือ บันทึกไว้ว่า รามคำแหงซื้ออาคารเอกศาสตร์จริง

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ตอนนี้
1. รามคำแหง “ซื้อ” อาคารเอกศาสตร์จริง มีบันทึกไว้ชัดว่า อาคารเอกศาสตร์สูง 25 ชั้น ตั้งอยู่ถนนรามคำแหง บนโฉนดเลขที่ 236012 และ มหาวิทยาลัยรามคำแหงซื้อจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โดยใช้เงินรายได้ของมหาวิทยาลัย

2. ที่สำคัญกว่านั้น: ซื้อมาเพื่ออะไร?
บันทึกคำชี้แจงของ ม.รามฯ เอาไว้เลยว่า มหาวิทยาลัยจัดหาอาคารเอกศาสตร์มาเพื่อใช้เป็น
-อาคารสำนักงาน
-อาคารเรียน
-และใช้ประโยชน์อื่น ๆ
ส่วนพื้นที่ ชั้น 1-5 มหาวิทยาลัยมีแนวคิดที่จะให้เอกชนเข้ามาใช้พื้นที่ เพื่อจัดหารายได้กลับมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารการศึกษา

3. แล้วเรื่อง “ปรับปรุงอีก นับ 100 ล้าน” ? มีข้อเท็จจริงที่สำคัญ มีบันทึกไว้ว่า ม.รามคำแหงดำเนินการปรับปรุงอาคารเอกศาสตร์แล้วเสร็จ แต่ยังมิได้เข้าใช้ประโยชน์
นี่เป็นข้อมูลจากเอกสารราชการโดยตรง ไม่ใช่ข่าวหนังสือพิมพ์
ดังนั้นประเด็นที่ควรไล่ต่อคือ “ปรับปรุงไปเท่าไร ใครเป็นผู้รับเหมา และปรับปรุงเสร็จตั้งแต่เมื่อไร”

4. ที่เด็ดคือเรื่อง “ซื้อแล้วไม่ได้ใช้” ทุกวันนี้ล้อมรั้วไว้อยู่ เอกสารปี 2555 ระบุสถานะไว้ชัดมากว่า ซื้อแล้ว → ปรับปรุงแล้วเสร็จ → แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์
และเรื่องที่ ม.รามฯ ไปถามกฤษฎีกาก็คือ จะให้เอกชนเช่าชั้น 1-5 เพื่อหารายได้ให้มหาวิทยาลัยได้หรือไม่

ผมไม่อยากรู้หรอกว่าสร้างในสมัยใครเป็นอธิการบดี พอจะไล่ช่วงเวลากันได้ แต่อยากรู้ถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่กลับทิ้งตึกเก่าให้ร้างไม่ได้ประโยชน์ กลับยังมีความพยายามสร้างตึกใหม่อีก เช่น การตั้งงบ 24 ล้าน เพื่อออกแบบก่อสร้างตึกที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อยากให้ทบทวนเรื่องการก่อสร้างตึกโน้นตึกนี้ แล้วกลับมานั่งคิดว่า จะบริหารทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร น่าจะดีกว่า

‘แมน-นายหัวไทร’ ย้ำจุดยืนไม่เปลี่ยน!! ย้ำยังเป็น 'แมนคนเดิม' พร้อมยืนหยัดตรวจสอบอำนาจ ปฏิเสธข่าวปลอมและการบิดเบือน ตั้งใจเผยความจริงสู่สังคมเสมอ

แมน-นายหัวไทร จุดยืนไม่เคยเปลี่ยน
หลังจากผมเสนอข่าวและชำแหละการบริหารงานของมหาวิทยาลัยรามคำแหงต่อเนื่องมา 4-5 ตอน ก็เริ่มมีความพยายามบางอย่างเกิดขึ้น

ทั้งการปล่อยข่าว การตั้งคำถามกับตัวผม รวมไปถึงการพยายามทำให้เกิดภาพว่า
“พี่แมนเปลี่ยนไป”

บางรายถึงขั้นเข้ามาป่วน ตั้งข้อกล่าวหา และสร้างเรื่องราวที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เช่น บอกว่าเป็นศิษย์เก่าเข้ามาป่วน มีคนจ้างให้เขียน บ้างก็เข้ามาแสดงความชื่นชมถึงการลุกขึ้นมาต่อสู้ปกป้องมหาวิทยาลัย

ผมไม่ได้แปลกใจ เพราะคนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจ ย่อมต้องรู้ว่า เมื่อเดินเข้าไปในพื้นที่ที่มีผลประโยชน์ มีอำนาจ และมีผู้คนเกี่ยวข้อง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากยืนยันให้ชัดเจนคือ ผมยังเป็นแมนคนเดิม และ “นายหัวไทร” คนเดิม ไม่เคยเปลี่ยน

ทุกเรื่องที่นำเสนอ ผมยึดข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นหลัก ตั้งคำถามจากสิ่งที่ตรวจสอบได้ และเปิดพื้นที่ให้สังคมได้ร่วมกันพิจารณา

ผมไม่ได้มีหน้าที่เชียร์ใคร ไม่ได้มีหน้าที่เป็นกองเชียร์ของผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง และไม่ได้มีหน้าที่ต้องสัมภาษณ์หรือสนับสนุนใคร เพียงเพราะเคยรู้จักหรือเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จะพิจารณาประเด็นเป็นสำคัญ

การที่ผมไม่เชียร์เขา ไม่สัมภาษณ์เขา ไม่ได้หมายความว่าผมเปลี่ยนไป ตรงกันข้าม มันอาจเป็นเครื่องยืนยันด้วยซ้ำว่า ผมยังยืนอยู่บนจุดเดิม

จุดยืนที่ว่า…“ใครใช้อำนาจรัฐ ต้องถูกตรวจสอบ” และผู้นั้นต้องยอมรับการตรวจสอบด้วยเช่นกัน องค์กร หน่วยงานของรัฐ ต้องเปิดให้สังคมตรวจสอบ
เงินภาษีของประชาชน ต้องตอบได้ว่าใช้ไปอย่างไร และเมื่อมีคำถามเกิดขึ้น คนทำหน้าที่สื่อก็มีสิทธิที่จะถาม มีสิทธิที่จะตรวจสอบ และมีหน้าที่นำข้อเท็จจริงมาเสนอให้ประชาชนได้รับรู้ ผู้บริหารที่ถูกตั้งคำถามก็มีหน้าที่ในการตอบ/ชี้แจง

ผมไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายกับใคร ผมยืนบนลำแข้งลำขาของตัวเอง ผมเลือกเป็น ฝ่ายของข้อมูล/ข้อเท็จจริง หากข้อมูลที่นำเสนอผิด ผมพร้อมแก้ไข
หากมีข้อมูลใหม่ ผมพร้อมนำเสนอ หากผู้ถูกกล่าวถึงมีข้อเท็จจริงอีกด้าน ผมพร้อมรับฟัง

แต่สิ่งที่ผมไม่ยอมรับ คือการสร้างข่าวเท็จ การบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือการใช้คนเข้ามาป่วนเพียงเพราะไม่พอใจกับสิ่งที่ผมนำเสนอ เพราะกระทบต่อภาพลักษณ์ และผลประโยชน์ของเขา

เพราะการทำงานของผมไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำลายใคร แต่มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบคนที่ใช้อำนาจ และตรวจสอบกลไกของรัฐ

นี่คือหน้าที่ที่ผมเลือกทำมาตลอด และนี่คือเหตุผลที่ชื่อ “นายหัวไทร” ยังยืนอยู่ตรงนี้

ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ ไม่ว่าใครจะพยายามสร้างภาพว่าผมเปลี่ยนไปอย่างไร

ผมก็ยังเป็นผม “แมนคนเดิม”และยิ่งถูกกดดันมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องยืนยันหลักการให้ชัดขึ้นเท่านั้น

เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคำชมของใครคนหนึ่ง คือการตอบคำถามของสังคมให้ได้ว่า
เราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างตรงไปตรงมาหรือยัง

สำหรับผม คำตอบยังเหมือนเดิม ตรวจสอบอำนาจ ยืนข้างข้อเท็จจริง
และรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

นี่คือจุดยืนของผม และมันจะไม่มีวันเปลี่ยนไป

‘สุพิศ’ กับโจทย์ใหญ่สร้างเมืองสงขลา!! นายก อบจ.สงขลาหวังปั้นเมืองใหม่ แบกข้อครหาทั้งในอดีตและปัจจุบัน เน้นโปร่งใส แม้มีร้องเรียน ป.ป.ช. จากข้อร้องเรียนสู่คำถาม “ไปต่อหรือพอแค่นี้”

โมเดลใหม่สร้างเมืองสงขลา โจทย์ใหญ่“สุพิศ พิทักษ์ธรรม”บนเก้าอี้นายก อบจฯสงขลา จะไปต่อหรือพอแค่นี้

“ผมลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้วยเจตนาจะสร้างเมืองสงขลาบ้านเกิดของตัวเอง ด้วยสัจจริง ไม่เคยคิดจะเข้ามาแสวงหาประโยชน์”

นี่คือคำประกาศเจตนารมณ์ของ สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ที่สะท้อนว่า การก้าวออกจากเส้นทางราชการในตำแหน่งข้าราชการระดับสูง เข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นของเขา ไม่ได้มองเพียงตำแหน่งทางการเมือง หากแต่ต้องการสร้าง “โจทย์ใหม่” ให้กับตัวเอง นั่นคือการใช้ตำแหน่งนายก อบจฯเป็นเครื่องมือสร้างเมืองสงขลา

แต่คำถามสำคัญก็คือ วันนี้สุพิศกำลังเดินไปถึงจุดนั้นหรือไม่?

เพราะก่อนจะมาถึงเก้าอี้นายก อบจฯสงขลา สุพิศไม่ได้เดินเข้ามาพร้อมภาพลักษณ์ที่ขาวสะอาดไร้ข้อกังขา ตรงกันข้าม ช่วงชีวิตราชการตั้งแต่กรมชลประทานต่อเนื่องมาถึงกรมฝนหลวงฯ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อกล่าวหาหลายเรื่องติดตัวมา

อย่างไรก็ตาม ต้องให้ความเป็นธรรมกับสุพิศด้วย สิ่งที่ต้องแยกให้ออกจากกันให้ชัด คือ “ข้อกล่าวหา” กับ “ข้อเท็จจริง
จนถึงขณะนี้ สุพิศยืนยันว่า ยังไม่มีคดีใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเขาแม้แต่คดีเดียว เป็นข้าราชการก็ไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวน

ดังนั้น ภาพของสุพิศจึงเป็นภาพที่มีทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคืออดีตข้าราชการระดับสูงที่มีประสบการณ์และมีผลงาน อีกด้านหนึ่งคือบุคคลที่แบกข้อครหาจากอดีตเข้ามาสู่สนามการเมือง และย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นกว่าเดิม

จากข้าราชการสู่ “นักการเมืองท้องถิ่น”

การเข้ามาเป็นนายก อบจ.สงขลา ทำให้สุพิศเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้บริหารราชการระดับสูง” มาเป็น “ผู้บริหารที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนและการเมือง”

ข้อร้องเรียนจึงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อมูลที่มีอยู่ระบุว่า ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสุพิศอยู่ที่ ป.ป.ช.สงขลา 8 เรื่อง และในจำนวนนี้ 3 เรื่องอยู่ในขั้นตอนไต่สวน

ประเด็นร้องเรียนมีตั้งแต่การใช้งบฟื้นฟูน้ำท่วมสงขลา โดยเฉพาะงบ 530 ล้านบาทในพื้นที่หาดใหญ่ การก่อสร้างศูนย์อาหารแห่งใหม่โดยประเด็นเรื่องการขออนุญาต การปรับปรุงห้องทำงานนายกฯ รองนายกฯ และห้องโถง การซอยแบ่งงานก่อสร้าง การสร้างซุ้มประตู อบจ.แห่งใหม่ การเช่าเครื่องจักรกล ไปจนถึงการกู้เงิน 2,000 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้ยังต้องรอผลการตรวจสอบ สอบสวนตามกระบวนการ ไม่ควรนำข้อร้องเรียนไปตีความว่าเป็นความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว

สุพิศเองยืนยันอย่างหนักแน่นว่า
“ผมไม่ได้หวั่นวิตกอะไรกับข้อร้องเรียน เพราะผมทำถูกต้องตามกฎหมาย ตามระเบียบ บางเรื่องทำมากกว่าที่ระเบียบกำหนด”

คำพูดนี้สะท้อนท่าทีของคนที่เชื่อมั่นในวิธีการบริหารของตัวเอง และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ

แต่ในทางการเมือง การบอกว่า “ชี้แจงได้” อาจยังไม่เพียงพอ

เพราะการเมืองยุคใหม่ไม่ได้วัดเพียงว่า “ผิดหรือไม่ผิด” เท่านั้น แต่ยังวัดว่า “ประชาชนเชื่อหรือไม่” และ “สามารถอธิบายให้สังคมเข้าใจได้หรือไม่”

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของสุพิศ

เงินเดือนที่ไม่รับ รถ อบจ.ที่ไม่ใช้ อีกมุมหนึ่งที่สุพิศนำมาอธิบายถึงเจตนารมณ์ในการเข้ามาทำงานการเมือง คือเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว

เดิมเขาบอกว่าตั้งใจจะไม่รับเงินเดือนนายก อบจฯแต่เจ้าหน้าที่กังวลว่าหากไม่รับอาจเกิดปัญหาอื่นตามมา จึงมีการเบิกจ่ายเงินเดือนตามปกติ สุพิศบอกว่า เงินดังกล่าวถูกเก็บไว้ในบัญชี ไม่เคยนำมาใช้จ่าย

จนกระทั่งวันที่ 4 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเกิด เขาจึงถอนเงินออกมาทำบุญทั้งหมด และสมทบเงินส่วนตัวเพิ่มเติม รวมแล้วเกือบ 1 ล้านบาท

เช่นเดียวกับรถยนต์ของ อบจฯสุพิศระบุว่าไม่เคยนำมาใช้ การเดินทางไปราชการใช้รถส่วนตัว และไม่เคยเบิกค่าเดินทาง ค่าที่พัก หรือเบี้ยเลี้ยง

ในมุมหนึ่ง นี่คือการพยายามสร้าง “หลักฐานทางพฤติกรรม” เพื่อยืนยันคำพูดที่ว่า เขาไม่ได้เข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์

แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเมืองไม่ได้จบที่พฤติกรรมส่วนบุคคล
เพราะสิ่งที่สังคมกำลังตรวจสอบคือ “ระบบการใช้อำนาจและการใช้งบประมาณ” ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่าการรับหรือไม่รับเงินเดือนของนายก อบจฯ เพราะภาคประชาชนยังเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้น แหลมคมยิ่ง

ดังนั้น สิ่งที่สุพิศต้องพิสูจน์จึงไม่ใช่เพียงว่า “ตัวเองไม่เอา” แต่ต้องทำให้เห็นด้วยว่า “ระบบที่ตัวเองบริหารนั้นตรวจสอบได้ โปร่งใส และไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร”

จากเพื่อนทางการเมือง สู่คู่แข่งทางการเมือง?

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างสุพิศกับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ในสงขลา

สุพิศยืนยันว่า เจตนารมณ์เดิมของเขาคือเป็นเพื่อนกับทุกคน ทุกพรรคการเมือง
กับ เดชอิศม์ ขาวทอง อดีต สส.สงขลา อดีตนายกฯอบจ.สงขลา ก็ยังดีกัน ไม่มีปัญหา

กับ นิพนธ์ บุญญามณี บ้านใหญ่เขารูปช้างก็ยังดีกัน เพียงแต่ต่างคนต่างมีภารกิจ จึงไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันบ่อยนัก

ส่วน ถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลา ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแต่ไม่ค่อยได้พูดคุยกัน เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว

คำอธิบายนี้มีความหมายทางการเมืองอยู่ไม่น้อย

เพราะสุพิศกำลังพยายามแยก “ความสัมพันธ์ส่วนตัว” ออกจาก “การแข่งขันทางการเมือง”

เขามองว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ เมื่อเวลาเปลี่ยน แต่ละคนก็ต้องหาจุดยืนและหาที่ยืนของตัวเอง

ดังนั้น วันนี้อาจเป็นเพื่อนกัน พรุ่งนี้ก็อาจกลายเป็นคู่แข่งกันได้และนี่อาจเป็นภาพที่จะเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในการเมืองสงขลา

โจทย์ใหญ่ของสุพิศ อาจไม่ใช่ ป.ป.ช.หากมองให้ลึกกว่าข้อร้องเรียน สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในคำพูดของสุพิศกลับไม่ใช่เรื่องคดีหรือการเมืองระหว่างกลุ่ม

แต่คือคำว่า “โมเดลสร้างเมืองสงขลา”

สุพิศบอกว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาต้องหาโมเดลในการสร้างเมืองสงขลาให้ได้ แต่ขณะนี้ยังนึกไม่ออกว่าโมเดลนั้นจะเป็นอย่างไร

โดยเฉพาะการดึงเยาวชนออกจากจุดที่เขามองว่า “ไม่สวยงามนัก” ให้หันกลับมาทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างบ้านสร้างเมือง

ตรงนี้น่าจะเป็นหัวใจของการประเมินสุพิศในระยะต่อไป

เพราะการบริหารอบจฯให้เดินตามระเบียบ การทำโครงการให้ถูกต้อง และการตอบข้อร้องเรียน เป็น “หน้าที่ขั้นต่ำ” ของผู้บริหารภาครัฐ

แต่การสร้างวิสัยทัศน์ให้คนสงขลา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เห็นอนาคตของบ้านตัวเอง เป็นโจทย์อีกระดับหนึ่ง

และเป็นโจทย์ที่ไม่สามารถแก้ด้วยงบประมาณเพียงอย่างเดียว

“ไปต่อ หรือพอแค่นี้”

ประโยคสุดท้ายของสุพิศจึงน่าสนใจที่สุด

“ถ้าคิดโมเดลไม่ออก ผมก็ต้องทบทวนตัวเองว่า จะไปต่อ หรือพอแค่นี้”

นี่ไม่ใช่เพียงคำพูดของนักการเมืองที่กำลังตอบคำถามเรื่องอนาคต หากมองในเชิงการเมือง มันคือการโยนคำถามกลับมาที่ตัวเองว่า การเข้ามาสู่อำนาจครั้งนี้ สามารถสร้างสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้จริงหรือไม่

สุพิศจึงกำลังถูกทดสอบพร้อมกันอย่างน้อย 3 ด้าน

หนึ่ง ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสและความถูกต้องของการใช้อำนาจและงบประมาณ ท่ามกลางข้อร้องเรียนที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

สอง ต้องพิสูจน์ว่า ความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ จะสามารถรักษาสมดุลได้เพียงใด ในวันที่มิตรทางการเมืองอาจกลายเป็นคู่แข่ง

และ สาม ต้องตอบคำถามที่ใหญ่ที่สุดว่า เขามี “โมเดลสร้างเมืองสงขลา” ที่จับต้องได้หรือไม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนอาจไม่ได้จดจำสุพิศจากจำนวนเรื่องร้องเรียนใน ป.ป.ช. หรือจากจำนวนเงินเดือนที่เขาไม่ได้ใช้

แต่อาจจดจำจากคำตอบง่าย ๆ ว่า

“เมื่อเข้ามาเป็นนายก อบจฯสงขลาแล้ว เมืองสงขลาดีขึ้นอย่างไร? คนสงขลาได้อะไร มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นแค่ไหน

นี่ต่างหากคือบทพิสูจน์ที่แท้จริงของสุพิศ พิทักษ์ธรรม

และหากวันหนึ่งเขาตอบคำถามนี้ไม่ได้ คำว่า “จะไปต่อ หรือพอแค่นี้” ที่เขาพูดด้วยตัวเอง อาจไม่ได้เป็นเพียงคำถามที่เขาถามตัวเอง

แต่อาจกลายเป็นคำถามที่คนสงขลาเป็นฝ่ายถามเขาแทนก็เป็นได้

ถอดรหัส “มอสสาด–ชุมชนชาวยิวในต่างแดน” ชุมชนชาวยิวในไทยถูกจับตา เปิดบทบาท Chabad–เครือข่ายความปลอดภัย และข้อสงสัยโยงมอสสาด สร้างเครือข่าย Sayanim ทั่วโลก

มอสสาด กับชุมชนยิวในต่างประเทศ

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากพฤติการณ์และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในบ้านเรา สร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนในสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยพฤติการณ์และพฤติกรรมเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มาจากมายาคติของคนยิวซึ่งมีความเชื่อทางศาสนาและตามคัมภีร์ว่า ชาวยิว เป็น "ชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือก" (Chosen People) แนวคิดเรื่องชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรรนั้นส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งและยั่งยืนต่อชาวยิว เพราะมีความหมายเป็นพิเศษในความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้า โดยหมายถึงพันธสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างพระเจ้ากับชนชาติอิสราเอล แต่ความหมายที่แท้จริงแล้วหมายถึง:
- พันธสัญญา (Covenant): การถูกเลือกหมายถึงการได้รับพันธสัญญาและหน้าที่ในการปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า ไม่ใช่สิทธิพิเศษเหนือมนุษย์อื่น
- ภาระหน้าที่ (Responsibility): ชาวยิวเชื่อว่าพวกเขาต้องเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตตามความยุติธรรมและความเมตตา
- ความรักจากพระเจ้า: คัมภีร์ระบุว่าพระเจ้าทรงเลือกพวกเขาไม่ใช่เพราะมีจำนวนมาก แต่เพราะทรงรักและรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับ อับราฮัม บรรพบุรุษของพวกเขา
แต่ความหมายดังกล่าวนั้นไม่ได้หมายถึง “ความเหนือกว่าทางเผ่าพันธุ์เมื่อเปรียบกับมนุษย์ในเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์อื่นๆ” แต่อย่างใด พฤติการณ์และพฤติกรรมของชาวยิว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล จึงทำผู้คนมากมายในประเทศต่างๆ บนโลกใบนี้ไม่พอใจด้วยเช่นกัน ล่มสลายลงครั้งสำคัญจากน้ำมือของจักรวรรดิบาบิโลนในปี 587 ปีก่อนคริสตกาล และถูกทำลายซ้ำโดยจักรวรรดิโรมันในปี ค.ศ. 70 ซึ่งนำไปสู่การพลัดถิ่นฐานจนเกิดเป็น ชุมชนยิว (Jewish Diaspora) ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

เนื่องจากรัฐอิสราเอลวางรากฐานตัวเองให้เป็น "บ้านของชาวยิวทั่วโลก" ความสัมพันธ์ระหว่าง มอสสาด (Mossad) กับ ชุมชนยิวในต่างประเทศ (Jewish Diaspora) จึงกลายเป็นมิติเฉพาะตัวที่แทบไม่มีในหน่วยข่าวกรองของประเทศอื่น มอสสาดจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่จารกรรมความมั่นคง แต่ยังมีภารกิจปกป้อง อพยพ สร้างและใช้เครือข่ายชาวยิวในต่างแดนอีกด้วย
1.ภารกิจคุ้มครองและอพยพชาวยิว (Rescue & Aliyah Operations) มอสสาดมีหน่วยงานเฉพาะภายในชื่อ Bitzur ซึ่งรับผิดชอบการดูแลความปลอดภัยของชุมชนยิวในต่างประเทศ และประสานงานอพยพชาวยิวจากพื้นที่ขัดแย้งหรือประเทศที่มีการต่อต้านชาวยิวอย่างรุนแรงกลับสู่อิสราเอล:
- ปฏิบัติการ Moses & Joshua (1984–1985): ลักลอบพาชาวยิวเชื้อสายเอธิโอเปีย (Beta Israel) หลายพันคนเดินทางผ่านค่ายผู้อพยพในซูดานเพื่อบินต่อไปยังอิสราเอล
- ปฏิบัติการ Solomon (1991): ประสานงานขนย้ายชาวยิวเอธิโอเปียกว่า 14,000 คนสู่อิสราเอลภายในเวลาเพียง 36 ชั่วโมง
- ปฏิบัติการ Yachin (1961–1964): ลักลอบพาชาวยิวในโมร็อกโกกว่า 90,000 คนออกจากประเทศเพื่อตั้งถิ่นฐานในอิสราเอล
- การช่วยเหลือในตะวันออกกลาง: อพยพชุมชนยิวออกจากประเทศอาหรับในยุคสงครามเย็น เช่น อิรัก ซีเรีย และเยเมน

2.สร้างเครือข่าย "Sayanim" (อาสาสมัครยิวในต่างแดน) คำว่า Sayanim (ภาษาฮีบรูแปลว่า "ผู้ช่วยเหลือ") คือชาวยิวสัญชาติต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ และยินดีให้ความช่วยเหลือมอสสาดในเรื่องต่างๆ โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน
- รูปแบบการช่วยเหลือ: การให้เช่าบ้าน/รถยนต์ การจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ การช่วยเปิดบัญชีธนาคาร หรือการให้ข้อมูลท้องถิ่น โดยไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการใช้อาวุธหรือการฆาตกรรม
- หลักการ: Sayanim ต้องมั่นใจว่าการช่วยเหลือมอสสาดนั้น จะไม่ส่งผลเสียหรือละเมิดความมั่นคงของประเทศที่ตนถือสัญชาติอยู่

3.การรักษาความปลอดภัยให้ชุมชนยิว (Diaspora Protection) หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เล็งเป้าหมายไปยังชาวยิวในต่างแดน เช่น การวางระเบิดศูนย์ชุมชนยิว AMIA ในอาร์เจนตินา (ปี 1994) มอสสาดได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยฝึกอบรมระบบอารักขา การเฝ้าระวัง และแชร์ข้อมูลข่าวกรองกรองภัยคุกคามให้กับโรงเรียน โบสถ์ซินากอก และศูนย์ชุมชนยิวทั่วโลก

ประเด็นความท้าทายและความขัดแย้ง
- ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในเรื่อง "ความจงรักภักดีซ้อน" (Dual Loyalty): การปฏิบัติการของมอสสาดที่ดึงชาวยิวต่างชาติมาเกี่ยวข้อง บ่อยครั้งสร้างความลำบากใจให้ชุมชนยิวในประเทศนั้นๆ เพราะอาจถูกตั้งข้อสงสัยจากรัฐบาลท้องถิ่นว่าจงรักภักดีต่ออิสราเอลมากกว่าประเทศบ้านเกิดของตนเอง
- ผลกระทบทางการเมือง: เมื่ออิสราเอลดำเนินนโยบายทางการเมืองหรือการทหารที่สุ่มเสี่ยง ชุมชนยิวในต่างประเทศมักตกเป็นเป้าสายตาและเป้าหมายการแก้แค้นของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมอสสาดต้องเข้ามาช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความมั่นคงในจุดนี้เช่นกัน

ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่าง มอสสาด (Mossad) และ ชุมชนชาวยิวในประเทศไทย มีลักษณะเฉพาะที่ผสมผสานระหว่างการเป็นพื้นที่พำนัก-ท่องเที่ยวของชาวยิว กับการเป็นพื้นที่เฝ้าระวังด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1.บริบทของชุมชนยิวในประเทศไทย
- โครงสร้างชุมชน: ชุมชนชาวยิวในไทยมีขนาดไม่ใหญ่นัก (ประมาณ 1,000–2,000 คนที่อยู่อาศัยถาวร) ประกอบด้วยนักธุรกิจ ผู้ย้ายถิ่นฐาน และเจ้าหน้าที่การทูต
- ศูนย์กลาง Chabad House: ศูนย์ประสานงานและทำพิธีทางศาสนาของชาวยิว (Chabad) มีกระจายอยู่ในจุดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ (ข้าวสาร), เชียงใหม่, ภูเก็ต และเกาะสมุย ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวและทหารเกณฑ์เกษียณอายุชาวอิสราเอลเดินทางมาเยือนนับแสนคน
2.บทบาทของมอสสาดและหน่วยความมั่นคงในไทย
- การเฝ้าระวังและการแบ่งปันข่าวกรอง (Intelligence Sharing): มอสสาดและหน่วยข่าวกรองอิสราเอลทำงานประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), สำนักข่าวกรองแห่งชาติ, และ ศูนย์ปราบปรามการก่อการร้ายสากล (ศปภ.) ของไทย เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มติดอาวุธต่างชาติที่อาจใช้ไทยเป็นพื้นที่กบดานหรือวางแผนก่อเหตุ
- การอารักขาจุดสุ่มเสี่ยง: สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย รวมถึงศูนย์ Chabad House ทุกแห่ง ได้รับการสนับสนุนด้านการประเมินภัยคุกคามและคำแนะนำด้านมาตรการความมั่นคงจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอิสราเอลร่วมกับตำรวจไทย
3.เหตุการณ์สำคัญในอดีตที่เกี่ยวข้อง
- คดีรถบรรทุกซุกระเบิดปี พ.ศ.2537 (1994): กลุ่มก่อการร้ายพยายามใช้รถบรรทุกซุกระเบิดโจมตีสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ แต่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนก่อน ทำให้แผนล้มเหลว ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลให้ความร่วมมือด้านข่าวกรองระหว่างมอสสาดและไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
- เหตุการณ์ระเบิดสุขุมวิท 71 ปี พ.ศ.2555 (2012): เหตุระเบิดพลาดของกลุ่มชาวอิหร่านในกรุงเทพฯ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงอิสราเอลระบุว่าเป็นแผนการเล็งเป้าหมายสังหารนักการทูตอิสราเอล

ชุมชนยิวในไทย อาจไม่ใช่พื้นที่ปฏิบัติการจารกรรมหรือการรับสมัครอาสาสมัคร (Sayanim) ขนาดใหญ่เหมือนในยุโรปหรืออเมริกาเหนือ แต่มีความสำคัญในฐานะ "พื้นที่เฝ้าระวังเชิงป้องกัน" (Preventive & Protective Hub) ที่มอสสาดต้องคอยติดตามข่าวกรองร่วมกับเจ้าหน้าที่ไทย เพื่อป้องกันไม่ให้ชุมชนยิวและนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลตกเป็นเป้าหมายของความขัดแย้งในระดับสากล

สำหรับ แรบไบ โยเซฟ" หรือ แรบไบ โยเซฟ ไชม์ แคนเทอร์ (Rabbi Yosef Chaim Kantor) ซึ่งเป็น หัวหน้าแรมไบประจำประเทศไทย (Chief Rabbi of Thailand) และได้รับสัญชาติไทยจากการแปลงสัญชาติ เป็นชาวออสเตรเลียโดยกำเนิด ได้รับมอบหมายจากองค์กรทางศาสนาชื่อ Chabad-Lubavitch ให้เข้ามาดูแลชุมชนชาวชาวยิวและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 (1993) ปัจจุบันพำนักอยู่ในไทยมานานกว่า 30 ปี
- การได้สัญชาติไทย: เขาและครอบครัวได้ยื่นขอแปลงสัญชาติไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยพิจารณาจากเกณฑ์ระยะเวลาการพำนัก การลงทุน และการทำสาธารณประโยชน์ ซึ่งได้รับการอนุมัติในช่วงปี พ.ศ. 2560
- ทำไมถึงถูกโยงกับ “มอสสาด” เพราะในขณะนี้ แรบไบโยเซฟ และเครือข่ายศูนย์ Chabad House ในไทย (เช่น ย่านสุขุมวิท, ถนนข้าวสาร, ภูเก็ต, เกาะสมุย, เกาะพะงัน) กำลังถูกตรวจสอบและตั้งคำถามจากสังคมไทยใน 2 ประเด็นหลัก:

1.มิติด้านธุรกิจ: มีการวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบเรื่อง "อาณาจักรธุรกิจกินรอบวง" ที่ให้บริการเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยิวและอิสราเอล (ที่พัก ร้านอาหาร ทัวร์) รวมถึงประเด็นเรื่องการระดมทุนและการถือครอง

2.มิติด้านความมั่นคง: เนื่องจากศูนย์ Chabad ทั่วโลกทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของชาวยิว รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่ล้วนแล้วแต่เคยประจำการในกองทัพอิสราเอล ในทางสากลศูนย์เหล่านี้จึงมักมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและอาจมีการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อป้องกันเหตุร้าย และสื่อส่วนหนึ่งมักจะตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการเชื่อมโยงระบบเครือข่ายนี้เข้ากับ "ซายานิม" หรือ “มอสสาด” โดยขณะนี้ เป็นการตั้งข้อสังเกตและข้อวิเคราะห์จากบริบทความเชื่อมโยงทางเครือข่ายชาวยิวเท่านั้น ด้วยยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดในลักษณะนั้น หากพบว่า บุคคลใดที่ได้รับสัญชาติไทยแล้ว มีพฤติการณ์และพฤติกรรมเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ บุคคลนั้นก็จะถูกพิจารณาเพิกถอนสัญชาติไทย และเนรเทศออกไปจากราชอาณาจักรอย่างแน่นอน

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

รามคำแหง เผยทำเนียบอธิการบดี!! 54 ปีรามคำแหง เปิดไทม์ไลน์อธิการบดี 10 คน ‘รังสรรค์’ ครองตำแหน่งยาวสุด จับตา ‘วุฒิศักดิ์’ รักษาการร่วม 4 ปี ตั้งคำถามรักษาการยืดเยื้อไม่จบ

เปิดทำเนียบอธิการบดี ม.รามคำแหง “รังสรรค์”นั่งยาวที่สุด ตามด้วย “วุฒิศักดิ์”

มหาวิทยาลัยรามคำแหงจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2514 เดิมฉบับร่างใช้ว่า “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ แต่ สส.ขอนแก่น ”แคล้ว นรปติ ได้ขอแปรญัตติ เป็นมหาวิทยาลัยรามคำแหง
โดยมีปรัชญาเป็น “ตลาดวิชา” เป็นมหาวิทยาลัยเปิด ไม่ต้องสอบเข้า

ยุคเบบี้บูม มีเยาวชนเรียนจบมัธยมปลายจำนวนมาก และสถานศึกษาระดับอุดมศึกษารองรับได้ไม่เพียงพอ เยาวชนถูกดีดออกนอกระบบการศึกศาล ม.รามคำแหงจึงก่อเกิดขึ้นเพื่อรองรับเยาวชนเหล่านั้น

54 ปี ม.รามคำแหงได้ผลิตบัณฑิตออกสู่ตลาดแรงงานแล้วกว่า 1 ล้านคน เข้าสู่ระบบแรงงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง ภาคธุรกิจ บัณฑิตรามคำแหงเป็นที่ยอมรับของสังคม ด้วยแต่ละคนกว่าจะจบได้สั่งสมประสบการณ์ วิชาความรู้มากมาย มีการศึกษานอกระบบสืบทอดจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง รุ่นแล้วรุ่นเล่า สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย หลายคนก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งสูงสุดในการบริหารองค์กร เช่น นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฏีกา เป็นต้น

54 ปี ม.รามคำแหงผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชน น้ำท่วมอย่างน้อย 3 คน ไฟไหม้โรงพิมพ์ การชุมนุมทางการเมือง การสร้างกิจกรรมหล่อหลอมนักศึกษา เป็น 54 ปี ที่ผ่านการบริหารของอธิการบดีมาแล้ว 10 คน มีทั้งอธิการบดีตัวจริง” มีทั้ง “รักษาราชการแทนอธิการบดี” โดยเฉพาะช่วงหลังปี 2564 มีความซับซ้อนในตำแหน่งพอสมควร

อธิการบดีคนแรกของรามคำแหง คือ
ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์
บริหารช่วง13 พ.ค. 2514 – 12 พ.ค. 2516 / 30 พ.ค. 2516 – 22 มิ.ย. 2516 และกลับมาอีกครั้ง 28 พ.ย. 2521 – 1 ก.ค. 2523 เคยมีปรากฏการณ์นักศึกษาชุมชุมขับไล่ ศ.ดร.ศักดิ์ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคราวไคร้ของเผด็จการ

ต่อมา ศ.กำธร พันธุลาภ เข้ามารับตำแหน่งอธิการบดี 2 ก.ย. 2517 – 1 ก.ย. 2519 / 21 ก.ย. 2519 – 20 ก.ย. 2521

รศ.ดร.อภิรมย์ ณ นคร เข้ามารับช่วงบริหารต่อจาก ศ.กำธร ระหว่าง
3 ต.ค. 2523 – 2 ต.ค. 2525

รศ.สุขุม นวลสกุล ได้รับเลือกตั้งให้เป็นอธิการบดีต่อ นั่งบริหารช่วง
15 ม.ค. 2526 – 14 ม.ค. 2528 / 15 เม.ย. 2528 – 14 เม.ย. 2530

ศ.ดร.ธรรมนูญ โสภารัตน์ ได้รับเลือกตั้งต่อจาก รศ.สุขุม นวลสกุล บริหารช่วง 13 พ.ค. 2530 – 12 พ.ค. 2532

“ติงลี่-รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล” ได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารช่วง 6 ก.ค. 2532 – 5 ก.ค. 2534 / 20 ก.ย. 2534 – 2537

รศ.รังสรรค์ แสงสุข ได้รับเลือกตั้งให้อยู่ในตำแหน่งอธิการบดียาวนานที่สุด นั่งบริหารช่วง 13 ม.ค. 2537 – 16 ม.ค. 2550 รวม 4 วาระ

เมื่อ รังสรรค์วางมือ รศ.คิม ไชยแสนสุข เข้ามาสบทอดต่อ ช่วง 18 มิ.ย. 2550 – 10 ก.พ. 2554

ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ได้รับความไว้วางจากจากบุคลากรรามฯ เข้ามาบริหารช่วง
21 ต.ค. 2554 – 20 ต.ค. 2558 และได้รับเลือกตั้งอีกวาระตั้งแต่ 3 มี.ค. 2559

ผศ.ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ลุกขึ้นมาท้าชิงตำแหน่งอธิการบดีจากวุฒิศักดิ์ และได้รับความไว้วางใจให้บริหารช่วง
12 ก.ย. 2564 – 9 พ.ย. 2565

ข้อมูลทำเนียบเดิมระบุรายละเอียดวันเริ่ม-สิ้นสุดของแต่ละวาระไว้ค่อนข้างชัด โดยเฉพาะ 7 คนแรก และยืนยันว่ารังสรรค์ แสงสุขดำรงตำแหน่ง 4 วาระยาวที่สุดในประวัติศาสตร์รามคำแหง

แต่มี “ช่วงรักษาการ” ที่ต้องใส่ในไทม์ไลน์ด้วย

10 ก.พ. 2554 – ก่อน 21 ต.ค. 2554 หลัง รศ.คิม ไชยแสนสุข พ้นจากตำแหน่ง วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ได้รับแต่งตั้งเป็น รักษาราชการแทนอธิการบดี ตั้งแต่ 10 ก.พ. 2554

จากนั้นวุฒิศักดิ์จึงได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็น อธิการบดีตัวจริง ตั้งแต่ 21 ต.ค. 2554 และอีกวาระตั้งแต่ 3 มี.ค. 2559

หลังสืบพงษ์ถูกถอดถอน 9 พ.ย. 2565
สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง ผศ.บุญชาล ทองประยูร เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี แต่เรื่องถูกศาลปกครองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะศาลปกครองกลางเคยมีคำสั่งทุเลาการถอดถอนและการแต่งตั้งรักษาการดังกล่าว ก่อนสถานะจะเปลี่ยนตามกระบวนการศาลภายหลัง

และที่สำคัญมากคือ ปัจจุบันปี 2569 วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ยังปรากฏเป็น “ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี” ไม่ใช่อธิการบดีที่ได้รับแต่งตั้งตามวาระ 4 ปี แต่เป็นการรักษาราชการแทนที่ยาวนานร่วม 4 ปี

ส่วน สืบพงษ์ ปราบใหญ่ มีพระบรมราชโองการถอดถอนย้อนหลังให้มีผลตั้งแต่ 9 พ.ย. 2565 ซึ่งประกาศออกมาในปี 2569 หลังผ่านกระบวนการศาล

จนถึงขณะวุฒิศักดิ์ ยังคงรักษาราชการในตำแหน่งอธิการบดีอยู่ โดยยังไม่มีทีท่าใดๆว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยในการริเริ่มให้มีการเลือกตั้ง แต่ยังไม่มีอะไรปรากฏว่าจะมีดำริให้มีการเลือกตั้ง ทั้งๆที่อยู่รักษาการมาแล้วร่วม 4 ปี

จึงมีคำถามว่า “คำว่ารักษาการ”ควรจะอยู่นานแค่ไหน ใครไม่ทำหน้าที่ให้ได้มาซึ่งอธิการบดีตาม พรบ.จัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ฉบับปี 2541

นายอำเภอ สิงหนครนัดหน่วยงานถก!! ปลาตายเกลื่อนคลองสทิงหม้อสงขลา ค่าออกซิเจนละลายน้ำบางจุดเป็นศูนย์ หน่วยงานเร่งหาต้นตอโรงงานหรือแหล่งอื่น อดีตเคยเกิดซ้ำในพื้นที่เดิมหนักปี 63

นายอำเภอสิงหนครเรียกถกด่วน ปลาตายเกลื่อนคลองสทิงหม้อ สงขลา

สายข่าวรายงานว่า หลังข่าวสะพัดเรื่องปลาในคลองสทิงหม้อ คลองปะโอ ต.ทำนบ อ.สิงหนคร ลอยตายเกลื่อนเต็มคลอง ให้เป็นที่สงสัยว่าเกิดจากอะไรกันแน่ โรงงานลักลอบปล่อยน้ำเสียลงคลองหรือไม่ ทำไมมักจะเกิดช่วงย่างเข้าหน้าฝนของทุกปี

จากการตรวจสอบพบข้อมูลทางราชการว่า คลองสทิงหม้อมีปัญหาคุณภาพน้ำและมีเหตุปลาตายจริงในปี 2569 และเป็นอย่างนี้มาตลอดทุกปีและที่สำคัญคือหน่วยงานสิ่งแวดล้อมตรวจพบจุดหนึ่งที่ค่าออกซิเจนละลายน้ำเป็น ศูนย์ ซึ่งถือว่าสิ่งมีชีวิตอยู่ไม่ได้แล้ว

สิ่งที่พบล่าสุด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 16 ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีชาวบ้านแจ้ง ปลาตายและมีกลิ่นเหม็นในคลองสทิงหม้อ ต.ทำนบ อ.สิงหนคร

ทราบว่า นายอำเภอสิงหนครเรียกทุกฝ่ายมาร่วมประชุมเวลา 10.00 น้ำ.วันนี้ ทั้งท้องถิ่น ท้องที่ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อค้นหาสาเหตุอีกครั้ง ซึ่งควรมีสำนักงานสิ่งแวดล้อม กรมผโรงงาน ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)เข้าร่วมด้วย

ส่วนงานที่ต้องตรวจสอบไว้หลายกลุ่ม ได้แก่
-โรงงานอุตสาหกรรม
-สถานประกอบการ
-ภาคเกษตรกรรม
-ชุมชนโดยรอบ

และมีการเสนอให้ อุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา ตรวจน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยตรง ว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งในข้อเท็จจริงมีการเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบบ่อย แต่แก้ปัญหาไม่ตก เป็นเพราะเหตุอะไร ภาคประชาชนในส่วนร่วมในการตรวจสอบแค่ไหน

ที่น่าสนใจมากคือวันที่ 3 กันยายน 2569 สคพ.16 ตรวจน้ำ 3 จุด พบว่า
จุดตรวจสะพานหนองโด ต.รำแดง ค่าของน้ำ DO หรือออกซิเจนละลายน้ำอยู่ที่ 8.4 mg/L

หน้าโรงงาน ต.ทำนบ ค่าของน้ำ 0 mg/L

สะพานหัวขี้เหล็ก ต.ทำนบ ค่าของน้ำ 3.0 mg
โดยเฉพาะ หน้าโรงงานมีค่าเป็น 0 ขณะที่จุดต้นน้ำอ้างอิงอยู่ที่ 8.4 และจุดท้ายน้ำ 3.0 mg/L นี่เป็นข้อมูลที่ควรขุดต่ออย่างจริงจัง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าโรงงานปล่อยน้ำเสีย เพราะต้องดูผลวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการและตรวจระบบน้ำทิ้งของโรงงานประกอบกันด้วย

แล้วทำไมปลาถึงตายช่วงฝนตก? ประเด็นนี้น่าสนใจมาก เพราะข้อมูลวันที่ 19 ส.ค. ระบุว่า หลังฝนตกหนัก สภาพน้ำดีขึ้น และไม่พบปลาตายตอนเจ้าหน้าที่ลงตรวจ จึงมีความเป็นไปได้หลายกลไก เช่น

1. น้ำเสียสะสมในคลองช่วงน้ำไหลน้อย อินทรีย์วัตถุสูงทำให้จุลินทรีย์ใช้ออกซิเจนในการย่อยสลาย จน DO ลดลง
2. ฝนตกแล้วเกิดน้ำชะล้างจากพื้นที่ต่าง ๆ ลงคลอง
ทั้งชุมชน เกษตร ฟาร์ม/แพกุ้ง และพื้นที่ประกอบการ
3. ฝนตกหนักอาจทำให้น้ำในคลองเจือจางและไหลเวียนดีขึ้น
จึงอธิบายได้ว่าทำไมหลังฝนตกหนักบางครั้งคุณภาพน้ำกลับดีขึ้น
4. น้ำเน่าเสียอาจเกิดเป็นช่วง ๆ

ถ้ามีการระบายน้ำจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเป็นครั้งคราว เจ้าหน้าที่ไปตรวจหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ก็อาจไม่พบความผิดปกติ

และมีข้อมูลย้อนหลังที่น่าสนใจมาก เพราะ ปี 2563 ก็เคยเกิดปลาตายในคลองสทิงหม้อ–รำแดงจำนวนมาก โดยชาวบ้านในเวลานั้นตั้งข้อสังเกตถึงน้ำที่ไหลจากตอนบนและบริเวณด้านหลังโรงงานที่มีระบบบำบัดน้ำเสียอยู่ระหว่างปรับปรุง

แล้ว “สองโรงงาน” ที่สงสัยล่ะ?

ตรงนี้ยัง ไม่อยากฟันธงชื่อโรงงานจากข้อมูลที่หาได้ตอนนี้ เพราะถ้าจะเขียนเป็นข่าวเชิงกล่าวหา ต้องระบุให้ชัดว่าโรงงานไหนตั้งอยู่ตรงไหน มีท่อระบายน้ำออกตรงใด และผลตรวจน้ำทิ้งเป็นอย่างไร

แต่ข้อมูลราชการมีจุดสำคัญมากคือ เจ้าหน้าที่เลือกตรวจ “หน้าโรงงาน ต.ทำนบ” เป็นจุดตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ และพบ DO = 0 mg/L จริง

ดังนั้นโจทย์ที่ควรไล่ต่อไม่ใช่แค่ “โรงงานปล่อยน้ำเสียหรือไม่?”

แต่ควรถามให้ครบว่า

น้ำเสียมาจากไหน? ไหลมาจากทิศไหน? มีท่อระบายกี่จุด? โรงงานสองแห่งมีระบบบำบัดแบบไหน? ผลตรวจน้ำทิ้งหน้าโรงงานผ่านมาตรฐานหรือไม่? และทำไมบริเวณหน้าโรงงานจึงมี DO = 0 แต่จุดอ้างอิงต้นน้ำ 8.4?

ส่วนคลองปะโอ พบข้อมูลตำแหน่ง คลองปะโอ ต.ม่วงงาม อ.สิงหนคร แต่ในการค้นครั้งนี้ ยังไม่พบรายงานทางราชการที่ยืนยันว่ามีเหตุปลาตายจำนวนมากในคลองปะโอในปี 2569 จึงยังไม่ควรเอาเหตุคลองปะโอมาปนกับคลองสทิงหม้อโดยไม่มีหลักฐาน

ถ้าจะทำเรื่องนี้ในสไตล์ข่าว “ปลาในคลองตายทุกปี ใครปล่อยอะไรลงคลอง?” ผมว่ามีประเด็นให้ขุดได้ค่อนข้างแรง โดยเฉพาะการเอา ข้อมูลปี 2563 เทียบกับปี 2569 แล้วไล่ดูว่าโรงงาน/สถานประกอบการบริเวณเดิมมีอะไรบ้าง ระบบบำบัดน้ำเสียเปลี่ยนไปหรือไม่ และผลตรวจของรัฐเคยพบอะไร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top