Tuesday, 14 July 2026
COLUMNIST

รฟม. ล้างหนี้!! เปิดเกมมหากาพย์รถไฟฟ้าสายสีเขียว หนี้เรื้อรังปะทุ ซับซ้อนหลายฝ่าย กทม. รับภาระหลังโอนกิจการ ศาลสั่งจ่ายเงินปิดหลายคดีแต่ยังไม่จบ

หลังจากเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรจบกันไปหมาดๆ ตอนนี้กลับเริ่มเห็นสนามเลือกตั้งย่อยเริ่มมาคึกคักกันอีกรอบแล้ว ไม่ใช่ที่ไหนเลยนั่นคือสนามเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพนั่นเอง และช่วงนี้ก็มีข่าวออกมาว่าผู้ว่าคนปัจจุบันคือฮีโร่ที่ล้างหนี้กับ รฟม. แล้ว ดังนั้นวันนี้ก่อนที่ทุกคนจะตกเป็นเหยื่อไอโอ เอย่าจะมาเล่าเรื่องของมหากาพย์ รฟม. ให้ทุกคนได้ทราบกันคะ

เราต้องมาย้อนมหากาพย์รถไฟฟ้าในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรนี้ก่อน ก่อนอื่นเอย่าขอพาย้อนไปในช่วงปี 2535 ที่ตอนนั้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯกทม. เริ่มมีแนวคิดอยากแก้ไขปัญหาเรื่องรถติดในกรุงเทพด้วยการสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งในขณะนั้น BTS ก็ชนะการประมูลสัมปทานก่อสร้างและเดินรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เป็นระยะเวลา 30 ปี เป็นสัญญาแบบ BOT (Build, Operate, Transfer) หรือ BTS รับผิดชอบดูแลการก่อสร้างโยธาทุกอย่าง ทั้งทางยกระดับ ระบบราง ตัวสถานี โรงซ่อมบำรุง ดำเนินการเดินรถและซ่อมบำรุง โดยรถไฟฟ้าสร้างเสร็จและเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2542 ซึ่งในตอนนั้นมีแค่ 2 สาย 23 สถานี คือ สายสีลม (เขียวเข้ม) : ระหว่าง สนามกีฬาแห่งชาติ – สะพานตากสิน และ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อน) : ระหว่าง หมอชิต – อ่อนนุช ณ เวลานั้นค่าโดยสารอะไรทั้งหมด BTS รับไปเต็มๆ เพราะลงทุนทุกอย่างเองหมด พอจบสัมปทาน 30 ปี ถึงยกทรัพย์สินทุกอย่างให้กับ กทม. ซึ่งปีที่หมดสัมปทานคือ 2572 นั่นเอง

ความวุ่นวายเริ่มก่อตัวขึ้นจากการมีการทำรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายได้แก่ สายสีลม (สีเขียวเข้ม) จากสถานีสะพานตากสิน ถึงสถานีบางหว้า และ สายสุขุมวิท (สีเขียวอ่อน) จากสถานีอ่อนนุชถึงสถานีแบริ่ง โดยในส่วนนี้ กทม. เป็นคนจ่ายค่าก่อสร้างโยธาทั้งหมด ทางยกระดับ ตัวสถานี ระบบราง ฯลฯ โดย กทม. ในยุค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ลงนามเซ็นต์สัญญาว่าจ้าง BTS เป็นผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุง ในส่วนต่อขยายที่ 1 ที่เพิ่งสร้างขึ้นมา เป็นระยะเวลา 30 ปี ในส่วนนี้มีจุดที่เป็นประเด็นอยู่คือ สัญญานี้เพิ่มระยะเวลาให้ BTS เป็นผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมที่จะครบกำหนดอายุสัมปทานในปี 2572 ที่เป็นส่วนรถไฟฟ้าส่วนแรกอีกด้วย โดยอายุของสัญญาที่เซ็นต์เพิ่มนี้จะหมดในปี 2585 ละจากจุดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหานี้ของ รฟม. และ กทม. กล่าวคือ เมื่อทาง BTS ได้เงินมาทาง BTS ต้องเอารายได้จากการขายตั๋วนำส่งให้ กทม. เพราะ กทม. เป็นผู้ว่าจ้าง ส่วนทาง BTS นั้น เป็นเพียงผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุงในฐานะลูกจ้างของ กทม. อีกต่อนั่นเอง
.
ต่อมามีการต่อส่วนขยายที่ 2 เพิ่มเติมได้แก่ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อนเหนือ) จากสถานีหมอชิตถึงสถานีคูคต และ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อนใต้) จากสถานีแบริ่งถึงสถานีเคหะฯ จะพบว่าสถานีปลายทางทั้ง 2 สายไม่ได้อยู่ในพื้นที่กรุงเทพแล้วแต่ไปอยู่ในพื้นที่ของปทุมธานีและสมุทรปราการ ดังนั้นส่วนต่อขยายที่นอกเหนือกรุงเทพนั้นในยุคที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีด้มีมติให้ รฟม. เป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของค่าก่อสร้างทั้งหมด แต่ทว่ารถไฟฟ้านั้นวิ่งยาวต่อเนื่องเป็นสายเดียวกัน มีเจ้าของหลายคน หลายช่วงต่อ มีปัญหาเรื่องการเก็บเงิน แจกจ่ายรายได้ต่างๆ ฯลฯ ในปี 2558 กระทรวงคมนาคมได้มีมติเปลี่ยนให้ กทม. เป็นรับผิดชอบการเดินรถโครงการสายสีเขียวทั้งหมด กลายเป็นว่า กทม. ต้องรับโอนหนี้ค่าก่อสร้างประมาณ 6 หมื่นล้านบาทในส่วนต่อขยายจาก รฟม. มาด้วยนั่นเอง

จากนั้นทางกรุงเทพได้ให้บริษัท กรุงเทพธนาคม คำถามคือบริษัทกรุงเทพธนาคมคือใคร เอย่าจะตอบสั้นๆเข้าใจง่ายๆคือ บริษัทกรุงเทพธนาคม คือบริษัทที่มีกรุงเทพมหานครถือหุ้นใหญ่มีหน้าที่เป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่คล้ายรัฐวิสาหกิจของท้องถิ่น โดยมีหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะและบริหารจัดการสาธารณูปโภค เช่น ขนส่งมวลชนสิ่งแวดล้อมและกิจการพิเศษนั่นเอง ซึ่งกรุงเทพธนาคมได้ว่าจ้าง BTS ในการติดตั้งงานระบบและเป็นผู้เดินรถต่ออีกทอดหนึ่ง กลายเป็นว่า สัญญาให้ BTS ดูแลส่วนบริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ 2 จุดนี้ด้วย เป็นระยะเวลา 25 ปี โดยสัญญาจะสิ้นสุดในปี 2585 ต่อมากรุงเทพธนาคม ได้ซื้องานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) จากบีทีเอส และจากตรงนี้เป็นจุดสร้างหนี้เพิ่มอีก 23,312 ล้านบาท ซึ่งหนี้ก้อนนี้เกิดจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (Electrical and Mechanical - E&M) สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 นั่นเอง

ในยุคผู้ว่าฯ อัศวินขวัญเมืองมีความพยายามที่จะไม่ใช้เงินของ กทม. ในการเข้ามาจัดการแก้ปัญหาหนี้ก้อนนี้ โดยทางผู้ว่าอัศวิน ในเวลานั้นได้เสนอแนวทางการแก้ไขโดยใช้โมเดลการลงทุน PPP แบบ Net Cost หรือคือการการร่วมทุนที่เอกชนรับความเสี่ยงด้านรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมด (รับรายได้ค่าบริการเอง) โดยเอกชนจะรับผิดชอบออกแบบ ก่อสร้าง จัดหาเงินทุน และเดินรถ โดยมีหน้าที่จ่ายค่าสัมปทานหรือส่วนแบ่งรายได้ให้ภาครัฐ ซึ่งทำให้รัฐลดภาระทางการเงินและหนี้สาธารณะได้ดีกว่า โดยวิธีนี้มีข้อดีคือ ภาครัฐลดภาระงบประมาณได้สูงสุด ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงรายได้ต่ำกว่าเป้า ในขณะที่ก็มีข้อจำกัดคือ เอกชนอาจไม่สนใจหากโครงการมีความเสี่ยงสูง และรัฐบาลควบคุมราคาค่าโดยสารได้ยากกว่า เพราะเอกชนต้องดูแลรายได้เองทั้งหมด และนี่เองที่ทำให้เมื่อเข้าสู่คณะรัฐมนตรีแล้วไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

รฟม. เริ่มฟ้อง กทม. ในปี 2564 รฟม. ได้ฟ้อง กทม. ที่ 2 คดีคือ คดีที่ รฟม. ฟ้องเรียกค่าจ้างเดินรถ/ระบบ (O&M / E&M) โดยมี บริษัท กรุงเทพธนาคม และ กทม. เป็น คู่กรณี กับคดีดีที่ รฟม. ฟ้อง กทม. เป็นคดีเกี่ยวกับ “ภาระหนี้ค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย” หลังโอนโครงการ โดย ณ วันนี้ ในส่วนที่ รฟม. ฟ้องเรียกค่าจ้างเดินรถ/ระบบ (O&M / E&M) นั้นบางสัญญาคดีถึงที่สุดแล้วและศาลมีคำสั่งให้ กทม. ชำระนี้เป็นเงินสด โดย กทม. ก็ต้องทำตามคำสั่งศาลโดยการจัดสรรงบประมาณและรายได้จาก กทม. มาจ่ายหนี้ในส่วนนี้นั่นเอง สรุปสั้นๆนะคะ คดี O&M นั้นหลายคดีจบแล้วจ่ายปิดไปแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกคดี ส่วนคดี ภาระหนี้ค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย” หลังโอนโครงการ นั้นคดียังอยู่ในชั้นศาลคะ

จากการที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ กทม. ก็ดี หรือไอโอของผู้ว่าท่านปัจจุบันที่พยายามมองว่านี่คือฮีโร่หรืออะไรก็ตาม เอย่าบอกแค่ว่า ท่านแค่ปฏิบัติตัวในการเป็นลูกหนี้ที่ดีตามคำสั่งศาลเท่านั้นคะ ส่วนทาง BTS หรือจะเรียกได้ว่าเป็น รฟม. ได้โพสต์ว่า “หนี้ยังไม่หมดนะครั้บบบผม หยอกน๊าคุณน้าา” ก็คือเอาความจริงมาขยี้ที่มีแค่คนข้างในไม่กี่คนที่ทราบสตอรี่ที่แท้จริงนั่นเอง

สูตรลับค้ำบัลลังก์!! ‘เนวิน’ งัดตำนานเพื่อนรักร่วมรัฐบาลปี 51 จ่อดึง 22 เสียง ‘ประชาธิปัตย์‘ สร้างเสถียรภาพ พร้อมดัน ‘อภิสิทธิ์’ นั่งประธานรัฐสภา หวังเสริมแกร่งหนุน ’ภูมิใจไทย‘ อยู่ยาว

“เนวิน” เปิดดีล 22 เสียงประชาธิปัตย์ ที่ “อภิสิทธิ์” ยากจะปฏิเสธ
……..
จริงเท็จประการใดไม่ทราบกับข่าวว่า “เนวิน ชิดชอบ” หัวเรือใหญ่ หรือครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย เปิดดีลสร้างภาพลักษณ์ให้รัฐบาล “อนุทิน 2” ด้วยการดึงประชาธิปัตย์ 22 เสียง มาอยู่กับซีกรัฐบาล โดยชงหวานให้ “อภิสิทธิ์ เวชชีชีวะ” นั่งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหมายถึงนั่งประธานรัฐสภาด้วยนั้นเอง

ก็ถือเป็นอีกสูตรที่เป็นไปได้ ถ้าโจทย์อยู่ที่ว่า รัฐบาลนี้ต้องอยู่ยาว ล้มยาก รัฐมนตรีไม่มีรอยด่างพลอยให้นักร้องจ้องยื่นศาลด้วยข้อหา “จริยธรรม” อันจะกระทบถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย

ที่บอกว่าเป็นไปได้ #นายหัวไทร จะพาย้อนไปดูเหตุการณ์ทางการเมือง ที่ “อภิสิทธิ์”จะต้องไม่ลืมและจดจำไปตลอดชีวิต เป็นเหตุการณ์ที่ เนวิน ชิดชอบ นำ ส.ส. ในกลุ่มของตนยกมือสนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2551

เป็นช่วงปลายปี 2551 หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย “ยุบพรรคพลังประชาชน” ทำให้ต้องจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในสภา

ตอนนั้นกลุ่มของเนวิน ซึ่งถูกเรียกว่า “กลุ่มเพื่อนเนวิน” หรือภายหลังพัฒนาเป็นแกนของ พรรคภูมิใจไทย ตัดสินใจแยกตัวจากขั้วเดิม แล้วหันไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์

ผลคือวันที่ 15 ธันวาคม 2551 สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของไทย สร้างปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมือง

การโหวตครั้งนั้นเปลี่ยนสมดุลการเมืองแบบพลิกกระดานกลางสภาเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในจังหวะ “เปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนขุน” ที่สำคัญของการเมืองไทยยุคหลังปี 49

นี้เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ “อภิสิทธิ์”จพปฏิเสธไม่ได้ถ้า “พี่เน”เอ่ยปากของให้มาช่วยขับเคลื่อนรัฐบาลไปด้วยกัน ช่วยผลักดันกฎหมายสำคัญๆ ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี ผ่านกลไกระบอบรัฐสภาที่มี “อภิสิทธิ์”นั่งคุมหัวโต๊ะ

จับตาด้วยใจลุ้นระทึกว่า ดีลนี้จริงหรือไม่ และจะสำเร็จหรือเปล่า

พรรคการเมืองหรือแหล่งรวมคดี? คำถามดัง ๆ ถึง "พรรคสามกีบ" กับวาทกรรมลวงโลก "มีเราไม่มีเทา" อ้างจุดยืนใสสะอาดแต่วีรกรรมเพียบ

พรรคการเมืองสามกีบ “วันสต็อปเซอร์วิส”
เลือกพรรคเรา มีบริการครบทุกความเลว
คงไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่พูดได้โดยไม่กระดากปากว่าทุกประเทศทั่วโลกรวมกันน่าจะมีแค่ “พรรคการเมืองสามกีบ” เพียงหนึ่งเดียวของไทยแลนด์ที่ผลิต “นักการเมืองระดับโฉดชั่ว” ออกมาให้สังคมส่ายหัวติด ๆ กันมากที่สุด

ที่น่าอับอายประเทศตัวเองมากกว่านั้น คือยังมีเหล่า “สาวกผู้ใจบอด” ที่ไม่ว่า “พรรคล้มเจ้า” จะมีพฤติกรรมเทา ๆ ดำ ๆ และต่ำเตี้ยในเรื่องจริยธรรม คุณธรรมขนาดไหน ก็ยังคงหลับหูหลับตาสนับสนุนไม่เลิกรา

สังคมไทยได้เดินทางมาถึงในวันที่มีผู้คนจำนวนไม่น้อย ไม่สนใจความถูกต้อง แต่กลับเดินหน้าโอบอุ้มสิ่งที่ถูกใจหน้าตาเฉย ด้วยการหันไปชื่นชม สนับสนุน กลุ่มคนที่ไม่ต่างจาก “อาชญากร” ที่ซ่อนรูปมาในคราบ “นักการเมืองคนรุ่นใหม่”

วาทกรรมเท็จสารพัดที่ “พรรคการเมืองสามกีบ” โปรยสู่สังคมเพื่อหลอกต้ม “ด้อมสมองน้อย” ให้หลงคล้อยและเชื่อตามว่า “มีเราไม่มีเทา” และเดินหน้าตำหนิ ก่นด่า พรรคการเมืองอื่น ๆ ในทางเสื่อมเสีย แต่เพียงไม่นานนักในทุก ๆ ความโสมมที่คนไทยจะนึกออก กลับไปรวมอยู่ใน “พรรคการเมืองสามกีบ” เพียงพรรคเดียว คล้ายกับ “เลวดึงดูดเลว” ให้มารวมกันเพื่อรอวัน “ตายหมู่” ในไม่นานจากนี้

ระหว่างที่สังคมไทยกำลังจับตามองว่า “พรรคส้มเน่า” จะถูกยุบพรรคเป็นครั้งที่สามหรือไม่ ใครที่สนับสนุนพรรคการเมืองสามกีบอยู่ในห้วงเวลานี้ ก็จะได้รับบริการประเภท “วันสต็อปเซอร์วิส” เรียกว่าเลือกพรรคเดียวได้รับทั้ง สส.เว็บพนัน สส.ฟอกเงิน สส.โดนคดี ๑๑๒ สส.หนีการเกณฑ์ทหาร และ สส.ข่มขืนหญิงสาว รวม ๆ แล้วมีทั้งเทาไปจนถึงดำมืดยั้วเยี้ยเต็มพรรคไปหมด

ยังไม่นับเรื่องที่ “อำมหิตในระดับคลาสสิd” นั่นก็คือการหลอกเด็กไปติดคุกจนต้องเสียอนาคตมากมาย ความชั่วระดับนี้มีแค่ที่นี่..ประเทศไทย

โดย แจ็ค รัสเซล

เบิกเนตรประกันสังคมไทยเทียบมะกัน

ในวันที่สาวกส้มเน่าด้อยค่าสวัสดิการประกันสังคม แถมอ้างสิทธิ์การรักษาของประกันสังคมว่าล่าช้าไม่ทันใจ  มาเช้าตรู่ได้รักษาช่วงบ่าย คือเอย่าก็จะบอกว่า คนจ่ายค่าประกันตนเอาข้อมูล ณ มิถุนายน ปีที่แล้วมีอยู่ที่ 24.8 ล้านคน  สมมุติคนจำนวน 0.002% หรือ 496 คนเข้าโรงพยาบาลเดียวกับคุณแล้วทุกคนคาดหวังการรักษาแบบคนที่โวยวายแล้วถ้าหมอเขาโวยวายบ้างว่าหมอทำงานหนักต่อวันต้องตรวจคนไข้ร่วม 250 คนในขณะที่ค่า DF ที่หมอควรจะได้กลับไม่มี  หมอจำเป็นต้องตรวจให้ไหม  พยาบาลต้องมาดูแลไหม  คนที่บ่นด่าควรจะเข้าใจระบบประกันสังคมก่อนไหมว่าคุณคือ 1 ในผู้ที่มีสิทธิ์ ไม่ใช่ผู้มีสิทธิพิเศษใดๆ  

ดังนั้นก่อนที่พวกคุณจะก่นด่าด้อยค่าอะไร  คุณควรมีความรู้ด้วยเพื่อไม่ให้คนมาดูถูกดูแคลนคุณได้ทีหลัง  ดังนั้นวันนี้เอย่าจะมาเสนอข้อมูลเปรียบเทียบประกันสังคมระหว่างไทยกับอเมริกา แดนฟ้าศิวิไลซ์ที่หลายคนอยากย้ายไปใช้ชีวิตใหม่ที่นั่นให้ทราบกัน

ด้านค่าใช้จ่าย  ประกันสังคมของไทยมีการแบ่งจ่ายหลายแบบตามแต่ละมาตราโดยคนที่จ่ายหนักสุงคือพนักงานเอกชนที่เสียเงินประกันสังคมต่อเดือน 750 บาทในขณะของอเมริกาชาวอเมริกันจะต้องจ่ายเงินประกันสังคม 12.4% ของรายได้  โดยถ้าเป็นพนักงานหรือลูกจ้างจะจ่าย 6.2% และอีก 6.2% จะเป็นบริษัทจ่าย โดยเงินสวัสดิการสังคมของสหรัฐนั้นจะไม่ได้เป็นเงินสวัสดิการสำหรับรักษาพยาบาลแต่จะเป็นเงินบำนาญที่ได้ตอนเกษียณ  

โดยของไทยเงินประกันสังคมจะคิดจาก 5% ของเพดานเงินเดือนที่ 1500 บาท แต่ของสหรัฐนั้นเสียภาษีตามรายได้จริงแต่มีเพดานกำหนดตามดัชนีค่าจ้างเฉลี่ยของประเทศซึ่งในในปี 2026 ใช้เพดานสูงสุดอยู่ที่ 184,500 USD หรือประมาณ 5.9 ล้านบาท  ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่รวมค่า Medicare  หรือค่ารักษาพยาบาลนั่นเอง พูดง่ายๆคะว่าคนอเมริกันจ่ายเงินประกันสังคมไม่ได้ครอบคลุมรักษาพยาบาลนะคะ  แต่เขาต้องจ่ายเงินอีกตัวที่เรียกว่า Medicare tax โดยต้องจ่ายในอัตรา 1.45% ของค่าจ้างโดยไม่มีเพดานเงินได้ และถ้าหากคุณเป็นลูกจ้างที่มีรายได้เกิน 200,000 USD ต่อปีคุณต้องจ่ายค่า Medicare tax อีก 0.9% โดย Medicare tax นี้จะเริ่มทำงานตอนอายุ 65 ปี โดยในประวัติคือ ทำงานและจ่ายภาษี Medicare อย่างน้อยประมาณ 10 ปีถ้าไม่เช่นนั้นคุณอาจจะต้อง Co-Payment คะยกเว้นเสียว่าหากคุณพิการหรือไตวายระยะสุดท้ายคุณก็จะได้สิทธิไวกว่ากำหนดได้

ในขณะที่ประกันสังคมของไทยครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาล ตรวจสุขภาพประจำปี ทำฟัน เงินชดเชยว่างงานรวมไปถึงบำนาญ แต่ของเมืองมะกันไม่ได้แบบเรานะคะ เงินประกันสังคมของเขาคือเงินบำนาญที่จะเอาออกมาใช้ได้ตอนอายุ 65 ปีขึ้นไป ต่างจากของไทยที่เริ่มจ่ายเงินบำนาญตอนอายุ 55 ปี โดยผู้ประกันตนต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน กล่าวคือ ลาออก หรือ เกษียณ หรือ ไม่ได้ส่งเงินสมทบต่อนั่นเองซึ่งถ้าเราจ่ายเงินประกันสังคมเกิน 180 เดือนขึ้นไป เราจะได้บำนาญไปตลอดชีวิต ซึ่งหลังจากเราไม่ได้อยู่ในระบบประกันสุขภาพแล้วของไทยเราก็ไม่ต้องห่วงเพราะมีระบบประกันสุขภาพรักษาฟรีตลอดชีวิตเช่นกัน

ก่อนจบเอย่าอยากจะแชร์ให้ฟังว่าถ้าใครไม่อยากไปรอพบหมอแบบไทยที่จะวอร์คอินไปเมื่อไหร่ก็ได้ เชิญย้ายประเทศไปรับสวัสดิการแบบอเมริกาได้นะคะ เพราะถ้าคุณไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเคสฉุกเฉินแล้วรบกวนลงนัดหมอคะแล้วไปวันที่นัดเพราะจากประสบการณ์ที่ได้รับรู้จากคนที่เคยไปใช้โรงพยาบาลรัฐของอเมริกาก็บอกว่าเวลารอแพทย์อาจจะไวกว่าไทยประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แค่นั้น 

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศส (French Foreign Legion)

ครั้งหนึ่ง ฝรั่งเศสเคยเป็นจักรวรรดิเจ้าอาณานิคมที่ยิ่งใหญ่ มีดินแดนอาณานิคมมากมายไม่น้อยไปกว่าสหราชอาณาจักร ทั้งในทวีปแอฟริกา เอเชียโดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งส่วนหนึ่งยังคงเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสจนทุกวันนี้ กำลังอำนาจที่ฝรั่งเศสนำมาใช้ในการไล่ล่าอาณานิคมในดินแดนต่างได้แก่ “กองทหารต่างชาติฝรั่งเศส” (อังกฤษ: French Foreign Legion ฝรั่งเศส: Légion étrangère หรือ la Légion แปลว่า 'กองทหาร ต่างชาติ') เป็นหน่วยทหารของกองทัพฝรั่งเศสที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ชาวต่างชาติเสามารถเป็นทหารในกองทัพฝรั่งเศสได้ กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสก่อตั้งขึ้นในปี 1831 โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 2 และยังคงทำหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน ประกอบด้วยหลายเหล่า ได้แก่ ทหารราบ ทหารม้า ทหารช่าง และทหารพลร่ม 

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสได้รับการยกย่องว่าเป็นทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี โดยการฝึกจะเน้นไปที่ทักษะทางทหารแบบดั้งเดิมและความสามัคคี อันแข็งแกร่งของเหล่าทหารสัในงกัดกองทหารต่างชาติฝรั่งเศส เนื่องจากทหารเหล่านี้มาจากประเทศต่างๆ ที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน ดังนั้น การฝึกจึงมักถูกอธิบายว่า ไม่เพียงแต่ท้าทายทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังสร้างความเครียดทางจิตใจอย่างมากอีกด้วย ทหารสังกัดกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสสามารถยื่นขอสัญชาติฝรั่งเศสได้หลังจากรับราชการครบ 3 ปี หรือทันทีหลังจากได้รับบาดเจ็บในระหว่างปฏิบัติหน้าที่: ข้อกำหนดอันหลังนี้เรียกว่า " Français par le sang versé " (คนฝรั่งเศสโดยเลือดที่หลั่ง) กองทหารต่างชาติฝรั่งเศส (French Foreign Legion) เป็นหน่วยทหารประจำการของกองทัพฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ ฟิลิปป์ (พระเจ้าหลุยส์ที่ 2) กษัตริย์แห่งฝรั่งเศส ทรงก่อตั้งกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1831 โดยเริ่มแรกรับสมัครทหารจากกองทหารต่างชาติสวิสและเยอรมันที่เพิ่งยุบไปของราชวงศ์บูร์บง เนื่องจากกองกำลังฝรั่งเศสที่เข้ายึดครองแอลเจียร์ในปี ค.ศ. 1830 ต้องการกำลังเสริม จึงได้มีการขนส่งกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสทางทะเลเป็นหน่วยย่อยจากตูลงไปยังแอลจีเรีย

หน่วยนี้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายทหารฝรั่งเศส และเปิดรับพลเมืองฝรั่งเศสเข้าร่วมด้วย กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสเป็นหน่วยที่เน้นการฝึกฝนไม่เพียงแต่ทักษะทางทหารแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเน้นความสามัคคีในหมู่คณะด้วย เนื่องจากกำลังพลมาจากประเทศต่างๆ ที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน การฝึกฝนเช่นนี้จึงเป็นวิธีหนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้พวกเขาเพื่อให้สามารถทำงานเป็นทีมได้ นับตั้งแต่ปี 1831 กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสได้สูญเสียกำลังพลไปเกือบ 40,000 นายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฝรั่งเศส แอลจีเรีย โมร็อกโก ตูนิเซีย มาดากัสการ์ แอฟริกาตะวันตก เม็กซิโก อิตาลี ไครเมีย สเปน อินโดจีน นอร์เวย์ โลยาดา ซีเรีย ชาด ซาอีร์ เลบานอน แอฟริกากลาง กาบอง คูเวต รวันดา จิบูตี อดีตยูโกสลาเวีย โซมาเลีย สาธารณรัฐคองโก ไอวอรี่โคสต์ อัฟกานิสถาน มาลี ซาเฮล และประเทศอื่นๆ

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสจัดเป็นหน่วยทหารอาสาสมัครชั้นยอดของกองทัพฝรั่งเศส ปัจจุบันมีกำลังพลทั้งสิ้นจำนวนราว 9,500 นาย ก่อตั้งขึ้น เพื่อบูรณาการชาวต่างชาติกองกำลังนี้เป็นที่รู้จักในด้านการฝึกฝนที่เข้มงวด ความสามัคคี และตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นมา มีสมาชิกหลากหลายเชื้อชาติ โดยส่วนใหญ่มาจากอเมริกาใต้และเนปาล ผู้เข้ารับการฝึก (อายุ 17.5–39.5 ปี) จะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายทหารฝรั่งเศส เซ็นสัญญา 5 ปี มักจะใช้ชื่อใหม่ และสามารถได้รับสัญชาติฝรั่งเศสเมื่อสำเร็จการฝึก และปฏิบัติงานครบสามปี โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

-    ภารกิจและองค์ประกอบ: กองทหารต่างชาติปฏิบัติการในฐานะกองกำลังมืออาชีพที่สามารถเคลื่อนพลได้อย่างรวดเร็วในภารกิจต่างประเทศ ปฏิบัติการของสหประชาชาติ และ NATO 
-    การรับสมัครและคุณสมบัติ: ผู้สมัครต้องเป็นเพศชาย อายุระหว่าง 17 ปีหกเดือนจนถึง 39 ปีหกเดือน ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด มีสุขภาพแข็งแรงพร้อมปฏิบัติหน้าที่ และสามารถอ่านและเขียนภาษาแม่ของตนได้ ไม่รับสมัครผู้กระทำความผิดที่มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรงหรือรุนแรงจะไม่ได้รับการยอมรับ 
-    สถานที่และขั้นตอนการสมัคร: ผู้สมัครต้องเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศส (ปารีสหรือโอแบญ) เพื่อสมัครด้วยตนเอง ไม่สามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้
-    ชีวิตและการค่าตอบแทน: เงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 1,500 ยูโรต่อเดือน พร้อมอาหารและที่พักฟรี ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป เงินเดือนอาจสูงถึง 8,000 ยูโร ขึ้นอยู่กับยศและตำแหน่งงาน
-    อัตลักษณ์: ผู้เข้ารับการฝึกสามารถใช้ชื่อใหม่เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ แต่สามารถกลับมาใช้อัตลักษณ์ตามกฎหมายเดิมได้หลังจากรับราชการครบหนึ่งปี 

แม้ว่ากองทหารต่างชาติฝรั่งเศสจะปกป้องความเป็นส่วนตัวของทหารทุกคน แต่ผู้สมัครทุกคนจะถูกสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อค้นหาแรงจูงใจในการเข้าร่วมกองทหารต่างชาติและเพื่อตรวจสอบว่าเขามีประวัติอาชญากรรมหรือไม่ ผู้ที่มีประวัติการกระทำผิดกฎหมายเล็กน้อยจะได้รับการยอมรับ หรือแม้แต่ได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ด้วยเชื่อว่า พวกเขายินดีที่จะละทิ้งชีวิตเดิมและ บูรณาการเข้ากับชีวิตในกองทหารต่างชาติอย่างเต็มที่ 

ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะลงนามในสัญญาเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา 5 ปี และถูกส่งไปฝึกขั้นพื้นฐาน (รวมถึงการเรียนภาษาฝรั่งเศส หากจำเป็น) กับกรมทหารต่างชาติที่ 4 ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกัสเตลโนดารี ประเทศฝรั่งเศส ในระหว่างการฝึกขั้นพื้นฐาน ทหารใหม่จะได้รับหมวกสีขาวแบบดั้งเดิม หรือเคปี บลองก์ในพิธีจุดคบเพลิงอันน่าประทับใจ แม้ว่าหมวกเบเรต์สีเขียวจะยังคงเป็นหมวกประจำการในเครื่องแบบรบของกองทหารก็ตาม ทหารที่ได้รับการคัดเลือกเข้ากรมทหารพลร่มต่างชาติที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกัลวี ในเกาะคอร์ซิกาจะถูกส่งไปฝึกพลร่มที่โรงเรียนพลร่มของฝรั่งเศสที่เมืองปอ มิฉะนั้น พวกเขาจะถูกส่งไปประจำการยังกรมทหารราบต่างชาติที่ 2 ที่เมืองนีมส์ (ฝรั่งเศส) กรมทหารราบต่างชาติที่ 3 ในเฟรนช์เกียนา กองพลน้อยที่ 13 ในจิบูตี กรมทหารม้าต่างชาติที่ 1 ที่เมืองออเรนจ์ (ฝรั่งเศส) กรมทหารช่างต่างชาติที่ 1 และ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองลอดูนและเมืองแซงต์-คริสตอล (ฝรั่งเศส) ตามลำดับ หรือหน่วยทหารต่างชาติขนาดเล็กบนเกาะมายอตต์

แม้ว่าทหารในกองทหารต่างชาติอาจมีสัญชาติใดก็ได้ แต่เจ้าหน้าที่ในกองทหารทั้งหมดเป็นพลเมืองฝรั่งเศสโดยกำเนิดหรือได้รับสัญชาติฝรั่งเศส หลายคนจบจากโรงเรียนนายร้อยทหาร แซงต์-ซีร์ เมืองโคเอตกิดอง ประมาณหนึ่งในสิบของเจ้าหน้าที่เป็นอดีตนายสิบ (NCO) ทหารในกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสสามารถเลื่อนยศเป็นสิบโทได้หลังจากรับราชการสองปี สิบโทที่รับราชการสามปีสามารถเลื่อนยศเป็นจ่า ซึ่งเป็น ยศนาย สิบ ต่ำสุด ยศนายสิบที่สูงกว่านั้นสงวนไว้สำหรับทหารในกองทหารต่างชาติที่สมัครเข้ารับราชการอีกครั้ง

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสยังคงเป็นส่วนสำคัญของกองทัพฝรั่งเศสมาโดยตลอด อยู่รอดมาได้แม้ในยุคสาธารณรัฐฝรั่งเศส 3 สมัย จักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง และแม้กระทั่งสงครามโลกสองครั้ง รวมถึงการเกิดขึ้นและการล่มสลายของกองทัพเกณฑ์ขนาดใหญ่ การยุบเลิกจักรวรรดิอาณานิคมฝรั่งเศส และการสูญเสียฐานที่มั่นของกองทหารต่างชาติในแอลจีเรีย ก่อนสิ้นสุดสงครามแอลจีเรีย กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสเคยถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพแอฟริกา (Armée d'Afrique) เป็นหลัก เพื่อปกป้องและขยายอาณาจักรอาณานิคมของฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 19 ปฏิบัติการในอาณานิคมของฝรั่งเศสในแอฟริกาเหนือ จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามแอลจีเรียในปี 1962 

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสยังได้เข้าร่วมรบในสงครามของฝรั่งเศสเกือบทุกครั้ง รวมถึงสงครามอื่นๆ อาทิ สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสงครามโลกครั้งที่สองปัจจุบัน หน่วยบางส่วนของกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสประจำการอยู่ที่คอร์ซิกาหรือดินแดนในปกครองของฝรั่งเศส (ส่วนใหญ่อยู่ในเฟรนช์กายอานา ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยศูนย์อวกาศกายอานา) ขณะที่ส่วนที่เหลือประจำการอยู่ทางตอนใต้ของแผ่นดินใหญ่ฝรั่งเศส จนกระทั่งปี 1962 กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสไม่เคยประจำการในแผ่นดินใหญ่ของฝรั่งเศสเลย ยกเว้นในช่วงสงคราม กองบัญชาการกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสตั้งอยู่ที่เมืองซิดี เบล อับเบส ประเทศแอลจีเรีย 

กองบัญชาการปัจจุบันตั้งอยู่ที่เมืองโอแบญ (Aubagne ) ชานเมืองของนครมาร์เซย์ เป็นที่ตั้งของกองทหารต่างชาติที่ 1 (1st Foreign Regiment) ซึ่งส่วนใหญ่ทำหน้าที่ด้านการบริหาร ผู้สมัครเข้ารับราชการทหารจะถูกส่งมาจากศูนย์รับสมัครในเมืองใหญ่ๆ ของฝรั่งเศส (ไม่สามารถสมัครเข้ารับราชการทหารในต่างประเทศได้) มายังโอแบญ เพื่อเข้ารับการคัดเลือก โอแบญยังเป็นที่ตั้งของหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ของกองทหารต่างชาติ และเป็นที่ตีพิมพ์นิตยสารของกองทหารต่างชาติชื่อ Képi blanc (“หมวกเคปิสีขาว”) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1947

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างกองทัพฝรั่งเศสและกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสคือ กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสรับคนจากทุกประเทศ ไม่ใช่แค่จากฝรั่งเศสเท่านั้น แต่จากทั่วทุกมุมโลกปัจจุบัน กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสมีผู้คนจากกว่า 140 สัญชาติ อาศัยและทำงานร่วมกัน ทหารในกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสแต่ละคนจะเซ็นสัญญา "à titre étranger" (ในฐานะทหารต่างชาติ) ดังนั้นทหารในกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสจึงสามารถเปลี่ยนกองทหารได้เฉพาะภายในกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสเท่านั้น

ภูมิใจไทยจะจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้สายใต้กี่คน 3-4 ฤา…ถึงเวลา “สรรเพชญ บุญญามณี”แล้ว

สายใต้ภูมิใจไทย ควรมีรัฐมนตรีกี่ตำแหน่ง และควรจัดสรรให้ใครบ้าง

ต้องยอมรับความจริงว่า ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยรุกคืบเข้าสนามเลือกตั้งภาคใต้แบบเข้าเป้า 31 ที่นั่ง จาก 59 ที่นั่ง คว้าไปเกินครึ่ง ฝั่งอันดามันกวาดเกือบเรียบ เว้นภูเก็ต และตรังเท่านั้น สงขลา นครศรีฯก็ต้อนไปเยอะ

แน่นอนว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ ทะลุ 193 ที่นั่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล รวบรวมเสียงได้แล้วเกือบ 300 เสียง

รอเพียงผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)รับรองแล้ว

งั้นเรามาวิเคราะห์สูตรจัดตั้งใหม่แบบตั้งหลักว่า สายใต้ภูมิใจไทยจะมีรัฐมนตรีกี่คน ข้อมูลตั้งต้นคือภูมิใจไทยมี สส.ใต้ 31 คน

สูตรคำนวณในการแบ่งสรรโควต้ารัฐมนตรีน่าจะเป็น  9:1 = 31 ÷ 9 ≈ 3.4
ดังนั้นโควตา “สมเหตุสมผล” คือ 3 ตำแหน่ง หรือถ้าเขี้ยวในการต่อรองอาจจะได้ถึง 4 เก้าอี้

ไม่ต้องโยงบ้านใหญ่
ไม่ต้องโยงจังหวัดที่พรรคไม่ได้ ไม่ต้องโยงข้ามพรรค

หลักคิดควรเป็นแบบนี้ 1.คนจากจังหวัดที่พรรคชนะยกจังหวัด เช่น กระบี่ ชุมพร หรือพังงา ควรจะมี 1 ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ถ้าเชิงลึกจริงๆ ควรจะเป็นกระบี่ 4 สส. น่าจะมีสักตำแหน่ง ส่วนจะเป็นใครอยู่ที่การเจรจาต่อรอง ยังจะเป็นคนเดิมไหม

ส่อง..อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้

ขณะที่บ้านเมืองของเรายังคงอยู่ในสภาวะสงครามชายแดนกับเขมรอยู่ในเวลานี่ ขอหยิบยกเอาเรื่องราวของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศซึ่งถือเป็นศักย์สงครามที่สำคัญมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้พอรู้พอเข้าใจ โดยขอกล่าวถึง “เกาหลีใต้” ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญสงครามจนย่อยยับก่อนกลับกลายมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ รวมถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศลำดับต้น ๆ ของโลกในทุกวันนี้ 

ย้อนไปในปี 1950 ถึง 1953 อันเป็นห้วงเวลาที่เกิดสงครามระหว่างสองเกาหลี จะมีคนไทยในสมัยนั้นสักกี่คนจะเชื่อว่าเกาหลีใต้ ประเทศที่พึ่งพ้นจากการเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามเกาหลีในช่วงทศวรรษ 1950 ทั้งยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารเต็มรูปแบบจากสหรัฐอเมริกา จะเจริญก้าวหน้าจนกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วเช่นทุกวันนี้ เช่นเดียวกับพัฒนาการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้มีการวางแผนและกำหนดนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจนปัจจุบัน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้จัดว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของทวีปเอเชีย และกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ของโลกในปัจจุบัน

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจและความมั่นคงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้าน กำลังการผลิตภายในประเทศ การวิจัยพัฒนา (R&D) และการส่งออกอาวุธไปทั่วโลก พัฒนาการของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้ไม่ได้ก้าวไปอย่างสะเปะสะปะไร้แผนงานและทิศทางในการดำเนินการ โดยรัฐบาลเกาหลีใต้เริ่มสนับสนุนให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีให้เกิดขึ้น และมีความเข้มแข็งขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1970 โดยกำหนดนโยบายในรูปแบบของกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ปี 1973 แผนปรับปรุงกองทัพเกาหลีใต้ ปี 1974 และกฎหมายภาษีป้องกันประเทศ ปี 1975 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกออกแบบให้สนับสนุนทางการเงินให้สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ โดยช่วงทศวรรษ 1970 นโยบายของรัฐบาลให้การสนับสนุนแก่อุตสาหกรรมต่อเรือ อุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้ มีส่วนอย่างสำคัญในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเหล่านี้พัฒนาก้าวหน้าและเติบโตจนกลายเป็นส่วนที่สำคัญอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และก้าวหน้าจนกระทั่งกลายเป็นการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นการรวมตัวกันระหว่างอุตสาหกรรมการต่อเรือ และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนักอื่นๆ

ในช่วงทศวรรษ 1990 อุตสาหกรรมภายในประเทศของเกาหลีใต้สามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์สนองตอบต่อความต้องการของกองทัพเกาหลีใต้ได้ถึงร้อยละ 70 ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ อุปกรณ์สื่อสาร ยานยนต์ เสื้อผ้า เครื่องใช้ ยุทธภัณฑ์และยุทธปัจจัยต่างๆ โดยมี “สำนักงานบริหารโครงการจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหม(The Defense Acquisition Program Administration (DAPA)” ของกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ เป็นผู้รับผิดชอบการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ ยุทธภัณฑ์และยุทธปัจจัยกว่าร้อยละ 95 โดย ทำหน้าที่จัดซื้อจัดจ้างทุกอย่างสำหรับกองทัพเกาหลีใต้ รวมทั้งการจัดการส่งกำลังบำรุง การประมาณการสำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ เจรจาต่อรอง กำหนดคุณลักษณะและการกำหนดมาตรฐานอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ กองทัพเกาหลีใต้ซึ่งเคยพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐอเมริกาเต็มรูปแบบจนกระทั่งกลางทศวรรษ 1960 ในปี 1971 กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ได้จัดตั้ง DAPA ทำหน้าที่เป็นสำนักงานจัดซื้อจัดจ้างแบบบูรณาการ เพื่อปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเกาหลีใต้ให้ทันสมัยเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพบกเกาหลีใต้ ในปัจจุบัน DAPA รับผิดชอบจัดการงบประมาณกว่า 5 ล้านล้านวอน

ในส่วนของการผลิตอาวุธสำหรับกองทัพเกาหลีใต้เกิดขึ้นในปี 1971 เมื่อกระทรวงกลาโหมสร้างโรงงานเพื่อผลิต ประกอบปืนเล็กกลแบบ M-16 ตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยยินยอมให้กองทัพบกเกาหลีใต้สามารถผลิตอาวุธปืน M-16 ได้อย่างเต็มที่ แต่ห้ามผลิตอาวุธปืนดังกล่าวเกินกว่าจำนวนที่กองทัพบกเกาหลีใต้ต้องการโดยปราศจากความยินยอมของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ทำข้อตกลงในลักษณะนี้ในการผลิตอาวุธชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระเบิดมือ กับระเบิด และปืนไร้แรงสะท้อน ตลอดจนกระสุนสำหรับอาวุธที่ผลิตให้กองทัพบกเกาหลีใต้ ในปี 1990 บริษัทเกาหลีใต้ได้รับสัญญาจากกองทัพบกเกาหลีใต้ให้ผลิตรถถัง ปืนใหญ่อัตตาจรและปืนใหญ่ลากจูง รถเกราะ 2 แบบ และเฮลิคอปเตอร์อีก 2 แบบ บริษัทฮุนไดได้รับสัญญาผลิตรถถังแบบ K-1 มีปืนใหญ่รถถังขนาด 105 mm. ซึ่งพัฒนาจากรถถัง M48A5 ที่กองทัพบกเกาหลีใต้ใช้ ซึ่งมีการนำเข้าชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ระบบควบคุมการยิง และระบบส่งกำลัง 

นอกจากนั้นแล้วผลิตในเกาหลีใต้ทั้งหมด ซัมซุงได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่อัตตาจร 155 mm. M-109 เกียได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่ลากจูง KH-178 ขนาด 105 mm. และ KH-179 ขนาด 155 mm. แดวูและเอเชียมอเตอร์ได้รับสัญญาผลิตรถหุ้มเกราะลักษณะ KM-900 ที่ออกแบบโดยบริษัท FIAT (อิตาลี) ในปี 1990 บริษัทเกาหลีใต้ได้รับสัญญาจากกองทัพบกเกาหลีใต้ให้ผลิตรถถัง ปืนใหญ่อัตตาจรและปืนใหญ่ลากจูง รถเกราะ 2 แบบ และเฮลิคอปเตอร์อีก 2 แบบ บริษัทฮุนไดได้รับสัญญาผลิตรถถังแบบ K-1 มีปืนใหญ่รถถังขนาด 105 mm. ซึ่งพัฒนาจากรถถัง M48A5 ที่กองทัพบกเกาหลีใต้ใช้ ซึ่งมีการนำเข้าชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ระบบควบคุมการยิง และระบบส่งกำลัง นอกจากนั้นแล้วผลิตในเกาหลีใต้ทั้งหมด ซัมซุงได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่อัตตาจร 155 mm. M-109 เกียได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่ลากจูง KH-178 ขนาด 105 mm. และ KH-179 ขนาด 155 mm. แดวูและเอเชียมอเตอร์ได้รับสัญญาผลิตรถหุ้มเกราะลักษณะ KM-900 ที่ออกแบบโดยบริษัท FIAT (อิตาลี)

บริษัทเบลล์เฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐและบริษัทซัมซุงร่วมกันผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1 บริษัทซิกอร์สกี้ของสหรัฐและแดวูร่วมกันผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบ S-76 โคเรียนแอร์กลายเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานส่วนใหญ่ของกองทัพอากาศเกาหลีใต้ และกองทัพอากาศของสหรัฐฯ ได้ทำสัญญาจ้างโคเรียนแอร์ในการปรนนิบัติบำรุงเครื่องบินแบบ F-4 F15 A-10 และ C-130 ที่ประจำการในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ห้วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 เกาหลีใต้กลายเป็นผู้ต่อเรือรายใหญ่ของโลก ทั้งเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ และแท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งมีฮุนไดเป็นบริษัทชั้นนำ และต่อมาแดวูก็เข้ามาร่วมแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ ต่อมาจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำของโลก ซึ่งการสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่นต่ออุตสาหกรรมต่อเรือของญี่ปุ่น บริษัทต่อเรือเกาหลีจึงหันความสนใจมายังการต่อเรือรบ ซึ่งต่อมาได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการต่อเรือนำเข้าจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันในการต่อเรือดำน้ำแบบ U-209 ขนาด 150 ตัน ซึ่งกองทัพเรือเกาหลีใต้ได้ส่งต่อเพื่อใช้ในการป้องกันภัยคุกคามจากเรือดำน้ำของเกาหลีเหนือ ปลายทศวรรษ 1990 เกาหลีใต้มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศติดอันดับโลก ด้วยงบประมาณในการจัดหาอาวุธกว่า 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทในประเทศเกาหลีใต้เป็นผู้ผลิตอาวุธส่วนใหญ่ที่ใช้ในกองทัพเกาหลีใต้ ทั้งมีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนา และผลิตระบบอาวุธแบบใหม่ อีกทั้งบริษัทขนาดเล็กอีกเป็นจำนวนมากมีส่วนร่วมในฐานะคู่สัญญารับเหมาช่วงของบริษัทใหญ่ๆ เหล่านั้น รัฐบาลเกาหลีใต้เองก็ต้องการปฏิรูปกองทัพเกาหลีใต้ให้มีความแข็งแกร่งในระดับเดียวกับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของตน ยิ่งทำให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีได้รับอานิสงค์จนสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ปัจจุบันเกาหลีใต้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง เช่น เครื่องบินฝึกแบบ KAI KT-1 Woongbi ให้กองทัพอากาศอินโดนีเซีย ตุรกี และเปรู เครื่องบินโจมตีฝึกแบบ KAI T/A-50 Golden Eagle ให้กองทัพอากาศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิรัก และ ไทย นอกจากเครื่องบินรบแล้ว อาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ ที่ผลิตโดยเกาหลีใต้ ก็ยังเป็นที่สนใจของตลาดอาวุธอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น ปืนใหญ่อัตตาจร K-9 155/52 mm ซึ่งมีระยะยิงมากกว่า 40 กิโลเมตร รถถังแบบ K2 Black Panther รถสายพายพานลำเลียงพลแบบ K21 ติดปืนใหญ่อัตโนมัติ 40 มม. สามารถเดินทางที่ความเร็วสูงสุดถึง 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและ 7.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในน้ำ นอกจากนั้นแล้วเกาหลีใต้ยังมีขีดความสามารถในการผลิตขีปนาวุธที่มีเทคโนโลยีสูง เช่น ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบ Haeseong (SSM-700K Haeseong (C-Star) Anti-ship Missile) ซึ่งจะแทนที่ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบ Harpoon ของสหรัฐฯ และขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบ Singung (KP-SAM Shin-Gung or Shin-Kung or Chiron) ซึ่งจะแทนที่ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานแบบ Stinger ของสหรัฐฯ ในอนาคตอีกด้วย

เมื่อย้อนกลับมาดูพัฒนาการของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของบ้านเราซึ่งไม่ได้มีการวางแผนและกำหนดนโยบายดังเช่นที่เกาหลีใต้ทำเมื่อกว่า 40 ปีล่วงมาแล้ว อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในเชิงนโยบายจึงล้าหลังกว่าเกาหลีใต้ถึงกว่า 40 ปีเลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยนั้นจัดว่าอยู่ในอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคนี้ และรวมถึงทวีปเอเชียเสียด้วยซ้ำไป ทำไมเราจึงช้ากว่าเกาหลีใต้ถึงกว่า 40 ปี ประการแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ไทยกลายเป็นพันธมิตรทางการทหารที่แนบแน่นกับสหรัฐอเมริกา จึงได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างมากมายมหาศาล จนเหล่าทัพต่าง ๆ พากันยุติการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อใช้เองไปโดยปริยายกระทั่งมีการชับไล่กองกำลังสหรัฐฯ ให้ออกจากประเทศไทยในปี พ.ศ. 2519 ทำให้ความช่วยเหลือทางทหารลดลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือน้อยมาก 

ประการต่อมาอาวุธทางการนับแต่ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตย เราพึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาวุธเพียง 2 ฉบับเท่านั้น ฉบับแรกคือ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 37 (ปร.37) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาวุธของเอกชนเพื่อใช้ออกกฎกระทรวงจนกระทั่งฉบับต่อมาคือ พระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศฉบับที่ 2 ต่อมา มีการจัดตั้ง “สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ” มีฐานะเป็นองค์การมหาชนแห่งแรกของกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552 ก็ตาม แต่บทบาทหน้าที่การทำงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจนทุกวันนี้ แต่ยังไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มีพัฒนาการและเจริญเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ

‘อ้อย-สมชาติ ประดิษฐ์พร’ บ้านใหญ่สุราษฎร์ 1 เดียวผู้นำพาประชาธิปัตย์ก้าวข้ามหลุมดำ

ปรากฏการณ์ประชาธิปัตย์ฟื้นคืนชีพสะท้อนผ่านสนามเลือกตั้งภาคใต้ในบางจังหวัด เช่น นครศรีธรรมราช 4 คน สงขลา 2 คน ตรัง 2 คน แต่ยังไม่เพียงพอจะตอบว่า “ประชาธิปัตย์กลับมาแล้วกับกระแสช่วงก่อนหย่อนบัตรที่มาแรงมาก แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ประชาธิปัตย์ไม่สูญพันธุ์ ไม่ใช่พรรคต่ำสิบตามคำปรามาสอีกต่อไป

ปรากฏการณ์ “สมชาติ ประดิษฐ์พร” บ้านใหญ่ที่ไม่เคยหายไปไหนก็กลับมาทวงแชมป์คืนในการเลือกตั้งรอบใหม่ หลังจากประชาธิปัตย์แพ้ยกจังหวัดสุราษฎร์ธานีในการเลือกตั้ง ปี 66

สมชาติ ประดิษฐ์พร อดีต ส.ส. 1 สมัย จากพรรคประชาธิปัตย์ คือหนึ่งในตัวแทนการเมืองแบบ “บ้านใหญ่ท้องถิ่น” ที่ฝังรากลึกในพื้นที่มายาวนาน กลับมาแจ้งเกิดใหม่ และพร้อมเดินหน้าสร้างพรรคต่อไปกลายเป็นการรีเทิร์นที่มีนัยสำคัญ

สมชาติ ประดิษฐพร ว่าที่ ส.ส.เขต 4 สุราษฎร์ธานี หนึ่งเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้คร่ำวอดในแวดวงการเมืองมาอย่างยาวนาน เป็นอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์มาก่อนเพลี่ยงพล้ำให้กระแสลุงตู่ฟีเวอร์ พ่ายให้กับพันธ์ศักดิ์ บุญแทน จากค่ายรวมไทยสร้างชาติ

อ้อย-สมชาติ ลงเลือกตั้งปี 69 เจอคู่แข่งเก่า สส.ตุด พันธ์ศักดิ์ บุญแทน ที่ย้ายค่ายไปสังกัดสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย อ้อย-สมชาติกลับมาชนะใจคนเขต 4 ได้อีกครั้ง คะแนนรวม 40,000 กว่าคะแนน

กล่าวถึงสมชาติ เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2509 ที่ตำบลท่าโรงช้าง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นบุตรของดำรง กับนางประภา ประดิษฐพร ด้านครอบครัวสมรสกับนางวสุ ประดิษฐพร (สกุลเดิม: ยังวิวัฒน์) นายกเทศมนตรีเมืองท่าข้าม มีบุตร 3 คน คือ เด็กหญิงโอฬาริศา ประดิษฐพร, เด็กหญิงไอยวริญ ประดิษฐพร และเด็กหญิงอริญรดา ประดิษฐพร

สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม และระดับปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ จากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

สมชาติ เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3 สมัย (2534–2542, 2543–2554, 2555–2561) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2540–2543) และได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2552–2561)

จุดยืนที่หนักแน่นชัดเจนมั่นคงต่ออุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ชาวบ้านเกิดแรงรักแรงศรัทธาต่อนักการเมืองอย่างอ้อย-สมชาติ

ทำให้ชนะหัวใจของชาวสุราษฎร์ธานีอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทั้งคะแนนเขต และคะแนนบัญชีรายชื่อที่มากที่สุดถึง 330,000 กว่าคะแนน ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับต้นๆของภาคใต้

การกลับมาของอ้อย-สมชาติ คำถามคือ…นี่คือการฟื้นตัวของพรรคประชาธิปัตย์ หรือเป็นเรื่องของ “ตัวบุคคล” หรือสัญญาณชีพของ “เครือข่ายบ้านใหญ่”?

กรณีของสมชาติ จุดแข็งไม่ได้อยู่ที่โลโก้พรรคอย่างเดียว แต่อยู่ที่ สายสัมพันธ์ในพื้นที่ ที่สั่งสมมานาน เวลาเลือกตั้ง บ้านใหญ่ไม่ได้เริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง แต่เริ่มจาก “ทุนทางสังคม” ที่สะสมไว้

ปี 66 ประชาธิปัตย์แพ้เรียบ ยกจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะอะไร

ปี 2566 เป็นปีที่ “กระแสชาติ” กลบ “กระแสพื้นที่”
หลายจังหวัดเกิดการเปลี่ยนขั้วแบบยกแผง บ้านใหญ่หลายแห่งโดนกระแสพรรคใหญ่ระดับประเทศดูดฐานเสียงไป อันเป็นการสอบตกในห่วงกระแสประชาธิปัตย์วูบไปมาก

บ้านใหญ่จึงเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่โดนไฟป่า ไม่ได้ตาย แต่ใบไหม้เกรียม
ปี 69 กลับมาได้ 1 เขต อันเป็นการสะท้อนว่า การกลับมาได้ 1 เขต ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันสะท้อนว่าฐานเสียง “แกนแข็ง” ยังอยู่ /เครือข่ายท้องถิ่นยังทำงาน เมื่อกระแสชาติอ่อนลง การเมืองพื้นที่จะกลับมามีบทบาท

บ้านใหญ่แบบสมชาติไม่ได้ชนะเพราะกระแส แต่ชนะเพราะ ความผูกพันเชิงพื้นที่ พูดง่าย ๆ คือ
กระแสมาเร็วไปเร็ว
แต่ความสัมพันธ์ในชุมชนเดินช้า ๆ และอยู่นาน มั่นคงยั่งยืน

นี่คือสัญญาณฟื้นของประชาธิปัตย์หรือไม่?
คำตอบยังไม่เต็มร้อย
ถ้าเป็นการชนะจาก “ตัวบุคคล” แค่คือชัยชนะเฉพาะจุด ถ้าเป็นการชนะจาก “โครงสร้างพรรค” คือการฟื้นระดับระบบ

กรณีนี้ดูจะเอนเอียงไปทาง พลังบ้านใหญ่เฉพาะพื้นที่ มากกว่าพลังแบรนด์พรรค

เสียงกระซิบจากอดีต….เมียหลวงคือผู้ให้กำเนิดเมียน้อย อัตลักษณ์ของสยามประเทศที่ไม่มีใครเหมือน

นี่หลังเรื่องตั้งแล้ว  ใครอยากเลือกใคร ได้ใครก็สมใจแล้ว  ส่วนใครไม่พอใจก็ต้องมีใจนักเลงกันบ้างนะคะ  ไม่ใช่แพ้แล้วพาล เอะอะว่าพอคนของตนไม่ชนะก็หาว่าโกงบ้างละ  เพราะถ้าจะให้พูดว่าโกงมันก็มีกันหมดละคะ  มากน้อยต่างกันไป  ขนาดญาติโกของเอย่าที่ตั้งท่าด่านายใหญ่พรรคการเมืองหนึ่งมาร่วมสิบปี  มาวันนี้คนสนิทเขาย้ายพรรคไปอยู่พรรคที่นายใหญ่เป็นผู้ก่อตั้ง  ยังกลืนน้ำลายสิบปีเลิกด่ามาเป็นกระบอกเสียงได้  เพราะฉะนั้นอย่าคิดมากคะ  

มาประเด็นของวันนี้กัน  เผอิญช่วงนี้มีแต่คนวิ่งเข้ามาปรึกษาเรื่องปัญหาครอบครัวกับเอย่าเยอะจนเอย่าสงสัยว่า เอ๊ะ….ในไทยเราเนี่ยในอดีตเป็นอย่างไรโดยเฉพาะเรื่องสถาบันครอบครัว  และวันนี้เอย่าก็ไปค้นมาให้อ่านกันคะ

ทราบไหมคะในอดีตของไทยหรือสยามประเทศแล้ว หากเปรียบเทียบกับประเทศรอบข้างไม่ว่าจะเป็น พม่า มอญ กะเหรี่ยง ลาวและเขมร หากเป็นชนชั้นปกครองหรือชนชั้นผู้นำมักจะมีภรรยามากกว่า 1 แต่การมีภรรยามากของชนชั้นปกครองนั้นไม่ได้เป็นเหตุผลทางกามารมณ์แต่เป็นเรื่องการเมือง การปกครองและอำนาจล้วน ๆ อย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์  ส่วนแท้จริงแล้วสำหรับคนทั่วไปในสยามประเทศนั้นมักจะมีเมียคนเดียว  แต่ไม่ใช่เหตุผลว่ารักเมียนะคะหรือเหตุผลทางศาสนาด้วย  เพราะในศาสนาพุทธระบุว่ากไม่ล่วงละเมิดคู่ครองของผู้อื่น การไม่แย่งชิงคนรักของคนอื่น ไม่ผิดลูกผิดเมียคนอื่น และไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนที่มีเจ้าของหรือคนที่มีผู้คุ้มครองดูแล แต่เหตุผลที่แท้จริงนั้นของการมีเมียเพียงคนเดียวของคนสยาม หมายถึงการที่ผัวจะต้องมีความรับผิดชอบในการดูแลครอบครัวของเมียด้วยนั่นเอง 

จึงมีคำว่า “แต่งเขยเข้าบ้าน” เพราะในอดีตการแต่งงานคือการที่ผู้ชายต้องเข้าไปอยู่อาศัยในบ้านผู้หญิงดูแลรับใช้ฝ่ายเมียและครอบครัวเมีย นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “เจ้าบ่าว” นั่นเอง เพราะผู้ชายไปเป็นบ่าวหรือผู้รับใช้ในบ้านของเมีย อีกอย่างในอดีตนั้น เมียเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินที่ผัวทำงานหามาได้ ดังนั้นหากเลี้ยงดูเมียและครอบครัวเมียยังไม่รอดอย่าหาทำมีเมียคนที่สองเพราะว่าการมีเมียคนที่ 2 จะต้องแยกเรือน แยกทรัพย์สิน ซึ่งเดี๋ยวเอย่าจะเล่าให้ฟังด้านล่างนะคะ

จุดนี้จะเหมือนกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็น พม่า มอญ กะเหรี่ยง ลาว เขมร จะมีลักษณะครอบครัวที่เป็นครอบครัวเดียวเหมือนกันแต่แตกต่างกันในความเชื่อ เช่นสำหรับคนมอญแล้ว การมีเมียน้อยถือเป็นการผิดผีถือเป็นเรื่องผิดศีลธรรมในครอบครัวเช่นเดียวกับชาวกะเหรี่ยงที่มองว่าการนอกใจเป็นความผิดทางสังคมและสังคมชาวกะเหรี่ยงไม่ยอมรับ เช่นเดียวกับพม่า ที่ว่าเมียน้อยถือเป็นเมียที่ไม่มีสถานะทางสังคมเช่นกัน  ซึ่งต่างจากสยามเพราะในสยามมีกฎหมายระบุถึงสิทธิทางสังคมของเมียน้อยชัดเจน  

ส่วนในลาวนั้นคนลาวจะอยู่เป็นครอบครัวใหญ่และหากฝ่ายชายจะไปมีคนอื่นมักจบความสัมพันธ์กับเมียก่อน  ในขณะที่เขมรนั้นถ้าในราชสำนักโบราณมีการระบุว่าเป็นฮาเร็มชัดเจนแต่สำหรับคนเขมรทั่วไปแล้วไม่ได้นำจารีตในราชสำนักมาใช้มากเท่ากับสยาม

มาจุดนี้ทำไมถึงบอกว่าในสยามเมียหลวงให้กำเนิดเมียน้อยละ…? สิ่งนี้ไม่ได้ระบุชัดเจนจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งแต่มาจาก 3 แหล่งกล่าวคือ หากผัวอยากมีเมียน้อย ต้องได้รับอนุญาตจากเมียเสียก่อน  ซึ่งในอดีตบางครอบครัวเมียหลักไม่สามารถมีทายาทได้ อาจจะยอมให้ผัวตนมีเมียเพิ่ม  แหล่งที่ 2 คือกฎหมายตราสามดวง ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมีเมียน้อยถ้าเมียหลวงไม่ยอม” และสุดท้ายคือจารีตสังคม เพราะการมีเมียเพิ่มในอดีตไม่ได้ปกปิดซ่อนกิ๊กเหมือนสมัยนี้แต่เป็นการออกหน้าออกตาให้รู้เลยว่าบ้านนี้มีฐานะและสามารถดูแลภรรยาได้มากกว่า 1 คน

จาก “เมืองกรุงเทพ” กลายเป็น “เมืองกรุงส้ม” กับความรู้สึกน่าอับอาย ในสายตา “คนต่างจังหวัด”

เลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา “พรรคส้มสามกีบ” แม้จะไม่ได้คะแนนรวม “อันดับหนึ่งของประเทศ” เหมือนสมัยเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี ๒๕๖๖ แต่ก็สามารถ “มัดหัวใจคนหลงส้ม” ณ เมืองหลวงไทยไปได้แบบยกจังหวัด เปลี่ยนหลากสีสันของกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของคนไทย กลายสภาพเป็น “เมืองหลวงของคนส้ม” สีเดียว เพียงชั่วข้ามคืน 
 

เปลือยล่อนจ้อนให้เห็นว่า คนกรุงเทพในจำนวนที่กาเลือก “พรรคสามกีบ” ไม่ได้สนใจพฤติกรรมของ “นักการเมืองล้มสถาบัน” ว่าเคยแสดงออกในทางเลว ๆ ต่อสังคมไทยอย่างไร เขาเลือกเพราะยังคงมองพรรคส้มเป็น “ของวิเศษ” ที่จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทยได้ 
 

เป็นความเชื่อตามระดับสติปัญญาของคนกรุงเทพที่นิยมชมชอบพรรคส้มแบบไม่ลืมหูลืมตา 

หนำซ้ำคนเมืองหลวงที่เลือกส้ม ยังพากันเขียนก่นด่าว่าคนต่างจังหวัดไม่ได้ฉลาด ยังคงโง่ที่พากันไปกาเลือกพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พรรคส้มเหมือนที่ตนเองเลือก หลายโพสต์มีข้อความคล้าย ๆ กันออกมาประมาณว่า “คนกรุงเทพตื่นแล้ว แต่คนต่างจังหวัดยังคงดักดานไม่เลิกรา”

ประกันสังคม สวัสดิการคนแรงงาน อย่าเอามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ปั่นกระแส “ประกันสังคม” เพื่อดึงคะแนนเสียงคนแรงงาน กับการขึ้นอัตราการหักเงินรายเดือนสูงสุดจาก 750 บาท (5% จากฐานเงินเดือน 15,000 บาท) เป็น 875 บาท ต่อเดือน เริ่มตั้งแต่ปี 2569-2571 สร้างความไม่พอใจกับกลุ่มแรงงาน โจมตีประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง

จ่าย 750 บาท ต่อเดือน รวมเป็นปีละ 9,000 บาท แต่เบิกค่าทำฟันได้สูงสุด 900 บาท ต่อปี
ปีนี้ส่งประกันสังคมเพิ่มเป็น 875 นายจ้าง 875 รัฐ 481 รวมเดือนละ 2,231 หรือปีละ 26,772 บาท ถ้าเอาไปซื้อประกันเอง อันไหนคุ้มกว่ากัน 

ใช้งบ 276 ล้านบาท ทำระบบประกันสังคมใหม่ ระบบเข้าใช้งานไม่ได้ แอปฯล่ม ไม่คุ้มค่า
พร้อมข่าวบิดเบือน ใช้งบประกันสังคมบินเฟิร์สคลาสไปดูงานทิพย์ ก่อนที่จะมาโพสต์แก้ข่าวทีหลัง

ปั่นกระแส สร้างความโกรธแค้นให้คนแรงงาน สร้างความแตกแยกในสังคม ลองมาแยกแยะประเด็นพิจารณาดูในแต่ละหัวข้อ

ทำฟันปีละ 900 บาท แต่เงินสมทบไม่ได้ลดลง แถมการทำฟันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสวัสดิการที่จะได้รับ การเบิกค่ารักษาพยาบาลในแต่ละเดือน ในแต่ละปีอีกละ

อยากซื้อประกันเอง ลองดูว่า ความคุ้มครองของประกันสุขภาพ คุ้มครองได้เท่าประกันสังคมไหม และที่สำคัญ อย่านับรวมเงินที่นายจ้าง รัฐบาลสมทบให้ในแต่ละเดือน ต้องคำนวณเฉพาะที่ตนเองถูกหักรายเดือน 875 บาท = ปีละ 10,500 บาท จะซื้อกรมธรรม์ดีๆ ได้สักกรมธรรม์ไหม

Brownie Mary ผู้ริเริ่มและรณรงค์ให้ใช้กัญชาทางการแพทย์เป็นเรื่องถูกกฎหมาย

จนกระทั่งศตวรรษที่ 20 สหรัฐอเมริกาไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับการปลูกและการบริโภคกัญชา แต่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 การครอบครองกัญชาถือเป็นอาชญากรรมในทุกรัฐของสหรัฐอเมริกา (และประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่) เพราะ “กัญชา” ถูกจัดให้เป็นยาเสพติด แต่เมื่อ Mary Jane Rathbun ผู้ใช้กัญชามาตั้งแต่ปี 1974 ในวัย 52 ปี เพื่อบำบัดอาการเศร้าโศกจากการสูญเสีย Peggy อายุ 22 ปี ลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอ ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ในปี 1974 ขณะอายุเพียง 22 ปี

เธอถูกจับกุมเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 57 ปี ตำรวจพบกัญชาจำนวน 18 ปอนด์ในอพาร์ตเมนต์ของเธอ และพวกเขาพบขนมบราวนี่ใส่กัญชาจำนวน 54 โหลวางพักไว้ให้เย็นอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวของเธอ ซึ่งเธอยิ้มและพูดว่า “ฉันคิดว่า สักวันพวกคุณจะมา” ในช่วงเวลานี้เองที่สื่อเริ่มเรียกเธอว่า " Brownie Mary" เธอสารภาพผิดในข้อหาครอบครองยาเสพติด 9 กระทง และได้รับโทษรอลงอาญา 3 ปี ผู้พิพากษายังตัดสินให้เธอทำงานบริการชุมชน 500 ชั่วโมง โดยผู้พิพากษาเชื่อคำตัดสินว่าเป็นการลงโทษเธอ แต่คำพิพากษานี้กลับริเริ่มบางสิ่งบางอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงวงการแพทย์ของสหรัฐอเมริกาไปอย่างสิ้นเชิง

เธอเริ่มทำงานกับ Shanti Project ซึ่งเป็นกลุ่มช่วยเหลือสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS เธอทำงานครบ 500 ชั่วโมงในเวลาเพียง 60 วัน โดยเป็นอาสาสมัครในโครงการชานติ ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายจากโรคที่คนส่วนใหญ่ในประเทศปฏิเสธที่จะมองเห็น (เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1981 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ CDC ใช้คำว่า "เอดส์" เป็นครั้งแรก) แม้ว่าจะไม่ต้องทำกิจกรรมบริการชุมชนอีกต่อไปแล้ว เธอก็ยังคงทำงานให้กับโรงทานเซนต์มาร์ติน เดอ ปอร์ส จนถึงปี 1982 

ลูกค้า Brownie ของเธอส่วนใหญ่เป็นชายรักร่วมเพศ เมื่อพวกเขาเริ่มป่วยด้วยโรคเอดส์ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เธอสังเกตเห็นว่ากัญชาช่วยบรรเทาความผอมแห้งของพวกเขาได้ และเธอยังพบว่าสิ่งนี้เป็นจริงสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วย ผู้คนเริ่มบริจาคกัญชาให้กับเธอ และเธอได้อบ Brownie วันละหลายร้อยชิ้น และแจกจ่ายให้กับผู้ป่วยโดยไม่คิดเงิน เธอใช้เงินบำนาญประกันสังคมรายเดือน 650 ดอลลาร์ ช่วยให้เธอซื้ออุปกรณ์ทำขนมได้

จากการที่สำนักข่าว Associated Press, United Press International, Reuters และ CNN ได้เผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับการจับกุมเธอไปทั่วโลก และทำให้การรณรงค์ของเธอเพื่อการเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ภาพลักษณ์ที่ดูใจดีของเธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวเพื่อกัญชาทางการแพทย์ในอเมริกาในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งได้รับความสนับสนุนและความเห็นใจจากผู้คนให้การสนับสนุน Proposition P และ California Proposition 215 ได้รับแรงผลักดันมากขึ้นเมื่อการจับกุมของเธอถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ 

ในปี 1992 Mary และคดีความของเธอ กลายเป็น "สาเหตุสำคัญสำหรับผู้ที่ต่อสู้เพื่อทำให้กัญชาถูกกฎหมายสำหรับการใช้ทางการแพทย์...วีรสตรีสำหรับผู้ป่วยเอดส์และมะเร็ง" ความพยายามของเธอในการดำเนินการโดยตรงในประเด็นนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการสนับสนุนทางการเลือกตั้งสำหรับกัญชาทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา "ในปี 1996 มลรัฐแคลิฟอร์เนียได้ผ่อนปรนกฎหมายเกี่ยวกับการใช้กัญชา การเปลี่ยนแปลงนี้อนุญาตให้แพทย์ในรัฐสามารถสั่งจ่ายยาได้หากเขาเชื่อว่ายาจะช่วยลดความเจ็บปวดของผู้ป่วย การผ่อนคลายทัศนคติของประชาชนต่อการใช้กัญชาส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก Mary Jane Rathbun"

ถามภาษีนี้เพื่อใคร….กับประกาศราชกิจจาฯให้สถานศึกษารับเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ให้เข้าเรียนได้

วันนี้เอย่าสายแทบไหม้เมื่อมีคนโทรมาถามว่ารู้เรื่องราชกิจจาประกาศว่าให้สถานศึกษารับเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ให้เข้าเรียนได้ หรือยัง  ฟังเผินๆเอย่าก็บอกว่าไม่มีอะไรนี่  ทุกวันนี้เด็กต่างด้าวที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ก็เรียนในโรงเรียนรัฐได้อยู่แล้ว  แต่ประเด็นคือ ประกาศนี้เป็นการระบุว่า การเล่าเรียนนี้เป็นการเล่าเรียนฟรีในส่วนของค่าเล่าเรียน โดยเด็กเหล่าจะนี้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 15 ปี โดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน

พอมาย้อนดูประวัติว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากไหนก็จะพบว่า เรื่องประกาศ “ราชกิจจานุเบกษา” ให้สถานศึกษารับเด็กต่างด้าว-ไร้ทะเบียนราษฎร์-ไม่มีสัญชาติไทย เข้าเรียนได้ นั้น มีรากฐานมาจาก มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทย ที่ยืนยันสิทธิทางการศึกษาให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับโอกาสเข้าศึกษา ไม่ว่ามีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ตาม โดยมติครม. ดังกล่าวมีมาตั้งแต่ ปี 2548 โดยเรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นผลจากมติของ “คณะรัฐมนตรี” ซึ่งมักประกอบไปด้วยหลายพรรคที่เป็นรัฐบาลในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่มี ส.ส. จากพรรคต่าง ๆ เป็นแกนนำ (เช่น พรรคเพื่อไทยในอดีต) และมีการผลักดันเรื่อง “การศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All)” ให้เป็นนโยบายของรัฐบาล และมีการอ้างเจตนารมณ์นี้ในบริบทด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิเด็ก

ต่อมามีพรรคการเมืองที่เข้ามาสนับสนุนเพิ่มก็คือ พรรคก้าวไกล โดยมี ส.ส. พรรคร่วมกันเสนอให้ตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญ” เพื่อติดตามปัญหาการเข้าถึงการศึกษาของเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์/ไม่มีสัญชาติไทย สะท้อนแนวคิดให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยไม่ได้ดูที่สถานะเอกสารของเด็กอย่างเคร่งครัด ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆเช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย หรือ พรรคไทยสร้างไทย ที่มีนโยบายในภาพรวมเกี่ยวกับการพัฒนาโอกาสด้านการศึกษา แต่ยังไม่มีการเน้นหรือเสนอเป็นกิจกรรมเฉพาะด้านเรื่องสิทธิเด็กไร้เอกสารแบบที่พรรคก้าวไกลเสนอในสภา

STANAGs (มาตรฐาน NATO) ระบบที่ทำให้กองทัพของชาติสมาชิก NATO สามารถปฏิบัติการร่วมกันได้

ก่อนหน้าการก่อตั้ง “องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( NATO )” ในปี 1949 ประเทศต่าง ๆ ทั้งยุโรปและอเมริกาต่างก็มีระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ที่แตกต่างกันไป ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เฉพาะกองทัพสหรัฐฯ มีกระสุนปืนเล็กใช้งานถึง 3 ขนาด ได้แก่ (1) .30-06 สำหรับปืนเล็กยาวแบบ M1 Garand อันเป็นปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพบกและกองกำลังนาวิกโยธิน (2) .30 สำหรับปืนเล็กสั้นแบบ M1 Carbine ซึ่งใช้สำหรับนายทหาร และหน่วยพลร่ม (3) .45ACP สำหรับปืนกลมือแบบ Thompson และ M3 ซึ่งใช้สำหรับนายทหาร หน่วยรบที่มีการสู้รบในระยะประชิด และหน่วยพลร่ม และปืนพกประจำกายหลักคือ ปืนพกแบบ M1911A1 ดังนั้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีในเวลาต่อมา กองทัพสหรัฐฯ จึงต้องมีกระสุน 3 แบบนี้ในการส่งกำลังบำรุงเพื่อสนับสนุนการรบ ในขณะที่พันธมิตรสำคัญอย่างอังกฤษใช้กระสุนขนาด .303 British สำหรับปืนเล็กยาวหลักประจำกายแบบ Lee Enfield กระสุนขนาด 9 ม.ม. สำหรับปืนกลมือ STEN และกระสุนขนาด .38SPL สำหรับปืนพกประจำกาย

แน่นอนที่สุด เมื่อระบบอาวุธยุทโธปกรณ์มีความแตกต่างกันทำให้กองทัพสัมพันธมิตรจึงมีปัญหาในการส่งกำลังบำรุง โดยเฉพาะ “กระสุน” ซึ่งเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการรบ เมื่อองค์การ NATO กำเนิดเกิดขึ้นได้มีการหยิบยกเอาเรื่องของมาตรฐานระบบอาวุธยุทโธปกรณ์มาพูดคุยกันจนกระทั่งในราวปี 1957 จึงมีการยอมรับให้กระสุนขนาด 7.62x51 ม.ม. (7.62 NATO) เป็นกระสุนขนาดมาตรฐานสำหรับปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพชาติสมาชิก NATO แต่ด้วยปัญหาเรื่องน้ำหนักของตัวปืนและกระสุนทำให้พกพากระสุนไปได้น้อย กอปรกับปัญหาเรื่องแรงสะท้อนถอยหลังสูง โดยเฉพาะเมื่อทำการยิงแบบอัตโนมัติแทบจะไม่สามารถควบคุมปืนได้ จึงมีการพัฒนากระสุนแบบ 5.56x45 ม.ม. (5.56 NATO) มาแทนที่จนปัจจุบันกลายเป็นกระสุนขนาดมาตรฐานสำหรับปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพชาติสมาชิก NATO มาจนทุกวันนี้

เพื่อให้กองทัพของชาติสมาชิก NATO สามารถใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ร่วมกันได้ องค์การ NATO จึงมีการจัดทำข้อตกลงมาตรฐาน (Standardization Agreements: STANAGs) เพื่อเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกของ NATIO เป็นการทำให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามขั้นตอน มาตรฐานอุปกรณ์ และระเบียบปฏิบัติการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เกิดความร่วมมือที่สะดวก ราบรื่น ในระหว่างภารกิจและการปฏิบัติการร่วมกัน โดย STANAGs เป็นเอกสารของ NATO ที่กำหนดมาตรฐานสำหรับการปฏิบัติการทางทหารและทางเทคนิค เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก ข้อตกลงเหล่านี้ครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลาย เช่น การสื่อสาร การขนส่ง ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ และขั้นตอนการฝึกอบรม การปฏิบัติตาม STANAGs ช่วยให้ประเทศสมาชิก NATO สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ทำให้มั่นใจได้ถึงความพร้อมและความเป็นเอกภาพในการป้องกันร่วมกัน

STANAGs มีวัตถุประสงค์หลักคือ การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อให้กองกำลัง NATO สามารถทำงานร่วมกันได้โดยปราศจากอุปสรรคสำคัญ ประโยชน์หลัก ๆ ได้แก่:
-    ความสามารถในการทำงานร่วมกัน:การรับรองว่าอุปกรณ์ ยุทธวิธี และโปรโตคอลการสื่อสารสามารถใช้งานร่วมกันได้ระหว่างประเทศต่าง ๆ สิ่งนี้ช่วยให้กองกำลัง NATO สามารถประสานงานได้อย่างราบรื่นในระหว่างปฏิบัติการข้ามชาติ เช่น ภารกิจรักษาสันติภาพหรือการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกัน ตัวอย่างเช่น โปรโตคอลการสื่อสารที่เป็นมาตรฐานช่วยให้กองกำลังสามารถแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองและตอบสนองต่อสถานการณ์ในสนามรบที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เกิดความล่าช้าหรือความเข้าใจผิด
-    ประสิทธิภาพด้านต้นทุน: ลดความซ้ำซ้อนในการวิจัย พัฒนา และจัดซื้อจัดจ้าง โดยการใช้แบบแผนและวิธีการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เมื่อประเทศสมาชิกใช้ข้อกำหนดเดียวกันสำหรับอุปกรณ์หรือปฏิบัติตามโปรแกรมการฝึกอบรมที่คล้ายคลึงกัน จะช่วยลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกัน ตัวอย่างเช่น การออกแบบกระสุนที่เป็นมาตรฐานเดียวกันจะช่วยลดความซับซ้อนด้านโลจิสติกส์ในการจัดหาให้กับกองกำลังพันธมิตรที่หลากหลาย
-    เพิ่มประสิทธิภาพภารกิจ: ปรับปรุงการปฏิบัติการร่วมกันให้คล่องตัวยิ่งขึ้นโดยการสร้างกรอบการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้กองกำลังที่เข้าร่วมทั้งหมดมีกลยุทธ์ ยุทธวิธี และเป้าหมายที่สอดคล้องกัน ส่งผลให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในภารกิจมากขึ้น ตัวอย่างเช่น โปรโตคอลการปฏิบัติงานร่วมกันในระหว่างการบรรเทาภัยพิบัติสามารถเร่งการส่งมอบความช่วยเหลือและลดอุปสรรคในการประสานงานได้
-    พันธมิตรที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น: การสร้างความไว้วางใจและความเป็นเอกภาพระหว่างประเทศสมาชิกผ่านแนวปฏิบัติและเป้าหมายร่วมกัน การทำงานภายใต้กรอบมาตรฐานเดียวกันทำให้สมาชิก NATO แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงร่วมกัน ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการเมืองและการทหารที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความเป็นเอกภาพนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการยับยั้งศัตรูที่อาจเกิดขึ้นและตอบสนองต่อภัยคุกคามร่วมกัน
 

แหก AI ในวันที่มนุษย์พึ่งพา AI ตั้งแต่ดูดวงยันเลือกตั้ง

ความจริงวันนี้เอย่าอยากจะเล่าเรื่องประกันสังคมมาก  แต่พอไปเจอคนโพสต์ในโซเชียลไม่ว่าจะดูดวงโดยใช้ AI ไปจนถึงจะเลือกพรรคการเมืองไหนดีโดยใช้ AI วันนี้เอย่าจะขอเอาคำตอบจาก AI มาให้อ่านว่าสรุป AI ฉลาดกว่ามนุษย์หรือมนุษย์นี่แหละที่สร้างแนวทางคำตอบให้ AI  โดยถาม AI ที่ใช้กันแพร่หลายอย่าง ChatGPT นี่แหละคะ

คำถามที่ 1 :  AI ใช้หลักการหรือวิธีการใดในการประมวลผลเพื่อตอบคำถามที่เอย่าป้อนเข้าไป
คำตอบ : เอย่าขอสรุปสั้นๆนะคะ ทาง AI ตอบกลับมาว่า เริ่มจาก แปลงข้อความของคุณให้เป็น “ความหมายเชิงตัวเลข” เพื่อให้เข้าใจว่า คุณกำลังถามเรื่องอะไร น้ำเสียงเป็นทางการไหม ต้องการข้อมูลหรือความเห็น ฯลฯ จากนั้น AI ดูบริบททั้งหมด ไม่ใช่แค่เพียงคำถามที่ถามในประโนชน์นั้นอย่างเดียวแต่จะมีการดูบริบทจาก History เก่าที่เราคาไว้ในระบบยังไม่ได้ลบออก  ทาง AI ก็จะนำมันมาประมวลเพื่อเป็นคำตอบที่ถูกใจเราด้วย  จากนั้น AI จะคาดการณ์ คำถัดไปที่เหมาะสมที่สุด โดย AI จะคิดแบบว่าในบริบทก่อนหน้า ถ้าคำก่อนหน้าเป็นแบบนี้ คำถัดไปที่น่าจะเหมาะสมที่สุดคืออะไร และจะทำแบบนี้ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นคำตอบทั้งหมด จากนั้นก็ไปดึงข้อมูลจาก Database อื่นๆมาประกอบ แล้วจึงประมวลเป็นคำตอบเพื่อให้ถูกใจคำถาม  เพราะฉะนั้นคำถามที่ออกมาจึงเหมือนการที่ได้รับคำตอบตรงใจผู้ถามนั้นเอง  เพราะ AI ระบุชัดเจนว่า AI ไม่ได้คิดแบบมนุษย์ แต่สิ่งที่ดูเหมือนเหตุผลหรือความเห็น คือการเรียบเรียงจากรูปแบบข้อมูลที่เคยเรียนรู้นั่นเอง  ซึ่งถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆก็คือถ้าเราเคยค้นหาอะไรบ่อยๆ ถามอะไร AI บ่อยๆ AI ก็จะเรียนรู้ว่าเราชอบอะไรและจะประมวลคำตอบมาให้ถูกใจเรานั่นเอง  

คำถามที่ 2 : เห็นคนเดี๋ยวนี้ใช้ AI ดูดวงแล้ว แถมแม่นเสียด้วยหลายคนบอกมา  ทำไมถึงดูดวงแม่นละ
คำตอบ : AI ตอบกลับมาว่าไม่ใช่เพราะ AI เห็นอนาคตนะ  แต่ AI เรียนรู้จากอัลกอลิทึ่มและ Database ที่ใช้สำหรับการดูดวงที่มีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต บวกกับ AI  ปรับคำทำนายจาก “ข้อมูลที่คุณให้เอง” โดยไม่รู้ตัว เช่น วัน เดือน ปีเกิด เพศ สถานการณ์ที่คนดูดวงเล่า หรือคำถามที่ถามมา  จากนั้นใช้หลักจิตวิทยา “Barnum / Forer Effect” ในการสรรหาคำตอบบวกกับ ใช้ภาษาแบบ “เปิดช่องให้คุณตีความเอง” เช่น ไม่ฟันธง 100% หรือมีเงื่อนไข เช่น “ถ้าตัดสินใจเร็วเกินไป อาจพลาดโอกาสดี” ถ้าผิดพลาด แปลว่า AI ทำนายแม่น แต่ถ้าไม่พลาด เราในฐานะคนถูกดูดวงจะรู้สึกว่าที่ไม่พลาดเพราะเราระวังแล้วนั่นเอง

คำถามที่ 3 : เห็นหลายคนใช้ AI มาเป็นเหตุผลอ้างอิงในการเลือกพรรคการเมืองในการเข้ามาบริหารประเทศในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดในนี้  AI มีการประมวลผลอย่างไรที่บอกว่าพรรคใดดีหรือไม่ดี
คำตอบ : AI แจ้งมาก่อนเลยว่า AI ตัดสินว่า “พรรคไหนดี–ไม่ดี” ได้อย่างไร AI ไม่สามารถคิดได้แบบมนุษย์  ดังนั้นการที่ AI ทำคือ ประมวลผลข้อมูลและเปรียบเทียบรวมถึงสรุปตามเกณฑ์ที่มนุษย์ตั้งไว้ เริ่มจาก ข้อมูลที่ป้อนเข้าไป  ถ้าข้อมูลเอนเอียง คำตอบที่ได้ก็จะเอนเอียง ถ้าข้อมูลไม่ครบคำตอบที่ได้ก็จะไม่ครบ  กล่าวคือ AI ไม่ได้ตัดสินว่าพรรคการเมืองใด ดี หรือ ไม่ดี แต่ตัดสินตรงกับเกณฑ์ที่เราใส่ข้อมูลไปหรือไม่มากกว่า พูดง่ายๆคือ AI แค่วิเคราะห์ข้อมูลที่เราใส่เข้าไปนั่นเอง  ส่วนทำไมบางคนรู้สึกว่า AI  เลือกพรรคให้  เพราะว่า ผู้ถามตั้งคำถามแบบชี้นำ แบบเจาะจงให้ได้คำตอบแบบที่เขาต้องการ บวกกับการป้อนข้อมูลจากฝั่งเดียวให้ AI นั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ AI วิเคราะห์ออกมาได้ด้านเดียวเช่นกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top