อ.อุ๋ย ไขข้อข้องใจ กฎหมายระหว่างประเทศ ตายแล้วหรือยัง? หรือแท้จริงแล้วมันกำลัง 'วิวัฒนาการ' ท่ามกลางซากปรักหักพัง เพื่อร่วมสร้างระเบียบโลกใหม่?
กฎหมายระหว่างประเทศ ตายแล้วหรือยัง? หรือแท้จริงแล้วมันกำลัง 'วิวัฒนาการ' ท่ามกลางซากปรักหักพัง เพื่อร่วมสร้างระเบียบโลกใหม่ ?
ในฐานะนักกฎหมายระหว่างประเทศที่ศึกษาความผันผวนของโลกมาหลายครั้ง ผมขอนำเสนอทัศนะต่อวิกฤตการณ์ "กฎแห่งป่า" (Law of the Jungle) ที่กำลังท้าทายระเบียบโลกอยู่ในขณะนี้ผ่านบทวิเคราะห์เชิงวิชาการดังนี้
แรกเริ่มเดิมที เจตนารมณ์ของกฎหมายระหว่างประเทศคือการเป็นกฎหมายเพื่อความอยู่รอดร่วมกัน เพราะหากเราย้อนกลับไปดูรากเหง้าของกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law) เจตนารมณ์ที่แท้จริงไม่ใช่การสร้างพันธนาการเพื่อ “จำกัด” อำนาจอธิปไตยของรัฐ แต่คือการสร้าง "กติกาแห่งความคาดหมายได้" เพื่อป้องกันไม่ให้โลกกลับไปสู่ยุคที่ความแข็งแกร่งทางทหารคือความถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว
กฎหมายระหว่างประเทศถูกออกแบบทั้งโดยจารีตประเพณีและโดยลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นเครื่องมือในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อมและการจัดสรรทรัพยากรโลกอย่างเป็นธรรม เพื่อไม่ให้มนุษยชาติต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมซ้ำรอยสงครามต่างๆ โดยเฉพาะสงครามโลกทั้งสองครั้ง
วิวัฒนาการท่ามกลางภาวะง่อนแง่น: จากรัฐบาลสู่ธรรมาภิบาลโลก
ในสถานการณ์ที่ประเทศมหาอำนาจมักเลือกปฏิบัติ (Selective Enforcement) หรือละเมิดกฎเกณฑ์เมื่อขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติ กฎหมายระหว่างประเทศยังไม่หยุดนิ่ง แต่ผมคาดการณ์ว่ามันจะวิวัฒนาการไปในทิศทางดังนี้:
1. การเปลี่ยนผ่านจาก "อำนาจนิยม" สู่ "พหุภาคีนิยมแนวใหม่": กฎหมายระหว่างประเทศต้องไม่พึ่งพาเพียงมติของคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC) ที่มักถูกยับยั้งด้วย Veto แต่ต้องเพิ่มบทบาทให้กับ "สมัชชาใหญ่" และ "ศาลระหว่างประเทศ" ให้มีความเข้มแข็งในการตีความกฎหมายที่เป็นบรรทัดฐานสากล (Jus Cogens) มากขึ้น เช่น ห้ามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ห้ามการค้าทาสและบังคับเป็นทาส (Slavery) ห้ามการทรมานหรือปฏิบัติอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม (Torture)
ห้ามทำสงครามรุกราน (Aggression) ฯลฯ
2. การขยายขอบเขตสู่ความมั่นคงรูปแบบใหม่: กฎหมายต้องวิวัฒนาการให้ทันต่อภัยคุกคามที่มหาอำนาจใช้เป็นเครื่องมือโดยแยบยล เช่น สงครามไซเบอร์ (Cyber Warfare) และการใช้อาวุธทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างมาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกรัฐต้องยอมรับ
3. บทบาทของ "รัฐขนาดกลางและเล็ก":
ในภาวะที่ยักษ์ชนยักษ์ รัฐที่เหลือต้องรวมกลุ่มกันสร้าง "กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ" (International Customary Law) ที่เข้มแข็ง เพื่อกดดันทางศีลธรรมและการเมือง (Political Pressure) ต่อมหาอำนาจ
ความจำเป็นของกฎหมายที่ไร้ซึ่ง "ตำรวจโลก":
หลายคนมักตั้งคำถามว่า ในเมื่อกฎหมายระหว่างประเทศไม่มี "สภาพบังคับ" (Sanction) ที่ชัดเจนเหมือนกฎหมายภายใน แล้วมันจะยังมีประโยชน์อะไร?
ผมขอยืนยันว่ากฎหมายระหว่างประเทศยังคงเป็น "ความจำเป็นที่ขาดไม่ได้" ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ:
1. ความชอบธรรม (Legitimacy):
ไม่มีรัฐใดในโลก แม้แต่มหาอำนาจ ที่อยากถูกตราหน้าว่าเป็น "รัฐนอกกฎหมาย" (Pariah State) การกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศย่อมนำมาซึ่งต้นทุนทางจริยธรรมที่สูงยิ่ง และลดทอนอำนาจละมุน (Soft Power) ในระยะยาว
2. โครงสร้างพื้นฐานของโลก:
หากปราศจากกฎหมายระหว่างประเทศ ระบบการบินพลเรือน การเดินเรือพาณิชย์ หรือแม้แต่การส่งไปรษณีย์ข้ามพรมแดนจะหยุดชะงักทันที โลกจะตกอยู่ในสภาวะอัมพาต
3. ภาษาทางการทูต:
กฎหมายระหว่างประเทศทำหน้าที่เป็น "ภาษากลาง" ที่ทำให้รัฐที่มีอุดมการณ์ต่างกันสามารถเจรจากันได้ภายใต้กรอบอ้างอิงเดียวกัน
บทสรุป:
แม้ในวันที่ ระเบียบโลกดูเหมือนจะถูก"กฎแห่งป่า" ครอบงำ แต่กฎหมายระหว่างประเทศยังคงเปรียบเสมือนเข็มทิศในพายุ ถึงแม้เราจะเดินหลงทางไปบ้าง แต่มันคือสิ่งเดียวที่จะประคองให้สังคมโลกไม่จมดิ่งสู่ความโกลาหลถึงขีดสุด เนื่องจากความศิวิไลซ์ของมนุษย์ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครมีอาวุธร้ายแรงกว่ากัน แต่วัดกันที่ว่าเรามีความสามารถในการรักษาสัญญาสากลไว้ได้เพียงใด
ด้วยความปราถนาดี
โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย)
นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ










