รัสเซียลุยดาวเทียม เปิดเกมใหม่ในภูมิรัฐศาสตร์ ปล่อยดาวเทียม Rassvet 16 ดวง แข่งกับ Starlink เพื่ออำนาจดิจิทัล สะท้อนยุทธศาสตร์อธิปไตยทางเทคโนโลยี
รัสเซียเปิดเกมอวกาศ ปล่อยดาวเทียม “Rassvet” ท้าชน Starlink ในศึกภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี
เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา บริษัท Bureau 1440 «Бюро 1440» ซึ่งเป็นบริษัทด้านอวกาศของสหพันธรัฐรัสเซียได้ประสบความสำเร็จในการปล่อยดาวเทียมสื่อสารชุดแรก จำนวน 16 ดวง ของเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ “Rassvet” «Рассвет» การปล่อยครั้งนี้ดำเนินการโดยใช้จรวดขนส่ง Soyuz-2.1b เมื่อเวลา 20:24 น. ตามเวลามอสโก ดาวเทียมทั้งหมดถูกนำขึ้นสู่วงโคจรเริ่มต้น (parking orbit) ได้สำเร็จ และอยู่ภายใต้การควบคุมของศูนย์ควบคุมการบินของบริษัทเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ในอดีตอินเทอร์เน็ตถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและการสื่อสาร แต่ในปัจจุบันระบ อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้กลายเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่รัฐสามารถใช้สร้างอำนาจและอิทธิพลได้โดยตรง เห็นได้จากกรณีของ Starlink ที่ถูกใช้งานในสงครามต่าง ๆ เช่น สงครามรัสเซีย - ยูเครน สงครามอิหร่าน - อิสราเอล แสดงให้เห็นชัดว่าการควบคุมโครงข่ายสื่อสารสามารถส่งผลต่อความได้เปรียบในสนามรบ การข่าว และการรับรู้ของสาธารณะ
ด้วยเหตุนี้การที่รัสเซียพัฒนา “Starlink เวอร์ชันของตนเอง” จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นความพยายามสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” (digital sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกและเพิ่มความสามารถในการควบคุมข้อมูลและการสื่อสารภายในและภายนอกประเทศ การปล่อยดาวเทียมสื่อสารชุดแรกของโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศ หากแต่สะท้อนการ “เปิดเกมใหม่” ในภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีโลก ท่ามกลางการแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX และตอกย้ำว่า “อวกาศ” กำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของมหาอำนาจ ไม่เพียงรัสเซียแต่รวมถึงสหรัฐฯ และจีนอีกด้วย
ในโลกที่โครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลเป็นตัวกำหนดอำนาจรัฐ โครงการ Rassvet จึงเป็นความพยายามสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” และเป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันเพื่อควบคุมโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็นในศตวรรษที่ 21ทั้งนี้ โครงการ “Rassvet” (แปลว่า “รุ่งอรุณ”) เป็นเครือข่ายดาวเทียมอินเทอร์เน็ตวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) ของ Russia ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างระบบสื่อสารผ่านอวกาศของตนเอง โดยมี Bureau 1440 เป็นผู้ดำเนินการหลัก ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐและภาคธุรกิจ โครงการฯ มีเป้าหมายหลักในการสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่ครอบคลุมทั่วประเทศและในระยะยาวขยายไปสู่ระดับโลกเพื่อให้สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงแม้ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินเข้าถึงได้ยาก ในเชิงเศรษฐกิจโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล (digital divide) ภายในประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคชนบทที่ห่างไกลที่การพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตยังล้าหลัง การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพจะช่วยสนับสนุนทั้งภาคธุรกิจ การศึกษา และบริการสาธารณะ
ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ในด้านความมั่นคงโครงการ Rassvet มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” ของรัสเซียโดยลดการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศ เช่น Starlink และช่วยให้รัฐสามารถควบคุมระบบการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์โครงการนี้ยังเป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพลของรัสเซียในเวทีโลกผ่านการให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศอื่น ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางดิจิทัล และเพิ่มอำนาจต่อรองของรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ
โดยโครงการ “Rassvet” ของ Russia ที่พัฒนาโดย Bureau 1440 ถูกออกแบบให้เป็นเครือข่ายดาวเทียมสื่อสารยุคใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหลายด้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความเสถียร และความสามารถในการแข่งขันกับระบบอย่าง Starlink
ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดาวเทียมของโครงการนี้อยู่ในวงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit: LEO) ซึ่งช่วยลดความหน่วง (latency) ของสัญญาณเมื่อเทียบกับดาวเทียมวงโคจรสูงทำให้สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ใกล้เคียงกับระบบภาคพื้นดินมากขึ้นในด้านการสื่อสาร ดาวเทียมถูกติดตั้งระบบ 5G NTN (Non-Terrestrial Network) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงเครือข่ายโทรคมนาคมภาคพื้นดินเข้ากับโครงข่ายอวกาศช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการใช้งานในอนาคต
อีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญคือระบบสื่อสารระหว่างดาวเทียมด้วยเลเซอร์ (inter-satellite laser links) ซึ่งช่วยให้ดาวเทียมสามารถส่งข้อมูลหากันได้โดยตรงในอวกาศโดยไม่ต้องผ่านสถานีภาคพื้นดินทุกครั้ง ส่งผลให้เครือข่ายมีความเร็วสูงขึ้น ลดความล่าช้าและเพิ่มความมั่นคงของระบบโดยรวมในด้านพลังงานและการควบคุม ดาวเทียมของ Rassvet ใช้ระบบพลังงานรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง และติดตั้ง ระบบขับเคลื่อนแบบพลาสมา (plasma propulsion) ซึ่งช่วยให้สามารถปรับตำแหน่งวงโคจรได้อย่างแม่นยำ ยืดอายุการใช้งานของดาวเทียมและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการเครือข่าย
นอกจากนี้ โครงการยังมีการพัฒนาระบบแยกตัวดาวเทียมจากจรวด (satellite deployment system) ของตนเอง เพื่อรองรับการปล่อยดาวเทียมจำนวนมากในแต่ละครั้งและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก โดยดาวเทียมในรุ่นปัจจุบันยังได้นำบทเรียนจากภารกิจทดลองก่อนหน้า เช่น Rassvet-1 และ Rassvet-2 มาปรับปรุง ทำให้มีความเสถียรและประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในด้านการดำเนินงาน โครงการได้เริ่มต้นด้วยการปล่อยดาวเทียมชุดแรกจำนวน 16 ดวงในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญจาก “ระยะทดลอง” ไปสู่ “ระยะปฏิบัติการจริง” โดยดาวเทียมจะผ่านการตรวจสอบระบบก่อนเคลื่อนย้ายไปยังวงโคจรปฏิบัติการเป้าหมาย สำหรับแผนในอนาคต รัสเซียตั้งเป้าจะขยายจำนวนดาวเทียมเป็นมากกว่า 250 ดวงภายในปี 2027 เพื่อเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ และเพิ่มเป็นหลายร้อยดวงในระยะยาวเพื่อให้ครอบคลุมการให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งภายในประเทศและระดับโลกตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้โครงการมีงบประมาณรวมมากกว่า 514 พันล้านรูเบิลจนถึงปี 2036 โดยรัฐจะสนับสนุนบางส่วนและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยสรุปโครงการ Rassvet ไม่ได้เป็นเพียงระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชิงยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ
การขยายการเข้าถึงเทคโนโลยี และการเสริมสร้างอำนาจของรัฐในยุคภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี
หากพิจารณาผู้เขียนพบว่าการพัฒนาโครงการ “Rassvet” ของรัสเซียเป็นผลลัพธ์ของแรงกดดันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความมั่นคงที่ทวีความเข้มข้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
ประการแรก บริบทสำคัญคือความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับโลกตะวันตก โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์สงครามรัสเซีย -ยูเครนซึ่งนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทำให้รัสเซียเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลและนวัตกรรมจากต่างประเทศ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวการพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของตนเองจึงกลายเป็น “ความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่าทางเลือกประการที่สอง การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Starlink ของ SpaceX ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของอินเทอร์เน็ตโลกอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตพึ่งพาโครงข่ายภาคพื้นดินเป็นหลัก สู่ยุคที่ “อวกาศ” กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ การที่บริษัทเอกชนสามารถควบคุมเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลกได้ ยิ่งกระตุ้นให้รัฐอย่างรัสเซียต้องเร่งสร้างระบบของตนเอง เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การพึ่งพาหรืออิทธิพลจากต่างชาติ
ประการที่สาม ภายในประเทศเอง รัสเซียมีความต้องการขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไปยังพื้นที่ห่างไกล ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมยังไม่สามารถครอบคลุมได้อย่างทั่วถึง โครงการ Rassvet จึงตอบโจทย์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม โดยช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล และสนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ชายขอบของประเทศ นอกจากนี้โครงการยังสะท้อนแนวโน้มของ “อธิปไตยทางดิจิทัล” (digital sovereignty) ที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญมากขึ้น กล่าวคือ การที่รัฐต้องสามารถควบคุมโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการสื่อสารของตนเองได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือผู้ให้บริการจากต่างประเทศ โดยสรุป บริบทของโครงการ Rassvet จึงเป็นการผสมผสานระหว่างแรงกดดันจากภายนอกและความจำเป็นภายในประเทศ ทำให้โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับชาติในการปรับตัวต่อโลกที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและอำนาจกำลังย้ายเข้าสู่ “อวกาศและโครงข่ายดิจิทัล” อย่างเต็มรูปแบบ
เมื่อพิจารณาโครงการ “Rassvet” ของ Russia เทียบกับ Starlink ของ SpaceX จะเห็นได้ว่าทั้งสองมี “เป้าหมายคล้ายกัน” แต่ “สถานะและศักยภาพยังต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ” ในเชิงเป้าหมาย ทั้ง Rassvet และ Starlink ต่างมุ่งสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมพื้นที่กว้าง รวมถึงพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม Starlink มีจุดเริ่มต้นในฐานะ “บริการเชิงพาณิชย์ระดับโลก” ขณะที่ Rassvet มีมิติของ “ความมั่นคงและอธิปไตยดิจิทัล” ที่เด่นชัดกว่า โดยต้องการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกและสร้างระบบของตนเอง
ในด้านความก้าวหน้า Starlink ถือว่า “นำหน้าอย่างมาก” โดยมีดาวเทียมมากกว่าหลายพันดวงในวงโคจร และให้บริการจริงในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ขณะที่ Rassvet เพิ่งเริ่มต้นด้วยการปล่อยดาวเทียมชุดแรกจำนวน 16 ดวงในปี 2026 และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาโครงข่าย
ในเชิงเทคโนโลยี ทั้งสองระบบใช้แนวคิดคล้ายกัน เช่น ดาวเทียมวงโคจรต่ำและการสื่อสารความเร็วสูง แต่ Starlink มีความได้เปรียบด้านประสบการณ์ การทดสอบจริง และโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว ในขณะที่ Rassvet พยายาม “ก้าวกระโดด” ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น การสื่อสารด้วยเลเซอร์และระบบ 5G NTN มาใช้ตั้งแต่ระยะแรก
ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ Starlink ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมืออิทธิพลของ United States” โดยเฉพาะจากบทบาทในความขัดแย้ง เช่น Russia–Ukraine War ขณะที่ Rassvet เป็นความพยายามของรัสเซียในการสร้าง “ทางเลือกของตนเอง” เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกควบคุมหรือจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยสรุปแม้ว่าในปัจจุบัน Rassvet ยังตามหลัง Starlink อย่างมากในด้านขนาดและการใช้งานจริง แต่ในระยะยาวโครงการนี้สะท้อนถึงแนวโน้มสำคัญของโลก คือการที่รัฐต่าง ๆ พยายามสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง” และลดการพึ่งพามหาอำนาจอื่น ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในสมรภูมิอวกาศและเทคโนโลยีในอนาคต
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญคือ ไทยจะวางตำแหน่งของตนเองอย่างไรในภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน ไทยยังคงเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยี” มากกว่าผู้พัฒนา โดยพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศเป็นหลัก หากไทยต้องการลดความเสี่ยงในระยะยาว ก็จำเป็นต้องเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีอวกาศและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง รวมถึงสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับหลายฝ่าย เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง
โดยสรุป การเปิดตัวโครงการ Rassvet ของรัสเซียไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศ หากแต่สะท้อนการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐในโลกที่ “ข้อมูลและโครงข่ายดิจิทัล” กลายเป็นแหล่งอำนาจใหม่ การแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่กำหนดทิศทางของระเบียบโลกในอนาคต ในบริบทนี้โครงการ Rassvet แสดงให้เห็นว่า “อวกาศ” ได้กลายเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐต้องเข้าไปมีบทบาทเพื่อรักษาอธิปไตยและเพิ่มอำนาจต่อรอง ขณะเดียวกันก็สะท้อนแนวโน้มที่ประเทศต่าง ๆ จะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาภายนอก ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือ “วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์” ในการมองเทคโนโลยี ข้อมูล และอวกาศเป็นทรัพยากรเชิงอำนาจในโลกยุคใหม่ ซึ่งประเทศที่สามารถปรับตัวและวางตำแหน่งของตนเองได้อย่างชัดเจน ย่อมเป็นฝ่ายกำหนดทิศทางของเกมได้ก่อนเสมอ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง










