Tuesday, 14 July 2026
COLUMNIST

รัสเซียลุยดาวเทียม เปิดเกมใหม่ในภูมิรัฐศาสตร์ ปล่อยดาวเทียม Rassvet 16 ดวง แข่งกับ Starlink เพื่ออำนาจดิจิทัล สะท้อนยุทธศาสตร์อธิปไตยทางเทคโนโลยี

รัสเซียเปิดเกมอวกาศ ปล่อยดาวเทียม “Rassvet” ท้าชน Starlink ในศึกภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา บริษัท Bureau 1440 «Бюро 1440» ซึ่งเป็นบริษัทด้านอวกาศของสหพันธรัฐรัสเซียได้ประสบความสำเร็จในการปล่อยดาวเทียมสื่อสารชุดแรก จำนวน 16 ดวง ของเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ “Rassvet” «Рассвет» การปล่อยครั้งนี้ดำเนินการโดยใช้จรวดขนส่ง Soyuz-2.1b เมื่อเวลา 20:24 น. ตามเวลามอสโก ดาวเทียมทั้งหมดถูกนำขึ้นสู่วงโคจรเริ่มต้น (parking orbit) ได้สำเร็จ และอยู่ภายใต้การควบคุมของศูนย์ควบคุมการบินของบริษัทเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ในอดีตอินเทอร์เน็ตถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและการสื่อสาร แต่ในปัจจุบันระบ อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้กลายเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่รัฐสามารถใช้สร้างอำนาจและอิทธิพลได้โดยตรง เห็นได้จากกรณีของ Starlink ที่ถูกใช้งานในสงครามต่าง ๆ  เช่น สงครามรัสเซีย - ยูเครน สงครามอิหร่าน - อิสราเอล แสดงให้เห็นชัดว่าการควบคุมโครงข่ายสื่อสารสามารถส่งผลต่อความได้เปรียบในสนามรบ การข่าว และการรับรู้ของสาธารณะ
ด้วยเหตุนี้การที่รัสเซียพัฒนา “Starlink เวอร์ชันของตนเอง” จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นความพยายามสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” (digital sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกและเพิ่มความสามารถในการควบคุมข้อมูลและการสื่อสารภายในและภายนอกประเทศ การปล่อยดาวเทียมสื่อสารชุดแรกของโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศ หากแต่สะท้อนการ “เปิดเกมใหม่” ในภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีโลก ท่ามกลางการแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX และตอกย้ำว่า “อวกาศ” กำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของมหาอำนาจ ไม่เพียงรัสเซียแต่รวมถึงสหรัฐฯ และจีนอีกด้วย


ในโลกที่โครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลเป็นตัวกำหนดอำนาจรัฐ โครงการ Rassvet จึงเป็นความพยายามสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” และเป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันเพื่อควบคุมโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็นในศตวรรษที่ 21ทั้งนี้ โครงการ “Rassvet” (แปลว่า “รุ่งอรุณ”) เป็นเครือข่ายดาวเทียมอินเทอร์เน็ตวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) ของ Russia ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างระบบสื่อสารผ่านอวกาศของตนเอง โดยมี Bureau 1440 เป็นผู้ดำเนินการหลัก ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐและภาคธุรกิจ โครงการฯ มีเป้าหมายหลักในการสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่ครอบคลุมทั่วประเทศและในระยะยาวขยายไปสู่ระดับโลกเพื่อให้สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงแม้ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินเข้าถึงได้ยาก ในเชิงเศรษฐกิจโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล (digital divide) ภายในประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคชนบทที่ห่างไกลที่การพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตยังล้าหลัง การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพจะช่วยสนับสนุนทั้งภาคธุรกิจ การศึกษา และบริการสาธารณะ

ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ในด้านความมั่นคงโครงการ Rassvet มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” ของรัสเซียโดยลดการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศ เช่น Starlink และช่วยให้รัฐสามารถควบคุมระบบการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์โครงการนี้ยังเป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพลของรัสเซียในเวทีโลกผ่านการให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศอื่น ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางดิจิทัล และเพิ่มอำนาจต่อรองของรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ

โดยโครงการ “Rassvet” ของ Russia ที่พัฒนาโดย Bureau 1440 ถูกออกแบบให้เป็นเครือข่ายดาวเทียมสื่อสารยุคใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหลายด้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความเสถียร และความสามารถในการแข่งขันกับระบบอย่าง Starlink

ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดาวเทียมของโครงการนี้อยู่ในวงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit: LEO) ซึ่งช่วยลดความหน่วง (latency) ของสัญญาณเมื่อเทียบกับดาวเทียมวงโคจรสูงทำให้สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ใกล้เคียงกับระบบภาคพื้นดินมากขึ้นในด้านการสื่อสาร ดาวเทียมถูกติดตั้งระบบ 5G NTN (Non-Terrestrial Network) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงเครือข่ายโทรคมนาคมภาคพื้นดินเข้ากับโครงข่ายอวกาศช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการใช้งานในอนาคต

อีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญคือระบบสื่อสารระหว่างดาวเทียมด้วยเลเซอร์ (inter-satellite laser links) ซึ่งช่วยให้ดาวเทียมสามารถส่งข้อมูลหากันได้โดยตรงในอวกาศโดยไม่ต้องผ่านสถานีภาคพื้นดินทุกครั้ง ส่งผลให้เครือข่ายมีความเร็วสูงขึ้น ลดความล่าช้าและเพิ่มความมั่นคงของระบบโดยรวมในด้านพลังงานและการควบคุม ดาวเทียมของ Rassvet ใช้ระบบพลังงานรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง และติดตั้ง ระบบขับเคลื่อนแบบพลาสมา (plasma propulsion) ซึ่งช่วยให้สามารถปรับตำแหน่งวงโคจรได้อย่างแม่นยำ ยืดอายุการใช้งานของดาวเทียมและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการเครือข่าย

นอกจากนี้ โครงการยังมีการพัฒนาระบบแยกตัวดาวเทียมจากจรวด (satellite deployment system) ของตนเอง เพื่อรองรับการปล่อยดาวเทียมจำนวนมากในแต่ละครั้งและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก โดยดาวเทียมในรุ่นปัจจุบันยังได้นำบทเรียนจากภารกิจทดลองก่อนหน้า เช่น Rassvet-1 และ Rassvet-2 มาปรับปรุง ทำให้มีความเสถียรและประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในด้านการดำเนินงาน โครงการได้เริ่มต้นด้วยการปล่อยดาวเทียมชุดแรกจำนวน 16 ดวงในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญจาก “ระยะทดลอง” ไปสู่ “ระยะปฏิบัติการจริง” โดยดาวเทียมจะผ่านการตรวจสอบระบบก่อนเคลื่อนย้ายไปยังวงโคจรปฏิบัติการเป้าหมาย สำหรับแผนในอนาคต รัสเซียตั้งเป้าจะขยายจำนวนดาวเทียมเป็นมากกว่า 250 ดวงภายในปี 2027 เพื่อเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ และเพิ่มเป็นหลายร้อยดวงในระยะยาวเพื่อให้ครอบคลุมการให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งภายในประเทศและระดับโลกตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้โครงการมีงบประมาณรวมมากกว่า 514 พันล้านรูเบิลจนถึงปี 2036 โดยรัฐจะสนับสนุนบางส่วนและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยสรุปโครงการ Rassvet ไม่ได้เป็นเพียงระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชิงยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ
การขยายการเข้าถึงเทคโนโลยี และการเสริมสร้างอำนาจของรัฐในยุคภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี

หากพิจารณาผู้เขียนพบว่าการพัฒนาโครงการ “Rassvet” ของรัสเซียเป็นผลลัพธ์ของแรงกดดันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความมั่นคงที่ทวีความเข้มข้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ประการแรก บริบทสำคัญคือความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับโลกตะวันตก โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์สงครามรัสเซีย -ยูเครนซึ่งนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทำให้รัสเซียเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลและนวัตกรรมจากต่างประเทศ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวการพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของตนเองจึงกลายเป็น “ความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่าทางเลือกประการที่สอง การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Starlink ของ SpaceX ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของอินเทอร์เน็ตโลกอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตพึ่งพาโครงข่ายภาคพื้นดินเป็นหลัก สู่ยุคที่ “อวกาศ” กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ การที่บริษัทเอกชนสามารถควบคุมเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลกได้ ยิ่งกระตุ้นให้รัฐอย่างรัสเซียต้องเร่งสร้างระบบของตนเอง เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การพึ่งพาหรืออิทธิพลจากต่างชาติ

ประการที่สาม ภายในประเทศเอง รัสเซียมีความต้องการขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไปยังพื้นที่ห่างไกล ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมยังไม่สามารถครอบคลุมได้อย่างทั่วถึง โครงการ Rassvet จึงตอบโจทย์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม โดยช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล และสนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ชายขอบของประเทศ นอกจากนี้โครงการยังสะท้อนแนวโน้มของ “อธิปไตยทางดิจิทัล” (digital sovereignty) ที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญมากขึ้น กล่าวคือ การที่รัฐต้องสามารถควบคุมโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการสื่อสารของตนเองได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือผู้ให้บริการจากต่างประเทศ โดยสรุป บริบทของโครงการ Rassvet จึงเป็นการผสมผสานระหว่างแรงกดดันจากภายนอกและความจำเป็นภายในประเทศ ทำให้โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับชาติในการปรับตัวต่อโลกที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและอำนาจกำลังย้ายเข้าสู่ “อวกาศและโครงข่ายดิจิทัล” อย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อพิจารณาโครงการ “Rassvet” ของ Russia เทียบกับ Starlink ของ SpaceX จะเห็นได้ว่าทั้งสองมี “เป้าหมายคล้ายกัน” แต่ “สถานะและศักยภาพยังต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ” ในเชิงเป้าหมาย ทั้ง Rassvet และ Starlink ต่างมุ่งสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมพื้นที่กว้าง รวมถึงพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม Starlink มีจุดเริ่มต้นในฐานะ “บริการเชิงพาณิชย์ระดับโลก” ขณะที่ Rassvet มีมิติของ “ความมั่นคงและอธิปไตยดิจิทัล” ที่เด่นชัดกว่า โดยต้องการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกและสร้างระบบของตนเอง

ในด้านความก้าวหน้า Starlink ถือว่า “นำหน้าอย่างมาก” โดยมีดาวเทียมมากกว่าหลายพันดวงในวงโคจร และให้บริการจริงในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ขณะที่ Rassvet เพิ่งเริ่มต้นด้วยการปล่อยดาวเทียมชุดแรกจำนวน 16 ดวงในปี 2026 และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาโครงข่าย

ในเชิงเทคโนโลยี ทั้งสองระบบใช้แนวคิดคล้ายกัน เช่น ดาวเทียมวงโคจรต่ำและการสื่อสารความเร็วสูง แต่ Starlink มีความได้เปรียบด้านประสบการณ์ การทดสอบจริง และโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว ในขณะที่ Rassvet พยายาม “ก้าวกระโดด” ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น การสื่อสารด้วยเลเซอร์และระบบ 5G NTN มาใช้ตั้งแต่ระยะแรก

ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ Starlink ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมืออิทธิพลของ United States” โดยเฉพาะจากบทบาทในความขัดแย้ง เช่น Russia–Ukraine War ขณะที่ Rassvet เป็นความพยายามของรัสเซียในการสร้าง “ทางเลือกของตนเอง” เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกควบคุมหรือจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยสรุปแม้ว่าในปัจจุบัน Rassvet ยังตามหลัง Starlink อย่างมากในด้านขนาดและการใช้งานจริง แต่ในระยะยาวโครงการนี้สะท้อนถึงแนวโน้มสำคัญของโลก คือการที่รัฐต่าง ๆ พยายามสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง” และลดการพึ่งพามหาอำนาจอื่น ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในสมรภูมิอวกาศและเทคโนโลยีในอนาคต

สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญคือ ไทยจะวางตำแหน่งของตนเองอย่างไรในภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน ไทยยังคงเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยี” มากกว่าผู้พัฒนา โดยพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศเป็นหลัก หากไทยต้องการลดความเสี่ยงในระยะยาว ก็จำเป็นต้องเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีอวกาศและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง รวมถึงสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับหลายฝ่าย เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง

โดยสรุป การเปิดตัวโครงการ Rassvet ของรัสเซียไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศ หากแต่สะท้อนการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐในโลกที่ “ข้อมูลและโครงข่ายดิจิทัล” กลายเป็นแหล่งอำนาจใหม่ การแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่กำหนดทิศทางของระเบียบโลกในอนาคต ในบริบทนี้โครงการ Rassvet แสดงให้เห็นว่า “อวกาศ” ได้กลายเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐต้องเข้าไปมีบทบาทเพื่อรักษาอธิปไตยและเพิ่มอำนาจต่อรอง ขณะเดียวกันก็สะท้อนแนวโน้มที่ประเทศต่าง ๆ จะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาภายนอก ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือ “วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์” ในการมองเทคโนโลยี ข้อมูล และอวกาศเป็นทรัพยากรเชิงอำนาจในโลกยุคใหม่ ซึ่งประเทศที่สามารถปรับตัวและวางตำแหน่งของตนเองได้อย่างชัดเจน ย่อมเป็นฝ่ายกำหนดทิศทางของเกมได้ก่อนเสมอ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เวียดนามลุยพลังงานใหม่ “เวียดนาม” จับมือ “รัสเซีย” เน้นพลังงานนิวเคลียร์ LNG ตอบรับวิกฤตพลังงานโลก ไทยต้องเร่งปรับตัวยุทธศาสตร์

นายกรัฐมนตรีเวียดนาม 'ฝั่ม มิงห์ จิ๋ง' เดินทางเยือนกรุงมอสโกระหว่างวันที่ 22–26 มีนาคม 2569 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานกับรัสเซีย ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงพลังงาน

รัฐมนตรีเวียดนามกล่าวในแถลงการณ์ว่า "การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเสริมสร้างความสัมพันธ์แต่ยังเป็นการตอบสนองเชิงนโยบายสำคัญต่อวิกฤตพลังงาน" การลงนามข้อตกลงหลายด้าน เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Ninh Thuan 1 ที่ใช้เทคโนโลยีรัสเซีย มีกำลังผลิต 2,400 เมกะวัตต์ และการจัดส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและยกระดับโครงสร้างพลังงานประเทศ

ความร่วมมือด้านพลังงานนี้ยังครอบคลุมการสำรวจผลิตและการลงทุนร่วมในภาคน้ำมันและก๊าซ ซึ่งช่วยให้เวียดนามได้รับประโยชน์ด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรมากขึ้น ขณะเดียวกันช่วยให้รัสเซียสามารถขยายอิทธิพลทางพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริบทนี้สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของรัสเซียที่พลิกตลาดจากยุโรปสู่เอเชีย ขณะที่เวียดนามมีนโยบายถ่วงดุลมหาอำนาจ โดยสร้างพันธมิตรพลังงานหลากหลายเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก ในขณะเดียวกัน ไทยยังเผชิญความท้าทายในการวางยุทธศาสตร์พลังงาน เนื่องจากนโยบายที่ไม่ต่อเนื่องและการขาดความชัดเจน ทำให้ยังเป็นฝ่าย "ตั้งรับ" มากกว่าที่จะเป็น "ผู้เล่นเชิงรุก"

ไทยจำเป็นต้องกระจายแหล่งพลังงานและพันธมิตร ลดการพึ่งพาแหล่งเดียว พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น ศูนย์กลาง LNG และระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมกับดำเนินนโยบายทูตพลังงานเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและวางตำแหน่งในเวทีโลกอย่างมั่นคง การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานนี้จึงเป็นเรื่องของ "วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์" ที่ช่วยให้รัฐสร้างความมั่นคงและอำนาจต่อรองในสภาพภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไม่แน่นอน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนรอยวิกฤตพลังงานไทย ฝ่ามาแล้วทุกยุคทุกสมัย วิกฤตน้ำมันรอบนี้ไม่ใช่วันสิ้นโลก เพราะไทยเคยผ่านของหนักกว่านี้มาแล้ว

ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนรอยวิกฤตพลังงานในไทย เราผ่านกันมาได้อย่างไร

เอย่าไม่คิดไม่ฝันว่าในวิกฤตน้ำมันรอบนี้สิ่งที่เสียงดังกว่าเรื่องน้ำมันคือเสียงกร่นด่าของชาวประชาโซเชียลที่ทำอย่างกับว่านี่เป็นวิกฤตนี้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก  วันนี้เอย่าจึงขอยกเหตุการณ์วิกฤตพลังงานในไทยว่ามีตั้งแต่สมัยไหนแล้วคนสมัยนั้นเขาผ่านกันมาได้อย่างไรมาให้รับรู้กันคะ

เหตุการณ์วิกฤตครั้งแรกต้องย้อนกลับไปในปี 2516 ขณะนั้นกลุ่มโอเปก (OPEC) ลดการส่งออกน้ำมันเพื่อตอบโต้ชาติตะวันตกจากสงครามตะวันออกกลาง และด้วยเหตุการณ์นั้นเองทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีหลายเท่าเพราะในเวลานั้นไทยนำเข้าน้ำมันเกือบ 100% เป็นผลให้ เกิดภาวะเงินเฟ้อสูง ค่าใช้จ่ายพุ่ง เศรษฐกิจชะลอ  รัฐบาลในขณะนั้นแก้ปัญหาโดยการจำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานบริการน้ำมันและลดการใช้พลังงานเช่น โฆษณาและไฟถนนและนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งหน่วยงานด้านพลังงานที่ต่อมากลายเป็นกระทรวงพลังงานเพื่อผลักดันการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยนั่นเอง 

วิกฤตน้ำมันครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2522 เกิดการปฏิวัติอิหร่าน เป็นเหตุการณ์สำคัญที่โค่นล้มระบอบกษัตริย์ภายใต้พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ผู้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ แล้วเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐอิสลามนั่นเอง ซึ่งทำให้ supply น้ำมันหายไปประมาณ 4-5 ล้านบาเรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็น 7% ของโลก นั่นเป็นผลให้ราคาน้ำมันในไทยดีดขึ้นอีกครั้งเพราะราคาในตลาดโลกดีดขึ้น 2 เท่า  ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นเริ่มมีการเข้าแทรกแซงราคาน้ำมันในลักษณะเอางบประมาณมาสนับสนุนเพื่อพยุงราคาเข้ามาพยุงราคาน้ำมันและเริ่มมีการผลักดันให้ใช้แก๊สธรรมชาติ LPG ให้มาใช้ในรถยนต์แต่อยู่ในขั้นพัฒนาและยังไม่แพร่หลาย รวมถึงมีมาตรการที่ลดใช้พลังงาน  ดังคนในยุค 2516-2523 เคยกล่าวว่า ทีวีในยุคนั้นมีการเลื่อนออกอากาศกล่าวคือในวันธรรมดาออกอากาศเวลา  16.00 - 24.00 น. ส่วนวันหยุดออกอากาศเวลา 08.00 - 24.00 น. และมีการปิดสถานีทุกวันในเวลา 18.30 - 20.00 น. เพื่อสนองนโยบายประหยัดพลังงานนั่นเอง ส่วนในแง่ของโรงภาพยนตร์ให้ลดรอบฉายให้เหลือเพียงรอบบ่าย รอบเย็น และรอบค่ำ สำหรับวันธรรมดา เปิดแค่ 14.00-22.00 น. เท่านั้น ส่วนวันหยุดราชการ ฉายได้เพียง 12.00-20.00 น. ส่วนสถานบันเทิงต่างๆเช่น สถานเต้นรำให้เปิดในวันอาทิตย์ จนถึง พ.ศ. 2522 ก็เปลี่ยนมาเป็นการจำกัดระยะเวลาเปิด เป็นเปิดได้แค่เวลา 18.00-24.00 น. และให้น้อยลงอีกในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2523 เปิดได้แค่ 21.00-01.00 น.  

ในปี 2540 ประเทศไทยเกิดวิกฤตค่าเงินบาทลอยตัวหรือที่คนสมัยนั้นรู้จักคำว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง นั่นทำให้ค่าน้ำมันในไทยทะยานขึ้นตามอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้นทันทีในช่วงแรกรัฐบาลเข้าตรึงราคาน้ำมันและนี่เป็นจุดเริ่มต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ประหยัดพลังงานนั่นเอง

ต่อมาในปี 2551มีวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งไปจากบาเรลละ 50 เหรียญสหรัฐไปที่ 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลและนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดน้ำมันแก๊สโซฮอลที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายก็มีวิกฤตนี้เป็นตัวจุดชนวนให้เกิดนั่นเองและช่วงเวลานั้นเองเป็นช่วงที่เกิดกองทุนน้ำมันที่เป็นรากฐานของกองทุนน้ำมันในปัจจุบันนนั่นเอง  แม้วิกฤตนี้จะเกิดเหตุไม่นานแต่ก็เป็นวิกฤตที่ทำให้ไทยเราเตรียมพร้อมเรื่องพลังงานของประเทศและเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญด้านพลังงานในไทยในยุคต่อมา

ในยุค 2565 ที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนก็เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนเช่นกันเพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นจากการที่รัสเซียโดนแซงชั่นจากชาติตะวันตกอันเป็นผลให้น้ำมันประมาณ 7-8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจากก่อนสงครามที่ประมาณ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลพุ่งไป 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  แต่นี่เป็นช่วงที่ประเทศไทยปรับตัวด้านพลังงานหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการผลักดันพลังงานทางเลือกอย่าง โซลาร์เซลล์ให้ครัวเรือนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น  ผลักดันการใช้รถ EV ในประเทศ  รวมถึงมาตรการอื่นๆเช่น ชะลอค่าไฟ  ออกแคมเปญคนละครึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพยุงราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมัน

เพราะฉะนั้นในวิกฤตครั้งนี้เอย่ามองว่าอาจจะไม่ได้ต่างกับวิกฤตที่ไทยเราเคยพานพบมาในอดีต เผลอๆอาจจะดีกว่าในยุคอดีตเสียด้วยซ้ำเพราะคนในอดีตก็มีการเตรียมแผนรับมือกันไว้ในระดับหนึ่งแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ท่านได้เตรียมแผนการโครงการมากมายไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำ  การทำ Bioenergy ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของแก๊สโซฮอลที่ใช้ในปัจจุบันและที่สำคัญคือหลักการเศรษฐกิจพอเพียงที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าในช่วงที่ประเทศต้องผจญกับวิกฤต เหตุการณ์วิกฤตพลังงานนี้อาจจะเป็นวิกฤตครั้งแรกของบางคนแต่ไม่ใช่ทุกคนและประเทศไทยเราโชคดีที่พ่อหลวงท่านได้เตรียมอะไรหลายๆอย่างให้เราแล้วถ้าหันหน้าไปมองเพื่อนบ้านรอบข้างแล้วจะเข้าใจ

จุดยืนพรรคส้ม!! หนุนตัดงบอาหาร สส. ชี้ชัดกล้าทำจริง ประหยัดภาษี วัดใจพรรคส้ม เอาประชาชนหรือเอาภาพลักษณ์ ตั้งคำถามพวกปัดกันไม่ชัดเจน

จุดยืน “พรรคส้ม” กับการตัดงบค่าอาหารกลางวันของ สส.
กล้าทำจริง หรือแค่คอนเทนต์สร้างภาพหลอกต้มด้อมไปวัน ๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ในการประชุมสภาวันแรก คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้เสนอให้มีการตัดงบค่าอาหารของ “สส.ผู้ทรงเกียรติ” ออกทั้งหมด พร้อมทั้งเสนอให้ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คนเหลือ 3 คน รวมทั้งการยกเลิกบำนาญ สส. ที่สิ้นเปลืองเงินภาษีมาช้านาน

แน่นอนว่า เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ ๆ ที่รักความถูกต้อง มากกว่าจะวางตัวเป็น “ด้อมเบาปัญญา” ของพรรคใดพรรคหนึ่ง ก็จะแสดงออกไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือ “เห็นด้วย” โดยเรื่องที่ฮือฮามากที่สุดก็คือ “การตัดงบค่าอาหาร” จะมีที่ออกหน้ามาขวางเพื่อ “ดำรงการกินอาหารฟรี” ดังเดิม คนแรกเลยก็คือนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ คนใหม่ ที่บอกว่าเป็นเรื่องตลก

นอกจากนี้ก็ยังมี สส. บางส่วนจาก “พรรคสามกีบ” ก็ไม่เห็นด้วยกับการ “ตัดงบค่าอาหาร” ของ สส. ในครั้งนี้เช่นกัน แม้จะเคยอ้างว่าสิ่งที่คุณหมอวรงค์นำเสนอในวันนี้เคยเป็น “ไอเดียของตัวเอง” มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่วันนั้นสังคมไม่ขานรับ และวันนี้ “บางคนในพรรคกีบ” ยังมองว่าเงินเดือนของ สส. เพียงหนึ่งแสนต้น ๆ นั้นไม่ได้เยอะหากเทียบกับ “ภาษีสังคม” ที่ต้องจ่ายไปในแต่ละเดือน

คำว่า “ภาษีสังคม” คงไม่ได้หมายถึง สส. คนหนึ่งที่หนีการเกณฑ์ทหาร ไม่เคยมีน้ำใจใส่ซองในงานขาวดำ แถมใช้ “พวงหรีด” วน และยัง “ลักแกง” ในงานสวดกลับมากินบ้านด้วยใช่ไหมครับ?

หากฟังสิ่งที่คนใน “พรรคล้มสถาบัน” พูดออกสื่อ ก็จะพบว่าช่างเป็นความคิดที่ “ย้อนไปแย้งมา” หาจุดยืนที่ชัดเจนจริง ๆ ในตัวตนของ “คนสามกีบ” ไม่ได้เลย

วันนี้ ปี พ.ศ. ๒๕๖๙ เมื่อในสภามี สส. น้ำดีหนึ่งคน ตั้งใจจะรักษา “ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทย” กล้าเดินหน้านำเสนอให้ตัดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยออก ในขณะที่นักการเมืองค่อนสภาไม่กล้า ก็น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดีของประเทศชาติ และยังคงไปในทิศทางเดียวกันกับ “ไอเดียพรรคส้ม” ที่เคยเสนอต่อสังคมไทยไว้ในคราวนั้น ถ้า “พรรคสามกีบ” มีเจตนาจะประหยัดเงินภาษีของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ก็ไม่น่าจะแสดงท่าทีขัดขวาง เพราะเรื่องที่ดีงามเช่นนี้ไม่มีคำว่าวันสายเกินไป สามารถเริ่มทำด้วยตัวเองก่อนเลยอย่างที่คุณหมอวรงค์ ควักเงินซื่อก๋วยเตี๋ยวกินเอง

“ทำจริง” เยี่ยง “คนจริง” หรือพูดไปเรื่อยแค่ “สร้างคอนเทนต์” ตบตา “ด้อมโง่ ๆ” ก็ดูกันออกได้ง่าย ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้

โดย แจ็ค รัสเซล

ย้อนรอย Palomares 1966 อุบัติเหตุเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ เกือบเปลี่ยนโลกสู่บทเรียนจาก Palomares อุบัติเหตุปี 1966 เกือบเกิดโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ ย้อนเหตุการณ์ที่โลกไม่ลืม

1966 Palomares accident
อุบัติเหตุเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ชนกับเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135
จนเกือบทำให้เกิดโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์

เทคโนโลยีเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนเป็นระบบสำคัญในกองทัพอากาศปัจจุบัน โดยในปี 1923 มีการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศสำเร็จโดยใช้วิธี “สายยาง” ระหว่างเครื่องบินแบบ Airco DH.4 สองลำของกองทัพบกสหรัฐฯ (กองทัพอากาศสหรัฐฯ หรือ United States Air Force (USAF) ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 กันยายน 1947)
ด้วยวิธีง่าย ๆ คือโยนสายยางจากเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่อง แล้วให้ลูกเรือดึงเข้าไป

ช่วงทศวรรษ 1930–1940 เริ่มพัฒนาเทคนิคให้ปลอดภัยขึ้น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อใช้ทางทหาร ยุค 1950s เริ่มใช้ระบบ probe-and-drogue และ flying boom การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศถูกพัฒนาและใช้กว้างขวางในช่วงสงครามเย็น ด้วยเพราะสามารถเพิ่มระยะปฏิบัติการของเครื่องบินรบ สนับสนุนภารกิจลาดตระเวนหรือทิ้งระเบิดระยะไกล ทำให้เครื่องบินสามารถ ปฏิบัติภารกิจบนท้องฟ้าได้นาน (การคุ้มกันหรือการเฝ้าระวัง) ลดความจำเป็นในการลงจอดระหว่างทาง สามารถทำการบินต่อเนื่องได้นาน และกลายเป็นขีดความสามารถหลักของกองทัพอากาศหลายประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน

การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศถือเป็นหนึ่งในภารกิจที่ “เสี่ยงและต้องใช้ทักษะสูงมาก” เพราะเครื่องบินสองลำต้องบินใกล้กันมากในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ยากมาก ๆ โดยอันตรายหลัก ๆ ในการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศได้แก่
1. การชนกัน (Mid-air Collision) การบินห่างกันเพียงไม่กี่เมตร มีความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยอาจทำให้ชนกันทันที โดยเฉพาะช่วงเวลาการ “เข้าเสียบ” (contact) มีความเสี่ยงสูงสุด
2. กระแสลมปั่นป่วน (Wake Turbulence) เครื่องเติมเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ เช่น Boeing KC-135 Stratotanker สร้างกระแสลมหมุนแรง เครื่องบินรบขนาดเล็กกว่ามากหลังอาจเสียการทรงตัวขณะเข้ารับการเติมเชื้อเพลิง นักบินจึงต้องคุมเครื่องให้นิ่งท่ามกลางกระแสลมที่ปั่นป่วน
3. ความเสี่ยงไฟไหม้/ระเบิด เชื้อเพลิงอากาศยานติดไฟค่อนข้างง่าย หากมีประกายไฟหรือระบบรั่ว อาจทำให้เกิดไฟไหม้กลางอากาศได้ แม้จะมีระบบป้องกัน แต่ความเสี่ยงยังคงสูง
4. ความเสียหายของอุปกรณ์ อาทิ สาย drogue หรือ boom อาจแกว่งอย่างรุนแรงแล้วฟาดหรือกระแทกเครื่องบินที่กำลังเติมเชื้อเพลิง เพราะเคยมีกรณีทำให้เครื่องบินเสียหายหรือกระจกแตกมาแล้ว
5. ความผิดพลาดของมนุษย์ ด้วยนักบินต้องทำการควบคุมอย่างละเอียดถี่ถ้วนมาก ความล้า (fatigue) หรือสื่อสารผิดพลาด จึงอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ
6. สภาพอากาศเลวร้ายมีผลต่อทัศนวิสัย เมฆ ฝน ลมแรง หรือกลางคืน อาตทำให้การมองเห็นยากและการควบคุมยากขึ้นหลายเท่า

สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135R 2 ลำชนกันเหนือประเทศอิรักจนลำหนึ่งตก และลูกเรือทั้ง 6 นายเสียชีวิตหมด ทำให้ต้องย้อนกลับไปถึงอุบัติเหตุเมื่อ 60 ปีก่อนที่เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52G ชนกับเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135R ขณะเติมเชื้อเพลิงเหนือเมือง Palomares ประเทศสเปนในยุคสงครามเย็นในปฏิบัติการ Chrome Dome อันเป็นปฏิบัติการป้องปรามทางนิวเคลียร์ทางอากาศที่ไม่เคยมีมาก่อนของ กองบัญชาการยุทธศาสตร์ทางอากาศ (SAC) ซึ่งเป็นการตอบโต้ต่อภัยคุกคามจากขีปนาวุธนิวเคลียร์ของ (อดีต)สหภาพโซเวียตซึ่งมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

จากหนังสือ Chrome Dome 1960–68 The B-52s' high-stakes Cold War nuclear operation โดย Peter E. Devies นักประวัติศาสตร์การบินในยุคสงครามเย็น ได้อธิบายว่า ตลอดระยะเวลาแปดปี ปฏิบัติการ Chrome Dome ต้องใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Stratofortress จำนวน 12 ลำ เพื่อรักษาสถานะเตรียมพร้อมทางอากาศอย่างต่อเนื่องและไม่มีวันหยุด ทำการบินในระยะโจมตีเป้าหมายของโซเวียต โดยบินวนอยู่เหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตอนเหนือของอะแลสกา เครื่องบินทิ้งระเบิดแต่ละลำจะบินอยู่บนอากาศนาน 24 ชั่วโมง เป็นระยะทางประมาณ 10,000 ไมล์ จนกว่าจะมีเครื่องบินลำอื่นมาปฏิบัติการแทนที่ ในห้องนักบินแต่ละห้องจะมีแฟ้มภารกิจการรบที่เป็นความลับสุดยอด ซึ่งบรรจุรายละเอียดของเส้นทางและขั้นตอนสำหรับการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ต่อเป้าหมายของ (อดีต)สหภาพโซเวียตที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

ภารกิจ Chrome Dome ที่ยาวนาน 8 ปีนั้นเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นและเป็นที่ถกเถียง และปฏิบัติการดังกล่าวส่งผลให้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ตก หลายครั้ง และทำให้อาวุธนิวเคลียร์สูญหาย (ซึ่งเรียกว่า “อุบัติเหตุ Broken Arrow”) โดยเหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดคือ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งสเปน เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52G-115-BW หมายเลข 58-0256 Tea 16 ของฝูงบินที่ 51 กองบินที่ 68 ฐานทัพอากาศเซย์มัวร์-จอห์นสัน เป็นหนึ่งในปฏิบัติการ Chrome Dome ซึ่งในขณะนั้นมีเพียง 4 ลำ ในวันที่ 16/17 มกราคม 1966 เครื่องบินลำนี้บินขึ้นจากฐานทัพอากาศเซย์มัวร์-จอห์นสันในตอนรุ่งสาง และไปถึงจุดที่ไกลที่สุดของภารกิจบริเวณชายแดนโซเวียต-ตุรกี หลังจากเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเหนือพื้นที่เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Golden Spur ในสเปน โดยเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงเครื่องบินเติมเชื้อเพล KC-135R Stratotanker ฝูงบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศที่ 161 ฝูงบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศที่ 197 “Copperheads” หมายเลข 63-8038 สังกัดกองกำลังพิทักษ์ชาติทางอากาศแห่งมลรัฐแอริโซนา จากฐานทัพอากาศสกายฮาร์เบอร์ มลรัฐแอริโซนา ในเที่ยวบินขากลับตามเส้นทางใต้ เครื่องบินลำนี้ได้เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเหนือชายฝั่งอัลเมเรียจากเครื่องบิน KC-135A หมายเลข 61-273 ของฝูงบิน 910th ARS ที่โมรอน ซึ่งมีนาวาอากาศตรี เอมิล เจ. ชาปลา เป็นนักบิน ส่วนเครื่องบิน B-52G (Tea 12) ซึ่งบินนำหน้า กำลังได้รับการเติมเชื้อเพลิงจากเครื่องบิน KC-135A (Troubadour 12) ในพื้นที่เดียวกัน คือพื้นที่เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศแซดเดิลร็อก นับตั้งแต่ปี 1959 ภายใต้ภารกิจของ SAC มีการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศอย่างปลอดภัยมากกว่า 750,000 ครั้ง โดยมีเพียงการชนกันในเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 1959 เหนือมลรัฐเคนตักกี้เท่านั้น

ในช่วงปฏิบัติการ Chrome Dome การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเกิดขึ้นทุก ๆ หกนาที เมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52G (Tea 16) บินเข้าใกล้เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135A หมายเลข 61-0273 (Troubadour 14) ของฝูงบิน 910th AREFS, 4130th SW, Bergstrom AFB (97th BW) ในระหว่างการเติมเชื้อเพลิงที่ระดับความสูง 30,500 ฟุต ห่างจากชายฝั่งสองไมล์ เหนือหมู่บ้าน Palomares โดยบินเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วที่สูงกว่าที่วางแผนไว้เล็กน้อยตามที่ได้ตกลงกันไว้

รายงานอุบัติเหตุสรุปว่า นักบินสำรอง ซึ่งเป็นอดีตนักบินเครื่องบินทิ้งระเบิด B-17 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นาวาอากาศตรี แลร์รี จี. เมสซิงเกอร์ ได้ทำการกำลังฝึกซ้อมการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศภายใต้การดูแลของผู้บังคับการเครื่องบิน เรืออากาศเอก ชาร์ลส์ เวนดอร์ฟ เมสซิงเกอร์บินเข้าใกล้เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงด้วยความเร็ว 260 นอต แต่เพิ่มความเร็วเมื่ออยู่ห่างจากเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง 900 ฟุต เมื่อได้รับแจ้งจากเครื่องส่งเชื้อเพลิงของเครื่องบิน KC-135A ว่าเขาจะ "บินเลยไป" เขาจึงใช้เบรกอากาศก่อนที่เวนดอร์ฟจะเข้ามาควบคุม ทำให้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52G เชิดหัวขึ้นและชนเข้ากับใต้ท้องเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง

ท่อเติมเชื้อเพลิงยาว 33 ฟุต พร้อมท่อภายในแบบยืดหดได้ยาว 12 ฟุต ซึ่งควบคุมโดยพันจ่าอากาศเอกลอยด์ จี. โปโตลิคคิโอ ได้ทะลุเข้าไปที่รอยต่อระหว่างลำตัวและปีกส่วนบนของเครื่องบิน B-52 ทำให้เกิดการระเบิดและสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อคานยาว ทำให้พลปืนและเจ้าหน้าที่สงครามอิเล็กทรอนิกส์ได้รับบาดเจ็บ และทำให้ปีกซ้ายแยกออกจากกัน จากนั้นเครื่องบินก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ อย่างรวดเร็ว โดยส่วนหน้าของลำตัวเครื่องบินร่วงลงมา ลูกไฟขนาดใหญ่ถูกพบเห็นโดยผู้ควบคุมท่อเติมเชื้อเพลิงของเครื่องบิน Troubadour 12 และลูกเรือของเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงได้กลับมาพบเห็นซากเครื่องบินที่กำลังลุกไหม้ และส่วนหางและปีกของเครื่องบิน B-52 กำลังร่วงลงมา

เปลวไฟจากการระเบิดของเครื่องบิน B-52G ได้ลุกไหม้เชื้อเพลิงลามไปติดท่อเติมเชื้อเพลิงของเครื่องบิน KC-135 ทำให้เครื่องบินดิ่งลงสู่ระดับ 1,600 ฟุต จากนั้นถังเชื้อเพลิงขนาด 30,000 แกลลอนที่บรรจุเชื้อเพลิง JP-4 ก็ระเบิดขึ้น และเครื่องบินก็ตกกระแทกพื้นห่างจากซากเครื่องบิน B-52G ประมาณ 3 ไมล์ ใกล้กับเมืองปาโลมาเรส หมู่บ้านชาวประมงในสเปน ผลที่ตามมา ลูกระเบิดนิวเคลียร์ B28F1 จำนวน 4 ลูกที่ติดตั้งหัวระเบิดกันกระแทก Mod 3F และร่มชูชีพ Mod 0 กระจัดกระจายไปทั่ว ลูกแรกตกลงใกล้ชายหาด ลูกที่สองตกใส่สุสาน และอีกลูกหนึ่งตกอยู่ในทุ่งมะเขือเทศ ส่วนร่มชูชีพชะลอความเร็วขนาดกว้าง 100 ฟุตของลูกสี่กางออกและลอยออกสู่ทะเล

ระเบิดสองลูกแรกเกิดการระเบิดในขั้นต้นด้วยแรงระเบิดสูง ทำให้เศษซากนิวเคลียร์ปนเปื้อนดินและพืชพรรณกว่า 1,400 ตันด้วยพลูโทเนียม ซึ่งทั้งหมดต้องถูกขุดขึ้นและส่งกลับไปยังสหรัฐอเมริกาในถังเหล็ก 6,000 ถังเพื่อกำจัด ส่วนระเบิด B28 ลูกที่สี่ตกลงห่างจากฝั่ง 5 ไมล์ ในระดับความลึก 2,500 ฟุต และไม่พบจนกระทั่งวันที่ 15 มีนาคม หรือ 80 วันต่อมา เรือดำน้ำจากกองกำลังเฉพาะกิจที่ 65 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งบัญชาการโดยพลเรือตรี วิลเลียม เกสต์ ใช้เรือดำน้ำต้นแบบสองลำ คือ อัลวิน และ อลูมิโนต์ และเรือยูเอสเอส เพเทรล เพื่อยกระเบิดที่ตกขึ้นมาอย่างปลอดภัยในวันที่ 7 เมษายน อุปกรณ์กู้คืนที่เช่ามาใช้ในการปฏิบัติการนี้ทำให้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นอีก 50,000 ดอลลาร์ต่อวัน จากค่าใช้จ่ายมหาศาล 80 ล้านดอลลาร์ของการปฏิบัติการ และต้องส่งเครื่องบิน KC-135A เที่ยวบินพิเศษเพื่อนำอุปกรณ์ดังกล่าวกลับไปยังสหรัฐอเมริกา

รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่รัฐบาลสเปน และคำมั่นสัญญาที่จะกำจัดดินที่ปนเปื้อนพลูโทเนียม 25 ปอนด์ที่เหลืออยู่ในพื้นที่ที่ล้อมรั้วไว้และยังคงดำเนินการต่อไปจนถึงปี 2010 ในขณะที่การเรียกร้องค่าชดเชยความพิการสำหรับทหารอเมริกันที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2021

สำหรับกองทัพอากาศไทยได้ดำเนินการจัดหาเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศลำแรก รุ่นที่ได้คัดเลือกไว้แล้วคือ Airbus A330 MRTT ซึ่งเป็นเครื่องบินแบบ Multi Role Tanker Transport (MRTT) ใช้ได้ทั้ง:
- การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ
- การลำเลียงกำลังพล / ผู้ป่วย
- ภารกิจ VIP
รองรับทั้งระบบ Boom และ Probe-and-Drogue Ffpส่งมอบประมาณปี 2571–2572 การมีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้เครื่องบินรบทั้ง F-16 Fighting Falcon และ JAS 39 Gripen สามารถทำการบินได้นานขึ้น ปฏิบัติภารกิจไกลขึ้น และไม่ต้องลงจอดเติมน้ำมันบ่อย

ก่อนหน้านี้ กองทัพอากาศไทยยังไม่มีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง หากต้องเติมเชื้อเพลิงต้องพึ่งพาการฝึกร่วม
กับประเทศอื่น หรือใช้ข้อจำกัดระยะบินของเครื่องด้วยการแวะจอดหรือติดตั้งถังเชื้อเพลิงสำรองแทน เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง Airbus A330 MRTT จะไม่ใช่แค่ “มีเครื่องเพิ่มขึ้นอีก 1 ลำ” แต่เป็นการยกระดับขีดความสามารถทั้งระบบของกองทัพอากาศเลย เพราะจะทำให้เครื่องบินรบของกองทัพอากาศไทย บินได้ไกลขึ้น บินได้นานขึ้น สามารถป้องกันน่านฟ้าได้ต่อเนื่อง ทำงานกับพันธมิตรได้ดีขึ้น สามารถขยับตำแหน่งในอาเซียน แม้จะยังไม่ถึงขั้น “เหนือกว่า” ประเทศชั้นนำในภูมิภาค แต่เป็นการยกระดับแบบก้าวกระโดด ซึ่งจะมีผลต่อสมดุลในระดับภูมิภาคพอสมควร

พันธมิตรในพายุพัดกระหน่ำ ชวนมองความสัมพันธ์ทางทหารไทย และสหรัฐฯในยุคสงครามปะทุ

ความสัมพันธ์ทางทหารไทย-สหรัฐฯ vs. ผลกระทบจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน 2026

พันธมิตรในยุคพายุพัดกระหน่ำ

สายสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึก
ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2376 นับเป็นมิตรภาพที่ยาวนานที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หัวใจของความสัมพันธ์นี้ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาคือความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง ซึ่งได้ถูกวางรากฐานขึ้นในช่วงสงครามเย็นอันเป็นยุคที่ทั้งสองประเทศร่วมกันต่อต้านการแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค
ในบริบทปัจจุบัน ณ เดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 เมื่อสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้เดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง ใดๆDigest จึงอยากชวนคนอ่านมาทบทวนโครงสร้างความร่วมมือทางทหารไทย-สหรัฐฯ และลองมองความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเผชิญในความขัดแย้งที่กำลังเขย่าตะวันออกกลางกันอยู่ตอนนี้ดูนะครับ

โครงสร้างความร่วมมือทางทหาร
อย่างแรก มาลองดูที่สถานะพันธมิตรและกรอบความร่วมมือกันก่อน
ไทยได้รับสถานะ "พันธมิตรนอก NATO" ที่สำคัญที่สุด (Major Non-NATO Ally: MNNA) จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกรอบทางกฎหมายที่เปิดทางให้ไทยเข้าถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางทหาร และความช่วยเหลือด้านความมั่นคงในระดับพิเศษ ความสัมพันธ์นี้ตั้งอยู่บนเสาหลักสามประการได้แก่ การฝึกร่วม การถ่ายทอดยุทโธปกรณ์ และการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง

อย่างที่สอง การฝึกคอบร้าโกลด์ ซึ่งนับเป็นเสาหลักแห่งความร่วมมือของทั้งสองประเทศ
การฝึกร่วมและผสม "คอบร้าโกลด์" (Cobra Gold) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในประเทศไทย คือหนึ่งในการฝึกทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี พ.ศ. 2568 นับเป็นครั้งที่ 44 มีประเทศเข้าร่วมหลักถึง 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และมาเลเซีย โดยในปี พ.ศ. 2569 การฝึกคอบร้าโกลด์ 2026 ก็สำเร็จลุล่วงด้วยดีเช่นเดิม
การฝึกในปีหลัง ๆ ได้ยกระดับความซับซ้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้แนวคิด Combined Joint All Domain Operations (CJADO) ซึ่งครอบคลุมการปฏิบัติการร่วมในทุกมิติทั้งทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ไซเบอร์ และอวกาศ นับเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนมากกว่าในอดีต

ประเด็นที่สาม การถ่ายทอดยุทโธปกรณ์และงบประมาณสนับสนุน
ข้อมูลจากสำนักงานความร่วมมือด้านความมั่นคงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (DSCA) เผยว่าไทยสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ สะสมมูลค่ากว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รายการสำคัญประกอบด้วยเฮลิคอปเตอร์ UH-60L Black Hawk มิสไซล์ RGM-84L Harpoon Block II มิสไซล์ Evolved Sea Sparrow รวมถึงอาวุธปืนและกระสุนต่าง ๆ
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 สหรัฐฯ ยังอนุมัติเงินสนับสนุนกองทัพบกไทยมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพชายแดน ปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ และขยายขีดความสามารถของยานเกราะสไตรเกอร์ ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าวอชิงตันยังคงมองไทยเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

สงครามสหรัฐ-อิหร่าน 2026: มองภูมิทัศน์แห่งความขัดแย้ง

เส้นทางสู่ Operation Epic Fury
ก่อนจะถึงสงครามเต็มรูปแบบในปัจจุบัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านสะสมมาเป็นลำดับ โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่านในสงคราม 12 วัน (Twelve-Day War) ซึ่งเป้าหมายหลักคือโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์และระบบป้องกันทางอากาศ แม้สงครามจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยของโอมาน แต่อิหร่านได้ฟื้นฟูและซ่อนสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะไว้ในสถานที่ลับ
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ภายหลังการเจรจาสามรอบในเจนีวาล้มเหลว สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉาก Operation Epic Fury โจมตีเป้าหมายเกือบ 900 จุดในเวลาเพียง 12 ชั่วโมงแรก การโจมตีครั้งนี้สังหาร Supreme Leader Ali Khamenei พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกจำนวนมาก ส่งผลให้สงครามเข้าสู่ระยะสงครามผลาญกำลัง (War of Attrition) ที่ยังคงดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: การทารุณกรรมต่อเส้นเลือดพลังงานของโลก
การตอบโต้ที่รุนแรงที่สุดของอิหร่านมิใช่ขีปนาวุธที่โจมตีอิสราเอล หากแต่คือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันโลกราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณร้อยละ 20 ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก ปริมาณการผ่านช่องแคบลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 10 ของระดับก่อนสงคราม ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี

ทีนี้ลองมาดูผลกระทบต่อไทยในฐานะประเทศที่ไม่ได้ประกาศสงคราม แต่ซึมซับเต็ม ๆ

เรือ "มยุรีนารี" เหยื่อรายแรกที่ทำให้ไทยกลายเป็นผู้เคราะห์ร้าย
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569 เรือบรรทุกสินค้าไทย Mayuree Naree ถูกโจมตีด้วยโดรนและจรวดในช่องแคบฮอร์มุซขณะผ่านเส้นทางการค้าตามปกติ กองทัพเรือโอมานช่วยเหลือลูกเรือ 20 คนได้ปลอดภัย แต่ยังสูญหาย 3 คน กระทรวงการต่างประเทศไทยแสดง "การประท้วงอย่างรุนแรงที่สุด" ต่อเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงเทพฯ และเรียกร้องคำขอโทษ
เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าแม้ไทยจะไม่ได้เป็นคู่สงคราม แต่ในฐานะที่เคยฝึกร่วมกับสหรัฐฯ และเป็นพันธมิตร MNNA เรือและผลประโยชน์ของไทยอาจถูกมองว่า "ใกล้ชิดกับศัตรู" โดยฝ่ายอิหร่านได้ นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่าการโจมตีเรือไทยอาจเป็น "ข้อความ" ที่อิหร่านส่งถึงสหรัฐฯ ผ่านพันธมิตรที่เปราะบาง

วิกฤตพลังงาน คือระเบิดเวลาที่นับถอยหลัง
ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่สูง และมีสำรองน้ำมันดิบอยู่ประมาณสองเดือน ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลางเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค (เวียดนามมีน้อยกว่า 20 วัน ในขณะที่อินเดียและไทยมีราว 2 เดือน) แต่หากสงครามยืดเยื้อและช่องแคบยังคงปิด ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจะส่งแรงกระเพื่อมไปยังทุกภาคส่วนของภาคเศรษฐกิจแน่นอน

ดาบสองคมของความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ

ความเสี่ยงจากการถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง
ความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ มาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง ดังนี้
1. การตีความของฝ่ายตรงข้าม: อิหร่านอาจมองว่าไทยในฐานะ MNNA และเจ้าภาพการฝึกคอบร้าโกลด์คือ "พันธมิตรของศัตรู" ดังที่เห็นจากกรณีเรือมยุรีนารี
2. แรงกดดันให้ร่วมมือ: สหรัฐฯ อาจขอใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในไทย เช่น ท่าเรือ สนามบิน หรือฐานสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ ในขณะที่ไทยต้องการรักษาความเป็นกลาง
3. ความตึงเครียดในนโยบายต่างประเทศ: ไทยมีความสัมพันธ์การค้าและการทูตที่สำคัญกับประเทศในกลุ่มที่ไม่สนับสนุนสงคราม การเลือกข้างอย่างชัดเจนเกินไปอาจสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์เหล่านั้น
5. ความเสี่ยงต่อสายการเดินเรือพาณิชย์: ธงชาติไทยบนเรืออาจเพิ่มความเสี่ยงในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับ ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ความขัดแย้งที่มีการโจมตีเรือสินค้าสม่ำเสมอ

ความเสี่ยงด้านพลังงานและเศรษฐกิจ
เอเชียคือภูมิภาคที่รับภาระหนักที่สุดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากการนำเข้าน้ำมันในเอเชียถึงร้อยละ 80 ผ่านเส้นทางนี้ ไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบ 60-95% จากต่างประเทศมีความเปราะบางสูง การที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ จุดสูงสุด จะส่งผลให้ต้นทุนการขนส่ง การผลิต และค่าครองชีพในไทยพุ่งสูงตาม ซึ่งจะสร้างความกดดันต่อเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่แน่นอน

ความสัมพันธ์กับจีน ตัวแปรที่ละเอียดอ่อน
ในขณะที่อิหร่านอนุญาตให้เรือของจีนผ่านช่องแคบ สัญญาณนี้ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งนี้มีมิติของการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ-จีนแฝงอยู่ด้วย ในฐานะที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นกับจีน และในขณะเดียวกันก็เป็นพันธมิตรทางทหารของสหรัฐฯ พวกเราคงต้องฝากความหวังไว้กับรัฐบาลไทยที่ต้องเดินสายกลางท่ามกลางแรงดึงทั้งสองขั้วอย่างชาญฉลาด

ความเสี่ยงด้านการข่าวกรองและไซเบอร์
ประวัติการฝึกร่วมและแลกเปลี่ยนข่าวกรองกับสหรัฐฯ อาจทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการไซเบอร์หรือการสอดแนมโดยฝ่ายตรงข้าม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเช่น ระบบไฟฟ้า การสื่อสาร และโลจิสติกส์การทหาร อาจกลายเป็นเป้าหมายในสงครามรูปแบบใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องยิงกระสุนจริง

สุดท้าย เราพอจะกล่าวโดยสรุปได้ว่าความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกามีรากฐานอันมั่นคงและเป็นประโยชน์ต่อไทยในหลายมิติ ทั้งด้านยุทโธปกรณ์ การฝึก และการยับยั้งภัยคุกคาม แต่ในบริบทสงครามที่ในปัจจุบันที่ลุกลามจนปิดช่องแคบฮอร์มุซและสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลก ความสัมพันธ์นี้มาพร้อมกับต้นทุนและความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง
บทเรียนจากเรือมยุรีนารีสะท้อนความจริงอันโหดร้ายว่าในภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่ การเป็นพันธมิตรของมหาอำนาจย่อมนำมาซึ่งทั้งการคุ้มครองและความเสี่ยง ประเทศที่เดินสายกลางอย่างชาญฉลาดคือประเทศที่รักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ไว้ พร้อมกับไม่ทิ้งสายสัมพันธ์กับฝั่งตรงข้าม และที่สำคัญที่สุดคือต้องพร้อมปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติด้วยตนเอง

ชี้มูลอดีตผู้ว่าฯ ปปช. ชี้มูล “จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา” ร่ำรวยผิดปกติ 321.67 ล้าน ส่งอัยการยึดทรัพย์แผ่นดิน แจ้งผู้บังคับบัญชาไล่ออกทันที

คณะกรรมการ ปปช. ชี้มูลความผิด นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นครศรีธรรมราช พังงา และสตูล ฐานร่ำรวยผิดปกติไม่สอดคล้องกับรายได้และไม่สามารถพิสูจน์แหล่งที่มาได้

โดยตรวจพบทรัพย์สินรวมของนายจำเริญ คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มูลค่ารวมกว่า 321,670,858.30 บาท

ประกอบด้วย
1.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชี นายจำเริญ 1 บัญชี เป็นเงิน 1,488,514.80 บาท
2.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส 13 บัญชี รวมเป็นเงิน 260,846,734.80 บาท
3.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชื่อของคู่สมรส 22 รายการ รวมมูลค่า 47,445,608.70 บาท
4.ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในชื่อของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1 รายการ มูลค่า 5,690,000 บาท (รวมค่าตกแต่งและอุปกรณ์)
5.รถยนต์ในชื่อของคู่สมรส 6 คัน รวมมูลค่า 6,200,000 บาท

ปปช.ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องขอยึดทรัพย์สินให้ตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมแจ้งคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการลงโทษไล่ออก นายจำเริญเคยเริ่มงานจากปลัดอำเภอจนถึงผู้ว่าฯ หลายจังหวัด ก่อนลาออกจากราชการเมื่อ 10 เม.ย. 66

มีข้อร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส เช่น กรณีติดตั้งเสาไฟฟ้าโซล่าเซลล์ราคาสูงผิดปกติในนครศรีธรรมราช และจัดซื้อปลูกต้นไม้ราคาแพงในพังงา เป็นปมคำถามเกี่ยวกับการบริหารงานในอดีต

การชี้มูลนี้สะท้อนความพยายามของ ปปช. ในการตรวจสอบความโปร่งใส และบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างจริงจังเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณะ

ตัดงบอาหาร!! เห็นด้วยลดค่าอาหาร สส. ลดผู้ช่วย สส. จาก 8 เหลือ 3 ประหยัดงบได้แค่ไหน เป็นประเด็นถกเถียงที่ควรพูดคุย สะท้อนวัฒนธรรมการใช้เงินภาครัฐ

เห็นด้วยตัดค่าอาหาร สส. กับลดผู้ช่วย…ข้อเสนอที่ควรคุยกันจริงจัง

ส่วนตัว #นายหัวไทร เห็นด้วยกับข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยภักดี ที่เสนอให้ ยกเลิกงบค่าอาหารกลางวันของ ส.ส. พร้อมกับ ลดจำนวนผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญ ส.ส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน เป็นประเด็นที่น่าหยิบมาถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างจริงจังในสังคมไทย

เหตุผลหลักของข้อเสนอนี้ไม่ซับซ้อนเลย
ส.ส.มีเงินเดือนและค่าตอบแทนสูงอยู่แล้ว ระดับ แสนกว่าบาทต่อเดือน เมื่อรวมกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็ถือว่าอยู่ในระดับรายได้ที่สูงกว่าคนทำงานส่วนใหญ่ในประเทศอย่างมาก

เมื่อมีรายได้ในระดับนี้ คำถามที่ตามมาคือ
จำเป็นแค่ไหนที่รัฐสภาจะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปเลี้ยงอาหาร ส.ส.อีก น่าจะเลี้ยงตัวเองได้อย่างไม่ยากแค้นอะไร

งบประมาณรัฐสภาไม่ได้มีแค่เงินเดือนเท่านั้น แต่ยังมี
• ค่าเบี้ยประชุม
• ค่าเดินทาง
• ค่าที่พักในบางกรณี

ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเงินภาษีของประชาชน

ในมุมมองหนึ่ง เมื่อรัฐสภาจ่ายค่าตอบแทนให้สูงอยู่แล้ว
ส.ส.ก็ควรสามารถนำเงินเหล่านั้นมาดูแลค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารหรือค่าใช้จ่ายประจำวันอื่น ๆ

ลองมองย้อนกลับไปยังโลกของการทำงานทั่วไป
ทั้งใน บริษัทเอกชน ห้างร้าน หรือหน่วยงานราชการจำนวนมาก แทบไม่มีระบบ “เลี้ยงอาหาร” ให้พนักงานเป็นเรื่องปกติ

หากจะมีบ้าง ก็มักเกิดขึ้นกับ พนักงานระดับล่าง ที่มีรายได้ไม่สูงนัก เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพให้สามารถอยู่ได้ในแต่ละวัน หรือการทำงานกะกลางคืน

แต่ในกรณีของ ผู้แทนราษฎร ที่มีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศหลายเท่า การใช้งบประมาณเพื่อเลี้ยงอาหารจึงดูเป็นเรื่องที่สังคมตั้งคำถามได้

เช่นเดียวกับเรื่อง จำนวนผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญของ ส.ส.การมีผู้ช่วยถึง 8 คนต่อ ส.ส.หนึ่งคน ถือว่าเป็นโครงสร้างที่ใช้งบประมาณไม่น้อยเลย เมื่อคิดรวมทั้งสภา

ที่สำคัญผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ส่วนใหญ่แต่งตั้งเครือญาติ หัวคะแนนเข้ามาทำงาน ไม่ได้พิจารณาถึงความรู้ความสามารถเป็นด้านหลัก และอยากรู้ว่า สส.แบ่งสรรงานให้ผู้ช่วยฯผู้ชำนาญการ ผู้เชี่ยวชาญอย่างไร ใครควรคุม ใครประเมินผลการปฏิบัติงาน

ข้อเสนอให้ลดเหลือ 3 คน จึงเป็นแนวคิดที่น่าพิจารณา เพราะยังคงมีทีมงานช่วยทำงานได้ แต่ก็ช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐลงอย่างมีนัยสำคัญ

ท้ายที่สุด ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับหลักคิดสำคัญของการเมืองไทย คือ

“ผู้แทนประชาชนควรใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างประหยัดเพียงใด”

หากรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ออกกฎหมายและตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน ยังสามารถแสดงตัวอย่างของ ความประหยัดและความรับผิดชอบต่อภาษีประชาชน ได้มากขึ้น ก็อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองไทยได้ไม่น้อย

บางครั้ง การตัดค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ อย่าง “ค่าอาหาร” อาจไม่ใช่เรื่องของมื้อข้าวเพียงจานเดียว
แต่มันสะท้อนถึง วัฒนธรรมการใช้เงินของผู้มีอำนาจ ว่าจะใกล้หรือไกลจากชีวิตของประชาชนแค่ไหน

ตั้งเป็นกระทู้ไว้เพื่อให้ได้ถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ในการใช้เงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ภูฎานโดนแบนวีซ่า!! สหรัฐแบนภูฎานเพราะเปอร์เซ็นต์เกิน เบื้องหน้าอ้างปัญหาตรวจคนเข้าเมือง เบื้องหลังอาจโยงสมการการเมืองระหว่างประเทศ บทบาทรัฐกันชนเดิมเริ่มสั่นคลอน

ถอดรหัส ทำไมภูฎาน เป็นหนึ่งในประเทศที่อเมริกาแบนวีซ่า

ความจริงเอย่ามีเรื่องจะเขียนมากมายในอาทิตย์นี้อย่างเช่นเรื่องของเรือมยุรีนารี ที่ใครๆก็มองว่าน่าจะเป็นเกมส์ของมหาอำนาจที่พยานามดึงไทยเข้าเป็นคู่ขัดแย้งกับอิหร่าน เพราะ ณ วันนี้ประชาโซเชียลพร้อมใจเทหน้าตักเชียร์อิหร่านกันแบบสุดลิ่มทิ่มประตู แต่กับกลายเป็นว่าแผนเหตุการณ์ที่หวังให้เกิดชาตินิยมต่อต้านอิหร่านในไทยกลับตาลปัตร คนไทยในโซเชียลประสานเสียงด่ากัปตันและลูกเรือ กองทัพเรือไทยโชว์หลักฐาน ว่าเตือนแล้ว 3 รอบ ส่วนรัฐบาลไทยก็ตีเนียน เพราะอาศัยการยังไม่เปิดสมัยสภาทำเป็นไม่รับผิดชอบเรื่องความขัดแย้ง แต่ช่วยเรือลูกเรือคนไทยเท่านั้น งานนี้ซีไอเอในไทยคงเหวอเพราะคิดกับที่คาดแบบหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย

เอาเป็นว่าเรื่องนี้จบไปดีกว่าทเอย่าเพิ่งมีข่าวสดๆร้อนๆไม่นานมานี้เรื่องที่ว่าทำไมอเมริกาแบนวีซ่าการย้ายถิ่นฐานของชาวภูฎาน

ถ้าหาจากข้อมูลจะพบว่ามีข้อมูลระบุชาวภูฎานหลบหนีเข้าเมืองสหรัฐสูงถึง 20%

ข้อมูลจากEntry/Exit Overstay Report ของกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐ (DHS) ระบุว่า
ในปี 2024 คนไทยเข้าสหรัฐมีจำนวน 69,445 คน และ overstay 2,106 คิดเป็น 3% ในขณะที่ชาวภูฎานเข้าสหรัฐในปีเดียวกันมี 180 คน และมี overstay 48 คน คิดเป็น 27% อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าสหรัฐเอาจำนวนเปอร์เซ็นต์มาตัดสินหรือเอามาตรฐานอะไรมาตัดสินกันแน่ แต่ถ้ามองไปลึกๆถึงอดีตของภูฎาน ทุกคนน่าจะทราบนะคะว่า ภูฎานเป็นประเทศที่เพิ่งเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์​
มาเป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ในยุคของกษัตริย์ จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก นี่เอง ประเด็นที่น่าสนใจคือ แท้จริงแล้วอินเดียกับภูฏานมีความสัมพันธ์แบบ “รัฐในอารักขาโดยพฤตินัย มาตั้งแต่ปี 1949 โดยมีสนธิสัญญาที่เซ็นต์กันมาโดยเนื้อหาหลักๆคือ

1. อินเดียควบคุมนโยบายต่างประเทศของภูฏาน รวมถึงภูฏานไม่ทำการทูตหรือข้อตกลงสำคัญกับประเทศอื่นโดยไม่ปรึกษาอินเดียก่อน
2. อินเดียให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคง กล่าวคืออินเดียจะสนับสนุนด้านกองทัพและอาวุธเพื่อป้องกันภูฎาน
3. อินเดียให้เงินสนับสนุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าและถนนหนทาง
4. อินเดียคืนพื้นที่ Dewangiri ปัจจุบันคือเมือง Deothang ซึ่งอังกฤษเคยยึดไปในศตวรรษที่ 19 ในสงคราม Duar War ในปี 1865

เมื่อกษัตริย์จิกมี ขึ้นครองราชย์ ก็มีการแก้ไขสนธิสัญญาในปี 2007 โดยมีข้อความที่เป็นสาระสำคัญได้รับการแก้ไขจาก
ภูฏานจะอยู่ภายใต้การชี้นำของอินเดียในด้านนโยบายต่างประเทศ เป็น ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันด้านความมั่นคง ประโยคนี้เอย่าสรุปให้เข้าใจง่ายคือ จากที่อินเดียมีอิทธิพลกำกับการต่างประเทศภูฏาน เป็น ภูฏานมีอธิปไตยเต็มมากขึ้น ข้อนี้พูดง่ายๆคือภูฎานจะทำอะไรไม่ต้องถามอินเดียอีก และ ในกิจการต่างประเทศภูฏานสามารถเลือกจะคบใครก็ได้เป็นอำนาจของภูฎานเอง และเชืาอว่านั่นเป็นสิ่งที่อินเดียอาจจะไม่ได้ยินดีนักแต่ก็ขัดไม่ได้

หากมองภูมิประเทศของภูฎานจะเห็นว่าทางทิศตะวันตกติดรัฐสิกขิมส่วนด้านตะวันออกติดรัฐอรุณาจัลประเทศ โดยมีทางเหนือติดทิเบต เมื่อจีนเริ่มบุกยึดทิเบตในปี 1950 อินเดียจึงเริ่มมองหารัฐกันชน แต่เหมือนกับอินเดียเริ่มตระหนักถึงภัยจากจีนจึงเลือกทำสนธิสัญญาในปี 1949 แทน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนการที่ภูฎานเลือกจะแก้สนธิสัญญาเพราะโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และจีนไม่ได้ต้องการดินแดนแต่ต้องการพันธมิตรมากกว่าศัตรูอย่างภูฎาน

การรัฐประหารที่ล้มเหลวในภูฎานถูกจับได้ในปี 2021 โดยแผนนี้ถูกเปิดโปงและถูกจับได้เสียก่อนในขั้นตอนการวางแผน ว่ากันว่ากลุ่มผู้ก่อการนั้นคือกลุ่มที่โปรอินเดียและชาติตะวันตก และคนที่ส่งข่าวให้ทางภูฏานนั้นคือจีนนั่นเอง

เอย่าไม่รู้ว่าเหตุการณ์การไม่ออกวีซ่าครั้งนี้จะเป็นเพราะเปอร์เซ็นต์ overstay ที่สูงหรือเป็นเพราะภูฎานเริ่มมีความสนิทชิดเชื้อกับทางจีนกันแน่ แต่ที่แน่ๆคือความเป็นรัฐกันชนของอินเดียเริ่มหายไป และภูฎานเองก็เริ่มจะเปิดรับโลกภายนอกมากขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้เงาอินเดียหรือใครอีกต่อไป

การเมืองใต้จับตา!! การเมืองใต้เริ่มเปลี่ยนผ่าน เมื่อคนรุ่นใหม่จากบ้านใหญ่ก้าวสู่เวทีใหญ่ “สรรเพชญ บุญญามณี” คนรุ่นใหม่มาแรง ลุ้นนั่ง รมช.คมนาคม อายุน้อยสุด

‘สรรเพชญ บุญญามณี’ ทายาทการเมืองบ้านเขารูปช้าง ติดโผ รมช.คมนาคม อายุน้อยสุด ในวัย 35 ปี เต็ม ย่าง 36 ปี

ในแวดวงการเมืองภาคใต้ ชื่อของ สรรเพชญ บุญญามณี ถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เติบโตมาจากครอบครัวการเมืองใหญ่ของจังหวัดสงขลา และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ ภายใต้การผลักดันของบิดา “นิพนธ์ บุญญามณี” อดีต รมช.มหาดไทย

สรรเพชญเป็นบุตรชายของ นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตแกนนำสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สร้างฐานการเมืองแข็งแรงในพื้นที่ “บ้านเขารูปช้าง” จังหวัดสงขลา ทำให้เขาถูกจับตามองตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่สนามการเมือง

แม้จะมีบิดาเป็นลมใต้ปีก แต่ตัวสรรเพชญเอง ก็มีรัศมีในตัวเองอยู่ไม่น้อย ผู้เป็นบิดาพยายามเปิดทางให้ทำงานด้วยตัวเอง แค่จับตามองอยู่ห่างๆ แค่มีบางเรื่องบางประเด็นที่ปรึกษาผู้เป็นบิดาที่มีประสบการณ์ทางการเมืองช่ำของมากกว่า ยาวนานกว่า

เส้นทางการเมืองเริ่มต้น

สรรเพชญลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1 เป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งปี 2562 ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในช่วงเวลานั้นกระแสการเมืองระดับชาติถูกครอบงำด้วยกระแสสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีหรือที่ถูกเรียกกันว่า “กระแสลุงตู่” ส่งผลให้เขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งในครั้งนั้นให้กับ วันชัย ปริญญาศิริ จากพรรคพลังประชารัฐ

แม้จะสอบตกในสนามแรก แต่สรรเพชญยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน รับฟังปัญหา และสร้างเครือข่ายการทำงานกับทีมงานท้องถิ่นอย่างจริงจัง พูดได้ว่า 1000 วันไม่มีหยุด

กลับมาคว้าชัยในสนามเลือกตั้ง

ความพยายามดังกล่าวทำให้ในการเลือกตั้งครั้งถัดมา สรรเพชญสามารถกลับมาคว้าชัยชนะได้ และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1ในนามพรรคประชาธิปัตย์ นับเป็นการก้าวขึ้นสู่เวทีการเมืองระดับชาติอย่างเต็มตัว และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ส.ส.สงขลา เขต 1 เป็นสมัยที่สอง

ในรัฐบาล “อนุทิน 1” ถูกทาบทามให้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ “สรรเพชญ”ปฏิเสธ เนื่องจากเป็นการทำงานในระยะสั้นไม่เกิน 4 เดือน จึงอยากทำงานในพื้นที่ ทำงานกับชาวบ้านมากกว่า

ในวัยเพียง 35 ปี เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทยที่มีทั้งฐานการเมืองเดิมจากครอบครัว และภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึงพื้นที่

ดาวรุ่งการเมืองภาคใต้

สรรเพชญมักถูกมองว่าเป็น “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” จากนิพนธ์ บุญญามณี ทั้งในแง่สไตล์การทำงานและเครือข่ายทางการเมืองในจังหวัดสงขลา จุดเด่นของเขาคือการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การทำงานเป็นทีม และการมีทีมงานช่วยวิเคราะห์และวางยุทธศาสตร์ทางการเมือง ช่วยโควิด 19 ระบาดเขาและทีมงานลงช่วยเหลือชาวบ้านเต็มที่ รวมถึงน้ำท่วมก็ไม่ลดละ เปิดโรงครัว ทำอาหารกล่องออกแจกจ่ายให้ชาวบ้าน

ด้วยบทบาทที่โดดเด่น ทำให้ชื่อของเขาถูกจับตามองในระดับชาติ และมีรายงานว่าอยู่ในข่ายพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่ถูกเรียกกันว่า “รัฐบาลอนุทิน 2”

อนาคตการเมืองที่ถูกจับตา

จากนักการเมืองหนุ่มวัย 35 ปี การศึกษาดี มีไหวพริบปฏิภาณดี มีทีมงานคุณภาพ สรรเพชญ บุญญามณี กำลังถูกจับตามองว่าอาจเป็นหนึ่งในกำลังหลักของพรรคภูมิใจไทยในอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่พรรคต้องการคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อฐานเสียงดั้งเดิม ที่คนรุ่นเก่าเริ่มจะร่วงโรยราไปตามกาลเวลา

จับตาอนาคตของเด็กคนนี้กับการเป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุด “สรรเพชญ บุญญามณี”

ทำความรู้จัก ‘เป๋ย์โต่ว’ บทบาทใหม่ในสนามรบโลก ระบบดาวเทียมนำทางจีน คู่แข่งสำคัญ GPS บนสมรภูมิยุคใหม่ แม่นยำ-ต้านรบกวนสูง

รู้จัก...“เป๋ย์โต่ว” (The BeiDou Navigation Satellite System (BDS)) ระบบดาวเทียมนำทางของจีน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตผู้คนบนโลกใบนี้ในยุคปัจจุบัน “ระบบดาวเทียมนำทาง” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีการเดินทาง การขับขี่ยวดยานพาหนะ เพราะทุกวันนี้ระบบนำทางเป็น Platform มาตรฐานที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือที่เป็น Smart phone ทุกยี่ห้อ

ระบบนำทางด้วยดาวเทียม (Satnav) หรือการกำหนดตำแหน่งด้วยดาวเทียมคือ การกำหนดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ระบบดาวเทียมนำทางทั่วโลก (GNSS) ให้บริการการครอบคลุมแก่ผู้ใช้ทุกคนบนโลก ทั้ง ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ปัจจุบันมีระบบ GNSS ใช้งาน 4 ระบบ ได้แก่ (1) ระบบระบุตำแหน่งทั่วโลก (Global Position System: GPS) ของสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย ดาวเทียมวงโคจรระดับกลางรอบโลก 32 ดวงในระนาบวงโคจรที่แตกต่างกัน 6 ระนาบ จำนวนดาวเทียมที่แน่นอนจะเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากดาวเทียมรุ่นเก่าจะถูกปลดระวางและแทนที่ด้วยดาวเทียมใหม่ ระบบ GPS เริ่มใช้งานตั้งแต่ปี 1978 และให้บริการทั่วโลกตั้งแต่ปี 1994 นับเป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมที่ใช้กันมากที่สุดในโลก
.
(2) ระบบดาวเทียมนำทางทั่วโลก (Global Navigation Satellite System: GLONASS) ของอดีตสหภาพโซเวียต หรือสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน เป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมที่ให้บริการนำทางด้วยคลื่นวิทยุแก่พลเรือน และกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย โดย GLONASS ทำงานครอบคลุมทั่วโลกอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 1995 มีดาวเทียมที่ใช้งานอยู่ 24 ดวง

(3) กาลิเลโอ (GALILAO) ซึ่งสหภาพยุโรปและองค์การอวกาศยุโรปตกลงกันในเดือนมีนาคม 2002 ที่จะนำระบบระบุตำแหน่งทางเลือกของตนเองมาใช้แทน GPS เรียกว่าระบบระบุตำแหน่งกาลิเลโอ เริ่มใช้งาน (ความสามารถในการปฏิบัติงานขั้นต้นทั่วโลก, EOC) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2016 ด้วยต้นทุนที่คาดการณ์ไว้ที่ 10 พันล้านยูโร แระกอบด้วยดาวเทียม MEO จำนวน 30 ดวง ดาวเทียมทดลองดวงแรกถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2005 คาดว่ากาลิเลโอจะเข้ากันได้กับ ระบบ GPS ที่ทันสมัยขึ้นตัวรับสัญญาณจะสามารถรวมสัญญาณจากทั้งดาวเทียมกาลิเลโอและดาวเทียม GPS เพื่อเพิ่มความแม่นยำอย่างมาก กลุ่มดาวเทียมกาลิเลโอทั้งหมดประกอบด้วยดาวเทียมที่ใช้งานอยู่ 24 ดวง โดยดวงสุดท้ายถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศในเดือนธันวาคม 2021 ใช้สัญญาณ Galileo Open Service (Composite Binary Offset Carrier (CBOC)) ของสหภาพยุโรป นอกจากนี้แล้วยังมีระบบดาวเทียมนำทางในระดับภูมิภาค (RNSS) 2 ระบบคือ (1)ระบบดาวเทียม Quasi-Zenith ( QZSS ) ของญี่ปุ่น และ NavIC ระบบดาวเทียมนำทางของอินเดีย

และ (4) “เป๋ย์โต่ว” (The BeiDou Navigation Satellite System (BDS)) ระบบดาวเทียมนำทางของจีน ซึ่งจะได้นำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยละเอียดในบทความนี้ อันเนื่องมาจากมีการกล่าวถึงการใช้งาน “BDS” เพื่อนำทางขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านในการโจมตีอิสราเอล และฐานทัพสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง DBS เป็นระบบนำทางด้วยคลื่นวิทยุจากดาวเทียมซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์และดำเนินการโดยองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน ระบบนี้ให้ข้อมูลตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และเวลาแก่เครื่องรับ BDS ทุกที่บนหรือใกล้โลกที่มีเส้นทางการมองเห็นที่ไม่มีสิ่งกีดขวางไปยังดาวเทียม BDS 4 ดวงขึ้นไป โดยระบบนี้ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใช้ส่งข้อมูลใด ๆ และทำงานได้อย่างอิสระจากการรับสัญญาณโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต แม้ว่า เทคโนโลยีเหล่านี้จะสามารถเพิ่มประโยชน์ของข้อมูลตำแหน่ง BDS ได้ก็ตาม

แนวคิดของระบบนำทางด้วยดาวเทียมของจีนเกิดขึ้นจาก Chen Fangyun (วิศวกรไฟฟ้าชาวจีน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งระบบวิทยุอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศจีน เขามีบทบาทสำคัญในการพัฒนา ระบบโทรมาตรการติดตาม และการควบคุม (TT&C) ที่ควบคุมดาวเทียมและขีปนาวุธของจีน และในการพัฒนา ระบบนำทางดาวเทียม “เป๋ย์โต่ว” ในช่วงแรก เขาเป็นสมาชิกสภาวิชาการแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์จีนและสถาบันการบินและอวกาศนานาชาติ และได้รับเหรียญเกียรติคุณ "The Two Bombs, One Satellite Meritorious Medal" และในปี 1999 มีการตั้งชื่อดาวเคราะห์น้อย 10929 ว่า “Chen Fangyun” ตามชื่อของเขา) และทีมงานในช่วงทศวรรษ 1980 จากผลการรบของสงครามในอ่าวเปอร์เซียในปี 1991 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า GPS ทำให้สหรัฐฯ ได้เปรียบในสนามรบ อย่างสมบูรณ์ และระบบนำทางด้วยดาวเทียมสามารถนำมาใช้ในการทำ "สงครามในอวกาศ" ได้อย่างไร ในปี 1993

จีนได้ตระหนักถึงความเสี่ยงของการถูกปฏิเสธการเข้าถึง GPS ในระหว่างเหตุการณ์ Yinhe (วิกฤตทางการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในปี 1993 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรือบรรทุกสินค้าของจีนที่ต้องสงสัยว่าบรรทุกวัสดุสำหรับผลิตอาวุธเคมี โดยสหรัฐฯ สงสัยว่าเรือของจีนลำหนึ่งบรรทุกวัตถุดิบในการผลิตอาวุธเคมี เรือลำดังกล่าวถูกกักไว้เพื่อตรวจสอบ และปรากฏว่า ข้อกล่าวหานั้นไม่เป็นความจริง จึงส่งผลให้เกิดข้อพิพาททางการทูตระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา) รวมถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาในปี 1996 ในช่วง วิกฤตช่องแคบไต้หวันครั้งที่สาม ซึ่งจีนถูกกล่าวหาและถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะจาก สหรัฐอเมริกาและไต้หวันว่า ใช้การข่มขู่ทางทหาร เพื่อแทรกแซงการเมืองของไต้หวันในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นครั้งแรกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของไต้หวัน จึงเป็นแรงผลักดันให้จีนสร้างระบบนำทางด้วยดาวเทียมเป็นของตนเอง

ระบบดาวเทียมนำทางของจีนเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 1994 เมื่อ BeiDou-1 (BDS รุ่นแรก) ประกอบด้วยดาวเทียม 3 ดวงในระบบนำทางด้วยดาวเทียมระดับภูมิภาคตั้งแต่ปี 2000 ระบบนี้ให้บริการนำทางภายในประเทศจีนเป็นหลัก ในเดือนธันวาคม 2012 เมื่ออายุการใช้งานตามการออกแบบของ BeiDou-1 หมดลงระบบจึงหยุดการทำงาน ต่อมาระบบ BeiDou-2 (BDS รุ่นที่สอง) ก็ยังคงเป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมระดับภูมิภาคเช่นกัน ประกอบด้วยดาวเทียม 16 ดวง รวมถึงดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า 6 ดวง ดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้าเอียง 6 ดวง และดาวเทียมวงโคจรระดับกลาง 4 ดวง ในเดือนพฤศจิกายน 2012 BeiDou-2 เริ่มให้บริการระบุตำแหน่งระดับภูมิภาคแก่ผู้ใช้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งภายในภูมิภาคนี้ จากการใช้งานพบว่า ระบบดาวเทียมนำทาง BeiDou-2 มีความแม่นยำกว่าระบบดาวเทียมนำทาง GPS เสียด้วยซ้ำ 

และระบบดาวเทียมนำทางของจีนในปัจจุบันคือ BeiDou-3 (BDS-3) ซึ่งเป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมรุ่นที่ 3 ของจีนที่ให้บริการครอบคลุมทั่วโลก (GNSS) เสร็จสมบูรณ์ในปี 2020 ประกอบด้วยดาวเทียมกว่า 30 ดวง ให้ความแม่นยำสูงระดับเมตร (ต่ำกว่า 5 เมตร) โดยใช้สถาปัตยกรรมสัญญาณสามความถี่ มีจุดเด่นด้านการป้องกันการแทรกแซง และส่งข้อความสั้นได้ ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของ GPS
คุณสมบัติและประเด็นสำคัญของ BeiDou-3
- ความแม่นยำและการใช้งาน: BDS-3 ให้ความแม่นยำในการระบุตำแหน่งในระดับสูง โดยเฉพาะการใช้งานทางทหารและการนำทางที่แม่นยำสูง (Precision Guidance)
- โครงสร้างดาวเทียม: ใช้งานดาวเทียมผสมผสานระหว่างวงโคจรค้างฟ้า (GEO), วงโคจรเอียงค้างฟ้า (IGSO) และวงโคจรโลกเบื้องกลาง (MEO)
- ความสามารถพิเศษ: มีระบบส่งข้อความสั้น (Short Message Service) ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะที่เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่น
- การใช้งานทางทหาร: ถูกนำมาใช้ในยุทธวิธีระดับสูง เช่น การนำทางขีปนาวุธที่ทนทานต่อการรบกวนสัญญาณ (Jamming)
- คู่แข่งระดับโลก: Wikipedia ได้ระบุว่าเป่ยโต่วเป็นระบบนำทางที่เทียบเท่ากับ GPS ของสหรัฐฯ, GLONASS ของรัสเซีย และ Galileo ของยุโรป

จากเพจ X ของ Ignis Rex ผู้สื่อข่าวอิสระได้อธิบายว่า ทำไมระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลจึงไม่สามารถคาดการณ์การโจมตีของอิหร่านได้อีกต่อไป ทั้งนี้มาจากการปฏิวัติของระบบ BeiDou-3 บนท้องฟ้าเหนืออิสราเอลที่ไม่สามารถรบกวนสัญญาณได้ และไม่สามารถหยุดได้ จากสงคราม “12 วัน” ในเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งถูกเรียกว่า Twelve-Day War (2025 Iran–Israel conflict) ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เผยให้เห็น จุดอ่อนร้ายแรงของระบบที่พึ่งพา GPS ต่อสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของฝ่ายตะวันตก ด้วยการใช้ระบบนำทางดาวเทียมของจีนอย่าง BeiDou-3 (BDS-3) อิหร่านจึงสามารถทำลายยุทธศาสตร์ “การปฏิเสธการใช้งานทางอากาศ” (Denial of service) แบบเดิมของอิสราเอลได้

1. ความเข้มข้นของสัญญาณที่แข็งแกร่ง ต่างจากสัญญาณ Global Positioning System (GPS) แบบพลเรือนที่ถูกทำให้ใช้งานไม่ได้ในปี 2025 สัญญาณระดับทหารของ BDS-3 ที่เรียกว่า B3A แทบจะ ไม่สามารถถูกรบกวนได้ ด้วยการใช้เทคนิคการกระโดดความถี่ที่ซับซ้อน (Frequency hopping) และระบบยืนยันความถูกต้องของข้อความนำทาง (Navigation Message Authentication – NMA) ซึ่งช่วยป้องกันการ “สปูฟ” (Spoofing) หรือการหลอกสัญญาณ ดังนั้นเครื่องรบกวนสัญญาณของอิสราเอลจึง ไม่สามารถหลอกโดรนให้ไปยังพิกัดปลอมได้อีกต่อไป ฮาร์ดแวร์ของ BDS-3 จะปฏิเสธสัญญาณรบกวนโดยอัตโนมัติ และยังคงรักษาอัตราความสำเร็จในการระบุตำแหน่งถึง 98%
.
2. ความแม่นยำระดับผ่าตัด BDS-3 ใช้ สถาปัตยกรรมสัญญาณสามความถี่ (triple-frequency) เป็นมาตรฐาน สิ่งนี้ทำให้ขีปนาวุธของอิหร่านสามารถแก้ไขความผิดพลาดจากชั้นไอโอโนสเฟียร์แบบเรียลไทม์
และทำให้ค่าความคลาดเคลื่อนเป้าหมาย (Circular Error Probability – CEP) ต่ำกว่า 5 เมตร ทำให้เกิดผลลัพธ์คือ ยุทธวิธีการยิงถล่มพื้นที่จำนวนมากของอิหร่านได้ถูกเปลี่ยนเป็นการโจมตีที่แม่นยำระดับศัลยกรรม ต่อศูนย์บัญชาการที่มีการป้องกันอย่างแข็งแกร่งของอิสราเอล

3. “สวิตช์ 2,000 กิโลเมตร” คุณสมบัติที่สร้างความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ Short Message Communication (SMC) BDS-3 ไม่ได้เป็นเพียงระบบระบุตำแหน่ง แต่ยังทำหน้าที่เป็นลิงก์ข้อมูลทางยุทธวิธีแบบสองทาง สิ่งนี้ทำให้ผู้บัญชาการของอิหร่านสามารถ สื่อสารกับอาวุธที่อยู่ห่างออกไปถึง 2,000 กิโลเมตรได้แม้กำลังบินอยู่
• การปรับภารกิจกลางอากาศ (Tactical Re-tasking) หากดาวเทียมสอดแนมของจีนตรวจพบระบบป้องกันภัยทางอากาศ MIM-104 Patriot หรือการล็อกเป้าจากเครื่องบิน F-15E Strike Eagle คำสั่งขนาด 560 บิต จะถูกส่งผ่านดาวเทียมไปยังโดรนหรืออาวุธนั้น เพื่อ เปลี่ยนคำสั่งหรือเส้นทางการโจมตีในทันที
• การเปิดใช้งานตรรกะการหลบหลีก (Logic Activation): โดรนจะเปิดใช้งานระบบตรรกะการหลบหลีกที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้าทันที โดยเปลี่ยนจากเส้นทางการบินปกติไปเป็นการบินหลบหลีกด้วยแรงจีสูง (high-G maneuvers) ที่คาดเดาไม่ได้ หรือการบินเฉียดผิวน้ำทะเล (sea-skimming)
ด้วยการผสาน “ดวงตา” ของจีน (ข่าวกรองจากดาวเทียม) เข้ากับ “กำปั้น” ของอิหร่าน (พลังโจมตีทางทหาร) ทำให้กรุงเตหะรานสามารถสร้าง ห่วงโซ่การสังหาร (Killing chain) ที่ยืดหยุ่นและมีความฉลาด ซึ่งสามารถ หลีกเลี่ยงความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของตะวันตกได้อย่างสิ้นเชิง โดยที่สหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงทำสงครามในแบบยุค Gulf War ในขณะที่อิหร่านกำลังทำสงครามแบบศตวรรษที่ 21 โดยใช้การเฝ้าระวังจากอวกาศ และระบบอาวุธที่มีความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์และระบบอัจฉริยะฝังอยู่ในตัวอาวุธ

ในโลกแห่งความเป็นจริงทุกวันนี้ยังไม่มีระบบนําทางด้วยดาวเทียม รวมถึง BeiDou ของจีน ที่สามารถป้องกันการรบกวนสัญญาณได้อย่างแท้จริง ในขณะที่ BeiDou รวมเอาคุณสมบัติขั้นสูงที่เพิ่มความต้านทานต่อการรบกวนเมื่อเทียบกับ GPS เช่น กลุ่มดาวดาวเทียมหลายวงโคจร, ความซ้ำซ้อนของสัญญาณที่สูงขึ้น, การรับรองความถูกต้องของข้อความการนําทาง, และการบูรณาการเข้ากับการสํารองข้อมูลภาคพื้นดิน แต่ยังคงเสี่ยงต่อการติดขัดแบบกําหนดเป้าหมาย การปลอมแปลง และยุทธวิธีสงครามอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ 15 ปีหลังจากการเปิดตัว BeiDou ในปี 2015 ระบบดาวเทียมนำทางของจีน สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนมากถึง 31.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปีให้กับบริษัทใหญ่ ๆ ของจีน อาทิ China Aerospace Science and Industry Corporation , AutoNavi และ Norinco โดยเติบโตโดยเฉลี่ยมากกว่า 20% ต่อปี และมีมูลค่าสูงถึง 64 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2020
 

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

อสม.ชี้ถูกใช้ทางการเมือง 'ชวน หลีกภัย' ตั้งคำถาม อสม.ถูกใช้เครื่องมือ โครงสร้างกระจายอำนาจทำงานทับซ้อน อสม. ยังเป็นกลไกหลักด้านสาธารณสุข เสี่ยงถูกมองเป็นเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น

เมื่อ “อสม.” หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ชวน หลีกภัย นักการเมืองอาวุโส พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนเปิดประเด็น ว่า อสม.ถูกพรรคการเมืองบางพรรคใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเลือกตั้ง 2-3 ครั้งที่ผ่านมา และยังรวมไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านด้วย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำลังถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ของผู้มีอำนาจในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานประสานกับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า บทบาทของ อสม. ที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน และโครงสร้างการทำงานแบบปัจจุบันเปิดช่องให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือไม่

หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง อสม. แตกต่างจากกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่เข้มข้นเหมือนตำแหน่งฝ่ายปกครองท้องที่ ภาพลักษณ์ของ อสม. ในสายตาชาวบ้านส่วนใหญ่จึงยังเป็นด้านบวก เนื่องจากบทบาทหลักคือการทำงานด้านสุขภาพชุมชน เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ดูแลข้อมูลสุขภาพของประชาชน และเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารด้านสาธารณสุขในระดับหมู่บ้าน

ลักษณะการทำงานของ อสม. ยังเป็นระบบที่มีการประสานงานแบบ “รวมศูนย์” และทำงานเป็นทีมในระดับตำบลหรืออำเภอ การเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมต่าง ๆ จึงมักรับรู้กันในเครือข่ายทั้งหมด ไม่ได้เป็นการทำงานแบบต่างคนต่างทำเหมือนองค์กรอิสระทั่วไป

โดยโครงสร้างเดิม อสม. อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงสาธารณสุข และมี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นศูนย์กลางในการประสานงานในแต่ละพื้นที่ แต่เมื่อมีนโยบายกระจายอำนาจให้บางจังหวัด โอนย้าย รพ.สต. ไปอยู่ภายใต้การกำกับขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ความซับซ้อนก็เริ่มเกิดขึ้นทันที
อสม.เป็นเครื่องมือทางการเมืองจริงหรือไม่…?

สถานการณ์ปัจจุบันจึงกลายเป็นว่า เจ้าหน้าที่และผู้อำนวยการ รพ.สต. บางแห่งต้องโอนย้ายไปสังกัด อบจ. ขณะที่ อสม. ยังสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเหมือนเดิม ทำให้เกิดสภาพ “คนละสังกัด แต่ต้องทำงานร่วมกัน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในทางปฏิบัติ อสม. ถือเป็นกำลังสำคัญหรือ “แขนขา” ของ รพ.สต. ในการทำงานกับชุมชน

ช่องว่างของโครงสร้างนี้เอง ที่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า อาจกลายเป็นพื้นที่ให้การเมืองท้องถิ่นเข้ามามีอิทธิพลต่อเครือข่าย อสม. ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่นักการเมืองท้องถิ่นมีอำนาจเข้มแข็ง

เหตุผลสำคัญคือ อสม. เป็นกลุ่มบุคคลที่มี ฐานข้อมูลประชากรในพื้นที่ละเอียดที่สุด รู้จักแทบทุกครัวเรือน รู้ข้อมูลทั้งด้านสุขภาพ โครงสร้างครอบครัว และสภาพเศรษฐกิจของชาวบ้าน การมีเครือข่ายลักษณะนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งในมุมมองทางการเมือง

ยิ่งในพื้นที่ที่ถูกเรียกว่า “โซนบ้านใหญ่” ซึ่งตระกูลการเมืองหนึ่งสามารถครอบครองตำแหน่งทางการเมืองหลายระดับพร้อมกัน เช่น นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) นายก อบจ. หรือแม้กระทั่ง ส.ส. การเชื่อมโยงเครือข่ายบุคลากรในพื้นที่ก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย

เมื่อโครงสร้างการทำงานของ อสม. ต้องประสานกับ รพ.สต. ที่อยู่ภายใต้การกำกับของนักการเมืองท้องถิ่น ขณะที่ตัว อสม. เองยังอยู่ในระบบของกระทรวงสาธารณสุข จึงเกิดภาวะ “กึ่งราชการ กึ่งการเมือง” โดยไม่ตั้งใจ

ผลลัพธ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ เครือข่าย อสม. บางพื้นที่อาจถูกดึงเข้าไปมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น ตั้งแต่การเป็นผู้ประสานงานในชุมชน ไปจนถึงการถูกมองว่าเป็น เครือข่ายหัวคะแนน ในการเลือกตั้งระดับต่าง ๆ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า อสม. ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แต่คือ โครงสร้างการบริหารแบบปัจจุบันกำลังเปิดช่องให้บทบาทดังกล่าวเกิดขึ้นโดยปริยายหรือเปล่า

หากปล่อยให้ความคลุมเครือนี้ดำรงอยู่ต่อไป ภาพลักษณ์ของ อสม. ซึ่งเคยเป็นกลไกด้านสาธารณสุขที่ได้รับความเชื่อถือจากชุมชน อาจถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

และท้ายที่สุด ประเด็นนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ อสม. เท่านั้น แต่สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ของระบบบริหารท้องถิ่นไทย ที่โครงสร้างหลายส่วนกำลัง “ซ้อนทับกัน” ระหว่างอำนาจของรัฐส่วนกลางกับการเมืองท้องถิ่นอย่างแยกไม่ออก

ทำความเข้าใจ ทำไมสงครามรอบนี้กระทบวิกฤตน้ำมันของไทย

ทำความเข้าใจ ทำไมสงครามรอบนี้กระทบวิกฤตน้ำมันของไทย

สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านรอบนี้ทำให้เราเรียนรู้อะไรได้หลายๆสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของพลังงานน้ำมัน วันนี้เอย่าจะมาเล่าเรื่องวิกฤตพลังงานของไทยรอบนี้ให้ทุกท่านทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงก่อน แล้วค่อยมาดูว่าความจริงเรานั้นควรจะอยู่กับวิกฤตนี้อย่างไร

ณ วันนี้เราต้องบอกว่าอิหร่านไม่ใช่ประเทศหมูในอวยของสหรัฐที่คิดว่าจะเอาระเบิดไปหย่อนหัวแล้วลากตัวผู้นำออกมาได้ เพราะนี่ได้พิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่อิหร่านมีนอกจากอาวุธแล้ว อิหร่านยังมีพันธมิตรที่ดีที่พร้อมจะเป็นหูตาให้เวลาโดนนักเลงโลกรังแก และเชื่อได้เลยว่าสงครามนี้อาจจะทวีคูณความเสียหายไปมากกว่านี้อีกหลายเท่าจนต้องบีบให้ประเทศอีกหลายๆประเทศต้องเลือกข้างก็เป็นได้

กลับมาที่ไทย จากที่ท่าน สว. หญิงท่านหนึ่งได้ออกมาจั่วหัวว่า ประเทศไทย ยังไม่มี “คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ” (Strategic Petroleum Reserve) แบบหลายประเทศ จนกลายเป็นประเด็นในโซเชียลไปทั่ว เอย่าก็อยากจะย้ำคำตอบของท่านอนุทินอีกครั้งว่า ไทยมีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์รัฐอยู่แล้วคะ แต่เราไม่ได้มีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เต็มรูปแบบ แต่ไทยเราใช้ระบบที่เรียกว่า Legal Reserve คือให้เอกชนเป็นผู้เก็บขั้นต่ำตามกฎหมาย ภายใต้การกำกับของกระทรวงพลังงาน และ กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อลดภาระการสร้างที่เก็บของไทยเอง เพราะจากข้อมูลที่เอย่าไปหามา ประเทศที่ลงทุนทำคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ หรือเรียกว่า Strategic Petroleum Reserve หรือ SPR นั้นต้องลงทุนนับแสนล้านบาทในการทำที่เก็บ ซึ่งประเทศที่เลือกใช้ระบบ SPR นี้ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน 100% หรือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

กลับมาที่ตรงนี้ว่าแล้วไทยไม่เสี่ยงหรือ ณ วันนี้ เอย่าจะขอตอบจากข้อมูลที่หามาได้ให้ทราบนะคะ ณ ตอนนี้ประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันนำเข้า 80% และอีก 20% เป็นการขุดเจาะในไทยเอง ซึ่งน้ำมันทั้งหมดที่นำเข้าเป็นน้ำมันดิบเพราะไทยมีโรงกลั่นของตัวเอง อีกทั้งในไทยเราสามารถผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้ประมาณ 120,000–150,000 บาร์เรลต่อวัน จากแหล่งทั้งบนบกและในทะเล รวมถึงกลั่นน้ำมันได้วันละ 1.2–1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากที่สุดในอาเซียนขณะนี้ และนี่ถึงเป็นข้อบ่งบอกว่าถ้าเราไม่ประหยัดน้ำมันกันเลย ใช้น้ำมันแบบสุรุ่ยสุร่าย เราจะมีน้ำมันสำรองใช้กันไปอีก 60-65 วันตามคำที่ท่านอนุทินกล่าวนั่นเอง

คำถามต่อมาคือ แล้วไทยเราต้องกังวลกับวิกฤตน้ำมันครั้งนี้หรือ เอย่าขอตอบให้ทราบคำว่าน้ำมันดิบที่เรานำเข้าส่วนใหญ่มาจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประมาณ 43% ของปริมาณทั้งหมดและอีก 14% มาจากซาอุดิอาระเบีย พูดง่ายๆน้ำมัน 80% ที่เรานำเข้ามานั้น 57% ของน้ำมันนำเข้ามาจากประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกาและต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุชเท่านั้น ถามว่าถ้าเราขนส่งไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุชทำได้ไหม คำตอบคือได้คะแต่ราคาจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าจากราคาที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุชและน้ำมันที่ไม่ผ่านช่องแคบนี้จะขนส่งได้ในปริมาณที่จำกัด ซึ่งไม่เหมาะกับการซื้อน้ำมันในจำนวนมาก

ณ วันนี้เราอาจจะยังไม่ได้เผอิญถึงวิกฤตการขาดแคลนพลังงานที่แท้จริงและจากสถานการณ์ที่อิหร่านยิงเรือมยุรีนารีของไทยก็เป็นการส่งสัญญาณแล้วว่าแม้ไทยจะบอกว่าเป็นกลางในสงครามครั้งนี้ มันไม่ได้มีอยู่จริงเพราะอิหร่านก็คงร็สึกเสมอมาว่าไทยมีความโปรอเมริกาอยู่แม้ว่าไทยเราจะไม่ได้เป็นขี้ข้าอเมริกาเต็มตัวแบบหลายๆประเทศในอาเซียนก็ตาม การเดินเกมส์การทูตครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากถึงความอยู่รอดของไทย และเอย่าจะขอส่งสัญญาณไปถึงผู้มีอำนาจของรัฐบาลไทยนะคะ อย่างการเล่นเป็นนกสองหัวของผู้นำอินเดียอย่าง Narendra Modi ในการจะรักษาสมดุลและสัมพันธภาพทั้งกับสหรัฐและรัสเซียไว้ แต่รัสเซียไม่เล่นด้วยเลยตัดส่วนลดพิเศษราคาน้ำมันที่อินเดียเคยได้ไปเสียอย่างนั้น ดังนั้น Siamese Talk ในอดีตอาจจะไม่สามารถใช้ได้แล้วในการศึกครั้งนี้ก็เป็นได้ดังตัวอย่างที่อินเดียทำไว้และรัสเซียก็เชือดไก่ให้ลิงดูเป็นขวัญตาว่าการทรยศจะได้รับผลอย่างไร

ถ้าปล่อย “คนอิสราเอล” หนีสงครามมาครอบครองแผ่นดินไทย ไม่นานคนไทยจะเป็น “คนปาเลสไตน์แห่งเอเชีย”

เป็นที่รู้กันมานานนับสิบปีแล้วว่า “ชาวยิว” ที่เคยอาศัยอยู่ในประเทศ “อิสราเอล” จำนวนมาก เลือกที่จะเดินทางมา “ปักหลักปักฐาน” บนผืนแผ่นดินไทย แรกเลยอาจจะแค่บินมาเที่ยว แต่ที่สุดก็อยู่ยาวเมื่อค้นพบว่าคนไทยเป็นคนง่าย ๆ ยิ้มง่าย รักง่าย แถมจำนวนไม่น้อยก็ยัง “ใจง่าย” ซึ่งก็รวมถึงเจ้าหน้าที่มักง่ายของไทยบางคน ที่ปล่อยปละละเลยในเรื่องที่ควรจะต้องบอกกล่าวคนต่างถิ่นให้เข้าใจในวิถีปฏิบัติที่ถูกต้อง แต่ก็เลือกจะมองผ่าน ยิ่งได้ “ค่าปิดปาก” ก็ยิ่งไม่สนใจ

ทำให้ “ชาวยิวบางส่วน” ที่มีนิสัยเห็นแก่ตัว เคยชินกับการ “กลืนแผ่นดินของชนชาติอื่น” ยิ่งได้ใจ มองเห็นโอกาสทอง จึงชักชวนครอบครัว เครือญาติ อพยพ หนีกลิ่นสงครามมาเมืองไทยกันอย่างหนาตา ทำให้บางพื้นที่จึงมี “ประชาชนคนยิว” อาศัยอยู่เต็มไปหมด เช่น อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน, เกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และในจังหวัดภูเก็ต

โดยที่ส่วนใหญ่ ๆ ไม่ได้แค่มีบ้านพักอาศัยไว้ตากอากาศ แต่คือการ “อยู่ถาวร” หลายครอบครัววางรากฐานทำธุรกิจการค้าระยะยาวในประเทศไทย หวังฮุบแผ่นดินไทย และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “แผ่นดินยิว” หลังจากที่เคยทำสำเร็จมาก่อนแล้วกับกรณี “คนปาเลสไตน์” ที่ถึงวันนี้ก็ยังเป็น “ชนชาติผู้น่าสงสาร” เพราะต้องย้ายออกจากแผ่นดินของตัวเอง กลายเป็น “กลุ่มคนเร่ร่อน” ต้องไปอาศัยตามเศษ ๆ พื้นที่ของประเทศต่าง ๆ ที่เขาให้ความสงสารเห็นใจ

มองดู “คนปาเลสไตน์” ครั้งใด ก็อดหันมองดูคนไทยเราไม่ได้ และเราเริ่มจะคล้าย “ปาเลสไตน์” เข้าไปทุกทีหากภาครัฐยังไม่แข็งแรง

ปัจจัยที่ทำให้ “ยิวจากอิสราเอล” เหิมเกริม ถือดี และมุ่งหมายที่จะยึดครองแผ่นดินไทยชนิดไร้ความเคารพเจ้าของประเทศตัวจริง นั่นเพราะมีชาติตะวันตกคอยหนุนโดยตรง ถ้าเราปล่อยยิวจนทำสำเร็จ โอกาสที่คนไทยต้องย้ายแผ่นดินเหมือน “คนปาเลสไตน์” ก็ไม่ไกลเกินจริง อย่าคิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดกับคนไทย

เราเหนื่อยกันแน่ ๆ ครับ เพราะนอกจากต้องเผชิญกับอิสราเอล ที่มีเงินอย่างหนา หนีสงครามอิหร่านมากว้านซื้อที่ดินผ่าน “นอมินีคนไทยสมองน้อย” ยังมี “พรรคการเมืองล้มเจ้า” ที่คอยรับงานเป็นไส้ศึกให้ “ขาใหญ่แห่งฮอลลีวูด” แลกผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันแบบ “วิน-วิน”

คนไทย ถ้ายังปล่อย ยังคิดว่านี่ไม่ใช่ปัญหาแห่งชาติ ไม่นานเราจะกลายเป็น “ปาเลสไตน์แห่งเอเชีย”

โดย แจ็ค รัสเซล

จับตาขั้วอำนาจการเมืองโลก ภายหลังปฏิบัติการ Epic Fury สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่านรุนแรง ยุโรปแตกแยก รัสเซีย-จีนอั้นแรงไม่ช่วย ตะวันออกกลางปรับโครงสร้างอำนาจใหม่

จับตาขั้วอำนาจการเมืองโลกในปัจจุบัน ภายหลังปฏิบัติการ Epic Fury

เช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกันในหลายเมืองของอิหร่าน เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการ Epic Fury โจมตีเป้าหมายทางทหารและผู้นำของอิหร่านอย่างหนักหน่วง นี่คือจุดเปลี่ยนที่นักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์และผู้นำโลกหลายคนเรียกว่า "วันที่ระเบียบโลกเปลี่ยนไปตลอดกาล"

ใดๆDigest ขอพาผู้อ่านมาสำรวจกันว่า หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ขั้วอำนาจต่าง ๆ บนเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลกต่างปรับท่าทีและยุทธศาสตร์ของตนเองอย่างไร และโลกกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางใด

เกิดอะไรขึ้น? ทำความเข้าใจปฏิบัติการ Epic Fury:
ก่อนเข้าใจผลกระทบ เราต้องเข้าใจบริบทโดยรวมกันก่อน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านสั่งสมมานานกว่า 47 ปี นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 2522 แต่ที่มาของการโจมตีในครั้งนี้เกิดขึ้นจากหลายเหตุการณ์ซ้อนทับกัน ไม่ว่าจะเป็นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อิสราเอลทำลายเครือข่ายพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาคไปทีละอย่าง ทั้งการทำให้กลุ่มฮามาสและฮิซบอลลอฮ์อ่อนแอลงอย่างมาก รวมถึงการล่มสลายของระบอบอัสซาดในซีเรีย ประกอบกับทรัมป์ต้องการปิดฉากความขัดแย้งนี้ในยุคของเขาด้วยกำลัง มากกว่าการเจรจา

ผลการโจมตีครั้งนี้คือ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดวัย 86 ปีของอิหร่าน และผู้นำกองทัพระดับสูงหลายคนถูกสังหาร สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศแรกในประวัติศาสตร์ที่โจมตีโครงการนิวเคลียร์ของประเทศอื่นโดยตรง

สหรัฐฯ และอิสราเอล ในฐานะผู้กำหนดวาระ แต่กลับต้องแบกภาระอันหนักหนาสาหัส
สหรัฐฯ: ทรัมป์เลือกระเบิดแทนการเจรจา
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นในขณะที่อิหร่านและสหรัฐฯ กำลังนั่งเจรจากันอยู่ที่เจนีวา โดยทรัมป์เลือกโจมตีทันทีแทนที่จะรอผลการเจรจา ผ่านการใช้ Executive Power ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด (Commander-in-Chief) โดยไม่ผ่านสภาคองเกรส นักวิเคราะห์การเมืองโลกหลายคนเห็นตรงกันว่าทรัมป์ต้องการ "ปิดฉาก" ความขัดแย้ง 47 ปีในฉบับของเขาเอง

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการหลายสำนักเตือนว่า การโจมตีโดยไม่มีแผนหลังสงครามที่ชัดเจนอาจทำให้สหรัฐฯ ติดหล่มในตะวันออกกลางอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในอิรักและอัฟกานิสถาน

อิสราเอล: บรรลุเป้าหมายระยะยาว
สำหรับอิสราเอล การโจมตีครั้งนี้คือการขจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์ที่รอคอยมาหลายสิบปี และเป็นโอกาสสร้างพันธมิตรใหม่กับรัฐอ่าวอาหรับ ซึ่งต่างก็มีศัตรูร่วมกันคืออิหร่านที่ตอบโต้ด้วยการโจมตีบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และคูเวต

ยุโรป: ตกขบวน ลังเล และแตกแยก
บทบาทของยุโรปในวิกฤตครั้งนี้สะท้อนภาพที่น่าเศร้าของมหาอำนาจที่ "พูดเสียงดัง แต่ไม่มีอำนาจเพียงพอ" ในเวทีความขัดแย้งระดับโลก โดยเรื่องที่สร้างความกระอักกระอ่วนให้ยุโรปที่สุดคือ เมื่อปฏิบัติการเริ่มขึ้น ผู้นำยุโรปส่วนใหญ่ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด Hannah Neumann สมาชิกรัฐสภายุโรปและประธานคณะผู้แทนด้านความสัมพันธ์กับอิหร่าน เปิดเผยกับ CNBC ว่า แม้แต่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี Friedrich Merz ผู้นำเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของ EU ก็เพิ่งได้รับแจ้งเพียงไม่กี่นาทีก่อนการโจมตีเริ่มขึ้นเท่านั้น Carl Bildt อดีตนายกรัฐมนตรีสวีเดน กล่าวว่า
"ยุโรปถูกผลักออกไปอยู่ขอบสนามในความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดของโลก"
ปฏิกิริยาของยุโรปจึงออกมาแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สะท้อนถึงความแตกแยกภายในที่ลึกซึ้ง ฝรั่งเศสและสเปนออกมาวิจารณ์การโจมตีอย่างชัดเจน ประธานาธิบดี Emmanuel Macron ของฝรั่งเศสประกาศว่านี่คือ "การระเบิดของสงคราม" และเรียกร้องให้เปิดการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติทันที ขณะที่นายกรัฐมนตรีสเปน Pedro Sánchez ปฏิเสธการกระทำฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยกล่าวว่าเป็น "การเพิ่มความตึงเครียดและสร้างความไม่มั่นคง"

ในทางกลับกัน เยอรมนีกลับแสดงท่าทีที่คลุมเครือกว่า Merz เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าอิสราเอล "กำลังทำงานสกปรกแทนเราทุกคน" สะท้อนว่าเบอร์ลินมองอิหร่านในฐานะภัยคุกคามร่วมกับอิสราเอล

สหราชอาณาจักรอยู่ในสถานะที่ลำบากที่สุด เพราะขั้นแรกปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอังกฤษในการโจมตี แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดทางให้ใช้เพื่อการโจมตี "เชิงป้องกัน" ทำให้ทรัมป์ยังออกมากล่าวว่า "ผิดหวัง" และอังกฤษ "ช้าเกินไป"

EU พูดเรื่องเดียวกัน แต่ไม่มีพลัง:
ผู้นำหลายคนของ EU ออกแถลงการณ์เรียกร้อง "ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด" และเน้นย้ำถึงความสำคัญของกรอบการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ แต่ไม่มีการประณามสหรัฐฯ หรืออิสราเอลอย่างตรงไปตรงมา EU ยอมรับว่าการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านต่อรัฐอ่าวเป็นสิ่งที่ "รับไม่ได้" แต่กลับไม่แสดงจุดยืนชัดเจนต่อต้นเหตุ
อย่างไรก็ดีจุดพลิกผันเกิดขึ้นเมื่ออิหร่านส่งโดรนโจมตีไซปรัส ซึ่งเป็นสมาชิก EU โดยพบว่ามีการใช้เสาอากาศของรัสเซียในโดรนลำดังกล่าว กรีซตอบสนองด้วยการส่งเครื่องบิน F-16 และเรือรบไปป้องกันไซปรัสทันที และต่อมาฝรั่งเศสก็ประกาศส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธและโดรนไปเสริมกำลังเช่นกัน

นี่คือสัญญาณว่ายุโรปพร้อมขยับก็ต่อเมื่อผลประโยชน์โดยตรงถูกคุกคาม ไม่ใช่จากหลักการเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศหรือสิทธิมนุษยชนเพียงอย่างเดียว

รัสเซียและจีน: ประณามดัง แต่ทำน้อย
รัสเซีย เปรียบเสมือนพันธมิตรที่หมดแรงของอิหร่าน
รัสเซียมีสนธิสัญญาหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับอิหร่านที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 2568 แต่กระทรวงต่างประเทศรัสเซียออกมาเพียงแค่ประณามว่าเป็น "การรุกรานที่ไม่มีการยั่วยุ" โดยไม่มีคำมั่นสัญญาด้านความช่วยเหลือทางทหารใด ๆ เหตุผลง่าย ๆ คือสงครามในยูเครนดูดกำลังรัสเซียไปเกือบหมด มอสโกแทบไม่มีทรัพยากรเหลือไปช่วยพันธมิตร
จีน: รักษาผลประโยชน์มาก่อนมิตรภาพ
จีนประณามการสังหารคาเมเนอีว่าเป็น "การละเมิดอธิปไตยอิหร่านอย่างร้ายแรง" และเรียกร้องให้หยุดยิง แต่ในความเป็นจริง ปักกิ่งไม่ได้ให้ความช่วยเหลือทางวัตถุหรือการทหารใด ๆ แก่เตหะรานเลย

นักวิเคราะห์ชี้ว่าจีนอาจมองอิหร่านที่อ่อนแอลงเป็น "โอกาส" เพราะเตหะรานจะยิ่งต้องพึ่งพาปักกิ่งมากขึ้น ทั้งทางการทูต เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานหลักของจีนก็สร้างความเจ็บปวดให้ปักกิ่งไม่น้อย

ตะวันออกกลาง: โครงสร้างอำนาจใหม่กำลังก่อตัว
รัฐอ่าวทั้ง 6 ชาติ ทั้งบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และคูเวต ต่างถูกโจมตีโดยอิหร่านเพื่อตอบโต้ ท่าอากาศยานในดูไบ อาบูดาบี และบาห์เรนได้รับความเสียหาย การจราจรในช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ซึ่งคิดเป็นราว 20% ของปริมาณน้ำมันโลก

ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดคือ การโจมตีของอิหร่านยิ่งผลักรัฐอ่าวให้เข้าใกล้อิสราเอลและสหรัฐฯ มากขึ้น ความขัดแย้งนี้อาจเป็นตัวเร่งให้ความสัมพันธ์อาหรับ-อิสราเอลขยับเร็วขึ้นกว่าที่เคยคาด

ตุรกี: ผู้สงบเงียบที่ได้ประโยชน์
ตุรกีเลือก "สายกลาง" วิจารณ์การโจมตีแต่ไม่ถึงขั้นตัดความสัมพันธ์กับฝ่ายตะวันตก ขณะที่เงียบรอรับผลประโยชน์จากช่องว่างอำนาจในซีเรียที่อิหร่านเคยครอบครอง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและพลังงานโลก:
ทันทีที่ข่าวการโจมตีแพร่ออกไป ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สายการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก และมีการประเมินว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาหารสดในตลาดรัฐอ่าวจะเริ่มขาดแคลนภายใน 20 วัน เนื่องจากชาติเหล่านี้พึ่งพาการนำเข้าอาหารเกือบทั้งหมด

จีนซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านในปริมาณสูงต้องรีบปรับแผน หันไปพึ่งพาแหล่งน้ำมันจาก GCC มากขึ้น ซึ่งขัดกับยุทธศาสตร์ของปักกิ่งที่ต้องการหลีกเลี่ยงเส้นทางที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ

อาวุธนิวเคลียร์: บทเรียนที่โลกจะจำไม่ลืม
หนึ่งในผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากปฏิบัติการครั้งนี้คือสิ่งที่เรียกว่า "บทเรียนนิวเคลียร์" ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เตือนว่าผลลัพธ์อาจตรงข้ามกับที่ตั้งใจ กล่าวคือ แทนที่จะหยุดอิหร่านจากการมีนิวเคลียร์ การโจมตีนี้อาจยิ่งทำให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเชื่อมั่นมากขึ้นว่า "สหรัฐฯ ไม่โจมตีประเทศที่มีระเบิดนิวเคลียร์" และจะเร่งพัฒนาอาวุธของตนเอง

อิหร่านวันนี้: ล่มสลายหรือยังยืนหยัด?
คำถามสำคัญที่สุดคือ อิหร่านหลังการสูญเสียผู้นำสูงสุดจะเป็นอย่างไร? คำตอบไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะโครงสร้างรัฐอิหร่านซับซ้อนและกว้างขวาง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ยังคงควบคุมทรัพยากรและอำนาจทางเศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์ชี้ว่าแม้จะ "ตัดหัว" ผู้นำต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำลายโครงสร้างนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ขณะที่เศรษฐกิจอิหร่านที่ถดถอยอยู่แล้วจากการคว่ำบาตรจะยิ่งบีบคั้นรัฐบาลอย่างหนัก

โลกหน้าตาเป็นอย่างไรหลังจากนี้?
ปฏิบัติการ Epic Fury ได้เขย่าระเบียบโลกใน 4 มิติสำคัญ

มิติแรกคือ ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจที่ "เลือกสงคราม" มากกว่าการทูต ซึ่งจะส่งผลต่อความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ จีน และมหาอำนาจอื่น ๆ

มิติที่สองคือ จีนและรัสเซียพิสูจน์ไม่ได้ว่าปกป้องพันธมิตรได้จริง ซึ่งสร้าง "ช่องว่างความน่าเชื่อถือ" ให้กับขั้วอำนาจนี้อย่างมาก

มิติที่สามคือ ยุโรปต้องเผชิญกับความจริงอันเจ็บปวดว่าตนเองถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการตัดสินใจระดับโลก และจำเป็นต้องวางหมากทางยุทธศาสตร์ ของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างเร่งด่วน

และมิติที่สี่คือ ตะวันออกกลางกำลังจะจัดระเบียบใหม่ โดยมีอิสราเอลและรัฐ GCC เป็นผู้กำหนดโครงสร้างภูมิภาค แทนที่บทบาทเดิมของอิหร่านในฐานะ "ตัวสร้างความไม่มั่นคง"

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ โลกหลังจากนี้จะปลอดภัยขึ้น หรือเราเพิ่งจุดชนวนให้ทุกประเทศเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองกันอย่างเงียบ ๆกันแน่ และโดยต้องไม่ลืมว่าประเทศอื่นๆที่มีอาวุธนิวเคลียร์อาทิเช่น เกาหลีเหนือ อินเดีย และปากีสถานก็กำลังจับจ้องสถานการณ์การสู้รบอยู่อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประเมินศักยภาพและท่าทีของกลุ่มขั้วอำนาจต่างๆไปด้วยอย่างแน่นอน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top