คลายปริศนาคดีลอบปลงพระชนม์ คดีลอบปลงพระชนม์ซาเรวิชแห่งรัสเซีย บทวิเคราะห์เหตุสะเทือนราชวงศ์ เมื่อความหวาดกลัวการสูญเสียอำนาจปะทุ เป็นความรุนแรงในญี่ปุ่นยุคเปลี่ยนผ่าน
คลายปริศนาคดีลอบปลงพระชนม์ ซาเรวิช นิโคลัส อเล็กซานโดรวิช
แห่งรัสเซีย : ใครอยู่ในเหตุการณ์ และอะไรคือความจริงของวันนั้น
ท่านรู้หรือไม่ว่า ก่อนที่ซาเรวิช นิโคลัส อเล็กซานโดรวิช แห่งรัสเซีย จะขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 นั้น พระองค์เคยเกือบสิ้นพระชนม์จากเหตุลอบปลงพระชนม์ระหว่างเสด็จเยือนญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1891 เหตุการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงคดีอาญาธรรมดา หากยังเป็นหน้าต่างสำคัญที่เปิดให้เราเห็นการเมืองญี่ปุ่นปลายยุคเมจิ ความหวาดระแวงต่อมหาอำนาจ และแรงกดดันของรัฐสมัยใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเข้มข้น.
ในความเห็นของข้าพเจ้า หากเรามองคดีนี้เพียงว่าเป็นการที่ตำรวจญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อ ทสุดะ ซันโซ ใช้อาวุธฟันรัชทายาทรัสเซีย เราอาจเข้าใจเพียงเปลือกของเหตุการณ์ แต่ยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของมัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นที่เมืองโอสึในวันนั้น สะท้อนให้เห็นว่าญี่ปุ่นกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญของประวัติศาสตร์ คือรอยต่อระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ ระหว่างระบอบศักดินากับรัฐสมัยใหม่ และระหว่างความทะเยอทะยานของชาติที่ต้องการยืนเคียงข้างมหาอำนาจ กับความหวาดกลัวลึก ๆ ว่าตนยังไม่แข็งแรงพอจะรับมือกับแรงกดดันจากภายนอก.
ข้อเท็จจริงที่มั่นคงที่สุดของคดีนี้ก็คือ นิโคลัสถูกโจมตีเพียงครั้งเดียวในญี่ปุ่น ระหว่างอยู่ในขบวนรถลากที่เมืองโอสึ ผู้ลงมือคือทสุดะ ซันโซ ซึ่งเป็นตำรวจคุ้มกันญี่ปุ่น ส่วนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และมีบทบาทสำคัญ ได้แก่ เจ้าชายจอร์จแห่งกรีซและเดนมาร์ก พระญาติของนิโคลัส ผู้ใช้ไม้เท้าเข้าขัดขวาง และคนลากรถญี่ปุ่นอีกสองคนที่เข้าช่วยจับกุมผู้ก่อเหตุไว้ได้ ดังนั้น หากถามว่าใครอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น คำตอบก็คือมีทั้งผู้ถูกทำร้าย ผู้ลงมือ ผู้เข้าขวาง และผู้ช่วยยุติเหตุร้ายครบถ้วน มิใช่เรื่องลึกลับแบบนิทานประวัติศาสตร์แต่อย่างใด.
จากข้อมูลหาได้ทั่วไปเกี่ยวกับทัศนะของ ทสุดะ ซันโซ ได้ระบุว่า..."ตัวเขาไม่พอใจที่ซาเรวิชไม่ให้เกียรติราชวงศ์ญี่ปุ่น แทนที่จะไปถวายความเคารพจักรพรรดิเมจิก่อนแต่กลับเลือกออกมาเที่ยวเล่น ซ้ำยังแสดงท่าทีไม่เคารพต่อหลุมศพทหารญี่ปุ่นที่สละชีพเพื่อชาติ ซันโซมองว่าการกระทำของรัสเซีย เป็นการแสดงออกทางอ้อมว่าตัวเองเหนือกว่าญี่ปุ่น"
แต่สิ่งที่ทำให้คดีนี้น่าพิจารณาในเชิงวิชาการ มิใช่เพียงคำถามว่า “ใครทำ” หากคือคำถามว่า “เหตุใดเขาจึงทำ” และสำหรับข้าพเจ้า คำตอบนี้ไม่อาจอธิบายด้วยคำว่าอารมณ์ชั่ววูบหรือความบ้าคลั่งเพียงอย่างเดียว แม้จะมีข้อเสนอจากนักประวัติศาสตร์บางส่วนว่าทสุดะอาจมีความไม่มั่นคงทางจิตใจ หรือมีลักษณะหวาดระแวง แต่หากเราจะวิเคราะห์อย่างจริงจัง เราจำเป็นต้องวางเขาไว้ในบริบทของญี่ปุ่นปลายยุคเมจิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมทั้งสังคมกำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรง.
ญี่ปุ่นในเวลานั้นมิได้ “ซบเซา” ในความหมายของการหยุดนิ่ง หากกลับกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ทว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เองที่สร้างความกดดันขึ้นในทุกระดับ รัฐกำลังพยายามรวมศูนย์อำนาจ ปรับกองทัพ ปรับระบบราชการ และวางตนให้เป็นชาติสมัยใหม่ที่คู่ควรแก่การยอมรับจากโลกตะวันตก แต่ในอีกด้านหนึ่ง กระบวนการเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าสถานะเดิมของตนถูกพรากไป โดยเฉพาะคนที่มีรากจากระเบียบแบบเก่า ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ทสุดะ ซันโซ อาจมิใช่เพียงตำรวจธรรมดา หากเป็นหนึ่งในผลผลิตของความตึงเครียดจากการเปลี่ยนผ่านทางสังคมด้วย.
ยิ่งไปกว่านั้น ข้าพเจ้าเห็นว่า ญี่ปุ่นในห้วงเวลานั้นกำลังพัฒนาลัทธิชาตินิยมอย่างจริงจัง ไม่ใช่ในความหมายของความรักชาติแบบอารมณ์ลอย ๆ หากเป็นความรักชาติแบบการเมืองสมัยใหม่ ที่รัฐเป็นผู้จัดวางและผลิตซ้ำขึ้นผ่านกฎหมาย การศึกษา ระบบราชการ และอุดมการณ์สาธารณะ ภายหลังรัฐธรรมนูญเมจิ ค.ศ. 1889 และพระราชโองการว่าด้วยการศึกษา ค.ศ. 1890 ญี่ปุ่นยิ่งตอกย้ำให้ความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิและรัฐกลายเป็นศูนย์กลางของศีลธรรมสาธารณะและการปลูกฝังพลเมืองรุ่นใหม่ กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายใต้โลกที่ถูกครอบงำด้วยลัทธิล่าอาณานิคม ญี่ปุ่นจึงมิได้เพียงต้องการเอาตัวรอดจากมหาอำนาจตะวันตกเท่านั้น แต่ยังต้องการยกระดับตนเองให้ทัดเทียมมหาอำนาจเหล่านั้นด้วย
ด้วยเหตุนี้เอง ความรักชาติของญี่ปุ่นปลายยุคเมจิจึงค่อย ๆ พัฒนาไปในทิศทางที่ผูกโยงกับรัฐสมัยใหม่ และจิตสำนึกว่าชาติจะอ่อนแอไม่ได้ ***จึงเปลี่ยนจากผู้ถูกล่าเป็นผู้ล่าอาณานิคมเสียเอง*** เพราะหากอ่อนแอ ก็อาจตกเป็นเหยื่อของจักรวรรดินิยมเช่นเดียวกับประเทศอื่นในเอเชีย.
เมื่อมองให้กว้างขึ้นไปอีก คดีนี้ยังต้องอธิบายผ่านบริบทของการเมืองระหว่างประเทศ เพราะเวลานั้นรัสเซียคือมหาอำนาจใหญ่ที่กำลังแผ่อิทธิพลในเอเชียเหนือและตะวันออก ส่วนญี่ปุ่นยังอยู่ในช่วงที่กำลังเร่งสร้างภาพลักษณ์และอำนาจของตนในเวทีโลก กล่าวให้ตรงก็คือ ญี่ปุ่นต้องการให้โลกยอมรับว่าตนเป็นชาติศิวิไลซ์ มีสถาบัน มีระเบียบ และมีวุฒิภาวะพอจะยืนเคียงข้างมหาอำนาจตะวันตก แต่ในเวลาเดียวกัน ญี่ปุ่นก็หวาดกลัวว่าความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ตนถูกดูแคลน ถูกกดดัน หรือแม้กระทั่งถูกใช้เป็นข้ออ้างทางการทูตและการทหารจากรัฐที่ทรงพลังกว่า.
เพราะฉะนั้น การเสด็จเยือนของซาเรวิช นิโคลัส จึงไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยวหรือธรรมเนียมทางราชสำนักเท่านั้น หากเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ในสายตาของรัฐญี่ปุ่น พระองค์คือแขกผู้ทรงเกียรติที่ต้องได้รับการอารักขาอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในสายตาของคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่หวาดระแวงการขยายตัวของรัสเซีย พระองค์อาจถูกมองเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจต่างชาติที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ญี่ปุ่นมากขึ้นทุกที ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า แรงจูงใจของทสุดะอาจไม่ใช่เพียงความรู้สึกส่วนตัวต่อบุคคล หากยังเป็นการปะทุออกมาของความกลัวเชิงรัฐและความหวาดระแวงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สะสมอยู่ในสังคม.
หลังเกิดเหตุ ปฏิกิริยาของญี่ปุ่นยิ่งทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น จักรพรรดิเมจิทรงรีบเสด็จไปเยี่ยมด้วยพระองค์เอง รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งแสดงความเสียใจและควบคุมสถานการณ์อย่างถึงที่สุด ประชาชนจำนวนมากส่งสารขออภัย เพราะทุกฝ่ายตระหนักตรงกันว่า คดีนี้มิได้กระทบเพียงตัวนิโคลัส หากกระทบต่อเกียรติภูมิของญี่ปุ่นทั้งชาติ เหตุใดจึงต้องรีบเยียวยาถึงเพียงนั้น คำตอบในความเห็นของข้าพเจ้าก็คือ ญี่ปุ่นมิได้กลัวเพียงความโกรธของรัสเซีย แต่กลัวสายตาของโลกตะวันตกที่อาจตัดสินทันทีว่าญี่ปุ่นยังไม่ใช่รัฐสมัยใหม่ที่ควบคุมตนเองได้จริง.
ในอีกด้านหนึ่ง คดีนี้ยังเผยให้เห็นความพยายามของญี่ปุ่นที่จะพิสูจน์ตนเองผ่านหลักกฎหมายและสถาบันของรัฐ แม้ว่ารัฐบาลต้องการลงโทษผู้ก่อเหตุอย่างหนักเพื่อกอบกู้เกียรติและลดแรงกดดันทางการเมือง แต่ศาลกลับไม่ยอมตีความกฎหมายเกินขอบเขตเพียงเพื่อสนองอารมณ์ของรัฐ นี่คือจุดที่ทำให้คดีโอสึมีความสำคัญเกินกว่าการเป็นข่าวอาชญากรรม เพราะมันสะท้อนว่าญี่ปุ่นกำลังพยายามแสดงต่อโลกว่า ตนมิใช่รัฐที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์อับอายหรือความกลัวเพียงอย่างเดียว หากเป็นรัฐที่กำลังสร้างระบบกฎหมายและสถาบันให้มั่นคงตามแบบสมัยใหม่ด้วย.
ส่วนปริศนาที่ทำให้คนรุ่นหลังมักสับสน คือเหตุใดภาพของวันนั้นจึงไม่เหมือนกันเลย บางภาพดูเหมือนเหตุเกิดในพื้นที่โล่ง บางภาพชวนให้เข้าใจว่าเป็นการโจมตีบนเรือ บางภาพกลับทำให้ผู้ก่อเหตุคล้ายซามูไรหรือนินจา สำหรับข้าพเจ้า เรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนว่าความจริงของเหตุการณ์ซับซ้อนนัก หากสะท้อนว่าสื่อและภาพข่าวในปลายศตวรรษที่ 19 มักสร้าง “ภาพแทน” ขึ้นมาเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ผู้ชม มากกว่าจะถ่ายทอดข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้น ภาพที่ประหลาดและแตกต่างกันจำนวนมาก จึงเป็นผลของการตีความ การแต่งเติม และจินตนาการเชิงสื่อ มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่ามีหลายเหตุการณ์จริง.
ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า การคลี่คลายปริศนาคดีนี้ ต้องเริ่มจากการแยกภาพลวงออกจากข้อเท็จจริงก่อน แล้วจึงค่อยย้อนกลับมามองว่า เหตุการณ์จริงเพียงครั้งเดียวบนถนนแคบที่โอสึนั้น ถูกขยายความหมายทางการเมืองอย่างไรในยุคสมัยของมัน และถูกบิดรูปผ่านสื่ออย่างไรในเวลาต่อมา เมื่อเราทำเช่นนั้น เราจะเริ่มเห็นว่า คดีนี้มิใช่เพียงเหตุลอบปลงพระชนม์ที่เกือบสำเร็จ หากเป็นภาพสะท้อนขนาดย่อของญี่ปุ่นปลายยุคเมจิทั้งประเทศ.
ท้ายที่สุด หากจะสรุปในเชิงวิเคราะห์ ข้าพเจ้าขอเสนอว่า เหตุลอบปลงพระชนม์ซาเรวิช นิโคลัส อเล็กซานโดรวิช แห่งรัสเซีย ที่เมืองโอสึนั้น เป็นผลจากแรงกดดันหลายชั้นซ้อนกัน ทั้งความคับข้องของปัจเจกภายใต้การเปลี่ยนผ่านของสังคม การก่อรูปของลัทธิชาตินิยมแบบรัฐสมัยใหม่ ความหวาดระแวงต่อมหาอำนาจรัสเซีย ความเปราะบางของญี่ปุ่นที่กำลังดิ้นรนจะเป็นรัฐสมัยใหม่ และความกลัวว่าจะเสียเกียรติในสายตาโลก หากจะกล่าวให้กระชับที่สุด ดาบที่ฟันลงในวันนั้นอาจมีมือของทสุดะ ซันโซ เป็นผู้กุมไว้ แต่แรงที่ผลักดันดาบเล่มนั้น แท้จริงแล้วมาจากทั้งยุคสมัยและการเมืองระหว่างประเทศร่วมกัน.










