โซเชียลไทยสะท้อนความจริง ชาวเน็ตไทยถูกชักจูงง่าย จากแบนปั๊มถึงดราม่าการเมือง สังคมไทยกำลังเสพอารมณ์มากกว่าข้อมูล สะท้อนสังคมไทยอ่อนแอต่อการชี้นำ
โซเชียลไทย……Social Loser 1 ในประเทศที่ชาวโซเชียลถูกชักจูงง่ายที่สุดในโลก
นาทีนี้คงไม่มีใครไม่พูดถึงเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นได้ โดยเฉพาะชาวโซเชียลที่มาพร้อมการกร่นด่าและแบนปั้มน้ำมันชื่อดัง โดยมีผู้ปลุกปั้นเป็นรัฐมนตรีท่านหนึ่ง แต่ประเด็นคือ รัฐมนตรีท่านนั้นก็ไม่ได้ดำรงตำแหน่งในกระทรวงพลังงาน หรือกระทรวงเศรษฐกิจ แล้วมันเกี่ยวอะไรด้วย วันนี้เอย่าจะมาวิเคราะห์เจาะประเด็นว่าสุดท้ายคนไทยถูก IO ดึงสติมากกว่าพิจารณาจากข้อมูลหรือไม่กันดีกว่า
นาย พิพัฒน์ รัชกิจประภา เป็นผู้ก่อตั้งน้ำมัน PTG Energy ก็จริง และเชื่อว่านั่นเป็นสาเหตุที่นายกรัฐมนตรีอย่างนายอนุทิน เลือกคุณพิพัฒน์เข้ามาบริหารวิกฤตการณ์น้ำมันในขณะนี้ด้วยสาเหตุที่มีความเชี่ยวชาญด้านเรื่องการบริหารราคาน้ำมัน ถามว่าเรื่องข้อครหานั้นทุกคนทุกฝ่ายคิดไว้แล้วหรือไม่ เอย่าเชื่ออย่างสนิทใจ 100% โดยเฉพาะตัวคุณพิพัฒน์เองนั้นย่อมน่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองจะต้องถูกครหาจากฝ่ายตรงข้ามอย่างแน่นอน เพราะเป็นอะไรที่เป็นจุดดิสเครดิตคุณพิพัฒน์ที่ง่ายที่สุดแล้ว ในช่วงแรกเอย่ามีความเห็นว่าท่านอนุทินเลือกใช้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน ไม่ได้มองถึงเรื่องของ Conflict of Interest หรือการมีผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะนี่คือสถานการณ์เร่งด่วนที่ต้องแก้ไข การได้คนที่มีความสามารถมาช่วยย่อมดีกว่าเอาใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีประสบการณ์โดยตรงมาทำงานจริงไหมคะ ซึ่งการขึ้นราคา 6 บาทนั้นเพื่อให้มี supply ทั่วถึงอันหมายถึงการที่มีเม็ดเงินอัดฉีดเข้าไปในระบบเพื่อให้มีเม็ดเงินมากพอไปแก้ปัญหาที่ติดค้างอยู่ระหว่างทางขนส่ง เมื่อวิกฤตเริ่มคลี่คลายคุณพิพัฒน์เลือกถอยห่างเพื่อไม่ได้เป็นข้อครหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนนี่ถือว่าเป็นนักการเมืองที่มืออาชีพคนหนึ่งเลยทีเดียว เอย่าทราบดีข้อหนึ่งของบริษัทมหาชนว่าไม่ใช่ผู้ถือหุ้นทุกคนจะมีสิทธิ์มีเสียงแม้จะเป็นผู้ก่อตั้งก็ตาม เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่ในบริษัทระดับโลกก็มีให้เห็นว่าผู้ก่อตั้งก็ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงหลังบริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ การตัดสินใจที่ยอมให้คนทั้งประเทศด่าว่าเป็นตัวทำน้ำมันแพง เพื่อแก้ปัญหาพลังงานขาดแคลนในประเทศที่หากเกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลนจริง ประเทศจะยิ่งมีปัญหาหนักเสียยิ่งกว่าการที่เขาถูกด่าเพียงคนเดียวนี่คือคนที่ ทำเพื่อตัวเอง หรือทำเพื่อประเทศกันแน่ ลองกลับมามองอีกมุมไหม ว่าหากเป็นคุณที่ต้องตัดสินใจบางเรื่องเพื่อให้คุณยอมเป็นผู้ร้ายแต่ประเทศได้ไปต่อคุณจะยอมไหม หรือคุณจะเลือกตัดสินใจแบบไม่ทำอะไรเลยเพื่อให้คุณรอดแล้วประเทศพัง
เอาเป็นว่าสรุปแล้วโซเชียลไทยคืออะไรทำไมคนไทยจึงเฮตะโล ก่อนอื่นเอย่าคงต้องให้ทุกคนยอมรับก่อนว่าคำที่เอย่าจะกล่าวต่อไปนี้อาจจะขัดใจผู้อ่านหลายๆคน แต่มันคือความจริงที่คนไทยส่วนใหญ่มักไม่ได้มองหาความจริงมากกว่าแค่คำโปรยที่เป็นโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่มีมูลความจริงหรือมีมูลความจริงต่ำ รวมถึงกฎหมายที่ออกมาเรื่องการให้ข้อมูลเท็จผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้ถูกนำมาใช้จริงอย่างมีประสิทธิภาพนั่นทำให้ นักการเมือง ทหาร หรือใครๆหลายๆคนกลายเป็นเหยื่อโดยที่แม้จะอธิบายต่อสังคมอะไรไปคนก็ไม่เชื่อ เพราะถูกโฆษณาชวนเชื่อบิดเบือนความเชื่อไปหมดแล้ว คนไทยยังมีความเชื่อที่ว่า นักการเมืองต้องโกงกิน เอย่าเคยถามหลายคนเลยว่า ถ้าคิดแบบนี้แล้วออกไปใช้สิทธิ์ทำไม ก็ไม่ต้องไปสิ พอคนไม่ไปเยอะๆเสียงมันไม่ได้ก็ตั้งรัฐบาลที่ชอบธรรมไม่ได้เองแหละ คนถามก็เงียบ คนไทยหลายคนเชื่อว่า ทหาร ตำรวจต้องโกง เอ้า…..แล้วเวลาเขาทำดี เราเคยชื่นชมไหม หลายคนบอกข้าราชการไทยต้องโกง สรุปนะใครโกง คนโกงก็คือตัวพวกเราเองใช่หรือไม่ แล้วถ้าคนรุ่นใหม่ไม่โกงแล้ว เขาแค่ทำมาหากิน แต่ความคิดของเราไปบอกว่านี่โกงสรุปว่าใครผิด…..? นี่แหละที่ทำไมพวกสแกมเมอร์ถึงบอกว่านอกจากเรื่องความโลภแล้ว ถ้าเขาพยายามเล่นบทเป็นคนถูกกระทำ คนถูกทำร้าย คนไทยจะพยายามช่วยเลยโดยไม่ได้ดูถึงสาเหตุความเป็นจริงด้วยซ้ำ วันนี้อยากให้กลับมามองที่ตัวเองนะครับ คนไม่ดีไม่ใช่ใคร เริ่มที่ตัวเองก่อน เลิกคิดจะเอาเปรียบ เลิกคิดว่าคนอื่นจะเอาเปรียบ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับสังคมที่ดี เราสร้างมันขึ้นมาเองทั้งนั้น เอย่าขอฝากไว้ให้เป็นข้อคิดนะคะ
ที่มา : AYA










