ทำความรู้จัก ‘เป๋ย์โต่ว’ บทบาทใหม่ในสนามรบโลก ระบบดาวเทียมนำทางจีน คู่แข่งสำคัญ GPS บนสมรภูมิยุคใหม่ แม่นยำ-ต้านรบกวนสูง

รู้จัก...“เป๋ย์โต่ว” (The BeiDou Navigation Satellite System (BDS)) ระบบดาวเทียมนำทางของจีน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตผู้คนบนโลกใบนี้ในยุคปัจจุบัน “ระบบดาวเทียมนำทาง” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีการเดินทาง การขับขี่ยวดยานพาหนะ เพราะทุกวันนี้ระบบนำทางเป็น Platform มาตรฐานที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือที่เป็น Smart phone ทุกยี่ห้อ

ระบบนำทางด้วยดาวเทียม (Satnav) หรือการกำหนดตำแหน่งด้วยดาวเทียมคือ การกำหนดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ระบบดาวเทียมนำทางทั่วโลก (GNSS) ให้บริการการครอบคลุมแก่ผู้ใช้ทุกคนบนโลก ทั้ง ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ปัจจุบันมีระบบ GNSS ใช้งาน 4 ระบบ ได้แก่ (1) ระบบระบุตำแหน่งทั่วโลก (Global Position System: GPS) ของสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย ดาวเทียมวงโคจรระดับกลางรอบโลก 32 ดวงในระนาบวงโคจรที่แตกต่างกัน 6 ระนาบ จำนวนดาวเทียมที่แน่นอนจะเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากดาวเทียมรุ่นเก่าจะถูกปลดระวางและแทนที่ด้วยดาวเทียมใหม่ ระบบ GPS เริ่มใช้งานตั้งแต่ปี 1978 และให้บริการทั่วโลกตั้งแต่ปี 1994 นับเป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมที่ใช้กันมากที่สุดในโลก
.
(2) ระบบดาวเทียมนำทางทั่วโลก (Global Navigation Satellite System: GLONASS) ของอดีตสหภาพโซเวียต หรือสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน เป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมที่ให้บริการนำทางด้วยคลื่นวิทยุแก่พลเรือน และกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย โดย GLONASS ทำงานครอบคลุมทั่วโลกอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 1995 มีดาวเทียมที่ใช้งานอยู่ 24 ดวง

(3) กาลิเลโอ (GALILAO) ซึ่งสหภาพยุโรปและองค์การอวกาศยุโรปตกลงกันในเดือนมีนาคม 2002 ที่จะนำระบบระบุตำแหน่งทางเลือกของตนเองมาใช้แทน GPS เรียกว่าระบบระบุตำแหน่งกาลิเลโอ เริ่มใช้งาน (ความสามารถในการปฏิบัติงานขั้นต้นทั่วโลก, EOC) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2016 ด้วยต้นทุนที่คาดการณ์ไว้ที่ 10 พันล้านยูโร แระกอบด้วยดาวเทียม MEO จำนวน 30 ดวง ดาวเทียมทดลองดวงแรกถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2005 คาดว่ากาลิเลโอจะเข้ากันได้กับ ระบบ GPS ที่ทันสมัยขึ้นตัวรับสัญญาณจะสามารถรวมสัญญาณจากทั้งดาวเทียมกาลิเลโอและดาวเทียม GPS เพื่อเพิ่มความแม่นยำอย่างมาก กลุ่มดาวเทียมกาลิเลโอทั้งหมดประกอบด้วยดาวเทียมที่ใช้งานอยู่ 24 ดวง โดยดวงสุดท้ายถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศในเดือนธันวาคม 2021 ใช้สัญญาณ Galileo Open Service (Composite Binary Offset Carrier (CBOC)) ของสหภาพยุโรป นอกจากนี้แล้วยังมีระบบดาวเทียมนำทางในระดับภูมิภาค (RNSS) 2 ระบบคือ (1)ระบบดาวเทียม Quasi-Zenith ( QZSS ) ของญี่ปุ่น และ NavIC ระบบดาวเทียมนำทางของอินเดีย

และ (4) “เป๋ย์โต่ว” (The BeiDou Navigation Satellite System (BDS)) ระบบดาวเทียมนำทางของจีน ซึ่งจะได้นำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยละเอียดในบทความนี้ อันเนื่องมาจากมีการกล่าวถึงการใช้งาน “BDS” เพื่อนำทางขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านในการโจมตีอิสราเอล และฐานทัพสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง DBS เป็นระบบนำทางด้วยคลื่นวิทยุจากดาวเทียมซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์และดำเนินการโดยองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน ระบบนี้ให้ข้อมูลตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และเวลาแก่เครื่องรับ BDS ทุกที่บนหรือใกล้โลกที่มีเส้นทางการมองเห็นที่ไม่มีสิ่งกีดขวางไปยังดาวเทียม BDS 4 ดวงขึ้นไป โดยระบบนี้ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใช้ส่งข้อมูลใด ๆ และทำงานได้อย่างอิสระจากการรับสัญญาณโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต แม้ว่า เทคโนโลยีเหล่านี้จะสามารถเพิ่มประโยชน์ของข้อมูลตำแหน่ง BDS ได้ก็ตาม

แนวคิดของระบบนำทางด้วยดาวเทียมของจีนเกิดขึ้นจาก Chen Fangyun (วิศวกรไฟฟ้าชาวจีน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งระบบวิทยุอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศจีน เขามีบทบาทสำคัญในการพัฒนา ระบบโทรมาตรการติดตาม และการควบคุม (TT&C) ที่ควบคุมดาวเทียมและขีปนาวุธของจีน และในการพัฒนา ระบบนำทางดาวเทียม “เป๋ย์โต่ว” ในช่วงแรก เขาเป็นสมาชิกสภาวิชาการแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์จีนและสถาบันการบินและอวกาศนานาชาติ และได้รับเหรียญเกียรติคุณ "The Two Bombs, One Satellite Meritorious Medal" และในปี 1999 มีการตั้งชื่อดาวเคราะห์น้อย 10929 ว่า “Chen Fangyun” ตามชื่อของเขา) และทีมงานในช่วงทศวรรษ 1980 จากผลการรบของสงครามในอ่าวเปอร์เซียในปี 1991 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า GPS ทำให้สหรัฐฯ ได้เปรียบในสนามรบ อย่างสมบูรณ์ และระบบนำทางด้วยดาวเทียมสามารถนำมาใช้ในการทำ "สงครามในอวกาศ" ได้อย่างไร ในปี 1993

จีนได้ตระหนักถึงความเสี่ยงของการถูกปฏิเสธการเข้าถึง GPS ในระหว่างเหตุการณ์ Yinhe (วิกฤตทางการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในปี 1993 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรือบรรทุกสินค้าของจีนที่ต้องสงสัยว่าบรรทุกวัสดุสำหรับผลิตอาวุธเคมี โดยสหรัฐฯ สงสัยว่าเรือของจีนลำหนึ่งบรรทุกวัตถุดิบในการผลิตอาวุธเคมี เรือลำดังกล่าวถูกกักไว้เพื่อตรวจสอบ และปรากฏว่า ข้อกล่าวหานั้นไม่เป็นความจริง จึงส่งผลให้เกิดข้อพิพาททางการทูตระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา) รวมถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาในปี 1996 ในช่วง วิกฤตช่องแคบไต้หวันครั้งที่สาม ซึ่งจีนถูกกล่าวหาและถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะจาก สหรัฐอเมริกาและไต้หวันว่า ใช้การข่มขู่ทางทหาร เพื่อแทรกแซงการเมืองของไต้หวันในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นครั้งแรกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของไต้หวัน จึงเป็นแรงผลักดันให้จีนสร้างระบบนำทางด้วยดาวเทียมเป็นของตนเอง

ระบบดาวเทียมนำทางของจีนเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 1994 เมื่อ BeiDou-1 (BDS รุ่นแรก) ประกอบด้วยดาวเทียม 3 ดวงในระบบนำทางด้วยดาวเทียมระดับภูมิภาคตั้งแต่ปี 2000 ระบบนี้ให้บริการนำทางภายในประเทศจีนเป็นหลัก ในเดือนธันวาคม 2012 เมื่ออายุการใช้งานตามการออกแบบของ BeiDou-1 หมดลงระบบจึงหยุดการทำงาน ต่อมาระบบ BeiDou-2 (BDS รุ่นที่สอง) ก็ยังคงเป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมระดับภูมิภาคเช่นกัน ประกอบด้วยดาวเทียม 16 ดวง รวมถึงดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า 6 ดวง ดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้าเอียง 6 ดวง และดาวเทียมวงโคจรระดับกลาง 4 ดวง ในเดือนพฤศจิกายน 2012 BeiDou-2 เริ่มให้บริการระบุตำแหน่งระดับภูมิภาคแก่ผู้ใช้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งภายในภูมิภาคนี้ จากการใช้งานพบว่า ระบบดาวเทียมนำทาง BeiDou-2 มีความแม่นยำกว่าระบบดาวเทียมนำทาง GPS เสียด้วยซ้ำ 

และระบบดาวเทียมนำทางของจีนในปัจจุบันคือ BeiDou-3 (BDS-3) ซึ่งเป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมรุ่นที่ 3 ของจีนที่ให้บริการครอบคลุมทั่วโลก (GNSS) เสร็จสมบูรณ์ในปี 2020 ประกอบด้วยดาวเทียมกว่า 30 ดวง ให้ความแม่นยำสูงระดับเมตร (ต่ำกว่า 5 เมตร) โดยใช้สถาปัตยกรรมสัญญาณสามความถี่ มีจุดเด่นด้านการป้องกันการแทรกแซง และส่งข้อความสั้นได้ ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของ GPS
คุณสมบัติและประเด็นสำคัญของ BeiDou-3
- ความแม่นยำและการใช้งาน: BDS-3 ให้ความแม่นยำในการระบุตำแหน่งในระดับสูง โดยเฉพาะการใช้งานทางทหารและการนำทางที่แม่นยำสูง (Precision Guidance)
- โครงสร้างดาวเทียม: ใช้งานดาวเทียมผสมผสานระหว่างวงโคจรค้างฟ้า (GEO), วงโคจรเอียงค้างฟ้า (IGSO) และวงโคจรโลกเบื้องกลาง (MEO)
- ความสามารถพิเศษ: มีระบบส่งข้อความสั้น (Short Message Service) ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะที่เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่น
- การใช้งานทางทหาร: ถูกนำมาใช้ในยุทธวิธีระดับสูง เช่น การนำทางขีปนาวุธที่ทนทานต่อการรบกวนสัญญาณ (Jamming)
- คู่แข่งระดับโลก: Wikipedia ได้ระบุว่าเป่ยโต่วเป็นระบบนำทางที่เทียบเท่ากับ GPS ของสหรัฐฯ, GLONASS ของรัสเซีย และ Galileo ของยุโรป

จากเพจ X ของ Ignis Rex ผู้สื่อข่าวอิสระได้อธิบายว่า ทำไมระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลจึงไม่สามารถคาดการณ์การโจมตีของอิหร่านได้อีกต่อไป ทั้งนี้มาจากการปฏิวัติของระบบ BeiDou-3 บนท้องฟ้าเหนืออิสราเอลที่ไม่สามารถรบกวนสัญญาณได้ และไม่สามารถหยุดได้ จากสงคราม “12 วัน” ในเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งถูกเรียกว่า Twelve-Day War (2025 Iran–Israel conflict) ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เผยให้เห็น จุดอ่อนร้ายแรงของระบบที่พึ่งพา GPS ต่อสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของฝ่ายตะวันตก ด้วยการใช้ระบบนำทางดาวเทียมของจีนอย่าง BeiDou-3 (BDS-3) อิหร่านจึงสามารถทำลายยุทธศาสตร์ “การปฏิเสธการใช้งานทางอากาศ” (Denial of service) แบบเดิมของอิสราเอลได้

1. ความเข้มข้นของสัญญาณที่แข็งแกร่ง ต่างจากสัญญาณ Global Positioning System (GPS) แบบพลเรือนที่ถูกทำให้ใช้งานไม่ได้ในปี 2025 สัญญาณระดับทหารของ BDS-3 ที่เรียกว่า B3A แทบจะ ไม่สามารถถูกรบกวนได้ ด้วยการใช้เทคนิคการกระโดดความถี่ที่ซับซ้อน (Frequency hopping) และระบบยืนยันความถูกต้องของข้อความนำทาง (Navigation Message Authentication – NMA) ซึ่งช่วยป้องกันการ “สปูฟ” (Spoofing) หรือการหลอกสัญญาณ ดังนั้นเครื่องรบกวนสัญญาณของอิสราเอลจึง ไม่สามารถหลอกโดรนให้ไปยังพิกัดปลอมได้อีกต่อไป ฮาร์ดแวร์ของ BDS-3 จะปฏิเสธสัญญาณรบกวนโดยอัตโนมัติ และยังคงรักษาอัตราความสำเร็จในการระบุตำแหน่งถึง 98%
.
2. ความแม่นยำระดับผ่าตัด BDS-3 ใช้ สถาปัตยกรรมสัญญาณสามความถี่ (triple-frequency) เป็นมาตรฐาน สิ่งนี้ทำให้ขีปนาวุธของอิหร่านสามารถแก้ไขความผิดพลาดจากชั้นไอโอโนสเฟียร์แบบเรียลไทม์
และทำให้ค่าความคลาดเคลื่อนเป้าหมาย (Circular Error Probability – CEP) ต่ำกว่า 5 เมตร ทำให้เกิดผลลัพธ์คือ ยุทธวิธีการยิงถล่มพื้นที่จำนวนมากของอิหร่านได้ถูกเปลี่ยนเป็นการโจมตีที่แม่นยำระดับศัลยกรรม ต่อศูนย์บัญชาการที่มีการป้องกันอย่างแข็งแกร่งของอิสราเอล

3. “สวิตช์ 2,000 กิโลเมตร” คุณสมบัติที่สร้างความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ Short Message Communication (SMC) BDS-3 ไม่ได้เป็นเพียงระบบระบุตำแหน่ง แต่ยังทำหน้าที่เป็นลิงก์ข้อมูลทางยุทธวิธีแบบสองทาง สิ่งนี้ทำให้ผู้บัญชาการของอิหร่านสามารถ สื่อสารกับอาวุธที่อยู่ห่างออกไปถึง 2,000 กิโลเมตรได้แม้กำลังบินอยู่
• การปรับภารกิจกลางอากาศ (Tactical Re-tasking) หากดาวเทียมสอดแนมของจีนตรวจพบระบบป้องกันภัยทางอากาศ MIM-104 Patriot หรือการล็อกเป้าจากเครื่องบิน F-15E Strike Eagle คำสั่งขนาด 560 บิต จะถูกส่งผ่านดาวเทียมไปยังโดรนหรืออาวุธนั้น เพื่อ เปลี่ยนคำสั่งหรือเส้นทางการโจมตีในทันที
• การเปิดใช้งานตรรกะการหลบหลีก (Logic Activation): โดรนจะเปิดใช้งานระบบตรรกะการหลบหลีกที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้าทันที โดยเปลี่ยนจากเส้นทางการบินปกติไปเป็นการบินหลบหลีกด้วยแรงจีสูง (high-G maneuvers) ที่คาดเดาไม่ได้ หรือการบินเฉียดผิวน้ำทะเล (sea-skimming)
ด้วยการผสาน “ดวงตา” ของจีน (ข่าวกรองจากดาวเทียม) เข้ากับ “กำปั้น” ของอิหร่าน (พลังโจมตีทางทหาร) ทำให้กรุงเตหะรานสามารถสร้าง ห่วงโซ่การสังหาร (Killing chain) ที่ยืดหยุ่นและมีความฉลาด ซึ่งสามารถ หลีกเลี่ยงความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของตะวันตกได้อย่างสิ้นเชิง โดยที่สหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงทำสงครามในแบบยุค Gulf War ในขณะที่อิหร่านกำลังทำสงครามแบบศตวรรษที่ 21 โดยใช้การเฝ้าระวังจากอวกาศ และระบบอาวุธที่มีความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์และระบบอัจฉริยะฝังอยู่ในตัวอาวุธ

ในโลกแห่งความเป็นจริงทุกวันนี้ยังไม่มีระบบนําทางด้วยดาวเทียม รวมถึง BeiDou ของจีน ที่สามารถป้องกันการรบกวนสัญญาณได้อย่างแท้จริง ในขณะที่ BeiDou รวมเอาคุณสมบัติขั้นสูงที่เพิ่มความต้านทานต่อการรบกวนเมื่อเทียบกับ GPS เช่น กลุ่มดาวดาวเทียมหลายวงโคจร, ความซ้ำซ้อนของสัญญาณที่สูงขึ้น, การรับรองความถูกต้องของข้อความการนําทาง, และการบูรณาการเข้ากับการสํารองข้อมูลภาคพื้นดิน แต่ยังคงเสี่ยงต่อการติดขัดแบบกําหนดเป้าหมาย การปลอมแปลง และยุทธวิธีสงครามอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ 15 ปีหลังจากการเปิดตัว BeiDou ในปี 2015 ระบบดาวเทียมนำทางของจีน สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนมากถึง 31.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปีให้กับบริษัทใหญ่ ๆ ของจีน อาทิ China Aerospace Science and Industry Corporation , AutoNavi และ Norinco โดยเติบโตโดยเฉลี่ยมากกว่า 20% ต่อปี และมีมูลค่าสูงถึง 64 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2020
 

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล