Tuesday, 14 July 2026
COLUMNIST

‘ชาวกัมพูชา’ พลัดถิ่น…จัดชุมนุมในเกาหลีใต้ โจมตีรัฐบาล!! ‘ฮุน เซน–ฮุน มาเนต’ ทำประเทศตกต่ำ เสียศักดิ์ศรี

(15 ก.ย.68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… 

เกาหลีใต้ – ชาวกัมพูชาพลัดถิ่นรวมตัวชุมนุมใหญ่ โจมตีรัฐบาลฮุน เซน–ฮุน มาเนต

ที่ประเทศเกาหลีใต้ กลุ่มชาวกัมพูชาที่อยู่นอกประเทศรวมตัวกันจัดการชุมนุมเปิดเวทีปราศรัยอย่างเผ็ดร้อน เพื่อต่อต้านรัฐบาลฮุน เซน และฮุน มาเนต เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังสนั่นว่า ประชาคมโลกไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกัมพูชา เพราะมองว่ารัฐบาลยังคงปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ซึ่งตรงข้ามกับหลักประชาธิปไตยที่นานาชาติเคารพ

ผู้ปราศรัยตอกย้ำว่า “แม้ไทยโจมตีจนชาวกัมพูชาต้องเสียชีวิต ประชาคมโลกก็ยังไม่ช่วย” พร้อมชี้ว่าชาวกัมพูชาถูกหลอกให้เชื่อใจรัฐบาล ทั้งที่ปัญหาใหญ่ของประเทศไม่ได้รับการแก้ไข เขาโจมตีตรงไปยังฮุน เซนว่าเป็นผู้นำที่โกหกประชาชน และกล่าวหาฮุน มาเนตว่ามีส่วนพัวพันกับแก๊งอาชญากรรมออนไลน์

การชุมนุมครั้งนี้เต็มไปด้วยเสียงตะโกนจากผู้ร่วมกิจกรรมว่า “หยุดเดี๋ยวนี้!” เพื่อเรียกร้องให้ยุติการโกหกและการปกครองที่ล้มเหลว ผู้ปราศรัยเตือนว่า หากประชาชนยังไม่ยอมรับความจริง ประเทศกัมพูชาจะเผชิญความหายนะและอาจเข้าสู่สงครามครั้งใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาลปัจจุบันอ่อนข้อและยอมเจรจาภายใต้อำนาจของไทย จนกัมพูชาสูญเสียศักดิ์ศรีและอธิปไตยของตนเอง

BBC ถูกวิจารณ์หนัก หลังปล่อยสารคดี “ด้านมืดไทย” กับข้อสงสัยบิดเบือนด้อยค่าไทย-โยงธุรกิจมืดกัมพูชา

(15 ก.ย. 68) สารคดี “ด้านมืดของประเทศไทย” ที่ BBC เพิ่งปล่อยออกมา ไม่ได้แค่สร้างเสียงวิจารณ์ในหมู่คนไทย แต่กลับกลายเป็น ชนวนไฟลามทุ่ง ที่ลุกลามไปถึงชาวต่างชาติ ทั้งชาวอังกฤษและชาวต่างชาติที่อาศัยในไทยมานาน ต่างพากันออกมาโต้กลับว่า สิ่งที่ BBC นำเสนอ บิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างไม่น่าให้อภัย

ประเด็นที่ถูกพูดถึงหนักที่สุดคือ การที่ BBC มักจะมีลักษณะ “เลือกข้าง” อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา ที่หลายครั้งถูกนำเสนอออกมาในเชิงเข้าข้างรัฐบาลพนมเปญมากเกินไป จนถึงขั้นชวนให้ตั้งคำถามว่า BBC ยังคงยึดหลักการเป็น “สื่อสาธารณะ” อยู่จริงหรือไม่

ในโซเชียลมีเดียตอนนี้เริ่มมีเสียงวิจารณ์ตรงกันว่า BBC อาจไม่ได้ทำงานอย่างเป็นอิสระอีกต่อไป แต่กลับอาจมี เส้นสายผลประโยชน์ กับกลุ่มทุนสีเทาที่ฝังรากอยู่ในกัมพูชา — ทุนที่เชื่อมโยงกับธุรกิจสแกม ค้าคน และการฟอกเงินข้ามชาติ

สิ่งนี้ทำให้ผู้ติดตามหลายคน โดยเฉพาะคนอังกฤษเอง มองว่า BBC ไม่เพียงแต่ ทรยศต่อข้อเท็จจริง แต่ยังอาจเป็นการ หักหลังชาวอังกฤษด้วยกันเอง เพราะสื่อที่ควรเป็นเกียรติภูมิของชาติ กลับถูกตั้งข้อสงสัยว่าไปทำงานรับใช้ทุนต่างชาติที่มีภาพลักษณ์ด้านมืด

ไฟที่ BBC จุดขึ้นครั้งนี้ ไม่ได้เผาเฉพาะภาพลักษณ์ของไทย แต่กำลังย้อนกลับมาไหม้ความน่าเชื่อถือของ BBC เอง ว่าแท้จริงแล้ว…

👉 BBC ยังเป็น “สื่อ” อยู่หรือเป็นแค่ “เครื่องมือ” ของใครบางคน?

ฝรั่ง IG ‘tattedexplorer’ ตอบโต้!! ‘BBC’ เผยความจริง!! ประเทศไทยที่สวยงาม

(14 ก.ย. 68) หลังจาก BBC ปล่อยสารคดี “Thailand: The Dark Side of Paradise” ที่ไปเน้นแต่เรื่องบาร์กลางคืน ถนนข้าวสาร และด้านมืดของไทย จนทำให้ภาพลักษณ์ประเทศดูแย่ ฝรั่งคนหนึ่งกลับออกมาตอบโต้ด้วยคอนเทนต์ที่ตรงกันข้ามแบบสิ้นเชิง

เขาคือ Liam Andrew เจ้าของอินสตาแกรม @tattedexplorer ที่มีผู้ติดตามหลักแสน ซึ่งใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยและทำคอนเทนต์เล่าเรื่องราวในแง่ดี เขาพูดชัดเจนว่า “ประเทศไทยมีมากกว่านั้น” ไม่ใช่แค่ผับบาร์หรือเรื่องผิดกฎหมายอย่างที่ BBC อยากขาย แต่ยังมีวิถีชีวิตที่สวยงาม อาหารอร่อย ผู้คนใจดี และความน่าอยู่ที่หาที่ไหนก็ไม่เหมือน

จริง ๆ แล้วสิ่งที่ BBC เอามาเล่า มันก็เป็นแค่ 1% ของชีวิตจริง ที่ประเทศไหนก็มี อเมริกาก็มี อังกฤษก็มี แต่ BBC กลับเลือกจะตัดภาพเฉพาะด้านมืดมาทำเป็นสารคดี ทำให้คนต่างชาติที่ไม่เคยมาสัมผัสเมืองไทยอาจเข้าใจผิด

ในขณะที่ Liam เลือกจะเล่าเรื่องตรงไปตรงมา ทั้งทำอาหารไทย กินอยู่แบบบ้าน ๆ และทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้คน เห็นได้ชัดว่าฝรั่งคนนี้รักเมืองไทยจริง ๆ

ดังนั้น ในฐานะคนไทย เราควรชื่นชมเขา ที่ออกมาพูดแทนเรา ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นอย่างที่ BBC สื่อออกไป และยังเป็นบ้านที่อบอุ่นและน่าอยู่สำหรับใครก็ตามที่ได้เข้ามาสัมผัสด้วยตัวเอง

‘BBC’ จงใจใช้!! ‘Jonathan Head’ รายงานข่าวความขัดแย้ง ‘ไทย - กัมพูชา’ สะท้อน!! ความไม่เป็นกลาง โน้มเอียงเข้าข้าง ‘เขมร’ มากกว่าเล่าข้อเท็จจริง

ล่าสุด สำนักข่าว BBC แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจอย่างที่สุดต่อประเทศไทย เมื่อเลือกใช้นักข่าวอย่าง Jonathan Head มานำเสนอข่าวความขัดแย้งไทย–กัมพูชา เพราะบุคคลผู้นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้า หากแต่เป็นผู้ที่เคยก่อปัญหากับไทยมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวพันกับความมั่นคงของชาติ

เขาเคยถูกตั้งข้อกล่าวหาเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจากรายงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ไทย อันเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศ แม้คดีจะไม่ถึงขั้นพิพากษาลงโทษ แต่ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาเต็มไปด้วยข้อกังขาและความไม่ไว้วางใจในสายตาคนไทย นอกจากนี้ ยังมีการรายงานอีกหลายชิ้นที่โน้มเอียงและโจมตีประเทศไทยในเชิงลบ ทั้งการเมือง สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการตั้งคำถามต่อเสถียรภาพของรัฐไทยในสายตานานาชาติ

ต่อมา เขายังเคยถูกฟ้องในคดีหมิ่นประมาทและกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่ภูเก็ตจากการทำรายงานเรื่องการฉ้อโกงอสังหาริมทรัพย์ คดีดังกล่าวทำให้เขาถูกยึดหนังสือเดินทางและถูกจำกัดเสรีภาพในการทำงาน แม้ท้ายที่สุดบางข้อหาจะถูกถอน แต่ก็ยิ่งตอกย้ำว่าเขาเป็นนักข่าวที่มักสร้างความขัดแย้งกับกฎหมายไทยอยู่เสมอ

เมื่อย้อนมามองถึงการรายงานล่าสุดเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา จึงแทบไม่ต้องสงสัยว่า ผลงานจะเอนเอียงไปในทิศทางที่เข้าข้างกัมพูชา มากกว่าที่จะสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง พฤติกรรมเช่นนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า BBC ไม่ได้ต้องการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา หากแต่จงใจทำลายประเทศไทยผ่านการใช้บุคคลที่มีประวัติสร้างปัญหากับชาติบ้านเมือง

ทวารวดี...วัฒนธรรมแห่งดินแดนสุวรรณภูมิ อารยธรรมไทยที่รุ่งเรืองมาก่อนเขมรโบราณนับร้อยปี

คนไทยสมัยนี้ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของวัฒนธรรมทวารวดีค่อนข้างน้อย ทำให้เข้าใจว่า ไทยรับเอาวัฒนธรรมทวารวดีมาจากจักรวรรดิขะแมร์หรือเขมรโบราณ ทั้ง ๆ ที่วัฒนธรรมนี้ได้เกิดขึ้นในดินแดนสุวรรณภูมิหรือราชอาณาจักรไทยในปัจจุบันตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 – 16 แล้ว โดยทวารวดีมักจะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เนื่องจากมีอิทธิพลต่อการพัฒนาวัฒนธรรม ศาสนา และสังคมในพื้นที่นี้ จากการสํารวจทางโบราณคดีที่ผ่านมาได้พบหลักฐานแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีประมาณ 106 แหล่ง ราว 70 แหล่ง อยู่ในเขตที่ราบลุ่มภาคกลางตามลำน้ำเจ้าพระยาและภาคตะวันออก ส่วนที่เหลือ อยู่ในภาคอีสานประมาณ 30 แหล่ง นอกเหนือจากนั้นอยู่ในเขตภาคเหนือ 2 -3 แหล่ง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มใกล้ลำน้ำสำคัญ สามารถติดต่อกับชุมชนอื่นได้สะดวก โดยเริ่มจากบริเวณเมืองท่าใกล้ชายฝั่งทะเล หรือตาม เส้นทางการค้าในสมัยโบราณ

ดังนั้นจึงพบเมืองโบราณในสมัยทวารวดีมีพบกระจายอยู่ทั่วไปในเขตภาคกลาง โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ที่ถือว่าน่าจะเป็นศูนย์กลางหรือดินแดนเมื่อแรกครับวัฒนธรรมทางศาสนา คือ บริเวณลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน คือ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองโบราณนครปฐม (นครชัยศรี) จังหวัดนครปฐม เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี และอีกกลุ่มหนึ่ง คือ บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่มีที่พบเมืองโบราณอยู่เป็นจำนวนมากทั้งฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ลพบุรี สระบุรี จนกระทั่งขึ้นไปถึง เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนทางฝั่งตะวันตกพบเมืองโบราณในเขตจังหวัด อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นครสวรรค์ เมืองโบราณที่สำคัญ คือ เมืองโบราณลพบุรี จังหวัดลพบุรี เมืองโบราณคูเมือง จังหวัดสิงห์บุรี เมืองโบราณอู่ตะเภา จังหวัดชัยนาท และเมืองโบราณจันทร์เสน จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น ลักษณะของผังเมืองโบราณสมัยทวารวดีมีลักษณะไม่เป็นรูปทรงเรขาคณิตมากนัก ส่วนใหญ่มีลักษณะเกือบเป็นวงกลมหรือสี่เหลี่ยมมุมมน บางเมืองมีลักษณะเป็นไปตามสภาพของแม่น้ำที่เมืองนั้น ๆ ตั้งอยู่

วัฒนธรรมทวารวดีมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับการพัฒนาของวัฒนธรรมไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของศาสนา พิธีกรรม ศิลปะ และการตั้งถิ่นฐาน ซึ่งยังคงมีอิทธิพลต่อชีวิตและความเชื่อของคนไทยในปัจจุบัน รูปแบบการบูชาและการสร้างวัดในสมัยทวารวดีได้รับอิทธิพลจากศิลปะและวัฒนธรรมอินเดีย เช่น การสร้างเจดีย์ทรงกรวยหรือทรงกระบอกที่พบในหลายพื้นที่ รวมถึงการสร้างพระพุทธรูปที่มักมีลักษณะศิลปะแบบอินเดียในช่วงคุปตะ การตั้งถิ่นฐานและการจัดระเบียบเมืองในสมัยทวารวดีเป็นรูปแบบของเมืองรัฐ (City-State) ที่มีการปกครองแบบรวมศูนย์และเมืองย่อยต่างๆ เป็นลักษณะเด่นของทวารวดี ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับการตั้งเมืองในไทยในภายหลัง ศิลปะและสถาปัตยกรรมสมัยทวารวดีมีอิทธิพลต่อศิลปะไทยในหลายแง่มุม โดยเฉพาะในเรื่องของการปั้นพระพุทธรูป การสลักลวดลาย และสถาปัตยกรรมพุทธศาสนา พระพุทธรูปในศิลปะทวารวดีมักมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับพระพุทธรูปสมัยคุปตะในอินเดีย เช่น พระพุทธรูปที่มีการแสดงออกทางอารมณ์แบบสงบ เสมือนการบอกถึงความรู้สึกและความเฉลียวฉลาดของพระพุทธเจ้า การสร้างเจดีย์ในรูปแบบต่างๆ ก็เป็นการสะท้อนถึงวัฒนธรรมพุทธศาสนาและศิลปะที่ได้แพร่หลายในภูมิภาค พิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและการบูชาพระพุทธรูป เช่น การถวายเครื่องบูชา การอัญเชิญพระพุทธรูป การสร้างเจดีย์ และการจัดงานเทศกาลทางพุทธศาสนา ได้รับอิทธิพลจากพิธีกรรมในสมัยทวารวดี ความเชื่อเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า (เช่น การทำบุญ, การรักษาศีล) ยังคงมีบทบาทสำคัญในสังคมไทย

ทวารวดีเป็นอาณาจักรที่มีการค้าขายอย่างกว้างขวางทั้งกับอินเดียและจีน ทำให้ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากทั้งสองประเทศ และทำให้สังคมทวารวดีมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม การคมนาคมทางน้ำและทางบกเป็นสิ่งสำคัญในทวารวดี ซึ่งได้แผ่ขยายไปสู่สังคมไทยในภายหลัง มีการเขียนอักษรด้วยภาษาสันสกฤตและปาลี ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอินเดีย โดยมีการใช้ตัวอักษรที่พัฒนามาจากระบบอักษรอินเดีย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการเขียนภาษาไทยในยุคหลัง ในบรรดาเมืองโบราณทวารวดีที่กล่าวถึงพบว่า หลายเมืองเหลือสภาพเฉพาะความเป็นเมืองโบราณที่มี คูน้ำ คันดิน คือ กำแพงเมือง ส่วนหลักฐานที่เป็นสิ่งปลูกสร้างและหลักฐานทางโบราณคดี โดยเฉพาะโบราณสถานหลงเหลืออยู่น้อยมาก เมืองที่พบหลักฐานทางโบราณคดีและศิลปกรรมที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่เป็นเมืองขนาดใหญ่ เช่น เมืองโบราณนครปฐม เมืองโบราณอู่ทอง เมืองโบราณคูบัว เมืองโบราณลพบุรี เมืองโบราณศรีมโหสถ และเมืองโบราณศรีเทพ

จากหลักฐานความเป็นเมืองโบราณ หลักฐานทางโบราณคดี และงานศิลปกรรม พบว่า เมืองโบราณศรีเทพแห่งนี้มีหลักฐานความเป็นของแท้ดั้งเดิมเหลืออยู่สมบูรณ์กว่าเมืองอื่น ๆ ด้วยสาเหตุสำคัญ คือ เป็นเมืองโบราณที่มีขนาดใหญ่ มีความสำคัญ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเมืองศูนย์กลาง ในขณะที่เมืองอื่น ๆ เช่น เมืองอู่ทอง เมืองนครชัยศรี เมืองคูบัว เมืองลพบุรี ส่วนใหญ่มีชุมชนในรุ่นหลังมาตั้งถิ่นฐานอยู่ และเป็นเมืองใหม่สร้างซ้อนทับเมืองเดิม จึงทำให้ความเป็นของแท้ดั้งเดิมในสมัยทวารวดีเหลืออยู่น้อยลง ส่วนเมืองศรีเทพนั้นถูกทิ้งร้างไปตั้งแต่หมดยุควัฒนธรรมเขมรในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 และไม่มีการสร้างเมืองใหม่ในที่แห่งนี้ โดยย้ายเมืองใหม่มาตั้งที่เมืองวิเชียรบุรี จึงทำให้เมืองโบราณศรีเทพยังคงความครบถ้วนสมบูรณ์ของความเป็นเมืองไว้ และเป็นตัวอย่างของหลักฐานเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่ยังหลงเหลืออยู่ ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ จึงถือว่าเป็นเมืองโบราณในยุคต้นของสมัยประวัติศาสตร์ที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยในวัฒนธรรมทราวดี และได้รับการประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2566 ภายใต้เกณฑ์ข้อที่ 2 แสดงถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนคุณค่าของมนุษย์ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหรือในพื้นที่ในวัฒนธรรมใด ๆ ของโลกผ่านการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรม หรือทางเทคโนโลยีอนุสรณ์ศิลป์ การวางแผนผังเมือง หรือการออกแบบภูมิทัศน์ และเกณฑ์ข้อที่ 3 เป็นพยานหลักฐานที่ยอดเยี่ยม หรือหาที่เสมอเหมือนไม่ได้ของประเพณีวัฒนธรรม หรือวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่หรือสูญหายไปแล้ว

ทวารวดีจึงเป็นอารยธรรมแรก ๆ ในแถบอ่าวไทยที่รับอิทธิพลอินเดียเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่วนเขมรโบราณ (ในสมัยจักรวรรดิขะแมร์) เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองในเวลาใกล้เคียงกันหรือตามหลังวัฒนธรรมทวารวดี และเข้ามีอิทธิพลต่อศิลปะและวัฒนธรรมทวารวดีตอนปลาย (ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 15-16) ซึ่งมีการรับอิทธิพลศิลปะเขมรโบราณเข้ามาผสมผสานด้วย เมื่ออารยธรรมทวารวดีเริ่มเสื่อมลงหลังจากพุทธศตวรรษที่ 15 สันนิษฐานว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากอิทธิพลของอาณาจักรเขมรโบราณที่ขยายอำนาจและวัฒนธรรมเข้ามาในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้เมืองโบราณลพบุรีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทวารวดีถูกทำลายจนย่อยยับ พื้นที่ที่เคยเป็นศูนย์กลางของทวารวดี ได้ถูกแทนที่ด้วยอารยธรรมเขมรโบราณ และต่อมาได้พัฒนาเป็นอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาในที่สุด ซึ่งมีคำว่า "ทวารวดี" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อของอยุธยา คือ กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา

ดังนั้น เมือง ตลอดจนสถาปัตยกรรม และศิลปกรรม สมัยทวารวดีจึงไม่ใช่การรับเอาวัฒนธรรมจากเขมรโบราณในอดีต แต่เกิดขึ้นก่อนโดยได้รับอิทธิพลจากอินเดียผ่านการติดต่อค้าขาย และความเชื่อทางศาสนา ผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นในดินแดนสุวรรณภูมิ จึงไม่ได้เป็นการรับเอาอิทธิพลมาทางวัฒนธรรมจากเขมรโบราณมาแต่อย่างใด การกล่าวอ้างของเกรียนคีย์บอร์ดของเขมรในเรื่องนี้จึงไม่ถูกต้อง เพราะวัฒนธรรมเขมรโบราณเองก็เกิดขึ้นไม่ต่างไปจากวัฒนธรรมทวารวดี คือ การได้รับอิทธิพลจากอินเดียผ่านการติดต่อค้าขาย และความเชื่อทางศาสนา ผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เฉกเช่นเดียวกัน

BBC พยายามตีแผ่สารคดีดราม่า ‘ด้านมืดของประเทศไทย’ แต่โดนชาวเน็ตจวกยับ!! บอกไทยปลอดภัยกว่าอังกฤษเยอะ

(12 ก.ย.68)  เพจเฟซบุ๊ก 'ปราชญ์ สามสี' ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… 

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา BBC อังกฤษได้เผยแพร่สารคดี Thailand: The Dark Side of Paradise ผ่าน iPlayer โดยมี ซาร่า แม็กเดอร์ม็อตต์ (Zara McDermott) นักแสดงจากรายการเรียลลิตี้ Love Island และ Made in Chelsea เป็นผู้ดำเนินเรื่อง สารคดีพยายามสะท้อน “ด้านมืด” ของเมืองไทย โดยโฟกัสไปที่การค้าประเวณีและย่านท่องเที่ยวกลางคืน เช่น ถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ รวมถึงการตั้งคำถามว่าเหตุใดวัยรุ่นอังกฤษหลายแสนคนจึงนิยมมาเที่ยวเมืองไทยทุกปี

อย่างไรก็ตาม แทนที่สารคดีจะสร้างแรงกระเพื่อมโจมตีประเทศไทย กลับถูก “ทัวร์ลง” ใส่ BBC อย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อมีการโปรโมตตัวอย่างผ่าน TikTok เมื่อ 9 กันยายน ซึ่งมีคนเข้ามาคอมเมนต์กว่า 800 ข้อความ ส่วนใหญ่หันมาวิจารณ์การทำงานของ BBC ว่า “พยายามจงใจทำให้ไทยดูอันตราย”

ตัวอย่างคอมเมนต์ เช่น “ฉันเดินเล่นตีสี่ในกรุงเทพฯ ถือโทรศัพท์ตลอดเดือน ไม่เคยมีปัญหา แต่ลองทำแบบนี้ในอังกฤษสิ ไม่มีทางรอด” 

“อยู่ไทยมา 5 ปี สิ่งเดียวที่อันตรายคือหมาไล่เวลาออกไปวิ่ง” 

“BBC ทำเหมือนเมืองไทยน่ากลัว ทั้งที่จริงแล้วปลอดภัยกว่าสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรอีก” 

“ทำไม BBC ถึงชอบตีตราไทยในแง่ลบ ทั้งที่แทบไม่เคยทำสารคดีแบบนี้กับประเทศตัวเอง”

นอกจากนั้นยังมีคอมเมนต์แนวประชด เช่น “ฉันต้องรีบหนีออกจากไทย… เดินช้า ๆ แล้วถ่ายต่อไป” ขณะที่บางความเห็นเปรียบเทียบความปลอดภัย เช่น การทิ้งร้านขายของกลางแจ้งในเกาะสมุยโดยไม่ล็อก แต่กลับไม่มีใครขโมย ซึ่งแตกต่างจากอังกฤษโดยสิ้นเชิง

กระแสนี้ไม่เพียงวิจารณ์เนื้อหาที่ถูกมองว่า “เลือกมุมมืดมาขยาย” เท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงจริยธรรมสื่อของ BBC ที่ถูกตั้งคำถามว่ามีอคติและอาจ “เจตนาสร้างความขัดแย้ง” ในภูมิภาค โดยบางส่วนมองว่า BBC กำลัง “เข้าข้างกัมพูชา” หลังพบว่ามีชาวกัมพูชาหลายคนเข้ามาคอมเมนต์ขิงใส่ว่า “ไทยอันตราย แต่กัมพูชาปลอดภัยกว่า”

แม้สารคดีตั้งใจขายความดราม่าเพื่อเรียกคนดู แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม กระแสสังคมออนไลน์จำนวนมากหันมาโจมตี BBC เอง ว่า “ขาดความรับผิดชอบทางจริยธรรม” และ “พยายามทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยเกินจริง”

เพลิงที่ลุกจากความคับข้องใจของคนรุ่นใหม่เนปาล สะท้อนการปฏิเสธกติกาสืบทอดอำนาจของชนชั้นนำ

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) กรุงกาฐมาณฑุได้เผชิญค่ำคืนแห่งเพลิงและความโกรธแค้น ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปใน พระราชวังสิงห์ดุร์บาร์ (Singha Durbar) วังเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐเนปาล และจุดไฟเผาจนลุกไหม้ เสาอาคารแตกร้าวเพราะความร้อน หน้าต่างระเบิดเป็นสะเก็ดไฟ ควันดำลอยคลุ้งทั่วท้องฟ้าเหนือเมืองหลวง มันไม่ใช่เพียงแค่อาคารที่กำลังถูกเผา แต่คือสัญลักษณ์ของระบอบการเมืองเก่าที่กำลังพังทลายลงตรงหน้า

ต้นเหตุคือคำสั่งรัฐบาลในการแบน โซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์ม ตั้งแต่ Facebook, YouTube, X จนถึง Signal สำหรับคนรุ่นใหม่ที่หายใจอยู่ในโลกดิจิทัล มันไม่ใช่แค่การปิดกั้น แต่มันคือการตัดลมหายใจ เป็นการส่งสัญญาณว่าความคิดและเสียงของพวกเขาไม่ถูกนับรวม

แต่ความโกรธนั้นลึกกว่านั้น มันคือความรู้สึกว่าประเทศถูกพันธนาการด้วยระบบอุปถัมภ์ ที่ให้ ลูกหลานนักการเมือง รับอำนาจเหมือนมรดกตกทอด คำสั่งแบนเป็นเพียงประกายไฟ แต่เชื้อเพลิงจริงคือความผิดหวังที่สะสมมาหลายทศวรรษ

เมื่อเพลิงโหมสิงห์ดุร์บาร์ มันเผาผลาญเกินกว่ากำแพงและเสา มันทำลายภาพลวงตาที่ว่าสถาบันเก่ายังมีความชอบธรรม รัฐสภา ศาลฎีกา และบ้านพักผู้นำก็ถูกโจมตีเช่นกัน ข้อความนั้นชัดเจนยิ่งนักว่า กติกาเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป

นายกรัฐมนตรี เค. พี. ชาร์มา โอลี ประกาศลาออกภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่การลาออกนั้นไม่อาจดับไฟในใจประชาชนได้ เพราะปัญหาที่แท้จริงคือรอยแยกระหว่างคนรุ่นใหม่ที่กระหายการเปลี่ยนแปลง กับชนชั้นนำเก่าที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจ

เหตุการณ์ไฟเผาพระราชวังสิงห์ดุร์บาร์ในกาฐมาณฑุ ไม่ได้เป็นเพียงการเผาอาคารเก่าแก่ แต่คือสัญลักษณ์ของการปะทุจากความคับข้องใจของคนรุ่นใหม่ต่อระบอบการเมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลง จุดเริ่มต้นจากการแบนโซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์ม กลายเป็นประกายไฟที่จุดระเบิดความไม่พอใจซึ่งสั่งสมมานาน

สิ่งนี้ไม่ใช่แค่การประท้วง แต่เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในการปฏิเสธกติกาเดิม และมีศักยภาพจะกลายเป็น “โดมิโน” ที่ทำให้ประเทศอื่น ๆ เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในอนาคต วันหนึ่งอาจไม่หยุดแค่เนปาล แต่อาจไปถึงเมืองหลวงอื่นในภูมิภาคก็เป็นได้

วีรบุรุษรหัสลับสงครามโลกที่กำลังจะถูกลืม หลัง ‘ทรัมป์’ สั่งลบข้อมูลจากเครือข่ายกลาโหม

กองทัพของประเทศต่าง ๆ บนโลกใบนี้ต่างก็มีและใช้รหัสลับมายาวแล้ว แต่การใช้และความซับซ้อนของรหัสเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นการส่งโดย โทรเลข ไฟสัญญาณ สุนัขส่งสาร นกพิราบสื่อสาร หรือวิทยุสื่อสารในยุคแรก ๆ ข้อความมักถูกส่งเป็นรหัสเพื่อป้องกันไม่ให้ความลับตกไปอยู่ในมือของข้าศึก แนวคิดการใช้ทหารอเมริกันอินเดียนที่มีความถนัดทั้งภาษาชนเผ่าดั้งเดิมและภาษาอังกฤษในการส่งข้อความลับในสนามรบถูกนำมาทดสอบครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐฯ จึงได้พัฒนานโยบายเฉพาะในการสรรหาและฝึกอบรมทหารชาวอเมริกันอินเดียนให้กลายเป็นเจ้าหน้าที่สื่อสารด้วยรหัสภาษาชนพื้นเมืองอเมริกัน (Code talkers)

Code talkers เป็นทหารอเมริกันเชื้อสายอินเดียนแดงที่ใช้ภาษาประจำเผ่าในการสื่อสารลับในสนามรบ ส่วนใหญ่แล้วจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่สื่อสารด้วยรหัสภาษาของชาวนาวาโฮ (Navajo Code Talkers) ซึ่งใช้ภาษาพื้นเมืองของตนเพื่อถ่ายทอดข้อความลับของฝ่ายสัมพันธมิตรในสมรภูมิรบแปซิฟิกระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มีชนพื้นเมืองอเมริกันอย่างน้อย 14 ชนชาติ รวมถึงเชอโรกีและโคแมนชี ทำหน้าที่นี้ทั้งในสมรภูมิแปซิฟิกและยุโรป กองทัพบกสหรัฐฯ เป็นเหล่าทัพแรกที่เริ่มรับสมัคร Code talkers จากมลรัฐต่าง ๆ เช่น โอคลาโฮมา ต่อมาในปี 1940 เหล่าทัพอื่น ๆ เช่น นาวิกโยธินและกองทัพเรือสหรัฐฯ ก็รับสมัครตามมา Code talkers ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ รุ่นแรกมี 29 นาย ซึ่งเป็นชาวอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮ สำเร็จการฝึกอบรมในปี 1942 นอกเหนือจากการฝึกขั้นพื้นฐานแล้ว ทหารเหล่านี้ยังต้องพัฒนาและจดจำรหัสทางทหารเฉพาะตัว โดยใช้ภาษาที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเขียน และต้องถูกกักตัวในห้องที่ควบคุมโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจนกว่าภารกิจนี้จะเสร็จสิ้น

รหัสประเภทแรกที่พวกเขาสร้างขึ้น คือรหัสประเภทที่ 1 ประกอบด้วยคำศัพท์ภาษานาวาโฮ 26 คำ ซึ่งย่อมาจากตัวอักษรภาษาอังกฤษแต่ละตัวที่สามารถใช้สะกดคำได้ ตัวอย่างเช่น คำว่า “มด” ในภาษานาวาโฮ ซึ่งแปลว่า “มด” ถูกใช้แทนตัวอักษร “a” ในภาษาอังกฤษ รหัสประเภทที่ 2 ประกอบด้วยคำศัพท์ที่สามารถแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษานาวาโฮได้โดยตรง และนักพูดโค้ดยังได้พัฒนาพจนานุกรมคำศัพท์ 211 คำ (ต่อมาได้ขยายเป็น 411 คำ) สำหรับคำศัพท์และชื่อทางการทหารที่เดิมไม่มีอยู่ในภาษานาวาโฮ ตัวอย่างเช่น เนื่องจากไม่มีคำในภาษานาวาโฮที่แปลว่า "เรือดำน้ำ" นักพูดโค้ดจึงตกลงใช้คำว่า besh-lo ซึ่งแปลว่า "ปลาเหล็ก"

Code talkers ส่วนใหญ่ได้รับมอบหมายให้ทำงานเป็นคู่ในแต่ละหน่วย โดยระหว่างการรบเจ้าหน้าที่นายหนึ่งจะเป็นพลวิทยุส่วนอีกนายหนึ่งจะทำหน้าที่ถ่ายทอดและรับข้อความด้วยภาษาพื้นเมืองและแปลเป็นภาษาอังกฤษ งานของพวกเขามีความอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมรภูมิแปซิฟิก เพราะทหารญี่ปุ่นตั้งใจเล็งเป้าหมายไปยังทหารเสนารักษ์และพลวิทยุ และโค้ดทอล์คเกอร์ต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลาขณะส่งข้อความ Code talkers เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 และพวกเขาได้เข้าร่วมการรบที่สำคัญหลายครั้ง รวมถึงสมรภูมิหาดยูทาห์ในช่วงการบุกโจมตีวันดีเดย์ในฝรั่งเศส และที่อิโวจิมาในสมรภูมิแปซิฟิก พันตรีโฮเวิร์ด คอนเนอร์ นายทหารสัญญาณของกองพลนาวิกโยธินที่ 5 กล่าวว่า "หากไม่ใช่เพราะ Code talkers ชาวนาวาโฮ กองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ คงจะไม่สามารถยึดอิโวจิมาได้"

Navajo Code Talkers คือกลุ่มนาวิกโยธินอเมริกันพื้นเมืองจากชนเผ่านาวาโฮ ซึ่งได้พัฒนาและใช้รหัสลับที่อ้างอิงจากภาษาของพวกเขาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รหัสของพวกเขามีบทบาทสำคัญในการสื่อสารทางทหารของสหรัฐฯ ในสมรภูมิแปซิฟิก และถือเป็นหนึ่งในรหัสทางทหารเพียงไม่กี่รหัสที่ไม่เคยถูกถอดรหัสได้ในช่วงสงคราม ทำไมต้องภาษานาวาโฮ เพราะภาษานาวาโฮเป็นภาษาที่มีความซับซ้อน ไม่ได้เขียนขึ้น และไม่มีอักษรที่เป็นทางการในเวลานั้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของภาษา การเรียนรู้เป็นเรื่องยากมาก มีเพียงไม่กี่คนนอกเผ่า Navajo ที่รู้ภาษานี้ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้เป็นภาษารหัสในการรักษาความปลอดภัย

วิธีการทำงานของโค้ด: รหัสดังกล่าวไม่ใช่เพียงภาษาของชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮเท่านั้น แต่ยังเป็นรหัสภาษาชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮที่ถูกกำหนดความหมายทางทหารไว้เป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น:
"Chay-da-gahi" (เต่า) = รถถัง หรือ "Tsidi Nez" (นกอินทรี) = เครื่องบิน หรือ " Besh-lo" (ปลาเหล็ก) = เรือดำน้ำ พวกเขายังได้สร้างระบบตัวอักษรโดยใช้คำภาษาอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮแทนตัวอักษรภาษาอังกฤษ (เช่น “wol-la-chee” (ant) = A) หรือ คำแปลของคำว่าอิโวจิมา I: A-chi (ลำไส้) W: Gloe-ih (พังพอน) O: Ne-ahs-jah (นกฮูก) J: Tkele-cho-g (คนโง่) I: A-chi M: Na-as-tso-si (หนู) และ A: Wol-la-chee (มด) บทบาท Navajo Code Talkers ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งแรกในปี 1942 ในสมรภูมิกัวดัลคาแนล และมีบทบาทสำคัญในการรบครั้งสำคัญ ๆ ในเวลาต่อมาได้แก่: อิโวจิมา  ไซปัน และโอกินาว่า ข้อความที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเข้ารหัสและถอดรหัสโดยใช้วิธีการดั้งเดิม สามารถส่งและรับได้ภายในไม่กี่นาทีโดยใช้ Navajo Code Talkers

แม้ในช่วงสงคราม Code talkers จะอุทิศตนอย่างกล้าหาญ แต่ Code talkers ชาวพื้นเมืองอเมริกันกลับถูกสั่งให้เก็บงานของตนไว้เป็นความลับ แม้แต่ครอบครัวก็ไม่สามารถบอกเล่าเกี่ยวกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้ เนื่องจากโค้ดที่พวกเขาพัฒนาขึ้นยังคงมีการใช้งานอยู่ กองทัพสหรัฐฯ จึงต้องการให้โครงการนี้เป็นความลับ เผื่อว่าจำเป็นต้องใช้โค้ดดังกล่าวอีกครั้งในสงครามครั้งต่อ ๆ ไป จนกระทั่งเมื่อโครงการ Code talkers ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอได้งถูกยกเลิกการจัดประเภทในชั้นความลับในปี 1968 การยอมรับโครงการ Code talkers ทั่วสหรัฐฯ ยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้ว่าจะมีการยอมรับ Code talkers บ้างในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 แต่จนกระทั่งปี 2001 จึงมีการมอบ เหรียญ Congress Gold Medal ให้กับ Code talkers ชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮ 29 นาย และชนเผ่าอื่น ๆ ในเวลาต่อมา

ปัจจุบันด้วยคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ให้ยกเลิกโครงการ "Diversity, Equity, and Inclusion (DEI)" ของรัฐบาลกลาง จึงทำให้มีการลบเนื้อหาเกี่ยวกับ Code Talkers ออกจากเว็บไซต์กองทัพบกและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดย URL ของบทความเหล่านั้นถูกระบุว่า เนื้อหาดังกล่าวมีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับ DEI โดยมีรายงานว่าบทความอย่างน้อย 10 บทความที่เกี่ยวข้องกับ Code talkers ชนพื้นเมืองอเมริกันได้หายไปจากเว็บไซต์ของกองทัพบกและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตามที่ จอห์น อัลลีออต โฆษกกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า "ดังที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวไว้ว่า DEI ตายไปแล้วในกระทรวงกลาโหม เรายินดีที่กระทรวงฯ ปฏิบัติตามคำสั่งให้นำเนื้อหา DEI ออกจากทุกแพลตฟอร์มอย่างรวดเร็ว" ทำให้บุคคลผู้กล้าหาญเหล่านั้น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้ภาษาแม่ของตนเพื่อพัฒนารหัสลับที่ยากแก้การถอดรหัส อันเป็นหัวใจสำคัญในการคว้าชัยชนะในสมรภูมิแปซิฟิกของกองทัพสหรัฐฯ และผลงานของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความรักชาติและความกล้าหาญที่หาที่เปรียบมิได้ แม้ว่า การลบเนื้อหาดังกล่าวจะเป็นความมุ่งมั่นของกระทรวงกลาโหมในการปฏิบัติตามนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพสหรัฐฯ ก็ตาม แต่การยกย่องมรดกของ Code Talkers เหล่านั้นควรอยู่เหนือการพิจารณาในมิติของ DEI เพราะความกล้าหาญของพวกเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าและการเสียสละอันลึกซึ้งของชนพื้นเมืองอเมริกันในการรับใช้ชาติของพวกเขาเหล่านั้น

ส้ม–น้ำเงิน–แดง เปิดเกมชิงอำนาจด้วยชนักติดหลัง ดีลยุบสภาใน 4 เดือนอาจเป็นทางหนีสุดท้ายของทุกฝ่าย

ปรากฏการณ์ส้มน้ำเงินแดงตีกันคราวนี้ มันเห็นชัดยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ว่าปัญหาของการเมืองไทยอยู่ตรงไหน และทางออกควรเป็นแบบไหน เพราะถ้าส่องเข้าไปดี ๆ จะพบว่า ทุกฝ่ายไม่ได้สู้กันเพื่ออุดมการณ์เท่าไหร่ แต่สู้กันเพื่อเก้าอี้และเพื่อเอาตัวรอดจากเงื่อนไขคดีความที่ล้อมอยู่รอบตัว

ฝั่ง พรรคเพื่อไทย (พรรคแดง) หลังจากที่อุ๊งอิ๊ง ชินวัตร ถูกดีดออกจากเก้าอี้ด้วยคำสั่งศาลเรื่องจริยธรรม ก็รีบชู 'ชัยเกษม' ขึ้นมาแทนทันทีเพื่อไม่ให้เสียจังหวะการเมือง แต่ก็รู้กันอยู่ว่าแรงสนับสนุนไม่ได้แน่นหนาเหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็ต้องหวั่นใจอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าหลุดเก้าอี้นายกคนที่ 32 ไปแล้ว โอกาสจะกลับมาก็อาจยากกว่าเดิม

ด้าน พรรคภูมิใจไทย (พรรคน้ำเงิน) ข่าวก็แรงไม่แพ้กันว่ากำลังจะจับมือกับ พรรคประชาชน (พรรคส้ม) ด้วยเงื่อนไขให้อนุทินขึ้นเป็นนายกฯ 4 เดือนแล้วค่อยยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ดีลนี้ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นการแบ่งผลประโยชน์กันอย่างยุติธรรม แต่จริง ๆ แล้วคือการเล่นหมากตัดขาแดงโดยตรง และกลายเป็นการชิงดำที่ใครพลาดเพียงก้าวเดียวก็ร่วง

ที่น่าสนใจคือ พรรคประชาชน (พรรคส้ม) เพราะแต่ไหนแต่ไร พรรคนี้ก็มีการเคลื่อนไหวที่สุดโต่งไปในทิศทางของการพยายามแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 และล้มล้างสถาบันมาโดยตลอด การตัดสินใจหันมาจับมือกับน้ำเงินจึงไม่เพียงสะเทือนไปถึงฐานมวลชน แต่ยังทำให้คนที่เคยสนับสนุนในเชิงอุดมการณ์สุดโต่งรู้สึกเหมือนถูกตบหน้ากลางตลาด ว่าแทนที่จะยืนตรงตามแนวทางที่ประกาศมาตั้งแต่แรก กลับเลือกเดินเกมทางการเมืองที่สวนทางกับภาพลักษณ์เดิมของตนเอง จนกลายเป็นการ “หักหลังครั้งใหญ่” ต่อทั้งมวลชนและอุดมการณ์ของพรรคเอง

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ส้มเองก็มีโจทย์ใหญ่ที่เลี่ยงไม่ได้ คือเป้าหมายที่แท้จริงคือการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งต้องรอให้ “ประธานพรรคส้มตัวจริง” หลุดจากคดีความและอายุความหมดก่อน ดังนั้นการให้นอมินีโดดเข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในเวลานี้ ก็คือการยอมกัดฟันเดินหมากเสี่ยง และนั่นก็แปลว่าต้องยอม “หักหลังมวลชน” ไปพร้อม ๆ กับ “หักหลังหัวหน้าตัวจริง” ด้วย

ส่วนอนุทิน ถ้าได้ขึ้นเป็นนายกฯ จริง ก็ต้องพิสูจน์ว่าจะกุมบังเหียนส้มให้อยู่หมัดได้หรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วจะถูกลากไปพร้อมกัน จุดนี้ก็ขึ้นอยู่กับจริยธรรมการเมืองที่แต่ละคนจะเลือก แต่ถึงยังไง รัฐบาลอายุสั้น 4 เดือนที่เป็นเสียงข้างน้อย ก็คงทำอะไรได้ไม่มาก นอกจากประคองสถานการณ์ไปให้ถึงวันเลือกตั้งใหม่

และอย่าลืมว่า ยังมีตัวแปรสำคัญรออยู่ — ความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่กำลังปะทุอยู่ทุกทิศ หากการเมืองในสภายังเล่นเกมหักหลังกันไม่เลิก สุดท้ายอำนาจในการจัดการวิกฤตอาจจะกลับไปอยู่ในมือทหารและตำรวจ ที่ไม่จำเป็นต้องผ่านนักการเมืองเลยด้วยซ้ำ

ที่สำคัญ ทุกพรรคไม่ว่าจะเป็น แดง น้ำเงิน หรือส้ม ต่างก็มี “ฉลากคดีความ” ติดตัวอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะอยู่ในชั้นศาลหรืออยู่ระหว่างรอการพิพากษา สุดท้ายแล้วเกมนี้อาจไม่เหลือใครเลยก็ได้ เพราะถ้าศาลลงดาบพร้อมกัน ทุกฝ่ายก็กลายเป็นผู้แพ้ทั้งกระดาน นี่แหละครับเหตุผลว่าทำไมบางทีมันถึงต้องรีบยุบสภาภายใน 4 เดือน เพื่อหนีแรงกดดันของเวลาและคดีที่กำลังจะปิดฉากในไม่ช้า

ภาษาการเมืองวันนี้ เสนอคำว่า 'ฉากทัศน์' ภาพจำลองอนาคตทางการเมือง ก่อนเตรียมแผนรับมือ

ในโลกของการเมือง เรามักคุ้นชินกับคำยืมจากภาษาอังกฤษมากมาย หนึ่งในนั้นคือคำว่า “scenario” ซึ่งนักวิชาการไทยพยายามถอดความออกมาเป็นภาษาไทยว่า “ฉากทัศน์” แม้จะยังไม่ปรากฏในพจนานุกรมอย่างเป็นทางการ แต่กลับได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวงการรัฐศาสตร์ การบริหาร และการวางแผนนโยบาย

คำว่า “ฉากทัศน์” ให้ภาพที่ชัดเจนเหมือนโรงละคร เวลาที่ม่านเปิดออก เราเห็นฉากหนึ่งฉากที่ถูกจัดวางไว้ ซึ่งเป็นเพียงภาพสมมติ แต่ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจว่าละครเรื่องนี้กำลังจะพาไปสู่ทิศทางไหน ในการเมืองก็เช่นกัน ฉากทัศน์หมายถึง การสมมติสถานการณ์ในอนาคตที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เพื่อเตรียมรับมือ ไม่ใช่การทำนาย แต่เป็นการวางแผนเผื่อว่า หากประเทศเดินไปทางนี้ หรือหากการตัดสินใจเป็นอีกแบบหนึ่ง จะเกิดผลอย่างไร

ตัวอย่างเช่น นักวิเคราะห์อาจพูดถึง “ฉากทัศน์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง” บางคนเสนอว่าอาจมีรัฐบาลผสมที่กว้างขวางเพื่อรักษาเสถียรภาพ บางคนคาดว่าอาจเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่อยู่ได้ไม่นาน หรือบางทีอาจถึงขั้นยุบสภาเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจใหม่ ทุกฉากทัศน์ไม่ใช่เรื่องจริงในปัจจุบัน แต่เป็นภาพที่วางไว้ให้ผู้คนคิดตามว่า “ถ้าเกิดขึ้นจริง เราจะทำอย่างไร”

ดังนั้น คำว่า “ฉากทัศน์” จึงไม่ใช่แค่ศัพท์เก๋ ๆ ของนักวิชาการ แต่เป็นเครื่องมือทางความคิด ที่ช่วยให้สังคมมองอนาคตในหลายมิติ และไม่หลงเชื่อว่ามีเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น

จีน – รัสเซีย กับการปักธงสร้างระเบียบโลกใหม่ ขับเคลื่อนโลกหลายขั้ว สร้างสมดุลใหม่ทางภูมิรัฐศาสตร์

(2 ก.ย. 68) การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization – SCO) ประจำปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2025 มิใช่เพียงเวทีทางการทูตเชิงพิธีการ หากแต่เป็นการประกาศการก่อรูปของระเบียบโลกใหม่ที่ท้าทายอำนาจนำของตะวันตก ท่ามกลางสงครามในยุโรปตะวันออกและการแข่งขันระหว่างจีน–สหรัฐฯ การจับมือระหว่าง สี จิ้นผิง และ วลาดิมีร์ ปูติน จึงมีความหมายทางภูมิรัฐศาสตร์เกินกว่าการพบปะตามปกติจีนในฐานะเจ้าภาพ ใช้ SCO ผลักดันแนวคิด “การปกครองโลกแบบใหม่” บนพื้นฐานความร่วมมือพหุภาคี ปฏิเสธ “แนวคิดสงครามเย็น” พร้อมชูความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง โดยมีรัสเซียเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์ที่คอยยืนยันว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค “หลายขั้วอำนาจ” ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของประเทศใน Global South ที่แสวงหาทางเลือกนอกเหนือจากการนำของสหรัฐและพันธมิตรตะวันตก ในบริบทที่ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ร้าวลึกและรัสเซียถูกกดดันจากสงครามยูเครน SCO กลายเป็นเวทีที่ทั้งสองประเทศใช้แสดงบทบาทนำและส่งสัญญาณว่าระเบียบโลกขั้วเดียวกำลังเสื่อมถอย การเข้าร่วมของอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน และประเทศเอเชียกลาง ยังสะท้อนว่า SCO มิใช่เพียงพันธมิตรจีน–รัสเซีย แต่เป็นเวทีรวมพลังของรัฐกำลังพัฒนาที่ต้องการสมดุลใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้น SCO Summit 2025 จึงเป็นมากกว่าการประชุมระดับภูมิภาค แต่เป็นจุดตัดสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่โลกหลายขั้วอำนาจ และเป็นการปักธงประกาศของจีนและรัสเซียว่าพวกเขาไม่เพียงอยู่รอดท่ามกลางแรงกดดัน แต่ยังพร้อมจะขับเคลื่อนระเบียบโลกใหม่ที่ต่างไปจากเดิม

การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ประจำปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ได้รับความสนใจจากสื่อและนักวิเคราะห์ต่างประเทศในหลายมิติ เนื่องจากมีผู้นำจากประเทศต่าง ๆ ตอบรับเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วยผู้นำประเทศสมาชิก 10 ประเทศ ได้แก่ จีน รัสเซีย อินเดีย เบลารุส อิหร่าน คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน ปากีสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน ผู้นำมองโกเลีย รัฐสังเกตการณ์ ผู้นำประเททศคู่เจรจา 7 ประเทศได้แก่ ตุรกี กัมพูชา อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน อียิปต์ มัลดิฟส์ และเนปาล รวมถึงผุ้นำอื่น ๆ ที่ได้รับเชิญได้แก่ เลขาธิการองร์การสหประชาชาติ เลขาธิการอาเซียน ผู้นำประเทศเติร์กเมนิสถาน อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย และเวียดนาม ประเด็นสำคัญของการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ประจำปี 2025 มีสาระสำคัญที่น่าจับตาดังนี้

1. ความสัมพันธ์จีน–รัสเซีย–อินเดีย การพบปะระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดียในงานนี้ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะท่าทีของอินเดียที่แสดงความเป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งจีนและรัสเซีย แม้จะมีความตึงเครียดในบางประเด็น เช่น ความขัดแย้งเรื่องพรมแดนกับจีนและความสัมพันธ์กับปากีสถาน อย่างไรก็ตามการพบปะกันระหว่างผู้นำสามชาติข้างต้นเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นระหว่างสามประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียและยูเรเชีย แม้จะมีความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญร่วมกัน

2. SCO ถูกมองว่าเป็นเวทีที่จีนและรัสเซียใช้ในการส่งเสริมระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้เสนอแนวคิด "Global Governance Initiative" (GGI) ซึ่งเน้นการปฏิเสธระเบียบโลกแบบสงครามเย็นและส่งเสริมการสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีความเป็นธรรมและครอบคลุม โดยมีหลักการสำคัญดังนี้ 1. ความเสมอภาคและการเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ สี จิ้นผิงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ และการไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน โดยเฉพาะในบริบทของการพัฒนาและการเลือกเส้นทางการพัฒนาของแต่ละประเทศ 2. การส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม จีนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและการเรียนรู้ระหว่างอารยธรรมต่าง ๆ โดยไม่พยายามบังคับใช้ค่านิยมของตนกับประเทศอื่น ๆ แต่ให้ความสำคัญกับการเคารพและเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม 3. การสร้างสังคมร่วมกันที่มีอนาคต (Community of Shared Future) จีนเสนอแนวคิดการสร้างสังคมร่วมกันที่มีอนาคต ซึ่งเน้นการร่วมมือและการพัฒนาร่วมกันของประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน 4. การส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ จีนมุ่งหวังที่จะส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง โดยเฉพาะในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างความก้าวหน้าและความมั่นคงร่วมกันในระดับโลก แนวคิด GGI นี้สะท้อนถึงความพยายามของจีนในการสร้างระเบียบโลกใหม่ที่ไม่ยึดตามอำนาจของประเทศเดียว แต่เน้นการร่วมมือและความเสมอภาคของประเทศต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดอื่น ๆ ที่จีนได้เสนอในช่วงที่ผ่านมา เช่น Global Development Initiative (GDI) และ Global Security Initiative (GSI) การเสนอแนวคิด GGI ในที่ประชุม SCO Summit 2025 เป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของจีนในการเป็นผู้นำในการสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีความเป็นธรรมและครอบคลุม โดยเฉพาะในบริบทของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันระหว่างประเทศต่าง ๆ ในปัจจุบัน นอกจากนี้จีนยังได้เสนอแนวคิดเรื่องการสร้างธนาคารพัฒนา SCO และระบบการเงินทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตามความหลากหลายของสมาชิก SCO ซึ่งมีทั้งประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตะวันตกและประเทศที่ถูกคว่ำบาตรจากตะวันตก เช่น อิหร่านและเบลารุส ทำให้การสร้างความเป็นเอกภาพในกลุ่มนี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย

3. การสนับสนุนของรัสเซียต่อระเบียบโลกหลายขั้ว รัสเซียใช้ SCO เป็นเวทีสำคัญในการยืนยันบทบาทในภูมิภาคเอเชีย–ยูเรเชียและส่งเสริม ระเบียบโลกหลายขั้ว (Multipolar World Order) โดยเน้นความร่วมมือกับจีนและสมาชิก Global South ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน ความมั่นคง และเทคโนโลยี ผ่านการสร้างระบบการชำระเงินทางเลือก โครงการลงทุนร่วม การประสานงานทางทหาร และพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ การเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพของรัสเซียท่ามกลางแรงกดดันจากตะวันตก แต่ยังส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ไปยังสหรัฐฯ และยุโรปว่า รัสเซียพร้อมมีบทบาทนำร่วมกับจีนและสมาชิก SCO ในการกำหนดทิศทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก

4. การเข้าร่วมของประเทศใหม่และการขยายตัวของ SCO การเข้าร่วมของประเทศใหม่ เช่น สปป.ลาว ทำให้จำนวนสมาชิกและพันธมิตรของ SCO เพิ่มขึ้นเป็น 27 ประเทศ การขยายตัวนี้สะท้อนถึงความสำคัญของ SCO ในฐานะเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่ไม่ขึ้นอยู่กับตะวันตก การรวมตัวของสมาชิกจากเอเชียใต้ เอเชียกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนเป็นสัญลักษณ์เชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งข้อความว่าโลกหลายขั้วกำลังเกิดขึ้นจริง และ SCO กำลังกลายเป็นเวทีรวมพลังของจีน รัสเซีย และ Global South ในการสร้างสมดุลอำนาจระหว่างประเทศ

5. บทบาทของ Global South และการปรับสมดุลอำนาจ การเข้าร่วมของประเทศกำลังพัฒนา หรือ Global South เช่น อินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน สปป.ลาว และประเทศในเอเชียกลาง ทำให้ SCO กลายเป็นเวทีที่สะท้อนเสียงของประเทศนอกขั้วอำนาจตะวันตก และเปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานทางเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคง การรวมตัวนี้ยังช่วยปรับสมดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจ โดยจีนและรัสเซียทำหน้าที่เป็นขั้วหลักร่วมกับ Global South ส่งสัญญาณไปยังสหรัฐฯ และยุโรปว่าระเบียบโลกแบบขั้วเดียวไม่ใช่ทางเลือกเดียว อีกทั้งยังสร้าง อัตลักษณ์ร่วมและความร่วมมือแบบพหุภาคี ของประเทศกำลังพัฒนา ทำให้ SCO กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโลกหลายขั้วอำนาจที่มีความสมดุล ยืดหยุ่น และเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนามีบทบาทนำในภูมิภาคและระดับโลก

6. การตอบสนองของสหรัฐฯ และการเปลี่ยนแปลงในภูมิรัฐศาสตร์โลก สหรัฐฯ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของจีนและอินเดียในการสนับสนุนรัสเซีย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งอาจช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรัสเซียในการทำสงคราม อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนมองว่า การดำเนินนโยบายที่ไม่แน่นอนของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีสินค้าจากอินเดีย อาจส่งผลให้ประเทศต่างๆ หันมาหาพันธมิตรใหม่ เช่น จีน และ SCO

บทสรุป การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ประจำปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ไม่เพียงเป็นเวทีทางการทูตประจำปี แต่ยังสะท้อน พลวัตการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 ผ่านความร่วมมือระหว่างจีนและรัสเซีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยี จีนใช้เวที SCO ผลักดันแนวคิด Global Governance Initiative (GGI) เพื่อสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีความเป็นธรรม ครอบคลุม และเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ ขณะเดียวกัน รัสเซียเน้นบทบาทของ SCO ในการสร้าง สมดุลโลกหลายขั้วอำนาจ ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐและยุโรป SCO ยังสะท้อนถึง ความร่วมมือของประเทศกำลังพัฒนาและ Global South โดยการเชื่อมโยงจีน รัสเซีย และเอเชียกลางเข้าด้วยกัน ทำให้เวทีนี้กลายเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่ส่งสัญญาณไปยังโลกตะวันตกว่า ระเบียบโลกแบบตะวันตกไม่ใช่ทางเลือกเดียวในมิติเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การประชุม SCO Summit 2025 จึงเป็นทั้ง การปักธงนำโลกใหม่ของจีน–รัสเซีย และการสร้างอัตลักษณ์ร่วมของประเทศสมาชิกในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใน SCO จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจต่อไปในอนาคต

พรรคประชาชน ประกาศชัด!! จะโหวตรัฐบาลใหม่ แต่ขอไม่เอี่ยว ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา!! พร้อมของแถม!! ดันแก้รัฐธรรมนูญ

ดูเหมือนว่า พรรคประชาชนประกาศชัด จะโหวตให้มีรัฐบาลใหม่ แต่ตัวเอง “ขอไม่เอี่ยว” เหมือนจะหล่อ ๆ ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น แถมยังได้สิทธิพิเศษนั่งวิจารณ์ นั่งซ้ำเติม ได้คะแนนนิยมฟรี ๆ ไปอีกต่างหาก เรียกว่าหลอกขายฝัน หลอกขายไอเดีย เตรียมปูทางสู่การเลือกตั้งในอนาคต แถมยังมีของแถมคือดันแก้รัฐธรรมนูญในกรอบเวลา 4 เดือนที่เหลืออยู่

แต่ตรงนี้แหละครับ ที่อันตราย… ช่วงเวลา 4 เดือนข้างหน้านี้อาจกลายเป็นเวทีทองของการ “ลักไก่” ผลักดันกฎหมาย สอดไส้รัฐธรรมนูญที่แฝงเจตนาซ่อนเร้น อาจบ่อนทำลายสถาบัน ลดทอนระบบราชการ และกระเทือนรากฐานสังคมไทยอย่างเงียบ ๆ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราคนไทยทุกคนต้องทำไม่ใช่แค่นั่งดู แต่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา จับจ้อง ติดตาม เปิดโปง และสกัดแผนแอบแฝงเหล่านี้อย่างรู้เท่าทัน ไม่งั้น “หล่อ ๆ ลอยตัว” ของพรรคประชาชน อาจกลายเป็น “หล่อหลอก” ที่ทำให้ทั้งประเทศต้องมานั่งแก้ปัญหาในภายหลัง

เจาะค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ ปัจจัยสำคัญในการจัดซื้อจัดหาเครื่องบินขับไล่

ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนคนไทยที่กองทัพอากาศโดยผู้บัญชาการทหารอากาศได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ระยะที่ 1 จำนวน 4 ลำแรก วงเงิน 19,500 ล้านบาท จากแผนจัดซื้อทั้งหมด 12 ลำ หรือ 1 ฝูงบิน ซึ่งเป็นการจัดซื้อทดแทน เครื่องบินขับไล่ F-16 เนื่องจากบรรจุประจำการมานานกว่า 37 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีการลงนามในความตกลงนโยบายชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ (Offset policy) ระหว่างกองทัพอากาศไทยกับบริษัท SAAB AB เพื่อเป็นการเสริมสร้าง 'เขี้ยวเล็บ' ให้กองทัพ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยตามนโยบายรัฐบาลอีกด้วย

สำหรับต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งช่วยให้กองทัพอากาศผู้ใช้เครื่องบินขับไล่แบบนั้น ๆ สามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจอย่างชาญฉลาดเกี่ยวกับการจัดซื้อและบำรุงรักษาเครื่องบิน ต้นทุนเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนภารกิจ การฝึกอบรมนักบิน และกลยุทธ์ระยะยาวในการบำรุงรักษาฝูงบินรบให้มีความพร้อมต่อการปฏิบัติการ ในบริบทที่งบประมาณทางทหารมักถูกกดดันอยู่เสมอ เรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่าย มาดูกันว่า ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่แบบต่าง ๆ เป็นอย่างไร

General Dynamics F -16 Fighting Falcon เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 เพื่อมอบทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับกองทัพอากาศ F-16 เป็นที่รู้จักในด้านความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการรบ ปัจจุบันยังคงประจำการอยู่ในหลายประเทศ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 2 มัค และมีพิสัยการบิน 3,200 กิโลเมตรเมื่อติดตั้งถังเชื้อเพลิงภายนอก ต้นทุนการดำเนินงานของ F-16 อยู่ที่ประมาณ 27,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อนและความต้องการในการบำรุงรักษาสมัยใหม่ แม้ว่าจะยังต่ำกว่าเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ๆ เช่น F-35 ก็ตาม

Boeing F/A-18 Hornet เป็นเครื่องบินขับไล่หลายบทบาทที่พัฒนาขึ้นสำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ ในช่วงทศวรรษ 1980 ออกแบบมาเพื่อโจมตีทางอากาศและป้องกันภัยทางอากาศ และสามารถปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบินได้ ด้วยความเร็วสูงสุด 1.8 มัค และความจุบรรทุกได้มากกว่า 7,000 กิโลกรัม Boeing F/A-18 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือในภารกิจที่หลากหลาย ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Boeing F/A-18 อยู่ที่ประมาณ 30,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากข้อกำหนดการบำรุงรักษาเพื่อปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมทางทะเลที่รุนแรง

Sukhoi Su-27 ออกแบบโดยสหภาพโซเวียต เป็นเครื่องบินขับไล่ที่ครองอากาศซึ่งเปิดตัวในช่วงทศวรรษ 1980 ด้วยความเร็วสูงสุด 2.35 มัค และพิสัยการบิน 3,530 กิโลเมตร Su-27 ได้รับการออกแบบมาเพื่อรับมือกับเครื่องบินขับไล่ของอเมริกา เช่น F-15 โดย Su-27 เป็นต้นแบบของเครื่องบินหลายรุ่น รวมถึง Su-30 และ Su-35 ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Su-27 อยู่ที่ประมาณ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายปานกลางสำหรับเครื่องบินขนาดนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงและการบำรุงรักษาทางเทคนิค

Eurofighter Typhoon เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกันโดยหลายประเทศในยุโรป เริ่มปฏิบัติการในปี 2003 ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินขั้นสูงและความสามารถในการพรางตัวบางส่วน Typhoon สามารถทำความเร็วได้ถึงมัค 2 และบินได้สูง 19,800 เมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 65,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องบินขับไล่ที่มีค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงเทคโนโลยีขั้นสูงและต้นทุนการบำรุงรักษาที่ซับซ้อน

Lockheed Martin F -22 Raptor เป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นที่ห้าลำแรกที่สหรัฐอเมริกาเปิดตัว ซึ่งมีความสามารถในการพรางตัวขั้นสูง Raptor เริ่มเข้าประจำการในปี 2005 สามารถทำความเร็วได้ 2.25 มัค และบินได้สูง 20,000 เมตร ระบบที่ซับซ้อนและการบำรุงรักษาที่ซับซ้อนทำให้ F-22 เป็นหนึ่งในเครื่องบินที่มีค่าใช้จ่ายในการใช้งานสูงที่สุด โดยมีต้นทุนประมาณ 85,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง

Dassault Rafale เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพอากาศและกองทัพเรือฝรั่งเศส สามารถปฏิบัติการได้ทั้งในภารกิจอากาศสู่อากาศ อากาศสู่พื้น และภารกิจลาดตระเวน มีความเร็วสูงสุด 1.8 มัค Rafale ได้รับการยกย่องในด้านความยืดหยุ่นและต้นทุนปฏิบัติการที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 18,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง เมื่อเทียบกับขีดความสามารถขั้นสูง

Chengdu J-10 เป็นเครื่องบินขับไล่หลายบทบาทรุ่นที่สี่ที่ออกแบบโดยจีน เปิดตัวในช่วงปี ค.ศ. 2000 ได้รับการพัฒนาเพื่อพัฒนาฝูงบินของจีนให้ทันสมัยด้วยขีดความสามารถในการโจมตีและป้องกันภัยทางอากาศ J-10 มีความเร็วถึง 2.0 มัค และมีเพดานบินสูงถึง 18,000 เมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 8,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้เครื่องบินรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับกองทัพอากาศหลายประเทศ

Lockheed Martin F -35 Lightning II เป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหนอเนกประสงค์รุ่นที่ 5 ที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการระดับนานาชาติ F-35 ได้รับการออกแบบสำหรับกองทัพอากาศ กองทัพเรือ และนาวิกโยธินโดยเฉพาะ มาพร้อมเซ็นเซอร์และเทคโนโลยีล่องหนที่ทันสมัย ​​ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ F-35 สูงมาก อยู่ที่ประมาณ 42,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง เนื่องจากความซับซ้อนของระบบและความท้าทายในการบำรุงรักษา

BAE Systems Hawk เป็นเครื่องบินฝึกของอังกฤษที่กองทัพอากาศหลายแห่งทั่วโลกใช้งาน พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 โดยส่วนใหญ่ใช้สำหรับการฝึกนักบินในเครื่องบินขั้นสูง เช่น Tornado และ Typhoon ด้วยความเร็วสูงสุด 1,028 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และพิสัยการบิน 2,520 กิโลเมตร Hawk ได้รับการออกแบบให้เป็นเครื่องบินฝึกที่มีประสิทธิภาพและประหยัด ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Hawk อยู่ที่ประมาณ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้กองทัพอากาศที่ต้องการฝึกนักบินโดยไม่สูญเสียทรัพยากรมีราคาไม่แพง

Aero L-39 Albatros เป็นเครื่องบินฝึกของเช็กที่พัฒนาขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1960 เพื่อทดแทน L-29 Delfin L-39 ได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแกร่งและบำรุงรักษาง่าย จึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องบินฝึกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในประเทศกลุ่มตะวันออก สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 750 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีพิสัยการบิน 1,100 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ L-39 ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ประมาณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้ L-39 เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับกองทัพอากาศที่มีงบประมาณจำกัด

Northrop T-38 Talon เป็นเครื่องบินฝึกความเร็วเหนือเสียงลำแรกของโลก เปิดตัวในช่วงทศวรรษ 1960 เพื่อฝึกนักบินทหารสหรัฐฯ ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 1.3 มัค จึงถูกนำมาใช้เพื่อเตรียมนักบินสำหรับเครื่องบินขับไล่ขั้นสูง เช่น F-15 และ F-16 T-38 มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินประมาณ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งคุ้มค่ากับความเร็วและความสามารถเหนือเสียง ขณะเดียวกันก็ประหยัดกว่าเครื่องบินฝึกบางรุ่นในปัจจุบัน

Boeing-Saab T-7A Red Hawk เป็นเครื่องบินฝึกรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อทดแทน ที-38 ทาลอน รุ่นเก่าของกองทัพอากาศสหรัฐฯ เครื่องบินรุ่นนี้ได้รับการออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ​​มอบการฝึกอบรมขั้นสูงสำหรับนักบินขับไล่ในอนาคต แม้ว่า T-7A จะยังเป็นเครื่องบินที่ค่อนข้างใหม่ ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการออกแบบที่ซับซ้อนและระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินที่ทันสมัย

Dassault/Dornier Alpha Jet เป็นเครื่องบินโจมตีและฝึกบินเบาของฝรั่งเศส-เยอรมนี พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 กองทัพอากาศหลายชาติใช้ Alpha Jet เพื่อการฝึกนักบิน ลาดตระเวน และภารกิจโจมตีภาคพื้นดิน Alpha Jet สามารถทำความเร็วได้ถึง 0.86 มัค ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง จึงเหมาะกับภารกิจฝึกบินและปฏิบัติการเบาได้

KAI T-50 Golden Eagle เป็นเครื่องบินฝึกความเร็วเหนือเสียงที่พัฒนาโดยเกาหลีใต้ร่วมกับ Lockheed Martin T-50 ออกแบบมาเพื่อฝึกนักบินบนเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 1.5 มัค นอกจากนี้ยังสามารถปฏิบัติภารกิจรบเบาได้อีกด้วย ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ T-50 อยู่ที่ประมาณ 13,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงสถานะของเครื่องบินฝึกขั้นสูงที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกับเครื่องบินขับไล่ปฏิบัติการ

Mikoyan-Gurevich MiG-29 เป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นที่สี่ที่พัฒนาขึ้นโดยสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1970 โดดเด่นด้วยความสามารถในการควบคุมทิศทางได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถทำความเร็วได้ถึง 2.25 มัค และมีเพดานบินสูงถึง 18,000 เมตร MiG-29 ถูกส่งออกอย่างกว้างขวางและยังคงประจำการอยู่ในหลายประเทศ ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลสำหรับเครื่องบินขับไล่ที่มีความสามารถในการควบคุมทิศทางและความสามารถในการรบระดับนี้

Saab JAS 39 Gripen เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่พัฒนาโดยสวีเดนในช่วงทศวรรษ 1990 Gripen ได้รับการออกแบบให้มีความคล่องตัว ราคาไม่แพง และบำรุงรักษาง่าย ถูกใช้โดยหลายประเทศในยุโรปและที่อื่น ๆ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 2 มัค และบินได้สูง 15,240 เมตร Gripen มีชื่อเสียงในด้านค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการที่ต่ำเพียงประมาณ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้เป็นหนึ่งในเครื่องบินขับไล่ที่คุ้มค่าที่สุดในกองทัพอากาศโลกเสรี

Sukhoi Su-35 เป็นรุ่นปรับปรุงของ Su-27 ซึ่งเปิดตัวในช่วงปี 2000 เครื่องบินขับไล่ที่ทรงประสิทธิภาพทางอากาศรุ่นนี้ติดตั้งเครื่องยนต์แบบเวกเตอร์ ซึ่งทำให้มีความคล่องตัวสูง Su-35 มีความเร็วถึง 2.25 มัค และมีพิสัยการบิน 3,600 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Su-35 อยู่ที่ประมาณ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงขีดความสามารถขั้นสูงและระบบที่ซับซ้อน

Aermacchi MB-339 เป็นเครื่องบินฝึกของอิตาลีที่พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 ถูกใช้โดยกองทัพอากาศหลายแห่ง และยังมีชื่อเสียงในฐานะเครื่องบินของ Frecce Tricolori ซึ่งเป็นฝูงบินผาดแผลงของกองทัพอากาศอิตาลีอีกด้วย MB-339 มีความเร็วสูงสุด 898 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีพิสัยการบิน 1,690 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 3,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสำหรับภารกิจฝึกซ้อมและการสาธิตทางอากาศ

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ ซึ่งขึ้นอยู่กับขีดความสามารถและบทบาทภารกิจของอากาศยานแต่ละแบบ ซึ่งกองทัพอากาศผู้ใช้เครื่องบินแบบนั้น ๆ จำเป็นต้องทำการประเมินค่าใช้จ่ายเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาฝูงบินให้มีประสิทธิภาพให้พร้อมต่อการรบ ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณ

สำหรับกองทัพอากาศไทยมีเครื่องบินรบประการอยู่หลายแบบได้แก่ (1)F -16 Fighting Falcon มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของ F-16 อยู่ที่ 27,000 ดอลลาร์สหรัฐ (2)JAS 39 Gripen ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ (3)Alpha Jet ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐ (4)T-50 Golden Eagle ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ 13,000 ดอลลาร์สหรัฐ (5)F-5TH ซึ่งพัฒนามาจาก T-38 Talon ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินจึงน่าจะมีความใกล้เคียงกันที่ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐ และ (6) L-39 ซึ่งปลดประจำการแล้ว ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของนักบินในการฝึกบินเพื่อหาความชำนาญ เช่น ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของ F-16 อยู่ที่ 27,000 ดอลลาร์ ขณะที่ JAS 39 Gripen อยู่ที่ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายความว่า ค่าใช้จ่ายต่อ 1 ชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของ F-16 มากกว่า JAS 39 Gripen 19,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3 เท่าตัว และหากกองทัพอากาศไทยเลือก F -35 Lightning II ซึ่งค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการ 42,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง มากกว่า JAS 39 Gripen 34,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 4 เกือบ 5 เท่าตัว ย่อมหมายถึงกองทัพอากาศต้องใช้งบประมาณมากขึ้นอย่างมหาศาลในการฝึกบินเพื่อหาความชำนาญของนักบิน ยังไม่รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นการตัดสินใจเลือกจัดซื้อจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ของกองทัพอากาศไทย จึงมีความเหมาะสมที่สุดตามบริบทในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศที่เป็นอยู่ของประเทศไทยในปัจจุบัน

‘แฟรงค์ คาปริโอ’ ผู้พิพากษาแห่งความเมตตา ผู้ดำรงความยุติธรรมโดยไม่ลืมความเป็นมนุษย์

ในวันที่โลกใบนี้สูญเสีย แฟรงค์ คาปริโอไปในวัย 88 ปี เราไม่เพียงแต่สูญเสียผู้พิพากษาผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่เราสูญเสียผู้ที่แสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมและความเมตตาสามารถเดินควบคู่กันไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ชีวิตในวัยเด็กและครอบครัว
แฟรงค์ คาปริโอเกิดในย่าน Federal Hill ของเมือง Providence รัฐ Rhode Island ในครอบครัวอิตาเลียน-อเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนผู้อพยพชาวอิตาเลียนที่แน่นแฟ้นที่สุดของอเมริกา ท่านเป็นบุตรคนที่สองจากสามคนของครอบครัว Antonio และ Filomena Caprio

ชีวิตของครอบครัวคาปริโอในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองและช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำใหญ่ไม่ได้ร่ำรวยแฟรงค์เติบโตมาท่ามกลางความยากลำบาก แต่เต็มไปด้วยค่านิยมของการทำงานหนักและความเมตตากรุณาที่พ่อแม่ปลูกฝัง

การศึกษาและความมุ่งมั่น
ตั้งแต่เด็กแฟรงค์ต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือครอบครัว ทั้งทำงานเป็นคนล้างจานและขัดรองเท้าขณะเรียนในโรงเรียนรัฐบาลของ Providence ความขยันขันแข็งและรักการเล่นกีฬาทำให้ท่านกลายเป็นนักมวยปล้ำระดับรัฐเมื่อเรียนที่ Central High School และได้รับการบรรจุเข้า Rhode Island Wrestling Hall of Fame ในภายหลัง

หลังจากจบการศึกษาจาก Central High School ในปี 1953 แฟรงค์ได้เข้าเรียนที่ Providence College โดยศึกษาสาขารัฐศาสตร์ เพื่อจ่ายค่าเรียน ท่านต้องทำงานถึงสามงานพร้อมกัน ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจแน่วแน่ที่จะยกระดับชีวิตของตนเองและครอบครัว

หลังจบปริญญาตรีในปี 1958 แฟรงค์ได้งานเป็นครูสอนวิชารัฐศาสตร์อเมริกันที่โรงเรียน Hope High School ใน Providence แต่ความฝันที่จะเป็นทนายความยังคงอยู่ในใจ เนื่องจากไม่มีเงินเรียนโรงเรียนกฎหมายแบบเต็มเวลา ท่านจึงตัดสินใจเดินทาง 50 ไมล์จาก Providence ไป Boston ทุกวันหลังเลิกสอนเพื่อเรียนกฎหมายแบบกลางคืนที่ Suffolk University School of Law

เริ่มต้นอาชีพทนายความ
หลังจากสำเร็จการศึกษากฎหมายและสอบผ่านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ แฟรงค์เริ่มต้นการทำงานในสำนักงานกฎหมายเล็กๆ ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกการเมืองและการพิพากษา ประสบการณ์ในวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและการต่อสู้เพื่อความฝันทำให้ท่านเข้าใจถึงชีวิตของคนธรรมดาเป็นอย่างดี

อาชีพผู้พิพากษาและมรดกทางกฎหมาย
แฟรงค์ คาปริโอดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเทศบาล Providence ตั้งแต่ปี 1985 จนถึงมกราคม 2023 เป็นเวลากว่า 38 ปี ในระหว่างนี้ท่านได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมที่มาพร้อมกับความเมตตาจากการพิจารณาคดีที่ไม่เหมือนใครโดยการรักษาความยุติธรรมไปพร้อมๆกับรักษาความเป็นมนุษย์ของคนที่ได้รับการพิจารณาคดีไปพร้อมๆกันด้วย

นอกจากการเป็นผู้พิพากษาแล้ว ท่านยังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการการศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐ Rhode Island อีกด้วย ท่านได้ใช้ประสบการณ์และปัญญาในการพัฒนาระบบการศึกษาของรัฐ

ปรากฏการณ์ “Caught in Providence”
ชีวิตของผู้พิพากษาคาปริโอเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเมื่อการพิจารณาคดีในศาลของท่านได้รับการถ่ายทำและออกอากาศในรายการ “Caught in Providence” รายการนี้เริ่มต้นเป็นการถ่ายทำเพื่อความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม แต่กลับกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก

ความนิยมระดับโลก:
- ช่อง YouTube “Caught in Providence” มีผู้ติดตาม 2.92 ล้านคน
- วิดีโอต่างๆ มียอดชมรวมเกือบ 500 ล้านครั้งในปี 2022
- วิดีโอหนึ่งเดียวมียอดชมสูงสุด 43.6 ล้านครั้ง
- ในปี 2017 วิดีโอของท่านไวรัลทั่วโลกด้วยยอดชม 15 ล้านครั้ง
 
เหตุผลแห่งความนิยม:
รายการไม่ได้มีชื่อเสียงเพราะความบันเทิง แต่เพราะท่านแสดงให้โลกเห็นว่าความยุติธรรมสามารถดำเนินไปด้วยความเมตตา ความเข้าใจ และการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ตัวอย่างการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาแฟรงค์ คาปริโอ:

1. คดี Victor Colella - ชายวัย 96 ปีที่ยังขับรถพาลูกไปหาหมอ
สถานการณ์- Victor Colella ชายวัย 96 ปีถูกตั้งข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนดในเขตโรงเรียน เมื่อผู้พิพากษาคาปริโอถามเหตุผล Victor ตอบว่า “ผมขับรถช้าและขับเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น ตอนนั้นผมกำลังพาลูกไปเจาะเลือด”
ผู้พิพากษาคาปริโอถาม: “ลูกชายของคุณอายุเท่าไหร่?”
Victor ตอบ: “63 ปีครับ และเขาพิการ”

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- ให้ยกฟ้องทันทีพร้อมกับยกย่องความทุ่มเทของ Victor ที่มีต่อลูกชาย ท่านกล่าวว่านี่เป็นหนึ่งในคดีที่สะเทือนใจที่สุดในอาชีพการงานของท่าน

2. คดี Jenna Bettez - ครูประถมลูกสอง
สถานการณ์: Jenna Bettez ครูประถมถูกออกหมายเรียกเรื่องค่าปรับการจอดรถค้างชำระ 2 ใบ โดยมีลูกชายตัวเล็ก Luke และลูกสาววัยทารก Bella มาด้วย Jenna อธิบายว่าเธอเป็นครูประถมและกำลังดูแลลูกเล็กสองคนคนเดียว ทำให้มีภาระทางการเงินหนัก

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- ท่านมองเห็นความยากลำบากของแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ทำหน้าที่ครูและต้องเลี้ยงดูลูกเล็กสองคน ท่านจึงยกเลิกค่าปรับทั้งหมด พร้อมชื่นชมความทุ่มเทของเธอในการสอนหนังสือเด็กๆ

3. คดีชายส่งพิซซ่าผู้อพยพ
สถานการณ์:ชายผู้อพยพที่ทำงานส่งพิซซ่าถูกฟ้องเรื่องการจอดรถผิดที่ ภาษาอังกฤษของเขายังไม่ดีพอที่จะเข้าใจคำถามของผู้พิพากษาได้ชัดเจน และพบว่าชายคนนี้จอดรถผิดที่ขณะที่กำลังส่งพิซซ่า ซึ่งเป็นงานหารายได้เลี้ยงชีพ

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- ท่านใช้เวลาอดทนในการสื่อสารกับชายคนนี้ จนเข้าใจถึงความยากลำบากในการทำงานของผู้อพยพ และตัดสินใจลดค่าปรับลงอย่างมาก พร้อมกับให้กำลังใจในการทำงานหนักเพื่อครอบครัว

4. คดีผู้สูงอายุไปดูแลคู่ชีวิตป่วย
สถานการณ์: ผู้สูงอายุคนหนึ่งถูกตั้งข้อหาการจอดรถผิดที่หน้าโรงพยาบาล เมื่อผู้พิพากษาคาปริโอถามเหตุผล ชายผู้นี้อธิบายว่าเขาต้องมาดูแลภรรยาที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และไม่มีที่จอดรถว่างในบริเวณใกล้เคียง

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- ท่านเข้าใจถึงความจำเป็นและความรักที่มีต่อคู่ชีวิต จึงยกเลิกข้อหาทั้งหมด และแสดงความชื่นชมต่อความรักและความผูกพันระหว่างสามีภรรยา

5. คดีแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องพาลูกไปโรงเรียน
สถานการณ์: แม่เลี้ยงเดี่ยวถูกตั้งข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนด เธออธิบายว่ากำลังรีบพาลูกไปโรงเรียนเพราะตื่นสาย และต้องรีบไปทำงานเพื่อเลี้ยงดูลูก

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- แม้ท่านจะเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่ แต่ท่านก็เข้าใจถึงความยากลำบากของการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว จึงลดค่าปรับลงและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารเวลาอย่างอ่อนโยน

หลักการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาแฟรงค์ คาปริโอ

1. การมองดูบริบทโดยรวม
ท่านไม่เพียงแต่มองแค่ความผิดที่เกิดขึ้น แต่มองถึงสาเหตุและสถานการณ์ที่นำไปสู่ความผิดนั้น

2. การให้ความสำคัญกับครอบครัว
ท่านเข้าใจว่าการลงโทษหนักอาจส่งผลกระทบต่อครอบครัวของจำเลย โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

3. การแสดงความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ทุกคนที่เข้ามาในศาลของท่านได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ ไม่ว่าจะมาจากสภาพแวดล้อมใด

4. การให้โอกาสในการเรียนรู้
แทนที่จะลงโทษอย่างเดียว ท่านมักจะให้คำแนะนำและโอกาสในการปรับปรุงตนเอง

5. การช่วยเหลือผู้ที่ประสบความยากลำบาก.
ท่านแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจหรือสุขภาพ

ผลกระทบของแนวทางการพิจารณาคดีในแนวทางของผู้พิพากษาคาปริโอนั้นได้สร้างผลกระทบเชิงบวกไว้อย่างมากมาย จำเลยทุกคนจะได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความหวังและกำลังใจและเรียนรู้จากประสบการณ์แทนการถูกลงโทษเพียงอย่างเดียว

เป็นแบบอย่างของระบบยุติธรรมที่มีความเมตตาในสังคม สามารถสร้างความเชื่อมั่นในระบบกฎหมายและแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการให้อภัยและความเข้าใจสามารถเปลี่ยนแปลงคนได้ และในส่วนของระบบยุติธรรมนั้น ผู้พิพากษาคาปริโอได้พิสูจน์ว่าความเมตตาและความยุติธรรมไม่ขัดแย้งกัน จนสร้างให้เกิดแนวทางใหม่ในการพิจารณาคดีรวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้พิพากษาคนอื่นๆ ได้อย่างมาก

หัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา
แฟรงค์ คาปริโอไม่ใช่แค่ผู้พิพากษาธรรมดา แต่คือผู้ที่ทำให้ห้องพิจารณาคดีในศาลกลายเป็นสถานที่แห่งความหวัง ไม่ใช่แค่สถานที่แห่งการพิจารณาคดี ศาลของท่านเป็นสถานที่ที่จำเลยได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และที่ผู้ที่สมควรได้รับการช่วยเหลือได้รับโอกาสในการแก้ไขชีวิตและดูแลครอบครัวของตน 

ในยุคที่ความยุติธรรมมักจะเย็นชาและเป็นทางการ ผู้พิพากษาคาปริโอแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาคดีสามารถเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเข้าใจได้ ท่านมองเห็นมนุษย์ในตัวของทุกคนที่เข้ามาในศาลของท่าน ไม่ใช่แค่มองเห็นความผิดที่พวกเขาทำแต่เพียงเท่านั้น

บทเรียนจากโลกออนไลน์
รายการ “Caught in Providence” ที่นำเสนอชีวิตประจำวันของท่านในการพิจารณาคดีการจราจรและความผิดเล็กน้อยในโรดไอแลนด์ ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีผู้ติดตามมหาศาลทั่วโลก ความนิยมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบันเทิง แต่เกิดจากการที่ผู้คนทั่วโลกได้เห็นตัวอย่างที่แท้จริงของความเมตตาที่แสดงออกมาผ่านการปฏิบัติให้เห็นแบบชัดๆของผู้พิพากษาคาปริโอ ทุกตอนของรายการเป็นเสมือนบทเรียนที่สอนเราว่าการให้อภัย การเข้าใจ และการเปิดโอกาสให้กับคนอื่นสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้อย่างไร

มรดกแห่งความเมตตาที่ฝากไว้ให้กับโลก
แฟรงค์ คาปริโอเคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อใครบางคนเข้ามาและพวกเขาคิดว่าโลกกำลังจะจบลงเพราะปัญหาของพวกเขา และฉันสามารถช่วยพวกเขาได้ และเห็นความโล่งใจในดวงตาของพวกเขา นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดถึง”
คำพูดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นหัวใจของท่านที่ไม่เคยหยุดให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ และการช่วยเหลือผู้อื่น ท่านเข้าใจว่าแม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการฝ่าฝืนกฎจราจรก็อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนคนหนึ่งได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะหากคนๆ นั้นกำลังเผชิญกับความยากลำบากอยู่แล้ว

บทเรียนที่ยั่งยืน
ผู้พิพากษาคาปริโอสอนเราผ่านการกระทำของท่านว่า ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการลงโทษอย่างเคร่งครัดเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการมองหาวิธีที่จะช่วยให้คนกลับมาเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมได้ การแสดงความเมตตาไม่ได้หมายความว่าเป็นการปล่อยผ่าน แต่หมายความถึงการให้โอกาสมนุษย์คนหนึ่งในการเรียนรู้และเติบโต

ผู้ที่ผ่านห้องพิพากษาในศาลของท่านมามักจะได้รับมากกว่าการพิจารณาคดี พวกเขาได้รับ “มือที่วางบนไหล่เพื่อช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นการต่อสู้ที่ยากลำบากในปัจจุบัน” ท่านไม่เพียงแต่เป็นผู้พิพากษา แต่ท่านเป็นเสมือนพ่อ ครู และผู้ให้กำลังใจคนอื่นในตัวคนคนเดียว

ความทรงจำที่จะคงอยู่
การจากไปของ แฟรงค์ คาปริโอเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ แต่มรดกของท่านจะคงอยู่ตลอดไปในคนทุกคนที่เคยได้รับความเมตตาจากท่าน ในคนทุกคนที่ได้เรียนรู้จากตัวอย่างของท่าน และในคนทุกคนที่จะนำแนวทางของท่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

เราอาจไม่ได้เป็นผู้พิพากษา แต่เราทุกคนสามารถเป็นผู้สืบทอดของผู้พิพากษาคาปริโอได้ในวิถีของเราเอง ด้วยการแสดงความเมตตา ความเข้าใจ และการให้โอกาสแก่คนรอบข้าง ด้วยการมองเห็นความเป็นมนุษย์ในทุกคนที่เราพบเจอ และด้วยการเชื่อว่าทุกคนสมควรได้รับโอกาสครั้งที่สอง

วันนี้ ใดๆ Digestขอร่วมส่งความเคารพและความกตัญญูไปยังผู้พิพากษาแฟรงค์ คาปริโอผู้ที่เป็นที่รักและได้รับความเคารพจากคนทั่วโลก ผู้ที่แสดงให้เราเห็นว่าความเมตตาไม่ได้เป็นเพียงคุณธรรม แต่เป็นพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ทีละคน ทีละใจ มรดกของท่านจะคงอยู่ในหัวใจของผู้คนทั่วโลกที่ได้เรียนรู้จากสั่งที่ท่านแสดงให้เห็นว่า ความเมตตาคือพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้จริงๆ ทีละหัวใจ ทีละชีวิต

“ความยุติธรรมโดยไม่มีความเมตตาคือความโหดร้าย แต่ความเมตตาโดยไม่มีความยุติธรรมคือความอ่อนแอ”

แฟรงค์ คาปริโอสอนเราว่าทั้งสองอย่างสามารถเดินควบคู่กันไปได้อย่างสวยงาม

ผู้พิพากษาแฟรงค์ คาปริโอ(1936-2025) - ผู้พิพากษาแห่งความเมตตา ที่จะอยู่ในใจของผู้คนตลอดไป

ด้วยจิตคารวะ

‘ทรัมป์’ เปิดศึกกับมหาเศรษฐี ‘จอร์จ โซรอส’ ขู่เอาผิดฐานอยู่เบื้องหลังการประท้วงทั่วโลก

(28 ส.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์เฟซบุ๊กว่า…ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวอ้างโดยไร้หลักฐานว่า โซรอสมีส่วนสนับสนุนการจลาจลในสหรัฐฯ และควรเผชิญหน้ากับคดีอาญา

วันที่ 27 สิงหาคม 2025 สหรัฐอเมริกา — ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ดำเนินคดีต่อจอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีนักลงทุนและผู้ใจบุญเชื้อสายฮังการี ซึ่งกลายเป็นบุคคลสำคัญในทฤษฎีสมคบคิดของฝ่ายขวา

ในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ทรัมป์กล่าวว่า โซรอสและลูกชาย อเล็กซ์ ควรถูกฟ้องข้อหาสนับสนุนการจลาจลรุนแรงในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาไร้มูลที่เขาเคยพูดซ้ำหลายครั้งแล้ว

ทรัมป์แนะนำให้ใช้กฎหมาย RICO (Racketeer Influenced and Corrupt Organizations Act) ซึ่งโดยทั่วไปใช้กับคดีอาชญากรรมองค์กร เพื่อฟ้องโซรอส

> “จอร์จ โซรอส และลูกชายหัวรุนแรง ควรถูกดำเนินคดีด้วย RICO เพราะการสนับสนุนการประท้วงรุนแรง และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายทั่วสหรัฐฯ” ทรัมป์เขียน

“โซรอสและกลุ่มโรคจิตของเขาได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศเรา! รวมถึงเพื่อนบ้า ๆ ทางฝั่งตะวันตกของเขาด้วย ระวังไว้ เรากำลังจับตาดูอยู่!”

บุคคลฝ่ายขวาหลายราย เช่น นายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน ของฮังการี และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ต่างก็ยกเอาทฤษฎีสมคบคิดที่กล่าวหาว่าตระกูลโซรอสสนับสนุนการจลาจลและความไม่สงบทางการเมืองในประเทศของตน

ทรัมป์เองก็เคยอ้างทฤษฎีนี้ เช่น ช่วงที่เขาเสนอชื่อเบรตต์ คาวานาห์ ขึ้นเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาในปี 2018 เขากล่าวหาว่าการประท้วงต่อต้านคาวานาห์ได้รับการสนับสนุนจากโซรอส

โซรอสซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว มักตกเป็นเป้าของทฤษฎีสมคบคิดเชิงต่อต้านยิวจากฝ่ายขวาจัด

เขาเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Open Society Foundations (OSF) ที่สนับสนุนภาคประชาสังคมทั่วโลก ส่งเสริมประชาธิปไตย การสาธารณสุข ความยุติธรรมทางอาญา และการศึกษา โดยในปี 2023 มีรายงานว่า อเล็กซ์ โซรอส ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บริหารแทนบิดา

แม้ยังไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ ต่อโซรอส แต่การเคลื่อนไหวของทรัมป์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มแรงกดดันต่อคู่แข่งทางการเมือง พร้อมผลักดันอำนาจประธานาธิบดีให้กว้างขวางมากที่สุด

ด้านโฆษกของ Open Society Foundations ตอบโต้คำกล่าวหาของทรัมป์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า

> “ข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นเรื่องน่าตกใจและไม่เป็นความจริง มูลนิธิของเราไม่ได้สนับสนุนหรือให้เงินทุนแก่การประท้วงรุนแรงใด ๆ ภารกิจของเราคือส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และหลักการประชาธิปไตยทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

ตัวอย่าง “เงินทุนโซรอส” และการเปลี่ยนแปลงการเมือง

แม้ OSF จะปฏิเสธเสมอว่าไม่เกี่ยวข้องกับการโค่นล้มรัฐบาลโดยตรง แต่ในหลายประเทศ ฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่าเงินทุนจากเครือข่ายโซรอสถูกใช้เป็นแรงสนับสนุน “การเปลี่ยนแปลงระบอบ” ตัวอย่างเช่น:
ตัวอย่างกรณีที่ “ทุนโซรอส” ถูกมองว่าเป็นแรงผลักดันการทำลายประเทศ

1. จอร์เจีย – การปฏิวัติกุหลาบ (พ.ศ. 2546)
เงินทุนจาก Open Society Georgia Foundation ถูกใช้หนุน NGO และสื่อมวลชนที่ออกมาโหมกระแสต่อต้านรัฐบาล จนเกิดการลุกฮือและบังคับให้ประธานาธิบดีเอ็ดวาร์ด เชวาร์ดนัดเซ ต้องลาออก

2. ยูเครน – การปฏิวัติสีส้ม (พ.ศ. 2547)
เครือข่ายที่ได้รับการสนับสนุนจาก OSF มีบทบาทขับเคลื่อนเยาวชนและมวลชนบนท้องถนน จุดชนวนการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งใหญ่ และทำให้รัฐบาลเดิมสูญเสียอำนาจ

3. ตะวันออกกลาง – อาหรับสปริง (พ.ศ. 2554)
กลุ่มสื่อออนไลน์และองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ได้รับเงินทุนจากโซรอส มีบทบาทอย่างชัดเจนในการปลุกระดมมวลชนในตูนิเซีย อียิปต์ และลิเบีย ส่งผลให้ระบอบการปกครองหลายประเทศล่มสลาย กลายเป็นความโกลาหลและสงครามกลางเมือง

4. พม่า และกัมพูชา
เงินทุนจาก OSF ถูกส่งเข้าไปสนับสนุนองค์กรกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ซึ่งกลายเป็นช่องทางให้เกิดกระบวนการกดดันและบ่อนทำลายเสถียรภาพการเมืองภายในประเทศ

5. ประเทศไทย (พ.ศ. 2553–2563)
โครงการจำนวนมากที่ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายโซรอส มีส่วนสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมและสื่อพลเมือง ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวการแก้ไขกฏหมายและล้มล้างรัฐธรรมนูญ จนสังคมไทยแตกแยกและเกิดการประท้วงหลายระลอก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top