Tuesday, 14 July 2026
COLUMNIST

ประวัติศาสตร์การลอบสังหารในกัมพูชา (1975–2025) เครื่องมือขจัดฝ่ายตรงข้ามของผู้กุมอำนาจ

> "ในประเทศที่อำนาจรัฐไม่เคยมีวันล่มสลาย
การตายของผู้เห็นต่าง มักไม่ใช่อุบัติเหตุ
…แต่มักเป็นพิธีกรรมเงียบของอำนาจ"
บทนำ: การลอบสังหารในฐานะเครื่องมือของรัฐ

ประวัติศาสตร์การเมืองของกัมพูชาในครึ่งศตวรรษหลัง พ.ศ. 2518 มิใช่เพียงเรื่องของการเปลี่ยนผ่านระบอบ หากแต่เต็มไปด้วยร่องรอยของ "การใช้ความตายเป็นวาทกรรมแห่งการปกครอง" ไม่ว่าจะโดยรัฐนิยมเผด็จการ คอมมิวนิสต์ หรือประชาธิปไตยปลอม

รูปแบบของ 'การลอบสังหาร' ในกัมพูชามิได้ปรากฏในแบบที่โลกตะวันตกนิยาม — หากแต่มักผสานกลวิธีระหว่าง การปิดปาก, การลงโทษเชิงตัวอย่าง, และ การกำจัดเชิงสัญลักษณ์ ผ่านกลไกเงียบที่ยากจะสืบสาวถึงผู้บงการ

1. การสังหารในนามอุดมการณ์: เขมรแดงและศิลปะของการกวาดล้าง
ในยุคของเขมรแดง (1975–1979) ระบอบของพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาได้แปลงสังคมให้กลายเป็น "ห้องสังหารขนาดยักษ์" ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นศัตรูของการปฏิวัติ — ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ปัญญาชน หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่พรรคตนเอง — ต่างถูกกำจัด

กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือการประหาร Hu Nim, Khoy Thoun และแม้แต่ Son Sen ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกระดับสูงของพรรคที่ถูกกล่าวหาว่า "ทรยศ" และถูกสังหารพร้อมทั้งครอบครัวในปี 1997 ภายหลังจากระบอบล่มสลาย
เอกสารในเรือนจำ S-21 (Tuol Sleng) ยืนยันรูปแบบของการทรมานและการ “จัดทำคำรับสารภาพล่วงหน้า” ซึ่งสะท้อนแนวคิดการฆ่าแบบมีพิธีกรรม
> สารภาพก่อนตาย คือการชำระล้างบาปทางอุดมการณ์
เพื่อให้ความตายกลายเป็นการล้างความชอบธรรมของเหยื่อ

2. การรัฐประหารเงียบ: 1997 และการลอบสังหารในนาม 'ความมั่นคง'
ในปี 1997 พลเอก ฮุน เซน ดำเนินการรัฐประหารกับรัฐบาลผสมที่มี เจ้าชายรณฤทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีร่วม โดยใช้ข้ออ้างเรื่อง 'การรักษาเสถียรภาพ'

ข้อมูลจาก Human Rights Watch ระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ของพรรค FUNCINPEC และทหารฝ่ายตรงข้ามอย่างน้อย 40 ราย ถูกสังหารหรืออุ้มหาย ภายในเวลาไม่กี่วัน หลายรายถูกประหารในสถานที่ลับหลังจับกุม ซึ่งไม่มีการพิจารณาคดีใด ๆ
กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบของ "การลอบสังหารโดยรัฐ" ที่ได้รับการปกปิดอย่างมีระบบ โดยผสาน เครื่องมือข่าวกรอง, กองกำลังพิเศษ, และ การนิ่งเฉยของกระบวนการยุติธรรม

3. การลอบสังหารเชิงสัญญะ: เมื่อนักคิดต้องตาย
ช่วงหลังปี 2000 เป็นต้นมา ปรากฏ “การตายมีเงื่อนงำ” ของนักกิจกรรม นักข่าว และนักวิชาการที่มีบทบาทต่อต้านระบอบอย่างชัดเจนหลายราย:

Kem Ley (2016): นักวิจัยและนักวิจารณ์นโยบายรัฐ ถูกยิงตายกลางวันแสก ๆ ในร้านกาแฟ หลังจากเปิดเผยรายงาน “Global Witness” ที่กล่าวหาการสะสมทรัพย์สินของครอบครัวฮุน เซน ผู้ต้องหาถูกจับในนาม “หนี้ส่วนตัว” แต่กระบวนการสอบสวนเต็มไปด้วยข้อสงสัยและปกปิดหลักฐาน

Chut Wutty (2012): นักสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบการตัดไม้ในจังหวัดโคห์คอง ถูกยิงตายโดยทหารขณะเก็บข้อมูล เจ้าหน้าที่ผู้ยิงตายถูกระบุว่า “ฆ่าตัวตายทันทีหลังลงมือ” ซึ่งนักสิทธิมนุษยชนหลายรายมองว่าเป็น "การสร้างพยานปลอม"

Chea Vichea (2004): ผู้นำแรงงาน ถูกยิงกลางเมือง มีการจับแพะรับบาปในคดีที่ไม่มีพยานหลักฐาน —ภายหลังศาลสั่งปล่อยตัวแต่ไม่เคยจับผู้กระทำผิดจริง

การตายของบุคคลเหล่านี้ไม่เพียงแต่ปลิดชีพ แต่ยังแฝง “ข้อความเงียบ” ว่า “แม้ไม่มีเครื่องแบบ ก็เป็นภัยต่อรัฐได้ หากมีเสียง”

4. ความตายไร้พรมแดน: สังหารนอกประเทศและการไล่ล่าแบบข้ามรัฐ
ในทศวรรษ 2020s ปรากฏแนวโน้มการลอบสังหารในต่างแดน โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยทางการเมืองในประเทศไทย เช่น: Lim Kimya (2025): อดีต ส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชา ถูกยิงเสียชีวิตในกรุงเทพฯ โดยมีพยานหลักฐานว่าผู้ต้องหาเคยมีสัมพันธ์กับรัฐกัมพูชา

ผู้นำฝ่ายค้าน Sam Rainsy ออกมากล่าวชัดว่า “นี่คือคำสั่งโดยตรงจากพนมเปญ” — แต่รัฐบาลฮุน เซนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา รายงานจาก UNHCR ยังระบุถึง รูปแบบการจับกุม-ส่งกลับผู้ลี้ภัย แบบไม่เป็นทางการ รวมถึง “การหายตัวไป” ของนักเคลื่อนไหวกัมพูชาในประเทศไทย โดยไม่มีคำอธิบายจากทั้งสองรัฐบาล
> การสังหารทางการเมืองไม่ได้สิ้นสุดลงที่พรมแดน
หากแต่แปรสภาพเป็นสงครามข่าวสาร การหายตัว และความตายที่ไม่มีใครรับผิดชอบ

บทสรุป: เครือข่ายของความตาย
เงื่อนงำทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า “การลอบสังหาร” ในกัมพูชา มิได้เป็นเหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่คือส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจที่ยังคงดำรงอยู่
ผู้ถูกสังหาร มักมีคุณลักษณะร่วม: “วิพากษ์อำนาจ–มีอิทธิพลในสังคม–ยึดถืออุดมการณ์ประชาธิปไตย”

ผู้กระทำ มักไม่มีตัวตนแน่ชัด — แต่เงาของรัฐ, พรรค, และผู้มีอำนาจ มักอยู่เบื้องหลังเสมอ กระบวนการยุติธรรมไม่เคยสว่างพอสำหรับเหยื่อ แต่สว่างพอที่จะปกป้องผู้รอดชีวิตที่มีอำนาจ
> การตายของพวกเขา...อาจไม่เคยได้รับความยุติธรรม
แต่ได้เขียนประวัติศาสตร์อีกบทที่รัฐเผด็จการไม่อาจลบได้ง่าย ๆ

ข้อเท็จจริงเบื้องหลังข่าวลือ "โดรน 4,000 ลำ" ของกัมพูชา ชี้เป็นเพียง “งานสาธิตเทคโนโลยีจีน” ไม่ใช่การส่งมอบอาวุธ

(4 ส.ค. 68) ล่าสุดข้าพเจ้าได้มีโอกาสคุยกับแหล่งข่าวต่างชาติที่น่าเชื่อถือในวงการโดรน ท่านหนึ่ง ... เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก เชื่อว่าน่าจะแก้ไขสงสัยในข่าวลือที่หลายคนยังคงกังวลอยู่  รวมไปถึงทำให้เราเข้าใกล้ข้อเท็จจริงมากขึ้นเกี่ยวกับโดรนของกัมพูชาครับ

จุดเริ่มต้นจาก “งานสาธิตเทคโนโลยี” ไม่ใช่การส่งมอบอาวุธ ในช่วงปลายเดือนมกราคม ปี 2567 ประเทศกัมพูชาได้จัดกิจกรรมสาธิตเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ณ สนามบินทหารจังหวัดกำปงชนัง โดยเป็นความร่วมมือเชิงเทคนิคกับบริษัทผู้ผลิตจากจีน คือ China National Aero-Technology Import & Export Corporation (CATIC)

การจัดงานมีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพของเทคโนโลยีโดรนต่อเจ้าหน้าที่ทหารและสาธารณชน เพื่อประกอบการศึกษาด้านยุทธศาสตร์และเทคนิคในอนาคต ไม่ได้เป็นพิธีส่งมอบ หรือมีข้อตกลงซื้อขายอาวุธใด ๆ เกิดขึ้น

จากข้อมูลที่ได้รับภายหลังจากแหล่งที่เกี่ยวข้องได้ ยืนยันว่า
>****ไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการส่งมอบโดรนจากจีนให้กัมพูชาในช่วงเวลาดังกล่าว*****
เรื่องนี้สำคัญมากเพราะว่าทำให้ข้อเท็จจริงบางส่วนต้องพิจารณาใหม่ ดังนั้นเรื่องความกังวลใจที่เกินเลยไปจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอยากให้คลี่คลายออกไปนะครับ

สาเหตุข่าวลือปี 2568: ความเข้าใจผิดที่ทำให้ตื่นตกใจอยู่
ในช่วงต้นปี 2568 เริ่มมีข่าวสะพัดว่า กัมพูชาครอบครองโดรนจำนวนมากผิดสังเกต  และในช่วง พฤษภาคมปี 2568 มีการใช้โดรนประเภท kamikaze หรือโดนสังหาร ในสนามรบระหว่างไทยกัมพูชา ซึ่งตอนแรกผู้คนต่างสงสัยว่าอาจจะมีนักรบรับจ้าง จากประเทศอื่นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง...

ซึ่งกระแสข่าวนี้ทำให้ทั้งภาคประชาชนและฝ่ายความมั่นคงของไทยเริ่มให้ความสนใจว่าโดรนเหล่านั้นมีแหล่งที่มาจากที่ใดได้บ้าง โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับภาพจำของความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับจีนก่อนหน้านี้

สื่อสังคมออนไลน์ นักวิเคราะห์ และนักวิชาการบางรายเริ่มตั้งข้อสังเกตตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ว่า หากกัมพูชามีโดรนจำนวนมากผิดปกติ อาจได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ และจีนมักถูกวางเป็น “ผู้ต้องสงสัย” อันดับต้น ๆ

และเมื่อเกิดความขัดแย้งชายแดนจริงในเดือนพฤษภาคม 2568 ฝ่ายกัมพูชาเริ่มใช้โดรนในปริมาณที่มากขึ้นและมีบทบาทในการลาดตระเวนและปฏิบัติการทางยุทธวิธีอย่างชัดเจน

นี่เองที่ทำให้ฝ่ายไทย โดยเฉพาะประชาชนและหน่วยงานด้านความมั่นคง เริ่มตั้งข้อสงสัยมากขึ้นว่า “โดรนเหล่านี้มาจากไหน?”

แม้ก่อนหน้านี้จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากนัก
อย่างไรก็ตามที่ข้าพเจ้าเคยอนุมานไว้แล้วข้าพเจ้าเชื่อว่ารัฐบาลจีนน่ะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้โดรนเหล่านี้ในสนามรบระหว่างไทยกัมพูชา การได้ข้อมูลยืนยันเช่นนี้ ก็มีมูลที่ support สิ่งที่เป็นสมมติฐานได้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น

แต่สิ่งผิดจากการอนุมานนะตอนนี้คือ drone จำนวนมากของกัมพูชานั้น ไม่ใช่ของจากบริษัทจีนที่กล่าวถึงในข่าวลือเลย

> สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ความมั่นคง ขอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเคยเข้าใจผิดอยู่จุดหนึ่ง — คือการประเมินว่างานสาธิตโดรนในปี 2567 เป็นการส่งมอบจริง เรื่องนี้ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขข้อเท็จจริงให้ถูกต้องเรื่องนี้ถือว่าเป็นความเข้าใจผิดของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเคยเชื่อว่ากัมพูชาน่าจะได้รับการสนับสนุนโดรนจากจีนเพื่อนำมาใช้ในนโยบายความมั่นคงหรือเตรียมพร้อมทางทหาร

แต่เมื่อได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่เชื่อถือได้  ก็ปรากฏชัดว่า
> จีนไม่ได้มีการซื้อขายหรือส่งมอบโดรนรุ่นใดให้แก่กัมพูชาในลักษณะดังกล่าว
จุดนี้เองที่ทำให้ข้าพเจ้าเห็นว่าควร “ตัดชื่อจีน” ออกจากสมมติฐานในกรณีนี้ และถือโอกาสชี้แจงเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเห็นภาพที่ตรงกับข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานที่ประจักษ์ชัดว่าโดรนจำนวนที่ประเมินเอาไว้ว่ามีจำนวนหลักพันที่กัมพูชานำมาใช้นั้นเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน รวมถึง ได้รับการระบุจากแหล่งข่าวว่าบริษัทจากจีนไม่ได้จัดส่งยุทโธปกรณ์ระดับนี้ให้กัมพูชาแต่อย่างใดด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ข้าพเจ้ายืนยันความคิดอย่างหนึ่งก็คือข้าพเจ้ามองเห็นผลเสียที่ ประเทศจีนจะได้รับหากสนับสนุนอาวุธให้กับรัฐบาลกัมพูชา หากกับพูชานำไปใช้ในการโจมตีเพื่อนบ้าน...ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่พออนุมานได้ชัดเจน และยังยืนยันอยู่เช่นนี้เช่นกัน

🔍 สรุปท้ายบท: ต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากความกังวล
ในเรื่องการข่าวที่ระบุว่ากัมพูชาครอบครองโดรนจำนวนมากนั้น ยังคงไม่สามารถตัดทิ้งไปได้ เพราะมีสัญญาณจากการใช้งานจริงในสนามรบที่น่าจับตา โดรนจำนวนมาก ขนาดเล็กขนาดใหญ่รวมไปถึง uav ถูกใช้ในสนามรบในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

แต่สิ่งหนึ่งที่ ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากข้อมูลภายนอก คือ  จีนไม่ได้มีการซื้อขายหรือส่งมอบโดรนในรุ่นที่ถูกกล่าวถึงในข่าวลือดังกล่าว

ข้อมูลที่ได้รับจากผู้มีความเกี่ยวข้องกับแหล่งผลิตโดยตรง ทำให้ประเด็น "จีนอยู่เบื้องหลังโดรนจำนวนมากในกัมพูชา"

ไม่สามารถยืนยันได้ และควรถูกแยกออกจากข้อสันนิษฐานในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เราทุกฝ่ายยังคงจำเป็นต้องติดตามดู “หน้างานสงคราม” ต่อไปว่า จะมีการใช้โดรนรุ่นใด ในพื้นที่สงครามความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา และมีลักษณะการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยในลักษณะใดอีกบ้าง
เพื่อรักษาข้อเท็จจริงและช่วยเหลือผู้คนได้ดีที่สุดครับ

‘ไอโอเขมร’ ปลอมเพจ!! เป็นคนไทย ปั่นกระแส!! ให้คนไทยทะเลาะกันเอง

(3 ส.ค. 68) เริ่มมีพฤติกรรม ปลอมแปลง Pages จากฝั่งกัมพูชาเป็น Pages ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยแล้วก็เข้ามาปั่นกระแสให้คนไทยทะเลาะกันเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลการสู้รบดังนั้นตอนนี้เราต้องระมัดระวังในการเสพข่าวจากเพจที่ไม่รู้จักให้มากขึ้น

บอกเพื่อนชาวต่างชาติ ถึงความจริง กรณีข้อพิพาท ‘ไทย – กัมพูชา’

(2 ส.ค. 68) คอลัมน์ ใดใด Digest ในวันนี้ ขอส่งเสียงดังดัง ไปยังทั่วโลก ให้ได้รับรู้ถึง ‘ความจริง’  

Truth From Thailand

Dear all my friends out there,

During the past few days, you may have noticed from the news sources around the globe that there has been a conflict between Thailand and Cambodia along the border line.  There were days of military clashes in several battlefields. Lives are lost on both sides. Peace has been taken away.  

Then, you may have also noticed that there were groups of Cambodian descents and immigrants gathering in some cities in the US, Europe, Austria and New Zealand trying to tell the world that Thailand has started this war by shooting first while Cambodian government spokesperson and social media influencers have been saying the same things repeatedly. Not only blaming that Thailand has shot the first bullet but also telling the world to fake, uncheckable and even unreal informations such as Thai military aircraft spreads poisonous gas to kill Cambodian civilians and soldiers while using and sharing a false image of an original picture from US wildfire suppression mission in California or things like Cambodian troops have shot down many Thai army’s F-16 aircrafts, etc. Worst of all, the Cambodian government declared a lie to the world that Thai military troops have shot the first bullet while , in fact, there are several verifiable evidences that Thailand didn’t neither start the attack nor attempted to use military force in this conflict. It is , with proven and visible facts, Cambodian government who intentionally began to attack Thai soldiers and ,worst of all, Thai innocent civilians. 

Please let me give you some proven examples. 

1. According to the analysis from Nathan Ruser, a satellite data analyst at the Australian Strategic Policy Institute (ASPI), there were most significant signs of military buildup and rising tensions originated from the Cambodian side. Cambodian military forces had reinforced various positions and rapidly deployed strategic reinforcements immediately afterward, according to the heat map caught on satellite. 

2. On 16th & 23rd July 2025, prior to 24th (the 1st day of the clash), Thai soldiers have severely injured (losing legs) by stepping on the land mines which are examined and found as brand new later on. Even the photo taken at Ta Kwai castle area (one of the battlefields) by Cambodian press shows many brand new PMN2 land mines ready to be embedded to the ground. This is absolutely against the Ottawa treaty (an international agreement that bans the use, stockpiling, production, and transfer of anti-personnel landmines) that both Thailand and Cambodia have signed. 

3. There are proven evidences showing that Cambodian troops have used several UNESCO certified World’s heritage sites as military bases. This is serious violation of the international law, particularly the 1954 Hague Convention that states “the cultural property can not be used for military purposes. Again, Cambodia has signed this convention. 

4. Civilian targets within Thai border have been destroyed by Cambodian fire power “on the first day of the clash”. This includes Convenient store (7-11), Civilian houses, Hospital and Schools. Those have been shot at and destroyed. This is truly a violation of the Geneva Convention Relative to the Protection of Civilian Persons in Time of War of 12 August 1949. 

During the past week, Thai people have witnessed too many ravaging incidences caused by this unnecessary warfare. We have seen our heroes fall after their acts of valor, innocent lives were taken including little children and their mothers and grief of those who lost their beloved ones. We have seen smoke of gunfires, bullets flying , bloods and tears. 

Even though, I cannot speak on behalf of all Thais but as far as I’m concerned, we don’t despise Cambodians. Historically, we have been very supportive to them as their closest neighbor and friend. When countless numbers of Cambodian fled to Thailand in order to escape Khmer Rouge, we opened our door to them and set up camps on our soil to comfort and protect them for the sake of friendship and humanity. Nowadays, we have been giving Cambodian people supports on education, jobs,  medical treatments, financial and economic subsidies. 

Thai people are usually peaceful by nature ,however, when it comes to a fight, we firmly stand our ground. All we want is to protect our sovereignty and maintaining our humanity at all cost. 

Therefore, I am sending you this message as if I were standing right in front of you with hope in my heart, asking you to consider these visible evidences that I have mentioned and more with your unbiased recognition and stand impartially with the truth. 

A truth that will eventually bring peace and justice to every soul who lives and falls.

Sincerely, 

Kavil Navanugraha 

An Ordinary Thai

#TruthFromThailand

ด้วยจิตคารวะ

มหันตภัยไวรัสคอมพิวเตอร์ยุคปี 2000 ที่สร้างความเสียหายไปทั่วโลกกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ILOVEYOU หรือบางครั้งถูกเรียกว่า Lovebug หรือ Loveletter เป็นไวรัสที่แพร่ระบาดในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ใช้ Windows กว่าสิบล้านเครื่องในวันที่ 4 พฤษภาคม 2000 ซึ่งเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่โลกพึ่งผ่านพ้นความกลัวต่อวิกฤตการณ์ Y2K หรือที่เรียกว่า ปัญหา Y2K (Y2K bug) ย่อมาจาก "Year 2000 bug" อันเนื่องมาจากเปลี่ยนศักราชจากปี 1999 เป็นปี 2000 ซึ่งเป็นปัญหาทางคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้นจากวิธีการจัดเก็บ ปี ในรูปแบบ สองหลัก เช่น ปี 1999 แทนด้วย "99" แทนที่จะเป็น "1999" โดยผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดก่อนปี 2000 ซึ่งหลายคนกลัวว่าจะเกิด ได้แก่: ความเสียหายทางการเงิน, ระบบคอมพิวเตอร์ในธนาคารหยุดทำงาน, ระบบควบคุมอากาศยาน หรือกระทั่งอาวุธนิวเคลียร์มีปัญหาถึงขั้นล้มเหลว หรือการขัดข้องของระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา แต่เอาเข้าแล้วก่อนผลลัพธ์จริง ได้มีการเตรียมการและแก้ไขระบบล่วงหน้าในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ ทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อแก้ไขโค้ด เมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม 2000 ปรากฏว่า ระบบคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ของโลกทำงานได้เป็นปกติ โดยมีปัญหาเกิดขึ้นจริงเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ระบบตั๋วรถไฟล่าช้า หรือเครื่องพิมพ์ใบเสร็จพิมพ์วันที่ผิด

แต่กรณีของไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU เป็นหนึ่งในไวรัสคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อเสียงและสร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยแพร่ระบาดไปทั่วโลกในปี ค.ศ. 2000 “ไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU” เป็น เวิร์ม (worm) ที่ถูกส่งผ่านทางอีเมลในรูปแบบของจดหมายรัก โดยมีหัวเรื่องว่า: Subject: ILOVEYOU และแนบไฟล์ชื่อว่า: LOVE-LETTER-FOR-YOU.TXT.vbs ซึ่งเป็นไฟล์ VBScript (.vbs) แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ในขณะนั้นไม่รู้จักนามสกุลไฟล์ .vbs และมักเข้าใจว่าเป็นไฟล์ข้อความธรรมดา (.txt) จึงเปิดไฟล์โดยไม่ระวัง และทำให้ติดไวรัส เมื่อผู้ใช้เปิดไฟล์ เวิร์มจะรันโค้ด VBScript ที่คัดลอกตัวเองส่งต่อไปยังรายชื่อใน สมุดที่อยู่อีเมล (Address Book) ของ Microsoft Outlook แก้ไขหรือทำลายไฟล์ภาพ เพลง เอกสาร เช่น .jpg, .mp3, .doc แอบดาวน์โหลดไฟล์เพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตเพื่อรันโค้ดอันตราย และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านอีเมลไปทั่วโลกภายในไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อคอมพิวเตอร์มากกว่า 50 ล้านเครื่องทั่วโลก หน่วยงานต่าง ๆ เช่น Pentagon, CIA, ธนาคารในสหราชอาณาจักร และบริษัทใหญ่ๆ ถึงกับต้องปิดระบบอีเมลเป็นการชั่วคราว โดยความเสียหายที่ประเมินรวมกว่า 5–10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผู้สร้างไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU คือ Onel de Guzman วัย 24 ปี ขณะนั้นยังเป็นนักศึกษาของวิทยาลัยคอมพิวเตอร์ AMA ของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีฐานะยากจนและต้องหาเงินเพื่อใช้อินเทอร์เน็ตแบบ dial-up (ระบบเชื่อมอินเทอร์เน็ตด้วยการต่อสัญญาณโทรศัพท์เป็นครั้ง ๆ และค่าใช้จ่ายคิดตามเวลา) Guzman ผู้ซึ่งเชื่อมั่นว่า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนทุกคน เขาได้อ้างว่าไม่ได้ตั้งใจทำให้โปรแกรมมัลแวร์ไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU แพร่กระจายไปทั่วโลก แต่ออกแบบไว้เพียงเพื่อใช้ขโมยรหัสผ่านอินเทอร์เน็ตแบบ dial-up เท่านั้น โดยผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะได้รับอีเมลที่ดูเหมือนจดหมายสารภาพรัก ดูเหมือนจะเป็นจดหมายที่ค่อนข้างธรรมดา แต่ก็ดูเหมือนจะมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่น่าสนใจกว่าในไฟล์ข้อความด้วย แต่เมื่อถูกเปิดออกมา มันจะส่งสำเนาของตัวเองไปยังอีเมลทุกฉบับในสมุดที่อยู่ของผู้ใช้คอมพิวเตอร์รายนั้น ด้วยการสร้างสำเนาของตัวเองภายใต้ชื่อที่แตกต่างกัน โดยแอบอ้างว่าเป็นไฟล์ไลบรารี Microsoft Windows ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และจะซ่อนไฟล์ .mp3 (เพลง) ใด ๆ ที่มีอยู่ และใส่สำเนาที่ติดไวรัสไว้แทนที่ และดาวน์โหลดโปรแกรมที่คัดลอกรหัสผ่านและส่งกลับไปยังผู้สร้างไวรัส มันจะทำการลบไฟล์และซอฟต์แวร์ และซ่อนไว้ สร้างสำเนาที่มีข้อบกพร่องซึ่งใช้งานไม่ได้หรือแทบจะใช้งานไม่ได้เลย จึงเป็นภัยพิบัติทางคอมพิวเตอร์ที่ผิดธรรมชาติ ไวรัสแพร่ดังกล่าวกระจายอย่างรวดเร็วราวกับไฟป่า แพร่กระจายไปทั่วโลก ครั้งหนึ่งมันเข้าถึงคอมพิวเตอร์ประมาณ 45 ล้านเครื่องภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ก่อให้เกิดความเสียหายเกือบ 8 พันล้านเหรียญทั่วโลก ทำให้บรรดาคอมพิวเตอร์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หน่วยงานราชการ และสถาบันเอกชน ต่างก็มีไฟล์เสียหายหรือถูกลบไป

ในที่สุดการตามล่าก็มาจนเจอกับ Onel de Guzman จากการสอบสวนซักถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้อะไรเลย ขณะนั้น ความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของผู้ใช้ทั่วไปยังน้อย ระบบอีเมลไม่ปลอดภัยพอหากไม่มีการกรองไฟล์แนบ เมื่อเป็นเช่นนี้ ฟิลิปปินส์และบรรดาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจึงรีบออกกฎหมายอาชญากรรมไซเบอร์ แต่ปรากฏว่า Guzman กลับไม่ต้องรับโทษเลย ด้วยเหตุที่เขาก่ออาชญากรรมนี้ก่อนที่จะมีการบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ ตามรัฐธรรมนูญของฟิลิปปินส์ ห้ามการใช้กฎหมายที่มีผลย้อนหลัง และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Guzman รอดพ้นการถูกดำเนินคดีไป ระหว่างการสืบสวนเรื่องนี้พบว่า Guzman ไม่ได้ปิดบังเรื่องมัลแวร์ของเขาเลย ด้วยตอนที่กำลังสืบสวน เจ้าหน้าที่พบว่า หลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงเขากับอาชญากรรมนี้คือวิทยานิพนธ์ที่เขาเขียนเองก่อนที่วิทยาลัย AMA จะปฏิเสธ และเขาจึงลาออก ในปี 2020 นักข่าวที่กำลังค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์พบว่า Guzman ทำงานเป็นเจ้าของร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือในกรุงมะนิลา

Guzman ได้โต้แย้งว่า เหตุใดโปรแกรมดังกล่าวสามารถขโมยรหัสผ่านพื้นฐานของอินเทอร์เน็ตได้จึงสมเหตุสมผล ด้วยเพราะ คนจนก็ควรมีสิทธิ์ใช้เว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่พวกเขาไม่มีเงินซื้อ เพราะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นสิทธิของพลเมืองทุกคน หากพวกเขาไม่มีเงิน คนที่มีสิทธิ์ก็ควร "แบ่งปัน" อินเทอร์เน็ตให้กับพวกเขา การระบาดอย่างรุนแรงเริ่มในท้องที่ Pandacan ของกรุงนิวเดลีในอินเดียเมื่อ 4 พฤษภาคม 2000 หลังจากนั้นก็ระบาดไปทั่วทั้งระบบผ่านระบบโดยเคลื่อนตัวไปยังที่ต่างๆ...ฮ่องกงแล้วก็ถึงแล้วยุโรป และสุดท้ายคือ อเมริกา ในกรณีที่ใช้รายการส่งเมลเป็นเป้าหมายของการรับรู้จึงมักจะมาจากคนรู้จัก และด้วยเหตุนี้จึงมักจะถูกมองว่า "ปลอดภัย" โดยที่เหยื่อเป็นพิเศษให้เปิดอ่านเพิ่มเติม มีผู้ใช้ในแต่ละรายในแต่ละเว็บไซต์ที่ต้องเข้าถึงไฟล์แนบสืบต่อข้อความบ่อยครั้งเป็นล้านข้อความของระบบผู้ดูแลระบบและเขียนทับไฟล์หลายล้านไฟล์ในแต่ละครั้งเครือข่ายที่ตามมา ภายในเวลาสิบวันมีรายงานการติดไวรัสมากกว่าห้าสิบล้านครั้ง และการซ่อมแซมแก้ไขถึง 10% ของคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานในบริษัทต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักร ไวรัสเข้าถึงอีเมลของสภาผู้แทนเมื่อ 4 พฤษภาคม 2000 ทำให้เซิร์ฟเวอร์ถูกปิดลงเป็นเวลาสองชั่วโมง และยังส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารของเบลเยียม ในสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดผลกระทบต่อหน่วยงานรัฐบาลกลาง และกระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม เครือข่ายของกระทรวงกลาโหม โดยสำนักข่าวกรองกลาง และกองทัพบกสหรัฐฯ มีหน่วยงานที่ติดไวรัส 2,258 แห่ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึง 79,200 ดอลลาร์สหรัฐ สำนักงานบริหารสุขภาพทหารผ่านศึกได้รับอีเมล์ ILOVEYOU 7,000,000 ฉบับ ระหว่างเวลาที่ทำงานปกติ 240 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ในปี 2012สถาบันสมิธโซเนียนจัดให้ ILOVEYOU เป็น 1 ใน 10 ไวรัสคอมพิวเตอร์ที่มีความสำคัญที่สุด

ครอบครัวผู้สูญเสียยืนอยู่เงียบ ๆ เรียกหา ‘ความยุติธรรม’ ขณะที่ทูตโลกยืนมองความจริงจาก ‘อาชญากรรมสงคราม’

บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ — จุดที่จรวด BM-21 จากฝั่งกัมพูชาตกใส่ปั๊มน้ำมัน และร้านสะดวกซื้อกลางชุมชนไทย

วันนี้...ท่ามกลางแสงแดดที่แผดกล้า เงาของกรอบรูปผู้เสียชีวิตจากจรวด BM-21 ของกัมพูชา — ตั้งเรียงอยู่เบื้องหน้าซากปั๊ม ปตท. และร้านสะดวกซื้อที่พังยับเยิน

ครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 8 รายไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้ร้องขออะไรเกินไปกว่าคำว่า “ความยุติธรรม”
พวกเขาเพียงแค่มายืน
…ยืนเพื่อเป็นพยาน
…ยืนเพื่อถามคำถามที่ไม่มีใครในฝั่งกัมพูชากล้าตอบ
ว่าทำไมอาวุธสงครามถึงถูกยิงใส่ “พลเรือน”

หลักฐานอยู่ตรงหน้า — ไม่มีข้อแก้ตัวใดหลีกเลี่ยงได้อีก
การเยือนพื้นที่จริงของคณะทูตและทูตทหารจากกว่า 30 ประเทศ รวมถึง สื่อมวลชนต่างชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นการเปิดเผย “ความจริง” ที่กัมพูชาไม่สามารถกลบเกลื่อนได้อีกต่อไป

ผู้บาดเจ็บ 10 ราย รวมถึงเด็กในชุมชน คือหลักฐานของการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และซากจาก BM-21 ที่ฝังอยู่ในพื้นดินก็คือ “เสียงโต้แย้ง” ที่ดังยิ่งกว่าคำแถลงการณ์ใด ๆ ของกัมพูชา

คณะผู้ร่วมตรวจสอบความจริงในพื้นที่:
พล.ท.อานุภาพ ศิริมณฑล – รองเสนาธิการทหารบก
พล.อ.ท.ณรัฐ บุญประเสริฐ – เจ้ากรมกิจการพลเรือน ทอ.
นายรัศม์ ชาลีจันทร์ – ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เอกอัครราชทูตและอุปทูตจาก 11 ประเทศ
ทูตทหารจาก 23 ประเทศ
สื่อมวลชนจากทั้งไทยและต่างประเทศ

นี่ไม่ใช่แค่ “การปะทะตามแนวชายแดน” — แต่นี่คือ อาชญากรรมสงคราม
และโลกกำลัง “เห็น” ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
> เมื่อทูต-ทูตทหารจากนานาชาติ ยืนอยู่ต่อหน้าความเสียหาย และเงียบไป — นั่นคือเสียงที่ดังกว่าอะไรทั้งหมด

เสียงสะท้อนจากแนวหน้า ‘ทหารกัมพูชา’ กับความ “น้อยเนื้อต่ำใจ” เหมือนถูกทอดทิ้งกลางสมรภูมิ

(30 ก.ค. 68) [ข่าวลือวงใน] เสียงสะท้อนจากแนวหน้า ทหารกัมพูชา “น้อยเนื้อต่ำใจ” เหมือนถูกทอดทิ้งกลางสมรภูมิ

ท่ามกลางความเงียบเชียบของแนวปะทะที่เพิ่งสงบลง กระแสความไม่พอใจและความน้อยเนื้อต่ำใจในหมู่ทหารแนวหน้ากัมพูชายังคงคุกรุ่น โดยแหล่งข่าวภายในที่ไม่ประสงค์ออกนามเผยว่า มีกระแสตัดพ้ออย่างหนักจากกำลังพลระดับล่าง ที่รู้สึกว่า “ถูกทอดทิ้ง” และ “ไม่มีใครเห็นคุณค่า” ของพวกเขาในสมรภูมิจริง

หนึ่งในคำกล่าวที่สะท้อนความรู้สึกนี้ได้ดีที่สุด คือคำพูดของทหารนายหนึ่งที่กล่าวว่า
“ตอนออกรบเราอยู่แนวหน้า ตอนเจ็บเจียนตายไม่มีใครถามหา แต่พอได้หน้า ได้กล้อง ได้คำชมกลับเป็นของคนอื่น”

ความรู้สึกนี้เกิดจากหลายเหตุการณ์สะสม โดยเฉพาะการที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงเคยให้คำมั่นสัญญาว่า หากกองทัพอากาศไทยโจมตีอีกครั้ง จะใช้จรวด KS-1C ยิงตอบโต้ทันที และจะไม่ลังเลในการใช้ระบบ PHL-03 เพื่อปกป้องแนวหน้า แต่เมื่อถึงเวลาจริง ไม่เพียงแต่ไม่มีการยิงตอบโต้ จรวดและระบบอาวุธกลับถูกเก็บเงียบไว้ราวกับไม่เคยมีคำมั่นนั้นอยู่เลย

ผลที่ตามมาคือความสูญเสียจำนวนมาก ทหารหลายสิบรายได้รับบาดเจ็บ บางส่วนเสียชีวิตโดยไม่มีแม้แต่การสนับสนุนจากเบื้องหลัง ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งการปะทะตรงหน้าและความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งจากข้างหลัง

ไม่เพียงเท่านั้น การปรากฏตัวของหน่วย BHQ – หน่วยรบพิเศษที่ได้รับการฝึกอย่างดีและมีอาวุธล้ำสมัย – ในช่วงท้ายของการสู้รบเพียงไม่กี่นาทีก่อนเวลาหยุดยิง ก็ยิ่งสร้างบาดแผลในใจของทหารแนวหน้า หลายคนรู้สึกว่าพวกเขาถูกใช้เป็น “เกราะ” รองรับแรงปะทะตั้งแต่ต้น โดยไม่มีใครมาช่วยแม้แต่น้อย แต่กลับต้องทนดูหน่วยพิเศษเหล่านี้ “คว้าชัย” ไปพร้อมเสียงปรบมือจากผู้บัญชาการและประชาชน

แรงกดดันที่ถาโถมจากทั้งศัตรู การขาดการสนับสนุน และภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นธรรมนี้ ทำให้หลายคนรู้สึกว่า พวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อชาติ หากแต่เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตนเองท่ามกลางความเย็นชาและความเฉยเมยของผู้มีอำนาจ

แม้ทั้งหมดจะยังเป็นเพียง “ข่าวลือวงใน” แต่เสียงสะท้อนนี้อาจสะท้อนความปริแตกภายในกองทัพกัมพูชาที่กำลังก่อตัวอย่างเงียบ ๆ และไม่อาจมองข้ามได้

‘เจ้าชายแห่งรัตติกาล’ ผู้เปล่งแสง ดุจดาวฤกษ์!! ในจักรวาลอันมืดมิด ตราบจนวาระสุดท้าย

(27 ก.ค. 68) ขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งเฮฟวี่เมทัลในฐานะศิลปินเดี่ยวและสร้างคุณูปการให้กับวงการอย่างมากมาย 

จากการที่มีชารอน คอยอยู่เคียงข้าง ทำให้ออซซีตัดสินใจฮึดสู้อีกครั้ง เขากลับมาในฐานะศิลปินเดี่ยว อัลบั้มเปิดตัวของออซซีมีเพลงฮิตหลายเพลง อาทิ Mr. Crowley, Flying High Again, Suicide Solution และเพลงดังอมตะตลอดกาล อย่าง ‘Crazy Train’ ที่ต่อมาในภายหลังเพลงเหล่านั้นได้กลายเป็นบทเพลงอมตะขึ้นหิ้งของวงการร็อกและเฮฟวี่เมทัลมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้อัลบั้มนี้ติดท็อป 10 บนชาร์ตบิลบอร์ดในอังกฤษและอันดับที่ 21 ในอเมริกา ชื่อเสียงของออซซีกลับมาโด่งดังอย่างฉุดไม่อยู่อีกครั้ง และเลื่อนขั้นเป็นศิลปินเบอร์ใหญ่ผู้เป็นเสาหลักของวงการนับแต่นั้น หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการกลับมาผงาดอีกครั้งของออซซีก็คือ มือกีต้าร์หนุ่มอัจฉริยะที่เปรียบเสมือนมือกีต้าร์คู่บุญที่เกิดมาเพื่อส่งให้ออซซีขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่าง ‘แรนดี โรดส์’ (Randy Rhoads) ณ เวลานั้น แรนดีเป็นมือกีตาร์ไฟแรงในวัย 20 ต้น ๆ อดีตสมาชิกของวง ‘Quiet Riot’ ซึ่งโดดเด่นด้วยสไตล์การเล่นที่นำดนตรีคลาสสิกมาผสมกับดนตรีเฮฟวี่เมทัลในแบบของออซซี จนผลงานในชุดแรกของเขาในฐานะศิลปินเดี่ยวที่ปล่อยออกมาในปี 1980 อย่าง ‘Blizzard of Ozz’ สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ให้กับวงการดนตรีอีกครั้ง แต่แล้วออซซีก็ต้องพบกับอุปสรรคและความสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อในปี 1982 ที่ออซซีและกำลังอยู่ในช่วงทัวร์คอนเสิร์ต ‘Diary of a Madman’ ก็ต้องสูญเสียมือกีตาร์คนสำคัญอย่างแรนดีไป จากเหตุการณ์เครื่องบินตกที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของเขาและสมาชิกคนอื่นๆในวง โศกนาฏกรรมดังกล่าว สร้างความสะเทือนใจให้กับสมาชิกวงเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะออซซีที่เพิ่งจะกลับมายืนในวงการได้ไม่นาน แต่ด้วยการดูแลจากชารอน และยังได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนนักดนตรีคนอื่น ๆ ทำให้ออซซีสามารถกลับมายืนอยู่บนเวทีได้อีกครั้ง

ออซซียังคงออกผลงานและทัวร์คอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่อง จนในปี 1994 สามารถคว้ารางวัลแกรมมี่แรกมาครองได้ อย่างเพลง ‘I Don’t Want to Change The World’ จากอัลบั้มบันทึกการแสดงสด ‘Live & Loud’ และสิ่งหนึ่งที่นับเป็นหนึ่งในคุณูปการอันยิ่งใหญ่ตลอดในเส้นทางสายดนตรีของออซซีก็คือ ภายหลังการเสียชีวิตของมือกีต้าร์คู่บุญอย่างแรนดีแล้ว เขายังได้สร้างมือกีตาร์ระดับโลกมากมายขึ้นมาประดับวงการผ่านการมาร่วมวงของเขา อาทิเช่น ‘เจค อี. ลี’ (Jake E. Lee), ‘แซค ไวล์ด’ (Zakk Wylde), ‘โจ โฮล์มส์’  (Joe Holmes) และ ‘กัส จี’ (Gus G) เป็นต้น นอกจากนี้สิ่งที่ออซซีให้ความสำคัญและทำอย่างต่อเนื่องก็คือการให้โอกาสและสนับสนุนผลักดันคนรุ่นหลังให้มีโอกาสแจ้งเกิดและรับไม้ต่อจากเขาเสมอ หมุดหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ออซซีได้สร้างขึ้นและมอบไว้ให้กับคนรุ่นหลังก็คือ ในปี 1996 ออซซีและชารอนได้สร้างเทศกาลร็อกสุดยิ่งใหญ่ขึ้นมา อย่าง ‘Ozzfest’ เป็นเทศกาลที่ช่วยสนับสนุนศิลปินและวงการดนตรีเฮฟวี่เมทัล มีวงดนตรีร็อกระดับตำนานมากมายที่ออซซีผลักดันขึ้นโชว์ อย่าง ‘Slayer’, ‘Motorhead’ และ ‘Linkin Park’ รวมถึงวง ‘Slipknot’ ก็แจ้งเกิดครั้งแรกบนเวทีนี้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ออซซียังได้ออก studio album ร่วมกับศิลปินระดับไอคอนของวงการมากมาย นับตั้งแต่รุ่นใหญ่อย่าง ‘เอริค แคลปตัน’ (Eric Clapton), ‘เอลตัน จอห์น’ (Elton John) หรือ ‘เจฟฟ์ เบ็ค’ (Jeff Beck) ไล่มาถึงรุ่นกลางอย่าง ‘แสลช’ (Slash) จนมาถึงรุ่นหลานอย่าง ‘โพสต์ มาโลน’ (Post Malone) ในปี 2023 ออซซีได้คว้ารางวัลแกรมมี่ สาขาอัลบั้มร็อกยอดเยี่ยม จากอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 13  ‘Patient Number 9’ และรับรางวัล ‘Best Metal Performance’ จากเพลง ‘Degradation Rules’ รางวัลเหล่านี้ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของออซซีในฐานะตำนานวงการดนตรีที่ได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลายไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน และออซซียังถูกเสนอชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศ ‘Rock And Roll Hall of Fame’ ในปี 2024 อีกด้วย 

ในส่วนของวง Black Sabbath นั้น เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปหลายปี ความบาดหมางระหว่างออซซีและเพื่อนสมาชิกคนอื่นก็ทุเลาลง จนในปี 1985 พวกเขาได้กลับมารวมตัวเฉพาะกิจ และขึ้นแสดงคอนเสิร์ต ‘Live Aid Philadelphia’ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือวิกฤตความอดอยากในเอธิโอเปีย และในปี 1997 สมาชิก Black Sabbath ยุคก่อตั้งทั้งสี่ก็ได้กลับมารวมตัวและออกทัวร์กันอีกครั้ง พร้อมกับปล่อยอัลบั้มลำดับที่ 19 ออกมาในชื่อว่า  ‘13’ ก่อนที่จะประกาศยุติวงอย่างเป็นทางการในปี 2017 

ความทรุดโทรมของสังขารสู่การบอกลาตลอดกาลอย่างยิ่งใหญ่ และสง่างาม 

ตลอดช่วงท้ายชีวิต ออซซีเผชิญกับปัญหาสุขภาพเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังประสบอุบัติเหตุจากรถควอดไบค์ในปี 2003 และการพลัดตกในบ้านเมื่อปี 2019 ซึ่งกระทบต่อกระดูกสันหลัง จนเขาต้องประกาศยุติการทัวร์ในปี 2023 นอกจากนี้ออซซียังต้องต่อสู้กับปัญหาสุขภาพอื่นๆอีก ไม่ว่าจะเป็นโรคพาร์กินสัน หรือผลข้างเคียงจากการดื่มหนักและใช้ยาเสพติดอย่างหนักหน่วงในวัยหนุ่ม จนทำให้เขาไม่สามารถออกทัวร์ได้ในระยะหลังเป็นเวลาหลายปี แต่ในที่สุด ในเดือนมกราคม 2568 ชารอนก็ได้ออกมาประกาศว่า ออซซีในวัย 75 ปี เตรียมจะเล่นคอนเสิร์ตอำลาเหล่าแฟนเพลง หลังจากที่ต้องต่อสู้กับปัญหาสุขภาพต่าง ๆมานาน โดยชารอนได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “เขาคงจะกลับมาทัวร์ไม่ได้แล้วละ แต่เรากำลังวางแผนที่จะโชว์อีกสักสองโชว์เพื่อกล่าวอำลาแฟน ๆ อย่างเป็นทางการ ซึ่งสามีของฉันบอกว่า ‘ผมยังไม่ได้บอกลาเหล่าแฟน ๆ ของผมเลย ผมอยากจะอำลาพวกเขาให้มันเหมาะสมกว่านี้’”  ซึ่งคอนเสิร์ตอำลาดังกล่าวที่ใช้ชื่อว่า “Back To The Beginning” ได้ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาที่สนามกีฬา Villa Park ที่ตั้งอยู่ในบ้านเกิดของออซซี บริเวณย่านแอสตันเมืองเบอร์มิงแฮม คอนเสิร์ตครั้งนี้เต็มไปด้วยแฟนๆ ชาวร็อกจำนวนกว่า 40,000 คน แม้ออซซีจะไม่สามารถลุกขึ้นยืนแสดงเหมือนเมื่อครั้งอดีต แต่เขาก็สามารถสร้างความประทับใจด้วยการนั่งขับร้องเพลงอย่างสุดความสามารถบนบัลลังก์สีดำทะมึน และยังแลบลิ้นปลิ้นตาหยอกล้อกับคนดูอย่างสนุกสนานเหมือนที่เคยเป็นมาตลอด และเมื่อถึงท่อนร้องก็จะเห็นได้ว่าออซซีเค้นพลังทุกหยาดหยดออกมา ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ในมาตรฐานของศิลปินระดับโลกที่ไม่เคยจางหายถูกถ่ายทอดให้แฟนๆ ได้รับฟังและชมอย่างยิ่งใหญ่ โดยที่ทุกคนทราบกันดีว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เห็นเขาขึ้นแสดง และหลายคนยังคิดในใจว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นออซซีในบทบาทที่ดีที่สุด และทรงพลังที่สุด ก่อนที่โลกนี้จะพรากเขาไป นั่นทำให้แฟนจำนวนไม่น้อยถึงกับหลั่งน้ำตาในช่วงท้ายของคอนเสิร์ต และในตอนท้ายของคอนเสิร์ต ออซซีก็ได้มีโอกาสกล่าวคำขอบคุณและอำลาแฟนเพลงของเขาอย่างยิ่งใหญ่และซาบซึ้งใจ ไม่เพียงเท่านั้น คอนเสิร์ตครั้งนี้ยังสามารถระดมเงินทุนได้ถึง 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และพวกเขาก็นำไปบริจาคช่วยเหลือโรงพยาบาลเด็กและสถานรักษาอาการพาร์กินสันอีกด้วย และไม่นานหลังจากคอนเสิร์ตจบลงได้เพียง 17วัน แฟนๆ ต้องเผชิญกับความจริงเมื่อออซซีเสียชีวิตลงอย่างสงบ ปิดฉากตำนานศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกลงอย่างสมบูรณ์และสง่างามโดยไม่มีอะไรติดค้าง และแฟนๆทั่วโลกต่างร่วมกันไว้อาลัยอย่างเศร้าสลด 

มรดกที่แท้จริงของ Ozzy Osbourne อาจวัดได้จากเสียงสะท้อนของศิลปินรุ่นหลังและเพื่อนร่วมวงการ วงร็อกระดับตำนานหลายวงยกย่องเขาว่าเป็น "พี่ชายใหญ่แห่งวงการร็อก" ผู้ซึ่ง "เปลี่ยนโฉมหน้าดนตรีไปตลอดกาล"

ตัวอย่างหนึ่งในคำสรรเสริญที่ทรงพลังที่สุดจากวง Metallica วงที่เรียกอาจนับเป็นลูกหลานสายตรงของ Black Sabbath และเป็นหนึ่งในวงหลักที่ขึ้นเล่นเป็นวงเปิดให้กับออซซีและ Black Sabbath ในคอนเสิร์ตสุดท้ายที่ผ่านมาได้กล่าวไว้ว่า Ozzy คือ "วีรบุรุษ, ไอคอน, ผู้บุกเบิก, แรงบันดาลใจ, ครู และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อน"

Ozzy Osbourne ไม่ได้เป็นเพียงนักดนตรี เขาคือสถาปนิกผู้ร่วมก่อร่างสร้างแนวเพลงเฮฟวีเมทัล เป็นศิลปินเดี่ยวที่พิสูจน์ตัวเองได้อย่างสมศักดิ์ศรี และคือไอคอนทางวัฒนธรรมผู้ทลายกำแพงระหว่างดนตรีร็อกกับกระแสหลักได้อย่างน่าทึ่ง มรดกของเขาจะยังคงดังก้องกังวานอยู่ในทุกริฟฟ์กีตาร์ที่หนักหน่วงและเสียงร้องของศิลปินร็อกรุ่นแล้วรุ่นเล่าต่อไปอีกนานแสนนาน

สิ่งที่ออซซีทำให้เราเห็นตลอดช่วงชีวิตอันมีสีสันและยืนยาวของเขาก็คือการยอมรับความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ออซซีไม่เคยพยายามขัดเกลาตัวเองให้ดูดี เขายอมรับว่าเคยเป็นคนเลวอย่างจริงใจและซื่อสัตย์ แต่เขาก็ไม่เคยหยุดพยายามทำให้ดีขึ้น โดยมีความเชื่อมั่นในพลังของตัวเองและมีความรักในเสียงดนตรีนำทาง โอบกอดด้วยความรักจากครอบครัวและมิตรสหายคอยประคับประคอง ในวันที่เขาจากไป เสียงของเขายังดังก้องอยู่ในหัวใจของคนทั่วโลก เพราะบางครั้งการดำรงอยู่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกาย แต่คือการทิ้งบางสิ่งที่มีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงโลกเป็นมรดกตกทอดให้กับคนรุ่นหลังรวมทั้งแผ้วถางเส้นทางไว้ให้ด้วยความมุมานะพยายาม ความเชื่อมั่น ความรักและน้ำใจอันใสสะอาดที่จริงแท้  ออซซีทำมันได้สำเร็จอย่างงดงามและสง่างามอย่างที่สุด 

ด้วยจิตคารวะ 

Rest In Fxxxin’ Peace.

กัมพูชาเอาอีกแล้ว!! กล่าวหาไทยใช้ ‘ระเบิดลูกปราย’ แต่ดันใช้รูปปี 60 ของสหรัฐฯ สุดท้ายต้องรีบลบโพสต์ออก

(25 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์ข้อความว่า…โทษนะที่กูแคปทัน!!! กัมพูชาแถลงกล่าวหาไทยใช้ลูกปราย แต่พลาดเผยแพร่ภาพเก่า ก่อนลบโพสต์ออก

เมื่อช่วงเวลา 10.55 น. ทางหน่วยงาน Cambodian Mine Action and Victim Assistance Authority (CMAA) ของกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์กล่าวหากองทัพไทยว่าใช้ 'ลูกปราย' หรือกระสุนย่อย ซึ่งเป็นอาวุธต้องห้ามตามสนธิสัญญานานาชาติ โดยระบุว่าตรวจพบอาวุธดังกล่าวในพื้นที่ บ้านพนมขมุช และ บ้านเตโชธรรมชาติ ซึ่งอยู่ใกล้แนวชายแดนกัมพูชา

ต่อมาเวลา 11.05 น. พบว่าเพจ CMAA ซึ่งเผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าว ได้ลบภาพประกอบออก เหลือไว้เพียงข้อความแถลงการณ์เท่านั้น

จากการตรวจสอบของฝ่ายไทย พบว่าภาพที่ทาง CMAA แนบในโพสต์ก่อนลบนั้น เป็นภาพเก่าเมื่อปี 2560 ที่เคยใช้ประกอบข่าวการโจมตีสหรัฐอเมริกา กรณีประกาศ ยุติเงินสนับสนุนการกู้ระเบิดในกัมพูชาเมื่อปี 2018 โดยแหล่งอ้างอิงข่าวต้นฉบับชัดเจนตามลิงก์ที่ปรากฏในระบบสืบค้นออนไลน์

กรณีนี้จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามของฝ่ายกัมพูชาในการโฆษณาชวนเชื่อใส่ร้ายไทยด้วยข้อมูลเท็จ และการลบภาพอย่างเงียบ ๆ อาจยิ่งตอกย้ำว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่มีมูลความจริง พร้อมกันนี้มีการเรียกร้องให้หน่วยงานระหว่างประเทศเข้าตรวจสอบเจตนาแถลงข่าวบิดเบือนของ CMAA อย่างเป็นทางการ

A Tribute to Ozzy Osbourne (Part I) จากเด็กยากจนขายแรงงานสู่พระเจ้าแห่ง Heavy Metal

(24 ก.ค. 68) Ozzy Osbourne ตำนานแห่งตำนานผู้บุกเบิกวงการเพลงเฮฟวีเมทัลและฟรอนต์แมนคนสำคัญของวง Black Sabbath ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 76 ปี เมื่อวันอังคารที่ 22 กรกฎาคม 2568 ตามเวลาในประเทศอังกฤษโดยครอบครัวเป็นผู้ยืนยันข่าวนี้ผ่านทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของเขา โดยส่วนหนึ่งของข้อความที่ส่งถึงแฟนๆและคนที่รัก Ozzy ทั่วโลกเขียนว่า “เป็นเรื่องเศร้าใจจนเกินจะอธิบายและกล่าวออกมาเป็นคำพูดว่า Ozzy Osbourne ผู้เป็นที่รักของเราจากได้ไปแล้วในช่วงเช้าของวันนี้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นเขาได้อยู่ท่ามกลางสมาชิกในครอบครัวและรายล้อมไปด้วยความรัก เราก็อยากจะขอให้ทุกคนเคารพช่วงเวลาอันเป็นส่วนตัวของครอบครัวเราในเวลานี้ด้วยเช่นกัน” 

Ozzy Osbourne คือใคร และมีความสำคัญต่อวงการดนตรีของโลกโดยเฉพาะสายร็อกแอนด์โรลล์และเฮฟวี่เมทัลขนาดไหน แฟนๆพันธุ์แท้ของเขาคงรู้กันดี แต่สำหรับคนที่ไม่เคยฟังเพลงของไอคอนและตำนานผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างดนตรีเฮฟวี่เมทัลให้เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ใดๆdigest ขอนำทุกท่านไปทำความรู้จักกับศิลปินผู้เป็นเสาหลักสำคัญท่านหนึ่งของวงการดนตรีโลกเพื่อเป็นการ tribute และแสดงความคารวะต่อผลงานและมรดกที่ Ozzyฝากไว้ให้กับโลกกันครับ 

เด็กชายผู้ขายแรงงานและจุดกำเนิดของ Black Sabbath วงดนตรีที่สร้างเฮฟวี่เมทัลให้แก่โลก

จอห์น ไมเคิล ออสบอร์น (John Michael Osbourne) เกิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1948 ที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ในย่านแอสตัน ไม่ไกลจากสนามวิลล่า พาร์คของสโมสร Aston Villa ที่เขาและเพื่อนร่วมวงเป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ตราบจนวาระสุดท้าย เขาเติบโตในครอบครัวชนชั้นแรงงานขนานแท้ พ่อแม่ทำงานในโรงงานด้วยค่าแรงขั้นต่ำ มีพี่น้องรวมกันหกคน และต้องลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 15 ปีเพื่อช่วยเหลือครอบครัวด้วยการทำงานในโรงงานเช่นเดียวกัน ในเวลานั้น แอสตันถือเป็นย่านอุตสาหกรรมยากจนของ Birmingham ในช่วงหลังสงครามโลกหมาดๆ ที่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันจากโรงงาน และเด็กๆถูกหล่อหลอมให้โตมาเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากจะเกิดและเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่ห่วยแตกแล้ว ในวัยเด็กเขายังต้องเผชิญกับโรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia) หรือ ภาวะบกพร่องทางการอ่านและการเขียน รวมกับภาวะสมาธิสั้น ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนและการสื่อสาร เขาจึงมักถูกกลั่นแกล้งที่อยู่เป็นประจำ รวมถึงเพื่อน ๆ มักจะเรียกเขาว่า ‘ไอ้หมูออซซี’ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อที่เราคุ้นเคยกันจนถึงทุกวันนี้รวมถึงทุกครั้งที่กลับถึงบ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำคือเขาต้องเห็นพ่อกับแม่ของตัวเองทะเลาะบ่อยครั้ง บางครั้งก็ลามไปถึงการใช้ความกำลังและความรุนแรง กระทั่งออซซีในวัย 14 ปี จึงตัดสินใจที่จะแขวนคอตัวเองให้ความเฮงซวยในชีวิตทุกอย่างมันจบลงเพียงแค่นี้ แต่โชคดีที่พ่อของเขาเข้ามาเห็นก่อน จึงรีบเข้าไปห้ามด้วยการทุบตีออซซีอย่างหนัก 

วันหนึ่งที่เขาได้ยินเพลง ‘She Loves You’ ของ ‘The Beatles’ ที่เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์บวกกับกระแสความนิยมของ The Beatlesในช่วงนั้นได้จุดประกายความฝันของออซซีขึ้นมา และเขาได้สัญญากับตัวเองว่าเขาจะต้องมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่แบบ The Beatlesให้ได้ เพลงของสี่เต่าทองได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตอันน่าเบื่อของออซซีให้มีความหวัง เมื่อเขาอายุได้ 15 ปี จึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนและหันไปทำงานเพื่อหาเงิน ทั้งทำงานในโรงงาน เป็นช่างประปา และทำกระทั่งเป็นมือเชือดในโรงฆ่าสัตว์ แต่ด้วยรายได้ที่ไม่มากพอหรือความคิดที่ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านออซซี จึงหันไปลักขโมยของ

และสุดท้ายก็ถูกจับได้ในข้อหาลักขโมย และต้องอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยไม่มีใครมาประกันตัว เพราะพ่อของเขาต้องการให้ออซซีได้รับบทเรียนและหลาบจำ แต่ออซซีก็ยังคงมีช่วงเวลาที่เข้าๆออกๆเรือนจำซึ่งก็เป็นช่วงนี้เองที่ออซซีได้สักรอยสักคำว่า O Z ZY อันโด่งดัง(ในเวลาต่อมา)ไว้บนนิ้วมือของเขา วันหนึ่ง เพื่อนของออซซีได้ชวนให้เขาเข้ามาร่วมเล่นในวงดนตรี นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเข้ามาคลุกคลีกับดนตรีอย่างจริงจัง แต่ระยะเวลาผ่านไปไม่นานเขาก็ถูกให้ออกจากวง เพราะพฤติกรรมเกเรและดื้อรั้น ทำให้ออซซีตระเวนออดิชั่น และเข้าๆออกๆวงดนตรีอื่น ๆเป็นระยะ กระทั่งในปี 1967 เขาได้พบกับ ‘กีเซอร์ บัตเลอร์’ (Geezer Butler) จึงได้ชักชวนกันก่อตั้งวงดนตรีขึ้นมา ที่มีชื่อว่า ‘Rare Breed’ แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ต่อมาก็ได้ชักชวนเพื่อนในสมัยเรียนอย่าง ‘โทนี ไอออมมี’ (Tony Iommi) มาร่วมวง โดยใช้ชื่อว่า ‘The Polka Tulk Blues Company’ เรียกสั้น ๆ ว่า ‘Polka Tulk’ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อวงว่า ‘Earth’ ในภายหลัง 

และจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึง เมื่อวันหนึ่งที่วง Earth ของจะต้องขึ้นแสดง แต่กลับพบว่ามีวงอื่นที่มีชื่อวงที่ซ้ำกับวงของพวกเขาและเป็นวงที่ตั้งมาก่อน ดังนั้นพวกจึงพยายามหาชื่ออื่นมาใช้เพื่อให้ทันก่อนขึ้นแสดง จนมีสมาชิกในวงได้เสนอชื่อหนังสยองขวัญเรื่องหนึ่งขึ้นมา และทุกคนเห็นด้วยจนตัดสินใจเอามาใช้ในที่สุด และนั่นคือจุดกำเนิดของวงดนตรีที่จะสั่นสะเทือนวงการดนตรีและปักหมุดหมายแห่งเฮฟวี่เมทัลลงอย่างมั่นคงในเวลาต่อมาในชท่อ ‘Black Sabbath’

โดยมีสมาชิกของวงประกอบไปด้วย ‘ออซซี ออสบอร์น’ (ร้องนำ), ‘โทนี ไอออมมี’ (กีตาร์), ‘บิล วอร์ด’ (กลอง) ‘กีเซอร์ บัตเลอร์’ (เบส),  การถือกำเนิดของ Black Sabbath กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่สร้างแรงกระแทกให้ดนตรีร็อกในยุคนั้นอย่างรุนแรง ด้วยเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงวิญญาณอันมืดดำ ซาตาน และภูติผี บวกกับเสียงดนตรีที่วังเวง มืดหม่นและโหยหวนราวกับกำลังละเลียดสัมผัสหนังสยองขวัญผ่านดนตรี และจุดไคลแมกซ์ก็คือเสียงร้องแหบพร่าโหนสูงของออซซีในสำเนียงอังกฤษเบอร์มิงแฮม สอดประสานไปกับสำเนียงกีต้าร์ที่หนักแน่น ทรงพลังของโทนี ไอออมมี ซึ่งวางอยู่บนไลน์เบสและจังหวะกลองที่สอดประสานที่สร้างใหเพลงทรงพลังอย่างน่าประหลาดแต่ลงตัว หลังจากที่วงก่อตั้งขึ้นได้ไม่นาน ในปี 1970 พวกเขาก็ได้ปล่อยอัลบั้มแรกออกมา ในชื่อ ‘Black Sabbath’ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิญญาณมนต์ดำ ด้วยการนำเสนอที่แปลกใหม่ ฉีกแนวจากวงร็อกในยุคนั้นโดยสิ้นเชิง ทำให้วงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังกลายเป็นหนึ่งในวงร็อกที่น่าจับตามองจากฝั่งอังกฤษ  นักวิจารณ์ดนตรีที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นกล่าวไว้ว่า Black Sabbath ได้นำซาวด์กีตาร์อันหนักหน่วง ทะลุทะลวง และเนื้อหาที่ดำดิ่งสู่ด้านมืดของสังคม สงคราม และจิตใจมนุษย์ มาผนวกรวมกับเสียงร้องโหยหวนอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ozzy Osbourne  และกลายเป็นพิมพ์เขียวของดนตรีเฮฟวีเมทัลนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 7 เดือนต่อมา วงได้ตอกย้ำความสำเร็จด้วยอัลบั้มลำดับที่สอง อย่าง ‘Paranoid’ ที่มีเพลงฮิตอย่าง Paranoid ที่ต่อมาแฟนๆหลายล้านคนให้การยอมรับว่าเป็นดั่งเพลงชาติของชาวเฮฟวี่เมทัล, War Pigs, และ Iron Man จนทำให้ชื่อเสียงของวงโด่งดังจนฉุดไม่อยู่ และประสบความสำเร็จอย่างสูง จนกระทั่งในปัจจุบันมียอดขายมากกว่า 33 ล้านชุดทั่วโลก

สูงสุดคืนสู่สามัญ ตกต่ำด้วยพฤติกรรมตัวเองและการคืนชีพในเส้นทางดนตรีอย่างองอาจ

เมื่อ Black Sabbath กลายเป็นวงที่อยู่บนจุดสูงสุดของดนตรีร็อคและกลายเป็นวงที่สร้างแนวเพลง Metal เป็นครั้งแรกของโลก ครอบครัวของ Ozzy ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป “มันเหมือนถูกล็อตเตอรี่” เขาเล่าในเวลาต่อมา “ทุกคนในบ้านเริ่มมองผมเป็นตู้ ATM” ความสำเร็จไม่ได้เปลี่ยนออซซีให้เป็นคนใหม่ แต่กลับถีบให้เขาดิ่งลงสู่จุดที่อันตรายกว่าเดิม ทั้งเหล้า ยาเสพย์ติด ทำร้ายคนที่เขารัก และเกือบทำลายตัวเอง

เขายอมรับว่าเคยทุบตีภรรยาคนแรก เพราะ “คิดว่านั่นคือสิ่งที่ผู้ชายควรทำ เพราะพ่อของผมก็ทำแบบนั้น” ซึ่งในภายหลังเขายอมรับผิดและเรียกมันว่า “ความโง่เขลาที่น่าอับอายที่สุดในชีวิต” Black Sabbath ยังคงปล่อยผลงานเพลงและอัลบั้มออกมาอยู่เรื่อย ๆ แบบปีต่อปี รวมทั้งยังกวาดรางวัลมาอย่างมากมาย อย่างไรก็ดี ชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่อีโก้และความขัดแย้งในวงที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ออซซีเริ่มใช้ชีวิตเสเพล ไร้ความรับผิดชอบ เงินที่หามาได้ก็เอาไปถลุงกับอบายมุขเสียทั้งหมด นานวันเข้า สมาชิกในวงที่เริ่มเอือมระอากับพฤติกรรมของออซซีที่ไม่เอาไหนก็ได้ไล่เขาออกจากวงในที่สุดในเดือนเมษายน ปี 1979  ทำให้จากการเป็นฟร้อนท์แมนของวงร็อคระดับโลกที่ขึ้นโชว์ต่อหน้าคนนับหมื่นเป็นประจำ ออซซีกลับถูกถีบตกสวรรค์ลงมาเป็นคนเร่ร่อนไร้หางเสือในทันที แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ ด้วยความช่วยเหลือของลูกสาวอดีตผู้จัดการวง Black Sabbath ชื่อ Sharon Arden ที่ต่อมาได้กลายเป็น Sharon Osbourne ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากผู้อยู่เคียงข้างออซซีจนลมหายใจสุดท้าย ทั้งสองออกเดทและตัดสินใจแต่งงานกันในปี 1982 จากนั้นชารอนก็ทำหน้าที่เป็นคนดูแลและเป็นผู้จัดการของออซซีตลอดมานับแต่นั้น

ถึงเวลาทบทวนประวัติศาสตร์ประชาธิปัตย์ เมื่อเลขาธิการพรรค ยังไม่รู้ตำนานในตำแหน่งที่นั่งอยู่

(24 ก.ค. 68) ฟังแล้วจะเป็นลม เมื่อนายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์สื่อแบบ “Exclusive” ว่าเขาคือชาวสงขลาคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้มีใครหยิบมาใส่ อันเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนในประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ในประเด็นข้อเท็จจริง และได้กลายเป็นที่สนใจของคนในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะในหมู่ผู้ติดตามประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีรากฐานยาวนานและซับซ้อน

แม้คำกล่าวของนายเดชอิศม์จะฟังดูน่าภาคภูมิใจ หากแต่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้ว กลับพบว่าคำกล่าวนี้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงอย่างชัดเจน

ย้อนกลับไปเมื่อหลายทศวรรษก่อน พรรคประชาธิปัตย์เคยมีเลขาธิการที่ชื่อว่า “วีระ มุสิกพงศ์” ซึ่งได้รับตำแหน่งในยุคสมัย”พิชัย รัตตกุล“เป็นหัวหน้าพรรคในขณะนั้น 

วีระ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ”วีระกานต์ มุสิกพงศ์“ ตามคำแนะนำ และคำขอร้องของผู้เป็นพ่อโดยในช่วงนั้นวีระเป็นนักข่าว นักเขียนให้กับหลายสำนัก แต่เขียนให้ประจำกับสยามรัฐ มีชื่อเสียงกระฉ่อนถึงความกล้าหาญ แหลมคมในการนำเสนอ และเริ่มก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีบทบาทโดดเด่น และที่สำคัญคือเขาเป็น “ชาวอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา” โดยกำเนิด

ปี 2518 วีระเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมในนามพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อมีการเลือกตั้งซ่อมกรุงเทพมหานคร และได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องมา สองสมัย และผันตัวเองไปลงสมัครที่จังหวัดพัทลุง ได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องอีก 3 สมัย

วีระ มุสิกพงศ์ ไม่เพียงแต่เป็นชาวสงขลาคนแรกที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หากยังถือเป็นหนึ่งในบุคลากรทางการเมืองที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในยุคเปลี่ยนผ่านของพรรค ทั้งในด้านแนวคิด ยุทธศาสตร์ และบทบาททางสังคม

ความคลาดเคลื่อนในคำให้สัมภาษณ์ของนายเดชอิศม์ อาจสะท้อนถึงช่องว่างของความทรงจำในพรรค หรืออาจเป็นเพียงความผิดพลาดทางข้อมูล แต่สำหรับผู้ที่ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิดแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่ “เรื่องเล็ก” เพราะตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คือหนึ่งในหัวใจของกลไกขับเคลื่อนทางยุทธศาสตร์ของพรรค ที่บ่งชี้ถึงอำนาจ อุดมการณ์ และแนวทางการบริหารจัดการภายในพรรค

การยืนยันถึง “ความเป็นคนแรก” ในบทบาททางการเมืองจึงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง มิใช่เพียงคำกล่าวอ้างในห้วงอารมณ์หรือเพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองเฉพาะหน้า เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยนั้น มีพยานรู้เห็น มีหลักฐาน และมีผู้คนมากมายที่ยังจดจำได้

หากย้อนกลับไปพิจารณา ”เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์“ หลายคนมีบทบาทสำคัญในการเมืองไทย โดยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คนแรก คือ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ที่มีนายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค ยังมีเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์อีกหลายคนที่เอ่ยชื่อแล้วจะร้อง ”อ๋อ“ ล้ำเลิศในเชิงยุทธทางการเมือง เช่น ดำรง ลัทธิพิพัฒน์ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธื์ สุเทพ เทือกสุบรรณ ก่อนจะมาเป็นเฉลิมชัย ศรีอ่อน และเดชอิศม์ ขาวทอง

บุคคลเหล่านี้ คือบุคลากรระดับนำของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ควรได้รับการจดจำ เป็นคุณูประการต่อพรรคประชาธิปัตย์ และชาติบ้านเมือง เพราะทุกคนก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีทุกคน

แต่เมื่อบุคคลระดับเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน คิดภาคภูมิใจว่า ตนเองเป็นขาวสงขลาคนแรกที่ได้รับเลือดเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นการสะท้อนถึงการไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของพรรคเลย 

นี้ยังไม่พูดถึงเจตนารมณ์อุดมการณ์ของพรรคว่ามันจะเลือนรางไปขนาดไหนกับทีมบริหารพรรคยุคปัจจุบัน อาจถึงเวลาแล้วที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองที่มีอายุมากที่สุดในประเทศไทย จะต้องหันมาทบทวน “ประวัติศาสตร์ของตนเอง” อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ข้อเท็จจริงถูกกลบด้วยคำกล่าวลอย ๆ และเพื่อให้เกียรติแก่บุคคลที่เคยสร้างคุณูปการให้กับพรรค ไม่ว่าจะอยู่ในหรืออยู่นอกพรรคในวันนี้ก็ตาม

หรือเดชอิศม์ ขาวทอง คิดว่า วีระเป็นคนพัทลุง เพราะเรียนหนังสือที่พัทลุง เป็น สส.พัทลุง ตั้งลำให้ดีครับเดชอิศม์ ในวันที่มีหัวโขนสำคัญ พลาดแล้วเรืออาจจะฝ่าพายุไปไม่รอด

หน้าฉากเล่นบท ‘พระเอก’ เคยช่วยสอนยูเครนกู้ระเบิด สวมวิญญาณผู้รักสันติภาพแต่แอบลอบวางกับระเบิดเสียเอง

(21 ก.ค. 68) ระเบิดจำนวนกว่า 300 ลูกที่เพิ่งถูกพบวางอยู่ในเขตชายแดนไทยบริเวณช่องบก จังหวัดสุรินทร์ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ควรถูกมองข้ามไปเฉยๆ เพราะพื้นที่ดังกล่าวเคยถูกหน่วยงานของไทยเคลียร์สนามทุ่นระเบิดจนปลอดภัยและส่งมอบให้ฝ่ายปกครองไปแล้วตั้งแต่ปี 2564 แล้วจู่ ๆ กับระเบิดใหม่จึงกลับมาปรากฏในจุดเดิมอีกครั้ง ทั้งหมดนี้ทำให้ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า ระเบิดเหล่านี้ไม่ได้หลงเหลือจากยุคเก่า แต่น่าจะเป็นของใหม่ที่ถูกนำมาวางจงใจ

และคำถามสำคัญที่สังคมไทยและประชาคมโลกควรถามในเวลานี้ก็คือ ระเบิดเหล่านี้ กัมพูชาเอามาจากไหน?

เมื่อย้อนกลับไปกลางปี 2023 สื่อ VOA News รายงานว่า เจ้าหน้าที่จากกัมพูชาได้ถูกส่งไปยังโปแลนด์เพื่อฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ยูเครนให้สามารถเก็บกู้ระเบิดจากสนามรบได้ ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า ความเชี่ยวชาญที่กัมพูชาอ้างว่าสั่งสมมานั้น ไม่ได้มาจากจิตวิญญาณของผู้รักสันติภาพ แต่มาจากประสบการณ์ตรงในการวางกับระเบิดและใช้อาวุธสงครามในพื้นที่ของผู้อื่น

ในเมื่อระเบิดในสนามรบยูเครนจำนวนมากเป็นของรัสเซีย และกัมพูชาได้เข้าไปมีบทบาทในกระบวนการเก็บกู้ มีหรือที่สิ่งเหล่านี้จะไม่มีการเล็ดลอด การขนย้าย หรือการนำกลับมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่น โดยเฉพาะบริเวณชายแดนที่ยังเป็นจุดพิพาท ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า ระเบิดบางส่วนอาจไม่ได้ถูกทำลาย หากแต่ถูกสงวนไว้เพื่อภารกิจอื่นที่ไม่เปิดเผย

สิ่งที่ย้อนแย้งที่สุดในสถานการณ์นี้ก็คือ กัมพูชาที่สวมหน้ากาก "พระเอกผู้ช่วยยูเครน" กลับอาจเป็นผู้วางกับระเบิดใกล้บ้านเราเสียเอง

นี่ไม่ใช่เพียงความหน้าด้านทางการทูต หากแต่คือการใช้เวทีโลกสร้างภาพลวงตาให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่าตนคือผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพ ขณะเดียวกันก็ยังละเมิดอนุสัญญาออตตาวา วางกับระเบิดใหม่ในพื้นที่เพื่อนบ้าน และไม่เคยแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารไทยเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปิดโปงพฤติกรรมย้อนแย้งนี้ให้ประชาคมโลกได้รับรู้ กัมพูชาไม่ควรได้รับเสียงปรบมือจากเวทีโลก ตราบใดที่ยังใช้ระเบิดเป็นเครื่องมือทางการเมืองและความมั่นคงกับประเทศที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด

ปราสาทตาเมือนธม ใช้อักษร ปัลลวะ ไม่ใช่!! ‘เขมร’ อย่างที่บางคนเข้าใจ

(20 ก.ค. 68) กลางเชิงเขาพนมดงรัก คือสถานที่ตั้งของปราสาทหินเก่าแก่ที่ชื่อ ‘ตาเมือนธม’ ในเขตตำบลตาเมียง จังหวัดสุรินทร์ ฝั่งแผ่นดินไทย ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบนผืนหินภูเขา โดยมีแผนผังเชิงยุทธศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในอดีต ไม่ใช่เพียงในแง่ศาสนา แต่ยังรวมถึงการควบคุมเส้นทางสัญจรระหว่างที่ราบลุ่มอีสานกับชายฝั่งทะเลในอุษาคเนย์

ตาเมือนธมไม่ใช่เพียงซากปรักหักพัง หากแต่ยังเก็บรักษาหลักฐานสำคัญที่สุดไว้นั่นคือ จารึกบนหินทราย ที่จารไว้ด้วย ภาษาสันสกฤต และเขียนด้วย อักษรหลังปัลลวะ อักษรที่พัฒนามาจากอินเดียใต้ และแพร่กระจายเข้ามาสู่คาบสมุทรอินโดจีนพร้อมกับศาสนาพราหมณ์ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของอักษรหรือภาษาที่เรียกว่า “ขอม” หรือ “เขมรโบราณ” ปรากฏอยู่บนหินนี้เลย

เนื้อหาของจารึกแม้จะชำรุดไปบางส่วน แต่ข้อความที่ยังคงปรากฏได้อย่างชัดเจนคือ:

> “พึงให้ผู้ใดผู้หนึ่งทำงานที่เกี่ยวข้องกับเทพ ด้วยความภักดีในพระศิวะ...”
“ท่านทั้งหลายพึงถึงพระศิวะ โดยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเทพเจ้า... ตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว”

จากข้อความนี้ เราเข้าใจได้ว่า ปราสาทแห่งนี้คือศาสนสถานในลัทธิ ไศวนิกาย หนึ่งในสายของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเน้นการบูชาพระศิวะ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธมหายานที่รุ่งเรืองในยุคอาณาจักรเจนละหรือขอมในยุคหลัง ดังนั้นผู้ที่สร้างและใช้งานสถานที่แห่งนี้ ย่อมไม่ใช่ชนชาติที่เรียกว่า “เขมร” ในความหมายปัจจุบัน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตัวอักษร “หลังปัลลวะ” ซึ่งเป็นอักษรของอินเดียใต้ ถูกใช้ในจารึกนี้ เป็นหลักฐานโดยตรงว่าผู้สร้างปราสาทมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับอินเดีย ไม่ใช่กับเขมรทางตะวันออก แม้บางฝ่ายจะพยายามเชื่อมโยงทุกสิ่งในแถบนี้ให้กลายเป็น “มรดกของเขมร” ด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือวาทกรรมสร้างชาติก็ตาม

ข้อเท็จจริงทางโบราณคดีนั้นไม่ยอมรับการแอบอ้างที่ไร้หลักฐาน เพราะ ประวัติศาสตร์จารไว้ในหิน มิใช่ในคำพูดของนักการเมือง พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย จารึกด้วยภาษาอินเดีย ใช้อักษรอินเดีย และกล่าวถึงเทพเจ้าของศาสนาที่แพร่จากอินเดีย ไม่มีส่วนใดเอ่ยถึง “ขอม” หรือ “เขมร” และไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวที่ชี้ว่าอาณาจักรเจนละหรือเขมรเคยปกครองพื้นที่นี้อย่างเป็นระบบ

สิ่งที่น่ากังวลในยุคนี้คือความพยายามบิดเบือนอดีต เพื่อสร้างความชอบธรรมในปัจจุบัน หลายครั้งมาจากกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์จากความไม่รู้ของประชาชน — และตาเมือนธม กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิทางประวัติศาสตร์ ที่พวกเขาพยายามเข้ายึดครองทาง “ความเชื่อ”

แต่หากเราเข้าใจที่มาของภาษา เข้าใจที่มาของอักษร และเข้าใจบทบาทของศาสนาในอดีต เราก็ย่อมต้องยอมรับว่า ตาเมือนธมคือมรดกของอารยธรรมอินเดียที่ฝังรากอยู่ในแผ่นดินไทย มิใช่ของผู้แอบอ้าง

> สรุปข้อเท็จจริงทางโบราณคดี:
– ปราสาทตาเมือนธม สร้างขึ้นใน พุทธศตวรรษที่ 13–14
– จารึกด้วย ภาษาสันสกฤต
– ใช้ อักษรหลังปัลลวะ จากอินเดียใต้
– เนื้อหาเกี่ยวข้องกับ ศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย
– ตั้งอยู่ใน จังหวัดสุรินทร์ ประเทศไทย

‘อนุสัญญาออตตาวา’ ห้ามการใช้ทุ่นระเบิด แต่เขมรกลับละเมิดทั้งที่ร่วมลงนามแล้ว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ขณะที่ทหารชุดลาดตระเวนจำนวน 14 นาย จากกองร้อยทหารพราน 2302 ออกลาดตระเวนจากฐานปฏิบัติการมรกตไปยังเนิน 481 พื้นที่ชายแดนไทย–เขมร จังหวัดอุบลราชธานี ณ พิกัด WA 220 861 โดยได้เหยียบทุ่นระเบิด ชนิดแอนติ–เพอร์ซันนัล (landmine) ทำให้ผู้บาดเจ็บ มี 3 นาย ได้แก่ พลทหารธนพัฒน์ หุยวัน ขาขาดต้องผ่าตัด และได้รับการเคลื่อนย้ายไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี ส่วนอีก 2 นายคือ จ่าสิบเอกปฏิพัทธ์ ศรีลาสัก และ พลทหารณัฐวุฒิ ศรีค้ำ บาดเจ็บเล็กน้อย อาการปลอดภัย

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) และหน่วย EOD กองทัพภาคที่ 2 ได้ทำการตรวจสอบชนิดของระเบิดพบว่าเป็น ทุ่นระเบิดแบบ PMN‑2 ซึ่งมีการติดตั้งใหม่ ไม่ใช่ทุ่นระเบิด ตกค้าง และตรวจพบอีก 3 ลูกในพื้นที่เดียวกัน PMN-2 เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่มีชนวนระเบิดในตัว ซึ่งทำอันตรายบริเวณฝ่าเท้าผู้เหยียบ ตัวทุ่นทำจากวัสดุพลาสติก จึงตรวจสอบและค้นหาได้ยาก ในความเป็นจริงคือ ไทย และเขมรต่างได้ลงนามใน 'อนุสัญญาออตตาวา' เป็นที่เรียบร้อยมาหลายปีแล้ว โดยอนุสัญญาดังกล่าวเป็นอนุสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิด หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และการทำลายทุ่นระเบิด” (Convention on the Prohibition of the Use, Stockpiling, Production and Transfer of Anti-Personnel Mines and on Their Destruction) มีชื่อย่อว่า 'อนุสัญญาออตตาวา' (Ottawa Treaty)

อนุสัญญานี้มีเป้าหมายหลักในการห้ามใช้งานทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mines) ซึ่งเป็นอาวุธที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อพลเรือน แม้ในยามหลังสงครามสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม โดยมีข้อผูกพันหลักของประเทศภาคีดังนี้ :

- ห้ามใช้ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งออกแบบมาให้จุดชนวนโดยการปรากฏตัวใกล้ชิด
หรือด้วยการสัมผัสของบุคคล
- ห้ามผลิต หรือพัฒนาอาวุธประเภทนี้
- ห้ามสะสมทุ่นระเบิดไว้ในคลังอาวุธ
- ห้ามส่งออก หรือขนย้ายทุ่นระเบิดไปยังประเทศอื่น
- ทำลายทุ่นระเบิดที่มีอยู่ ภายใน 4 ปีหลังการเข้าเป็นภาคี
- ต้องทำลายพื้นที่ทุ่นระเบิดทั้งหมดภายในอาณาเขตของตนภายใน 10 ปี แม้ว่าอาจขยาย

- เวลาได้ภายใต้สถานการณ์บางอย่างก็ตาม
- ต้องให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด รวมไปถึงการฟื้นฟูร่างกายและ
- จิตใจ
- รัฐภาคีจะต้องรายงานเกี่ยวกับคลังเก็บทุ่นระเบิด ลักษณะทางเทคนิคของทุ่นระเบิด ที่ตั้ง
- ของพื้นที่ทุ่นระเบิด และความคืบหน้าของโครงการทำลายทุ่นระเบิดเป็นรายงานประจำปี
- เกี่ยวกับความคืบหน้าในการปฏิบัติตามอนุสัญญาทุกปี

สถานะของอนุสัญญา เริ่มมีการให้ลงนามในปี ค.ศ. 1997 ที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา และมีผลบังคับใช้เมื่อ 1 มีนาคม 1999 มีประเทศลงนามและให้สัตยาบันแล้วมากกว่า 160 ประเทศ อนุสัญญาออตตาวาถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากทุ่นระเบิดซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก และขัดขวางการพัฒนาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อันเป็นผลจากการเคลื่อนไหวทั่วโลกเพื่อห้ามอาวุธประเภทนี้ 

ซึ่งนำโดยแคนาดาและองค์กรนอกภาครัฐอื่น ๆ แม้ว่าอนุสัญญาดังกล่าวจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ประเทศมหาอำนาจทางทหารบางประเทศ ไม่ได้เข้าร่วม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน อินเดีย อิสราเอล และเมียนมา ด้วยการอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงทางทหาร แม้จะมีความท้าทายเหล่านี้ แต่อนุสัญญาดังกล่าวก็ส่งผลให้การใช้และการเข้าถึงทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลลดลงอย่างมาก และยังกระตุ้นให้มีความพยายามในการกำจัดทุ่นระเบิดทั่วโลกอีกด้วย สำหรับประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญานี้เมื่อปี พ.ศ. 2542 (1999) และได้ดำเนินการ ทำลายทุ่นระเบิดในคลังทั้งหมดแล้ว มีการดำเนินงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิด และ ฟื้นฟูพื้นที่ชายแดน หลายจุด ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่บางส่วนที่อาจยังมีทุ่นระเบิด โดยเฉพาะแนวชายแดนไทย-เขมร

เขมรเข้าเป็นรัฐภาคีของสนธิสัญญาออตตาวา เมื่อ 3 มกราคม 2000 โดยได้รับการรับรองเมื่อ 28 กรกฎาคม 1999 มีผลบังคับใช้สำหรับเขมร เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ด้วยเขมรประสบปัญหาทุ่นระเบิดจำนวนมาก ซึ่งเป็นมรดกจากความขัดแย้งหลายทศวรรษ (ยุคเขมรแดง สงครามกลางเมือง และความขัดแย้งในภูมิภาค) จึงมีการกำจัดทุ่นระเบิดและช่วยเหลือเหยื่ออย่างแข็งขัน โดยมีองค์กรต่าง ๆ เช่นศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดเขมร (CMAC) มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติการกวาดล้าง และได้รับการสนับสนุนและเงินทุนระหว่างประเทศเพื่อความพยายามในการกำจัดทุ่นระเบิด กองทัพเขมรอ้างว่า ได้ทำลายคลังทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทั้งหมดที่มีตามที่สนธิสัญญากำหนดไว้

แต่ทุ่นระเบิด แบบ PMN‑2 ซึ่งมีการติดตั้งใหม่ เป็นทุ่นระเบิดจากรัสเซีย และไม่เคยมีใช้ในกองทัพไทย จึงเป็นไปได้สูงมากที่ทหารเขมรจะนำมาลักลอบวางเอาไว้ในดินแดนไทย และกองทัพเขมรเองก็ไม่ได้ทำลายทุ่นระเบิดที่มีอยู่ ภายใน 4 ปีหลังการเข้าเป็นภาคี ซึ่งต้องทำลายให้หมดก่อน 1 มกราคม พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) ถือได้ว่า เขมรจึงละเมิด "อนุสัญญาออตตาวา" อย่างชัดเจน แม้จะไม่มีบทลงโทษเมื่อมีการละเมิด แต่อนุสัญญานี้ก็มีหลายมาตรการที่ถือเป็นการลงโทษหรือแรงกดดัน ดังนี้ :

- การประณามจากรัฐภาคีอื่น ประเทศที่ละเมิดอาจถูกประณามในที่ประชุมรัฐภาคีประจำปี ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ
- แรงกดดันทางการทูตและการเมือง การละเมิดอาจนำไปสู่การกดดันทางการทูต เช่น การระงับความช่วยเหลือ การตัดสัมพันธ์บางส่วน
- การระงับสิทธิ์บางประการในอนุสัญญา เช่น การถูกจำกัดบทบาทในการออกเสียง หรือการถูกปฏิเสธความร่วมมือทางเทคนิค
- การเผยแพร่รายงานการละเมิดต่อสาธารณะ รายงานการละเมิดจะถูกรายงานต่อประชาคมโลกผ่านสื่อและองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ICBL (International Campaign to Ban Landmines)
- การตัดความช่วยเหลือหรือความร่วมมือทางเทคนิค ประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามอาจไม่ได้รับการสนับสนุนในการกู้ทุ่นระเบิดหรือการช่วยเหลือเหยื่อจากองค์กรระหว่างประเทศ

ดังนั้น เมื่อทหารเขมรลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด แบบ PMN‑2 ในดินแดนไทย นอกจากจะเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยแล้ว ยังเป็นการละเมิดและฝ่าฝืนข้อกำหนดตามอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจนอีกด้วย รัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศต้องดำเนินการประท้วง เพื่อให้รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาได้ร่วมประณามและลงโทษในการกระทำของเขมรในครั้งนี้โดยเร็วที่สุด

เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

ผู้ลี้ภัยกัมพูชาลั่นฟ้อง ‘ฮุน เซน’ หลังถูกสั่งเก็บในไทย ฮือฮา!! แฉคลิปเสียงมัดอดีตผู้นำเขมร เป็นหลักฐานเด็ด

(17 ก.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กว่า..ฮือฮา! ผู้ลี้ภัยกัมพูชาประกาศยื่นฟ้อง “ฮุน เซน” หลังแฉถูกสั่งลอบสังหารบนแผ่นดินไทย!

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 “พร พรรณนา” ผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาในสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ใหญ่ ประกาศจะยื่นคำร้องอาญาต่อศาลไทย ฟ้องอดีตผู้นำกัมพูชา “ฮุน เซน” โดยตรง! ข้อหาหนักคือ “สั่งลอบสังหารเขาบนผืนแผ่นดินไทย” เมื่อปี 2567

พรเล่าว่า ตอนนั้นเขาลี้ภัยมาอยู่ไทยชั่วคราว ก่อนจะมีหลักฐานเด็ดหลุดออกมาเป็นคลิปเสียง ที่ฮุน เซนสั่งคนสนิทชื่อ Khleang Huot ให้ “จัดการพรให้สิ้นซาก ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย” เพื่อพากลับไปกัมพูชาให้ได้

หลักฐานชิ้นนี้ไม่ธรรมดา เพราะมีคลิปเสียงจริง ๆ และพรบอกว่าผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้วด้วย ใครอยากฟังเองก็มีลิงก์ให้

หลักฐานคลิปเสียงคำสั่ง “ฮุน เซน” ที่พร พรรณนาอ้างถึง โดยคลิปตัดตอนจาก Al Jazeera (1 นาที 15 วินาที) https://www.youtube.com/shorts/RiJtOCZ78P8

ฮุน เซน พูดชัดว่าให้จัดการ “พร พรรณนา” ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย – รายงานโดย Al Jazeera คลิปฉบับเต็มจาก Radio Free Asia (1 นาที 30 วินาที) https://www.facebook.com/rainsy.sam.5/videos/1961706070907084 คำสั่งตรง ๆ ของฮุน เซน ที่พรใช้เป็นหลักฐานยื่นฟ้องในไทย

เรื่องนี้พรบอกว่าไม่ใช่แค่คดีส่วนตัว แต่สะท้อน “พฤติกรรมไล่ล่าข้ามประเทศ” ของฮุน เซน ที่ไม่ได้หยุดแค่ในกัมพูชา แต่ออกตามล่าเสียงวิจารณ์ถึงต่างแดน!

“ผมโชคดีที่หนีทัน ถูกส่งตัวออกจากไทยมายังสหรัฐฯ ปลายปี 2024 ไม่งั้นอาจไม่ได้พูดอยู่ตรงนี้แล้ว” พรกล่าว

หลังจากเขารอดมาได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ก็เกิดเหตุการณ์สั่นสะเทือนเมื่อ ลิม กิมยา อดีต ส.ส.ฝ่ายค้านคนสำคัญ ถูกยิงตายกลางกรุงเทพฯ แบบไม่เกรงใจแสงแดดตอนบ่ายเลย…

พรบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันต่อเนื่องกัน และชี้ให้เห็นว่าการคุกคามทางการเมืองข้ามพรมแดน “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

ตอนนี้เขากำลังรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นฟ้องต่อเจ้าหน้าที่ไทย พร้อมทนายความด้านสิทธิมนุษยชนระดับอินเตอร์ แถมยังทิ้งท้ายไว้ด้วยความมุ่งมั่น

“ผมทำเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง และเพื่อส่งเสียงแทนเพื่อนร่วมชาติที่ถูกคุกคาม ถูกอุ้ม หรือถูกฆ่า เพียงเพราะกล้าคิดต่าง”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top