Tuesday, 14 July 2026
COLUMNIST

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ความใฝ่ฝันของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ หวังได้รับเกียรติสูงสุด

รางวัลโนเบล (Nobel prize) เป็นรางวัลประจำปีระดับนานาชาติ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการสแกนดิเนเวีย พิจารณาผลงานวิจัยและความอัจฉริยะและความเชี่ยวชาญที่โดดเด่น หรือสร้างคุณประโยชน์ให้กับมนุษยชาติ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม ตามเจตจำนงของ “อัลเฟรด โนเบล” นักเคมีชาวสวีเดน ผู้ประดิษฐ์ไดนาไมต์ โดยก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1895 แต่การมอบรางวัลในสาขา ฟิสิกส์ สาขาเคมี สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ สาขาวรรณกรรม และสาขาสันติภาพ เริ่มมอบรางวัลครั้งแรกในปี ค.ศ. 1901 ซึ่งครบรอบ 5 ปี การเสียชีวิตของ “อัลเฟรด โนเบล” และมอบให้ตามหลักการ "เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อมนุษยชาติ" ตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมของโนเบล สำหรับรางวัลสาขาที่ 6 คือรางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์ตั้งขึ้นในปี 1968 โดยธนาคารกลางสวีเดน (Sveriges Riksbank) รางวัลโนเบลได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดในสาขาที่เกี่ยวข้อง

รางวัลโนเบลทั้ง 6 สาขาจะมีการมอบเป็นประจำทุกปี ยกเว้นในกรณีพิเศษ เช่น สงครามใหญ่ (สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2) โดยผู้รับแต่ละรายซึ่งเรียกว่า "ผู้ได้รับรางวัล" จะได้รับเหรียญทองสีเขียวชุบทองคำ 24 กะรัต ประกาศนียบัตร และรางวัลเงินสด ณ ปี 2023 เงินรางวัลโนเบลมีมูลค่า 11,000,000 โครน (ประมาณ1,035,000 ดอลลาร์สหรัฐ) เหรียญรางวัลแสดงภาพโนเบลด้านข้างพร้อมคำว่า "NAT. MDCCCXXXIII-OB. MDCCCXCVI" ซึ่งเป็นปีเกิดของอัลเฟรด โนเบล คือ ปี 1833 และปีที่เสียชีวิต คือ ปี 1896 บุคคลที่ได้รับรางวัลไม่เกินสามคนสามารถแบ่งปันรางวัลได้ แม้ว่ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพสามารถมอบให้กับองค์กรที่มีสมาชิกมากกว่า 3 คนได้ รางวัลโนเบลจะไม่มอบให้บุคคลผู้ได้รับรางวัลหลังจากการเสียชีวิต แต่หากบุคคลได้รับรางวัลและเสียชีวิตก่อนที่จะได้รับรางวัล รางวัลดังยังจะถูกมอบให้ทายาท ระหว่างปี 1901 ถึง 2024 มีการมอบรางวัลโนเบลทั้ง 5 สาขา และรางวัลในสาขาเศรษฐศาสตร์ (ตั้งแต่ปี 1969) รวม 627 รางวัล ให้แก่บุคคลและองค์กร 1,012 แห่ง โดยมีบุคคล 5 ราย และองค์กร 2 แห่งที่ได้รับรางวัลโนเบลมากกว่า 1 รางวัล

การมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะจัดขึ้นที่เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ ส่วนสาขาอื่น ๆ จะจัดที่เมืองสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในแต่ละสาขานั้นถือว่าเป็นเกียรติยศสูงสุดในสาขาวิชาชีพนั้น ๆ การมอบรางวัลโนเบลจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันที่ 10 ธันวาคม โดยผู้พระราชทานคือ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสวีเดน ถึงแม้ว่าบางปีรางวัลบางสาขาอาจไม่มีการตัดสิน แต่มีข้อกำหนดว่าระยะการเว้นการมอบรางวัลต้องไม่เกิน 5 ปี สำหรับผู้ได้รับรางวัลจะได้รับเหรียญรางวัลโนเบล ใบประกาศเกียรติคุณ เงินรางวัลประมาณ 10 ล้านโคร์น หรือประมาณ 44 ล้านบาท

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเป็นหนึ่งในรางวัลอันทรงเกียรติที่สุดในโลก ซึ่งมอบให้แก่บุคคลและองค์กรที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้ง มีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแล้ว 4 ท่านที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ได้แก่:

ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (1906) ประธานาธิบดีคนที่ 26 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1906 จากบทบาทในการไกล่เกลี่ยสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ความขัดแย้งครั้งนี้อาจลุกลามกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สอง แต่การทูตของรูสเวลต์มีบทบาทสำคัญในการยุติสงครามและเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพ นอกเหนือจากความพยายามในการไกล่เกลี่ยแล้ว เขายังบรรลุข้อตกลงสุภาพบุรุษว่าด้วยการอพยพกับญี่ปุ่น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดและการเลือกปฏิบัติต่อผู้อพยพชาวญี่ปุ่น รูสเวลต์ยังโด่งดังจากการส่งกองเรือใหญ่ไวท์ฟลีต (White fleet) ซึ่งเป็นกองเรือประจัญบานของอเมริกาออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศอื่น ๆ

วูดโรว์ วิลสัน (1919) ประธานาธิบดีคนที่ 28 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1919 จากความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการส่งเสริมสันติภาพและวิสัยทัศน์ของเขาสำหรับระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หลักการสี่ประการอันโด่งดังของวิลสันได้สรุปวิสัยทัศน์ของเขาสำหรับระเบียบโลกใหม่ที่จะป้องกันความขัดแย้งในอนาคต และเขามีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งสันนิบาตชาติ ซึ่งเป็นรากฐานของสหประชาชาติ

จิมมี คาร์เตอร์ (2002) ประธานาธิบดีคนที่ 39 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2002 จากการทำงานหลายทศวรรษเพื่อแสวงหาทางออกโดยสันติต่อความขัดแย้งระหว่างประเทศ การส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม คาร์เตอร์มีส่วนร่วมในโครงการริเริ่มด้านมนุษยธรรมและสันติภาพมากมาย รวมถึงงานของเขากับศูนย์คาร์เตอร์ในด้านต่างๆ เช่น การกำจัดโรค การติดตามการเลือกตั้ง และการแก้ไขความขัดแย้ง

บารัค โอบามา (2009) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 44 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี พ.ศ. 2552 จากความพยายามอันโดดเด่นในการเสริมสร้างการทูตระหว่างประเทศและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โอบามาได้ส่งเสริมการลดอาวุธนิวเคลียร์ ส่งเสริมการเจรจากับโลกมุสลิม และดำเนินมาตรการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นโครงการริเริ่มสำคัญในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระดับโลก

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน มีความใฝ่ฝันที่จะได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นอย่างยิ่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้นำหลายชาติ อาทิ นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นิโคล ปาชินยาน และประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน อิลฮัม อาลีเยฟ หลังจากสองประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งกันมายาวนานในพื้นที่คอเคซัสใต้ได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพสำคัญ ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่ทำเนียบขาว ผู้นำทั้งสองได้ยกย่องการไกล่เกลี่ยของทรัมป์ในการยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ และเรียกร้องให้คณะกรรมการโนเบลยกย่องความพยายามของทรัมป์

ปากีสถานเสนอชื่อทรัมป์ ปากีสถานเสนอชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2569 โดยให้เครดิตกับ "การแทรกแซงทางการทูตที่เด็ดขาดและความเป็นผู้นำที่มีบทบาทสำคัญ" ของเขาในช่วงความขัดแย้งระหว่างนิวเดลีและอิสลามาบัด ประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X โดยเจ้าหน้าที่ปากีสถานกล่าวว่า ทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างเพื่อนบ้านสองประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์

แม้แต่ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดของอิสราเอลก็เสนอชื่อทรัมป์ให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยกล่าวถึงความพยายามของเขาในการ "สร้างสันติภาพในภูมิภาคต่าง ๆ หนึ่งแล้วภูมิภาคหนึ่ง" “ผมขอนำเสนอจดหมายที่ผมส่งไปยังคณะกรรมการรางวัลโนเบลแก่ท่านประธานาธิบดี จดหมายฉบับนี้เป็นการเสนอชื่อท่านให้เข้ารับรางวัลสันติภาพ ซึ่งท่านสมควรได้รับอย่างยิ่ง และท่านก็ควรได้รับมัน” เนทันยาฮูกล่าวขณะที่ทรัมป์เชิญเขาเข้าร่วมการหารือที่ทำเนียบขาว

เขมรก็สนับสนุนทรัมป์เข้ารับรางวัลสันติภาพนี้ ฮุน มาเนต์ อีกหนึ่งนายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดของเขมร ได้ประกาศว่า เขาได้เสนอชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ พร้อมยกย่อง “ความเป็นรัฐบุรุษที่ยอดเยี่ยม” ของเขาในการแก้ไขข้อขัดแย้งบริเวณพรมแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ในโพสต์บน Facebook ฮุน มาเนต์ได้แชร์จดหมายที่ส่งถึงคณะกรรมการโนเบลของนอร์เวย์ โดยบรรยายถึงการแทรกแซงของทรัมป์ว่าเป็นตัวอย่างของ "ความสำเร็จอันโดดเด่นของเขาในการลดความตึงเครียดในภูมิภาคที่มีความผันผวนที่สุดบางแห่งของโลก"

แต่ฝันของ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นจริงหรือไม่ บทบาทหน้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาย่อมจะสะท้อนให้เห็นถึงพฤติการณ์และพฤติกรรมของทรัมป์เอง ไม่ว่า ความพยายามในการยุติสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ดูแล้วยังไม่แข็งขันและหนักแน่นพอ การใช้มาตรการทางภาษีข่มขู่นานาประเทศ หรือ การยืนหยัดให้การสนับสนุนปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดของอิสราเอล โดยไม่พยายามแก้ไขหรือทำอะไรเลย หรือ การทิ้งระเบิดอิหร่านเพื่อสนับสนุนการทำสงครามของอิสราเอล ก่อนที่จะทำหน้าที่ตัวกลางไกล่เกลี่ยการหยุดยิง แค่สองสามเรื่องนี้ อีกทั้งมีผู้นำมือเปื้อนเลือดอีกสองคนให้การสนับสนุน หากคณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพได้นำเรื่องเล่านี้มาพิจารณาด้วยแล้ว ความฝันของทรัมป์ก็ไม่น่าจะเป็นจริง เว้นแต่คณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะมีเหตุผลที่หนักแน่นและมากพอที่สามารถอธิบายให้ชาวโลกยอมรับได้

‘ทักษิณ’ ร่วมโต๊ะอาหาร ‘นายหน้าธุรกิจสีเทา’ ตอกย้ำอดีตผู้นำไทยใกล้ชิดเครือข่ายธุรกิจสีเทานานาชาติ

ช่วงนี้ใครที่ติดตามข่าวต่างประเทศอาจได้เห็นรายงานที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะบทความของ Tom Wright นักเขียนเชิงสืบสวน ซึ่งเผยแพร่ใน Whale Hunting ภายใต้ชื่อ 'RICH LIST: The Fixer, the Jet, and Thaksin's Shadow Wealth' ที่เจาะลึกความมั่งคั่งเงาของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย

สิ่งที่ Tom รายงานและสร้างแรงสั่นสะเทือนในทางการเมือง–ธุรกิจ ก็คือ ในเดือนเมษายน ปี 2568 ทักษิณได้พบกับชายชาวแอฟริกาใต้ชื่อ Benjamin Mauerberger ซึ่งถูกระบุว่าเป็น 'นายหน้าธุรกิจสีเทา' (grey-business broker) หรือที่ Tom ใช้คำว่า 'Fixer' โดยบุคคลนี้มีสายสัมพันธ์กับธุรกิจการบินและเครือข่ายการจัดหาทรัพย์สินนอกระบบ จุดนัดพบไม่ใช่เพียงร้านอาหารหรูธรรมดา แต่จากการตรวจสอบของเพจเรา ยืนยันแล้วว่าร้านดังกล่าวคือ ร้านหรูภายในเกสรพลาซ่า (Gaysorn Village) กรุงเทพมหานคร 

ใครคือ Benjamin?
ข้อมูลที่ตรวจสอบพบว่า Benjamin ไม่ใช่นักธุรกิจทั่วไป แต่มีภูมิหลังที่ยาวและเต็มไปด้วยข้อครหา ได้แก่
สถานะทางกฎหมาย: เขาเป็นชาวแอฟริกาใต้ ถูกระบุว่าเป็น อาชญากรที่ถูกตัดสินความผิดและหลบหนีคดี (convicted criminal on the run) และมีชื่อเสียงในฐานะ 'นายหน้าธุรกิจสีเทา' ที่ทำงานกับกลุ่มชนชั้นนำกัมพูชา คดีในนิวซีแลนด์ (2003): ศาลโอ๊คแลนด์สั่งปรับเขา NZ$30,000 จากการโทรหลอกลวงชาวนิวซีแลนด์และออสเตรเลียให้ลงทุนผ่านบริษัท Mauer-Swisse Securities ซึ่งถูกจัดอยู่ในรูปแบบ boiler room scam

คดี Atlantic Wine Agencies (2004–2006) : Benjamin ถูกอ้างถึงว่าเกี่ยวข้องกับคดีหลอกขายหุ้น (boiler room) ผ่านบริษัท Atlantic Wine Agencies (Florida/ลอนดอน) ปี 2005 บริษัท Atlantic Wine เซ็นสัญญากับเขาในฐานะ consultant เพื่อหาพันธมิตรควบรวมบริษัท (merger partners), จัดหาผู้บริหารระดับสูง และวางแผนการขยายธุรกิจ

เขาได้รับค่าตอบแทนเป็น หุ้น 4,000,000 หุ้น มูลค่ารวมประมาณ $140,000
ข้อตกลงนี้เกี่ยวพันกับ Adam Mauerberger (ญาติของเขา) ซึ่งดำรงตำแหน่ง President/CEO ของ Atlantic Wine
Brinton Group / Boiler Room Scam (2001) : ชื่อของ Benjamin ยังถูกโยงเข้ากับเครือข่ายธุรกิจสีเทาในเอเชียที่ใช้วิธีการ cold-calling หลอกขายหุ้น โดยเฉพาะคดีใหญ่ของ Brinton Group ในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกตำรวจไทยและต่างชาติร่วมกันบุกจับในปี 2001 หลังหลอกชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เสียหายกว่า 200 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (6.9 พันล้านบาท)

คดีนี้ถูกนิยามว่าเป็นหนึ่งใน เครือข่ายสแกมเมอร์นานาชาติ ที่ใหญ่ที่สุดในช่วงเวลานั้น

แล้วเขาคุยกับทักษิณเรื่องอะไร?
เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ การพูดคุยเพื่อหาช่องทางได้มาซึ่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวแบบนอกระบบ หรือที่เรียกกันว่า 'เครื่องบินเถื่อน' โดยเครื่องบินที่เป็นประเด็นคือ Bombardier Global G7500 ซึ่งถูกใช้เพื่อการเดินทางส่วนตัวของทักษิณ

เครื่องบินประเภทนี้ หากจัดหาผ่านช่องทางสีเทา จะช่วยเลี่ยงการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การขึ้นทะเบียน และการควบคุมการบินสากล ซึ่งอาจสะท้อนความกังวลของทักษิณต่อข้อจำกัดการเดินทางและการเฝ้าติดตามจากรัฐไทยและพันธมิตรระหว่างประเทศ

บทสรุป
การพบกันของ ทักษิณ ชินวัตร กับ Benjamin Mauerberger จึงไม่ใช่เพียงมื้ออาหารธรรมดา แต่คือการตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างอดีตผู้นำไทยกับเครือข่ายธุรกิจสีเทานานาชาติ Benjamin ในฐานะ นายหน้าธุรกิจสีเทา–สแกมเมอร์ ที่มีประวัติพัวพันกับคดีหลอกลวงการลงทุน (2001–2006) กลายเป็นตัวละครสำคัญที่เชื่อมโยงการเมืองไทยกับโลกใต้ดินทางการเงิน การจัดหาเครื่องบินเจ็ตเถื่อนอาจเป็นสัญญาณถึงการเตรียมการด้านความปลอดภัย การเคลื่อนย้าย หรือแม้แต่การสร้างเครือข่ายเคลื่อนทุนข้ามพรมแดนในยามวิกฤติ

ข่าวอ้างอิง ปูมหลัง Benjamin
- https://www.thisismoney.co.uk/.../Payouts-Pacific...
- https://www.thisismoney.co.uk/.../Global-scam-in-Atlantic...
- https://www.theguardian.com/world/2001/jul/27/johnaglionby
- https://www.crimes-of-persuasion.com/.../brinton-group.html

ส่องรหัสบนตัวถัง MK 84 ระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ ตัวเลขบ่งชัดผลิตปี 1996 ซ้ำไม่เคยมีประวัติใช้ในอาเซียน

ระเบิด 2,000 ปอนด์ : ความจริงที่รหัสบนตัวถังบอกเรา

ช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา มีข่าวลือออกมาว่าพบลูกระเบิดหนัก 2,000 ปอนด์ (ประมาณเกือบ ๆ 1 ตัน) อยู่ในพื้นที่สู้รบ แล้วก็มีลือทางโซเชียลมีเดียการพยายามโยนความผิดว่าเป็นฝีมือกองทัพไทยที่เพิ่งใช้ไปหมาด ๆ ไปโจมตีที่บ้านเรือนของชาวกัมพูชา

แต่พอไปดู 'รหัส' ที่เขียนอยู่บนตัวถังระเบิด กลับเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ
รหัสที่บอกความจริง บนตัวระเบิดมีข้อความว่า
BOMB MK 84 MOD 4 GP 2000 LBS
30003 - 923AS105
LOT NO. 1M 96G015 = 011

ถ้าอ่านผ่าน ๆ คนทั่วไปก็คงมองว่าเป็นแค่ตัวเลขธรรมดา แต่ถ้าแปลออกมาแล้วจะเห็นว่า :
BOMB MK 84 → คือชื่อรุ่นระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ ที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้
MOD 4 GP → บอกว่าเป็นระเบิดแบบทั่วไป (General Purpose) รุ่นดัดแปลงครั้งที่ 4
LOT NO. 1M 96G015 = 011 → ตรงนี้สำคัญที่สุด มันบอกว่า ระเบิดถูกผลิตขึ้นใน ปี ค.ศ. 1996 (พ.ศ. 2539)

สรุปง่าย ๆ คือ ลูกนี้มันถูกทำออกมานานกว่า 29 ปีแล้ว ไม่ใช่ของใหม่ที่เพิ่งผลิตแน่นอน

ระเบิดเก่าแบบนี้ไปโผล่ได้ยังไง?
ในปี 1996 กัมพูชายังไม่สงบ ยังมีเขมรแดงสู้รบกับรัฐบาลฮุนเซน มีการยิงกันในป่า มีรัฐประหารในเมืองหลวง แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าใครเคยใช้ระเบิด MK-84 รุ่นนี้ในกัมพูชา

ในทางกลับกัน ระเบิดรุ่นนี้มักใช้ในสงครามตะวันออกกลาง เช่น อิรัก หรืออัฟกานิสถาน ไม่ค่อยมีประวัติว่าใช้ในอาเซียนเลย

เพราะงั้น พออยู่ ๆ เจอลูกที่ผลิตตั้งแต่ปีค.ศ. 1996 มาตกอยู่ตรงชายแดน (เขต บ้านเรือน) ในปี ค.ศ.2025 (2568)มันเลยชวนให้สงสัยว่ามีใคร “เอามาจัดฉาก” มากกว่าจะเป็นการโจมตีจริง ๆ หรือไม่?

ข้อสรุป
รหัสบนตัวระเบิดพูดแทนทุกอย่าง — มันถูกผลิตตั้งแต่ปี 1996 สภาพก็ขึ้นสนิมชัด ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนเป็นการ 'จัดฉาก' มากกว่า เพื่อสร้างภาพว่าไทยใช้ระเบิดหนักถล่มกัมพูชา ทั้งที่ความจริง มันคือระเบิดเก่าที่ไม่ควรไปโผล่ตรงนั้นด้วยซ้ำ

เสียงดนตรีที่เปรียบเสมือนเครื่องบิน ที่พาคุณเดินทางข้ามโลก

(21 ส.ค. 68) หากคุณอยู่ในประเทศไทยแล้วได้ยินเสียงดนตรีลอยมาเข้าหูเป็นเสียงกีตาร์ที่บรรเลงด้วยโทนเสียงและสำเนียงคล้ายเสียงพิณ คลอไปกับเสียงเบสและกลองจังหวะคึกคักม่วนซื่นและอ่อนช้อยชวนให้คุณอยากกรีดนิ้วขึ้นฟ้อนหรือโยกตามเสียงดนตรี คุณอาจจะนึกไปว่าที่คุณได้ยินนั้นคือเสียงดนตรีจากวงหมอลำพื้นบ้านจากภาคอีสานดีๆ สักวงหนึ่ง แต่ในโลกไร้พรมแดนในปัจจุบันนี้เสียงดนตรีออนซอนที่คุณได้ยินอาจจะบรรเลงโดยนักดนตรียอดฝีมือที่มาจากลุ่มแม่น้ำ Rio grande แทนที่จะมาจากลุ่มแม่น้ำมูลก็เป็นได้

ในยุคที่ดนตรีแนว psychedelic rock กำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง มีวงดนตรี 3 ชิ้นวงหนึ่งจากเท็กซัสที่สร้างเสียงดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์จนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก นั่นคือ Khruangbin (อ่านว่า “เครื่องบิน” แปลว่า “เครื่องบิน” ในภาษาไทย)

จุดเริ่มต้นจาก Houston
Khruangbin ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 โดยสมาชิก 3 คน ได้แก่ Laura Lee (เบส), Mark Speer (กีตาร์) และ Donald “DJ” Johnson Jr. (กลอง) วงนี้เกิดขึ้นจากการที่ Donald และ Mark เป็นเพื่อนกันมานาน รวมทั้งเคยเล่นดนตรีในโบสถ์มาด้วยกัน และอยู่มาวันหนึ่งทั้งคู่ก็ได้มีโอกาสได้ไปฟังคอนเสิร์ตของ Afghan musician และก็ได้พบกับสาวสวยสุดเก๋อย่าง Laura ซึ่งที่งานคอนเสิร์ตนี้เองที่ทำให้พวกเขาค้นพบว่าต่างมีความสนใจและรสนิยมทางดนตรีที่สอดคล้องกัน ซึ่งจุดนี้เองก็เป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาอยากสร้างดนตรีที่ผสมผสานวัฒนธรรมต่างๆ เข้าด้วยกัน ส่วนที่มาของชื่อวงแปลกหูก็มาจากมือเบสสุดสวยและมันสมองของวงอย่าง Laura Lee ที่มีความสนใจในภาษาและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเธอก็ชอบคำว่าเครื่องบินเอามากๆ จนเอาคำๆ นี้มาแนะนำแกมบังคับให้ Mark กับ Donald เอามาใช้เป็นชื่อวงนั่นเอง

เสียงดนตรีที่ไม่เหมือนใคร 
สิ่งที่ทำให้ Khruangbin โดดเด่นคือการนำเอาดนตรีจากหลากหลายวัฒนธรรมมาผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็น:
• Thai funk  (หรือหมอลำ)จากยุค 70s-80s 
• Middle Eastern psychedelia 
• Korean pop แนว vintage
• West African rhythms
• Spanish guitar melodies
ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงดนตรีแนวผสมผสานที่มีเอกลักษณ์อย่างสูงฟังแล้วรู้สึกเหมือนได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกพร้อมๆ กันในเวลาเดียวกันและเพลงส่วนใหญ่ของ kruangbin ก็เป็นเพลงบรรเลงทำให้สมาชิกแต่ละคนได้ "ปล่อยของ" ฝีมือดนตรีของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่

อัลบั้มที่ควรฟัง
“The Universe Smiles Upon You” (2015) - อัลบั้มแรกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหมอลำและ psychedelia
“Con Todo El Mundo” (2018) - ใช้แนวดนตรีสเปนและเม็กซิกัน ด้วยการนำเสนอที่หลากหลายยิ่งขึ้น
“Mordechai” (2020) - อัลบั้มล่าสุดที่มีการใส่เสียงร้องมากขึ้น พร้อมกับการทดลองเสียงใหม่ๆ

สไตล์การแสดงที่น่าดึงดูด
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Khruangbin เป็นที่จดจำคือ fashion sense อันเป็นเอกลักษณ์ Laura Lee มักจะใส่วิกผมยาวสีต่างๆ พร้อมกับเสื้อผ้าสไตล์ vintage ในขณะที่ Mark Speer จะสวม cowboy hat และเสื้อผ้าสไตล์เท็กซัส การแสดงสดของพวกเขายังเต็มไปด้วยแสงสีและบรรยากาศที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่ในภาพยนตร์แนว retro ย้อนยุคอย่างไรอย่างนั้น

ทำไมต้องฟัง Khruangbin?
หากคุณกำลังมองหาดนตรีที่:
• ผ่อนคลายแต่ไม่น่าเบื่อ
• มีเอกลักษณ์และไม่เหมือนใคร
• เหมาะกับการฟังขณะทำงาน อ่านหนังสือ หรือนั่งสมาธิ
• ขยายขอบเขตการฟังดนตรีของคุณ

Khruangbin คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ดนตรีของพวกเขาเป็นเหมือนการเดินทางข้ามวัฒนธรรม ข้ามเวลา และข้ามขอบเขตของแนวดนตรี ในโลกที่เต็มไปด้วยความรีบเร่ง เสียงดนตรีของ Khruangbin คือพื้นที่แห่งความสงบที่จะพาคุณไปยังที่ที่จิตวิญญาณของผู้ฟังที่โหยหาดนตรีแปลกใหม่ต้องการอย่างแท้จริง

ความสำเร็จของ kruangbin ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนหากแต่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และชั่วโมงบินมาเนิ่นนานนับสิบปี โดยสมาชิกทุกคนในวงต่างก็มีความมุ่งมั่นที่จะเล่นดนตรีในแนวทางที่ตัวเองเชื่อมั่น จนค่อยๆมีแฟนประจำและผู้คนที่ชื่นชอบผลงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนสามารถฝากชื่อไว้ในเวทีระดับโลกอย่าง Grammy Awards ได้ในที่สุด และนับจากวินาทีนั้นเป็นต้นมา kruangbin ก็ได้สกาปนาตัวเองขึ้นไปอยู่ในฐานะวงดนตรีระดับโลกได้อย่างแท้จริง 

หากคุณไม่เคยฟังเพลงของKruangbin มาก่อน ใดๆDigest อยากให้คุณลองเริ่มต้นด้วยเพลง “Time (You and I)” หรือ “People Everywhere (Still Alive)” แล้วคุณจะเข้าใจได้ทันทีว่าทำไม Khruangbin ถึงได้รับความรักจากแฟนเพลงทั่วโลกในปัจจุบัน

‘กัมพูชา’ ไม่สนโลกละเมิดสนธิสัญญาซ้ำซาก ด้วยอาวุธต้องห้าม “หลุมหนาม - กับดักหนาม”

(20 ส.ค. 68) ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาได้เผยให้เห็นพฤติกรรมที่น่ากังวลอีกครั้ง เมื่อกัมพูชาเลือกใช้ หลุมหนามและกับดักหนาม ในพื้นที่ชายแดน วิธีการเช่นนี้แม้จะดูเป็นอาวุธโบราณ แต่ในกฎหมายมนุษยธรรมสากลกลับถือว่า เป็นอาวุธต้องห้าม เพราะไม่สามารถจำกัดผลเฉพาะต่อกำลังทหารได้ หากพลเรือนสัญจรผ่านก็อาจได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกัน

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายละเมิด อนุสัญญาเจนีวา และ พิธีสารเพิ่มเติมของอนุสัญญาอาวุธบางชนิด (CCW Protocol II) ซึ่งห้ามการใช้กับดักที่ไม่เลือกเป้าหมาย รวมถึงเป็นการเพิกเฉยต่อพันธกรณีที่กัมพูชาได้ลงนามไว้เอง

การละเมิดกฎหมายเจนีวา
1. หลักการจำแนกเป้าหมาย (Principle of Distinction) – ตาม พิธีสารเพิ่มเติม (Additional Protocol I) มาตรา 48 และ 51 ระบุชัดว่า “คู่สงครามต้องจำแนกพลเรือนออกจากนักรบ และต้องมุ่งเป้าโจมตีเฉพาะวัตถุทางทหารเท่านั้น” การวางหลุมหนามที่สามารถทำร้ายได้ทั้งทหารและพลเรือน จึงขัดกับหลักการนี้โดยตรง

2. ข้อห้ามการโจมตีไม่เลือกเป้าหมาย (Indiscriminate Attacks) – พิธีสารเพิ่มเติม มาตรา 51 วรรค 4 ห้ามการใช้อาวุธ วิธี หรือกลยุทธ์ที่ไม่สามารถจำกัดผลกระทบต่อเป้าหมายทางทหารได้ หลุมหนามซึ่งดักทำร้ายทุกคนที่ผ่านเข้ามาเข้าข่ายชัดเจน

3. อนุสัญญาอาวุธบางชนิด (CCW) Protocol II ว่าด้วยกับดักและทุ่นระเบิด – ข้อ 3 และ 6 ห้ามการใช้ กับดัก (booby-traps) ที่ไม่เลือกเป้าหมาย หรือวางในพื้นที่ที่มีโอกาสที่พลเรือนสัญจรไปมา เช่น เส้นทาง หมู่บ้าน พื้นที่ทำกิน การใช้หลุมหนามชายแดนจึงเป็นการละเมิดพันธกรณีตาม CCW อย่างไม่ต้องสงสัย

ในเวทีนานาชาติ นี่จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทท้องถิ่น แต่สะท้อนภาพกัมพูชาในฐานะ รัฐที่ไม่เคารพกติกาสากล และพร้อมละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อผลประโยชน์ทางทหาร การใช้กับดักหนามจึงไม่เพียงสร้างบาดแผลให้ทหารไทย แต่ยังเสี่ยงทิ้งบาดแผลถาวรให้กับพลเรือนในอนาคต

ประชาคมโลกจึงควรจับตามองพฤติกรรมซ้ำซากของกัมพูชา ซึ่งทำให้เสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาคอาเซียนถูกสั่นคลอนอีกครั้ง

ตัวอย่างทั่วโลกชี้ชัด!! รั้วชายแดนป้องกันอาชญากรรม ‘ไทย’ จะทำบ้างกลับถูก ‘กัมพูชา’ วิจารณ์สิทธิมนุษยชน

(19 ส.ค. 68) เฟซบุ๊กปราชญ์ สามสี โพสต์เมื่อเพื่อนบ้านไม่น่ารัก การปักรั้วลวดหนามหรือสร้างกำแพงกั้นแดนไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก ตรงกันข้าม นี่คือวิธีการที่หลายประเทศเลือกใช้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในของตน

ตัวอย่างจากทั่วโลก
อินเดีย–บังกลาเทศ
อินเดียสร้างรั้วยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร เพื่อหยุดการลักลอบข้ามแดนและอาชญากรรมข้ามชาติ แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่รัฐบาลอินเดียยังยืนยันว่ารั้วนี้คือเกราะป้องกันประชาชนของตน

ตุรกี–ซีเรีย
ตุรกีสร้างกำแพงคอนกรีตและลวดหนามยาวกว่า 760 กิโลเมตร เพื่อกันผู้ก่อการร้ายและการลักลอบค้าอาวุธจากฝั่งซีเรีย แม้เป็นรั้วที่แข็งแรงที่สุดเส้นหนึ่งในโลก แต่ตุรกีก็อธิบายชัดว่านี่คือการป้องกันประเทศ ไม่ใช่การรุกราน

ปากีสถาน–อัฟกานิสถาน
หลังจากเกิดการก่อการร้ายต่อเนื่อง ปากีสถานเลือกปักรั้วลวดหนามยาวกว่า 2,600 กิโลเมตร บนเส้น Durand Line เพื่อควบคุมความมั่นคง แม้จะมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดน แต่รั้วนี้ช่วยลดความเสี่ยงในพื้นที่เปราะบางได้จริง

ลิทัวเนีย–เบลารุส
เมื่อวิกฤตผู้อพยพถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในยุโรป ลิทัวเนียเร่งสร้างรั้วลวดหนามยาวกว่า 500 กิโลเมตร เพื่อป้องกันการไหลบ่าของผู้ลี้ภัยโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ

แล้วไทยผิดตรงไหน?
เมื่อประเทศมหาอำนาจและประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากใช้กำแพงและรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันตัวเอง ทำไมเมื่อไทยทำบ้างจึงถูกกัมพูชาตีความว่า “ละเมิดสิทธิมนุษยชน”?

รั้วลวดหนามที่ไทยสร้างขึ้นไม่ได้มีเจตนาเอาชีวิตใคร ไม่ได้ซ่อนกับระเบิด ไม่ได้ทำให้ใครต้องสูญเสียแขนขา มันเป็นเพียงเส้นแบ่งเขตที่บอกว่า “ตรงนี้คือไทย ตรงนั้นคือกัมพูชา” ตรรกะตรงไปตรงมาเหมือนกับที่หลายประเทศทั่วโลกทำมาแล้ว

สิทธิมนุษยชนที่ถูกบิดเบือน
สิทธิในการมีชีวิตและความปลอดภัยคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่สุด แต่กัมพูชากลับละเลยปัญหาทุ่นระเบิดที่ทำให้ทหารและชาวบ้านไทยบาดเจ็บล้มตาย กลับกันเมื่อไทยใช้วิธีที่ไม่รุนแรงกว่ามาก—แค่ขึงรั้วลวดหนาม—กลับถูกโจมตีว่า “ละเมิดสิทธิ”

นี่จึงไม่ใช่การพูดถึง “สิทธิมนุษยชน” อย่างจริงใจ แต่คือการใช้คำนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกดดันและโจมตีไทยเท่านั้น

บทสรุป
โลกพิสูจน์แล้วว่า รั้วลวดหนามและกำแพงชายแดนคือเครื่องมือที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ป้องกันตนเองอย่างชอบธรรม การที่ไทยจะใช้วิธีเดียวกันเพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน ไม่อาจถูกตีความว่าเลวร้ายกว่าการซ่อนกับระเบิดใต้ดินที่พรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ หากเพื่อนบ้านไม่น่ารัก การสร้างรั้วคือสัญลักษณ์ของการปกป้อง ไม่ใช่การรุกราน

ไทยชูประเด็นทุ่นระเบิดกลางเวที ‘แม่โขง-ล้านช้าง’ จีนยกมือหนุน!! พร้อมบีบกัมพูชาร่วมแก้ปัญหาด่วน

(18 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์…การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Lancang-Mekong Cooperation – LMC) ครั้งที่ 10 ที่เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย กล่าวถึงความสูญเสียที่เกิดกับทหารและประชาชนไทยจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติช่วยสนับสนุนไทยในการผลักดันให้กัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจัง 【Bangkokbiznews】

ด้าน นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน แสดงจุดยืนชัดว่า จีนเห็นด้วยกับไทยว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนด้านมนุษยธรรม และจีน พร้อมสนับสนุนในเชิงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ รวมถึงยินดีทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เพื่อสร้างบรรยากาศการเจรจาระหว่างไทย–กัมพูชา 【Reuters】

นอกจากนี้ แหล่งข่าวทางการจีนเปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมอย่างเป็นทางการ นายหวัง อี้ ได้เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชา มาหารืออย่างไม่เป็นทางการในลักษณะ “tea chat” เพื่อแลกเปลี่ยนอย่างเปิดใจ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จีนใช้บทบาทการทูต ผลักดันให้กัมพูชาเข้ามามีส่วนร่วมในการถอดและเก็บกู้ทุ่นระเบิด 【Bangkokbiznews】

รัฐบาลเชิญ ‘Michel Alfaro’ นักข่าวรับจ้างเขมรมาไทย ทั้งที่สำนักข่าวต่างประเทศชั้นนำรู้ความจริงชัดเจนแล้ว

(17 ส.ค. 68) ถ้าจะบอกว่าประชาคมโลก “ไม่รู้ความจริง” ก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะสำนักข่าวต่างประเทศชั้นนำ เขารู้และเห็นภาพทั้งหมดชัดเจนแล้ว — ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นตรงชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ได้เป็นเพียง “อุบัติเหตุ” อย่างที่บางฝ่ายพยายามบิดเบือน แต่คือการวางระเบิดแฝงจริง ๆ

คุณลองดูสิครับ ทั้ง Associated Press (AP) รายงานอย่างตรงไปตรงมาว่า “ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดซ้ำหลายครั้ง หลังการประกาศหยุดยิง” จนถึงขั้นที่ประเทศไทยต้องออกมาเตือนว่าอาจจะใช้สิทธิ์ ป้องกันตัว (self-defense) หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป 【AP】

ขณะเดียวกัน Financial Times ก็เขียนชัด ว่ามีการปะทะต่อเนื่อง และหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์บานปลายคือการ “ซ่อนอาวุธและทุ่นระเบิด” ที่ยังคงเป็นภัยต่อทหารไทยและพลเรือน 【FT】

ยังไม่นับ The Guardian, Reuters, Al Jazeera ที่พาดหัวไปในทำนองเดียวกันทั้งหมด — ว่าทหารไทยบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด และข้อกล่าวหาหลักที่โลกได้ยิน ก็คือ “กัมพูชาละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วยการวางทุ่นระเบิด”

นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่า Narrative ระหว่างประเทศไม่ได้เข้าข้างกัมพูชา อย่างที่พยายามปั้นภาพเลย เพราะสำนักข่าวอิสระเหล่านี้ต่างมีแหล่งข่าวของตัวเอง และเมื่อรายงานตรงกันทั้งหมด ก็หมายความว่าความจริงมันปรากฏอยู่ชัดเจนแล้ว

ไม่จำเป็นที่ต้องใช้ Michel Alfaro หรอกครับ เพราะแค่นักข่าว influencer จากรายการพอดแคสต์ใน Chicago เท่านั้น

ไม่ได้มีคุณค่าทางการข่าวลึกหรือสูงกว่านักข่าวต่างประเทศที่มีความสามารถยังมีอีกเยอะครับสู้เราเชิญมาหลายๆสำนักยิ่งมีความเป็นไปได้มากกว่า

ผมเลยอยากถามจริงๆรัฐบาลแกล้งโง่หรือโง่จริงครับหรือพยายามจะเข้าข้างรัฐบาลกัมพูชาด้วยการเตะถ่วงด้วยการเชิญสื่อรับจ้างของกัมพูชามาทำข่าวในประเทศไทย

อยากให้คิดดูดีๆนะครับ

ถอดรหัสประชุมอะแลสกา ‘ปูติน - ทรัมป์’ ที่ไร้ข้อสรุป แต่มีสัญญาณเชิงบวกต่อกระบวนการยุติสงคราม

(17 ส.ค. 68) การประชุมสุดยอดที่อะแลสกา ระหว่างประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศในปี 2025 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ดำเนินต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและยูเครน การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความพยายามในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ แต่ยังมีนัยสำคัญต่อกระบวนการเจรจาเพื่อยุติสงครามและการรักษาความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปตะวันออก บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดอะแลสกา โดยพิจารณามุมมองของรัสเซีย สหรัฐฯ ยูเครน และพันธมิตรยุโรป รวมถึงการประเมินแนวโน้มการเจรจาและผลกระทบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว

โดยก่อนการประชุมสุดยอดที่อะแลสกาในวันที่ 13-14 สิงหาคม ค.ศ. 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเตือนวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียอย่างแข็งกร้าวว่าหากรัสเซียไม่ตกลงหยุดยิงสงครามยูเครน จะต้องเผชิญกับ “ผลลัพธ์ที่รุนแรงที่สุด” โดยแม้ทรัมป์จะไม่ได้ระบุรายละเอียดที่ชัดเจนในการแถลง แต่สื่อและนักวิเคราะห์ตีความว่าหมายถึงการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจขั้นสูง การกดดันทางการเงินจากนานาชาติ และอาจรวมถึงการตอบโต้ทางการทหารหากสถานการณ์เลวร้ายลง ข้อความขู่นี้ถูกใช้เป็นแรงกดดันทางจิตวิทยาหวังให้รัสเซียยอมถอยและเห็นชอบในข้อตกลงหยุดยิง อย่างไรก็ตามรัสเซียยังคงยืนกรานไม่ยุติการรุกราน ขณะที่ทรัมป์ยังไม่ดำเนินมาตรการขู่ทันที แต่คงท่าทีพร้อมตอบโต้เต็มที่หากรัสเซียยังเลือกเส้นทางสงครามต่อไป

การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2025 ณ ฐานทัพร่วมเอล์เมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน (Joint Base Elmendorf-Richardson) ในเมืองแองคอเรจ รัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการพบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปีของผู้นำทั้งสอง โดยเป้าหมายหลักของสหรัฐฯ คือการผลักดันให้รัสเซียตกลง “หยุดยิง” สงครามยูเครน ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญในการหารือ การเลือกรัฐอะแลสกาเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดระหว่างปูติน–ทรัมป์มีเหตุผลทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ อะแลสกาตั้งอยู่ใกล้ชายแดนรัสเซียที่สุดในสหรัฐฯ ทำให้สะดวกต่อการเดินทางของผู้นำรัสเซียและยังอยู่ภายใต้เขตอำนาจของสหรัฐฯ อีกทั้งฐานทัพร่วมเอล์เมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสันมีความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับรองรับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสุดยอด การเลือกสถานที่นี้ยังมีความหมายเชิงประวัติศาสตร์เนื่องจากอะแลสกาเคยเป็นอาณานิคมของรัสเซียก่อนถูกขายให้สหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1867 นอกจากนี้การจัดประชุมในพื้นที่ห่างไกลจากเมืองหลวงช่วยสร้างบรรยากาศกลางที่เป็นทางการทูต ลดแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ และเอื้อต่อการเจรจาอย่างรอบคอบและเป็นกลาง แม้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเผชิญหมายจับจากศาลอาชญากรรมสงครามระหว่างประเทศ (ICC) 
การตัดสินใจเดินทางไปประชุมที่อะแลสกาก็สะท้อนถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของการเจรจาและการสื่อสารโดยตรงกับสหรัฐฯ การเข้าร่วมประชุมช่วยสร้างภาพลักษณ์ว่าเขาเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและพร้อมเจรจาในเวทีโลก ขณะเดียวกันยังคงรักษาอำนาจต่อรองในประเด็นสำคัญ เช่น อิทธิพลในยูเครนและความมั่นคงภูมิภาค การตัดสินใจนี้ชี้ให้เห็นว่าผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และการสร้างสัญญาณเชิงบวกต่อพันธมิตรตะวันตกมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงทางกฎหมายระหว่างประเทศ

การเจรจาในระดับสูงเช่นการประชุมอะแลสก้ามีความซับซ้อนเนื่องจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีผลประโยชน์และแรงกดดันที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน รัสเซียมุ่งหวังผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์และการรับรองอิทธิพลในยูเครน รวมถึงการรักษาสถานะเป็นมหาอำนาจระดับโลก ขณะที่สหรัฐอเมริกาต้องรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนยูเครนและการบริหารความสัมพันธ์กับรัสเซีย ส่วนยูเครนเองต้องเผชิญแรงกดดันภายในประเทศในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคง รวมถึงความคาดหวังจากประชาชนและนักการเมืองภายในประเทศ นอกจากนี้ ยุโรปและนาโตรวมถึงประเทศแนวหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างโปแลนด์และรัฐบอลติกยังมีบทบาทสำคัญในการกดดันทุกฝ่ายไม่ให้รัสเซียได้เปรียบเกินไป ทำให้การหาข้อตกลงที่ตอบสนองต่อความต้องการของทุกฝ่ายเป็นเรื่องยากและต้องอาศัยการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์อย่างระมัดระวัง ความตึงเครียดก่อนการประชุมสุดยอดอะแลสก้ายิ่งซับซ้อนมากขึ้นเมื่อจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยจีนแสดงท่าทีชัดเจนในการสนับสนุนรัสเซียในบางประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ และพันธมิตรเคารพความมั่นคงของรัสเซียและผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาค ซึ่งการแทรกแซงของจีนเพิ่มแรงกดดันให้ทรัมป์ต้องพิจารณามาตรการทางทหารและการเจรจาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งโดยตรง การมีจีนเข้ามาเกี่ยวข้องจึงทำให้บรรยากาศก่อนการประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด และเพิ่มความซับซ้อนต่อการต่อรองระหว่างรัสเซีย สหรัฐฯ และยูเครน

แม้บรรยากาศก่อนการประชุมจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่การประชุมสุดยอดอะแลสก้ายังเผยสัญญาณเชิงบวกบางประการ ประธานาธิบดีปูตินและทรัมป์สามารถเปิดช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างสองมหาอำนาจได้อีกครั้ง และแสดงท่าทีพร้อมพิจารณาข้อตกลงเบื้องต้นในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ การประชุมยังช่วยสร้างบรรยากาศของความเข้าใจและการเจรจาแบบสองฝ่าย โดยแม้จะไม่มีข้อสรุปยุติสงครามอย่างชัดเจน แต่การแลกเปลี่ยนมุมมองและการแสดงเจตนารมณ์ในการเจรจานี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการลดความตึงเครียดและวางรากฐานสำหรับการเจรจาระยะยาว

ผลการประชุมสุดยอดทรัมป์-ปูตินที่อะแลสกาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2025 จบลงโดยไม่มีข้อตกลงหยุดยิงทันทีตามที่ฝ่ายสหรัฐฯ ผลักดัน แม้โดนัลด์ ทรัมป์จะขู่ว่ารัสเซียจะเผชิญ “ผลลัพธ์ร้ายแรง” หากไม่ยอมรับเงื่อนไข แต่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินยังคงยืนกรานข้อเสนอปูตินยืนยันจุดยืนปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงกับยูเครนระหว่างการประชุมสุดยอดที่อะแลสกา โดยระบุอย่างชัดเจนว่ารัสเซียจะไม่หยุดยิงทันทีตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ และพันธมิตร เพราะรัสเซียยังต้องการผลประโยชน์ทางดินแดนและรับประกันความมั่นคงในภูมิภาค ทั้งยังเน้นข้อเสนอว่าการเจรจาต้องรวมถึงเงื่อนไขที่ยูเครนต้องยอมรับสถานะแต่ละพื้นที่ที่รัสเซียควบคุมอยู่และการจัดวางความมั่นคงใหม่ในยุโรป ปูตินมองว่า การหยุดยิงโดยไม่มีหลักประกันเหล่านี้จะส่งผลเสียต่อรัสเซีย จึงยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อ พร้อมโยกการหารือไปสู่รูปแบบการเจรจา “ข้อตกลงสันติภาพที่กว้างขวางกว่า” มากกว่าการหยุดยิงแบบเร่งด่วน ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เองหลังเจรจาก็ไม่ดำเนินมาตรการกดดันใหม่ในทันที แต่เปลี่ยนไปใช้แนวทางเจรจากับยุโรปและยูเครนต่อ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังคงใช้ซัมมิตนี้เป็นเครื่องมือต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการหาทางออกอย่างแท้จริง ขณะที่จีนจับตาอย่างใกล้ชิดและประกาศสนับสนุนรัสเซียทางการเมือง ส่งผลให้ข้อขัดแย้งดังกล่าวยังดำรงอยู่ การเปิดช่องเจรจาครั้งนี้จึงสรุปว่า “สมประโยชน์เชิงการเมือง” แต่ยังไม่ส่งผลต่อภาพรวมสงครามยูเครนในทางปฏิบัติ แนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามชี้ให้เห็นว่ากระบวนการจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและซับซ้อน ยูเครนมีแนวโน้มยอมรับในบางประเด็นหรือพื้นที่ แต่จะไม่ยอมทั้งหมด การยอมดังกล่าวมักเกิดแบบมีเงื่อนไขชัดเจน เช่น การรับประกันด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ หรือยุโรป และการแลกเปลี่ยนที่ลดความสูญเสียสูงสุดต่อประเทศ กระบวนการเจรจาจึงอาจรวมถึงการสร้างกรอบข้อตกลงระยะสั้น (framework agreements) ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ แม้ไม่ได้ผ่านการอนุมัติเต็มรูปแบบจากเคียฟ แต่แรงกดดันจากพันธมิตรยุโรปและนาโตยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางและความสมดุลของข้อตกลงในอนาคต

อเล็กซานเดอร์ เบานอฟ (Alexander Baunov) นักวิเคราะห์และนักวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองรัสเซีย ให้ความเห็นว่าการประชุมสุดยอดทรัมป์-ปูตินที่อะแลสกา แม้เป้าหมายคือการหาทางออกให้สงครามยูเครน แต่แท้จริงแล้วเป็นการ “ปรับสถานะเชิงการเมือง” ให้รัสเซียมากกว่า อเล็กซานเดอร์ เบานอฟชี้ว่าการที่ปูตินได้รับเชิญมาเจรจาโดยตรงในประเทศมหาอำนาจฝั่งตะวันตกถือเป็นชัยชนะทางการทูตของรัสเซีย เพราะภาพลักษณ์การโดดเดี่ยวที่ถูกสร้างโดยตะวันตกตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 ถูกสั่นคลอน และช่วยให้รัสเซียกลับไปสู่เวทีโลกในฐานะผู้นำที่ต้องถูกเจรจา แทนที่จะถูกกีดกัน เขาเน้นด้วยว่าคำขู่ของทรัมป์ ว่าจะมี “ผลร้ายแรง” หากไม่หยุดยิงถูกใช้เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางจิตวิทยา แต่รัสเซียปรับตัวรับมือกับแรงกดดันผลักดันมาตรการคว่ำบาตรมาอย่างต่อเนื่อง อเล็กซานเดอร์ เบานอฟสรุปว่าการประชุมครั้งนี้คือโอกาสให้รัสเซียต่อรองเงื่อนไขบนเวทีโลกมากกว่าที่จะบรรลุข้อยุติของสงครามยูเครนอย่างแท้จริง ในขณะที่ฟีโอดอร์ ลุกยานอฟ (Fyodor Lukyanov) นักรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศวิเคราะห์ว่าการเข้าร่วมซัมมิตของปูตินถือเป็นการยืนยันสถานะรัสเซียในเวทีโลกและสะท้อนความเชื่อมั่นว่าตะวันตกจำเป็นต้องพูดคุยกับรัสเซียเพื่อแก้วิกฤติ นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญจาก Moscow State Institute of International Relations ยังเน้นว่าการเจรจาไม่สำเร็จแสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่ยอมถอยในประเด็นผลประโยชน์หลัก และปูตินมีแรงสนับสนุนเพียงพอจากพันธมิตรสำคัญอย่างจีน ทำให้ไม่จำเป็นต้องรับข้อเสนอหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไขจากสหรัฐฯ เซอร์เกร์ กูรีเยฟ (Sergei Guriev) นักเศรษฐศาสตร์รัสเซียชี้ว่าแม้เศรษฐกิจรัสเซียจะอ่อนแรงลงบ้างจากมาตรการก่อนหน้า แต่รัสเซียยังมีทางเลือกด้านการค้าที่หลากหลาย ซึ่งจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ยังคงให้ความร่วมมือในระดับสูง 

บทสรุปของการประชุมสุดยอดอะแลสกาแสดงให้เห็นว่าการเจรจายุติสงครามยูเครนจะเป็นกระบวนการระยะยาวและค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าจะมีสัญญาณเชิงบวก เช่น การเปิดช่องทางสื่อสารโดยตรงและการพิจารณาข้อตกลงเบื้องต้น แต่การบรรลุข้อยุติที่เด็ดขาดยังคงมีความซับซ้อนสูง การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของรัสเซีย สหรัฐฯ ยูเครน และพันธมิตรยุโรปในการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ และยังชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันจากมหาอำนาจและพันธมิตรภูมิภาคจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของข้อตกลง การประชุมอะแลสกาแม้ไม่ยุติสงครามทันทีแต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเจรจาที่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ยุโรป-รัสเซียในอนาคต

เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า ลำสุดท้ายของกองทัพเรือสหรัฐฯ ก่อนปรับเปลี่ยนใช้พลังงานนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ

ช่วงเวลานี้ ข่าวดี ข่าวสำคัญ ข่าวหนึ่งของพี่น้องประชาชนคนไทยผู้ที่มีใจรักชาติก็คือ เรือดำน้ำแบบ S26T ที่สั่งต่อในประเทศจีนได้ไปต่อ โดยรัฐบาลยอมให้มีการแก้สัญญาเปลี่ยนเครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ MTU 396 ของเยอรมนี ซึ่งรัฐบาลเยอรมนีไม่อนุญาตให้ส่งออกไปยังจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตเรือ จนทำให้โครงการต้องหยุดชะงักเป็นเวลานานนับปี ให้เป็นไปตามที่จีนซึ่งได้เสนอให้ติดตั้งเครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 โดยจีนระบุว่า เทียบเท่ากับ MTU 396 หรือเป็น “Licensed-manufactured” จากเยอรมนีแทน และกลายเป็นประเด็นปัญหาของรัฐบาลและกองทัพเรือ กระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ 5-7 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดยมติคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในการแก้ไขสัญญาเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 ของจีนแทน MTU 396 และขยายเวลาส่งมอบเรือออกไปอีก 1,217 วัน

เรือดำน้ำถือเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการปกป้องน่านน้ำไทยเป็นอย่างยิ่ง พลเรือเอก (เกษียณราชการแล้ว) ท่านหนึ่งเคยเล่าให้ผู้เขียนว่า ครั้งหนึ่งท่านเคยซ้อมรบกับกองทัพเรือสหรัฐฯ ในการฝึกซ้อมปราบเรือดำน้ำ ฝ่ายสหรัฐฯ ได้เตรียมเรือดำน้ำนิวเคลียร์ลำใหญ่มากมาร่วมการฝึกด้วย โดยลอยลำให้หมู่เรือฝึกเห็นอย่างชัดเจน แต่พอเริ่มการฝึกเรือดำน้ำดำลงไม่นาน โซนาร์ของหมู่เรือฝึกไม่สามารถจับเรือดำน้ำลำดังกล่าวได้อีกเลย สำหรับเรือดำน้ำจีนจัดได้ว่า เป็นเรือดำน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงพอสมควร ด้วยเหตุการณ์เมื่อ 26 ตุลาคม 2006 เรือดำน้ำจีน (Song-class ซึ่งเรือดำน้ำ S26T ของไทยถูกพัฒนามาจากรุ่นนี้) สามารถโผล่ขึ้นมาในระยะไม่เกิน 5 ไมล์จากขบวนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Kitty Hawk ของสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความประหลาดใจที่เรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าของจีนสามารถเล็ดลอดเข้ามาใกล้กองเรือที่มีระบบตรวจจับที่ทันสมัยครบครันได้ และยังมีเหตุการณ์อื่นที่คล้ายกันในปี 2015 ซึ่งรายงานว่า เรือดำน้ำของจีนสามารถติดตามขบวนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Ronald Reagan โดยไม่รู้ตัวนานครึ่งวัน

สำหรับการกล่าวอ้างว่า เครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 เคยใช้เฉพาะเรือดำน้ำของกองทัพเรือจีนเท่านั้นไม่เป็นความจริงได้อย่างใด เพราะเรือดำน้ำ Hangor-class ของปากีสถานซึ่งต่อจากจีน (China Shipbuilding Industry Corporation (CSIC)) และมีกำหนดส่งมอบเรือดำน้ำ 4 ลำภายในปีนี้ และจะต่อภายในปากีสถานอีก 4 ลำ (Karachi Shipyard & Engineering Works (KSEW)) โดยมีกำหนดส่งมอบในอีก 3-4 ปีข้างหน้าก็ใช้เครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 คงมีผู้อ่านจำนวนมากสงสัยว่า ขณะที่มีการแข่งขันประกวดราคาเพื่อจัดซื้อเรือดำน้ำของไทยนั้น มีบริษัทจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมหลายประเทศ ประเทศที่เข้าร่วมประมูล/ยื่นข้อเสนอ: เยอรมนี, สเปน, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์, สหรัฐอเมริกา, เกาหลีใต้, และจีน โดยบริษัทจาก สเปน และ เกาหลีใต้ (Daewoo) ผ่านการคัดเลือกในรอบแรก และโครงการที่เกิดขึ้นดำเนินการผ่านความร่วมมือกับจีนในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) แล้วทำไมบริษัทต่อเรือจากสหรัฐอเมริกาจึงไม่ปรากฏเป็นข่าวเลย ทั้งนี้ด้วยเพราะปัจจุบันในสหรัฐฯ ไม่มีอู่ต่อเรือที่ยังผลิตเรือดำน้ำแบบดีเซล-ไฟฟ้า (diesel-electric submarines) แล้ว

ทั้งนี้ตั้งแต่ในยุคช่วงสงครามเย็นเป็นต้นมา กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนไปใช้เรือดำน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมด ด้วยเหตุผลคือ (1) ประสิทธิภาพที่เหนือกว่าของระบบนิวเคลียร์ เรือดำน้ำนิวเคลียร์มีระยะปฏิบัติการไม่จำกัด และสามารถอยู่ในระดับความลึกได้ยาวนานโดยไม่ต้องขึ้นสู่ผิวน้ำ ซึ่งเหมาะกับภารกิจในน่านน้ำเปิด (Blue water) มากกว่า (2) แรงต่อต้านจากทบวงทหารเรือและวัฒนธรรมของกองทัพเรือ และจากชุมชนผู้สนับสนุนเรือดำน้ำนิวเคลียร์ในสหรัฐฯ ซึ่งมีอิทธิพลและบทบาทมาก ต่างไม่เห็นด้วยกับการใช้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า เนื่องจากจะเป็นการเบียดบังงบประมาณและทรัพยากรที่ควรใช้กับเรือดำน้ำนิวเคลียร์ และ (3) พันธะผูกพันทางยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรม โครงสร้างการผลิตและการวางแผนของสหรัฐฯ ได้มุ่งเน้นไปที่เรือดำน้ำนิวเคลียร์อย่างเต็มที่เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีสายการผลิตหรือแรงงานเฉพาะในสหรัฐฯ สำหรับเรือดำน้ำดีเซลอีกต่อไป อีกทั้งเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จัดว่าเป็นอาวุธเชิงรุกทางยุทธศาสตร์ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศมหาอำนาจเท่านั้นที่ต้องมีไว้ใช้งาน

USS Blueback (SS-581) เป็นเรือดำน้ำชั้น Barbel เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า (diesel-electric submarines) แบบสุดท้ายที่ประจำการในกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา สร้างขึ้นทั้งหมด 3 ลำได้แก่  USS Barbel (SS-580) USS Blueback และ USS Bonefish (SS-582) โดย USS Blueback ต่อโดย Ingalls Shipbuilding Corporation เมือง Pascagoula มลรัฐ Mississippi ต่อเสร็จเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1957 เรือลำนี้ถูกปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1959 และเข้าประจำการเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 1959 โดยมี นาวาโท Robert H. Gautier เป็นผู้บังคับการคนแรก สำหรับที่มาของชื่อ Blueback จากพจนานุกรมของกองทัพเรืออเมริกัน (American Naval Fighting Ships) ระบุว่าชื่อ Blueback มาจากปลาเทราต์ (แซลมอน) สายรุ้ง หรือปลาเทราต์สตีลเฮดที่พบเฉพาะในทะเลสาบเครสเซนต์บนคาบสมุทรโอลิมปิกในมลรัฐ Washington โดยปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ในน้ำลึก มีสีดำอมน้ำเงินบริเวณด้านบนและสีขาวอมฟ้าบริเวณด้านล่าง เรือลำนี้เป็นเรือดำน้ำลำที่สองของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ใช้ชื่อนี้

หลังจากประจำการ ภารกิจส่วนใหญ่ของ USS Blueback ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบของกองเรือที่ 7 (มหาสมุทรแปซิฟิก) เป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งเขตสงครามในทะเลจีนใต้ระหว่างสงครามเวียตนาม เรือลำนี้เป็นเรือดำน้ำที่ไม่ใช่เรือดำน้ำนิวเคลียร์ลำสุดท้ายที่ประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯ และเป็นเรือดำน้ำขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบเดิมลำสุดท้ายที่ถูกปลดประจำการ ซึ่งทำให้กองทัพเรือสหรัฐฯ มีกองเรือดำน้ำนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ ยกเว้นเรือดำน้ำสำรวจวิจัย USS Dolphin (AGSS-555) (Diesel-electric research submarine) เข้าประจำการในปี 1968 จนถึงปี 2007

USS Blueback ถูกปลดประจำการจากกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1990 และประจำการอยู่ในกองเรือสำรองแปซิฟิกที่เมืองเบรเมอร์ตัน มลรัฐ Washington ต่อมาถูกปลดออกจากทะเบียนเรือของกองทัพเรือเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 1990 เมื่อถูกปลดประจำการ จึงเป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าลำสุดท้ายของกองทัพเรือสหรัฐฯ หลังจากปลดประจำการได้ถูกนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งมลรัฐ Oregon ในฐานะอนุสรณ์สถานเรือดำน้ำแห่งชาติ ในเดือนกุมภาพันธ์ 1994 พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งมลรัฐ Oregon (Oregon Museum of Science and Industry: OMSI) ได้ทำการลาก USS Blueback ไปยังเมืองพอร์ตแลนด์ มลรัฐ Oregon ซึ่งปัจจุบันเรือลำนี้ตั้งอยู่เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถาน ใบพัดของเรือถูกถอดออกและติดตั้งไว้ด้านนอกพิพิธภัณฑ์ในฐานะอนุสรณ์สถานเรือดำน้ำแห่งชาติ OMSI มีบริการนำชมเรือดำน้ำพร้อมไกด์นำเที่ยวระยะสั้นหลายครั้งต่อวัน และทัวร์ทางเทคนิคราวสามชั่วโมง สองครั้งต่อเดือน เรือลำนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนในทะเบียนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติในเดือนกันยายน 2008 ห้องวิทยุได้รับการบูรณะโดยสโมสรวิทยุ USS Blueback พร้อมด้วยวิทยุทหารโบราณและอุปกรณ์วิทยุสมัครเล่นสมัยใหม่ที่ใช้งานได้จริง ซึ่งใช้เสาอากาศ HF และ VHF ดั้งเดิมของทหาร มีสัญญาณเรียกขานวิทยุของเรือดำน้ำลำนี้ในปัจจุบันคือ W7SUB

จับตา อบจ.สงขลา กู้เงินกว่า 2000 ล้าน ‘สุพิศ’ โกงหรือไม่เป็นเรื่องในอนาคตที่ต้องติดตาม

น่าจะยินดียิ่งกับชาวสงขลา เมื่อ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.) ให้คำมั่นต่อ สภา.อบจ.ว่า โครงการกู้เงิน 2009 ล้านบาท เป็นการกู้มาเพื่อการพัฒนา ไม่ใช่กู้มาเพื่อโกง

อบจ.สงขลา ขออนุมัติต่อสภา อบจ.สงขลา ขอกู้เงินสองก้อนใหญ่ รวมแล้ว 2009 ล้านบาท เพื่อใช้ในภารกิจทำถนน ก้อนแรกกู้จากกองทุนส่งเสริมกิจการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก้อนที่สองกู้จากธนาคารออมสิน ก็เข้าใจว่า น่าจะได้มีการประสานกันไว้แล้วเป็นเบื้องต้น ส่วนการอนุมัติกู้ยังต้องผ่านการเห็นชอบจากบอร์ดของทั้งสององค์กร และต้องผ่านความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย ในฐานะผู้กำกับดูแล ซึ่งก็ไม่ง่าย

มาทำความรู้จักกับกองทุนส่งเสริมกิจการองค์การบริหารส่วนจังหวัดกันก่อน บางคนอาจจะไม่รู้จัก

“กองทุนส่งเสริมกิจการองค์การบริหารส่วนจังหวัด” (ก.ส.อ.) ซึ่งคือกองทุนในความดูแลของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)

โครงสร้างและส่วนเกี่ยวข้อง ก.ส.อ. จัดตั้งขึ้นตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย โดยมีคณะกรรมการเป็นผู้กำกับดูแลการบริหารกองทุน  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สังกัดกระทรวงมหาดไทย) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ด้านงบประมาณ การเงิน และพัสดุของกองทุน    

วัตถุประสงค์และหลักการสำคัญ คือเปิดโอกาสให้ อบจ. สามารถกู้เงินจากกองทุน เพื่อนำไปใช้ในโครงการต่าง ๆ โดยรายได้หรือเงินฝากของ อบจ. ที่นำมาสะสมไว้เป็นส่วนหนึ่งของกองทุนเป็นพื้นฐานในการคำนวณวงเงินกู้  โดยทั่วไป อบจ. สามารถกู้ได้ไม่เกิน 3 เท่าของเงินสะสมที่ฝากไว้กับกองทุน มีระบบกำหนด ดอกเบี้ยเงินกู้และผลตอบแทนจากเงินฝาก ที่ชัดเจน ตามเงื่อนไขของคณะกรรมการเงินทุนกำหนด

ตัวอย่างการใช้งานในเชิงปฏิบัติ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 มีการประชุมคณะกรรมการเงินทุนส่งเสริมกิจการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.ส.อ.) ครั้งที่ 3/2567 เพื่อพิจารณาโครงการกู้เงินของ อบจ.อุบลราชธานี จำนวน 72 โครงการ ซึ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การก่อสร้างหรือปรับปรุงถนนพื้นที่รับผิดชอบของ อบจ. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

เงินของกองทุนส่งเสริมกิจการ อบจ.มาจากเงินสะสมของ อบจ.เอง ถ้ามีเงินเหลือจ่ายในรอบปีงบประมาณ ซึ่งส่วนใหญ่จ่ายไม่ทันทุกปี ก็นำฝากไว้กับกองทุน เมื่อจำเป็นก็ขอกู้ได้ตามเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ ไม่เกิน 3 เท่าของเงินสะสม

การขอกู้จากกองทุน 1000 กว่าล้านบาทแสดงว่า อบจ.สงขลาต้องมีเงินสะสมฝากไว้ไม่น้อยกว่า 350 ล้านบาท แต่ข้อเท็จจริงไม่ทราบว่า อบจ.สงขลา มีเงินฝากสะสมอยู่เท่าไหร่

แต่ผมแปลกใจว่า ทำไมสุพิศถึงพูดว่า ไม่ใช่กู้มาโกง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครถาม มันมีอะไรติดอยู่ในใจหรือเปล่า แต่น่าสนใจผลสำรวจของสำนักข่าวโฟกัสสงขลา เสียงท่วมท้นไม่เห็นด้วยกับการกู้เงิน 2009 ล้าน และไม่เชื่อว่าจะไม่มีการโกง

ประเด็นปัญหาคือถ้ากู้ได้ไม่ครบจำนวน 2009 ล้านบาท ผมว่า ส.อบจ.ทะเลาะกันตาย เพราะไม่ได้รับงบตามที่รับปากกันไว้ และ ส.อบจ.ส่วนใหญ่ไปบอกกล่าวกับชาวบ้านไว้หมดแล้ว จะสร้าง-ซ่อม ถนนสายนั้นสายนี้แล้วสุดท้ายไม่ได้ หรือได้ไม่เต็ม 'ยุ่งตายห่า' โค้วโต๊ะหมง ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ อดีตประธานสภาฯกล่าวไว้

สุพิศจะโกงหรือไม่โกง ไม่ได้อยู่ที่คำพูด อยู่ที่การกระทำ ติดตามกันต่อไปในอนาคต

กัมพูชาขึ้นป้ายบิลบอร์ดขนาดยักษ์ 3 ด้าน ทั่วกรุงพนมเปญ อวย!! ‘ฮุน มาเนต’ ในชุดเครื่องแบบทหารแทนที่ ‘ฮุน เซน’

(13 ส.ค. 68) เฟซบุ๊กปราชญ์ สามสี โพสต์ข้อความว่า…กัมพูชาขึ้นบิลบอร์ดขนาดยักษ์ 3 ด้านทั่วกรุงพนมเปญ พร้อมภาพ 'ฮุน มาเนต' ในเครื่องแบบทหารทำความเคารพ ฉากหลังธงชาติและสัญลักษณ์ปราสาท พร้อมข้อความภาษาขแมร์ความหมายว่า “ทุกคนไว้วางใจรัฐบาล และกองทัพของเรา” โดยป้ายดังกล่าวถูกติดตั้งในทำเลสำคัญ เพื่อให้ประชาชนในเมืองหลวงเห็นอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง

วิเคราะห์ในทัศนะของข้าพเจ้า

แม้จะเป็นเพียงบิลบอร์ด แต่เนื้อหาและภาพที่ใช้สะท้อนเป้าหมายที่ลึกกว่าการสร้างภาพลักษณ์ทั่วไป ข้อความที่เชื่อมคำว่า 'รัฐบาล' และ 'กองทัพ' เข้าด้วยกัน พร้อมภาพฮุน มาเนตในฐานะผู้นำ ทำให้เกิดการรับรู้ว่าความมั่นคงของประเทศผูกติดกับตัวเขาโดยตรง การสื่อสารเช่นนี้มีลักษณะเป็น “สงครามความคิด” (Mind War) ภายในพรรคและโครงสร้างอำนาจ

ที่สำคัญ การตัดภาพและการกล่าวถึงฮุน เซนออกไปทั้งหมด สามารถตีความได้ว่าเป็นการลดทอนอิทธิพลและรัศมีทางการเมืองของอดีตผู้นำ เพื่อเบนสายตาประชาชนและกองทัพให้ยอมรับฮุน มาเนตในฐานะศูนย์กลางอำนาจใหม่ พร้อมกันนั้นยังเป็นการ 'แทรกแซง' พื้นที่ทางอำนาจของฮุน เซนอย่างแนบเนียน ผ่านการครอบครองพื้นที่สื่อสาธารณะและการสร้างความคุ้นชินทางจิตวิทยา

นี่จึงไม่ใช่แค่ป้ายโฆษณาเชิงปลุกใจ แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการสถาปนาความชอบธรรมใหม่ ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ รุกคืบและสั่นคลอนบัลลังก์อำนาจของฮุน เซนจากภายใน

ช่องบก – ช่องอานม้า – ช่องตาควาย ประตูภูผาของแผ่นดินไทยแต่โบราณ

(11 ส.ค. 68) บนสันเขาสูงชันของพนมดงรัก มีเส้นทางเก่าแก่ที่ผู้คนใช้ข้ามไปมาระหว่างที่ราบสูงโคราชกับดินแดนเขมรด้านใต้ ช่องบก ช่องอานม้า และช่องตาควาย คือเส้นทางสำคัญเหล่านั้น ที่ไม่เพียงเป็นทางข้ามภูเขา แต่ยังเป็น “ประตูภูผา” ที่ผนวกอยู่กับแผ่นดินไทยมาตั้งแต่โบราณ

ช่องบกอยู่ในพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมสามเหลี่ยมมรกต ไทย–ลาว–กัมพูชา ส่วนช่องอานม้าอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และช่องตาควายตั้งอยู่บริเวณบ้านไทยนิยมพัฒนา หมู่ 17 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ปราสาทตาควาย โบราณสถานสำคัญของไทย

ปราสาทตาควายตระหง่านเป็นพยานประวัติศาสตร์ ทั้งในเชิงโบราณคดีและในความทรงจำของคนท้องถิ่น อบต.บักไดและผู้นำชุมชนเล่าว่า ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ชุมชนบักไดได้ขึ้นไปจัดงานที่ปราสาททุกปี และยิ่งใหญ่ขึ้นทุกครั้ง ย้อนกลับไปปี 2551 ชาวบ้านยังสามารถเดินไปมาทั่วบริเวณได้ โขดหินด้านทิศใต้ของปราสาทก็ถ่ายรูปได้โดยไม่มีทหารเขมรสักคนเดียว ก่อนปี 2554 พื้นที่รอบปราสาทมีเพียงคนไทยกับทหารพราน ไม่มีการตั้งกำลังเขมรมาเฝ้า

จนกระทั่งปี 2554 เกิดการปะทะชายแดน ไทยสามารถยึดพื้นที่ปราสาทได้ หลังจากนั้นแม้จะมีการตั้งกำลังทหารเขมรเข้ามาร่วมประจำการกับทหารไทย แต่เราก็ยังสามารถขึ้นไปจัดงานที่ปราสาทได้ทุกปี

ปราสาทตาควายไม่เพียงเป็นโบราณสถานแบบขอมสมัยพุทธศตวรรษที่ 16–17 แต่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ในแนวเดียวกับปราสาทพระวิหารและปราสาทตาเมือน การครอบครองและดูแลพื้นที่โดยไทยทั้งในเชิงราชการ ทหาร และวิถีชุมชน คือหลักฐานว่าที่นี่เป็นแผ่นดินไทยมาโดยตลอด

แต่ในเดือนสิงหาคม 2568 นี้ คำถามใหญ่กำลังเกิดขึ้น—อนาคตของปราสาทตาควายจะเป็นอย่างไร หรือสุดท้าย จะเหลือเพียงตำนานให้ชาวบักไดเล่าให้ลูกหลานฟัง ว่า “ครั้งหนึ่ง ที่นี่คือเวทีงานประเพณีของเรา และเป็นแผ่นดินไทย”
ขอบคุณภาพจาก ร้อยตรีศิริพงษ์ ชูชื่นบุญ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบักได

อินโดนีเซีย – มาเลเซีย อีกคู่กรณีปัญหาเส้นเขตแดน ส่อเปิดศึกเผชิญหน้าอีกครั้งปมพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

เสียงปืนระหว่างเขมรกับไทยเพื่อนบ้านสมาชิก ASEAN ยังไม่ทันจะสงบดี มวยคู่ใหม่ระหว่างอีก 2 ประเทศ ASEAN มาเลเซียกับอินโดนีเซียก็กำลังจะเริ่มต้น จากการที่ ASEAN ประกอบด้วย 10 ชาติสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงมีหลายประเทศเพื่อนบ้านที่มีดินแดนใกล้ชิดติดกัน และปัญหาที่มักติดตามมาโดยหลีกไม่พ้นก็คือปัญหาเกี่ยวกับเส้นเขตแดน ซึ่งชาติสมาชิก ASEAN ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นอดีตอาณานิคมของของนักล่าอาณานิคมตะวันตกอย่าง อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และเนเธอร์แลนด์ โดยประเทศที่มีเจ้าอาณานิคมเดียวกันมักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเส้นเขตแดน อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และเมียนมา ต่างเคยอยู่ภายใต้อังกฤษ เวียดนาม ลาว และเขมร ภายใต้ฝรั่งเศส อินโดนีเซียภายใต้เนเธอร์แลนด์ และฟิลิปปินส์ภายใต้สหรัฐอเมริกา สำหรับไทยซึ่งไม่เคยเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกเลยแน่นอนย่อมมีปัญหากับเพื่อนบ้านอดีตอาณานิคมอยู่เป็นประจำจนทุกวันนี้ ในขณะที่ประเทศ ASEAN อื่น ๆ ที่มีเขตแดนติดกันแต่อดีตเจ้าอาณานิคมต่างกันก็มีปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนเช่นเดียวกันจนปัจจุบัน

ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมายาวนานระหว่างสองประเทศ (มาเลเซียและอินโดนีเซีย) เกี่ยวกับพื้นที่ที่อุดมไปด้วยน้ำมันในทะเลเซเลเบส ซึ่งมาเลเซียและอินโดนีเซียต่างมีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันเหนือเขตบล็อกทะเล ND6 และ ND7 ซึ่งปุตราจายาเรียกว่า “ทะเลสุลาเวสี” และจาการ์ตาเรียกว่า “อัมบาลัต” เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ Anwar และ Prabowo ให้ความสำคัญ การปรึกษาหารือประจำปีจัดขึ้นสลับกันระหว่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ถือเป็นเวทีระดับสูงสำหรับผู้นำในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ ตลอดจนกระชับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และครอบคลุม แต่ตั้งแต่การประชุมครั้งก่อนในรัฐซาราวักเมื่อปี 2017 การปรึกษาหารือไม่ได้จัดขึ้นเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องในนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ปัญหาสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่ทั้งสองประเทศกำลังเผชิญอยู่คือข้อพิพาททางทะเลในพื้นที่ที่อุดมไปด้วยน้ำมันในทะเลสุลาเวสี “อินโดนีเซียและมาเลเซียได้มีการหารือกันถึงข้อเสนอที่เป็นเอกลักษณ์ในการพัฒนาพื้นที่ในทะเลสุลาเวสี ซึ่งก็คือพื้นที่อัมบาลัต”

อันที่จริงแล้วการเผชิญหน้าระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียเคยเกิดขึ้นเมื่อ 60 กว่าปีก่อน (1963-1966) ที่เรียกกันว่า “การเผชิญหน้าในบอร์เนียว” (Konfrontasi) ซึ่งเป็นความขัดแย้งด้วยกำลังติดอาวุธ จากการที่อินโดนีเซียต่อต้านการจัดตั้งรัฐมาเลเซียจากสหพันธรัฐมาลายา กระทั่งหลังจากประธานาธิบดีซูการ์โนของอินโดนีเซียถูกปลดออกจากตำแหน่งในปี 1966 ข้อพิพาทดังกล่าวจึงยุติลงอย่างสันติ การก่อตั้งมาเลเซียเป็นการควบรวมสหพันธรัฐมาลายา (ปัจจุบันคือคาบสมุทรมาเลเซีย) สิงคโปร์ และอาณานิคมของอังกฤษในบอร์เนียวเหนือและซาราวัก (บริติชบอร์เนียว ปัจจุบันคือมาเลเซียตะวันออก) ในเดือนกันยายน 1963 ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งได้แก่ นโยบายการเผชิญหน้ากับเนเธอร์แลนด์นิวกินี ของอินโดนีเซีย ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงสิงหาคม 1962 และการก่อกบฏของบรูไน ที่ได้รับการสนับสนุนจากอินโดนีเซียในเดือนธันวาคม 1962 มาเลเซียได้รับการสนับสนุนทางทหารโดยตรงจากสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ส่วนอินโดนีเซียได้รับการสนับสนุนทางอ้อมจากสหภาพโซเวียตและจีน ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็นในเอเชีย

ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นสงครามที่ไม่ได้ประกาศโดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียตะวันออกบนเกาะบอร์เนียว (กาลีมันตันของอินโดนีเซีย) อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียยังได้ปฏิบัติการลับที่มีความเข้มข้นต่ำกว่าบนคาบสมุทรมลายู และในสิงคโปร์อีกด้วย ความขัดแย้งมีลักษณะเป็นการรบภาคพื้นดินที่จำกัดและโดดเดี่ยว โดยใช้ยุทธวิธีการรบแบบ เสี่ยงภัยระดับต่ำการรบมักดำเนินการโดยกองกำลังขนาดเล็กที่อยู่ทั้งสองฝั่งของชายแดน การรณรงค์แทรกซึมเข้าไปในบอร์เนียวของอินโดนีเซียมุ่งเป้าไปที่การใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศาสนาที่ซาบาห์และซาราวักเมื่อเปรียบเทียบกับมาลายาและสิงคโปร์ โดยมีเจตนาที่จะทำลายล้างรัฐมาเลเซียที่กำลังจะเกิดขึ้น ด้วยภูมิประเทศป่าดงดิบของเกาะบอร์เนียว และการขาดแคลนถนนเลียบชายแดนอินโดนีเซีย-มาเลเซียทำให้ทั้งกองกำลังอินโดนีเซียและเครือจักรภพต้องลาดตระเวนระยะไกล ทั้งสองฝ่ายต่างพึ่งพาการปฏิบัติการของทหารราบเบาและการขนส่งทางอากาศ แม้ว่ากองกำลังเครือจักรภพจะได้เปรียบจากเฮลิคอปเตอร์ และการส่งกำลังบำรุงไปยังฐานปฏิบัติการด้านหน้าได้ดีกว่า แม่น้ำก็ถูกใช้เป็นเส้นทางการขนส่งและการแทรกซึมด้วยเช่นกัน แม้ว่าปฏิบัติการรบส่วนใหญ่จะดำเนินการโดยกองกำลังภาคพื้นดิน แต่กองกำลังทางอากาศก็มีบทบาทสำคัญต่อการสนับสนุน และกองทัพเรือก็คอยดูแลความปลอดภัยของแนวรบทางทะเล อังกฤษซึ่งเป็นฝ่ายรับภาระส่วนใหญ่ในการป้องกันมาเลเซีย แม้ว่ากองทัพมาเลเซียจะเพิ่มกำลังพลอย่างต่อเนื่อง และยังมีการเพิ่มกองกำลังจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในกองกำลังสำรองทางยุทธศาสตร์ตะวันออกไกลที่ประจำการอยู่ในมาเลเซียตะวันตกและสิงคโปร์เป็นระยะ ๆ อีกด้วย

ในช่วงแรก การโจมตีของอินโดนีเซียในมาเลเซียตะวันออกนั้นอาศัยอาสาสมัครท้องถิ่นที่ได้รับการฝึกอบรมจากกองทัพอินโดนีเซีย เป็นอย่างมาก เมื่อเวลาผ่านไปกองกำลังแทรกซึมมีการจัดระเบียบมากขึ้น โดยมีการรวมกำลังของกองกำลังอินโดนีเซียที่มีจำนวนมากขึ้น เพื่อยับยั้งและขัดขวางการแทรกซึมที่เพิ่มมากขึ้นของอินโดนีเซีย อังกฤษตอบโต้ในปี 1964 ด้วยการเปิดปฏิบัติการลับของตนเองในกาลิมันตันของอินโดนีเซียภายใต้ชื่อรหัสปฏิบัติการคลาเร็ตตรงกับช่วงเวลาที่ซูการ์โนประกาศ 'ปีแห่งชีวิตที่อันตราย' และเหตุการณ์จลาจลทางเชื้อชาติในสิงคโปร์ใน 1964 อินโดนีเซียได้เปิดปฏิบัติการขยายขอบเขตในมาเลเซียตะวันตกในวันที่ 17 สิงหาคม 1964 แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จทางทหารก็ตาม การสะสมกำลังทหารของอินโดนีเซียที่ชายแดนกาลิมันตันในเดือนธันวาคม 1964 ทำให้อังกฤษส่งกำลังพลจำนวนมากจากกองบัญชาการยุทธศาสตร์กองทัพบก (Army Strategic Command) ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ส่งกำลังรบจากมาเลเซียตะวันตกไปยังเกาะบอร์เนียวในปี 1965-1966 ต่อมาความรุนแรงของความขัดแย้งเริ่มคลี่คลายลงหลังจากการรัฐประหารในเดือนตุลาคม 1965 และการที่ซูการ์โนสูญเสียอำนาจให้กับพลเอกซูฮาร์โต การเจรจาสันติภาพอย่างจริงจังระหว่างทั้งสองฝ่ายเริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม 1966 และมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 1966 หลังจากอินโดนีเซียได้ให้การรับรองความเป็นรัฐเอกราชของมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

เมื่ออันวาร์และปราโบโวพบกันที่จาการ์ตาเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ได้มีการเจรจาเตรียมการสำหรับการปรึกษาหารือประจำปี ซึ่งพวกเขาตกลงที่จะพัฒนาโครงการร่วมกัน “สิ่งใดก็ตามที่เราพบในทะเล เราจะร่วมกันแสวงหาประโยชน์จากมัน” ปราโบโวกล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับอันวาร์ในวันนั้น ในขณะเดียวกัน อันวาร์กล่าวว่า “เราควรเริ่มการพัฒนาร่วมกันตั้งแต่ตอนนี้เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศและสนับสนุนประชากรในท้องถิ่น” อย่างไรก็ตาม เมื่อสมาชิกรัฐสภาจากซาบาห์ รัฐมาเลเซียที่อยู่ใกล้กับพื้นที่พิพาทมากที่สุด ซักถามอันวาร์ในรัฐสภาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม เขาย้ำว่ายังไม่มีการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย เนื่องจากการหารือยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่อันวาร์กล่าวว่าเขาจะยังคงใช้วิธีการเจรจาข้อพิพาทเรื่องอาณาเขตกับ “ประเทศมิตร” เช่นอินโดนีเซียต่อไป แต่เขายังคงยืนกรานว่าหลักการอธิปไตยยังคงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ของมาเลเซีย ข้อพิพาทนี้ย้อนกลับไปถึงปี 1979 เมื่อมาเลเซียเผยแพร่แผนที่แสดงน่านน้ำและเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีป อินโดนีเซียและประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น บรูไน ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม  ต่างก็ไม่ยอมรับแผนที่นี้ ข้อพิพาททะเลสุลาเวสีเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนในขอบเขตทางทะเลทั้งสองแห่งและอธิปไตยเหนือพื้นที่เกาะสองแห่งคือ เกาะซิปาดันและเกาะลิกิตัน ในปี 2002 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้ตัดสินให้มาเลเซียครอบครองเกาะทั้งสอง แต่ไม่ได้กำหนดเขตแดนทางทะเลที่ทับซ้อนกัน พื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาความขัดแย้งเป็นระยะ ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ทั้งสองประเทศพยายามหาทางแก้ไขข้อพิพาท ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ปัญหาทะเลสุลาเวสีจะมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั้งสองประเทศอาจตกลงกันเรื่องความพยายามร่วมกันในการพัฒนาเพื่อดึงทรัพยากรในพื้นที่โดยไม่ต้องแก้ไขข้ออ้างที่ทับซ้อนกัน เช่นเดียวกับที่มาเลเซียเคยทำกับไทยมาก่อน

อันที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ปราโบโวกับอันวาร์ ต่างมีความสัมพันธ์กันที่ดีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานไม่แตกต่างไปจากครอบครัวของสองผู้นำไทยและเขมรเลย แต่ ปราโบโวและอันวาร์ ต่างก็เลือกใช้วิธีการเจรจาเชิงสร้างสรรค์ (Constructive negotiation) โดยยึดเอาผลประโยชน์แห่งชาติของแต่ละฝ่ายเป็นสำคัญ จึงน่าจะช่วยให้โอกาสในการเผชิญหน้าระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียด้วยกำลังอาวุธไม่น่าจะเกิดขึ้น (อินโดนีเซียมีความแข็งแกร่งทางทหารอันดับที่ 13 ของโลก ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ 42 ของโลก ตามข้อมูลปัจจุบัน Global Firepower) ซึ่งมีความแตกต่างไปจากเมื่อกว่า 60 ปีก่อนซึ่งจะเรื่องราวระหว่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยมาเลเซียจะไม่มีการสนับสนุนจากอังกฤษ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เช่นในอดีตอีกแล้ว นอกจากกรณีพิพาทนี้กับอินโดนีเซียแล้ว มาเลเซียยังมีกรณีพิพาทเช่นนี้กับฟิลิปปินส์ ได้แก่ “ข้อพิพาทบอร์เนียวเหนือ (ข้อพิพาทซาบาห์)” อันเป็นข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์เกี่ยวกับพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตะวันออกของรัฐซาบาห์ โดยก่อนหน้านี้ซาบาห์เคยรู้จักกันในชื่อบอร์เนียวเหนือก่อนที่จะมีการจัดตั้งสหพันธรัฐมาเลเซีย ซึ่งจะได้นำมาเล่าขยายความให้ผู้อ่าน TST ได้รับทราบในโอกาสต่อไป

HIV ระบาดในกองทัพรัสเซีย ยอดติดเชื้อพุ่ง 2,000% สะท้อนระบบบริหารจัดการของรัฐบาล - กองทัพล้มเหลว

สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ดำเนินมานานกว่าสองปี ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างภายในของกองทัพรัสเซียเอง หนึ่งในปัญหาที่ถูกละเลยและไม่ถูกพูดถึงอย่างเป็นทางการ คือการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราการติดเชื้อ HIV ในหมู่กำลังพลทหาร โดยมีรายงานและข้อมูลจากแหล่งข่าวอิสระ รวมถึงนักวิชาการรัสเซียที่สะท้อนภาพการระบาดที่สูงผิดปกติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตัวเลขที่น่าตกใจถึงการเพิ่มขึ้นกว่า 2,000% ของผู้ติดเชื้อในกองทัพ ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางทางสุขภาวะและความไม่พร้อมของระบบสาธารณสุขทหารในช่วงสงคราม 

นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวยังสะท้อนปัจจัยสังคมและวัฒนธรรม เช่น ความเครียดจากสภาพสงคราม พฤติกรรมเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ความล้มเหลวของนโยบายรัฐในการป้องกันและรักษา และวาทกรรมความเข้มแข็งชายเป็นใหญ่ที่กดทับการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ปัญหาการระบาดของ HIV ในกองทัพรัสเซียในมิติต่าง ๆ ทั้งจากมุมมองของสื่อ นักวิชาการรัสเซีย และบริบทเชิงนโยบายที่มีผลกระทบต่อการจัดการวิกฤตสุขภาพนี้ เพื่อให้เห็นภาพรวมของภัยความมั่นคงเชิงสุขภาวะที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐและแนวทางที่อาจเป็นไปได้ในการรับมือกับสถานการณ์นี้

แม้รัฐบาลรัสเซียจะพยายามควบคุมภาพลักษณ์ของกองทัพอย่างเข้มงวดโดยหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลด้านสุขภาพของกำลังพล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของสงครามที่ภาพลักษณ์ความเข้มแข็งและความพร้อมของกองทัพถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด รัฐจึงพยายามหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่อาจส่งผลเสียต่อขวัญและกำลังใจของทหาร รวมถึงภาพลักษณ์ทางการเมืองที่ต้องการแสดงความแข็งแกร่งต่อโลกภายนอก แต่สื่ออิสระและนักวิชาการรัสเซียหลายรายกลับสะท้อนภาพของวิกฤตการณ์สุขภาวะที่กำลังขยายตัวในแนวหลังของสมรภูมิยูเครน Carnegie Politics รายงานว่า หลังการรุกรานยูเครนในปี ค.ศ. 2022 อัตราการติดเชื้อ HIV ในหมู่ทหารรัสเซียพุ่งขึ้นกว่า 2,000% ในบางพื้นที่ โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสี่ยงในภาวะสงคราม เช่น การใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน และการถ่ายเลือดในพื้นที่แนวหน้าโดยปราศจากระบบคัดกรองที่ได้มาตรฐาน สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงสภาพระบบแพทย์ทหารที่ไม่สามารถรองรับภาระของสงครามได้อย่างมีประสิทธิภาพ และชี้ไปยัง “รอยรั่วเชิงโครงสร้าง” ที่ไม่ได้รับการเยียวยาในขณะที่หน่วยงานรัฐยังนิ่งเฉยต่อปัญหา สื่ออิสระอย่าง Echo of Moscow «Эхо Москвы» และ Verstka ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกว่าทหารบางนายมีการใช้เอกสารปลอมเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจำกัดสิทธิในการประจำการหรือเข้ารับการรักษา นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ผู้ติดเชื้อถูกส่งกลับไปยังแนวหน้าทั้งที่อยู่ในภาวะอ่อนแอจากโรค ทั้งนี้สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายของรัสเซียที่ไม่ได้กำหนดให้มีการตรวจหาเชื้อ HIV อย่างครอบคลุมก่อนหรือระหว่างการรับราชการทหาร โดยเฉพาะในกลุ่มทหารเกณฑ์ ส่งผลให้หลายรายเข้าสู่กองทัพโดยไม่มีการประเมินสุขภาพพื้นฐานที่จำเป็น

ในขณะที่ข้อมูลจาก Rospotrebnadzor «РОСПОТРЕБНАДЗОР» หรือหน่วยงานควบคุมโรคของรัฐ ยืนยันว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 เป็นต้นมา มีอัตราการตรวจพบเชื้อ HIV ในหมู่ทหารเกณฑ์อยู่ที่ประมาณ 0.4 รายต่อประชากร 100,000 ราย และ 8.1 รายต่อ 100,000 รายในหมู่ทหารสัญญาจ้าง แม้จะดูต่ำในเชิงเปรียบเทียบแต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านี่อาจเป็นเพียง “ยอดของภูเขาน้ำแข็ง” เนื่องจากการเก็บข้อมูลยังคงล้าหลังและมีแนวโน้มถูกปกปิดโดยหน่วยงานทหารเอง ด้านนักวิทยาศาสตร์และนักระบาดวิทยาชั้นนำอย่างศาสตราจารย์ ดร.วาดิม ปอครอฟสกี «Вадим Валентинович Покровский » แห่งสถาบันโรคติดเชื้อแห่งรัสเซีย ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มการแพร่ระบาดในกลุ่มชายหนุ่มอายุ 18–35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของการเกณฑ์ทหาร โดยระบุว่าการแพร่เชื้อในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมเสี่ยงในพื้นที่ชนบท เช่น การใช้สารเสพติดโดยใช้เข็มร่วม การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ปลอดภัย ทั้งในกลุ่ม heterosexual และ bisexual โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่ความรู้เรื่องการป้องกัน HIV ยังถูกกดทับด้วยวาทกรรมทางศีลธรรมและความกลัวการตีตรา การวิเคราะห์ของ ศาสตราจารย์ ดร.วาดิม ปอครอฟสกี สะท้อนปัญหาเชิงนโยบาย กล่าวคือ ภายใต้รัฐบาลรัสเซียในปัจจุบัน องค์กรภาคประชาสังคมและ NGO ด้านสุขภาพที่ทำงานกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ใช้ยาและกลุ่ม LGBTQ+ ถูกจำกัดบทบาทอย่างหนัก บางแห่งถูกจัดเป็น “องค์กรตัวแทนต่างชาติ” (foreign agents) ซึ่งทำให้การเข้าถึงความรู้ การแจกจ่ายถุงยางอนามัย และการให้คำปรึกษาแก่ทหารหรือประชาชนทั่วไปในพื้นที่ห่างไกลแทบเป็นไปไม่ได้ นโยบายรัฐจึงไม่เพียงละเลย แต่ยัง “ปิดประตู” ต่อกลไกที่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้อย่างแท้จริง เมื่อพิจารณาร่วมกัน ข้อมูลจากสื่อและนักวิชาการรัสเซียเหล่านี้ไม่เพียงชี้ให้เห็นถึง “ปัญหาสุขภาพ” ในหมู่ทหาร แต่ยังสะท้อนความล้มเหลวของระบบทหารแบบรวมศูนย์ การปกปิดข้อมูลเพื่อรักษาภาพลักษณ์ และการใช้วาทกรรมรัฐชาติเหนือมนุษยธรรม

สถานการณ์การระบาดของเชื้อ HIV ในกองทัพรัสเซียในช่วงสงครามกับยูเครนถือเป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่สะท้อนความเปราะบางทั้งในระดับบุคคลและโครงสร้างของรัฐทหาร แม้สงครามจะมุ่งเน้นไปที่การใช้กำลังทางทหารและเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ “ภัยคุกคามเชิงสุขภาพ” เช่น HIV กลับสร้างแรงกดดันและผลกระทบที่ซ่อนเร้นต่อสมรรถนะการรบของกองทัพ โดยพื้นฐานแล้ว ทหารที่ติดเชื้อ HIV มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยที่รุนแรงและลดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจในระยะยาว ซึ่งส่งผลให้กองทัพต้องแบกรับภาระการรักษาและเสี่ยงต่อการสูญเสียกำลังพลที่มีประสบการณ์ รวมทั้งการลดทอนประสิทธิภาพทางยุทธวิธีในสนามรบ โดยเฉพาะในสงครามที่กินเวลานานและต้องการกำลังพลที่แข็งแรงและพร้อมรบอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้สภาพแวดล้อมสงครามที่มีความเครียดสูง ความโดดเดี่ยว และความไม่แน่นอน ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การใช้สารเสพติดและการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้การแพร่ระบาดของ HIV ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ยากต่อการควบคุมในบริบทของความขัดแย้ง

นักวิชาการและสำนักวิเคราะห์จากฝั่งตะวันตก เช่น International Crisis Group, RAND Corporation และ Foreign Policy ให้ความสนใจอย่างมากต่อปรากฏการณ์การระบาดของเชื้อ HIV ในกองทัพรัสเซีย โดยมองว่าเป็นปัญหาที่สะท้อนความล้มเหลวเชิงระบบของการบริหารจัดการกำลังพลและการดูแลสุขภาพภายในกองทัพท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อ รายงานจาก International Crisis Group ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลรัสเซียมุ่งเน้นการรักษาภาพลักษณ์กองทัพที่เข้มแข็งและไม่เปิดเผยข้อมูลเชิงลบ โดยเฉพาะในเรื่องโรคติดต่อที่สามารถบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของสังคมและทหารในเวลาวิกฤต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมรัฐที่ใช้การปกปิดและการเซ็นเซอร์เพื่อควบคุมการรับรู้ของประชาชนและพันธมิตรระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน RAND Corporation เน้นย้ำว่าความเครียดสะสมจากสภาพสงคราม ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในหมู่ทหาร ทั้งการใช้สารเสพติดชนิดฉีดและการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ซึ่งทำให้การแพร่ระบาดของ HIV ในกองทัพเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยาก เนื่องจากกองทัพรัสเซียยังขาดระบบสนับสนุนสุขภาพและมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เช่น การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอและการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตและเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ Foreign Policy ยังชี้ให้เห็นว่าในบริบทของ “สงครามข้อมูล” ฝ่ายตรงข้ามใช้ข้อมูลปัญหาการแพร่ระบาด HIV ในกองทัพรัสเซียเป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมืองและยุทธศาสตร์ เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือและขวัญกำลังใจของกองทัพและรัฐบาลรัสเซียในเวทีโลก ทำให้ปัญหานี้กลายเป็นมากกว่าปัญหาสุขภาพ แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสงครามความคิดและความชอบธรรมของรัฐ การวิเคราะห์เหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของกองทัพสหรัฐในสงครามเวียดนามและอัฟกานิสถาน ที่เคยประสบกับปัญหาการระบาดของโรคติดต่อและพฤติกรรมเสี่ยงของกำลังพล ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการรบและการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ในระดับสูง ดังนั้น ปัญหา HIV ในกองทัพรัสเซียจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสุขภาพของทหารแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็น “ภัยคุกคามเชิงสุขภาวะ” ที่มีผลต่อเสถียรภาพของรัฐ ความพร้อมรบ และภาพลักษณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียในสงครามที่ซับซ้อนนี้อย่างลึกซึ้ง

ในระดับยุทธศาสตร์ ปัญหานี้สะท้อนถึงข้อจำกัดของระบบทหารรัสเซียที่มีโครงสร้างรวมศูนย์และขาดความโปร่งใส ในขณะที่รัฐพยายามแสดงภาพกองทัพที่เข้มแข็งและไม่มีจุดอ่อน แต่ความจริงภายในกลับเปิดเผยความเปราะบางที่อาจส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของกำลังพล ตลอดจนสร้างช่องทางให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ประโยชน์ในเชิงข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) เพื่อโจมตีภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของรัฐบาลรัสเซีย ทั้งนี้การเพิกเฉยต่อปัญหาสุขภาพของทหารยังสะท้อนถึงความล้มเหลวในนโยบายรัฐที่จะจัดการกับวิกฤตสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องกับสงคราม ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ทางการเมืองและสังคมในระยะยาว เช่น การสูญเสียฐานกำลังพล การเพิ่มขึ้นของภาระค่าใช้จ่ายสาธารณสุข และความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาล ดังนั้นการแก้ไขปัญหาการระบาด HIV ในกองทัพรัสเซียจึงไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพของทหารแต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกับการรักษาความมั่นคงของรัฐในช่วงสงคราม และเป็นโจทย์ที่รัฐรัสเซียต้องเผชิญอย่างเร่งด่วนหากหวังจะรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและทหารในระยะยาว

บทสรุป สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ดำเนินมายาวนานไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างภายในของกองทัพรัสเซียที่ถูกมองข้ามอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดอย่างรวดเร็วของเชื้อ HIV ในหมู่กำลังพล ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางทางสุขภาวะและความไม่พร้อมของระบบสาธารณสุขทหารในช่วงวิกฤต แม้ว่ารัฐรัสเซียจะพยายามควบคุมข้อมูลและสร้างวาทกรรมเน้นภาพลักษณ์ความเข้มแข็งของกองทัพเพื่อปกปิดปัญหาดังกล่าว แต่รายงานจากสื่ออิสระ นักวิชาการรัสเซีย และองค์กรระหว่างประเทศชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อที่สูงกว่า 2,000% ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมเสี่ยงที่ขยายตัวในบริบทสงคราม เช่น การใช้ยาเสพติดชนิดฉีดและการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อขวัญและสมรรถนะของทหารเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของรัฐในวงกว้าง สะท้อนความล้มเหลวของระบบบริหารจัดการและนโยบายที่ขาดความโปร่งใส รวมถึงเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ในสงครามข้อมูลเพื่อโจมตีภาพลักษณ์และความชอบธรรมของรัฐบาลรัสเซีย เหตุการณ์นี้จึงตั้งคำถามสำคัญว่า รัฐรัสเซียจะสามารถรับมือกับวิกฤตสุขภาพเชิงโครงสร้างนี้ได้อย่างไร ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามและความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความลับที่ถูกปกปิดนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน รวมถึงอนาคตของความมั่นคงชาติในระยะยาวต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top