อวสานผู้นำรักษ์โลก!! เมื่อประธานาธิบดี Trump สั่งถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่ง
รัฐบาล Trump ประกาศถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศหลายสิบแห่ง รวมถึงหน่วยงานด้านประชากรของสหประชาชาติ และสนธิสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังถอยห่างจากความร่วมมือในระดับโลกมากขึ้น
ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเมื่อวันพุธที่ 7 มกราคม 2026 เพื่อระงับการสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่อองค์กร หน่วยงาน และคณะกรรมาธิการรวม 66 แห่ง หลังจากที่ได้ทบทวนการมีส่วนร่วมและการให้ทุนสนับสนุนแก่องค์กรระหว่างประเทศทั้งหมด รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ตามแถลงการณ์ของทำเนียบขาว
องค์กรระหว่างประเทศที่เป็นเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นหน่วยงาน คณะกรรมาธิการ และคณะที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่เรื่องสภาพภูมิอากาศ แรงงาน การอพยพ และประเด็นอื่น ๆ ซึ่งรัฐบาล Trump จัดประเภทว่าเป็นไปตามกระแสความหลากหลายและ “การตื่นตัวทางสังคม” องค์กรอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของสหประชาชาติในรายชื่อนี้ ได้แก่ ความร่วมมือเพื่อแอตแลนติก (Partnership for Atlantic Cooperation) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (International Institute for Democracy and Electoral Assistance) และเวทีต่อต้านการก่อการร้ายระดับโลก (Global Counterterrorism Forum)
“เราพบว่า สถาบันเหล่านี้มีความซ้ำซ้อนในขอบเขตการทำงาน บริหารจัดการผิดพลาด ไม่จำเป็น สิ้นเปลือง ดำเนินการไม่ดี ถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ของผู้ที่ผลักดันวาระของตนเอง ซึ่งขัดแย้งกับของสหรัฐฯ หรือเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตย เสรีภาพ และความเจริญรุ่งเรืองโดยทั่วไปของสหรัฐอเมริกา” Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกล่าวในแถลงการณ์
การตัดสินใจของ Trump ที่จะถอนตัวออกจากองค์กรที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายระดับโลก เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลของเขาได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารหรือออกคำขู่ที่ทำให้ทั้งพันธมิตรและศัตรูหวาดหวั่น รวมถึงการจับกุมผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโร และแสดงเจตจำนงที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์
สหรัฐฯ สร้างแบบแผนการถอนตัวออกจากหน่วยงานระดับโลก ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ระงับการสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ เช่น องค์การอนามัยโลก หน่วยงานของสหประชาชาติเพื่อผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ หรือ UNRWA คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และองค์การยูเนสโก สหรัฐฯ ได้หันมาใช้วิธีการจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับองค์กรระหว่างประเทศแบบเลือกสรรตามต้องการ โดยเลือกเฉพาะหน่วยงานและองค์กรที่เชื่อว่าทำงานสอดคล้องกับวาระของ Trump และยกเลิกการสนับสนุนหน่วยงานที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อีกต่อไป
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทำให้พบว่า การตกผลึกของแนวทางของสหรัฐฯ ต่อระบบพหุภาคี ก็คือ ‘ทำตามฉันหรือไม่ก็ไปซะ’ จึงเป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนมากต่อกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้เงื่อนไขของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากวิธีการที่รัฐบาลก่อน ๆ ทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต จัดการกับสหประชาชาติ และบังคับให้องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งกำลังเผชิญกับการประเมินตนเองภายในอยู่แล้ว ต้องตอบสนองด้วยการลดจำนวนพนักงานและโครงการต่าง ๆ
องค์กรพัฒนาเอกชนอิสระหลายแห่ง หลายแห่งทำงานร่วมกับสหประชาชาติระบุว่า โครงการจำนวนมากต้องปิดตัวลงเนื่องจากการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วที่จะลดความช่วยเหลือต่างประเทศผ่านทางสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล Trump กล่าวว่า พวกเขามองเห็นศักยภาพของสหประชาชาติ และต้องการที่จะมุ่งเน้นเงินภาษีของประชาชนไปที่การขยายอิทธิพลของอเมริกาในโครงการริเริ่มมาตรฐานต่าง ๆ ของสหประชาชาติ ซึ่งมีการแข่งขันกับจีน เช่น สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ
องค์กรระดับโลกล่าสุดที่สหรัฐฯ กำลังจะถอนตัวคือ อนุสัญญากรอบสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ UNFCCC ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งล่าสุดของ Trump และพันธมิตรในการแยกสหรัฐฯ จากองค์กรระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นเรื่องสภาพภูมิอากาศและการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย UNFCCC ซึ่งเป็นข้อตกลงปี 1992 ระหว่าง 198 ประเทศเพื่อสนับสนุนทางการเงินแก่กิจกรรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนา เป็นสนธิสัญญาพื้นฐานสำหรับข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศปารีสที่สำคัญ Trump ซึ่งเรียกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า เป็นเรื่องหลอกลวง และได้ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวไม่นานหลังจากกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง
โดยที่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์ร้ายแรงและมีค่าใช้จ่ายสูงสภาพอากาศสุดขั้ว รวมถึงน้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า ฝนตกหนัก และความร้อนที่เป็นอันตราย การถอนตัวของสหรัฐฯ อาจทำให้ความพยายามระดับโลกในการลดก๊าซเรือนกระจกอ่อนแอลง เพราะทำให้ประเทศอื่น ๆ มีข้ออ้างที่จะชะลอการดำเนินการและพันธสัญญาของตนเอง ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การบรรลุความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นเรื่องยากหากปราศจากความร่วมมือจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก
กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพทางเพศและการเจริญพันธุ์ทั่วโลก เป็นเป้าหมายของการต่อต้านจากพรรครีพับลิกันมานานแล้ว และ Trump ได้ตัดงบประมาณสำหรับหน่วยงานนี้ในช่วงวาระแรกของเขา เขาและเจ้าหน้าที่พรรครีพับลิกันคนอื่น ๆ กล่าวหาว่าหน่วยงานนี้มีส่วนร่วมใน “การปฏิบัติการทำแท้งแบบบังคับ” ในประเทศต่าง ๆ เช่น จีน เมื่อประธานาธิบดี Joe Biden เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2021 ได้ฟื้นฟูงบประมาณให้กับหน่วยงานนี้ การตรวจสอบของกระทรวงการต่างประเทศที่ดำเนินการในปีถัดมาไม่พบหลักฐานใด ๆ ที่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างของพรรครีพับลิกัน
องค์กรและหน่วยงานอื่น ๆ ที่สหรัฐฯ จะถอนตัวออก ได้แก่ ข้อตกลงพลังงานปลอดคาร์บอน มหาวิทยาลัยแห่งสหประชาชาติ คณะกรรมการที่ปรึกษาฝ้ายระหว่างประเทศ องค์การไม้เขตร้อนระหว่างประเทศ ความร่วมมือเพื่อแอตแลนติก สถาบันภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์แพนอเมริกัน สหพันธ์สภาศิลปะและหน่วยงานวัฒนธรรมระหว่างประเทศ และกลุ่มศึกษาตะกั่วและสังกะสีระหว่างประเทศ
ผลกระทบเมื่อสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศ อาจนำมาซึ่งความเป็นอิสระในระยะสั้น สามารถประหยัดลดงบประมาณไปได้ แต่แน่นอนที่สุดที่บทบาทและอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเวทีที่เกี่ยวข้องจะต้องลดลงอย่างแน่นอน ทั้งเป็นการเพิ่มความแตกแยกในระดับโลก เพราะมหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนย่อมมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของทั้งสหรัฐฯ และของโลกในระยะยาว










