ถามภาษีนี้เพื่อใคร….กับประกาศราชกิจจาฯให้สถานศึกษารับเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ให้เข้าเรียนได้

วันนี้เอย่าสายแทบไหม้เมื่อมีคนโทรมาถามว่ารู้เรื่องราชกิจจาประกาศว่าให้สถานศึกษารับเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ให้เข้าเรียนได้ หรือยัง  ฟังเผินๆเอย่าก็บอกว่าไม่มีอะไรนี่  ทุกวันนี้เด็กต่างด้าวที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ก็เรียนในโรงเรียนรัฐได้อยู่แล้ว  แต่ประเด็นคือ ประกาศนี้เป็นการระบุว่า การเล่าเรียนนี้เป็นการเล่าเรียนฟรีในส่วนของค่าเล่าเรียน โดยเด็กเหล่าจะนี้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 15 ปี โดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน

พอมาย้อนดูประวัติว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากไหนก็จะพบว่า เรื่องประกาศ “ราชกิจจานุเบกษา” ให้สถานศึกษารับเด็กต่างด้าว-ไร้ทะเบียนราษฎร์-ไม่มีสัญชาติไทย เข้าเรียนได้ นั้น มีรากฐานมาจาก มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทย ที่ยืนยันสิทธิทางการศึกษาให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับโอกาสเข้าศึกษา ไม่ว่ามีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ตาม โดยมติครม. ดังกล่าวมีมาตั้งแต่ ปี 2548 โดยเรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นผลจากมติของ “คณะรัฐมนตรี” ซึ่งมักประกอบไปด้วยหลายพรรคที่เป็นรัฐบาลในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่มี ส.ส. จากพรรคต่าง ๆ เป็นแกนนำ (เช่น พรรคเพื่อไทยในอดีต) และมีการผลักดันเรื่อง “การศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All)” ให้เป็นนโยบายของรัฐบาล และมีการอ้างเจตนารมณ์นี้ในบริบทด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิเด็ก

ต่อมามีพรรคการเมืองที่เข้ามาสนับสนุนเพิ่มก็คือ พรรคก้าวไกล โดยมี ส.ส. พรรคร่วมกันเสนอให้ตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญ” เพื่อติดตามปัญหาการเข้าถึงการศึกษาของเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์/ไม่มีสัญชาติไทย สะท้อนแนวคิดให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยไม่ได้ดูที่สถานะเอกสารของเด็กอย่างเคร่งครัด ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆเช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย หรือ พรรคไทยสร้างไทย ที่มีนโยบายในภาพรวมเกี่ยวกับการพัฒนาโอกาสด้านการศึกษา แต่ยังไม่มีการเน้นหรือเสนอเป็นกิจกรรมเฉพาะด้านเรื่องสิทธิเด็กไร้เอกสารแบบที่พรรคก้าวไกลเสนอในสภา

เอย่าพยายามย้อนข่าวกลับไปหาว่าพรรคการเมืองใดเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ โดยค้นหาจาก Digital Foot Print ที่เคยลงตามสื่อต่างๆก็พบรายละเอียดดังนี้

พรรคก้าวไกล - เป็นพรรคที่ชัดเจนในการเสนอเรื่องตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาแนวทางจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ในสภาฯ ซึ่งสะท้อนแนวคิดการให้โอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมสำหรับเด็กทุกคนในประเทศ ไม่ว่ามีสถานะใดก็ตาม

พรรคเพื่อไทย - สส. พรรคเพื่อไทยบางท่าน ได้กล่าวว่าเด็กทุกคนในไทยไม่ว่าจะมีสัญชาติใดควรได้รับสิทธิการศึกษา และอ้างถึงเจตนารมณ์มติคณะรัฐมนตรีที่ให้เด็กทุกคนได้เรียนหนังสืออย่างเท่าเทียม

พรรคประชาชน - มี สส. ในพรรคบางท่านเคยแสดงความเห็นผ่านการอภิปรายว่ากฎหมายการศึกษาควรคุ้มครองสิทธิการศึกษาของลูกหลานแรงงานเพื่อนบ้าน (แรงงานข้ามชาติ) ให้เป็นเรื่องถูกต้องตามกฎหมาย และพูดถึงสิทธิเรียนฟรีเช่นกัน

ในขณะที่หลายพรรคในไทยมีนโยบายส่งเสริมการศึกษาหรือการปฏิรูปการศึกษาเพื่อความเท่าเทียมโดยรวม เช่น พันธกิจ “เรียนฟรี”, ลดค่าใช้จ่ายการศึกษา, ส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น แต่มัก ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเน้นเรื่องสิทธิการศึกษาสำหรับเด็กต่างด้าว/ไม่มีสัญชาติ โดยตรงในเอกสารนโยบายหลักที่เผยแพร่ เช่น:  พรรคภูมิใจไทย, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคไทยสร้างไทย และพรรคอื่น ๆ ก็มีนโยบายด้านการศึกษาเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนโดยรวม แต่อย่างที่ปรากฏในแหล่งข่าว ยังไม่ระบุถึงการผลักดันสิทธิเด็กรวมถึงเด็กไร้สัญชาติ/ต่างด้าวอย่างเฉพาะเจาะจง ในช่วงรณรงค์เลือกตั้งล่าสุด

จากข้อมูลในอดีตเหล่านี้คงไม่ต้องถามกันนะคะว่าภาษีของเรา ๆ ท่าน ๆ เอาไปใช้เป็นค่าอะไรบ้าง เอย่าไปหาข้อมูลมาพบว่าจากการสำรวจจำนวนเด็กไร้สัญชาติในไทยตามข้อมูลสำรวจเมื่อ กันยายน 2567 ที่ผ่านมามีประมาณ 169,241 คน  แม้จะไม่มีข้อมูลค่าเล่าเรียนว่าตั้งแต่อนุบาล 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนรัฐค่าเล่าเรียนกี่บาทก็ตาม แต่เอาเป็นว่าค่าเงินเดือนครูที่โรงเรียนต้องใช้ภาษีมาโอบอุ้มจุดนี้ก็ไม่น่าจะน้อยเช่นกัน  เอย่าแปลกใจในขณะที่อเมริกา ณ วันนี้หรืออีกหลายๆประเทศที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว เริ่มกลับมาดูแลประชากรในประเทศตนเองก่อน  แต่ประเทศไทยที่กำลังพัฒนากลับส่งเสริมความเท่าเทียมให้สวัสดิการคนต่างชาติดีเทียบเท่าคนในชาติทั้ง ๆ ที่คนเหล่านั้นไม่ได้เสียภาษีเทียบเท่าคนไทยด้วยซ้ำ  ตอนนี้โอกาสมาแล้วก็หวังว่าคนไทยจะเลือกพรรคไหนก็คิดให้ดีนะคะ  จะได้ไม่ต้องมาบ่นทีหลัง เอย่าฟังจนเบื่อแล้วจริงๆ