Tuesday, 14 July 2026
POLITICS

‘ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ยึดมั่นจุดยืน “น้ำดีไล่น้ำเสีย” ปฏิรูปการเมืองใหม่

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 20.30 น. -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ ประกอบด้วยผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ ของพรรค ร่วมกันแถลงขอบคุณพี่น้องประชาชน หลังเสร็จสิ้นภารกิจหาเสียงเลือกตั้งตลอด 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา ย้ำพรรครักชาติ คือศูนย์รวมคนรุ่นใหม่และนักวิชาการ มุ่งเป็น "น้ำดี ไล่น้ำเสีย" เปลี่ยนผ่านการเมืองไทยให้โปร่งใสและสร้างสรรค์

โดยนายชัยวุฒิ ระบุว่า ในฐานะหัวหน้าพรรครักชาติ  ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุนพรรครักชาติ ตลอดช่วงเวลาที่เราหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ประมาณ 6 สัปดาห์ ในการลงพื้นที่พบพี่น้องประชาชน มีพี่น้องประชาชนให้การสนับสนุน ให้การตอบรับที่ดีมาโดยตลอด ขอขอบคุณ ทุกคะแนนเสียงที่มอบให้ ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้พวกเรา ที่เข้าใจว่าพรรครักชาติ คือพรรคที่ตั้งขึ้นมาด้วยอุดมการณ์ที่ชัดเจน เป็นการรวมกันของคนรุ่นใหม่ นักวิชาการ นักบริหารที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาช่วยกันสร้างพรรคการเมืองที่จะเป็นความหวังของพี่น้องประชาชนที่ต้องการจะมาเปลี่ยนการเมืองนี้ให้ดีขึ้น เป็นน้ำดีที่จะมาไล่น้ำเสีย ทำให้บ้านเมืองมีการเมืองที่ดีขึ้นในอนาคต ด้วยความรักชาติที่เราอยากให้ทุกคนมาร่วมกันช่วยกันสร้างพรรคการเมืองต่อไป

"สุดท้ายต้องขอกราบขอบพระคุณพี่น้องสื่อมวลชนด้วยนะครับ ที่ผ่านมาเราได้รับการตอบรับที่ดีมากจากสื่อมวลชน นำเสนอข่าวให้เรา ทำให้เราเป็นที่รู้จักของพี่น้องประชาชน และก็ได้คะแนนนิยมมาโดยตลอด ก็ขอบคุณทุกคนที่ให้การสนับสนุน และที่สำคัญต้องขอบคุณ คณะกรรมการการเลือกตั้งด้วยนะครับ ที่ได้จัดทำการเลือกตั้ง และมีเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ เสียสละกำลังกายกำลังใจมาช่วยกัน จนวันนี้ก็ผ่านการเลือกตั้งมาด้วยดี ก็ขอให้การเลือกตั้งครั้งนี้ประสบความสำเร็จนะครับ ไม่มีความปัญหาอุปสรรคใด ๆ ให้ได้ ส.ส. ที่ดี ให้ได้รัฐบาลที่ดี มาดูแลแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนให้ได้ครับ ขอบคุณครับ" นายชัยวุฒิ กล่าว

คนนี้เข้าตา! ‘อ.มาศ’ โพสต์เชียร์ ‘พีระพันธุ์’ กางผลงานชัด ๆ มีผลงานประจักษ์ ทั้งค่าโง่โฮปเวลล์ – ค่าโง่ทางด่วน -ฟื้นฟูบินไทย ช่วยชาติเซฟเงินหลายหมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 - อาจารย์มาศ เคหาสน์ธรรม (ซินแสฮวงจุ้ยระดับโลก) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คนนี้เข้าตา 

อ.มาศเพิ่งมาติดตามผลงานคุณพี เพราะเห็นว่าใกล้เลือกตั้ง จะเลือกใครดี ลองหาข้อมูลแต่ละคน 
มาสะดุดตาคนนี้...

ในสมัยพลเอก ประยุทธ์ เป็นนายก คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ไม่ได้เป็น "รัฐมนตรี" แต่ถูกเชิญมาเป็นที่ปรึกษาและทีมงาน เพราะเป็นอดีตผู้พิพากษา 

ตามนี้ครับ:
ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี: ปี พ.ศ. 2562 ถึง 2565
เลขาธิการนายกรัฐมนตรี: พ.ศ. 2565

โดยได้รับมอบหมายเรื่องแก้ไขความเสียหาย ช่วยให้รัฐ "ไม่ต้องจ่าย" ตามนี้ครับ

คดีค่าโง่โฮปเวลล์: 
ช่วยให้รัฐไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยรวมดอกเบี้ยประมาณ 24,000 - 25,000 ล้านบาท จากการผลักดันให้รื้อฟื้นคดีใหม่ จนชนะในประเด็นอายุความ

คดีค่าโง่ทางด่วน 
(คดีโอนสิทธิทำทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด): 
ช่วยให้รัฐชนะคดีในชั้นศาลปกครองสูงสุด ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยประมาณ 6,200 ล้านบาท

คดีเหมืองทองอัครา: 
ช่วยลดความเสี่ยงที่ไทยอาจถูกตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการปิดเหมือง ซึ่งบริษัทคิงส์เกตเคยเรียกร้องสูงถึงประมาณ 750 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 25,000 - 30,000 ล้านบาท) โดยเปลี่ยนเป็นการเจรจาตกลงร่วมกันแทน

การฟื้นฟูการบินไทย: 
เป็นการหยุดการขาดทุนสะสมและหนี้สินที่มีมากกว่า 300,000 ล้านบาท โดยการนำเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเพื่อรักษาองค์กรไว้ แทนการปล่อยให้ล้มละลายซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
หากรวมเฉพาะคดีความที่เป็นตัวเลขชัดเจน (โฮปเวลล์ และ ทางด่วน) ท่านมีส่วนช่วยปกป้องเงินภาษีประชาชนไปได้มากกว่า 30,000 ล้านบาท ครับ

ก่อนหน้าเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สมัยอภิสิทธิ์ (พ.ศ. 2551 - 2554)   
พอได้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐบาลเศรษฐา และ แพทองธาร จึงเข้ามาจัดการเรื่องพลังงาน คุมราคาน้ำมัน แก๊ส ไฟฟ้า รวม 2 ปี และกำลังออกกฎหมายเรื่องนี้แต่รัฐบาลล่มก่อน

เลือกตั้ง’69 EP#7 อย่า...เลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ด้อยค่า-ตัดงบกองทัพ!!!

สงครามระหว่างไทยกับเขมร ซึ่งเกิดขึ้นถึงสองครั้งสองคราในเวลาห่างกันไม่กี่เดือน และได้คร่าชีวิตทหารหาญและพี่น้องประชาชนคนไทยไปหลายสิบชีวิต นับเป็นพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ราชอาณาจักรจะต้องมีกองทัพที่เข้มแข็ง ประเทศชาติต้องมีความพร้อมในเรื่องของศักย์สงคราม เพื่อป้องกันชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นและปลอดภัยจากการคุกคามและรุกรานของอริราชศัตรู

กองทัพไทย อันเป็นหน่วยกำลังหลักในการดูแลปกป้องประเทศชาติประกอบด้วยกำลังพล ซึ่งต้องได้รับการฝึกฝนและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถ ทักษะ และความชำนาญอย่างสูงสุดจนมีความขีดสามารถที่มีประสิทธิภาพและศักยภาพเต็มที่ในการรองรับต่อภัยคุกคามต่าง ๆ กระทั่งสงครามสมัยใหม่ที่เกิดขึ้น และคนไทยทั้งหมดทั้งมวลได้พบเห็นในการรบกับเขมรทั้งสองครั้งแล้ว

การรบที่เกิดขึ้นทั้งสองครั้งในสงครามไทยกับเขมรนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขมรมีการพัฒนาทั้งยุทธวิธี อาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ด้วยเงินทุนจากเป็นเป็นศูนย์กลางของการฉ้อโกงทางออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งเงินทุนจำนวนมหาศาลดังกล่าวสามารถนำจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดที่มีในตลาดอาวุธยุทโธปกรณ์ได้เลยทันที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดหาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเช่นกองทัพไทย ทั้งก่อนหน้านั้นยังต้องผ่านการตรวจสอบและถูกตัดงบประมาณจากฝ่ายการเมืองและฝ่ายนิติบัญญัติ

เลือกผู้นำในโลกเดือด อย่าดูแค่ “นโยบายแจก” ต้องดู “วิธีตัดสินใจตอนวิกฤต”

โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ภูมิรัฐศาสตร์” แรงกว่าที่หลายคนเคยชิน—สงคราม เศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี และข่าวสาร ถูกผูกเป็นเกมเดียวกันหมด และในเกมนี้ คำพูด/ท่าที/นโยบาย ของผู้นำประเทศหนึ่ง อาจกลายเป็น “ชนวน” ที่อีกฝ่ายใช้เป็นเหตุผลในการยกระดับความขัดแย้งได้

บทเรียนนี้เห็นชัดในกรณี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน—ต้องย้ำก่อนว่า ความขัดแย้งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2014 และการยกระดับเป็นการตัดสินใจของรัสเซียเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การตัดสินใจบางจังหวะ” ของผู้นำยูเครนถูกมองเป็นเส้นแดง และถูกใช้เป็นคำอธิบาย/ข้ออ้างในฝั่งมอสโก

ต่อไปนี้คือ “4 ช็อตการตัดสินใจ” ที่นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า ทำให้รัสเซียไม่พอใจขึ้นไปจากเดิม—และกลายเป็นเชื้อไฟที่สะสมจนปะทุเป็นการบุกเต็มรูปแบบในปี 2022

1) เดินหน้าเส้นทาง NATO แบบเปิดหน้า ขอคำตอบ “ใช่/ไม่ใช่” ให้ชัด

เซเลนสกีเลือกส่งสัญญาณว่า ยูเครนต้องการ “เส้นทาง” เข้า NATO ให้ชัดเจน ถึงขั้นขอคำตอบตรง ๆ จากสหรัฐฯ ในเรื่องแผนเข้าร่วม (Membership Action Plan)

ในมุมของรัสเซีย “ยูเครนใกล้ NATO” ไม่ใช่เรื่องเทคนิค—แต่คือเรื่องความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ (อย่างน้อยในกรอบคิดของเครมลิน) และปลายปี 2021 รัสเซียยื่นข้อเสนอความมั่นคงที่ระบุชัดให้ NATO “ไม่ขยายเพิ่ม รวมถึงไม่รับยูเครน”

บทเรียนสำหรับไทย: ผู้นำที่ดีต้องรู้ว่า “ประโยคเดียว” บนเวทีโลกมีราคาเท่าไร—และต้องประเมินผลสะเทือนล่วงหน้า ไม่ใช่พูดเอามันหรือพูดให้คนในประเทศสะใจ

2) “ทุบเครือข่ายอิทธิพล” ของรัสเซียในยูเครน: ปิดสื่อ-คว่ำบาตรคนโปรรัสเซีย

ยูเครนภายใต้เซเลนสกีออกมาตรการคว่ำบาตร/จำกัดสื่อที่ถูกกล่าวหาว่าได้รับทุนหรืออิทธิพลจากมอสโก และคว่ำบาตรบุคคล/เครือข่ายที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนอิทธิพลรัสเซียในยูเครน

ในมุมยุทธศาสตร์ นี่คือการ “ตัดแขนทางการเมือง” ของคู่แข่งภายนอก—ทำให้เกมกดดันแบบนิ่ม ๆ (soft power/เครือข่ายการเมืองภายใน) ทำได้ยากขึ้น และยิ่งผลักความตึงเครียดไปสู่การเผชิญหน้าแข็งขึ้น

บทเรียนสำหรับไทย: ปราบทุนเทา-ปราบอิทธิพลเป็นเรื่องจำเป็น แต่ผู้นำที่ดีต้องทำให้ “ชอบธรรม-โปร่งใส-ตรวจสอบได้” และต้องรู้ว่าการจัดการเครือข่ายข้ามชาติอาจลากเอาแรงตอบโต้ทางการเมือง/เศรษฐกิจตามมา

3) ยก “ไครเมีย” ขึ้นเป็นวาระโลก: ยุทธศาสตร์ยึดคืน + เวที Crimea Platform

เซเลนสกีลงนามยุทธศาสตร์ de-occupation/reintegration ของไครเมีย (มีทั้งมิติการทูต เศรษฐกิจ ข่าวสาร และความมั่นคง) และผลักดันเวที Crimea Platform เพื่อรวมแรงกดดันนานาชาติเรื่องไครเมียให้เป็นระบบ

จากนั้นยูเครนใช้เวทีนี้เป็น “รูปแบบสถาบัน” เพื่อกดดันทางการเมือง-การทูตต่อรัสเซีย ขณะที่รัสเซียพยายามบั่นทอนและย้ำว่า “ประเด็นไครเมียปิดไปแล้ว” ในมุมของตน

บทเรียนสำหรับไทย: บางเรื่องเป็น “หลักการ” ที่ต้องยืน—แต่การยืนหลักการในเวทีโลก ต้องมาพร้อม “ยุทธศาสตร์รองรับ” ไม่ใช่ยืนแบบไม่มีแผน เพราะคู่แข่งจะมองว่าเราล็อกตัวเองให้เดินได้ทางเดียว และพร้อมใช้มันเป็นข้ออ้างในการกดดัน

4) ขยับยุทธศาสตร์ความมั่นคงให้ “ยับยั้งรัสเซีย” ชัดขึ้น และผูกกับตะวันตกมากขึ้น

ยูเครนรับรองยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทหารที่เน้นการยับยั้ง/เพิ่มต้นทุนของการรุกราน และมองความเสี่ยงการรุกจากรัสเซียเป็นโจทย์หลัก

พอมาชนกับข้อเรียกร้องด้านความมั่นคงของรัสเซียปลายปี 2021 ที่พยายามจำกัดการขยายตัวของ NATO และกิจกรรมทางทหารใกล้รัสเซีย มันยิ่งทำให้สองฝ่ายเหมือน “ชนกันตรง ๆ”

บทเรียนสำหรับไทย: โลกใหม่ไม่ได้วัดผู้นำจากคำว่า “รักชาติ” หรือ “เก่งพูด” แต่วัดจากความสามารถในการจัดสมดุล (ความมั่นคง–เศรษฐกิจ–พันธมิตร–การทูต) และมีแผนรับแรงสั่นสะเทือนจริง

แล้วทำไมสิ่งเหล่านี้ถึงถูกมองเป็น “ชนวน” ในสายตารัสเซีย?

เพราะมันกระทบ “เส้นประสาท” 3 เรื่องพร้อมกัน: (1) ยูเครนขยับออกจากวงอิทธิพลรัสเซียไปหาตะวันตกเร็วขึ้น (2) ยูเครนตัดเครื่องมืออิทธิพลทางการเมืองภายในที่รัสเซียเคยใช้ และ (3) ยูเครนทำให้ไครเมียกลับมาเป็นวาระโลกอย่างเป็นระบบ

บูลลี่ชาติกำเนิด: เมื่อการเมืองปลุกสัญชาตญาณ “พวกเรา–พวกเขา”

กรณีสนามเลือกตั้ง สงขลา เขต 2 ที่ร้อนแรงขึ้นจาก “การบูลลี่ชาติกำเนิด” ไม่ได้เป็นแค่ดราม่าการเมืองท้องถิ่น แต่มันคือภาพสะท้อนกลไกจิตวิทยาพื้นฐานของมนุษย์—กลไกเดียวกันที่ทำให้สังคมทั่วโลก “แบ่งคนเป็นกลุ่ม” แล้วเริ่มเหยียด เริ่มผลักไส และเริ่มทำร้ายกันด้วยคำพูด

ในเคสนี้ จูรี นุ่มแก้ว ระบุว่าถูกโจมตีด้วยถ้อยคำทำนอง “เกิดระโนด” “ไปเลือกทำไมเด็กบ้านๆ” ขณะเดียวกันมีรายงานว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ปราศรัยในเชิง “ต้องเป็นคนหาดใหญ่เท่านั้น” และ “คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด”

คำถามคือ: ทำไม “การบูลลี่” ถึงเกิดขึ้นง่ายนัก และทำไมคนบางคนถึงเผลอ/เลือกใช้มันเป็นอาวุธทางการเมือง?

1) บูลลี่มาจากอะไรในมุมจิตวิทยา

1.1 “ยกตัวเอง” ด้วยการ “กดคนอื่น”
นิยามการบูลลี่ในมุมจิตวิทยา มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทำร้ายซ้ำ ๆ ในความสัมพันธ์ที่มีความไม่สมดุลของอำนาจ (power imbalance) ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางสังคม การยอมรับ หรือการรวมฝูง คนที่บูลลี่จำนวนไม่น้อยไม่ได้ “มั่นใจ” อย่างที่แสดงออก แต่กำลังใช้การกดอีกฝ่ายเพื่อยกระดับตัวเองให้เหนือกว่า

1.2 สมองมนุษย์ชอบ “แบ่งข้าง” โดยธรรมชาติ
แนวคิด ingroup/outgroup อธิบายว่าเรามีแนวโน้มจัดคนเป็น “พวกเรา/พวกเขา” เพื่อความรู้สึกเป็นเจ้าของและคุณค่าของตัวเอง—และนี่เองที่เปิดประตูให้เกิดอคติ/การกีดกันได้ง่ายมาก พอการเมืองเข้ามาแตะ “อัตลักษณ์” เช่น บ้านเกิด ชนชั้น อำเภอ เมือง-ชนบท มันจะกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี

1.3 “แพะรับบาป” ช่วยระบายความคับข้องใจ
เวลาคนเครียด โกรธ หรือรู้สึกว่ากำลัง “เสียเปรียบ” สมองจะมองหาเป้าระบายที่ง่ายที่สุด—และเป้าที่ยิงง่ายที่สุดคือ “คนที่ถูกทำให้เป็นคนนอก” หรือ “คนที่ถูกเล่าให้ดูด้อยกว่า”

1.4 การทำให้ตัวเองไม่รู้สึกผิด (Moral disengagement)
กลไกที่คนใช้ “ปลดล็อกความรู้สึกผิด” เพื่อทำร้ายคนอื่นได้ เช่น ทำให้ดูเป็นเรื่องขำ ๆ, โทษเหยื่อ, หรืออ้างว่า “ก็พูดความจริง” นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำเหยียดจำนวนมากถึงมาในรูป “มุก” หรือ “แซวเล่น” ทั้งที่จริง ๆ มันบาดลึก

1.5 ออนไลน์ยิ่งแรง: Online disinhibition effect
ในโลกออนไลน์ คนจำนวนมาก “หลุด” ง่ายขึ้นเพราะความรู้สึกนิรนาม ไม่เห็นหน้ากัน และไม่ต้องรับผลทันที ผลคือคอมเมนต์รุมมักพาให้คำบูลลี่ขยายเร็วและรุนแรงกว่าชีวิตจริง

2) โยงเคสนี้: ทำไมคำว่า “คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด” ถึงมีพลัง (และมีพิษ)
ถ้อยคำลักษณะ “ห้ามคนนอกพื้นที่” เล่นกับสัญชาตญาณดั้งเดิมมาก ๆ: สร้างภาพว่ามี “เจ้าของพื้นที่ตัวจริง” กับ “คนนอกที่ไม่ควรมีสิทธิ์” ลดทอนอีกฝ่ายให้เหลือแค่ “บ้านเกิด” แทนที่จะถกกันที่ความสามารถ/นโยบาย และชวนให้ผู้ฟัง “เลือกข้าง” ด้วยอัตลักษณ์ ไม่ใช่เหตุผล

3) แล้วทำไม “หมอสุภัทร” ถึงพูดแบบนั้น? (วิเคราะห์เชิงแรงจูงใจ/กลยุทธ์)
หมายเหตุ: ต่อไปนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงพฤติกรรม/การสื่อสาร ไม่ใช่วินิจฉัยตัวบุคคล

3.1 ปลุกฐานด้วย Local identity
การย้ำว่า “ต้องเป็นคนหาดใหญ่เท่านั้น” คือการใช้ทางลัดทางความคิดให้ผู้ฟังตัดสินเร็ว: คนของเรา vs คนนอก

3.2 ลดคู่แข่งโดยไม่ต้องสู้ด้วยนโยบาย
เมื่อโยนกรอบว่าอีกฝ่าย “ไม่ใช่คนพื้นที่” บทสนทนาจะหลุดจากเรื่องนโยบายทันที และกลายเป็นศึกศักดิ์ศรี/ความเป็นเจ้าของ

3.3 เล่นกับความรู้สึก “ถูกแย่งทรัพยากร”
ทำให้คนรู้สึกว่า ถ้าคนนอกเข้ามา เราจะเสียโอกาส/เสียอำนาจ ทั้งที่ข้อเท็จจริงอาจซับซ้อนกว่านั้นมาก

3.4 อารมณ์เวที + แรงเสริมจากเสียงเชียร์
การปราศรัยเป็นพื้นที่ที่ “อารมณ์นำเหตุผล” ได้ง่าย และเมื่อมีเสียงเชียร์สนับสนุน ผู้พูดมักถูกผลักให้ไปต่อไกลขึ้น

3.5 ความกดดันช่วงโค้งสุดท้าย
บรรยากาศคะแนนสูสี/โค้งสุดท้าย มักทำให้การโจมตีตัวตนปะทุง่ายขึ้น

เสียงเดียวแต่คิดมาก การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญมาก เพราะประเทศกำลังในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อต้องการการนำและต้องการผู้นำที่มีความสามารถ

วันที่ 5 ก.พ. 2569 ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) ได้แสดงความเห็นถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงว่า เสียงเดียวแต่คิดมาก การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญมากเพราะประเทศกำลังในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อต้องการการนำและต้องการผู้นำที่มีความสามารถ

กลุ่มเดิม ที่เคยร่วมรัฐบาลกันมา ทั้ง แดง น้ำเงิน เขียว และอื่นๆ คงมีแนวโน้มที่จะรวมกัน โดยมีน้ำเงินเป็นพรรคนำ หากผลการเลือกตั้งออกเอื้อให้จัดตั้งรัฐบาลได้

• กลุ่มนี้และพรรคเหล่านี้ สับเปลี่ยนทำงานมากว่า 20 ปี แต่สุดท้ายประเทศก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ เศรษฐกิจยังตกต่ำ โครงสร้างไม่แข็งแรง สังคมล้าหลัง การดูแลกฎหมายอ่อนแอ 
• การทำงานเพื่อทำผลประโยชน์ของประเทศบ้าง ของตนเองบ้าง ของพรรคบ้าง ทำให้ผลประโยชน์ส่วนรวมได้ไม่เต็มที่   จึงมีทั้งการปฏิวัติ การมีรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ความไม่ไว้ใจเรื่องเขมร เรื่องคาสิโน พนันออนไลน์ และสแกมเมอร์ 
• ช่วงดังกล่าว เน้นการเลือกคนของตัวเอง ทำให้ระบบราชการขาดคนทำงานที่มีความสามารถ ชาวบ้านทั่วไปก็ปรับตัวกับความไร้ประสิทธิภาพเหล่านี้ วันนี้เราขับรถกันโดยไม่ต้องใช้ตำรวจจราจร วันนี้เราจะไปเลือกตั้งไม่ต้องพึ่งกกต. นำ
• ข้อดีของกลุ่มเดิม คือ เข้าใจระบบ หากมีผู้นำที่ดี มีความสามารถ เด็ดขาด ไม่คดโกง ใช้คนมีความสามารถ การแก้ปัญหาทำได้เร็ว มีโอกาสสำเร็จสูง หวังว่าจะเห็นช่วงเวลาที่มีผู้นำแบบนั้นหลังการเลือกตั้ง

กลุ่มใหม่ สีส้มนำ สนับสนุนโดยคนอายุน้อยที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง  หากมีสส.มากจริง จะเป็นรัฐบาลแนวปฏิรูป  เราพอรู้ว่าจะปฏิรูปอะไร  แต่ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะปฏิรูปอย่างไร
• ตลอดมาคนกลางทั่วไปสงสัย ทำไมนำนโยบายด้วยใช้การแก้รัฐธรรมนูญ และ ม.112 แทนที่จะนำการแก้ปัญหาของประชาชนเป็นหลัก แม้กระทั่งยอมเป็นฝ่ายค้านในครั้งก่อน และยอมให้สีน้ำเงินเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในช่วงที่ผ่านมา
• ข้อดีคือเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ ชี้นำปัญหาเก่งชัดเจนทั้ง ประกันสังคม น้ำท่วมหาดใหญ่ หนี้ท่วม นายทุนเอาเปรียบ 
• ที่ไม่ชัดเจนคือทางแก้ปัญหา และคนจะไปแก้ปัญหายังไม่เป็นที่รู้จัก หรือมีกลุ่มมืออาชีพที่คนฝากความหวังได้ คนกลางๆกลัวว่าเลือกกันไปก่อนแล้วไปตายเอาดาบหน้า    
• ประกันสังคมต้องแก้แน่ แต่การนำประกันสังคมออกนอกระบบคงไม่พอ ใครจะทำการปฏิรูป
• น้ำท่วมหาดใหญ่ สะท้อนความล้มเหลวของระบบการบริหารน้ำท่วม จะแก้ระบบใหญ่อย่างไร ใครจะนำ   
• ปัญหาสินเชื่อประชาชนแม้มีวิธี แต่ใครจะนำ ก.คลัง และธปท. อย่างเป็นระบบ 
• การนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาประเทศทำอย่างไร ฉาบฉวยคงไม่สำเร็จ

พูดไปแล้ว ดูเหมือนคนกลางๆ อย่างผมกลับดูไม่เป็นกลางเท่าไหร่ เพราะกำลังสร้างแรงกดดันหนักให้คนรุ่นใหม่ แก้ปัญหาคนรุ่นเก่า ดูแล้วก็ไม่ค่อยเป็นธรรม ประกอบกับนโยบายพรรคต่างๆในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ยังเป็นประชานิยม  เสนอใช้เงินงบประมาณมาแจกกันด้วยข้ออ้างต่างๆ  แต่ก็ไม่เห็นนโยบายที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประชาชนพื้นฐานที่พอเชื่อได้จริงๆ เลือกไปก็อาจไปตายเอาดาบหน้าเหมือนเดิม

อีกด้านของความหวัง: 7 เรื่องที่ประชาธิปไตยไทย “ยังไม่ดีขึ้น” ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569

เมื่อเครื่องมือดีขึ้น แต่ความไว้ใจและโครงสร้างยังเป็นโจทย์เดิม

มีคนบอกว่าไทย “ดีขึ้น” เพราะคนตื่นตัวขึ้น ตรวจสอบเก่งขึ้น ใช้ข้อมูลมากขึ้น—จริง

แต่ถ้ามอง “ในทางตรงข้าม” เราก็ต้องยอมรับว่า บางรากของปัญหา ยังอยู่ครบ และบางเรื่องยังเป็นวงจรเดิมที่วนกลับมาทุกครั้งที่ถึงวันเลือกตั้ง

บทความนี้ชวนมอง 7 จุดอ่อนที่ประชาธิปไตยไทยยังไม่ดีขึ้นแบบเห็นชัด—เพื่อให้เราไม่เผลอ “ดีใจกับปลายยอด” แต่ลืม “ซ่อมราก”

1) วิกฤต “ความไว้ใจในกติกา” ยังไม่หาย
ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่ใครชนะ–ใครแพ้ แต่คือสังคมยังรู้สึกว่าเกมนี้ “ไม่แฟร์เท่ากัน” ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

ต่อให้มีระบบรายงานผล มีข้อมูลมากขึ้น แต่ถ้าความเชื่อว่า “บังคับใช้กติกาไม่เสมอภาค” ยังฝังอยู่ การยอมรับผลก็จะเปราะบางเสมอ—และนี่คือเชื้อไฟชั้นดีของความขัดแย้ง

2) การเมืองไทยยังถูก “ชี้ขาดนอกคูหา” อยู่บ่อยครั้ง
การเลือกตั้งควรเป็น “จุดจบของข้อถกเถียง” แต่การเมืองไทยจำนวนไม่น้อยกลับเป็น “จุดเริ่มต้นของคดี/ข้อพิพาท”

กรณีการยุบพรรคและการตัดสิทธิ์ทางการเมืองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่า การเมืองไทยยังมี “ประตูหลัง” ที่สามารถเปลี่ยนกระดานได้ตลอดเวลา [1]

3) เสรีภาพในการแสดงออก โดยเฉพาะ “โลกออนไลน์” ยังถูกกดทับ
ยุคดิจิทัลควรทำให้การเมืองเปิดกว้างขึ้น แต่รายงานด้านเสรีภาพอินเทอร์เน็ตสะท้อนภาพตรงข้าม—ทั้งการดำเนินคดี การสอดส่อง และการคุกคามต่อผู้สื่อข่าว/นักกิจกรรมจากคอนเทนต์ออนไลน์ [2]

เมื่อพื้นที่ถกเถียงไม่ปลอดภัยพอ สังคมจะได้แต่เสียงที่ดังที่สุด ไม่ใช่เสียงที่จริงที่สุด และคุณภาพการตัดสินใจทางการเมืองก็จะยิ่งแย่ลง

4) เงิน–ทุน–เครือข่ายอุปถัมภ์ ยังครองสนาม (การแข่งขันไม่เท่ากันจริง)
เราพูดเรื่อง “ประชาธิปไตยของประชาชน” แต่ในทางปฏิบัติ การเมืองยังหนีไม่พ้นทุนการเมืองและเครือข่ายแบบอุปถัมภ์ ที่ทำงานเป็นระบบในหลายพื้นที่

งานวิจัยเกี่ยวกับเครือข่ายแบบอุปถัมภ์ในการเลือกตั้งชี้ให้เห็นว่า “อำนาจท้องถิ่น–เครือข่าย–การจัดการคะแนน” ยังเป็นตัวแปรสำคัญ [3]

และถ้าฐานเกมยังเป็นแบบนี้ คนเก่งแต่ “ไม่มีทุน/ไม่มีเครือข่าย” ก็ยากจะขึ้นมาแข่งขันอย่างเท่าเทียม

5) การเงินการเมือง “โปร่งใสไม่พอ” และโครงสร้างยังเอื้อความเหลื่อมล้ำระหว่างพรรค
ถ้าพรรคใหญ่เข้าถึงทรัพยากรมากกว่า (ทั้งทุน ทั้งเครือข่าย ทั้งการสนับสนุน) ความเป็นธรรมของการแข่งขันย่อมเสียสมดุล

รายงานประเมินเรื่องการเงินการเมืองของ International IDEA ชี้ประเด็นสำคัญว่า เกณฑ์การจัดสรรเงินสนับสนุนอาจก่อผล “เพิ่มช่องว่างรายได้” ระหว่างพรรคใหญ่กับพรรคเล็ก [4]

นี่คือเรื่อง “โครงสร้าง” ที่ต้องแก้ ไม่ใช่แค่จับผิดรายเคส

6) ความขัดแย้งแบบ “ทีมกีฬา” ยังกลบการถกเถียงเชิงเหตุผล
เรายังเห็นการเมืองที่แข่งกัน “เอาชนะอีกฝั่ง” มากกว่า “หาคำตอบร่วมกัน”โลกออนไลน์ทำให้การสื่อสารเร็วขึ้น แต่ก็ทำให้ความเกลียดชังและการเหมารวมแพร่เร็วขึ้นด้วย ผลคือพื้นที่ตรงกลางแคบลง คนที่อยากคุยด้วยเหตุผลเงียบลง และประเทศยิ่งหาทางออกยากขึ้น

7) ประชาชนมีส่วนร่วม “แค่วันเลือกตั้ง” มากกว่าการกำกับตรวจสอบระหว่างวาระ
ไทยเก่งขึ้นเรื่อง “ไปใช้สิทธิ” แต่ยังไม่แข็งแรงพอเรื่อง “กำกับผู้แทนหลังชนะ”

ดัชนี/ตัวชี้วัดด้านประชาธิปไตยของ International IDEA ชี้ให้เห็นว่า มิติการมีส่วนร่วมและความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง [5]

“ส้มจับแดง” ในศึกเลือกตั้ง 69: จากคำพูด “ชัยวุฒิ” สู่ฉากทัศน์หลังเลือกตั้ง

ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศการเมืองไทยเริ่มเข้าสู่โหมดตีความ “หลังคูหา” มากขึ้น โดยเฉพาะคำถามใหญ่ที่วนกลับมาเรื่อย ๆ คือ “ส้มจะจับมือแดงไหม” (ส้ม = พรรคประชาชน / แดง = พรรคเพื่อไทย) เมื่อคำถามนี้ถูกยกขึ้นมาเป็นวาทกรรมหาเสียงอย่างชัดเจนจาก ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้า พรรครักชาติ

1) “ข่าวชัยวุฒิ” พูดอะไร และพูดในบริบทไหน
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ชัยวุฒิลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดกิมหยง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อม เจษฎ์ โทณะวณิก โดยให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า คนในพื้นที่ “ไม่ได้กังวลเรื่องรัฐประหารมากเท่ากับกังวลว่าส้มกับแดงจะมารวมกันหลังเลือกตั้ง” และสื่อว่าการรวมขั้วดังกล่าวอาจทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย รวมถึงกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ
ประเด็นนี้ถูกนำเสนอในหลายสำนักข่าวในทิศทางใกล้เคียงกัน ซึ่งสะท้อนว่า “ส้มจับแดง” ถูกวางให้เป็นภาพจำความเสี่ยงในช่วงหาเสียง มากกว่าจะเป็นข้อมูลยืนยันว่ามีดีลเกิดขึ้นแล้วจริง

2) ทำไมวาทกรรม “ส้มจับแดง” ถึงถูกหยิบมาเล่นในช่วงนี้
วาทกรรมแบบนี้มักถูกใช้ด้วยเหตุผลหลัก 3 ข้อ:
1. เกม “ปิดประตูดีล” แต่เปิดพื้นที่คะแนน: เมื่อการเมืองไทยมักจบที่รัฐบาลผสม การชี้ว่าอีกฝ่ายจะไปจับมือกับ “ศัตรูเดิม” ช่วยดึงคะแนนจากคนที่ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนขั้วแบบฉับพลัน หรือคนที่ไม่ไว้ใจการต่อรองหลังเลือกตั้ง
2. สร้างกรอบความกลัวที่เข้าใจง่าย: คำว่า “ส้ม” กับ “แดง” เป็นรหัสสีที่คนจำนวนมากตีความได้ไว พอถูกวางคู่กันก็กลายเป็นภาพจำทันทีว่า “สองขั้วใหญ่จับมือ = สูตรวุ่นวาย/สูตรเสี่ยง”
3. บริบทการเมืองหลัง 2566 ทำให้คนเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้: ประสบการณ์การตั้งรัฐบาลรอบก่อนทำให้สังคมคุ้นกับคำว่า “ดีลหลังคูหา” มากขึ้น ดังนั้นการคาดการณ์ว่าใครจะจับมือกับใครจึงกลายเป็นหัวใจของการหาเสียงในช่วงท้าย

3) ถ้า “ส้มจับแดง” เกิดขึ้นจริง จะเกิดอะไรขึ้น
เพื่อไม่ให้คุยกันแบบอารมณ์ล้วน ๆ ลองแยกเป็น 3 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ (จากเบาไปหนัก) โดยยึดหลักว่า “ความเป็นไปได้” ต้องพิจารณาควบคู่กับสมการเสียงในสภาหลังวันเลือกตั้ง
ฉากทัศน์ A: จับมือเชิงนโยบายเป็นเรื่อง ๆ (ไม่ตั้งรัฐบาลร่วม)
เป็นรูปแบบที่ต้นทุนทางการเมืองต่ำสุด: โหวตร่วมเฉพาะกฎหมายหรือวาระที่เห็นตรงกัน เช่น เศรษฐกิจปากท้องบางด้าน ปรับปรุงระบบราชการบางส่วน หรือมาตรการลดค่าครองชีพ
ผลที่มักเกิด: ประเทศเดินได้เป็นช่วง ๆ แต่ความคมของนโยบายจะติดเงื่อนไขความต่าง และยังไม่มีเสถียรภาพแบบรัฐบาลผสม

ฉากทัศน์ B: จับมือตั้งรัฐบาลร่วม
ถ้าคณิตศาสตร์สภาบังคับให้ต้องรวมเสียงกัน การตั้งรัฐบาลร่วมก็เกิดได้ในทางทฤษฎี
ผลที่มักเกิด:
•    ประเทศอาจได้รัฐบาลที่เสียงแน่นขึ้น (ถ้ารวมกันแล้วได้เสียงมาก)
•    แต่ต้องแลกกับการเฉือนนโยบายคนละครึ่ง และแรงเสียดทานจากฐานเสียงทั้งสองฝั่ง
•    ความเสี่ยงหลักคือปัญหาความไว้ใจและเสถียรภาพ หากแบ่งงาน/วาระร่วมไม่ชัด จะเกิดเกมดึง-เกมถ่วงภายในรัฐบาลเอง

มุมโต้แย้งจากฝั่ง “เห็นชอบ” อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการร่างใหม่โต้แย้งข้อกังวลเหล่านี้ว่า การออกเสียงในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เป็นเพียง “ประชามติครั้งแรก” เพื่อถามความต้องการในเชิงหลักการเท่านั้น ยังไม่ใช่การยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่าทันที และตามกระบวนการยั

 นับถอยหลังสู่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วันสำคัญที่คนไทยจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เท่านั้น แต่ยังต้องตัดสินใจอนาคตของกฎหมายสูงสุดผ่านการ “ออกเสียงประชามติ” ในบัตรเลือกตั้งสีเหลือง กับคำถามสำคัญที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ท่ามกลางบรรยากาศการรณรงค์ในช่วงโค้งสุดท้าย สังคมได้เห็นจุดยืนที่แบ่งออกเป็นสองฝ่ายชัดเจน ฝั่งหนึ่งสนับสนุนให้ “เห็นชอบ” เพื่อเปิดทางสู่การเปลี่ยนแปลง แต่อีกฝั่งหนึ่งนำโดยแกนนำพรรคการเมืองและนักวิชาการหลายท่าน ออกมารณรงค์ให้ “ไม่เห็นชอบ” (Vote NO) โดยเสนอให้ใช้วิธีแก้ไขรายมาตราแทนการร่างใหม่ทั้งฉบับ
.
เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน นี่คือสรุป 3 เหตุผลหลัก ที่ฝ่ายคัดค้านหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อกังวล

1. ต้องระบุ “วิธีการและเนื้อหา” ให้ชัดก่อนถาม
ด้าน รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก พรรครักชาติ ให้ความเห็นแย้งในเชิงหลักการว่า การรณรงค์โดยบอกแค่ว่าจะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 นั้นยังไม่เพียงพอ เพราะรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาเกี่ยวพันกันทั้งฉบับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ดร.เจษฎ์ มองว่าคำถามประชามติควรมีความชัดเจนมากกว่านี้ โดยต้องระบุ “วิธีการและเนื้อหาสำคัญ” ให้ประชาชนรับรู้ก่อน ไม่ใช่ขอฉันทามติไปก่อนแล้วค่อยไปว่ากันในรายละเอียด

2. กลัว “ตีเช็คเปล่า” เสี่ยงกระทบโครงสร้างหลัก
พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เป็นหนึ่งในพรรคที่แสดงจุดยืนชัดเจน โดยมองว่าคำถามประชามติครั้งนี้มีลักษณะเป็น “คำถามปลายเปิด” ที่ยังไม่มีกรอบชัดเจนว่าจะร่างใหม่อย่างไร การลงมติเห็นชอบจึงเปรียบเสมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้ไปเขียนเงื่อนไขทีหลัง ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การกระทบหมวดสำคัญหรือโครงสร้างหลักของประเทศ ทางพรรคจึงเสนอว่า หากรัฐธรรมนูญมีปัญหา ควรใช้วิธี “แก้ไขรายมาตรา” จะตรงจุด ชัดเจน และลดความขัดแย้งได้มากกว่า

3. หวั่น “สิ้นเปลืองงบ” และ “เปิดประตูสู่ความขัดแย้ง”
ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้า พรรคไทยภักดี สะท้อนมุมมองเรื่องความคุ้มค่าและความสงบเรียบร้อย โดยระบุว่าการยกร่างใหม่ทั้งฉบับต้องใช้งบประมาณมหาศาล และกระบวนการรับฟังความเห็นอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงในสังคมไทยอีกครั้ง จึงเสนอให้รัฐบาลและภาคการเมืองมุ่งเน้นแก้ปัญหาปากท้องซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน มากกว่าการทุ่มทรัพยากรไปกับเรื่องรัฐธรรมนูญ

อดีต สว. สมชาย แสวงการ เปิดหน้าชนขบวนการแก้รัฐธรรมนูญ แฉพิรุธนักการเมืองจ้องโละมาตราป้องกันทุจริตและวินัยการเงินการคลัง ชี้การทำประชามติร่างใหม่ทั้งฉบับคือการ "ล้างไพ่"

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และอดีตประธานกรรมาธิการที่มีบทบาทสำคัญในการติดตามการร่างรัฐธรรมนูญมาหลายชุด ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามในการผลักดันให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่าพฤติการณ์ของนักการเมืองในขณะนี้คือการ “ขาดความกล้าหาญ” ที่จะบอกความจริงกับประชาชนว่าต้องการแก้ไขในประเด็นที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวเอง

นายสมชาย เปิดเผยว่า มาตราที่นักการเมืองพยายามผลักดันให้แก้ไขมาโดยตลอด ไม่ใช่เรื่องของประชาชน แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิและอำนาจของนักการเมืองทั้งสิ้น โดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันทุจริตและการใช้งบประมาณ ได้แก่:
มาตรา 144: การแปรญัตติงบประมาณ
มาตรา 160 (4) และ (5): มาตรฐานจริยธรรมของรัฐมนตรี
มาตรา 98 (4) และ (5): ลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส.
มาตรา 185: การก้าวก่ายแทรกแซงข้าราชการ
กฎหมายลูก (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

"เขาอยากเอาเรื่องเหล่านี้ออก แต่ไม่กล้าบอกประชาชนตรงๆ ก็เลยอาศัยมือประชาชนผ่านการทำประชามติเพื่อล้มรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" นายสมชายระบุ

ในฐานะผู้ที่คลุกคลีกับการร่างรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ชุดของอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ นายสมชายยืนยันว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 สามารถแก้ไขได้แต่ไม่ควร “ล้ม” เพื่อร่างใหม่ทั้งหมด เพราะการตั้ง สสร. มายกร่างใหม่ตั้งแต่มาตรา 1 ถึง 279 จะส่งผลกระทบต่อ:
หมวด 1 และ หมวด 2: บททั่วไปและหมวดพระมหากษัตริย์
พระราชอำนาจ: อีกกว่า 38 มาตราที่อาจถูกรื้อทิ้ง
ความมั่นคง: เสี่ยงต่อการนำประเด็นเรื่องรัฐปัตตานี หรือการแบ่งแยกราชอาณาจักรเข้ามาเป็นเงื่อนไข

ผู้แทนที่ดี หน้าตาเป็นยังไง: เช็กลิสต์ก่อนหย่อนบัตร “โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69” จากรัก–เกลียด สู่การเลือกบนหน้าที่–ความรับผิดชอบ


โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มักเป็นช่วงที่เสียงดังที่สุด—เสียงเชียร์ เสียงด่า เสียงป้าย เสียงคลิปตัด เสียงคำคม

แต่ “เสียงที่สำคัญที่สุด” ในประชาธิปไตย ไม่ใช่เสียงบนเวที

คือ “เสียงในคูหา” ของคุณ

คำถามคือ…เราจะใช้เสียงนั้นเลือก “ผู้แทนที่ดี” ได้อย่างไร โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์รัก–เกลียด หรือกระแสชั่วคราว?

คำตอบเริ่มจากการจำให้แม่นว่า ส.ส. ไม่ได้มีหน้าที่ “พูดเก่ง” อย่างเดียว แต่มีหน้าที่ “ทำงานรัฐสภา” อย่างเป็นระบบ—ออกกฎหมาย ตรวจสอบรัฐบาล และกำกับการใช้งบประมาณของประเทศ [1]

1) งานจริงของ ส.ส. มี 3 เรื่องใหญ่ (และนี่คือเหตุผลที่ต้องเลือกให้ดี)
หนึ่ง: ออกกฎหมาย — ชีวิตคุณอยู่ในกฎหมายแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่เศรษฐกิจ การศึกษา ไปถึงความปลอดภัยในสังคม การมี ส.ส. ที่อ่านกฎหมายเป็น คิดเป็น และยืนบนหลักการ จึงสำคัญกว่าการมี ส.ส. ที่แค่ “วาทะดี” [1]

สอง: ตรวจสอบรัฐบาล — สภาไม่ได้มีไว้เพื่อปรบมือให้ฝ่ายบริหาร แต่มีไว้เพื่อถามให้ชัด ไล่ให้ตอบ และสะท้อนปัญหาจากประชาชน เช่น กลไก “อภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหา” ที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ ส.ส. เข้าชื่อได้ [2]

สาม: งบประมาณ — ถ้า “งบ” คือเงินภาษีของเรา การคุมงบคือหัวใจของการเมือง การเล่นเกมผลประโยชน์ผ่านงบประมาณ หรือการหลับหูหลับตาโหวตให้ผ่าน คือความเสียหายที่ย้อนกลับมาหาประชาชนเสมอ [1]

2) เช็กลิสต์ “ผู้แทนที่ดี” 10 ข้อ (ใช้เป็นเกณฑ์ก่อนกากบาท)
ต่อไปนี้ไม่ใช่คุณสมบัติในอุดมคติแบบลอยๆ แต่หลายข้อสอดคล้องกับหลักจริยธรรมของสมาชิกสภา เช่น ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต เที่ยงธรรม มีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ใต้อิทธิพลเงิน ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง และไม่รับของขวัญผลประโยชน์จากหน้าที่ [3]
1) ยืนข้างประโยชน์ชาติ/ประชาชนจริง — ไม่ใช่ยืนข้างนายทุน ข้างกลุ่มอิทธิพล หรือข้างดีลลับ [3]
2) มีความเป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลการเงิน — ถ้าคนๆ หนึ่ง “ถูกซื้อได้” เขาก็ “ถูกสั่งได้” [3]
3) เคารพสิทธิคนอื่น ไม่ใช้วาจาป้ายสีแบบไร้หลักฐาน — การเมืองที่ดีต้องถกกันด้วยข้อมูล ไม่ใช่การดูหมิ่น ใส่ร้าย โดยไม่มีพยานหลักฐาน [3]
4) ทำงานสภาจริง: เข้าประชุม ตรงเวลา ไม่โดดงาน — ผู้แทนที่ดีไม่ใช่คนที่ “โผล่เฉพาะตอนหาเสียง” [3]
5) ให้ข้อมูลประชาชนครบถ้วน ถูกต้อง ไม่บิดเบือน — คำว่า “สื่อสารเก่ง” ไม่พอ ต้อง “สื่อสารตรง” ด้วย [3]
6) โปร่งใสเรื่องทรัพย์สิน/ผลประโยชน์ทับซ้อน — นักการเมืองมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามช่องทางที่กำหนด [4]
7) รับฟังและทำงานกับพื้นที่จริง (ไม่เลือกปฏิบัติ) — ปฏิบัติกับประชาชน “เสมอภาคเท่าเทียม” [3]
8) รับผิดชอบเมื่อผิดพลาด — กล้ารับ กล้าแก้ ไม่ใช่ “เบี่ยง–โยน–เงียบ” [3]
9) ไม่รับของขวัญ/ผลประโยชน์จากตำแหน่ง — เพราะเมื่อรับแล้ว “ความเป็นกลาง” มักหายไปพร้อมกัน [3]
10) เล่นการเมืองอย่างสุจริต ไม่ใช้วิธีสกปรก — รวมถึงไม่ยอมให้เกิดการซื้อเสียงหรือการทำให้คนเข้าใจผิดด้วยข้อมูลเท็จ [5]

3) “สัญญาณอันตราย” ที่ควรระวังเป็นพิเศษ
โค้งสุดท้าย คนเรามักยอม “มองข้ามธงแดง” เพราะชอบคำพูดหรือกระแส แต่ธงแดงพวกนี้ควรทำให้คุณชะลอทันที

• มีลักษณะต้องห้ามตามกติกา (ตัวอย่างเช่น ประเด็นเกี่ยวกับสื่อ การถูกเพิกถอนสิทธิ การต้องโทษบางลักษณะ ฯลฯ) ซึ่ง กกต. สรุปไว้เป็นหมวด [5]
• พูดเก่งแต่ตอบคำถาม “สามเรื่องใหญ่” ไม่ได้: กฎหมาย/ตรวจสอบ/งบ
• มีพฤติกรรมชวนเกลียดอีกฝั่งมากกว่าชวนแก้ปัญหา
• ชอบให้สัญญา “แจกง่าย-ได้เร็ว” แต่ไม่พูดแหล่งงบ/ผลกระทบ
• มีข่าวเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ไม่เคยอธิบายอย่างเป็นระบบ
• เกี่ยวข้องกับการให้/รับประโยชน์เพื่อแลกคะแนน ซึ่งเอกสารแนะแนวการเลือกตั้งระบุเป็นข้อห้าม [5]

4) สูตรให้คะแนนแบบเร็ว (ทำเองได้ใน 5 นาที)
ให้คะแนนผู้สมัคร/พรรคที่คุณกำลังชั่งใจแบบ “คนทำงาน” ไม่ใช่แบบ “คนอินดราม่า”• ความสามารถด้านนโยบาย/กฎหมาย (25): อธิบายได้เป็นขั้นตอน ไม่ขายฝัน
• ความโปร่งใส (20): ประวัติ–ที่มา–ทรัพย์สิน–ทีมงาน ตรวจสอบได้
• ความเป็นอิสระจากทุน/ดีล (15) [3]
• วินัยการทำงานสภา (15) [3]
• ความรับผิดชอบและจริยธรรม (15) [3]
• ความผูกพันกับพื้นที่/รับฟังประชาชน (10) [3]

คนที่ได้คะแนนสูง ไม่จำเป็นต้อง “ถูกใจเราทุกเรื่อง” แต่ต้อง “ไว้ใจให้ใช้อำนาจแทนเราได้”

เลือกผู้นำผิด “ชาติพัง” ไม่ใช่คำขู่—คือใบเสร็จที่โลกเคยจ่ายมาแล้ว

โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มักทำให้คนตัดสินใจด้วย “อารมณ์” มากกว่า “ข้อเท็จจริง”
แต่ประชาธิปไตยไม่ได้พังเพราะประชาชน “โง่” — มันพังเพราะประชาชนจำนวนมาก “ถูกเร่งให้เลือก” โดยไม่ทันมองความเสี่ยงของคนที่จะได้อำนาจ

คำว่า “ชาติพัง” ในโลกจริง ไม่ได้แปลว่าตึกถล่มในวันเดียว
มันแปลว่า ค่าครองชีพพัง, เงินออมพัง, สถาบันพัง, ความเชื่อมั่นพัง และ “เวลา” ของประเทศหายไปเป็นสิบปี

ต่อไปนี้คือบทเรียนที่ “ใส่ชื่อผู้นำชัดๆ” ว่าความผิดพลาดของคนบนยอดพีระมิด สามารถลากทั้งชาติลงเหวได้อย่างไร

บทเรียนจากต่างประเทศ 
1) ศรีลังกา: เมื่อผู้นำ “หักดิบ” นโยบายจนระบบรับไม่ไหว
ยุคประธานาธิบดี โกตาบายา ราชปักษา มีการตัดสินใจแบนปุ๋ยเคมีแบบฉับพลัน จนผลผลิตการเกษตรตกหนัก กระทบต้นทุนอาหารและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ก่อนจะลุกลามเป็นวิกฤตการเมือง-เศรษฐกิจใหญ่ที่ประชาชนออกมาประท้วงต่อเนื่อง และนายกฯ มหินทรา ราชปักษา ต้องลาออกท่ามกลางความปั่นป่วน [1]

เตือนใจ: “ตั้งใจดี” ไม่พอ ถ้านโยบายไม่มีข้อมูลรองรับ ไม่มีแผนเปลี่ยนผ่าน และไม่ยอมถอยเมื่อเห็นสัญญาณพัง

2) เลบานอน: เมื่อการเมืองล็อกประเทศ จนรัฐ “ตัดสินใจไม่ได้”
World Bank Group ประเมินว่าวิกฤตเศรษฐกิจ-การเงินเลบานอน “รุนแรงระดับต้นๆ ของโลก” ในเชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสมัยใหม่—สะท้อนภาพรัฐที่ติดหล่มการเมืองและการบริหาร [2]

เตือนใจ: ประเทศพังได้แม้ไม่มีสงคราม ถ้าผู้นำทำให้รัฐ “ตัดสินใจไม่ได้—รับผิดชอบไม่ได้—ฟื้นความเชื่อมั่นไม่ได้”

3) เวเนซุเอลา: เศรษฐกิจที่ “หลอกตัวเอง” จนเงินกลายเป็นกระดาษ
ในยุคประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร International Monetary Fund เคยประเมินเงินเฟ้ออาจพุ่งถึงระดับ 1,000,000% ในปี 2018 เพื่อสะท้อนความรุนแรงของวิกฤต [3] และมีรายงานตัวเลขเงินเฟ้อรายปีแตะระดับ “หลักล้านเปอร์เซ็นต์” ในช่วงวิกฤตไฮเปอร์อินเฟลชัน [4]

เตือนใจ: แจกได้ชั่วคราว แต่ถ้าฐานเศรษฐกิจพังและวินัยการคลังพัง “เงินทั้งประเทศ” ก็พังตาม

4) ตุรกี: เมื่อผู้นำ “ดื้อกับข้อมูล” ค่าครองชีพจะลงโทษประชาชน
ประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน เคยยืนยันแนวทางลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ทั้งที่เงินเฟ้อสูงมาก โดย Reuters รายงานช่วงหนึ่งว่าเงินเฟ้อเกิน 70% และผู้นำยัง “เล่นลง” ความรุนแรงของปัญหา [5]

เตือนใจ: เมื่อผู้นำเอาความเชื่อส่วนตัวนำวิชาการ เศรษฐกิจจะตอบโต้ด้วยราคาอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเงิน และคนตัวเล็กเจ็บก่อน

5) ฮังการี: อำนาจรวมศูนย์จนกลไกเสรีภาพอ่อนแรง
Freedom House ติดตามแนวโน้มประชาธิปไตยถดถอยในฮังการีภายใต้รัฐบาล วิกตอร์ ออร์บาน [6] และข่าวร่วมสมัยยังสะท้อนความตึงเครียดเรื่องสิทธิและเสรีภาพ [7]

เตือนใจ: ประเทศไม่ได้พังแค่เพราะเศรษฐกิจ—มันพังได้เมื่อ “เบรก” และ “ไฟแดง” ของสังคมถูกทำให้อ่อนแรงทีละนิด

6) ยูเครน: ความพังที่เริ่มจากการตัดสินใจของผู้นำแบบไม่เคารพกติกาโลก
ต้องพูดให้แฟร์: ยูเครนไม่ใช่ประเทศที่ “พังเพราะเลือกผู้นำผิด” แบบสูตรสำเร็จ แต่ยูเครนคือภาพชัดว่า เมื่อผู้นำของประเทศมหาอำนาจตัดสินใจผิดแบบไม่เคารพกติกาโลก—คนทั้งภูมิภาคต้องจ่าย

ภายใต้การตัดสินใจทำสงครามของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน โลกตอบโต้ด้วยกำแพงมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียอย่างกว้างขวาง [8] ขณะเดียวกัน การประเมินร่วมโดยรัฐบาลยูเครน ธนาคารโลก สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ระบุว่าค่าฟื้นฟูและบูรณะใน 10 ปีอยู่ที่ราว 524 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงสถานะความเสียหายถึง 31 ธ.ค. 2024) [9]

อีกด้านหนึ่ง สงครามยัง “บิดรูปประชาธิปไตย” เพราะยูเครนอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่ง Reuters อธิบายว่าเลือกตั้งถูกห้ามภายใต้กฎอัยการศึก และทำให้ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ต้องบริหารแรงกดดันทางการเมืองไปพร้อมกับภารกิจความอยู่รอดของรัฐ [10]

เตือนใจ: อย่าหลงเสน่ห์ “ผู้นำที่ชอบเดิมพันใหญ่” เพราะเดิมพันของเขา อาจกลายเป็นบ้าน เมือง เศรษฐกิจ และอนาคตของคนทั้งชาติ

พัฒนาการที่ดีขึ้นมากของไทย ก่อนเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อข้อมูล–กติกา–การตรวจสอบ “เข้าถึงได้” มากกว่าเดิม

ในวันที่การเมืองไทยยังถูกเล่าด้วยคำว่า “แตกขั้ว” “ดราม่า” และ “ความไม่ไว้วางใจ” มีอีกด้านหนึ่งที่ค่อยๆ โตขึ้นเงียบๆ และน่าจะเป็นความหวังแบบจับต้องได้ของสังคมไทย—คือ “วัฒนธรรมการเลือกตั้ง” ที่เริ่มขยับจากการเชื่อตาม ไปสู่การตรวจสอบเองมากขึ้น

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (พร้อมการทำประชามติในวันเดียวกัน) จึงไม่ใช่แค่วันหย่อนบัตร แต่คือบททดสอบความเป็นผู้ใหญ่ของระบอบ ว่าเราจะบริหารความเห็นต่างด้วยระบบได้แค่ไหน [1]
1) “ข้อมูลอยู่ในมือประชาชน” มากกว่ายุคก่อน
สัญญาณที่ดีขึ้นชัดที่สุด คือภาครัฐเริ่มผลัก “ข้อมูลเลือกตั้ง” ให้คนตรวจสอบเองได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรายชื่อผู้สมัคร รายชื่อบุคคลที่พรรคเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไปจนถึงข้อมูลหน่วยเลือกตั้ง โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งระบุช่องทางตรวจสอบผ่านเว็บไซต์และแอปฯ (เช่น Smart Vote) อย่างเป็นทางการ [2]

ในทางปฏิบัติ นี่คือการลดช่องว่างอำนาจข้อมูล เพราะเมื่อประชาชนเข้าถึงชุดข้อมูลเดียวกันได้มากขึ้น การตัดสินใจย่อมพึ่งพาข้อเท็จจริงมากกว่าคำบอกเล่าหรือกระแสรายวัน
2) กติกาชัดขึ้น และโยงกับความปลอดภัยมากขึ้น
กติกาไม่ได้อยู่ในความคลุมเครือเหมือนเดิม ตัวอย่างที่เห็นชัดคือแนวทางเรื่อง “ป้ายหาเสียง” ที่เน้นความปลอดภัย ไม่บดบังทัศนวิสัย และไม่กีดขวางการจราจร—สื่อสารตรงๆ แบบเป็นเอกสารอ้างอิงได้ [3]

สารสำคัญไม่ใช่แค่มีข้อห้าม แต่คือการทำให้สังคมเริ่มเข้าใจว่า “การเลือกตั้งที่ดี ต้องไม่แลกด้วยความเสี่ยงและความเดือดร้อนของคนส่วนรวม”
3) ความโปร่งใสเริ่มเป็น “ระบบ” ไม่ใช่แค่ “ความรู้สึก”
ความไว้วางใจในผลเลือกตั้งไม่ได้เกิดจากคำว่า “เชื่อเถอะ” แต่มาจาก “ตรวจได้” การมีระบบรายงานผลรวมศูนย์ให้ติดตามคะแนนได้สะดวกขึ้น (เช่น ECT Score) คือทิศทางที่ถูกต้องในเชิงโครงสร้าง เพราะอย่างน้อยทำให้สาธารณะเห็นว่า การรายงานผลถูกออกแบบให้ตามตรวจได้ในระดับระบบ [4]

แน่นอน ระบบไม่ทำให้ทุกข้อกังขาหายไปทันที แต่การยอมรับร่วมจะเกิดง่ายขึ้น เมื่อคนรู้สึกว่าเกมนี้มีกลไกตรวจสอบจริง ไม่ใช่การเล่าเรื่องฝ่ายเดียว
4) เลือกตั้ง + ประชามติวันเดียวกัน: บทเรียน “จัดการความซับซ้อน” ของประเทศ
รอบนี้ไม่ใช่แค่เลือกผู้แทน แต่มีคำถามใหญ่เรื่องทิศทางรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจเชิงโครงสร้างของประเทศถูกนำมาวางไว้บนคูหาในวันเดียวกับการเลือกตั้ง [1]

ความสำคัญอยู่ตรงนี้: เมื่อสังคมเอาความเห็นต่างมาวางบนคูหา แทนการเอาไปวางบนท้องถนน มันคือพัฒนาการของประเทศ—อย่างน้อยคือการยอมรับว่า ความขัดแย้งใหญ่ต้องถูกตัดสินด้วยกระบวนการ
5) “ไม้บรรทัดมาตรฐานสากล” ช่วยยกระดับความคาดหวังของสังคม
องค์กรติดตามการเลือกตั้งอย่าง ANFREL วิเคราะห์การเลือกตั้งไทยปี 2026 ในกรอบความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของสาธารณะ พร้อมชี้ตัวชี้วัดตั้งแต่ความเท่าเทียมในการแข่งขัน การเข้าถึงการลงคะแนน ไปจนถึงผลที่ตรวจสอบได้ [5]

‘ดร.เจษฎ์’ เผย พรรคประชาชนสร้างภาพ “รักชาติรักเเผ่นดิน หวังโกยคะแนน โค้งสุดท้าย” ชี้ ชัด จุดยืน แก้รัฐธรรมนูญ มีวาระซ่อนเร้น

[สงขลา-หาดใหญ่] 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ (เบอร์ 35) กล่าวถึงบทบาทของพรรคการเมืองและทิศทางการเมืองในช่วงหาเสียง โดยย้ำว่าการทำงานของพรรครักชาติไม่ใช่เพื่อมากอบโกยคะแนนเสียงจากประชาชนเพื่อให้มี สส. มากขึ้น หรือเพื่อผลักดันให้ตนเองได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการทำหน้าที่ในฐานะประชาชนคนไทย เป็นราษฎร และเป็นพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมระบุว่าเมื่อเป็นพี่น้องคนไทยด้วยกันก็ต้องพูดคุยกันให้ชัดเจน

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนพยายามอย่างเต็มที่ในการนำเสนอภาพว่ากลุ่มคนที่รักเจ้า รักแผ่นดิน และต้องการเชิดชูสถาบันหลักของบ้านเมือง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำที่มีเป้าหมายเพื่อคะแนนเสียง โดยมองว่าหากไม่ได้ต้องการคะแนน ก็ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อเหลือง หรือสื่อสารในประเด็นดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าคะแนนเสียงที่ได้จากการสื่อสารเรื่องสถาบันฯ จะถูกนำไปใช้สนับสนุนแนวทางใดต่อไป เช่น การแก้มาตรา 112 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุด้วยว่า หากเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสามารถพูดคุยกันได้ว่าจะปรับเรื่องใด แต่หากเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้งไปแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 เรื่องของพระราชอำนาจก็จะแก้ไข โดยมีการระดมสรรพกำลังจากหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งกลุ่มนักวิชาการที่มักวิจารณ์แต่ด้านลบของสถาบันฯ รวมถึงกลุ่ม NGO ที่ออกมาเรียกร้องให้เห็นชอบกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่ได้อธิบายให้ชัดว่าสถาบันหลักของบ้านเมืองจะอยู่ตรงไหน

ซึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการมุ่งกอบโกยคะแนนประชาชน โดยใช้การหลอกลวงทุกอย่าง เพื่ออยากจะเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ก่อนจะออกลาย หางงอก ออกมาในภายหลังว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ซ่อนไว้คืออะไร

“วันนี้พยายามหลบ พยายามซ่อน แต่มันซ่อนไม่มิดหรอกครับ เพราะการกระทำทุกอย่าง แม้กระทั่งยืนเคารพธงชาติ ผมอยู่ในเหตุการณ์ครับ พวกเราทุกคนก็ยืนตามปกติ เอามือไปซ่อนไว้ข้างหลังทำไม” ดร.เจษฎ์กล่าว

‘กลุ่มธรรมศาสตร์พิทักษ์ธรรม’ ปลุกคนไทยโหวตไม่เห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ ลั่น "อย่าเปิดบ้านรับโจร-เซ็นเช็คเปล่า" ให้ใคร หวั่นเปิดช่องนิรโทษกรรม – เซาะกร่อนบ่อนทำลาย

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 "กลุ่มธรรมศาสตร์พิทักษ์ธรรม" ออกแถลงการณ์ เรื่อง  ไม่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดยระบุว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ นอกจากจะเป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ยังเป็นวันออกเสียงประชามติ "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อใช้แทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560"  ก่อให้เกิดคำถามว่าประชาชนชาวไทยควรจะออกเสียงประชามติในครั้งนี้ อย่างไร เนื่องจากยังไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ฉบับเดิมไม่ดีอย่างไร ร่างใหม่จะเป็นอย่างไร จะเปลี่ยนแปลงอะไร ประชาชนได้ประโยชน์อะไร สามารถแก้เป็นรายมาตราได้แต่ทำไมต้องร่างใหม่ทั้งฉบับ  

กลุ่มธรรศาสตร์พิทักษ์ธรรม มีความเห็นต่อประชามตินี้ว่า เป็นการพยายามเปลี่ยนแปลงหลักการของประเทศ ล้มล้างกติกาการตรวจสอบลงโทษนักการเมืองที่ทุจริต เปิดทางให้มีการเซาะกร่อนบ่อนทำลายความเป็นชาติ สถาบัน ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี การทำประชามติเกิดจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มลัทธิการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ต่างชาติที่ต้องการครอบงำประเทศไทยให้เป็นเสมือนอาณานิคมใหม่ เพื่อจะได้แสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากร และสร้างความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีแรงหนุนจากนักการเมืองที่จะได้ประโยชน์ส่วนตนจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ กลุ่มฯ จึงขอแสดงจุดยืนต่อการทำประชามติครั้งนี้ ดังต่อไปนี้

“ ไม่เปิดบ้านรับโจร ” คำถามประชามติครั้งนี้เป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เอื้อประโยชน์ต่อลัทธิการเมืองที่เอื้อประโยชน์ต่อต่างชาติที่ให้ทุนสนับสนุนกลุ่มการเมืองเพื่อครอบงำประเทศไทย เปิดทางให้มีการบ่อนทำลายชาติ ล้มล้างสถาบันหลัก เพื่อจัดตั้งโครงสร้างประเทศใหม่ กลุ่มที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้แต่โฆษณาต่อประชาชนว่ารัฐธรรมนูญเดิมไม่ดี ไม่เป็นประชาธิปไตย ควรมีฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน ล้วนเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่ลวงให้คนคล้อยตาม เสมือนขบวนการสแกมเมอร์ที่หลอกให้หลงเชื่อเพื่อปล้นสมบัติของเหยื่อไป เป็นเพียงวาทะกรรมที่สร้างขึ้นตามหลักจิตวิทยาสังคมที่ประเทศมหาอำนาจใช้แทรกซึมและล้างสมองให้คล้อยตาม ดังมีตัวอย่างให้เห็นมากมายในหลายประเทศที่กลุ่มลัทธิเหล่านี้อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองและนักการเมืองจนนำประเทศไปสู่การล่มสลาย เป้าหมายหลักคือจัดกติกาประเทศใหม่ เพื่อปูทางสู่การครอบงำผ่านพรรคการเมืองที่คอยรับใช้

“ ไม่โอนจ่ายเช็คเปล่า ” คำถามประชามติครั้งนี้เป็นการมอบอำนาจให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีเนื้อหาอย่างไร นักการเมืองที่มีคดีทุจริตก็คงผลักดันให้มีการแก้ไขบทกำหนดโทษ นิรโทษกรรมผู้ที่หนีคดีไปต่างประเทศ ข้อกำหนดจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็จะหายไป บรรดาลัทธิเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ก็คงผลักดันให้มีการแก้ไขในหมวด 1 และ 2  เพื่อเปิดบ้านรับโจรได้อย่างสะดวก องค์การอิสระต่างๆ ที่คอยตรวจสอบการทำงานของรัฐและนักการเมือง รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ ก็คงจะถูกเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาเพื่อนำพรรคพวกมาสมคบคิดกัน ลดทอนบทบาทลง แม้จะมีการกำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็เชื่อได้ว่าคงมีกระบวนการที่จะคอยชี้นำการร่าง แม้จะมีการทำประชามติรอบสองและรอบสาม แต่ก็เป็นเพียงจุดขายตามหลักการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะผู้ออกเสียงส่วนหนึ่งจะคล้อยตามวาทะกรรมล้างสมองที่จะตามมาสารพัด และจะนำไปสู่ความแตกแยกในชาติอย่างรุนแรง จึงเสมือนการออกเช็คเปล่าให้เค้าเหล่านั้นไปเติมจำนวนเงินเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top