Tuesday, 14 July 2026
POLITICS

'ดร.เจษฎ์' ชี้ รัฐบาลต้องทบทวน!! แนะหยุดใจดีต่อกัมพูชา ห่วงปัญหาสแกมเมอร์ชายแดน ย้ำไทยต้องใช้มาตรการเด็ดขาด เรียกร้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

‘ดร.เจษฎ์’ แนะ รัฐบาล ทบทวนท่าทีต่อ "กัมพูชา" หมดเวลาใจดี กรณีรุกล้ำ-สแกมเมอร์ข้ามชาติ พร้อมเสนอควรมีมาตรการเด็ดขาด จัดระเบียบความสัมพันธ์

[กรุงเทพฯ] หลังจากที่ นาย หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เข้าพบอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ไทย เมื่อ 24 เมษายน 2569  ล่าสุด 29 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาที่กำลังเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างกว้างขวางในสังคม โดยแสดงจุดยืน เรียกร้องให้คนไทยและภาครัฐตระหนักถึงปัญหาความขัดแย้งและอาชญากรรมข้ามชาติบริเวณชายแดน พร้อมเสนอให้ทางการไทยใช้มาตรการที่เด็ดขาดในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศใหม่

"ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชามีมิติที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าเรื่องบันทึกความเข้าใจ (MOU) 43 หรือ 44 โดยตลอดหน้าประวัติศาสตร์นับตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงวิกฤตการณ์สงครามกลางเมืองในกัมพูชาเมื่อ 40-50 ปีก่อน ประเทศไทยเป็นฝ่ายที่ให้การช่วยเหลือและเกื้อกูลชาวกัมพูชามาโดยตลอด
​โดยเฉพาะในยุคที่มีผู้อพยพหนีภัยสงครามเข้ามา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (ในรัชกาลที่ 9) ได้ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ดูแลผู้อพยพชาวกัมพูชาเป็นอย่างดี ทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานบริเวณชายแดน เช่น บ้านหนองจาน รวมถึงการอนุโลมให้ชาวกัมพูชาเข้ามาอยู่อาศัยและสัญจรในพื้นที่พิพาทและแนวชายแดน อาทิ เขาพระวิหาร ช่องอานม้า ช่องบก ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย มาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้กล่าวถึงท่าทีของกัมพูชาในเวลาต่อมา ซึ่งกลับกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อไทย มีทั้งการรุกล้ำพื้นที่ ขุดสนามเพลาะ และการใช้อาวุธโจมตีพลเรือน ยิ่งไปกว่านั้น ในปัจจุบันพื้นที่ตะเข็บชายแดนยังกลายเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มมิจฉาชีพ หรือ "สแกมเมอร์" (Scammers) ที่สร้างความเดือดร้อนหลอกลวงทั้งคนไทยและประชาคมโลก ซึ่งผู้แทนระดับรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตของไทยได้เคยนำข้อกังวลเหล่านี้ไปชี้แจงในเวทีระหว่างประเทศมาแล้ว

"เราดูแลมานานแล้ว ทางกัมพูชาเกิดเป็นปฏิปักษ์กับเรา ยิงปืนเข้าใส่พลเรือน ยิงอาวุธเข้ามา รุกคืบเข้ามา ขุดสนามเพลาะ ก่อปัญหา แล้วยังไม่พอ หลอกลวงคนไทยรวมถึงชนชาวโลกทั้งหลายผ่านตะเข็บชายแดน โดยใช้บรรดาสิ่งที่คนเขาเรียกกันว่า Scammers ทุกวันนี้ ประเทศไทยเราจะทนอยู่ได้หรือ ในเมื่อเราดูแลถึงเพียงนี้ เอกอัครราชทูตเรา ผู้แทนในระดับรัฐมนตรีของเรา ก็พูดในเวทีระหว่างประเทศมาหลายครั้งแล้ว ชี้แจงแถลงไขให้ชนชาวโลกได้รับรู้ได้รับทราบ"
รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้เตือนสติสังคมไทย ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องทบทวนท่าที โดยระบุว่า  "ถ้าเราใจดีต่อไป เราไม่สะบั้นสัมพันธ์ ไม่ตัดไมตรี เพื่อที่จะให้กัมพูชาสำนึก... ประเทศไทยเราจะทนอยู่ได้หรือ ในเมื่อเราดูแลถึงเพียงนี้" พร้อมเสนอว่ารัฐบาลควรเปลี่ยนมาตรการ โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศเป็นบรรทัดฐานในการเจรจาอย่างเคร่งครัด แทนการช่วยเหลือแบบให้เปล่าเหมือนในอดีต รวมถึงได้โต้แย้งกลุ่มที่มองว่า ประเทศที่มีพรมแดนติดกันจำเป็นต้องพึ่งพากันทางเศรษฐกิจและไม่สามารถปิดด่านชายแดนได้ โดยชี้ให้เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวไม่เป็นความจริงเสมอไป หลายประเทศทั่วโลกเลือกที่จะปิดพรมแดนระงับความสัมพันธ์เป็นเวลานานเมื่อเกิดปัญหา และจะกลับมาเปิดเจรจากันอีกครั้งก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะเคารพสิทธิและไม่กระทำการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันแล้วเท่านั้น

"ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องแก้ปัญหา ก่อนที่เรากับกัมพูชา จะสามารถสานสัมพันธ์ หรือ... มีไมตรีกันได้ ดังนั้น พี่น้องชาวไทย อย่าหลงใหลไปกับการที่หลายคนมาบอกว่า มันเป็นเรื่องเศรษฐกิจ มันเป็นเรื่องที่เราต้องทำมาค้าขายกัน มันเป็นเรื่องที่บ้านเมืองอยู่ติดกันยังไงก็ตามเราจะปิดด่านไม่ได้ เราจะต้อง... อยู่ด้วยกัน เราจะต้องไปมาหาสู่กัน ไม่จริงครับ หลายประเทศ ก็ปิดต่อกันเป็นเวลานาน จนกว่าเมื่อถึงกาลที่จะสามารถพูดคุยกันได้ ก็ค่อยมาคุย" รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

‘รักชาติ’ ลุยขยายฐาน!! จัดประชุมใหญ่เน้นพลังคนรุ่นใหม่ เจาะปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ เดินหน้าเตรียมพร้อมเลือกตั้งครั้งหน้า ตั้งเป้าสมาชิกทั่วประเทศเข้มแข็ง

พรรครักชาติ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 "ชัยวุฒิ" เน้น ดึงพลังคนรุ่นใหม่ เข้าสู่การเมือง พร้อมประกาศขยายฐานสมาชิกทั่วประเทศ รับศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

[ขอนแก่น]  28 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น.  -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ เป็นประธานจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ครั้งที่ 1 พรรครักชาติ ของสาขาลำดับที่ 3 ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมเมเจอร์แกรนด์ ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ภายใต้แนวคิด "เพราะรักชาติ ไม่ใช่แค่คำพูด พร้อมดึงพลังคนรุ่นใหม่ บ้านเมืองโปร่งใส ไร้คอรัปชั่น" โดยมีทีมบริหารพรรครักชาติเข้าร่วม อาทิ นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค, นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค, นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค, นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค, นายณภัทร นวเครือสุนทร รองเลขาธิการพรรค, นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค,  นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค, นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค, นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว รองโฆษกพรรค และกรรมการบริหารพรรค รวมถึงสมาชิกพรรค เข้าร่วมประมาณ 300 คน

โดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ระบุว่า การประชุมใหญ่ของพรรคในวันนี้ผ่านพ้นไปได้อย่างเรียบร้อยและราบรื่น ซึ่งวาระสำคัญคือการเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคได้สะท้อนปัญหาและแสดงความคิดเห็น พบว่าเสียงสะท้อนส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ความกังวลด้านวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน

​"อย่างที่เราทราบกันดีในตอนนี้ว่า น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาแพง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย พี่น้องประชาชนกำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น สมาชิกพรรคจึงได้เรียกร้องและฝากความหวังให้พรรครักชาติ เป็นกลไกสำคัญในการเข้าไปช่วยขับเคลื่อนและเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเหล่านี้" นายชัยวุฒิ กล่าว

​นอกจากประเด็นด้านเศรษฐกิจแล้ว นายชัยวุฒิ ยังได้เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนพรรคหลังจากนี้ โดยระบุว่า พรรครักชาติ มีเป้าหมายและแนวทางที่ชัดเจนในการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งในครั้งหน้า

​"ยุทธศาสตร์สำคัญของเรานับจากนี้ คือการเดินหน้าหาสมาชิกพรรคเพิ่มเติม และเร่งสร้างเครือข่ายให้ครอบคลุมในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เราต้องการสร้างพรรครักชาติให้มีความเข้มแข็ง เมื่อพรรคมีสมาชิกและมีพี่น้องประชาชนเข้ามาให้การสนับสนุนมากขึ้น เราก็จะมีพลังในการช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ของพรรคให้เป็นจริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน และพัฒนาบ้านเมืองของเราให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ครับ" นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

ญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ เรียกร้อง!! เร่งรัดพิจารณาพ.ร.บ.สันติสุข หลังสภาฯ เห็นชอบเอกฉันท์ ยืนยันหลักความยุติธรรมและสมานฉันท์ ป้องกันความขัดแย้งซ้ำซาก

ด้วยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕  มีมติแสดงจุดยืนที่มากว่า 30 ปี ต่อห้วงเวลาวิกฤตสำคัญภายหลังจากที่ ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) เสริมสร้างสังคมสันติสุข พ.ศ.... ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และการพูดคุยหารือกันในหมู่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่องด้วยมติเป็นเอกฉันท์ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภาในรายละเอียดเหลือเพียงบางมาตรา แต่ต้องชะงักลงจากการ “ยุบสภา”

ด้วยเหตุดังกล่าว คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕  จึงเรียกร้องทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมือง ดังนี้

เร่งรัดการนำร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข กลับเข้าสู่การพิจารณา ในกรอบ 60 วันตามรัฐธรรมนูญ  นับแต่วันเปิดสมัยประชุมสภา (ภายใน 12 พ.ค.2569 ) คณะกรรมการญาติวีรชนฯ เห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว มีความสำคัญในฐานะเครื่องมือเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเมื่อร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยมติเป็นเอกฉันท์ อันสะท้อนถึงฉันทามติร่วมของตัวแทนประชาชนจากทุกฝ่าย

เพื่อรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการนิติบัญญัติ และแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศ ยืนยันหลักการ ความสามัคคีสมานฉันท์บนพื้นฐานความยุติธรรม ไม่ใช่การลืมความผิด โดยปราศจากเงื่อนไข

บทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕  สอนให้สังคมไทยตระหนักว่า “การปรองดองที่แท้จริง” ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการนิรโทษกรรมแบบครอบคลุมทุกกรณีโดยไม่แยกแยะ หากแต่ต้องตั้งอยู่บนหลักการของความรับผิดชอบและความเป็นธรรมการกำหนดกรอบดังกล่าวเป็นการรักษาสมดุลระหว่าง “การให้อภัย” กับ “ความยุติธรรม” ไม่ให้สังคมไทยต้องกลับไปเผชิญกับวงจรความขัดแย้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อนึ่งร่างพ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข เป็นร่างกฎหมายที่มีความชัดเจนทั้งในด้านที่มาและความชอบธรรมทางการเมือง ของทุกพรรคการเมือง  กล่าวคือ เป็นร่างที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามเสนอร่างในนามฝ่ายบริหารด้วยตัวท่านเอง อีกทั้งร่างดังกล่าวได้รับการยอมรับให้เป็น “ร่างหลัก” ในกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และได้ผ่านการลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ในทุกมาตรา ซึ่งสะท้อนฉันทามติร่วมกันของทุกพรรคการเมืองในสภาอย่างแท้จริง

ดังนั้น การเร่งนำร่างกฎหมายฉบับนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง จึงเป็นการเดินหน้าต่อจากฉันทามติเดิมของรัฐสภา มิใช่การเริ่มต้นใหม่ ควรได้รับการผลักดันอย่างจริงจังในฐานะกลไกสำคัญของการสร้างความปรองดองในสังคมไทย โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันได้เกิดวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก ประชาชนทุกชาติต่างผนึกกำลังสู้วิกฤต แต่สังคมไทยยังแบ่งแยกกันหลายฝ่าย ถึงเวลาที่ต้องสร้างความสามัคคีให้เป็นปึกแผ่นรวมกันเป็นอันหนึ่งเดียวกัน

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ ขอเน้นย้ำว่า การสร้างความสามัคคีสมานฉันท์  ตามคำสอนสั่งของพ่อหลวง ร.9 และในหลวงร.10  นำเป็นภารกิจทางศีลธรรมของสังคมไทย ร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุขจึงต้องเร่งดำเนินไปอย่างรอบคอบ ยึดหลักการ และเคารพต่อความทรงจำของวีรชนผู้ที่เคยเสียสละเพื่อประชาธิปไตย

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ ขอเรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภา ไม่ควรปล่อยให้โอกาสในการคลี่คลายความขัดแย้งของประเทศต้องสูญเปล่า และอาจเกิดการเผชิญหน้ากันอีกครั้งโดยไม่จำเป็น

นายอดุลย์ เขียวบริบูณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕

ปาล์มไทยวิกฤต! ‘รัดเกล้า’ ซัดนโยบายพาณิชย์กดราคาปาล์ม ชง 5 ข้อถึง รมว.พาณิชย์ หยุดรัฐซ้ำเติมเกษตรกร จี้แก้ราคาปาล์มตกด้วยนโยบายที่เป็นธรรม

“รัดเกล้า” อภิปราย เสนอ 5 แนวทางถึง รมว.พาณิชย์ แก้ปัญหาปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ชี้นโยบายรัฐซ้ำเติมราคาดิ่ง

ที่ รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร สะท้อนวิกฤตราคาปาล์มน้ำมันที่กำลังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรกว่า 300,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ พร้อมตั้งคำถามต่อการบริหารนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ หลังราคาปาล์มในประเทศปรับตัวลดลงสวนทางตลาดโลก

นางรัดเกล้า ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อน “3 ปรากฏการณ์สำคัญ” ที่ทำให้ราคาปาล์มไทยดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ได้แก่

1.ตลาดช็อก จากนโยบายควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ส่งผลให้ราคาหน้าลานปรับลดลงทันทีจากเกือบ 9 บาท เหลือประมาณ 7 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้รายได้เกษตรกรหายไปกว่า 21% ภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์

2.อ้างนโยบายกดราคา จากความไม่ชัดเจนในการสื่อสาร ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกในตลาด ผู้ประกอบการรายย่อยไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจน ขณะที่คนกลางใช้ช่องว่างนี้กดราคาซื้อ

3.สุกแดดซ้ำเติม  จากผลกระทบภัยแล้งเอลนีโญ ทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันในผลปาล์มต่ำกว่ามาตรฐาน และถูกใช้เป็นข้ออ้างในการกดราคาเพิ่มเติม

นอกจากนี้ สส.รัดเกล้า ยังชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมปาล์มไทย โดยเฉพาะระบบลานเทที่ยังใช้การประเมินคุณภาพด้วยสายตาและประสบการณ์ แทนการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ พร้อมได้เสนอ 5 แนวทางเชิงนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่

1. ปรับนโยบายให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องต้นทุนจริง โดยพิจารณามาตรการประกันรายได้ที่สมเหตุสมผล หรือระบบโควตาบริหารสต๊อก ควบคู่กลไกตลาด เพื่อไม่ให้รัฐกลายเป็นตัวบิดเบือนราคา

2. ยกระดับมาตรฐานหน้าลาน โดยสนับสนุนงบประมาณติดตั้งเครื่องวัดเปอร์เซ็นต์น้ำมันที่ได้มาตรฐาน พร้อมเชื่อมข้อมูลแบบเรียลไทม์เข้าสู่ระบบกลาง เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม

3. จัดตั้งองค์กรกำกับดูแลปาล์มน้ำมันแบบบูรณาการ เสนอให้มีหน่วยงานเฉพาะด้าน คล้าย “Malaysia Palm Oil Board (MPOB)” ของมาเลเซีย เพื่อบริหารจัดการทั้งระบบอย่างมีเอกภาพ

4. เร่งพัฒนาอุตสาหกรรม SAF (Sustainable Aviation Fuel) ชี้ว่าเป็นทางรอดระยะยาวในการดูดซับน้ำมันปาล์มส่วนเกิน โดยตลาดโลกมีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 29.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กำลังการผลิตยังไม่เพียงพอ

5. ผลักดันการลงทุนและลดการพึ่งพาการนำเข้า SAF ปัจจุบันประเทศไทยยังต้องนำเข้าน้ำมัน SAF ทั้งหมด 100% แม้จะมีผู้ประกอบการไทยเริ่มลงทุนแล้ว แต่กำลังผลิตยังคิดเป็นเพียงประมาณ 5% ของความต้องการใช้ในประเทศ

นางรัดเกล้า แสดงความกังวลว่า วิกฤตจากปัจจัยภายนอก เช่น สงคราม หรือภัยแล้ง อาจควบคุมไม่ได้ แต่วิกฤตจากนโยบายรัฐที่ขาดความรอบคอบและการพลาดโอกาสในอุตสาหกรรมใหม่อย่าง SAF เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถป้องกันและแก้ไขได้  “รัฐไม่ควรเป็นผู้ปิดประตูโอกาสของเกษตรกรไทย ในจังหวะที่ตลาดโลกกำลังเปิดรับ” นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้าย

‘รัดเกล้า’ ชี้น้ำท่วมกระทบเด็ก!! เปิดเผยน้ำท่วมหาดใหญ่ทำโรงเรียนพัง นักเรียน 7 หมื่นเสียโอกาสเรียน ชี้รัฐบาลเยียวยาไม่ถึงโรงเรียน เสนอทางออกแก้ระเบียบช่วยด่วน

“รัดเกล้า” เปิดสถิติสุดช็อก น้ำท่วมหาดใหญ่ ทำ 700 รร.พัง นักเรียน 7 หมื่น เคว้ง ชี้ “วิกฤตที่ถูกลืม” กระทบอนาคตเด็กไทย แฉรัฐบาลเยียวยาเหลื่อมล้ำ แจกครัวเรือนแต่ลืมโรงเรียน  ชี้ต้องมีงบฉุกเฉินระดับโรงเรียน

“น้ำท่วมจบได้ แต่อย่าให้อนาคตเด็กจบไปด้วย”

(8 เม.ย.2569) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการอภิปรายในญัตติปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการอุทกภัยแบบบูรณาการ (หาดใหญ่โมเดล) เพื่อการเฝ้าระวัง ป้องกัน และฟื้นฟูเศรษฐกิจหาดใหญ่อย่างยั่งยืน นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้หยิบยก “วิกฤตการศึกษา” ที่เป็นประเด็นถูกลืม และแทบไม่มีใครพูดถึง เปรียบเหมือน "ภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ" ที่กำลังกระทบอนาคตเด็กไทยอย่างเงียบ ๆ แต่ รัฐบาลกลับมองข้าม 

นางรัดเกล้า เปิดเผยสถิติที่สุดรันทดว่า ขณะนี้มีโรงเรียนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมถึง 723 แห่ง อุปกรณ์การเรียนพังพินาศ และมีเด็กนักเรียนกว่า 76,000 คนที่ต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษา พร้อมตั้งคำถามถึง "ความเหลื่อมล้ำในการเยียวยา" ว่า รัฐบาลจัดงบช่วยครัวเรือน 9,000-29,000 บาท มีพักหนี้ พักดอกเบี้ย มีค่าปลงศพ - ซึ่งเป็นเรื่องดี - แต่ในเชิงเปรียบเทียบ กลับไม่มีมาตรการช่วยเหลือโรงเรียนโดยตรงบ้างเลย ทั้งที่เป็นหัวใจของการฟื้นฟูอนาคต

"ดิฉันยกหูคุยกับ ผอ.โรงเรียนบ้านวังหรัง (ประสิทธิ์อุปถัมภ์) ด้วยตัวเอง โรงเรียนมีเด็กแค่ 160 คน แต่กำแพงโรงเรียนพังและเอียงถล่ม โดยเฉพาะโซนเด็กอนุบาล ผอ.ต้องไปเรี่ยไรเงินบริจาคมาได้แค่ 4-5 แสน ซึ่งไม่พอซ่อม ท่าน ผอ.ถึงขั้นพูดด้วยความอัดอั้นว่า "ต้องรอให้มีข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งว่ากำแพงทับเด็กอนุบาลตายก่อนหรือเปล่า รัฐบาลถึงจะส่งเงินเยียวยามาให้" สส. รัดเกล้า กล่าว 

พร้อมกันนี้ยังได้หยิบยกกรณีของ "น้องเกรซ" นักเรียน ปวช. ที่กลายเป็นเหยื่อน้ำท่วมจนต้องลาออกจากการเรียนต่อ ปวส. เพราะเสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียนไหลไปกับน้ำหมด ครอบครัวไม่มีเงินส่งเสีย พร้อมเผยข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ว่าใน จ.สงขลา มีนักเรียนทุนเสมอภาคถึง 3,100 คน ที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบ (Dropout) โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ นักเรียนในช่วงรอยต่อ ได้แก่ ป.6 ม.3 และ ม.6 รวมถึงสายอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต แต่รัฐบาลกลับเงียบกริบ ทั้งที่เคยประกาศนโยบาย Zero Dropout ไว้ใหญ่โต

ในช่วงท้าย นางรัดเกล้า ได้เสนอทางออก 2 ข้อใหญ่ คือ

1. บูรณาการฐานข้อมูล เชื่อมข้อมูลความเหลื่อมล้ำ (iSEE) เข้ากับข้อมูลภัยพิบัติเพื่อให้ความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน แม่นยำ รวดเร็ว ทันท่วงที

2. แก้ไข พรบ.จัดซื้อจัดจ้าง เพื่อปลดล็อกระเบียบราชการที่ล่าช้า พร้อมตั้งกองทุนเยียวยาฉุกเฉินให้โรงเรียนเข้าถึงงบได้ทันทีเหมือน "เงินสดย่อย" ไม่ต้องรอขั้นตอนที่รวมศูนย์อยู่แต่ในกรุงเทพฯ

“น้ำท่วมจบได้ แต่อนาคตเด็กไทยจบไม่ได้ - ภัยธรรมชาติเราอาจห้ามไม่ได้ แต่ความล่าช้าจากระบบราชการ คือการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร และรัฐบาลต้องรับผิดชอบ” นางรัดเกล้ากล่าว

พร้อมทิ้งท้ายว่า หากยังไม่เร่งปลดล็อกโครงสร้างและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง น้ำท่วมครั้งต่อไปจะไม่ใช่แค่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่จะหมายถึง “อนาคตของเด็กไทยที่ไหลหายไปกับสายน้ำ”

คริส โปตระนันทน์

คริส โปตระนันทน์

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ

สั่งฟ้อง ‘ชนนพัฒฐ์’ อัยการสูงสุดชี้ขาดฟ้อง สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม คดีฟอกเงิน-พนันออนไลน์ คุมตัวส่งศาลสงขลา ชี้เชื่อมโยงทรัพย์สินผิดกฎหมาย

อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องนาย'ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว' ส.ส.สงขลา พรรคกล้าธรรม และพวกรวม 3 คนในคดีฟอกเงินและคดีพนันออนไลน์ สองสำนวน โดยสั่งให้พนักงานสอบสวนควบคุมตัวส่งศาลเพื่อดำเนินคดีต่อไป

รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดแจ้งว่า คดีแรกเป็นคดีฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ โดย'ชนนพัฒฐ์'ถูกกล่าวหาว่าโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่ได้มาจากการเล่นพนันโดยผิดกฎหมาย แม้คดีมูลฐานยังไม่มีการลงโทษ แต่ก็สามารถดำเนินคดีฟอกเงินได้ โดยอัยการสูงสุดถือว่าผู้ต้องหามีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินผิดกฎหมาย

คดีที่สองคือคดีการพนันออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเล่นพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ฟ้องผู้ต้องหาหลักและร่วมดำเนินคดีเกี่ยวกับการพนันดังกล่าว พร้อมสั่งดำเนินการตรวจสอบอาวุธปืนจำนวน 5 กระบอกที่ยึดได้เพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติม

อัยการสูงสุดเน้นว่าการฟ้องคดีนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดในการปราบปรามการพนันและการฟอกเงินในพื้นที่ภาคใต้ โดยระบุว่า "ไม่จำต้องอาศัยความผิดมูลฐานในคดีเดียวกันเพื่อดำเนินคดีฟอกเงิน" และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ที่มา : https://prachatai.com/journal/2026/04/116991

'ดร.เจษฎ์' กระตุกรัฐบาล!! วิจารณ์รัฐจัดการวิกฤตพลังงาน หวั่นดีเซลแตะ70บาท แนะควรระวังการกักตุน พิษสงครามซ้ำเติมเศรษฐกิจหลังสงกรานต์

‘ดร.เจษฎ์’ เตือนวิกฤตหลังสงกรานต์ หวั่นดีเซลทะลุ 70 บาท แนะรัฐบาลเฝ้าระวัง "นายทุนพลังงาน" กักตุน ปั่นราคา

8 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและวิกฤตพลังงานของไทย พร้อมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการใช้จ่าย แนะการรับมือของรัฐบาลที่อาจนำพาสังคมไปสู่ความยากลำบากในช่วงหลังพ้นเทศกาล หากจัดการไม่ดี ราคาน้ำมันดีเซลอาจพุ่งสูง 70 บาทต่อลิตร โดยฝากความห่วงใยถึงประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำและแรงงานรายวัน ไม่ควรใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจหลังสงกรานต์จะเข้าสู่ภาวะฝืดเคืองอย่างหนัก

"สถานการณ์แบบนี้ มันท้าทายพวกเราทุกคน การที่บอกว่าน้ำมันจะยังไม่ขึ้นช่วงก่อนสงกรานต์ แล้วรัฐมนตรีพลังงาน ท่านบอกว่าราคาหน้าโรงกลั่นของ B7, B20 ต้องลงมา 2 บาทเนี่ย เมื่อพ้นสงกรานต์ นั่นแหละครับ สถานการณ์เราจะเลวร้ายมาก ต้องฝากพี่น้องทุกคนนะครับ ช่วงสงกรานต์ท่านอย่าจับจ่ายใช้สอยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าสุรุ่ยสุร่าย อย่าใช้จ่ายเกินตัว แล้วอย่าล้างผลาญตนเองครับ เพราะหลังสงกรานต์จะเป็นเรื่องชีวิตจริง" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้เปิดเผยข้อมูลจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการว่า ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หากมีพนักงานขอลาออก นายจ้างกลับรู้สึกยินดีเพราะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดแรงงาน และเป็นที่น่ากังวลว่าแรงงานที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล อาจจะต้องเผชิญกับภาวะตกงานเมื่อกลับมาทำงานอีกครั้ง

ขณะที่ประเด็นการบริหารงานของรัฐบาล รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีการวางแผนรัดเข็มขัดและจัดลำดับความสำคัญของนโยบายอย่างเร่งด่วน พร้อมชี้ให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลที่จะขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 80% เพื่อนำเงินมาอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน และการออกมาตรการเยียวยาแบบเดิม ๆ เช่น โครงการ "คนละครึ่งพลัส" ก็เป็นเพียงการนำเงินภาษีหรือเงินกู้มาใช้ ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้จริง เพราะความเดือดร้อนในขณะนี้ได้กระจายตัวไปทุกกลุ่มอาชีพแล้ว

"รัฐบาลก็ต้องตระหนักในเรื่องนี้ ท่านต้องจัดระบบในการดูดซับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ต้องจัดกลไกในการดูแล ท่านจะบอกแค่ว่าคนละครึ่งพลัสไม่ได้หรอกครับ คนละครึ่งพลัสก็ใช้เงิน และเป็นเงินภาษี ก็อาจจะต้องไปกู้มา จะบอกเยียวยาบางกลุ่ม มันก็ไม่ได้เพราะมันเดือดร้อนกันทุกกลุ่ม" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในโครงสร้างราคาพลังงาน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบว่ามี "กลุ่มทุนพลังงาน" ที่คอยแสวงหาผลประโยชน์จากการกักตุน ลักลอบนำเข้าน้ำมันหนีภาษี หรือปั่นราคาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเองหรือไม่ หากพบว่ามีจริง รัฐบาลต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด รวมถึงปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งหากลุกลามบานปลายจนเกิดสงครามเต็มรูปแบบ จะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตพลังงานโลกและส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย

"ตกลงนายทุนพลังงานมีอยู่จริงหรือเปล่า ที่มีทั้งการกักตุน ที่มีทั้งการนำน้ำมันที่อาจจะไม่ได้เสียภาษีเข้ามา ที่มีทั้งการไปปรับราคาเพื่อที่จะให้สนนราคามันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบรรดานายทุนเหล่านี้ ถ้ามีต้องจัดการขั้นเด็ดขาด ถ้ายิ่งสหรัฐอเมริกาไม่หยุด อิหร่านไม่นำพา แล้วเขาก็เดินหน้าสงครามกัน เรายิ่งต้องวางแผนให้ดี รัดเข็มขัดให้มาก จัดสิ่งที่ควรให้มาก่อน สิ่งที่ไม่ควรให้ไปหยุดไว้ทีหลัง" 

​"ผมยังเกรงเลยนะครับว่าหลังสงกรานต์ไปสักระยะหนึ่ง ราคาดีเซลจะแตะได้ถึง 70 บาท หวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น รัฐบาลต้องพยายามพยุงให้ได้มากที่สุด โดยที่ไม่ได้จ่ายชดเชยเอาเงินภาษีมาเสริมเติม.ไม่เช่นนั้นสถานการณ์เราเลวร้ายแน่นอน" รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

ครม.แต่งตั้งโฆษก เห็นชอบแต่งตั้ง 'รัชดา' ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกฯ สื่อสารนโยบายและงานรัฐบาล มีผลตั้งแต่ 6 เม.ย. 2569

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง "รัชดา ธนาดิเรก" ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่สื่อสารนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลต่อสาธารณะ

การแต่งตั้งครั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการสื่อสารนโยบายรัฐบาลกับประชาชนโดยตรง ทำให้ประชาชนเข้าใจนโยบายและขั้นตอนการทำงานของรัฐบาลได้ชัดเจนมากขึ้น

การแต่งตั้งข้าราชการการเมืองในตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมความชัดเจนและการสื่อสารนโยบายสาธารณะของรัฐบาลในช่วงเวลาที่มีความท้าทายทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ที่มา : https://shorturl.asia/gy9UQ

ครม.แต่งตั้งที่ปรึกษา แต่งตั้ง 'วันมูหะมัดนอร์' 'เพิ่มพูน ชิดชอบ' และ 'อรรถพล' ดำรงตำแหน่งใหม่ มติที่ประชุม 6 เม.ย. 69

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง 3 ราย ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ตามข้อเสนอของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

บุคคลที่ได้รับแต่งตั้ง ได้แก่ 'วันมูหะมัดนอร์ มะทา', 'พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ' และ 'อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์' นับเป็นการเติมทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในช่วงเวลาสำคัญ

การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความต้องการเสริมความเข้มแข็งและประสบการณ์ในการทำงานของรัฐบาล โดยตำแหน่งที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจและนโยบายของนายกรัฐมนตรี

ที่มา : https://shorturl.asia/ShZeD

“ประชาธิปัตย์” ลุยปมช้าง ญัตติแรกปี 69 ต่อสู้ปัญหาคนช้าง 'รัดเกล้า' ชงตั้ง กมธ. วิสามัญ ชี้รัฐบริหารแยกส่วนไม่มีเอกภาพ พร้อมเสนอกรมคชสารหรือตัวช่วยใหม่

“ประชาธิปัตย์” ประเดิมญัตติแรกแห่งปี “รัดเกล้า” จี้ แก้ปัญหา “คน-ช้าง” แบบถอนรากถอนโคน อัดภาครัฐบริหารแบบแยกส่วน ขาดประสิทธิภาพ — เหน็บแรง “ช้างกาบัตรเลือกตั้งไม่ได้” รัฐเลยไม่สน

1 เมษายน 2569 รัฐสภา – นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตอกย้ำความขยันของพรรคในการทำงานสภาฯ ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ยื่นญัตติเป็นลำดับแรกของสภาชุดที่ 27 (เลขรับที่ 1/2569) เพื่อเสนอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างช้างและคนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน หลังพบวิกฤตความขัดแย้งเรื้อรังที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตก

นางรัดเกล้า เปิดเผยสถิติตั้งแต่ปี 2555 ถึงปัจจุบัน พบประชาชนเสียชีวิตกว่า 240 ราย บาดเจ็บกว่า 200 ราย ขณะที่ช้างป่าต้องเผชิญวิกฤตที่อยู่อาศัย พื้นที่ป่าลดลงจาก 53.5% เหลือเพียง 21.9% ในรอบ 10 ปี ส่งผลให้ช้างตายและบาดเจ็บไปแล้วประมาณ 170 ตัว โดยจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตนสนใจเรื่องนี้คือการตายของ “สีดอหูพับ” ที่สร้างความเศร้าสลดและสะท้อนความบกพร่องในการจัดการของภาครัฐอย่างชัดเจน

นางรัดเกล้า อภิปรายถล่มการทำงานของรัฐบาลว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบ "ขอไปที" และขาดประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง โดยยกตัวอย่างความล้มเหลวใน 4 ด้าน 

1. อำนาจหน้าที่ซ้ำซ้อน ขาดเจ้าภาพหลักในการดูแล ทำให้การทำงานระหว่างกรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ และท้องถิ่นไม่ประสานกัน จึงเสนอให้พิจารณาจัดตั้ง “กรมคชสาร” หรือองค์กรช้างป่าแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายระดับชาติ โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีคณะกรรมการระดับจังหวัด ทำงานควบคู่กันให้เกิดเป็นการบูรณาการร่วมอย่างมีเอกภาพ แก้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยเพื่อปลดล็อคงบท้องถิ่น ให้มีการกระจายอำนาจถ่ายโอนภารกิจให้ อปท. สามารถออกระเบียบให้ท้องถิ่น โดยจะสามารถใช้เงินสะสมของท้องถิ่นได้ 

2. แก้แต่ปัญหาเฉพาะหน้า โดยได้ยกตัวอย่าง มาตรการใช้วัคซีนคุมกำเนิด "SpayVac®" ช้างป่า" ที่เป็นการชะลอการเกิดของช้างป่าไม่ให้เพิ่มขึ้นแบบชั่วคราว แต่ทำให้ประชาชนบางกลุ่มมีความกังวลใจ ขณะที่รายงานขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ IUCN Red List ระบุชัดว่าช้างจัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ ดังนั้นรัฐต้องแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างวางแผนและจัดการการแก้ปัญหาเชิงระยะยาวได้ก่อนที่ช้างเขาจะกลับมาและขยายพันธุ์อีกครั้ง หากไม่มีแผนระยะยาวรองรับ ปัญหาก็จะกลับมาวนลูปเดิม

3. รัฐมีเครื่องมือแต่ใช้ไม่ได้ กรณีปลอกคอ GPS ที่ติดตั้งไว้เพียง 48 ตัวจากจำนวนช้าง 4,000 กว่าตัว รัฐไม่มีงบประมาณจ่ายค่าสัญญาณดาวเทียม จึงเปรียบเสมือน “มีมือถือแต่ไม่มีอินเตอร์เน็ต”

“ถ้าจะเอางบประมาณจากการซื้ออาหารกลางวัน สส. ไปช่วยสมทบตรงนี้ ดิฉันก็มั่นใจว่าเพื่อน ๆ สมาชิกรัฐสภาของเราก็คงจะใจกว้างพอ ให้สามารถเอาไปช่วยสมทบได้จะได้มีการติดตามช้างอย่างเป็นรูปธรรมซะที” 

4. กฎหมายล้าหลัง กฎหมายป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ พ.ศ.2557 ก็ยังครอบคลุมไม่ถึงสัตว์ป่า อย่างช้างป่า ส่วน พ.ร.บ.สำหรับรักษาช้างป่า ถึงขณะนี้มีอายุกว่า 100 ปี ซึ่งยังมีเรื่องที่ต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไข เพื่อให้มีการคุ้มครองป้องกันการทรมานและจัดสวัสดิภาพให้กับช้าง พร้อมกับจำเป็นต้องมีกลไกป้องกันการลักลอบค้าช้างป่า ค้างาช้าง รวมไปถึงค้าซาก และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่นำมาจากชิ้นส่วนของช้างป่า ไปจนถึงการป้องกันไม่ให้นำช้างป่ามาสวมสิทธิ์มาเป็นช้างบ้านอีกเป็นต้น

นางรัดเกล้า ระบุว่าแม้สภาชุดก่อน (25-26) จะเคยศึกษาเรื่องนี้มาแล้ว แต่เมื่อคนและช้างยังตายอยู่ แสดงว่างานยังไม่ “สำเร็จ” พร้อมตั้งคำถามถึงจริยธรรมทางการเมือง

"วันนี้คือวันวัดใจ เราต้องลบคำครหาที่ว่านักการเมืองไม่จริงจัง แก้ปัญหาแบบปีต่อปี เพียงเพราะ 'ช้างมันกาบัตรเลือกตั้งให้ไม่ได้' นักการเมืองเลยไม่ให้ความสำคัญ ดิฉันจึงต้องลุกขึ้นมาพูดแทนสิ่งมีชีวิตที่พูดไม่ได้เหล่านี้"

ในช่วงท้าย นางรัดเกล้าได้หยิบยก Quote สำคัญของ นายสัตวแพทย์เผด็จ ศิริดำรง (หมอหนึ่ง) มาปิดท้ายการอภิปรายว่า "ความสำเร็จไม่ใช่การจับช้างได้ แต่คือวันที่เราไม่ต้องจับพวกเขาต่างหาก" อีกทั้ง ฝากให้ประธานสภา นำข้อเสนอแนะในด้านการปฏิบัติการส่งต่อให้กับคณะรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องช่วยผลักดันด้วยความเร่งด่วนต่อไป   ส่วนเนื้อหาในการพิจารณากฎหมาย หรือ การร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องนั้น ขอให้มีการนำส่งเข้ากรรมาธิการวิสามัญ ชุดที่ดินทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้นำไปสู่การตั้ง อนุกรรมการเพื่อพิจารณาให้ถี่ถ้วน ต่อไป

‘ดร.เจษฎ์’ เตือนรัฐบาล!! เปิดความจริงราคาน้ำมัน รัฐต้องเลือกความโปร่งใส เตือนปมผลประโยชน์ทับซ้อนอาจพังศรัทธาประชาชน อย่าปล่อยพลังงานเป็นระเบิดเวลา จี้เปิดไส้ในราคาน้ำมันให้ประชาชนรู้

‘ดร.เจษฎ์’ เตือน รัฐบาลรับมือวิกฤตพลังงาน เปิดความจริงโครงสร้างราคาน้ำมัน หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนทำลายความเชื่อมั่น

วันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 08.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์พลังงานของไทยในปัจจุบัน โดยระบุว่า ขณะนี้ประเทศจะยังไม่เข้าสู่ขั้นวิกฤต แต่หากรัฐบาลบริหารจัดการไม่ดี อาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการณ์ด้านพลังงานได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลโปร่งใสเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมัน และเร่งแก้ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

"​ในสิ่งที่เกิดขึ้น การลอยตัว หรือว่าการลอยค่าน้ำมัน อาจจะเป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องทำ แต่ในการทำในเรื่องเหล่านี้เนี่ย มันจะต้องมีการบอกเล่าให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ หลายเรื่องท่านอาจจะมองเป็นธุรกิจ ว่าสิ่งที่เป็นต้นทุน หรือว่าสิ่งที่เป็นกลไกในการดำเนินธุรกิจ อาจจะไม่ได้จำเป็นที่จะต้องบอกกับพี่น้องประชาชน แต่ว่าสาธารณูปโภคหลัก สิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ในชีวิต อย่างเช่น น้ำมัน มีสิ่งที่แตกต่างกับบรรดาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างอื่นมากเลย จะต้องบอกกับพี่น้องประชาชน วันนี้ปัญหาอาจจะไม่ใช่การสื่อสาร แต่คือความจริงไม่ได้ถูกนำเสนอ หรือความน่าเชื่อถือไม่มี" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวอีกด่วยว่า วันนี้ปัญหาอาจจะไม่ใช่การสื่อสาร แต่คือความจริงไม่ได้ถูกนำเสนอ หรือความน่าเชื่อถือไม่มี" พร้อมยกตัวอย่างว่า หากราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาท รัฐจำเป็นต้องชี้แจงโครงสร้างให้ชัดเจนว่ามาจากส่วนใดบ้าง เช่น เป็นการสะท้อนราคาตลาดโลก 4.50 บาท หรือเป็นการเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อรักษาสถียรภาพในอนาคต หากประชาชนไม่ทราบถึงต้นทุนที่แท้จริง ย่อมเกิดความรู้สึกเชิงลบและมองว่าถูกขูดรีดเอาเปรียบ

​"6 บาทมาจากไหน ถ้าพี่น้องประชาชนไม่รู้ คนไม่ทราบ ว่าต้นทุนเป็นอย่างไร กลไกในการที่จะได้น้ำมัน และราคาขึ้นมาแบบนี้มันเป็นแบบไหน ในแง่บวกการที่ปล่อยให้ราคาลอย มันก็คือเราจะได้รู้ครับ ว่านี่แหละคือสภาพที่แท้จริง แต่ในโลกที่มันมีแง่ลบ และทุก ๆ คนมีความรู้สึกไม่ดีอยู่เสมอได้ มันก็จะทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย นี่มันขูดรีดกันหรือเปล่า นี่มันโจรชัด ๆ นี่มันทำกันแบบนี้เนี่ย มันเอาเปรียบกันหรือเปล่า ซึ่งถ้าท่านบอกความจริง ท้ายที่สุดหลาย ๆ เรื่องประชาชนก็จะทราบครับ ใน 15 วันนั้นทำไมตรึงราคาได้ ท่านเอาเงินมาจากไหน และถ้าเงินเหล่านั้นมันไม่ได้ยั่งยืน ท้ายที่สุดมันต้องมีการเก็บสะสมเอาไว้เพื่อชดเชย มันก็ต้องบอกกัน ว่าถ้าเกิดรักษาสถียรภาพรักษาราคาไว้ตลอด ท้ายที่สุดเงินก็จะหมด" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ด้านความมั่นคงทางพลังงาน รศ.ดร.เจษฎ์ เผยให้เห็นถึงความจำเป็นในการชี้แจงสัดส่วนการใช้น้ำมันภายในประเทศเทียบกับการนำเข้า โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของไทย รวมถึงความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่ล้วนเป็นปัจจัยคุกคามที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

"สถานการณ์แบบนี้ใช้รถไฟฟ้ากันได้หมดจริงเหรอ ใช้แผงโซลาร์กันได้หมดจริงหรือ อันนั้นอาจจะต้องเป็นระยะกลางที่ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนที่ไม่ใช่พลังงานน้ำมัน แล้วรัฐบาลก็ต้องเข้ามาช่วยครับในเรื่องของการพัฒนาไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ท้ายที่สุดในระยะยาวเนี่ย ท่านก็จะต้องมองภาพให้เห็นว่าประชาชนจะต้องรู้เรื่องพลังงาน จะต้องเตรียมตัวไว้ และไม่ใช่แค่นี้ครับ สถานการณ์ของตะวันออกกลางอาจจะไม่จบเร็ว แม้กระทั่งสถานการณ์ข้างบ้าน อย่างเรื่องไทยกับกัมพูชา ก็ยังต้องคอยติดตามคอยเฝ้าระวัง จะต้องมีการจัดการอย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะกลายมาเป็นภัยคุกคามได้ต่อไป ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันเท่านั้นครับ" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้ฝากข้อคิดเตือนใจถึงการทำงานของรัฐบาล แม้จะมองว่าที่ผ่านมาทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ประเด็นที่เปราะบางที่สุดคือ "ความขัดแย้งทางผลประโยชน์" หากปล่อยให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการประกอบธุรกิจพลังงาน เข้ามามีบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดิน จะทำให้เกิดข้อ

กังขาว่าเป็นการทำเพื่อส่วนรวม หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งหากประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจ อาจนำไปสู่การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในที่สุด

"รัฐบาลทำมาดี แต่ก็ฝากให้ทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วก็สิ่งไหนที่เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอาคนที่อาจจะทำให้รู้สึกได้ว่า มีความขัดแย้ง ประกอบการทำมาหากินของตัวเองไปพร้อมกับการบริหารราชการแผ่นดิน มันจะถือว่าทำแล้วทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน อันนี้ต้องทำให้ประชาชนไว้วางใจให้ได้ ถ้าประชาชนไม่สามารถลงใจได้ ก็อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็ต้องคิดไปเบื้องหน้าครับว่าสถานการณ์นี้อาจจะคงอยู่อีกนาน และอาจจะแย่ลง ถ้าไม่เตรียมการ ไม่บริหารให้ดี ไม่จัดการให้ได้ อาจจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตจริงครับ" รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

“รัดเกล้า” อภิปรายสภาฯ เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ ปลดแอกพลังงานไทย ภูมิคุ้มกันยั่งยืน สร้างกันชนเศรษฐกิจไทยจากวิกฤตราคาน้ำมัน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

“รัดเกล้า” อภิปรายสภาฯ เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย สร้างภูมิคุ้มกันอย่างยั่งยืน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วันนี้ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงสถานการณ์ “วิกฤตราคาพลังงาน” ที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนไทย โดยชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลกถึง 20–30% ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทุกความเคลื่อนไหวใน “สมรภูมิโลก” ส่งแรงกระเพื่อมมาถึง “จานข้าวในบ้าน” ของคนไทยทันที เนื่องจากราคาน้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพโดยรวม 

นางรัดเกล้า ชี้ให้เห็น 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อวิกฤตราคาน้ำมัน ได้แก่ การขาด “กันชน” หรือกลไกรองรับความผันผวนของราคา และ การ "พึ่งพาการนำเข้า" น้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ทั้งหมด

พร้อมกันนี้ ได้กล่าวถึงนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการส่งเสริมไบโอดีเซล (B7, B10, B20) ว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่ยังไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาครั้งนี้ โดยมองว่า “ปาล์มน้ำมัน” ควรถูกใช้เป็น “กลไกรับแรงกระแทก (Strategic Buffer)” มากกว่าจะเป็นคำตอบระยะยาวของระบบพลังงาน

นางรัดเกล้า เน้นย้ำว่า ประเทศไทยต้องหันมาสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานตามหลักปรัชญ เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และได้เสนอ “4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย” ได้แก่

1. ยกระดับสู่ HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) พัฒนาเทคโนโลยีไบโอดีเซลขั้นสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมัน และรองรับเครื่องยนต์สมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. สร้างตลาดรองรับไบโอดีเซล ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์และเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ให้สามารถใช้ไบโอดีเซลได้อย่างแพร่หลาย

3. กระจายงบสู่พลังงานหมุนเวียน (2W 2S)

สนับสนุนพลังงานจากขยะ (Waste), ลม (Wind), แสงอาทิตย์ (Solar) และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

4. บูรณาการภาคเกษตรและพลังงาน

วางแผนการผลิตพืชพลังงาน (Zoning) และโครงสร้างโรงงานให้สอดคล้องกัน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างสมดุลระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค และ มีการประกันราคาขั้นต่ำที่ยุติธรรมให้เกษตรกร

“การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงาน เปรียบเสมือน ‘กำแพงเมือง’ ที่จะปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ไม่ให้ต้องผันผวนไปตามความขัดแย้งของโลก” นางรัดเกล้า กล่าว

นั่งนายกฯ 32 สมัย 2 ชื่นมื่นพรรคภูมิใจไทย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32 กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ยึดมั่นทำหน้าที่เพื่อชาติและประชาชน

(20 มี.ค. 69) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในสมัยที่ 2 โดยมีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน โดยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เชิญพระบรมราชโองการ

ในพิธี นายอนุทิน ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์และเปิดกรวยกระทงดอกไม้รับพระบรมราชโองการ ก่อนถวายบังคม 3 ครั้งและทำความเคารพอีกครั้ง โดยมีสมาชิกครอบครัวประกอบด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยา นายเศรณี ชาญวีรกูล บุตรชาย และบิดามารดา ร่วมพิธีพร้อม ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล

นายอนุทิน กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณว่า "ข้าพระพุทธเจ้านายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าพระพุทธเจ้าให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน

หลังพิธี นายอนุทินคุกเข่าก้มกราบบิดาและมารดา โอบกอดภริยาและผู้ร่วมแสดงความยินดี ก่อนร่วมถ่ายรูป บรรยากาศสะท้อนความอบอุ่นและขวัญกำลังใจในครอบครัว การแต่งตั้งในครั้งนี้ถือเป็นการต่อเนื่องของบทบาทผู้นำรัฐบาลและย้ำพันธกิจการเมืองของ 'อนุทิน' ที่ได้รับความไว้วางใจอีกครั้งจากมหาอำนาจพระมหากษัตริย์

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10178284

นายกคนที่ 32 “อนุทิน” ชนะขาด 293 เสียง หลังผ่านด่านความเห็นชอบจากสภาฯ จ่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ ท่ามกลางการจับตาทิศทางการเมืองไทยระยะถัดไป

สภาฯ โหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ต่อ ด้วยเสียงข้างมาก 293 ต่อ 119

วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ โดยมีการเข้าสู่กระบวนการลงคะแนนแบบขานชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 499 คนในเวลาประมาณ 12.12 น. ตามข้อมูลที่คุณส่งมา ผู้ถูกเสนอชื่อมี 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ขณะที่รายงานสาธารณะบางสำนักระบุบริบทการลงมติและคู่แข่งต่างออกไป จึงควรตรวจสอบกับบันทึกทางการของรัฐสภาอีกครั้งเพื่อความแม่นยำสูงสุด

ระหว่างการออกเสียง ผลคะแนนค่อย ๆ ขยับจนกระทั่งในเวลา 13.06 น. นายอนุทินได้รับคะแนนเกิน 251 เสียง ซึ่งถือว่าเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนที่การลงคะแนนจะเสร็จสิ้นในเวลา 13.17 น. โดยผลอย่างไม่เป็นทางการตามข้อมูลที่คุณให้มาคือ นายอนุทินได้ 293 เสียง นายณัฐพงษ์ได้ 119 เสียง และมีผู้งดออกเสียง 86 เสียง รวม 498 เสียง ก่อนที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะประกาศผลและปิดประชุมในเวลา 13.22 น. ทั้งนี้ สำนักข่าว AP รายงานตัวเลข 293 จาก 498 เสียงในบริบทของการลงมติในสภา ขณะที่บางสื่อไทยและต่างประเทศรายงานตัวเลขอีกชุดหนึ่งสำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงก่อนหน้า

ผลการลงมติครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นายอนุทินยังคงรักษาฐานเสียงสนับสนุนในสภาได้อย่างมั่นคง และสามารถผ่านด่านสำคัญทางการเมืองไปได้แบบไม่พลิกความคาดหมาย ท่ามกลางการจับตาของสังคมต่อทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 2569 ซึ่งหลายสำนักข่าวรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสมการอำนาจใหม่ในสภา และส่งผลให้นายอนุทินก้าวขึ้นเป็นตัวแปรหลักของการเมืองไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้

อย่างไรก็ตาม แม้สภาจะลงมติเห็นชอบแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้ยังต้องรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการเสียก่อน จึงจะถือว่าเข้าดำรงตำแหน่งโดยสมบูรณ์ตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ โดยสื่อไทยและต่างประเทศต่างรายงานตรงกันว่า หลังผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการรับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเริ่มเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top