Tuesday, 14 July 2026
POLITICS

‘พรรคส้ม’ เปิดแผนรับมือ “คดี 44 สส. ก้าวไกล" ด้าน ‘ศรายุทธิ์’ แย้มประชุมใหญ่ มี.ค.-เม.ย. จ่อเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคทั้งชุด พร้อมดัน ‘ไอติม’ นั่งหัวหน้าพรรคแทน ‘เท้ง’

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 69 นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการรองรับคดี 44 สส. ว่า ในช่วงเดือน มี.ค. และ เม.ย.69 จะมีการประชุมใหญ่ของพรรค รวมถึงการสัมมนาว่าที่ สส. และผู้สมัคร สส. ทั้ง 500 คน โดยเป็นไปได้ที่จะมีการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคทั้งชุด ซึ่งขณะนี้ยังพูดคุยกันอยู่ แต่ยังไม่ตกผลึก เพราะขณะนี้โฟกัสอยู่ที่ปัญหาการเลือกตั้ง โดยตนพร้อมจะลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบตามที่ประกาศไว้ว่าถ้าได้ สส. ไม่ถึง 200 คนจะลาออก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมในฐานะคนที่อยู่หลังบ้าน ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ก้าวไกลและประชาชน

นายศรายุทธิ์ กล่าวว่า สำหรับคนที่จะมาทำหน้าที่เลขาธิการพรรคประชาชนแทน จะไม่ใช่ สส. เพราะต้องมีเวลาเต็มที่ เพื่อทำงานบริหารกิจการภายในพรรค ส่วนที่มีชื่อของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็มีความเป็นไปได้หากมีการปรับเปลี่ยน ถ้าเกิดนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และอาจเกิดอุปสรรคในการเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่พรรคไม่ได้ล็อคว่าตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านจะเป็นของพรรคประชาชน และขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ถึงแนวทางการทำงานร่วมกัน

‘ช่อ’ ปลุกม็อบกดดัน กกต.นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ลั่นทางเดียวที่จะสู้กับระบบเฮงซวยได้คือ อย่ายอม! ขู่อาจจะไม่ใช่แค่น้ำผึ้งหยดเดียว แต่เป็นน้ำมันที่ไฟถูกจุดแล้ว

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569 ช่อ-พรรณิการ์ วานิช โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ชื่อบัญชี @Pannika_FWP ระบุว่า " .... ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า กกต.จะไม่ยอมนับใหม่เลยสักเขต เตะถ่วงให้มวลชนอ่อนแรง เรื่องเงียบไปเอง ทางเดียวที่เราจะสู้กับระบบเฮงซวยนี้ได้คือ อย่ายอม! ประชาชนอย่ายอม สื่อมวลชนอย่ายอม พรรคประชาชนอย่ายอม

เลือกตั้งวันเดียวกัน แต่คนละวิธี: ไทยกากบาท X vs ญี่ปุ่นเขียนชื่อ เทียบระบบลงคะแนนให้เห็นข้อดี-ข้อเสีย และบทเรียนที่ไทยหยิบใช้ได้โดยไม่ต้องรื้อทั้งระบบ

สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่แค่รัฐธรรมนูญหรือกติกาใหญ่ แต่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดบนกระดาษหนึ่งใบ เพราะ “วิธีลงคะแนน” กำหนดว่า ประชาชนต้องใช้ความรู้-ความจำ-ความมั่นใจระดับไหนกว่าจะส่งเจตจำนงของตัวเองไปถึงหีบเลือกตั้ง

1) ไทย: เลือกด้วยการทำเครื่องหมายให้ชัด - เร็ว ง่าย และลดความผิดพลาด
ระบบไทยคุ้นเคยกับการ “กากบาท X” ในช่องที่กำหนด ซึ่งข้อดีเชิงปฏิบัติการคือ:
•    ตัดสินใจแล้วทำได้ทันที ลดภาระการเขียน
•    นับคะแนนได้เร็วและเป็นมาตรฐาน
•    ลดความเสี่ยงสะกดผิดหรือชื่อคล้าย
แต่ด้านกลับคือ มันเปิดพื้นที่ให้การเมืองแบบ “จำเบอร์/จำสัญลักษณ์/จำภาพ” เติบโตได้ง่าย เพราะประชาชนจำนวนหนึ่งอาจไปถึงหน่วยโดยยังไม่รู้รายละเอียดมากนัก แล้วตัดสินใจจากสิ่งที่จำได้เร็วที่สุด

2) ญี่ปุ่น: เลือกด้วยการเขียนชื่อ - ย้ำตัวตนคน/พรรค แต่แลกกับต้นทุนความผิดพลาด
ญี่ปุ่นในหลายการเลือกตั้งใช้แนวทางให้ผู้มีสิทธิเขียน “ชื่อผู้สมัคร” (ในเขต) และ “ชื่อพรรค” (ในแบบสัดส่วน) แทนการกาในช่อง ซึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งทันที
ข้อดีหลัก ๆ คือ:
•    บีบให้ผู้มีสิทธิ “จำชื่อ” และรู้จักคน/พรรคมากขึ้นในเชิงรูปธรรม
•    เพิ่มแรงกดดันให้ผู้สมัครสร้างความน่าเชื่อถือรายบุคคล ไม่ใช่พึ่งกระแสอย่างเดียว
•    ทำให้การเลือกแบบ “ให้คะแนนคน” กับ “ให้คะแนนพรรค” แยกจากกันชัด
แต่ข้อเสียก็หนักและจับต้องได้:
•    เสี่ยงบัตรเสียจากการเขียนผิด เขียนไม่ชัด หรือสะกดไม่ถูก
•    ชื่อคล้ายกันอาจสร้างความกำกวมและเพิ่มภาระการตรวจนับ
•    คนดังหรือชื่อจำง่ายได้เปรียบ ขณะที่คนทำงานเงียบ ๆ อาจเสียเปรียบ
•    ต้นทุนระบบสูงขึ้น: ต้องใช้เวลานับคะแนนมากขึ้นและจัดการข้อโต้แย้งมากขึ้น

3) 3 จุดต่างที่ทำให้ “วันเลือกตั้ง” ให้ผลทางการเมืองไม่เหมือนกัน
3.1 เกมหาเสียง: จาก “จำเบอร์” ไปสู่ “จำชื่อ”
เมื่อวิธีลงคะแนนต่างกัน เกมสื่อสารก็เปลี่ยน: ระบบกากบาทเอื้อต่อการตลาดที่ทำให้จำง่ายเร็ว ส่วนระบบเขียนชื่อบังคับให้สร้างการจดจำแบบลึกขึ้น แต่ก็เพิ่มความได้เปรียบของคนที่ชื่อดังอยู่แล้ว
3.2 บัตรเสีย: ใครถูกตัดออกจากประชาธิปไตยมากกว่า
บัตรเสียไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเสียงของคนที่หล่นหายไปจากระบบ ระบบเขียนชื่ออาจเพิ่มความเสี่ยงกับผู้สูงอายุ ผู้ที่เขียนช้า หรือไม่มั่นใจในการสะกด ขณะที่ระบบกากบาทลดภาระนี้ แต่ก็ยังต้องออกแบบบัตรให้ชัด ลดความสับสน และสื่อสารให้ตรง
3.3 ความเร็วประกาศผล vs ความมั่นใจในเจตนา
ระบบกากบาทมักนับง่ายและประกาศผลเร็วกว่า ส่วนระบบเขียนชื่อใช้ทรัพยากรและเวลามากกว่า แต่ให้ความรู้สึกว่า “ฉันระบุคน/พรรคเอง” ชัดเจนกว่า นี่คือการแลกเปลี่ยนระหว่างประสิทธิภาพกับความละเอียดของเจตนาที่รัฐต้องชั่งน้ำหนัก

‘ชัยวุฒิ’ ชวนจับตา “รัฐบาลหนูทอง” ฝากจัดครม. ให้ว๊าวอย่าให้อ่อม พร้อมเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ- ปากท้อง – ความมั่นคง

[กรุงเทพฯ] 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวถึงทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง โดยระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์ชัดเจนแล้วว่า พรรคภูมิใจไทย คือผู้ชนะที่แท้จริงด้วยคะแนนเสียงแบบถล่มทลาย ซึ่งนั่นหมายถึงใบเบิกทางสำคัญที่จะส่งให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง 

“เป็นที่ชัดเจนแล้วนะครับ ผลการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย แลนด์สไลด์ ชนะการเลือกตั้ง นายกฯ อนุทิน ก็จะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบนึงครับ ซึ่ง ครม. ที่ผ่านมาเนี่ย ก็เป็นที่รับทราบของพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว” นายชัยวุฒิ กล่าว

‘ทนายบอน’ ไขข้อข้องใจ ทำไม กกต. ไม่ให้นับคะแนนใหม่ทุกครั้ง ชี้ ต้องมี ‘ใบทักท้วง’ เป็นหลักฐาน ถ้าไม่ค้านหน้าหน่วยตอนนับ ถือว่ายอมรับกติกา

นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ หรือ ทนายบอน ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า ว่าด้วย [การนับคะแนนใหม่]

ตามปกติการนับคะแนนเลือกตั้ง ต้องกระทำโดยเปิดเผย ต่อหน้าประชาชน สื่อมวลชน

พรรคการเมืองและผู้สมัครมีสิทธิส่งผู้สังเกตการณ์ของตนเองไปประจำหน่วยเลือกตั้งได้ และโดยปกติพรรคการเมืองหรือผู้สมัคร ต้องอบรมผู้สังเกตการณ์ของตนเอง ว่านับคะแนนแบบไหนผิดกฎหมาย หากพบความผิดปกติต้องทักท้วงอย่างไร

นอกจากนั้นยังมีหัวคะแนนธรรรมชาติ ที่ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ให้กับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่ตนรักคอยสังเกตอยู่ แถมทุกวันนี้ทุกคนมีมือถือพร้อมถ่ายคลิป ลงสื่อโซเชี่ยลตลอดเวลา

ในการนับคะแนน การเปิดบัตรเลือกตั้ง การขานคะแนน การเขียนคะแนนลงกระดาน ทำทีละคะแนน อย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น ทุกคะแนนที่ไม่ถูกต้องจึงจะต้องถูกทักท้วงทันที ... ถ้าไม่มีคนทักท้วงเลยต้องถือว่าคะแนนนั้นถูกต้อง สมบูรณ์

เมื่อมีการทักท้วง “กปน” กรรมการประจำหน่วย จะเป็นผู้วินิจฉัย ท่ามกลางประชาชนทุกคน ส่วนใหญ่จบที่ขั้นตอนนี้

ถ้า กปน. วินิจฉัยแล้วผู้ทักท้วงไม่เห็นด้วย มีสิทธิ “เขียนข้อทักท้วง” ตามแบบฟอร์ม กกต. ได้
หรือกรณีอื่นๆ ที่ผิดปกติ ประชาชนหรือผู้สังเกตการณ์ก็สามารถเขียนข้อทักท้วงได้

ประเด็น คือ “ข้อทักท้วงในแบบฟอร์ม” นี่แหละที่เป็นกุญแจ เปิดประตูสู่การ “นับคะแนนใหม่” ตามที่กฎหมายกำหนด

เพราะถือว่า ทุกคะแนนทักท้วงได้ และต้องทักท้วงทันที หากไม่มีการทักท้วงไว้ตามแบบฟอร์มย่อมหมายความว่า “ทุกคะแนน” ที่นับต่อหน้าประชาชน นั้น ไม่มีปัญหา

พรรคกลางเสี่ยงสุด: “หลุมกลางตลาดการเมือง” ที่ใหญ่ก็ไม่สุด เล็กก็ไม่ชัด

บทเรียนจากกรณี ชาติไทยพัฒนา-ภูมิใจไทย, พรรคกล้า-ชาติพัฒนา
และชาติพัฒนาไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้งปี 2569
.
การเมืองไทยกำลังเดินเข้า “ยุคกระจุกตัว” แบบที่คนจำนวนมากตัดสินใจจากตัวเลือกหลักไม่กี่พรรค - เพราะเห็นบ่อย จำง่าย และรู้สึกว่า “เลือกแล้วไม่เสียเปล่า” ผลข้างเคียงคือ คนที่เหนื่อยที่สุดไม่ใช่พรรคเล็กเสมอไป แต่คือ “พรรคกลาง”: พรรคที่ไม่ใหญ่พอจะติดชอร์ตลิสต์ของคนส่วนใหญ่ และไม่เล็กพอจะอยู่แบบนิชอย่างชัดเจน
.
พูดให้ชัดกว่านั้น: พรรคกลางคือกลุ่มที่โดนบีบทั้งบนและล่างพร้อมกัน
ทำไมพรรคกลางถึง “เสี่ยงสุด”
ลองนึกภาพตลาดที่มีแบรนด์ใหญ่ 2-3 แบรนด์ครองชั้นวางหลักในห้าง ส่วนแบรนด์เล็กไปยืนโซนเฉพาะทาง คนยังพอหาเจอ แต่แบรนด์ที่ “อยู่ตรงกลาง” มักเจอปัญหา 3 ชั้น
.
ชั้นที่ 1: แพ้พรรคใหญ่เรื่องการมองเห็น (Visibility)
พรรคใหญ่มีพื้นที่สื่อ มีทีม มีงบ และมี “ภาพจำ” ชัดกว่า พรรคกลางพยายามพูดทุกเรื่อง แต่สุดท้ายคนจำไม่ได้ว่า “คุณเด่นเรื่องอะไร”
.
ชั้นที่ 2: แพ้พรรคเล็กเรื่องความชัด (Clarity)
พรรคเล็กที่อยู่รอดได้มักมีฐานเฉพาะ - พื้นที่เฉพาะ กลุ่มเฉพาะ หรือประเด็นเฉพาะ แต่พรรคกลางกลับกลายเป็น “คล้าย ๆ กัน” กับพรรคอื่นไปหมด
.
ชั้นที่ 3: แพ้ทุกฝ่ายเรื่องการโหวตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic voting)
เมื่อคนรู้สึกว่า “เลือกพรรคที่ไม่ติดลุ้น = คะแนนอาจสูญเปล่า” คะแนนจะไหลไปหาพรรคใหญ่ พรรคกลางยิ่งถูกดูดคะแนนออก เพราะอยู่ในจุดที่คนลังเลที่สุด
.
กรณีศึกษา: พรรค/กลุ่มการเมืองที่ “ตัดสินใจ” เพื่อหนีหลุมกลาง
หมายเหตุสั้น ๆ กันสับสน: “ชาติไทยพัฒนา” กับ “ชาติพัฒนา” เป็นคนละพรรคกัน
.
เคส 1) ชาติไทยพัฒนา “ย้ายยกกลุ่ม” ไปอยู่ภูมิใจไทย: ทางรอดแบบ “เกาะสเกล”
หนึ่งในภาพที่สะท้อนแรงบีบของตลาดการเมืองคือการ “ย้ายค่ายทั้งกลุ่ม” วราวุธ ศิลปอาชา นำอดีต สส.ชาติไทยพัฒนา 10 คน ลงสมัครในนามภูมิใจไทย และรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการระบุว่าได้ไปต่อ 9 จาก 10 ที่นั่ง
.
นี่คือ “สูตรหนีหลุมกลาง” แบบตรงที่สุด: แทนที่จะเสี่ยงอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางที่กระแสไม่พอ ก็เลือกไปอยู่กับแบรนด์ใหญ่ที่มีสเกลและโอกาสชนะสูงกว่า - แลกกับการปรับสีเสื้อ/แบรนด์ แต่ได้ความมั่นคงทางการเมืองมากขึ้น
.
เคส 2) พรรคกล้าไปจับมือกับชาติพัฒนา จนรีแบรนด์เป็น “ชาติพัฒนากล้า”: ทางรอดแบบ “รีโพสิชัน”
อีกสูตรคือ “รวมทรัพยากร + รีแบรนด์” เพื่อให้พ้นจากความเป็นพรรคกลางที่ไม่ชัด ปี 2565 มีรายงานว่า กรณ์ จาติกวณิช และทีมจากพรรคกล้าไปร่วมงานกับพรรคชาติพัฒนา เสริมทีมเศรษฐกิจ และมีมติปรับเปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคชาติพัฒนากล้า” (โดยย้ำว่าเป็นการมาร่วมงาน/รีแบรนด์ ไม่ใช่การรวมพรรคแบบทางการ)
.
นัยสำคัญของเคสนี้คือ พรรคกลางบางพรรคพยายาม “หนีหลุม” ด้วยการสร้างจุดขายใหม่ให้ชัดขึ้น (เช่น ทีมเศรษฐกิจ/ภาพลักษณ์ใหม่) แต่ก็สะท้อนอีกด้านว่า “รีแบรนด์อย่างเดียวไม่พอ” ถ้าโครงสร้างฐานเสียงและความเป็นเอกภาพยังไม่แน่น - เพราะต่อมาในปี 2566 มีรายงานว่า กรณ์ จาติกวณิช ยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคชาติพัฒนากล้า
.
เคส 3) ชาติพัฒนา “เว้นวรรค” ไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้ง 2569: ทางรอดแบบ “พักเกม” เมื่อสนามแพงเกินคุ้ม
กรณีนี้สะท้อนแรงบีบของยุค “สามขั้ว” ชัดมาก สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ระบุว่าการเมืองกำลังเข้าสู่ยุค 3 ขั้ว แข่งขันสูง พรรคเล็กเสียเปรียบ และพรรคชาติพัฒนามีมติไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้ง 2569 พร้อม “เปิดทางอดีต สส. ย้ายสังกัดตามดุลยพินิจ”
.
นี่คือการยอมรับความจริงแบบนักบริหาร: เมื่อ “ต้นทุนลงสนาม” แพงกว่าผลลัพธ์ที่คาดหวัง บางพรรคเลือกถอยหนึ่งก้าว เพื่อไม่ให้ทรัพยากรหมดไปกับเกมที่เสียเปรียบเชิงโครงสร้าง
.
บทเรียนจาก 3 เคส: พรรคกลางมี 3 ทางเลือกเท่านั้น
จากทั้งสามกรณี เราจะเห็นว่า “พรรคกลาง” ถ้าจะรอด ต้องเลือกทางให้ชัด (ทำพร้อมกันทุกทางมักยิ่งหลุมลึก)
สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ “อยู่กลาง ๆ ต่อไป” โดยหวังว่าเดี๋ยวคนจะเห็นเอง - เพราะในยุคที่คนตัดสินใจจากชอร์ตลิสต์ไม่กี่ตัวเลือก ความไม่ชัด = การหายไปอย่างเงียบ ๆ
•    โตให้สุด (Scale up) - รวมกับพรรคใหญ่/เกาะสเกล เพื่อชนะในสนามจริง
•    เล็กให้ชัด (Niche down) - เป็น specialist: ยึดพื้นที่/กลุ่ม/ประเด็นให้แน่น
•    พักเกม (Pause/Exit temporarily) - ไม่ลงแข่ง เมื่อสนามแพงและเสียเปรียบโครงสร้าง
.

‘ดร.เจษฎ์’ เตือน กกต. เคลียร์ชัดๆ หวั่นเกิดม็อบทั่วประเทศ

[กรุงเทพฯ] 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ส่งสัญญาณเตือนถึงสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า ขณะนี้ภารกิจของผู้สมัครและพรรคการเมืองสิ้นสุดลงแล้ว แต่ภารกิจที่ "หนักกว่า" คือหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องจัดการกับการเลือกตั้ง ซึ่งถูกครหาว่า "ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม" โดยเฉพาะประเด็นความผิดปกติของการนับคะแนน จากปม "บัตรเขย่ง" ที่ลือสะพัดว่ามีจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

"บัตรมันจะเกินได้ยังไงครับ? ที่ว่าบัตรเขย่ง ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เขาก็เขย่งกันจำนวนหลักสิบ จำนวนหลักร้อยก็แทบไม่เคยเกิดในประวัติศาสตร์ ถ้ามันมากมายมหาศาลแบบนี้ การเลือกตั้ง ถูกมองว่าไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวอีกด้วยว่า กกต. มีเครื่องมือและอำนาจล้นมือในตอนนี้ หากพบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต ต้องกล้าตัดสินใจ อย่าง “ใบเหลือง” สั่งเลือกตั้งใหม่ในเขตที่มีปัญหาเพื่อคืนความชอบธรรม “ใบแดง” ส่งศาลตัดสิทธิ์พวกโกงให้พ้นวงจรการเมือง และต้องชดใช้ค่าเลือกตั้งใหม่ อีกทั้งมีข่าวว่ากัมพูชาเริ่มอีกแล้ว เรื่องของนานาอารยประเทศที่กำลังรุกเข้ามาก็ยังไม่จบ เราจะได้รัฐบาลโดยเร็วหรือไม่ กฎหมายกำหนดครับว่าท่านต้องประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 60 วัน จะทำอะไรก็ต้องรีบทำ ปล่อยให้มีข้อครางแคลงสงสัยของพี่น้องประชาชนแบบนี้ ปล่อยให้ผู้เล่นถูกตั้งข้อรังเกียจไม่ได้ กกต.ต้องรีบจัดการโดยเร็ว ไม่ต้องรอครบ 60 วันก็ได้

"เครื่องมือมีอยู่ในมือท่าน อำนาจที่ท่านสามารถทำได้ ถ้าท่านเห็นว่ามันมีเหตุอันควรสงสัย หรือมันมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ถ้าท่านจะคิดพิจารณาแบบที่คนเขาบอกกันว่าให้ 'ใบเหลือง' คือไม่ได้ไปกระทบสิทธิ์ใคร แต่ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตใด ท่านต้องรีบทำ หากว่าท่านพบว่ามีการกระทำผิด มีสิ่งที่ถึงขนาดว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อ ท่านต้องดำเนินการส่งศาลเพื่อให้เกิดสิ่งที่คนเขาเรียกว่า 'ใบแดง' แล้วต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยที่ถ้ามีใครทำผิด คนนั้นก็ต้องถูกตัดสิทธิ์ และถ้าหากศาลได้วินิจฉัยมาแล้ว คนนั้นก็ต้องจ่ายค่าเลือกตั้งใหม่" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว
 

ผู้ต้องสงสัยจากแหล่งฉ้อโกงโทรคมนาคมใน 'เมียนมา' ถูกส่งกลับจีนทั้งหมดแล้ว

ปักกิ่ง, 9 ก.พ. (ซินหัว) -- วันจันทร์ (9 ก.พ.) กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนรายงานว่ามีการส่งตัวผู้ต้องสงสัยจากแหล่งซ่องสุมการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมขนาดใหญ่ในเมืองเมียวดีของเมียนมากลับสู่จีนทั้งหมดแล้ว รวมถึงการทำลายสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ดังกล่าวมากกว่า 630 หลัง ซึ่งหมายความว่าปฏิบัติการกวาดล้างร่วมกันในพื้นที่ดังกล่าวระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของจีน เมียนมา และไทยได้บรรลุผลลัพธ์ตามระยะเวลาที่กำหนด

รายงานระบุว่าจีน เมียนมา และไทยได้จัดตั้งกลไกการประสานงานระดับกระทรวงเมื่อต้นปี 2025 เพื่อร่วมกันปราบปรามการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและทางออนไลน์ ซึ่งนำสู่การปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันหลายรอบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยตั้งแต่เริ่มต้นปี 2026 มีการส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับประเทศร่วมกัน 10 ครั้ง เพื่อส่งตัวผู้ต้องสงสัยก่ออาชญากรรมกลับสู่จีนมากกว่า 1,500 ราย

การเมืองแบบแฟนด้อม: เมื่อพรรคการเมืองกลายเป็น “ทีมของฉัน” มากกว่า “นโยบายของเรา”

การเมืองไทยช่วงหลัง ๆ มีอาการหนึ่งที่เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ: คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ “สนับสนุน” พรรคหรือผู้นำแบบประเมินผลงาน แต่ “เชียร์” แบบแฟนคลับ—แพ้ไม่ยอมรับ ชนะก็ไม่อยากฟังคำเตือน ฝ่ายเราอะไรก็ถูก ฝ่ายเขาอะไรก็ผิดไปหมด
นักวิชาการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “political fandom” หรือ “fan democracy” คือประชาชนมีพฤติกรรมคล้ายแฟนสื่อ/แฟนดารา/แฟนกีฬา หันไปยึดโยงการเมืองกับอารมณ์ ความเป็นพวก และพิธีกรรมการเชียร์ มากกว่าการถกเถียงเชิงเหตุผลเรื่องนโยบาย

1) แฟนด้อมการเมืองต่างจากการ “มีจุดยืน” ยังไง
การมีจุดยืนคือ “เห็นต่างได้ แต่คุยกันได้” แต่แฟนด้อมคือ “เห็นต่างไม่ได้ เพราะมันคือทีมของฉัน”
สัญญาณแฟนด้อมการเมืองที่พบได้บ่อย:
•    ตัดสิน “คน” ก่อนตัดสิน “เรื่อง”: ถ้าฝ่ายเราพูด = จริง / ถ้าฝ่ายเขาพูด = โกหก
•    ปกป้องแบบอัตโนมัติ: ต่อให้ข้อมูลใหม่หักล้าง ก็ยังต้องมีเหตุผลให้ทีมเรา
•    มองคนอีกฝั่งเป็น “ศัตรู” มากกว่า “คู่แข่งทางความคิด”
•    ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์: โกรธ สะใจ เหน็บแนม มากกว่าข้อเท็จจริง

2) หัวใจของแฟนด้อมคือ “ความรักพวกเรา-ความชังพวกเขา”
หลายงานวิจัยอธิบายปรากฏการณ์นี้ด้วยคำว่า affective polarization คือความรู้สึกรัก/ชอบฝ่ายตัวเองและชัง/รังเกียจฝ่ายตรงข้ามที่เพิ่มขึ้น จนบางครั้งแรงกว่า “ความต่างเชิงนโยบาย” เสียอีก
พูดง่าย ๆ คือ: เราไม่ได้เถียงกันว่า “นโยบายไหนดี” แต่เถียงกันว่า “ใครคือคนดี/คนเลว” และเมื่อการเมืองกลายเป็นศีลธรรมแบบขาว-ดำ การฟังกันก็ยากทันที

3) ทำไมแฟนด้อมถึงโตไวบนโซเชียล
แฟนด้อมโตไวเพราะเข้ากับธรรมชาติของแพลตฟอร์ม: อารมณ์แรง = การมองเห็นสูง เนื้อหาที่กระตุ้นความโกรธ ความสะใจ หรือความกลัว มักถูกแชร์และถูกดันมากกว่าเนื้อหาที่ต้องใช้เวลาคิด
เมื่อเราถูกป้อนเนื้อหาจากคนคิดเหมือนกันซ้ำ ๆ (echo chamber / filter bubble) เราจะมั่นใจขึ้นว่า “ทุกคนต้องคิดแบบเรา” และมองฝ่ายตรงข้ามแปลกประหลาดกว่าเดิม

4) แฟนด้อมมีข้อดีไหม? มี—และนั่นทำให้มันอยู่ยาว
ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าแฟนด้อมทำให้คน “มีส่วนร่วม” มากขึ้น: ติดตามข่าว ออกไปเลือกตั้ง ช่วยทำคอนเทนต์ ช่วยหาเสียง ทำงานอาสา พลังแบบนี้ทำให้การเมืองมีชีวิต และทำให้คนจำนวนมาก “สนใจบ้านเมือง”

5) ต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายเมื่อการเมืองกลายเป็นแฟนคลับ
1.    นโยบายกลายเป็นพร็อพ: สำคัญกว่าคือ “ทีมชนะ” ไม่ใช่ “ประเทศดีขึ้น”
2.    สังคมคุยกันไม่ได้ แม้เรื่องที่ควรคุยได้: ทุกเรื่องถูกดึงไปเป็นสงครามฝ่าย
3.    เปิดช่องให้ข้อมูลเท็จและการปั่นอารมณ์: คนแชร์เพราะสะใจ ไม่ใช่เพราะจริง
4.    ความชังกลายเป็นอัตลักษณ์: วิจารณ์พรรค = เหมือนวิจารณ์ “ตัวฉัน”

6) ทางออกไม่ใช่ “เลิกเชียร์” แต่คือ “เชียร์แบบมีสติ”
การเมืองไม่เหมือนกีฬา เพราะแพ้-ชนะแล้ว “เราต้องอยู่ประเทศเดียวกันต่อ” โจทย์จึงคือเปลี่ยนจากแฟนคลับเป็นพลเมือง โดยยังสนับสนุนฝ่ายที่ชอบได้
•    แยก “คน” ออกจาก “งาน”: ชอบพรรคได้ แต่อย่าเลิกตรวจงาน
•    ตั้งคำถามเดียวกันกับทุกฝ่าย: เงินมาจากไหน? ทำเมื่อไร? วัดผลยังไง?
•    อ่านข้ามฝั่งแบบไม่ต้องเชื่อ: อ่านเพื่อรู้ว่าเขาคิดอะไร ไม่ใช่อ่านเพื่อโกรธ
•    หยุดแชร์ก่อน 10 วินาที: ถามตัวเองว่า “จริงไหม” ไม่ใช่ “สะใจไหม”
•    ยอมรับว่า “ทีมเรา” ก็ผิดได้: คนทำงานจริงไม่มีใครถูก 100%
•    ลดพิธีกรรมด่ากันในคอมเมนต์: คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกวงสนทนา
•    ให้รางวัลกับความกล้าพูดความจริงของฝ่ายตัวเอง: คนที่เตือนทีมตัวเองคือคนที่ช่วยประเทศ

เลือกตั้งไทยในยุค “ตลาดกระจุก”: เมื่อกฎสามรายเริ่มครองเกมการเมือง

เวลาคนจะซื้อของชิ้นใหญ่ ๆ เรามักนึกออกแค่ไม่กี่ยี่ห้อก่อนเสมอ - มือถือก็มีไม่กี่แบรนด์ที่ติด “ชอร์ตลิสต์” รถยนต์ก็เช่นกัน การเมืองไทยช่วงหลังเริ่มมีหน้าตาคล้าย ๆ แบบนั้น: คนจำนวนมากตัดสินใจจาก “ตัวเลือกหลัก” ไม่กี่พรรค แล้วปล่อยให้พรรคอื่น ๆ ไปแย่งพื้นที่เฉพาะทางกันเอง

เลนส์หนึ่งที่ช่วยอธิบายภาพนี้ได้คม คือ “Rule of Three” หรือ “กฎสามราย” ของ Jagdish Sheth และ Rajendra Sisodia ซึ่งเสนอว่า ในตลาดที่แข่งขันจัดและเริ่มโตเต็มที่ มักเหลือผู้เล่นสายกว้าง 3 รายครองส่วนใหญ่ของตลาด ส่วนรายอื่นจะอยู่ได้ด้วยการเป็นรายเฉพาะทาง ไม่จำเป็นต้อง “ตายหมด” แต่ต้องรู้บทบาทของตัวเองให้ชัด
คำถามคือ...ถ้านำเลนส์นี้มาส่อง “ผลเลือกตั้งไทย” เราจะเห็นอะไร?

Rule of Three คืออะไร (แบบไม่วิชาการ)
แก่นของกฎนี้สรุปได้ 3 ข้อ:
1) ตลาดที่แข่งขันสูงและสุกงอม มักเหลือผู้เล่น “สายกว้าง” (generalists) 3 รายที่ยึดพื้นที่หลักของตลาด
2) ผู้เล่นที่เหลือจะไปอยู่ฝั่ง “เฉพาะทาง” (specialists) คือเล็กแต่ชัด - เชี่ยวชาญบางหมวด บางกลุ่มลูกค้า หรือบางพื้นที่
3) กลุ่มที่เสี่ยงที่สุดคือ “รายกลาง” ที่ไม่ติด Top 3 และก็ยังไม่ยอมเล็กให้ชัด เพราะจะถูกบีบทั้งจากผู้เล่นใหญ่ (สเกล งบ และการถูกพูดถึง) และผู้เล่นนิช (ความเฉพาะและความภักดีของฐานลูกค้า)

แปลงเป็นภาษาเลือกตั้ง: พรรค = แบรนด์ / คะแนน = ส่วนแบ่งตลาด
สนามเลือกตั้งก็เป็น “ตลาดความสนใจ” แบบหนึ่ง พรรคการเมืองต้องแข่งกันทั้งการรับรู้ (คนเห็น-คนจำ) และการแปลงเป็นคะแนน/ที่นั่ง (คนเลือกจริง)
พอการแข่งขันเข้มขึ้น คนจำนวนมากจะตัดสินใจจาก “ตัวเลือกหลัก” ไม่กี่ตัว เพราะเวลาและข้อมูลจำกัด คล้ายพฤติกรรมผู้บริโภคที่นึกแบรนด์หลัก ๆ ออกไม่กี่แบรนด์ก่อนเสมอ
ผลคือพื้นที่สื่อ กระแส และการคุยกันของสังคม จะเริ่มหมุนรอบ “สามเหลี่ยม” ของพรรคหลัก ขณะที่พรรคอื่นต้องดิ้นรนหาจุดยืนเฉพาะให้สังคมจำได้

ภาพจากผลเลือกตั้ง: Top 3 กินพื้นที่สภามากขึ้น
ถ้ามองเชิงโครงสร้าง “ที่นั่ง” จะเห็นภาพการกระจุกตัวชัดขึ้น
ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (ผลไม่เป็นทางการ ณ ช่วงที่นับได้ราว 94% ของหน่วยเลือกตั้ง) สามพรรคที่ได้ที่นั่งมากสุดคือ ภูมิใจไทย 193 ที่นั่ง, พรรคประชาชน 118 ที่นั่ง และเพื่อไทย 74 ที่นั่ง รวมกัน 385 จาก 500 ที่นั่ง หรือประมาณ 77% ของสภา ขณะเดียวกันมีรายงานอัตราผู้มาใช้สิทธิราว 65%
ย้อนกลับไปเลือกตั้งปี 2566 ก็เห็นรูปแบบคล้ายกัน: สามพรรคที่ได้ที่นั่งมากสุดรวมกันราว 73% ของสภา
นั่นหมายความว่า “พื้นที่ชั้นวาง” ในสภาเริ่มถูกยึดโดยตัวเลือกหลักไม่กี่พรรคมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทำไมการเมืองถึงเข้าสู่ยุคตลาดกระจุก
อย่างน้อยมี 3 แรงส่งที่มักทำให้การแข่งขันกระจุกตัว:
• กติกาและโครงสร้างการเลือกตั้ง: การมีทั้งเขตและบัญชีรายชื่อทำให้ “เครื่องจักรพื้นที่” และ “แบรนด์ระดับชาติ” สำคัญพร้อมกัน พรรคที่ทำได้ครบจะได้เปรียบ
• ต้นทุนการแข่งขัน: ผู้สมัคร เครือข่าย งบหาเสียง ทีมสื่อสาร และความสามารถในการเล่าเรื่องใหญ่ของประเทศ ต้องใช้สเกลและทรัพยากร
• การโหวตเชิงยุทธศาสตร์: เมื่อคนเชื่อว่ามีไม่กี่พรรคที่ลุ้นได้จริง คะแนนของพรรคอื่นยิ่งไหลออก และยิ่งทำให้ Top 3 แข็งแรงขึ้น

จาก ทหารมีไว้ทำไม ถึง แก่ จน โง่ ‘อัจฉราวดี’ ชี้ พลังเงียบรวมตัวสู้กระแสเหยียดคนไทย

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า เวลาพวกนี้เข้าก๊วนกัน ดูราวกับเขาคิดว่า

เขาเป็นคนรุ่นใหม่ รวย ทันสมัย จนนำมาสู่ความผยอง

วันนี้พรรคส้มรู้ซึ้งแล้วว่า ความผยองฆ่าพรรคได้ยังไง

แค่วลี "ทหารมีไว้ทำไม รบกับใครก็ไม่ชนะ" ก็หนักหนาแล้ว

ยังมาเจอ "แก่ จน โง่" ถ้อยวาจาสุดเหยียด

ที่กลายมาช่วยปลุกกระแสรักชาติ

จากที่ตื่นแล้ว ก็ตื่นยิ่งขึ้นไปอีก

ชื่อดิว วีรวัฒน์ ต้องถูกบันทึกไว้

ในเส้นทางการเมืองของพรรคส้ม

ว่าเป็นผู้ร่วมทำลายโอกาสของพรรค

ไม่ใช่ผู้สนับสนุนพรรค

ป.ป.ช.ฟัน 44 อดีตส.ส.ก้าวไกล ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่งศาลฎีกาวินิจฉัยภายใน 30 วัน

วันนี้ ( 9 ก.พ.) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เคยแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล กับพวกรวม 44 คน กรณีเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ว่าจะจัดทำสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายในเดือนธันวาคม 2568 นั้น หลังจากที่คณะกรรมการไต่สวนได้สรุปสำนวน

การไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างเสนอสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่ประมาณกลางปี 2568 แต่ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้มีหนังสือคัดค้านคณะกรรมการไต่สวน และคำร้องอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกันที่จะต้องนำมาพิจารณาพร้อมกับการวินิจฉัยสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง

จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการไต่สวนต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อประกอบการพิจารณา ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้ขอชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจาเพิ่มเติมหลังจากได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือแล้ว คณะกรรมการไต่สวนได้คำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาทุกรายที่มีความประสงค์เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจา ต่อคณะกรรมการไต่สวน เป็นเหตุให้ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหา แต่ละรายอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยความรอบคอบ เมื่อดำเนินการแล้วจึงได้นำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงในวันนี้

ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3

นายสมชาย ฝั่งชลจิตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 นายทวีศักดิ์ ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 นายปริญญา คีรีรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 10 พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 11 นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 12 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 13 นายสุรวาท ทองบุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 14 นายศักดินัย นุ่มหนู ผู้ถูกกล่าวหาที่ 15 นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 16 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 17 พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 18 นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 19 นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 20 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 21 นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 22 นายรังสิมันต์ โรม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 23 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 24 นางสาววรรณวิภา ไม้สน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 25

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 26 นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 27 นายจรัส คุ้มไข่น้ำ

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 28 นายองค์การ ชัยบุตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 29 นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 30นายวุฒินันท์ บุญชู ผู้ถูกกล่าวหาที่ 31 นายทองแดง เบ็ญจะปัก ผู้ถูกกล่าวหาที่ 32 นายคำพอง เทพาคำ

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 33 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 34 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 35 นายนิติพล ผิวเหมาะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 36 นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 37 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 38 นางสาวเบญจา แสงจันทร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 39 นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 40 นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 41 นายมานพ คีรีภูวดล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 42

นายอภิชาต ศิริสุนทร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 43 นายสุเทพ อู่อ้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 44 ที่ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ที่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1)โดยมีเจตนามุ่งประสงค์จะลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติในการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเป็นการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

การกระทำดังกล่าวเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังได้นำเรื่อง การแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าวมากำหนดไว้เป็นนโยบายในการหาเสียง การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ที่ได้เป็นผู้ริเริ่มลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ โดยมีผู้ร่วมลงชื่อในญัตติที่เสนออีก 43 คน รวมเป็นผู้เสนอทั้งสิ้น 44 คน ข้อเท็จจริงไม่อาจแบ่งแยกหรือชี้แจงการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนได้ว่ามิได้ร่วมกันดำเนินการเสนอญัตติ โดยมิได้มีเจตนาร่วมกันแต่อย่างใด และผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายไม่ได้มีการชี้แจงให้เห็นถึงการกระทำที่แบ่งแยกโดยชัดเจนว่าต่างคนต่างกระทำในการเสนอญัตติ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน จึงเป็นการดำเนินการโดยมีเจตนาร่วมกัน ตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ลงวันที่ 31 มกราคม 2567

‘สรรเพชญ’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ประกาศเดินหน้าทำหน้าที่ผู้แทนฯ สมัยที่ 2 เต็มกำลัง

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นาย สรรเพชญ บุญญามณี ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จังหวัดสงขลา ให้สัมภาษณ์ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ โดยระบุว่า ขอขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสงขลาทุกคะแนนเสียงที่มอบความไว้วางใจให้ตนได้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรอีกหนึ่งสมัย ด้วยคะแนนเสียงกว่า 44,258 คะแนน ซึ่งนับเป็นกำลังใจสำคัญอย่างยิ่งในการเดินหน้าทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน

นายสรรเพชญ กล่าวว่า บรรยากาศการลุ้นผลคะแนนตลอดทั้งวันเป็นไปอย่างคึกคักและเต็มไปด้วยความอบอุ่นจากพี่น้องประชาชนและกลุ่มผู้สนับสนุนที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยต่างร่วมกันลุ้นให้คะแนนเสียงสูงกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ซึ่งผลปรากฏว่าคะแนนเพิ่มขึ้นหลายพันคะแนน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อการทำงานที่ผ่านมา

“ผมขอกราบขอบพระคุณจากใจจริง ทุกคะแนนเสียงมีความหมายและมีคุณค่าอย่างยิ่ง การได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรสมัยที่ 2 ทำให้ผมยิ่งต้องทำงานให้หนักขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้สมกับความไว้วางใจที่พ่อแม่พี่น้องมอบให้” นายสรรเพชญ กล่าว

อย่าหมดหวัง! สารจาก ธนาธร ถึงชาวพรรคประชาชน หลังทราบผลเลือกตั้ง 69

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า  ถึงผู้ลงคะแนนให้พรรคประชาชนและผู้ลงประชามติเห็นชอบ ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงของประชาชนที่มอบให้กับพวกเราในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

ถึงพรรคภูมิใจไทย ผมขอแสดงความยินดีที่พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง 

ถึงผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรคประชาชนทุกท่าน ผมซาบซึ้งใจในการสนับสนุนลงแรงที่ท่านทำร่วมกับพรรค เดินร่วมกันต่อไป อย่าหมดหวัง หมดหวังเมื่อไหร่ แพ้ทันที

ประชาชน แพ้กี่ครั้งก็ได้ ขอแค่ชนะครั้งเดียว

มันเป็นเช้าที่หนักหน่วง แต่ดวงอาทิตย์ยังคงส่องแสง

วงเกลียวแห่งความเงียบ เมื่อสื่อ อัลกอริทึม และการเลือกตั้งเดินไปพร้อมกัน

เคยรู้สึกไหมครับว่าเมื่อเปิด feed ใน social media ขึ้นมาแล้วเหมือนว่าทุกคนที่เราเห็นคิดเหมือนกันหมด ชอบ-ไม่ชอบอะไรเหมือนๆกัน แสดงความคิดเห็นหรือวิพากย์วิจารณ์ประเด็นต่างๆไปในทิศทางเดียวกันซะจนถ้ามีคนที่คิดต่าง โผล่ขึ้นมา คนๆนั้นคงพูดออกมาไม่ได้หรือแย่กว่านั้น เขาอาจจะไม่มีที่ทางในพื้นที่ตรงนั้นเลยด้วยซ้ำ

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ แต่มันอธิบายได้ด้วยทฤษฎีการสื่อสารที่มักเอามาใช้ในเชิงสื่อสารการเมืองเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้เป็นอย่างดี ทฤษฎีนี้ชื่อว่า ”วงเกลียวแห่งความเงียบ (Spiral of Silence)” 

ทฤษฎีนี้มาจากใคร?

แนวคิดนี้ถูกนำเสนอมาตั้งแต่ยุค 1970 โดย Elizabeth Noelle-Neumann นักสื่อสารศาสตร์ชาวเยอรมัน

เธออธิบายว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์นั้นกลัวการถูกโดดเดี่ยวทางสังคมเราจึงคอยประเมินอยู่เสมอว่า “ความคิดเห็นไหนเป็นของคนส่วนใหญ่” และถ้าเรารู้สึกว่าความคิดของเราเป็นเสียงส่วนน้อย เรา (และผู้คนจำนวนมาก) จะเลือก “เงียบไว้ก่อน”
ไม่ใช่เพราะไม่มีความเห็น แต่เพราะเราไม่อยากถูกผลักออกจากสังคมโดยการแสดงความเห็นต่างออกมานั่นเอง 

บทบาทของสื่อกระแสหลักในยุคสื่อดั้งเดิมนั้น TV หนังสือพิมพ์ และนักวิเคราะห์, ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เป็นคนกำหนดว่า ”กระแสสังคมกำลังไปทางไหน” และเมื่อสื่อวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกัน, เชิญผู้เชี่ยวชาญฝั่งเดียวซ้ำ ๆ รวมทั้งรายงานโพลที่ชี้ว่าผล “ค่อนข้างชัด” คนที่เห็นต่างจะเริ่มรู้สึกว่า “หรือเราคิดผิดอยู่คนเดียว?”
ดังนี้เอง………วงเกลียวแห่งความเงียบจึงเริ่มหมุน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดจากสถานการณ์จริง: การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2016
ก่อนวันเลือกตั้งสื่อกระแสหลักจำนวนมากรายงานว่า ฮิลลารี คลินตัน มีโอกาสชนะสูง โพลและบทวิเคราะห์ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน และผู้สนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ มักถูกนำเสนอในภาพลบผ่านสื่อ 
ผลคือทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งที่สนับสนุนทรัมป์ ไม่กล้าแสดงความเห็นในที่สาธารณะ, ไม่ตอบโพลตรงไปตรงมาและเลือกที่จะอยู่เงียบๆเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตี
คนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า ” Shy Voters”ผู้สนับสนุนที่เงียบงันในพื้นที่สาธารณะ แต่ไม่เงียบในคูหาเลือกตั้ง

ผลลัพธ์คือ ผลเลือกตั้งช็อกโลกที่ออกมานั้น สวนทางกับกระแสสื่อและโซเชียลในขณะนั้นอย่างสิ้นเชิง

แล้ว Social Media กับ Algorithm ทำให้เรื่องนี้แรงขึ้นอย่างไร? 

อธิบายได้ดังนี้ครับ 
ถ้าสื่อกระแสหลักหรือ Social Media คือไมโครโฟน Algorithm ก็คือเครื่องขยายเสียงดีๆนี่เอง

การทำงานของแพลตฟอร์มโซเชียลนั้น อย่างที่เรารู้กันก็คือ
- เลือกแสดงคอนเทนต์ตามพฤติกรรมผู้ใช้
– ดันความเห็นที่สร้าง engagement สูงสู่การรับรู้
– ลดการมองเห็นของเสียงที่เงียบหรือเห็นต่าง

สิ่งนี้คือกระบวนการที่เรียกว่า “Personalization at Scale” ที่ทำให้feedของเราได้ถูกจัดวางให้
เต็มไปด้วยความคิดแบบเดียวกัน จนดูเหมือนว่า “คนทุกคนในสังคมหรือประเทศนี้คิดเหมือนกันหมด”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top