Friday, 28 August 2026
POLITICS

‘ดร.เจษฎ์’ เตือนรัฐบาล!! เปิดความจริงราคาน้ำมัน รัฐต้องเลือกความโปร่งใส เตือนปมผลประโยชน์ทับซ้อนอาจพังศรัทธาประชาชน อย่าปล่อยพลังงานเป็นระเบิดเวลา จี้เปิดไส้ในราคาน้ำมันให้ประชาชนรู้

‘ดร.เจษฎ์’ เตือน รัฐบาลรับมือวิกฤตพลังงาน เปิดความจริงโครงสร้างราคาน้ำมัน หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนทำลายความเชื่อมั่น

วันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 08.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์พลังงานของไทยในปัจจุบัน โดยระบุว่า ขณะนี้ประเทศจะยังไม่เข้าสู่ขั้นวิกฤต แต่หากรัฐบาลบริหารจัดการไม่ดี อาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการณ์ด้านพลังงานได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลโปร่งใสเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมัน และเร่งแก้ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

"​ในสิ่งที่เกิดขึ้น การลอยตัว หรือว่าการลอยค่าน้ำมัน อาจจะเป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องทำ แต่ในการทำในเรื่องเหล่านี้เนี่ย มันจะต้องมีการบอกเล่าให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ หลายเรื่องท่านอาจจะมองเป็นธุรกิจ ว่าสิ่งที่เป็นต้นทุน หรือว่าสิ่งที่เป็นกลไกในการดำเนินธุรกิจ อาจจะไม่ได้จำเป็นที่จะต้องบอกกับพี่น้องประชาชน แต่ว่าสาธารณูปโภคหลัก สิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ในชีวิต อย่างเช่น น้ำมัน มีสิ่งที่แตกต่างกับบรรดาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างอื่นมากเลย จะต้องบอกกับพี่น้องประชาชน วันนี้ปัญหาอาจจะไม่ใช่การสื่อสาร แต่คือความจริงไม่ได้ถูกนำเสนอ หรือความน่าเชื่อถือไม่มี" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวอีกด่วยว่า วันนี้ปัญหาอาจจะไม่ใช่การสื่อสาร แต่คือความจริงไม่ได้ถูกนำเสนอ หรือความน่าเชื่อถือไม่มี" พร้อมยกตัวอย่างว่า หากราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาท รัฐจำเป็นต้องชี้แจงโครงสร้างให้ชัดเจนว่ามาจากส่วนใดบ้าง เช่น เป็นการสะท้อนราคาตลาดโลก 4.50 บาท หรือเป็นการเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อรักษาสถียรภาพในอนาคต หากประชาชนไม่ทราบถึงต้นทุนที่แท้จริง ย่อมเกิดความรู้สึกเชิงลบและมองว่าถูกขูดรีดเอาเปรียบ

​"6 บาทมาจากไหน ถ้าพี่น้องประชาชนไม่รู้ คนไม่ทราบ ว่าต้นทุนเป็นอย่างไร กลไกในการที่จะได้น้ำมัน และราคาขึ้นมาแบบนี้มันเป็นแบบไหน ในแง่บวกการที่ปล่อยให้ราคาลอย มันก็คือเราจะได้รู้ครับ ว่านี่แหละคือสภาพที่แท้จริง แต่ในโลกที่มันมีแง่ลบ และทุก ๆ คนมีความรู้สึกไม่ดีอยู่เสมอได้ มันก็จะทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย นี่มันขูดรีดกันหรือเปล่า นี่มันโจรชัด ๆ นี่มันทำกันแบบนี้เนี่ย มันเอาเปรียบกันหรือเปล่า ซึ่งถ้าท่านบอกความจริง ท้ายที่สุดหลาย ๆ เรื่องประชาชนก็จะทราบครับ ใน 15 วันนั้นทำไมตรึงราคาได้ ท่านเอาเงินมาจากไหน และถ้าเงินเหล่านั้นมันไม่ได้ยั่งยืน ท้ายที่สุดมันต้องมีการเก็บสะสมเอาไว้เพื่อชดเชย มันก็ต้องบอกกัน ว่าถ้าเกิดรักษาสถียรภาพรักษาราคาไว้ตลอด ท้ายที่สุดเงินก็จะหมด" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ด้านความมั่นคงทางพลังงาน รศ.ดร.เจษฎ์ เผยให้เห็นถึงความจำเป็นในการชี้แจงสัดส่วนการใช้น้ำมันภายในประเทศเทียบกับการนำเข้า โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของไทย รวมถึงความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่ล้วนเป็นปัจจัยคุกคามที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

"สถานการณ์แบบนี้ใช้รถไฟฟ้ากันได้หมดจริงเหรอ ใช้แผงโซลาร์กันได้หมดจริงหรือ อันนั้นอาจจะต้องเป็นระยะกลางที่ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนที่ไม่ใช่พลังงานน้ำมัน แล้วรัฐบาลก็ต้องเข้ามาช่วยครับในเรื่องของการพัฒนาไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ท้ายที่สุดในระยะยาวเนี่ย ท่านก็จะต้องมองภาพให้เห็นว่าประชาชนจะต้องรู้เรื่องพลังงาน จะต้องเตรียมตัวไว้ และไม่ใช่แค่นี้ครับ สถานการณ์ของตะวันออกกลางอาจจะไม่จบเร็ว แม้กระทั่งสถานการณ์ข้างบ้าน อย่างเรื่องไทยกับกัมพูชา ก็ยังต้องคอยติดตามคอยเฝ้าระวัง จะต้องมีการจัดการอย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะกลายมาเป็นภัยคุกคามได้ต่อไป ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันเท่านั้นครับ" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้ฝากข้อคิดเตือนใจถึงการทำงานของรัฐบาล แม้จะมองว่าที่ผ่านมาทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ประเด็นที่เปราะบางที่สุดคือ "ความขัดแย้งทางผลประโยชน์" หากปล่อยให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการประกอบธุรกิจพลังงาน เข้ามามีบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดิน จะทำให้เกิดข้อ

กังขาว่าเป็นการทำเพื่อส่วนรวม หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งหากประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจ อาจนำไปสู่การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในที่สุด

"รัฐบาลทำมาดี แต่ก็ฝากให้ทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วก็สิ่งไหนที่เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอาคนที่อาจจะทำให้รู้สึกได้ว่า มีความขัดแย้ง ประกอบการทำมาหากินของตัวเองไปพร้อมกับการบริหารราชการแผ่นดิน มันจะถือว่าทำแล้วทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน อันนี้ต้องทำให้ประชาชนไว้วางใจให้ได้ ถ้าประชาชนไม่สามารถลงใจได้ ก็อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็ต้องคิดไปเบื้องหน้าครับว่าสถานการณ์นี้อาจจะคงอยู่อีกนาน และอาจจะแย่ลง ถ้าไม่เตรียมการ ไม่บริหารให้ดี ไม่จัดการให้ได้ อาจจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตจริงครับ" รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

“รัดเกล้า” อภิปรายสภาฯ เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ ปลดแอกพลังงานไทย ภูมิคุ้มกันยั่งยืน สร้างกันชนเศรษฐกิจไทยจากวิกฤตราคาน้ำมัน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

“รัดเกล้า” อภิปรายสภาฯ เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย สร้างภูมิคุ้มกันอย่างยั่งยืน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วันนี้ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงสถานการณ์ “วิกฤตราคาพลังงาน” ที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนไทย โดยชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลกถึง 20–30% ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทุกความเคลื่อนไหวใน “สมรภูมิโลก” ส่งแรงกระเพื่อมมาถึง “จานข้าวในบ้าน” ของคนไทยทันที เนื่องจากราคาน้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพโดยรวม 

นางรัดเกล้า ชี้ให้เห็น 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อวิกฤตราคาน้ำมัน ได้แก่ การขาด “กันชน” หรือกลไกรองรับความผันผวนของราคา และ การ "พึ่งพาการนำเข้า" น้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ทั้งหมด

พร้อมกันนี้ ได้กล่าวถึงนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการส่งเสริมไบโอดีเซล (B7, B10, B20) ว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่ยังไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาครั้งนี้ โดยมองว่า “ปาล์มน้ำมัน” ควรถูกใช้เป็น “กลไกรับแรงกระแทก (Strategic Buffer)” มากกว่าจะเป็นคำตอบระยะยาวของระบบพลังงาน

นางรัดเกล้า เน้นย้ำว่า ประเทศไทยต้องหันมาสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานตามหลักปรัชญ เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และได้เสนอ “4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย” ได้แก่

1. ยกระดับสู่ HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) พัฒนาเทคโนโลยีไบโอดีเซลขั้นสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมัน และรองรับเครื่องยนต์สมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. สร้างตลาดรองรับไบโอดีเซล ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์และเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ให้สามารถใช้ไบโอดีเซลได้อย่างแพร่หลาย

3. กระจายงบสู่พลังงานหมุนเวียน (2W 2S)

สนับสนุนพลังงานจากขยะ (Waste), ลม (Wind), แสงอาทิตย์ (Solar) และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

4. บูรณาการภาคเกษตรและพลังงาน

วางแผนการผลิตพืชพลังงาน (Zoning) และโครงสร้างโรงงานให้สอดคล้องกัน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างสมดุลระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค และ มีการประกันราคาขั้นต่ำที่ยุติธรรมให้เกษตรกร

“การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงาน เปรียบเสมือน ‘กำแพงเมือง’ ที่จะปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ไม่ให้ต้องผันผวนไปตามความขัดแย้งของโลก” นางรัดเกล้า กล่าว

นั่งนายกฯ 32 สมัย 2 ชื่นมื่นพรรคภูมิใจไทย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32 กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ยึดมั่นทำหน้าที่เพื่อชาติและประชาชน

(20 มี.ค. 69) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในสมัยที่ 2 โดยมีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน โดยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เชิญพระบรมราชโองการ

ในพิธี นายอนุทิน ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์และเปิดกรวยกระทงดอกไม้รับพระบรมราชโองการ ก่อนถวายบังคม 3 ครั้งและทำความเคารพอีกครั้ง โดยมีสมาชิกครอบครัวประกอบด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยา นายเศรณี ชาญวีรกูล บุตรชาย และบิดามารดา ร่วมพิธีพร้อม ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล

นายอนุทิน กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณว่า "ข้าพระพุทธเจ้านายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าพระพุทธเจ้าให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน

หลังพิธี นายอนุทินคุกเข่าก้มกราบบิดาและมารดา โอบกอดภริยาและผู้ร่วมแสดงความยินดี ก่อนร่วมถ่ายรูป บรรยากาศสะท้อนความอบอุ่นและขวัญกำลังใจในครอบครัว การแต่งตั้งในครั้งนี้ถือเป็นการต่อเนื่องของบทบาทผู้นำรัฐบาลและย้ำพันธกิจการเมืองของ 'อนุทิน' ที่ได้รับความไว้วางใจอีกครั้งจากมหาอำนาจพระมหากษัตริย์

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10178284

นายกคนที่ 32 “อนุทิน” ชนะขาด 293 เสียง หลังผ่านด่านความเห็นชอบจากสภาฯ จ่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ ท่ามกลางการจับตาทิศทางการเมืองไทยระยะถัดไป

สภาฯ โหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ต่อ ด้วยเสียงข้างมาก 293 ต่อ 119

วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ โดยมีการเข้าสู่กระบวนการลงคะแนนแบบขานชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 499 คนในเวลาประมาณ 12.12 น. ตามข้อมูลที่คุณส่งมา ผู้ถูกเสนอชื่อมี 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ขณะที่รายงานสาธารณะบางสำนักระบุบริบทการลงมติและคู่แข่งต่างออกไป จึงควรตรวจสอบกับบันทึกทางการของรัฐสภาอีกครั้งเพื่อความแม่นยำสูงสุด

ระหว่างการออกเสียง ผลคะแนนค่อย ๆ ขยับจนกระทั่งในเวลา 13.06 น. นายอนุทินได้รับคะแนนเกิน 251 เสียง ซึ่งถือว่าเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนที่การลงคะแนนจะเสร็จสิ้นในเวลา 13.17 น. โดยผลอย่างไม่เป็นทางการตามข้อมูลที่คุณให้มาคือ นายอนุทินได้ 293 เสียง นายณัฐพงษ์ได้ 119 เสียง และมีผู้งดออกเสียง 86 เสียง รวม 498 เสียง ก่อนที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะประกาศผลและปิดประชุมในเวลา 13.22 น. ทั้งนี้ สำนักข่าว AP รายงานตัวเลข 293 จาก 498 เสียงในบริบทของการลงมติในสภา ขณะที่บางสื่อไทยและต่างประเทศรายงานตัวเลขอีกชุดหนึ่งสำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงก่อนหน้า

ผลการลงมติครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นายอนุทินยังคงรักษาฐานเสียงสนับสนุนในสภาได้อย่างมั่นคง และสามารถผ่านด่านสำคัญทางการเมืองไปได้แบบไม่พลิกความคาดหมาย ท่ามกลางการจับตาของสังคมต่อทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 2569 ซึ่งหลายสำนักข่าวรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสมการอำนาจใหม่ในสภา และส่งผลให้นายอนุทินก้าวขึ้นเป็นตัวแปรหลักของการเมืองไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้

อย่างไรก็ตาม แม้สภาจะลงมติเห็นชอบแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้ยังต้องรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการเสียก่อน จึงจะถือว่าเข้าดำรงตำแหน่งโดยสมบูรณ์ตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ โดยสื่อไทยและต่างประเทศต่างรายงานตรงกันว่า หลังผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการรับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเริ่มเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป

'พรรครักชาติ' ยื่น UN เรียกร้องสากลช่วยไทย กวาดล้างทุ่นระเบิดชายแดน พร้อมเครื่องมือและเงินทุน ลดความสูญเสียทหาร-ประชาชน

“พรรครักชาติ” ยื่นหนังสือถึง UN เรียกร้องสากล ช่วย ไทยเก็บกู้ วัตถุระเบิด ปกป้องชีวิตทหารและประชาชน

18 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. -ทีมพรรครักชาติ ประกอบด้วย นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค, นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค, นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค, นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค, นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค และนายภูมิ สวัสดี รองโฆษกพรรค เข้ายื่นหนังสือต่อองค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อเรียกร้องช่วยเหลือประเทศไทยในการกวาดล้าง "ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล" ซึ่งเป็นภัยต่อทหาร เจ้าหน้าที่ และประชาชนไทย ในพื้นที่ตามตะเข็บชายแดน

โดยนายฐิติพันธุ์ ได้ให้สัมภาษณ์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อสื่อสารในระดับสากล ระบุว่า วิกฤตทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยผ่านได้อีกต่อไป เพราะมันคือความเป็นความตายของทั้งเจ้าหน้าที่ทหารที่ต้องลาดตระเวน และประชาชนตาดำ ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง พรรครักชาติจึงได้เรียกร้องต่อ UN ว่า ประเทศไทยต้องการ "เครื่องมือที่ทันสมัย (Special equipment)" และ "เงินทุนสนับสนุนพิเศษ (Special funding)" จากนานาชาติ เพื่อนำมากู้ระเบิดและกำจัดทุ่นระเบิดสังหารบุคคลให้หมดไปอย่างเด็ดขาด

"พวกเราตัวแทนพรรครักชาติ ยื่นหนังสือขอความร่วมมือจากสหประชาชาติ ในการที่จะหาเครื่องมือที่ทันสมัย และเทคโนโลยีที่จะช่วยเราในการที่จะกู้ระเบิด เพื่อที่จะได้ลดความเสี่ยงของทหารไทย และชีวิตของประชาชนชาวไทย ที่อยู่ในตะเข็บชายแดน ที่ต้องพบกับปัญหาของระเบิดที่อยู่ในแผ่นดินไทย" นายฐิติพันธุ์ กล่าว

นอกจากนี้ เลขาธิการพรรครักชาติ ยังย้ำถึงความตั้งใจที่ต้องการให้ UN เข้ามาช่วยลดจำนวนผู้สูญเสีย (Casualties) ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการทหาร หรือพลเรือน โดยมองว่าการแก้ปัญหานี้สเกลระดับประเทศอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องดึงความร่วมมือระดับสากลเข้ามาจัดการให้สิ้นซาก

"We want to ask for special equipment, special funding, to help Thailand to reduce our casualties. Whether it be our military or whether it be our people in our Nation"
(เราต้องการขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์พิเศษ เงินทุนพิเศษ เพื่อช่วยประเทศไทยในการลดจำนวนผู้สูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นทหารของเรา หรือประชาชนของเราที่อยู่ในชาติ" นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

'ดร.เจษฎ์' เตือนรัฐบาล!! ห้ามปล่อยให้ใครสวมรอยเรือไทย ตรวจสอบสถิติเรือจดทะเบียน ระวังปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำวางตัวกลางการเมืองสงคราม

‘ดร.เจษฎ์’ แนะ รัฐบาล อย่าปล่อยให้ใคร "สวมรอย" เรือติดธงไทย รีบตรวจสอบ สถิติจดทะเบียนเรือ

13 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเรือติดธงไทยถูกโจมตี บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จากความขัดแย้งระหว่าง "สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล" และ "อิหร่าน"

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า คำถามที่สังคมสงสัย คือทั้งที่ไทยและอิหร่านมีความสัมพันธ์อันดีมานับ 400-500 ปี เหตุใดจึงตกเป็นเป้า? ซึ่งรัฐบาลต้องรีบตรวจสอบ "สถิติการจดทะเบียนเรือ" โดยด่วน! เพราะเรือที่ชักธงไทยอาจไม่ใช่ของคนไทยเสมอไป รัฐบาลต้องกล้าที่จะขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน คุ้มครองคนไทยแท้ และประกาศตัดหางปล่อยวัดเรือสัญชาติอื่นที่มาแอบอ้างสวมรอยธงไทย เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องไปรับเคราะห์จากข้อพิพาทของชาติอื่น

"ต้องทำความเข้าใจแบบนี้ครับว่า การจดทะเบียนเรือ อาจจะไม่ได้จดทะเบียนโดยคนไทย อาจจะมีคนสัญชาติอื่นหรือคนประเทศอื่นมา เราไม่รู้ครับว่าในภาวะของสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน มีใครที่เข้าไปเกี่ยวข้อง มีคนที่เป็นอริกันมาก่อนแบบไหนบ้าง มีข้อพิพาทบาดหมางระหว่างสองประเทศนี้กับประเทศอื่น ๆ แบบไหน ใครเป็นพันธมิตรใคร

​ดังนั้นอันนี้ต้องฝากทางรัฐบาลครับ ในเรื่องของการสัญจรไปมาที่จะต้องข้ามช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นประเด็นอยู่เนี่ยนะครับ อาจจะต้องไปหาข้อมูลเชิงสถิติ แล้วก็เอามาบอกว่าเรือที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่จะมีธงไทย มีเรือในลักษณะไหน กี่แบบ แล้วก็ต้องบอกกับบรรดาคนที่จดทะเบียนทั้งหลายครับว่า ถ้าเป็นคนไทยเราดูแลเขาได้ยังไง ถ้าไม่ใช่คนไทยเราสามารถช่วยเหลือได้อย่างไร และถ้าหากว่ามีการขึ้นธงที่ไม่ได้อยู่ในสถิติที่ว่าจดทะเบียนในประเทศไทย เราก็ต้องบอกครับว่าเรือเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรา" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวด้วยว่า ภาครัฐต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา แม้การอพยพแรงงานจะทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ในแง่ของการทูต รัฐบาลต้องวางตัวเป็นกลางอย่างที่สุด ไม่เทน้ำหนักหรือเผลอไปแสดงจุดยืนเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่งจนกลายเป็นการดึงไฟสงครามมาเผาบ้านตัวเอง

"ต้องคอยระมัดระวัง เพราะถ้าหากว่าเราเข้าข้างใครมากเกินไป เราเทน้ำหนักไปทางไหนมากเกินควร จะไปบอกว่า 'เฮ้ย สหรัฐอเมริกาคุณทำแบบนี้ไม่ถูก ไม่ดี' 'อิหร่านคุณต้องได้รับการดูแล คุณจะถูกทำแบบนี้ไม่ได้' บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์สู้รบมันจะลุกลามไปถึงไหน การวางตัวให้ถูกต้องในแนวของสันติภาพ ไม่ส่งเสริมความรุนแรงเป็นเรื่องถูกต้อง แต่ว่ารัฐบาลจะต้องคอยอธิบายสถานการณ์ให้ประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ ด้วย ว่าสิ่งที่ประชาชนอาจจะพูดมากไป อาจจะตระหนักน้อยไป มันควรที่จะใช้ข้อมูลอะไรที่เป็นตัวอธิบาย ทั้งหมดเหล่านี้นะครับ จะทำให้เราอยู่ในโลกนี้ได้อย่างสงบสุข และสามารถจัดวางตัวเราได้เป็นอย่างดี" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

รศ.ดร.กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ในขณะที่สงครามทำท่าจะบานปลาย วิกฤตพลังงานกำลังจ่อคอหอย แต่ภาพที่เห็นคือบรรดานักการเมืองยังคง "แย่งเก้าอี้รัฐมนตรี" 

"สถานการณ์การสู้รบนี้เราไม่รู้ว่าจะไปไกลแค่ไหน และอีกนานอย่างไร รัฐบาลก็อย่ามัวแต่แค่จัดตั้งว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีให้ได้ หาจุดลงตัวระหว่างพวกท่าน แล้วก็รีบบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะสงครามแบบนี้ รวมไปถึงเรื่องของพลังงานครับ ต้องบอกกันให้ชัดเจน ว่าพลังงานอะไรที่ยังพอมีอยู่ ถ้าน้ำมันจะร่อยหรอลงจะไม่สามารถมีใช้ การทำงานอยู่ที่บ้านจะต้องมีค่าใช้จ่ายอะไร การไปทำงานที่ทำงานจะต้องแบกรับแบบไหน ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้มันเกี่ยวพันกันหมด แต่มันอยู่ที่รัฐบาลครับ ต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชน แล้วก็ต้องช่วยประชาชนคลายใจ และสามารถอยู่ได้โดยไม่หวาดระแวงครับ" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

"ตกลงแล้วเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ มีเรือใครบ้าง เรือไทยผ่านได้ไหม เพราะว่าคุณโดนัลด์ ทรัมป์ เนี่ย เขาบอกว่าทุกคนผ่านไปเลย ตามสบาย แต่เราต้องบอกคนของเรา เอาข้อมูลจริง ๆ จะไปฟังจากคนที่เขาเป็นคู่ขัดแย้งกันไม่ได้ ตกลงเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ไหม หรือเรือใครผ่านได้บ้าง เรือใครผ่านไม่ได้ และมีการประสานกับทางการอิหร่านแบบไหนบ้าง คนของเราจะได้ปลอดภัยครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตอบคำถามนะครับ ขอความชัดเจนให้ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ รวมไปถึงบรรดาเรือลักษณะอื่นที่จะมีโอกาสในการสัญจรไปมาครับ"  รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก กล่าวทิ้งท้าย

ยื่นหนังสือด่วน!! พรรครักชาติยื่นฟิลิปปินส์ ทวงความชัดเจนคลิปอาเซียน อย่าปล่อยเขมรเคลมชุดไทย ยุติความเข้าใจผิดวัฒนธรรม

“พรรครักชาติ”ยื่นหนังสือ ถึง ฟิลิปปินส์ ผู้นำอาเซียน อย่าปล่อยให้เขมรเคลมชุดไทย แนะเขมรใส่ชุด “ซัมปอต ” ชุดประจำชาติเขมร

12 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. จากกรณีฟิลิปปินส์ประธานอาเซียนเผยแพร่ VTR โปรโมทการท่องเที่ยวอาเซียน โดยนักแสดงตัวแทนกัมพูชาและไทย ใส่ชุดห่มสไบ ลักษณะเหมือนกันจนเป็นกระแสดราม่าในโลกออนไลน์ ซึ่งพรรครักชาติ ได้ออกมาเรียกร้องผ่านสื่อไปแล้วก่อนหน้านี้

ล่าสุด ทีมพรรครักชาติ ประกอบด้วย นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค, นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค, นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค, นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว รองโฆษกพรรค, นายภูมิ สวัสดี รองโฆษกพรรค และนางสาวพัชรวณัน เบ็ญจวิทย์วิไล อดีตผู้สมัคร สส.กทม. เข้ายื่นหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย เพื่อทวงถามความรับผิดชอบต่อกรณี VTR ดังกล่าว ซึ่งฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ปล่อยให้นักแสดง "กัมพูชา" แต่งกายเลียนแบบชุดไทย ใส่สไบ แล้วเคลมดื้อ ๆ ว่าเป็นชุดประจำชาติของกัมพูชา หน้าตาเฉย!

โดย นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) รองโฆษกพรรครักชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ 2 ภาษา (ไทย-อังกฤษ) ระบุว่า VTR ดังกล่าวสร้างความปั่นป่วนและบิดเบือนความจริงอย่างร้ายแรง ซึ่งชุดประจำชาติกัมพูชา แท้จริง คือชุด "ซัมปอต" (Sampot) แต่ภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกในคลิปโปรโมตอาเซียน กลับเป็นเครื่องแต่งกายที่ลอกเลียนแบบชุดไทยไปแทบจะ 100%

"in the videos, they have some information that not true. We will see that Cambodian wearing Thai traditional dress and claim that there is their own dress. But if you see in the history, in the documentaries, in the documents, any documents, you will see that Cambodian's costume is Sampot. And you should proud with your own heritage culture. No need to claim us."

"ชุดประจำชาติของประเทศกัมพูชา เป็นชุด 'ซัมปอต' นะครับ แต่ว่าตอนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในวิดีโอคือ เขาใส่ชุดประจำชาติที่ดูเป็นชุดไทยแทบจะ 100% ครับ คือ มีรายละเอียดของการมีสไบ ซึ่งก็เป็นของเรา แล้วก็มีโจงกระเบน ซึ่งก็เป็นของเราเช่นกันนะครับผม" นายภูมิ กล่าว

ทั้งนี้ รองโฆษกพรรครักชาติ ยังกล่าวอีกด้วยว่า การแอบลบคลิปทิ้งเพื่อหนีปัญหานั้น "ไม่เพียงพอ" เพราะคลิปได้ถูกแชร์ไปแล้วทั่วโลก สร้างความเข้าใจผิดให้ประชาคมโลกไปแล้วหลายล้านคน ทางออกเดียวที่จะกู้ศักดิ์ศรีคืนมาได้คือ ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนต้อง "ทำคลิปใหม่" หรือ "ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ" เพื่อประกาศความจริงให้โลกตาสว่าง ว่าชุดประจำชาติของไทยไม่ใช่ของประเทศอื่น เพื่อยุติความสับสนที่เกิดขึ้น

"The media was already share all over the world and cause lots of confusions, so I think deleted is not enough. You need to like speak out and announce the truth to the world too. Thank you."

"ถึงแม้ว่าตอนนี้ คลิปมันจะไม่สามารถที่จะดูได้แล้ว แต่มีคนดูไปแล้ว นั่นแสดงว่ามีคนเกิดความเข้าใจผิดไปแล้ว ฟิลิปปินส์ควรจะทำคลิปใหม่ หรือว่ามีการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการนะครับ เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีคนเข้าใจผิดนะครับ ว่าชุดประจำชาติของประเทศไทย เป็นของประเทศอื่นครับ" รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าว

นอกจากนี้ นายภูมิ ยังทิ้งท้ายด้วยว่า เข้าใจดีถึงความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างไทยกับกัมพูชา ไม่ว่าในฐานะ "ประเทศราช" หรือประเทศเพื่อนบ้าน แต่โลกยุคนี้วัฒนธรรมและเส้นแบ่งของแต่ละชาตินั้นชัดเจนแล้ว

"เข้าใจนะครับว่า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา มีความสัมพันธ์ด้วยกันตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นการเป็นประเทศราช หรือว่าประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกันมาตลอดนะครับ แต่ว่าตอนนี้ เรามีวัฒนธรรมของตัวเองที่ชัดเจนแล้วนะครับ ไม่ได้เป็นประเทศราชต่อกันแล้วนะครับ ก็อยากให้ทางกัมพูชา มีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตัวเอง จะได้ไม่ต้องมาหยิบยืมวัฒนธรรมของคนอื่น แล้วก็เคลมว่าเป็นของตัวเองอีกต่อไปครับผม" นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์เสริมเป็นภาษาอังกฤษ ว่า ​ในฐานะประธานอาเซียน เชื่อว่าสิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่าวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกแต่ละประเทศได้รับการนำเสนออย่างถูกต้องและให้เกียรติ ดังนั้น เราจึงขอความกรุณาจากฟิลิปปินส์และผู้สร้างวิดีโอให้ทบทวนและแก้ไขการนำเสนอ เพื่อให้อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศแสดงออกมาได้อย่างเหมาะสม"

"As the ASEAN chair this year, we believe it is important to ensure that every member country's culture is represented accurately and respectfully. Therefore, we kindly ask the Philippines and the creator of the video to review and correct the portrayal, so that each cultural identity is shown properly." นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติ กล่าว

ขณะที่ นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าวเสริมถึงประเด็นความเป็นครอบครัวอาเซียน ระบุว่า ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอาเซียนด้วยกันนะครับ มีความยินดี ที่ประเทศฟิลิปปินส์เข้ามารับหน้าที่เป็นประธานอาเซียนในปีนี้ แต่การเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน อาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาคมโลกได้ จึงอยากจะขอความร่วมมือจากประธานอาเซียน และคณะทำงาน ให้ช่วยกันตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง เพื่อให้เป็นการให้เกียรติมรดกทางวัฒนธรรมของแต่ละชาติ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกันในภูมิภาค

โดยการยื่นหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทยครั้งนี้ของพรรครักชาติ ไม่ใช่แค่การเรียกร้องสิทธิ์ทางเอกสาร แต่เป็นการประกาศจุดยืนปกป้อง "ภูมิปัญญาและมรดกของชาติ" ซึ่ง ฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน จะออกมารับผิดชอบแก้ไขอย่างเป็นทางการ หรือจะปล่อยให้รอยร้าวทางวัฒนธรรมนี้กลายเป็นชนวนความขัดแย้งระดับภูมิภาคต่อไป!

‘ภูมิใจไทย’ ลุยช่วยฟื้นฟู 4 สส.ภูมิใจไทยสงขลา ชงมาตรการการเงินช่วยผู้ประสบภัย หนุนเยียวยา-กิจการเดินหน้าต่อ ฟื้นเศรษฐกิจพื้นที่น้ำท่วม

“4 สส. ภูมิใจไทย สงขลา” ผนึกกำลัง ยื่นหนังสือถึง รมว.คลัง หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ-เงินเยียวยา ช่วยฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่-สงขลา ให้เศรษฐกิจเดินหน้า

11 มีนาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พร้อมด้วย นายสมยศ พลายด้วง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 3 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 6 และนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 7 พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ซึ่งส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน ตลอดจนกิจการทางเศรษฐกิจในพื้นที่

ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการได้สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับความคืบหน้าของมาตรการช่วยเหลือและการเยียวยาจากภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการด้านการเงินที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินกิจการได้อีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมา มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่การช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อฟื้นฟูกิจการยังมีไม่มากนัก

ด้วยเหตุนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลาจากพรรคภูมิใจไทยจึงได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเสนอให้ปรับเพิ่มวงเงินสินเชื่อจากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท เป็นไม่เกินรายละ 40 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเปิดโอกาสให้องค์กรหรือสมาคมภาคเอกชนที่ผู้ประกอบการเป็นสมาชิก สามารถให้การรับรองอย่างน้อย 2 ราย เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ในกรณีที่ผู้ประกอบการมีประวัติเครดิตทางการเงิน (เครดิตบูโร) ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงแหล่งทุน

สำหรับเงื่อนไขทางการเงินของสินเชื่อดังกล่าว เสนอให้กำหนดวงเงินกู้ไม่เกินรายละ 40 ล้านบาท โดยให้ปลอดดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก และตั้งแต่เดือนที่ 6 จนถึงปีที่ 5 ของสัญญาเงินกู้ ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 1.5 ต่อปี เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินและสนับสนุนการฟื้นฟูกิจการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้รัฐบาลเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาและเงินช่วยเหลือค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว พร้อมทั้งพิจารณาขยายระยะเวลาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมครบถ้วน และไม่ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบตกหล่นจากมาตรการของภาครัฐ

นายสรรเพชญกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคเอกชนในจังหวัดสงขลากำลังเตรียมจัดประชุมเพื่อรวบรวมข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อนำเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยตนพร้อมประสานนำข้อเสนอจากพื้นที่ส่งต่อไปยังรัฐบาลต่อไป

ผลักดันคนรุ่นใหม่สานต่อ รทสช. ‘พีระพันธ์’ ผลักดันคนรุ่นใหม่ เปิดทาง ‘อรรถวิชช์’ ทำหน้าที่ในสภา ‘พีระพันธ์’ ยังคงทำหน้าที่หัวหน้าพรรค เดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติคงเดิม

(11 มี.ค. 69) เมื่อวานนี้ ‘พีระพันธุ์’ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงหลังการหารือร่วมกรรมการบริหารพรรค ว่าพรรคยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างมั่นคง พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีบทบาทสำคัญมากขึ้น

‘พีระพันธุ์’ ระบุผ่านโพสต์ว่า "พรรคจึงควรเปิดพื้นที่และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านนโยบายและการสร้างเครือข่ายทางการเมือง" พร้อมอาสาเป็นแกนหลักผลักดันงานนี้อย่างเต็มกำลัง แต่ยอมรับว่าการรับหน้าที่ทั้งหัวหน้าพรรคและ ส.ส. อาจทำให้ขับเคลื่อนไม่เต็มศักยภาพ

ดังนั้นเขาเสนอให้ 'อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี' รองหัวหน้าพรรค เข้าทำหน้าที่ ส.ส.แทน และที่ประชุมเห็นชอบให้ ‘พีระพันธุ์’ ลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเปิดทางให้มาดำรงตำแหน่งแทน "ผมมั่นใจว่าท่านอรรถวิชช์มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่พร้อมทำงานสภาอย่างดี"

‘พีระพันธุ์’ ยืนยันจะยังทำหน้าที่หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเต็มที่ พร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อพรรคและประเทศอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นพรรคในการปรับตัวและต่อยอดด้วยพลังคนรุ่นใหม่
.
ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=25941266828828886&set=a.249841005064821

เดือดกลางอาเซียน!! “พรรครักชาติ” จี้ “ฟิลิปปินส์” ปม VTR อาเซียนเปิดทางเขมรเคลมวัฒนธรรมไทย หวั่นบิดเบือนวัฒนธรรม สร้างข้อเข้าใจผิดทั่วโลก เรียกร้องกระทรวงวัฒนธรรม ดำเนินการเชิงรุก

“พรรครักชาติ” ซัดฟิลิปปินส์ประธานอาเซียน ต้องตอบ ปล่อยให้เขมร เคลมชุดไทยใส่โปรโมต ใน VTR อาเซียนได้อย่างไร?

10 มีนาคม 2569 เวลา 08.00 น. จากกรณีฟิลิปปินส์ประธานอาเซียนเผยแพร่ VTR โปรโมทการท่องเที่ยวอาเซียนล่าสุด ซึ่งนักแสดงตัวแทนกัมพูชาและไทย ใส่ชุดห่มสไบ ลักษณะเหมือนกันจนแยกไม่ออก

ล่าสุด นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) รองโฆษกพรรครักชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าว ระบุว่า จากการที่กัมพูชาเผยแพร่วิดีโอโปรโมทในนามของกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งออกสู่สายตาประชาคมโลก ในลักษณะจงใจให้นักแสดงสวมใส่ชุดที่มีความคล้ายคลึงกับ "ชุดไทย" อย่างปฏิเสธไม่ได้ ด้วยการห่มสไบ ซึ่งถือเป็นการส่งสาร สร้างความเข้าใจผิดในระดับสากลว่า เครื่องแต่งกายดังกล่าวมีจุดกำเนิดมาจากประเทศกัมพูชา

"กัมพูชา เคลมวัฒนธรรมไทยสำเร็จไปอีกหนึ่งขั้นแล้วนะครับ เพราะว่าตอนนี้ วิดีโอโปรโมทอาเซียน ที่มีการเผยแพร่ไปทั่วทั้งโลกนะครับ ชาวกัมพูชาเขาใส่ชุดที่มีลักษณะคล้ายชุดไทยมาก ๆ นะครับ โดยมีดีเทลก็คือเขาจะมีสไบ เหมือนคนไทยเลย" นายภูมิ กล่าว

ทั้งนี้ รองโฆษกพรรครักชาติ ยังกล่าวด้วยว่า แม้พลังโซเชียลของคนไทยจะแห่เข้าไปคอมเมนต์ถล่มทลายเพื่อปกป้องสิทธิ์และให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ จนนำไปสู่การลบคลิป หรืออาจเป็นแค่การบล็อก IP คนไทย ซึ่งนี้คือ "เจตนาอันชัดเจน" ของประเทศเพื่อนบ้านที่ฉลาดในการใช้สื่อสมัยใหม่ (Modern Media) เพื่อล้างสมองชาวโลก และเคลมว่าตนคือเจ้าของออริจินัล

รองโฆษกพรรครักชาติ ยังเปรียบเทียบ ให้เห็นภาพชัดเจนด้วย ว่า "กอดทะเบียนสมรสไว้ทำไม ถ้าเมียมีชู้ก็ต้องตามไปตบ!"

"การจดทะเบียนกับยูเนสโกก็เป็นเรื่องนึงนะครับ มันเหมือนกับอะไร รู้ไหมครับ มันเหมือนกับการที่สมมติว่าเรามีภรรยา แล้วภรรยาเรามันไปมีชู้ใช่ไหมครับ พอภรรยาเรามีชู้เนี่ย ต่อให้เรากอดทะเบียนสมรสเอาไว้เลย เรากอดทะเบียนที่เราจดเอาไว้เลย คนทั่วไปเขาก็เห็นว่าภรรยาเราเนี่ย ไปควงแขน ไปอยู่กับคนอื่น คนก็เกิดความเข้าใจผิดครับว่า เฮ้ย สรุปคนไหนเป็นชู้ คนไหนเป็นตัวจริงกันแน่ เราต้องตามไปตบชู้เราด้วยนะครับผม" รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าว

นอกจากนี้ นายภูมิ ยังส่งสารถึงกระทรวงวัฒนธรรม ด้วยว่า ถึงเวลาที่หน่วยงานภาครัฐของไทยต้อง "ตื่น" และดำเนินการ "เชิงรุก" อย่างเต็มรูปแบบได้แล้ว พร้อมเสนอแนวทาง ต้องประกาศให้โลกรับรู้ โดยรัฐบาลไทยต้องแสดงจุดยืนและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้ทั่วโลกรับรู้ว่า "สไบและโจงกระเบน" คือวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทย พร้อมตอบโต้การบิดเบือน โดยต้องหยุดยั้งกัมพูชาที่กำลังใช้เวทีสากลประกาศว่าตนเป็น Originality และกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายไปเคลมของเขา พร้อมเรียกร้องถึงประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียนในขณะนี้ ต้องมีคำตอบ ให้ชัดเจนถึงคำถามเรื่องนี้

"อยากจะขออนุญาตนะครับ ส่งข้อความนี้ไปถึงกระทรวงวัฒนธรรม เราจะต้องดำเนินการเชิงรุกให้ประเทศทั่วทั้งโลกรู้ว่าใครกันแน่ครับ ที่เป็น Originality เพราะว่าตอนนี้กัมพูชาประกาศเลยว่าสไบเขาเป็น Originality และไทยกำลังที่จะเคลมว่าเป็นของไทย แต่จริง ๆ แล้วเป็นของเขา ซึ่งจริง ๆ แล้วหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด ไม่ได้บอกว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องจริงครับ ได้เวลาแล้วครับกระทรวงวัฒนธรรม ที่ตอนนี้นะครับ เราจะต้องบอกว่า ใครคือเจ้าของวัฒนธรรมตัวจริงครับ" นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าว

รัฐทุ่มงบหมื่นล้าน!! ผลประชามติชัดเดินหน้ารัฐธรรมนูญใหม่ โลกลุกเป็นไฟ ทิศทางชาติกำลังถูกท้าทาย สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจไทยทันที คนไทยต้องตั้งคำถามการเมืองยามวิกฤตเศรษฐกิจ

ผลประชามติครั้งล่าสุดชัดเจนว่า คนไทยจำนวนมาก “เห็นชอบ” ให้เดินหน้าไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลอย่างเป็นทางการว่า มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนมาก และในจำนวนนี้ ผู้ลงคะแนน “เห็นชอบ” ก็มีมากกว่า “ไม่เห็นชอบ” อย่างชัดเจน

แต่คำถามที่คนไทยต้องกล้าถามตัวเอง ไม่ใช่แค่ว่า “จะมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” หากคือ “ประเทศไทยกำลังจัดลำดับความสำคัญถูกหรือยัง” เพราะแม้การผลักดันกระบวนการนี้จะถูกอธิบายว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ แต่ตัวเลขงบประมาณระดับเกือบหมื่นล้านถึงหมื่นล้านบาท ก็ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลยสำหรับประเทศที่ประชาชนจำนวนมากยังแบกรับค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนหนัก และเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

ไม่มีใครบอกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญไม่สำคัญ แต่ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญสงครามจริง ๆ คำถามเรื่อง “ความเร่งด่วน” สำคัญไม่แพ้คำถามเรื่อง “ความถูกต้อง” เพราะขณะที่การเมืองไทยกำลังจะทุ่มเวลา งบประมาณ และพลังสังคมไปกับกระบวนการยาวหลายด่าน ตะวันออกกลางกลับกำลังลุกลามเป็นวิกฤตที่กระทบถึงปากท้องคนไทยโดยตรง

กระทรวงการต่างประเทศของไทยสรุปว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเปราะบางและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จากการโจมตีตอบโต้กันระหว่างฝ่ายต่าง ๆ โดยมีคนไทยในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องติดตามและเตรียมการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด นี่จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่ข่าวต่างประเทศที่ดูจบแล้วเลื่อนผ่าน แต่มันคือเรื่องความปลอดภัยของคนไทยจริง ๆ

ในทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงยิ่งชัดกว่าเดิมอีก เพราะช่องแคบฮอร์มุซที่อยู่กลางสมรภูมิ คือจุดผ่านสำคัญของพลังงานโลก เมื่อเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสะดุด ประเทศในเอเชียซึ่งพึ่งพาพลังงานนำเข้าจำนวนมากย่อมได้รับผลกระทบก่อนใคร และไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ภาพของเรือที่ถูกโจมตี การขนส่งที่ติดขัด และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง แปลเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ว่า ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และแรงกดดันเงินเฟ้อ สามารถวิ่งมาถึงกระเป๋าคนไทยได้เร็วกว่าที่การเมืองในสภาจะยกร่างอะไรเสร็จเสียอีก

รัฐบาลไทยเองก็ยอมรับแล้วว่า วิกฤตตะวันออกกลางอาจทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นในระยะสั้น แม้ประเทศไทยจะยังมีน้ำมันสำรอง และแม้การส่งออกไปตะวันออกกลางจะไม่ได้มีสัดส่วนสูงมากนัก แต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านค่าขนส่ง โลจิสติกส์ และต้นทุนทางเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นได้จริง นี่คือสัญญาณว่าประเทศต้องเอาสมาธิไปอยู่กับ “การรับมือความผันผวนของโลก” มากพอ ๆ กับ “การออกแบบกติกาการเมือง”

เพราะฉะนั้น บทเรียนที่ควรเตือนสติคนไทยจึงไม่ใช่การบอกว่า “ห้ามแก้รัฐธรรมนูญ” และก็ไม่ใช่การบอกว่า “เรื่องสงครามไม่เกี่ยวกับเรา” แต่คือการย้ำว่า รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะทำให้ค่าน้ำมันถูกลงทันที ไม่ได้ทำให้ค่าครองชีพเบาลงในวันพรุ่งนี้ และไม่ได้ช่วยแรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยงกลับบ้านอย่างปลอดภัยด้วยตัวมันเอง ขณะที่โลกจริงกำลังบังคับให้ทุกประเทศต้องคิดเรื่องพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคง และความสามารถในการเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน

คนไทยจึงต้องมีสติแยกให้ออกระหว่าง “โจทย์ระยะยาว” กับ “วิกฤตเฉพาะหน้า” รัฐธรรมนูญอาจเป็นเรื่องสำคัญในระดับโครงสร้าง แต่สงครามและแรงกระแทกทางเศรษฐกิจคือเรื่องที่เข้ามาเคาะประตูบ้านเราแล้ว หากประเทศยังมัวเมากับเกมการเมืองจนลืมเตรียมตัวรับแรงสะเทือนจากโลกภายนอก วันหนึ่งเราอาจได้รัฐธรรมนูญใหม่ แต่ต้องแลกด้วยค่าน้ำมันแพง เศรษฐกิจอ่อนแรง และประชาชนที่เหนื่อยกว่าเดิม

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องถามนักการเมืองทุกฝ่ายตรง ๆ ว่า ในวันที่โลกกำลังลุกเป็นไฟ คุณกำลังพาประเทศไปแก้ปัญหาจริง หรือแค่พาเราไปหมุนอยู่ในวังวนเดิม ๆ ที่ใช้งบมหาศาล แต่ไม่เคยแตะหัวใจของความทุกข์ประชาชนเลย

'ดร.เจษฎ์' เตือนรัฐบาล!! โฟกัสชายแดนไทย-กัมพูชา ยกเลิก MOU 43-44 จัดระเบียบด่วน เตือนอย่ามองข้ามปัญหาพรมแดน เน้นพึ่งพาตัวเองปกป้องชาติ

‘ดร.เจษฎ์’ เตือนรัฐบาล มองสงครามอาหรับ อย่าลืม โฟกัส ชายแดนไทย-กัมพูชา ยกเลิก MOU 43-44 จัดระเบียบด่วน

4 มีนาคม 2569 เวลา 08.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เปิดเผย ระหว่างลงพื้นที่ ช่องอานม้า ซึ่ง เป็นช่องทางธรรมชาติบนเทือกเขาพนมดงรัก ชายแดนไทย–กัมพูชา ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เกี่ยวกับความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมประเมินสถานการณ์ ความเชื่อมโยงถึงปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดนของไทย รวมถึงแนะรัฐบาลให้ทบทวนข้อตกลงทวิภาคีเพื่อแก้ปัญหาเขตแดนอย่างเด็ดขาด

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง สิ่งสำคัญ อันดับแรก คือรัฐบาลต้องแสดงบทบาทผู้นำในการดูแลและอพยพคนไทยในพื้นที่เสี่ยงภัยกลับประเทศอย่างเร่งด่วนที่สุด "พรรครักชาติ" มีจุดยืนสอดคล้องกับหลายพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้ประเทศไทยวางตัวเป็นกลางบนเวทีโลก ไม่ฝักใฝ่การใช้กำลังหรือการก่อความรุนแรงใด ๆ

"รัฐบาล จะต้องดูแลพี่น้องที่อยู่ในพื้นที่ ให้ได้รับความปลอดภัย ถ้าจะต้องพาพวกเขากลับมา ก็พาพวกเขากลับมาโดยด่วน ส่วนการจัดวางสถานะของประเทศไทยเราบนเวทีโลก ในเหตุการณ์นี้ แน่นอนครับ หลาย ๆ พรรคการเมือง หลาย ๆ คนก็ได้พูดแล้วว่า ไม่ฝักใฝ่การสู้รบ ไม่ก่อความรุนแรง ผมคิดว่าพรรครักชาติเราก็เห็นด้วย" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้กล่าวถึงปัญหาความมั่นคง "หน้าด่าน" ของประเทศ โดยระบุว่า สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงมีความเปราะบาง และยังไม่สงบเรียบร้อยอย่างแท้จริง ซึ่งในสภาวะการณ์เช่นนี้ การเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งให้กับกองทัพถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเตรียมรับมือกับความสุ่มเสี่ยงและป้องกันการถูกรุกรานอธิปไตย

"ณ หน้าด่านของเราเองนี่ครับ ข้างหลังที่เป็นประเทศกัมพูชา สถานการณ์ระหว่างเรากับกัมพูก็ยังไม่ได้เงียบสงบลง เราต้องหันกลับมาดูตัวเราเองด้วยครับ ในภาวะการณ์นี้ การสร้างศักยภาพ สร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพ มีความจำเป็นมาก เราไม่รู้จะถูกรุกรานเมื่อไหร่ การมีกำลังที่พร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดเตรียมเพื่อที่จะทำให้ปัญหามันลุล่วงแล้วเสร็จไป" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังฝากถึงนายกรัฐมนตรี คือการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนและเขตแดน โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องของ MOU 44 ไว้ อยากจะฝากเรื่องของ MOU 43 ด้วย หากรัฐบาลตัดสินใจยกเลิก การจัดการสถานการณ์ชายแดนและการจัดวางพื้นที่ระหว่างไทยกับกัมพูชา จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การยุติปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถถอยกลับไปอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมและเป็นของตนเองอย่างชัดเจน

"ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้พูดเรื่องของ MOU 44 ไว้ อยากจะฝากเรื่องของ MOU 43 ด้วยนะครับ ถ้าท่านเลิกไป การจัดการสถานการณ์ของชายแดน จะทำได้ดีขึ้น และการจัดวางพื้นที่ระหว่างเรากับกัมพูชาก็จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และท้ายที่สุดเราจะจบปัญหาได้ ต่างคนต่างอยู่ในพื้นที่ ที่เป็นพื้นที่ของตัวเองและพื้นที่ที่เหมาะสม" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

และในช่วงท้าย รศ.ดร.เจษฎ์ ได้ย้ำเตือนสติสังคมไทยว่า ในขณะที่วิกฤตตะวันออกกลาง อาจมีนานาชาติเข้าไปเกี่ยวข้องและช่วยเหลือ แต่สำหรับกรณีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ประเทศไทยต้องพึ่งพาตนเองเป็นหลัก พร้อมเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนคนไทยร่วมมือร่วมใจกัน เพราะหากขาดความสามัคคี ประเทศชาติก็ยากที่จะก้าวข้ามผ่านสถานการณ์ความท้าทายนี้ไปได้

"เราต้องมาดูแล้วล่ะครับ ในภาวการณ์นี้ตะวันออกกลาง ท่านก็ต้องดูแล ท่านก็ต้องช่วยเหลือเขา แต่ของไทยกับกัมพูชานี่ล่ะครับไม่มีใครมาช่วยเหลือท่านหรอก ท่านต้องทำเองนะครับ ช่วยกันครับ แล้วก็ฝากพี่น้องชาวไทยทุกคนด้วยนะครับว่า สถานการณ์นี้ถ้าพวกเราไม่ช่วยกัน เราลุข้ามผ่านไปได้ยาก" รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก กล่าวทิ้งท้าย

เดือดกลางเจนีวา!! ‘สีหศักดิ์‘ ตอกหน้ากัมพูชากลางเวที UNHRC ซัดบิดเบือนปมชายแดน-ยั่วยุซ้ำซาก ลั่น ไม่เคยคิดรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน แต่พร้อมปกป้องอธิปไตยตนเอง - จี้เขมรหยุดยั่วยุ

(25 ก.พ. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงของไทยในที่ประชุมระดับสูงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 61 ณ นครเจนีวา เน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือพหุภาคีเพื่อแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน รวมถึงปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นวิกฤตระดับโลกและส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรง

รัฐมนตรีต่างประเทศตอบโต้กรณีข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา โดยกล่าวว่า "กัมพูชากล่าวหาไทยบนข้อความเท็จและวาทกรรมที่บิดเบือนเพื่อทำให้ไทยเป็นผู้ร้าย" พร้อมชี้แจงว่า ต้นเหตุเกิดจากการละเมิดและยั่วยุซ้ำซ้อน รวมถึงการแทรกแซงการเมืองภายในของกัมพูชา ทำให้เกิดความตึงเครียดและโศกนาฏกรรมพลเรือนเสียชีวิต

นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยมีเจตนาดีต่อกัมพูชา สนับสนุนผู้หลบหนีความขัดแย้งและช่วยฟื้นฟูหลังสงครามกลางเมือง จึงไม่ต้องการเผชิญหน้า แต่กัมพูชากลับนำปัญหาไปขยายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ทั้งยังยืนยันสิทธิในการปกป้องอธิปไตยและเรียกร้องให้กัมพูชาเลือกเส้นทางสันติภาพหรือความขัดแย้งต่อไป

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ที่ยังมีปัญหาข้อพิพาทชายแดนและความขัดแย้งทางการเมือง แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง ทว่าความร่วมมือและการเจรจายังคงเป็นทางออกสำคัญเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้

ผู้ว่าฯ กทม. ที่น่าจดจำ!! ย้อนรอยสปิริต 'อภิรักษ์ โกษะโยธิน' "ลาออก" พิสูจน์ว่าความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่จำเป็นต้องรอศาลตัดสิน บรรทัดฐานนักการเมือง ที่ประเทศไทยควรเป็น

ผู้ว่าฯ กทม. ใกล้ครบวาระ: ทำไม “อภิรักษ์” ยังเป็นผู้ว่าฯ ที่น่าจดจำ

เมื่อผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครคนปัจจุบันกำลังเดินเข้าใกล้ช่วง “ปลายวาระ” คำถามของคนกรุงจึงไม่ได้มีแค่ “ทำงานได้กี่โครงการ” แต่รวมถึง “ยืนอยู่บนมาตรฐานความรับผิดชอบแบบไหน” ด้วย เพราะตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เป็นทั้งผู้บริหารเมืองหลวงและเป็นหน้าต่างสะท้อนมาตรฐานการเมืองท้องถิ่นของประเทศไทย
ถ้าจะมีอดีตผู้ว่าฯ คนหนึ่งที่น่าจดจำในมุมนี้ ชื่อของ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” มักถูกหยิบมาพูดถึงเสมอ ทั้งจากแนวทางบริหารเมืองในยุคของเขา และ “ปรากฏการณ์การลาออก” ท่ามกลางข้อกล่าวหาคดีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง ซึ่งเป็นภาพที่การเมืองไทยแทบไม่ค่อยเห็น

1) ผลงาน/แนวทางบริหารเมืองสมัยผู้ว่าฯ อภิรักษ์
ภาพจำของยุคนั้นคือความพยายามทำให้ กทม. คิดและทำงานแบบ “องค์กรบริการ” มากขึ้น โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น:
• ยกระดับการรับเรื่องร้องเรียนและการติดตามงานให้เป็นระบบมากขึ้น ผ่านช่องทางร้องทุกข์ของ กทม. (เช่น สายด่วน 1555) เพื่อให้การแก้ปัญหาหน้างานเร็วและตรวจสอบได้
• ขับเคลื่อนแคมเปญ/โครงการด้านความเป็นระเบียบและสิ่งแวดล้อมเมือง เช่น “10 สวนสวย 10 คลองใส 10 ถนนสะอาด” เพื่อสร้างเมืองน่าอยู่
• ให้ความสำคัญกับแนวคิดข้อมูลเมือง/การจัดการจราจรและบริการสาธารณะเชิงระบบ โดยพยายามพัฒนากรอบการทำงานที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น

2) “ปรากฏการณ์ลาออก” ที่กลายเป็นหมุดหมายการเมืองท้องถิ่น
จุดที่ทำให้ชื่อของอภิรักษ์ถูกพูดถึงหนักกว่า “ผลงาน” คือการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ภายหลังถูกชี้มูล/ถูกกล่าวหาในคดีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง (ช่วงปลายปี 2551) การลาออก “ก่อน” ที่คดีจะสิ้นสุดในชั้นศาล ทำให้หลายคนมองว่านี่คือการแสดง “ความรับผิดชอบทางการเมือง” หรืออย่างน้อยที่สุดคือการไม่ใช้ตำแหน่งเป็นเกราะกำบังกระบวนการตรวจสอบ
3) ผลคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ในคดีรถ–เรือดับเพลิง: ศาลชี้อย่างไร
ต่อมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2556 ในคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. โดยสื่อรายงานผลโดยสรุปว่า:
• ศาลพิพากษาจำคุก นายประชา มาลีนนท์ 12 ปี และ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ 10 ปี (ไม่รอลงอาญา)
• ศาลยกฟ้องจำเลยบางราย รวมถึง “อภิรักษ์ โกษะโยธิน”

ประเด็นสำคัญที่ควรสื่อสารให้ชัด คือ “การลาออก” ในวันนั้นไม่ใช่ข้อสรุปว่า “ผิด” หรือ “ไม่ผิด” ในทางอาญา แต่เป็นเรื่องของ “ความรับผิดชอบทางการเมือง” ที่เกิดขึ้นก่อนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจะถึงที่สุด
4) ภาคต่อในศาลปกครอง: คำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายถูกเพิกถอน
นอกเหนือจากคดีอาญา ยังมีมิติ “ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่” ในทางปกครอง/แพ่ง ซึ่งมีรายงานข่าวในเวลาต่อมาว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนเพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย โดยอธิบายหลักการเกี่ยวกับระดับความประมาทและบริบทการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลานั้น
บทเรียนที่คนกรุงเทพฯ และคนไทยควรถาม “ก่อนครบวาระ”
1. แยกให้ออกระหว่าง “ความรับผิดชอบทางการเมือง” กับ “ความผิดทางกฎหมาย” — คนหนึ่งอาจถอยจากตำแหน่งเพื่อรักษามาตรฐานสาธารณะ แต่ศาลอาจตัดสินว่าไม่ผิดก็ได้
2. กระบวนการตรวจสอบต้องเดินได้จริง ไม่ควรถูกบดบังด้วยอำนาจของตำแหน่ง
3. มาตรฐานควรถูกออกแบบให้เป็นระบบ ไม่ใช่ต้องฝากไว้กับ “ความกล้าส่วนบุคคล” ของนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง

แหล่งอ้างอิง (สำหรับกองบรรณาธิการ/ตรวจทาน)
• ข่าวการลาออกและบริบทการชี้มูลคดี (สำนักข่าว/ฐานข่าวธุรกิจ): RYT9 (เผยแพร่ปี 2551)
• รายงานคำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดีรถ–เรือดับเพลิง (สื่อสาธารณะ): Thai PBS (เผยแพร่ 10 ก.ย. 2556)
• รายงานสรุป/วิเคราะห์คำพิพากษาและเหตุผลศาล (สื่อสืบสวน): สำนักข่าวอิศรา
• ข่าวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับคำสั่งชดใช้ (หน่วยงาน/สื่อรายงานคำพิพากษา): เว็บไซต์ศาลปกครอง/สื่อกระแสหลัก

‘ดร.เจษฎ์’ เตือนรัฐบาล!! สัญญาณอันตราย ‘Trump Tax’ ภาค 2 เตรียมรับมือ ก่อนจะสาย!!

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์ทั่วโลก เหตุใช้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อาจกลายเป็นฝันร้ายครั้งใหม่ของเศรษฐกิจไทย

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า ในขณะที่เรายังคงจัดการปัญหาเรื่องการเมืองไม่แล้วเสร็จ ภายในประเทศ เรายังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะจบลงอย่างไร? ภายนอกประเทศก็อย่าเพิ่งดีใจ แม้ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีการสั่งระงับมาตรการบางส่วนภายใต้กฎหมาย Trade Expansion Act 1962 (มาตรา 232) ไปบ้าง แต่นั่นเป็นเพียง "ความสงบก่อนพายุ" เพราะอาวุธหนักที่แท้จริงของ โดนัลด์ ทรัมป์ คือ Trade Act 1974 ที่มีอำนาจทำลายล้างสูงกว่า

"สิ่งที่มีโอกาสจะตามมาอีกก็คือ ทรัมป์จะไปใช้กฎหมายการค้า หรือว่า Trade Act 1974 ซึ่งมี 2 มาตรา 2 ข้อบทกฎหมายภายใต้กฎหมายฉบับนี้ที่อาจจะเป็นภัยต่อเรา มาตรา 122 ให้มีมาตรการชั่วคราวทางการค้าได้ และมาตรา 301 ที่เคยถูกเรียกว่า Super 301 แล้วยังไม่หายไปไหน" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ เผยด้วยว่า ทรัมป์ จะสามารถกำหนดเลย ประเทศไหนถูกจับตามองเป็นพิเศษ Watch List, Priority Watch List แล้วก็มีมาตรการทางภาษี จากทั้งสองมาตรานี้ ภายใต้ Trade Act 1974 หรือกฎหมายการค้า เพิ่มเข้ามาอีกได้

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวอีกด้วยว่า รัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลที่กำลังจะก่อตัวใหม่ยังคง "ง่วน" อยู่กับการจัดองคาพยพภายใน จึงอยากฝากคำถามแรง ๆ ถึงผู้มีอำนาจว่า ได้เริ่มวางแผนรับมือเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้วหรือยัง? โดยเฉพาะการจับเข่าคุยกับภาคธุรกิจไทยที่ต้องรับแรงปะทะโดยตรง "ถ้าท่านไม่วางแผนให้ดีพอ ปัญหาที่ตามมามันจะใหญ่หลวง" ถือเป็นคำเตือนท่ามกลางปัญหาชายแดนที่ยังคุกรุ่น และโครงสร้างรัฐบาลที่ยังไม่นิ่ง หากเจอหมัดฮุคจากสหรัฐฯ ซ้ำเติม เศรษฐกิจไทยที่มีรอยร้าวอยู่แล้วอาจจะพลิกผันจนเกินเยียวยา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top