Friday, 28 August 2026
POLITICS

เลือกผู้นำผิด “ชาติพัง” ไม่ใช่คำขู่—คือใบเสร็จที่โลกเคยจ่ายมาแล้ว

โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มักทำให้คนตัดสินใจด้วย “อารมณ์” มากกว่า “ข้อเท็จจริง”
แต่ประชาธิปไตยไม่ได้พังเพราะประชาชน “โง่” — มันพังเพราะประชาชนจำนวนมาก “ถูกเร่งให้เลือก” โดยไม่ทันมองความเสี่ยงของคนที่จะได้อำนาจ

คำว่า “ชาติพัง” ในโลกจริง ไม่ได้แปลว่าตึกถล่มในวันเดียว
มันแปลว่า ค่าครองชีพพัง, เงินออมพัง, สถาบันพัง, ความเชื่อมั่นพัง และ “เวลา” ของประเทศหายไปเป็นสิบปี

ต่อไปนี้คือบทเรียนที่ “ใส่ชื่อผู้นำชัดๆ” ว่าความผิดพลาดของคนบนยอดพีระมิด สามารถลากทั้งชาติลงเหวได้อย่างไร

บทเรียนจากต่างประเทศ 
1) ศรีลังกา: เมื่อผู้นำ “หักดิบ” นโยบายจนระบบรับไม่ไหว
ยุคประธานาธิบดี โกตาบายา ราชปักษา มีการตัดสินใจแบนปุ๋ยเคมีแบบฉับพลัน จนผลผลิตการเกษตรตกหนัก กระทบต้นทุนอาหารและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ก่อนจะลุกลามเป็นวิกฤตการเมือง-เศรษฐกิจใหญ่ที่ประชาชนออกมาประท้วงต่อเนื่อง และนายกฯ มหินทรา ราชปักษา ต้องลาออกท่ามกลางความปั่นป่วน [1]

เตือนใจ: “ตั้งใจดี” ไม่พอ ถ้านโยบายไม่มีข้อมูลรองรับ ไม่มีแผนเปลี่ยนผ่าน และไม่ยอมถอยเมื่อเห็นสัญญาณพัง

2) เลบานอน: เมื่อการเมืองล็อกประเทศ จนรัฐ “ตัดสินใจไม่ได้”
World Bank Group ประเมินว่าวิกฤตเศรษฐกิจ-การเงินเลบานอน “รุนแรงระดับต้นๆ ของโลก” ในเชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสมัยใหม่—สะท้อนภาพรัฐที่ติดหล่มการเมืองและการบริหาร [2]

เตือนใจ: ประเทศพังได้แม้ไม่มีสงคราม ถ้าผู้นำทำให้รัฐ “ตัดสินใจไม่ได้—รับผิดชอบไม่ได้—ฟื้นความเชื่อมั่นไม่ได้”

3) เวเนซุเอลา: เศรษฐกิจที่ “หลอกตัวเอง” จนเงินกลายเป็นกระดาษ
ในยุคประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร International Monetary Fund เคยประเมินเงินเฟ้ออาจพุ่งถึงระดับ 1,000,000% ในปี 2018 เพื่อสะท้อนความรุนแรงของวิกฤต [3] และมีรายงานตัวเลขเงินเฟ้อรายปีแตะระดับ “หลักล้านเปอร์เซ็นต์” ในช่วงวิกฤตไฮเปอร์อินเฟลชัน [4]

เตือนใจ: แจกได้ชั่วคราว แต่ถ้าฐานเศรษฐกิจพังและวินัยการคลังพัง “เงินทั้งประเทศ” ก็พังตาม

4) ตุรกี: เมื่อผู้นำ “ดื้อกับข้อมูล” ค่าครองชีพจะลงโทษประชาชน
ประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน เคยยืนยันแนวทางลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ทั้งที่เงินเฟ้อสูงมาก โดย Reuters รายงานช่วงหนึ่งว่าเงินเฟ้อเกิน 70% และผู้นำยัง “เล่นลง” ความรุนแรงของปัญหา [5]

เตือนใจ: เมื่อผู้นำเอาความเชื่อส่วนตัวนำวิชาการ เศรษฐกิจจะตอบโต้ด้วยราคาอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเงิน และคนตัวเล็กเจ็บก่อน

5) ฮังการี: อำนาจรวมศูนย์จนกลไกเสรีภาพอ่อนแรง
Freedom House ติดตามแนวโน้มประชาธิปไตยถดถอยในฮังการีภายใต้รัฐบาล วิกตอร์ ออร์บาน [6] และข่าวร่วมสมัยยังสะท้อนความตึงเครียดเรื่องสิทธิและเสรีภาพ [7]

เตือนใจ: ประเทศไม่ได้พังแค่เพราะเศรษฐกิจ—มันพังได้เมื่อ “เบรก” และ “ไฟแดง” ของสังคมถูกทำให้อ่อนแรงทีละนิด

6) ยูเครน: ความพังที่เริ่มจากการตัดสินใจของผู้นำแบบไม่เคารพกติกาโลก
ต้องพูดให้แฟร์: ยูเครนไม่ใช่ประเทศที่ “พังเพราะเลือกผู้นำผิด” แบบสูตรสำเร็จ แต่ยูเครนคือภาพชัดว่า เมื่อผู้นำของประเทศมหาอำนาจตัดสินใจผิดแบบไม่เคารพกติกาโลก—คนทั้งภูมิภาคต้องจ่าย

ภายใต้การตัดสินใจทำสงครามของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน โลกตอบโต้ด้วยกำแพงมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียอย่างกว้างขวาง [8] ขณะเดียวกัน การประเมินร่วมโดยรัฐบาลยูเครน ธนาคารโลก สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ระบุว่าค่าฟื้นฟูและบูรณะใน 10 ปีอยู่ที่ราว 524 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงสถานะความเสียหายถึง 31 ธ.ค. 2024) [9]

อีกด้านหนึ่ง สงครามยัง “บิดรูปประชาธิปไตย” เพราะยูเครนอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่ง Reuters อธิบายว่าเลือกตั้งถูกห้ามภายใต้กฎอัยการศึก และทำให้ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ต้องบริหารแรงกดดันทางการเมืองไปพร้อมกับภารกิจความอยู่รอดของรัฐ [10]

เตือนใจ: อย่าหลงเสน่ห์ “ผู้นำที่ชอบเดิมพันใหญ่” เพราะเดิมพันของเขา อาจกลายเป็นบ้าน เมือง เศรษฐกิจ และอนาคตของคนทั้งชาติ

พัฒนาการที่ดีขึ้นมากของไทย ก่อนเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อข้อมูล–กติกา–การตรวจสอบ “เข้าถึงได้” มากกว่าเดิม

ในวันที่การเมืองไทยยังถูกเล่าด้วยคำว่า “แตกขั้ว” “ดราม่า” และ “ความไม่ไว้วางใจ” มีอีกด้านหนึ่งที่ค่อยๆ โตขึ้นเงียบๆ และน่าจะเป็นความหวังแบบจับต้องได้ของสังคมไทย—คือ “วัฒนธรรมการเลือกตั้ง” ที่เริ่มขยับจากการเชื่อตาม ไปสู่การตรวจสอบเองมากขึ้น

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (พร้อมการทำประชามติในวันเดียวกัน) จึงไม่ใช่แค่วันหย่อนบัตร แต่คือบททดสอบความเป็นผู้ใหญ่ของระบอบ ว่าเราจะบริหารความเห็นต่างด้วยระบบได้แค่ไหน [1]
1) “ข้อมูลอยู่ในมือประชาชน” มากกว่ายุคก่อน
สัญญาณที่ดีขึ้นชัดที่สุด คือภาครัฐเริ่มผลัก “ข้อมูลเลือกตั้ง” ให้คนตรวจสอบเองได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรายชื่อผู้สมัคร รายชื่อบุคคลที่พรรคเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไปจนถึงข้อมูลหน่วยเลือกตั้ง โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งระบุช่องทางตรวจสอบผ่านเว็บไซต์และแอปฯ (เช่น Smart Vote) อย่างเป็นทางการ [2]

ในทางปฏิบัติ นี่คือการลดช่องว่างอำนาจข้อมูล เพราะเมื่อประชาชนเข้าถึงชุดข้อมูลเดียวกันได้มากขึ้น การตัดสินใจย่อมพึ่งพาข้อเท็จจริงมากกว่าคำบอกเล่าหรือกระแสรายวัน
2) กติกาชัดขึ้น และโยงกับความปลอดภัยมากขึ้น
กติกาไม่ได้อยู่ในความคลุมเครือเหมือนเดิม ตัวอย่างที่เห็นชัดคือแนวทางเรื่อง “ป้ายหาเสียง” ที่เน้นความปลอดภัย ไม่บดบังทัศนวิสัย และไม่กีดขวางการจราจร—สื่อสารตรงๆ แบบเป็นเอกสารอ้างอิงได้ [3]

สารสำคัญไม่ใช่แค่มีข้อห้าม แต่คือการทำให้สังคมเริ่มเข้าใจว่า “การเลือกตั้งที่ดี ต้องไม่แลกด้วยความเสี่ยงและความเดือดร้อนของคนส่วนรวม”
3) ความโปร่งใสเริ่มเป็น “ระบบ” ไม่ใช่แค่ “ความรู้สึก”
ความไว้วางใจในผลเลือกตั้งไม่ได้เกิดจากคำว่า “เชื่อเถอะ” แต่มาจาก “ตรวจได้” การมีระบบรายงานผลรวมศูนย์ให้ติดตามคะแนนได้สะดวกขึ้น (เช่น ECT Score) คือทิศทางที่ถูกต้องในเชิงโครงสร้าง เพราะอย่างน้อยทำให้สาธารณะเห็นว่า การรายงานผลถูกออกแบบให้ตามตรวจได้ในระดับระบบ [4]

แน่นอน ระบบไม่ทำให้ทุกข้อกังขาหายไปทันที แต่การยอมรับร่วมจะเกิดง่ายขึ้น เมื่อคนรู้สึกว่าเกมนี้มีกลไกตรวจสอบจริง ไม่ใช่การเล่าเรื่องฝ่ายเดียว
4) เลือกตั้ง + ประชามติวันเดียวกัน: บทเรียน “จัดการความซับซ้อน” ของประเทศ
รอบนี้ไม่ใช่แค่เลือกผู้แทน แต่มีคำถามใหญ่เรื่องทิศทางรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจเชิงโครงสร้างของประเทศถูกนำมาวางไว้บนคูหาในวันเดียวกับการเลือกตั้ง [1]

ความสำคัญอยู่ตรงนี้: เมื่อสังคมเอาความเห็นต่างมาวางบนคูหา แทนการเอาไปวางบนท้องถนน มันคือพัฒนาการของประเทศ—อย่างน้อยคือการยอมรับว่า ความขัดแย้งใหญ่ต้องถูกตัดสินด้วยกระบวนการ
5) “ไม้บรรทัดมาตรฐานสากล” ช่วยยกระดับความคาดหวังของสังคม
องค์กรติดตามการเลือกตั้งอย่าง ANFREL วิเคราะห์การเลือกตั้งไทยปี 2026 ในกรอบความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของสาธารณะ พร้อมชี้ตัวชี้วัดตั้งแต่ความเท่าเทียมในการแข่งขัน การเข้าถึงการลงคะแนน ไปจนถึงผลที่ตรวจสอบได้ [5]

‘ดร.เจษฎ์’ เผย พรรคประชาชนสร้างภาพ “รักชาติรักเเผ่นดิน หวังโกยคะแนน โค้งสุดท้าย” ชี้ ชัด จุดยืน แก้รัฐธรรมนูญ มีวาระซ่อนเร้น

[สงขลา-หาดใหญ่] 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ (เบอร์ 35) กล่าวถึงบทบาทของพรรคการเมืองและทิศทางการเมืองในช่วงหาเสียง โดยย้ำว่าการทำงานของพรรครักชาติไม่ใช่เพื่อมากอบโกยคะแนนเสียงจากประชาชนเพื่อให้มี สส. มากขึ้น หรือเพื่อผลักดันให้ตนเองได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการทำหน้าที่ในฐานะประชาชนคนไทย เป็นราษฎร และเป็นพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมระบุว่าเมื่อเป็นพี่น้องคนไทยด้วยกันก็ต้องพูดคุยกันให้ชัดเจน

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนพยายามอย่างเต็มที่ในการนำเสนอภาพว่ากลุ่มคนที่รักเจ้า รักแผ่นดิน และต้องการเชิดชูสถาบันหลักของบ้านเมือง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำที่มีเป้าหมายเพื่อคะแนนเสียง โดยมองว่าหากไม่ได้ต้องการคะแนน ก็ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อเหลือง หรือสื่อสารในประเด็นดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าคะแนนเสียงที่ได้จากการสื่อสารเรื่องสถาบันฯ จะถูกนำไปใช้สนับสนุนแนวทางใดต่อไป เช่น การแก้มาตรา 112 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุด้วยว่า หากเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสามารถพูดคุยกันได้ว่าจะปรับเรื่องใด แต่หากเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้งไปแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 เรื่องของพระราชอำนาจก็จะแก้ไข โดยมีการระดมสรรพกำลังจากหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งกลุ่มนักวิชาการที่มักวิจารณ์แต่ด้านลบของสถาบันฯ รวมถึงกลุ่ม NGO ที่ออกมาเรียกร้องให้เห็นชอบกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่ได้อธิบายให้ชัดว่าสถาบันหลักของบ้านเมืองจะอยู่ตรงไหน

ซึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการมุ่งกอบโกยคะแนนประชาชน โดยใช้การหลอกลวงทุกอย่าง เพื่ออยากจะเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ก่อนจะออกลาย หางงอก ออกมาในภายหลังว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ซ่อนไว้คืออะไร

“วันนี้พยายามหลบ พยายามซ่อน แต่มันซ่อนไม่มิดหรอกครับ เพราะการกระทำทุกอย่าง แม้กระทั่งยืนเคารพธงชาติ ผมอยู่ในเหตุการณ์ครับ พวกเราทุกคนก็ยืนตามปกติ เอามือไปซ่อนไว้ข้างหลังทำไม” ดร.เจษฎ์กล่าว

‘กลุ่มธรรมศาสตร์พิทักษ์ธรรม’ ปลุกคนไทยโหวตไม่เห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ ลั่น "อย่าเปิดบ้านรับโจร-เซ็นเช็คเปล่า" ให้ใคร หวั่นเปิดช่องนิรโทษกรรม – เซาะกร่อนบ่อนทำลาย

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 "กลุ่มธรรมศาสตร์พิทักษ์ธรรม" ออกแถลงการณ์ เรื่อง  ไม่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดยระบุว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ นอกจากจะเป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ยังเป็นวันออกเสียงประชามติ "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อใช้แทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560"  ก่อให้เกิดคำถามว่าประชาชนชาวไทยควรจะออกเสียงประชามติในครั้งนี้ อย่างไร เนื่องจากยังไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ฉบับเดิมไม่ดีอย่างไร ร่างใหม่จะเป็นอย่างไร จะเปลี่ยนแปลงอะไร ประชาชนได้ประโยชน์อะไร สามารถแก้เป็นรายมาตราได้แต่ทำไมต้องร่างใหม่ทั้งฉบับ  

กลุ่มธรรศาสตร์พิทักษ์ธรรม มีความเห็นต่อประชามตินี้ว่า เป็นการพยายามเปลี่ยนแปลงหลักการของประเทศ ล้มล้างกติกาการตรวจสอบลงโทษนักการเมืองที่ทุจริต เปิดทางให้มีการเซาะกร่อนบ่อนทำลายความเป็นชาติ สถาบัน ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี การทำประชามติเกิดจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มลัทธิการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ต่างชาติที่ต้องการครอบงำประเทศไทยให้เป็นเสมือนอาณานิคมใหม่ เพื่อจะได้แสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากร และสร้างความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีแรงหนุนจากนักการเมืองที่จะได้ประโยชน์ส่วนตนจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ กลุ่มฯ จึงขอแสดงจุดยืนต่อการทำประชามติครั้งนี้ ดังต่อไปนี้

“ ไม่เปิดบ้านรับโจร ” คำถามประชามติครั้งนี้เป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เอื้อประโยชน์ต่อลัทธิการเมืองที่เอื้อประโยชน์ต่อต่างชาติที่ให้ทุนสนับสนุนกลุ่มการเมืองเพื่อครอบงำประเทศไทย เปิดทางให้มีการบ่อนทำลายชาติ ล้มล้างสถาบันหลัก เพื่อจัดตั้งโครงสร้างประเทศใหม่ กลุ่มที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้แต่โฆษณาต่อประชาชนว่ารัฐธรรมนูญเดิมไม่ดี ไม่เป็นประชาธิปไตย ควรมีฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน ล้วนเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่ลวงให้คนคล้อยตาม เสมือนขบวนการสแกมเมอร์ที่หลอกให้หลงเชื่อเพื่อปล้นสมบัติของเหยื่อไป เป็นเพียงวาทะกรรมที่สร้างขึ้นตามหลักจิตวิทยาสังคมที่ประเทศมหาอำนาจใช้แทรกซึมและล้างสมองให้คล้อยตาม ดังมีตัวอย่างให้เห็นมากมายในหลายประเทศที่กลุ่มลัทธิเหล่านี้อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองและนักการเมืองจนนำประเทศไปสู่การล่มสลาย เป้าหมายหลักคือจัดกติกาประเทศใหม่ เพื่อปูทางสู่การครอบงำผ่านพรรคการเมืองที่คอยรับใช้

“ ไม่โอนจ่ายเช็คเปล่า ” คำถามประชามติครั้งนี้เป็นการมอบอำนาจให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีเนื้อหาอย่างไร นักการเมืองที่มีคดีทุจริตก็คงผลักดันให้มีการแก้ไขบทกำหนดโทษ นิรโทษกรรมผู้ที่หนีคดีไปต่างประเทศ ข้อกำหนดจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็จะหายไป บรรดาลัทธิเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ก็คงผลักดันให้มีการแก้ไขในหมวด 1 และ 2  เพื่อเปิดบ้านรับโจรได้อย่างสะดวก องค์การอิสระต่างๆ ที่คอยตรวจสอบการทำงานของรัฐและนักการเมือง รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ ก็คงจะถูกเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาเพื่อนำพรรคพวกมาสมคบคิดกัน ลดทอนบทบาทลง แม้จะมีการกำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็เชื่อได้ว่าคงมีกระบวนการที่จะคอยชี้นำการร่าง แม้จะมีการทำประชามติรอบสองและรอบสาม แต่ก็เป็นเพียงจุดขายตามหลักการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะผู้ออกเสียงส่วนหนึ่งจะคล้อยตามวาทะกรรมล้างสมองที่จะตามมาสารพัด และจะนำไปสู่ความแตกแยกในชาติอย่างรุนแรง จึงเสมือนการออกเช็คเปล่าให้เค้าเหล่านั้นไปเติมจำนวนเงินเอง

 ‘ไทยก้าวใหม่’ เดินหน้าเจาะฐานเสียงคนรุ่นใหม่ ลุยพื้นที่หน้า ม.อุบลราชธานี ‘ดร.ศักย์’ นำทีมเปิดตัวผู้สมัครเขต 2 ชูนโยบายเด็ด “ปลดหนี้ กยศ. - เรียนฟรีถึงปริญญาเอก” 

(อุบลราชธานี) — เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย นายไตรรัตน์ มิ่งเมือง ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ นำทัพลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นายธัชชัย คมขำ ผู้สมัคร สส. พรรคไทยก้าวใหม่ เขต 2 เบอร์ 10 โดยได้ลงพื้นที่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของนักศึกษาและวัยรุ่นในพื้นที่

บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก ทีมงานพรรคไทยก้าวใหม่ได้เดินพบปะพูดคุยกับกลุ่มนักศึกษาและพ่อค้าแม่ค้าบริเวณหน้ามหาวิทยาลัย เพื่อรับฟังปัญหาและนำเสนอนโยบายหลักของพรรคที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาด้านการศึกษาและหนี้สินของคนรุ่นใหม่

ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี กล่าวเน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญที่พรรคตั้งใจผลักดันเพื่ออนาคตของเยาวชนไทย คือ “นโยบายปลดหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)” โดยระบุว่า พรรคไทยก้าวใหม่ต้องการให้เด็กจบใหม่เริ่มต้นชีวิตการทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องแบกรับภาระหนี้สิน เพื่อให้ “ชีวิตดีไม่ติดลบ” สามารถนำรายได้ไปสร้างเนื้อสร้างตัวและหมุนเวียนเศรษฐกิจได้จริง

ศาลฎีกา สั่งถอนชื่อ 3 ผู้สมัคร สส. พรรคดัง เหตุเคยต้องคดี ที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และเคยถูกจำคุก

วันที่ 3 ก.พ. 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้เผยแพร่คำพิพากษาคดีเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร ปี พ.ศ 2569 โดยมีคำสั่งถอนชื่อออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 3 ราย จาก 3 พรรคการเมือง เนื่องจากเคยมีคดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และเคยถูกจำคุก

1. นายปฏิพัทธ์ เมืองสุวรรณ์ ผู้สมัคร สส. นครศรีธรรมราช เขต 3 พรรคพลวัต เคยได้รับโทษจำคุกในคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค 3 คดี พ้นโทษจำคุกเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2564 ยังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง

โดยได้รับโทษจำคุก 4 เดือน 15 วัน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1314/2562, โทษจำคุก 4 เดือน 15 วัน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 79/2563 และโทษจำคุก 1 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1786/2563 ของศาลจังหวัดพัทลุง ซึ่งมีใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ คดีถึงที่สุดแล้ว

นายปฏิพัทธ์ จึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98(7) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42(9)

2. น.ส.ณัฐธัญรดี ปรีณาภาชัยสิริ ผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคไทยสร้างไทย เคยได้รับโทษจำคุกในคดีความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ตามคำพิพากษาของศาลแขวงชลบุรีในคดีหมายเลขแดงที่ 1800/2559 พ้นโทษจำคุกเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2560 ยังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง

โดย น.ส.ณัฐธัญรดี คัดค้านว่าการพ้นโทษยุติลงก่อนที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ 2561 มีผลใช้บังคับ และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2566 แสดงถึงเจตนารมณ์ที่ไม่ประสงค์จะลงโทษจำคุกประชาชนในความผิดดังกล่าว

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง วินิจฉัยว่า เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ 2561 มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปแก่ผู้สมัครทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้นหรือบทเฉพาะกาล ให้ใช้เฉพาะการลงโทษภายหลังกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้วเท่านั้น ผู้คัดค้านจึงไม่อาจยกขึ้นอ้างว่ากฎหมายดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับแก่กรณีของผู้คัดค้าน

ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นเพียงขั้นตอนของการพิจารณายกเลิกกฎหมายเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ประกาศใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเคยได้รับโทษจำคุกในความผิด ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง

น.ส.ณัฐธัญรดี จึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98(7) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42(9)

MOU 43/44 ตัวแปรสําคัญรวมเสียงอนุรักษ์นิยม

(3 ก.พ. 69) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมาย และนักวิเคราะห์การเมือง ได้วิเคราะห์ว่า ในสถานการณ์ที่ฝ่ายขวาหรือฝ่ายอนุรักษ์นิยมกำลังเผชิญปัญหาความไม่ชัดเจนทางทิศทางการเมือง โดยเฉพาะความทับซ้อนของฐานเสียงระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ความลังเลดังกล่าวได้เปิดพื้นที่ให้พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยค่อย ๆ แทรกตัวเข้ามา และอาจส่งผลให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมสูญเสียโอกาสในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 

คำถามสำคัญคือ หากพรรคใดพรรคหนึ่งประกาศอย่างชัดเจนว่า หากเป็นแกนนำรัฐบาลจะยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ทันที จะสามารถดึงเสียงของฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับมารวมศูนย์ได้หรือไม่

ในเชิงโครงสร้างความคิดของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ประเด็นเรื่องอธิปไตยของรัฐและความมั่นคงของประเทศเป็น “แก่นกลาง” ของอุดมการณ์มาโดยตลอด MOU 43 และ MOU 44 ถูกมองในสายตาของคนกลุ่มนี้ว่าเป็นข้อตกลงที่ผูกมัดรัฐไทยในลักษณะที่เสียเปรียบ และสะท้อนความอ่อนแอของฝ่ายการเมืองในอดีต ดังนั้น การประกาศยกเลิกอย่างชัดเจนจึงไม่ใช่เพียงนโยบายเชิงเทคนิคทางกฎหมาย แต่เป็น สัญญาณทางการเมือง ที่สื่อถึงความเด็ดขาดและความยืนหยัดในหลักรัฐชาติ

‘ศักย์ ทับพลี’ นำทัพ ‘ไทยก้าวใหม่’ ลุยหาเสียงร้อยเอ็ด พร้อมชูนโยบายเด็ดด้านการศึกษา ดันเรียนฟรีจนจบ ป.เอก หนุนตั้ง ธนาคารครู แก้หนี้สิน - เพิ่มสวัสดิการ

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย ดนิตา มาบุญธรรม (เอม อภัสรา) ผู้สมัคร สส. พรรคไทยก้าวใหม่ เขต 4 เบอร์ 6  ไตรรัตน์ มิ่งเมือง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ลงพื้นที่หน้าโรงเรียนเสลภูมิพิทยาคม ตำบลขวัญเมือง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อพบปะนักเรียนและคุณครู  

เลือกตั้ง’69 EP#6 มาตราในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นักการเมือง...ไม่อยากให้คนไทยรู้!!!

วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ พี่น้องประชาชนคนไทยจะต้องออกเสียงประชามติสำหรับคำถามเห็นชอบว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่? แต่มีประเด็นสำคัญในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่บรรดาฝ่ายที่สนับสนุนไม่เคยบอกให้พี่น้องประชาชนชาวไทยได้ทราบคือ มีหลายมาตราในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นักการเมือง “ไม่อยากให้คนไทยได้รู้” อันได้แก่

มาตรา 158 นายกรัฐมนตรีจะอยู่ยาวเลยไม่ได้ พูดง่าย ๆ คือ เป็นนายกฯ ได้ ไม่เกิน 8 ปี จะอยู่ติดกันหรือเว้นวรรคก็นับรวมหมด ถ้าครบแล้ว = ต้องลงจากเก้าอี้ทันที

มาตรา 160 คนจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีต้องใสสะอาดจริง ๆ ไม่ใช่แค่ไม่เคยติดคุก แต่ต้องซื่อสัตย์จริง ไม่โกง ไม่เลี่ยงกฎหมาย ใครมีแผลในอดีต สามารถโดนขุดขึ้นมาจัดการได้หมด

มาตรา 170 หากคุณสมบัติขาด = หลุดทันที ถ้าวันไหนที่มีคำพิพากษาของศาลว่า ไม่ซื่อสัตย์ หรือทำผิดร้ายแรง ไม่ต้องรอครบวาระ จะต้องหลุดจากตำแหน่งโดยทันที

มาตรา 184–185 ห้ามนักการเมืองไปก้าวก่ายหรือสั่งข้าราชการแบบมั่ว ๆ โดย ห้ามใช้ตำแหน่งไปสั่งราชการ ห้ามเอื้อพวก เอื้อบริษัท เอื้อคนใกล้ตัว ฝ่าฝืน = มีความผิดหนักมาก

มาตรา 234 ถูกศาลพิพากษาว่า ผิดจริยธรรม ไม่ต้องโกงก็โดนได้ ไม่ต้องมีเงินหาย เพียงแค่การประพฤติตัวที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรง เช่น ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ตัวเอง ก็โดนตัดสิทธิทางการเมืองด้วย

มาตรา 235 ป.ป.ช. สามารถเอาผิดได้จริง ถ้า ป.ป.ช. ชี้ว่ารวยผิดปกติ หรือโกง เรื่องไปถึงศาล ถูกพิพากษา โทษถึงขั้นติดคุก และห้ามเล่นการเมืองตลอดชีวิต

‘ศักย์ ทับพลี’ นำทีมไทยก้าวใหม่ บุกนครราชสีมา เสนอนโยบาย เพิ่มอาหารเช้าฟรีให้เด็กประถมทั่วประเทศ โอนเงินค่าชุด-อุปกรณ์การเรียน ผ่านแอปเป๋าตัง ลดภาระผู้ปกครอง

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 - ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย คุณนวกิจ พลวิเศษ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคไทยก้าวใหม่ เขต 7 เบอร์ 7 จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านโนนภิบาลโคกกลาง ตำบลวังไม้แดง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อพบปะพูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครอง พร้อมนำเสนอนโยบายสำคัญของพรรคไทยก้าวใหม่

“ดูแลเด็กตั้งแต่เช้า ลดภาระพ่อแม่ทันที”

‘ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์’ ลุย สุราษฎร์ฯ ขอบคุณ จำ ‘โอ๋’ ได้ เป็น รมต.ลุงตู่ ย้ำ จุดยืน “พรรครักชาติ” ยึดมั่นอุดมการณ์ “ไม่มีเปลี่ยนขั้ว” ผสมพันธุ์ เหมือนการเมืองเดิม

[สุราษฎร์ธานี] 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 07.00 น. -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 6), นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7), นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8), นายณภัทร ชุ่มจิตตรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 11 และ นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกล่าวขอบคุณประชาชนที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี โดยมีประชาชนบางส่วนที่ระบุว่าเลือกตั้งล่วงหน้าวานนี้ (1 ก.พ.) ไปเลือกให้พรรครักชาติมา เพราไม่ชอบการเมืองแบบเดิม ๆ

โดยบรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของทีมพรรครักชาติ บริเวณตลาดเช้า อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ได้การตอบรับอย่างดีจากพี่น้องประชาชน และพ่อค้า แม่ค้าในพื้นที่ ให้ความสนใจเข้ามาร่วมพูดคุยทักทาย บางรายขับรถยนต์ผ่าน เมื่อเห็นทีมพรรครักชาติ ถึงกับเปิดกระจก ตะโกนทักทายให้กำลังใจ ซึ่งแม่ค้าส่วนใหญ่ ต่างชื่นชมอาจารย์เจษฎ์ โดยพูดเป็นภาษาใต้ท้องถิ่น ว่า “อยู่หล่อ” ซึ่งหมายถึงตัวจริงหล่อมาก รวมถึงสมาชิกพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อคนอื่น ๆ ที่มาร่วมเดินหาเสียงด้วย ก็หน้าตาดีทุกคน ดูเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความหวังจะได้เห็นการเมืองรูปแบบใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการเมืองแบบเดิม ๆ ที่คุ้นเคยมาตลอดชีวิต ย้ายพรรคสลับขั้วกันไปมา

‘เพจประชาคมแพทย์’ ชำแหละนโยบายแรงงานพรรคประชาชน ส่อให้ต่างด้าวตั้งสหภาพแรงงานในไทยได้เสรี หวั่นทำ รพ.รัฐวิกฤต – เศรษฐกิจไทยพัง

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ประชาคมแพทย์’ ได้โพสต์ข้อความว่า สิ่งที่อยู่ในความฝันของพรรคส้มคือ 
การเอื้ออำนวย ให้เกิดสิ่งต่างๆต่อไปนี้ได้ง่ายขึ้น นี่คือภาพสมมุติที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง
การจัดตั้งสหภาพแรงงาน อาหารแปรรูป แห่งสมุทรสาคร ( ประธานและสมาชิกเป็นพม่า 90%)
สหภาพแรงงานประมง แห่งระนอง  ( ประธานและสมาชิกเป็นพม่าล้วน)
สหภาพแรงงาน ธุรกิจสุขภาพ แห่งพัทยา ( ประธานและสมาชิกเป็นรัสเซียล้วน)
สหภาพแรงงานSME แห่งเกาะพะงัน  ( ประธานและสมาชิกเป็นอิสราเอลล้วน)
สหภาพแรงงานSME แห่ง ระยองตราดจันทบุรี
 ( ประธานและสมาชิกเป็นจีน 90%)
ฯลฯ

ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดีนะครับ ( ถ้าใครคิดว่าเรากำลังด่าส้ม ขอให้คิดใหม่) ฝันนี้ไม่ไกลเกินจริงตามนโยบายของพรรค นี่อาจเป็นนโยบายส่วนขยายของคำว่า ไทยทันโลก ของพรรคประชาชน เมื่อมาตรฐานสากล ชนกับความเป็นจริงของประเทศไทย นโยบายแรงงาน สิทธิแรงงาน เสน่ห์การลงทุน และภาระสาธารณสุขที่สังคมไทยต้องคิดให้รอบด้าน

ในบรรดาพรรคการเมืองไทยทั้งหมดในปัจจุบัน ปรากฏชัดว่า พรรคประชาชน เป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ที่ระบุไว้ในเอกสารนโยบายอย่างเป็นทางการว่า ประเทศไทยควรให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 และควรเปิดกว้างสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน โดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือสถานที่ทำงาน

ข้อเท็จจริงนี้ ไม่ใช่ข้อกล่าวหา ไม่ใช่การตีความ และไม่ใช่การโจมตีทางการเมือง แต่เป็นเนื้อหาที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์นโยบายของพรรคโดยตรง ( อยากรู้ลองไป search ดูนะครับ) คำถามสำคัญที่สังคมไทยควรถาม จึงไม่ใช่เรื่องเจตนารมณ์ แต่คือ

> หากนโยบายนี้ถูกนำมาใช้จริง ซึ่ง อาจเกิดผลดีคือเพิ่ม GDP ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญผลกระทบเชิงโครงสร้างอย่างไรบ้าง ในการแลกเปลี่ยน ประโยชน์ครั้งนี้ โดยเฉพาะในสองมิติที่เปราะบางและอ่อนไหวที่สุด คือ
เศรษฐกิจ และ สาธารณสุข

เหตุใดไทยจึง “ยังไม่ให้สัตยาบัน” ILO 87 และ 98 ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกวิจารณ์ว่า ไม่เดินตามมาตรฐานสากลด้านสิทธิแรงงาน แต่ในความเป็นจริง การไม่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98

อาจไม่ใช่เพราะรัฐไทย “ไม่เข้าใจ” หากแต่เป็น การเลือกเชิงยุทธศาสตร์ เพราะการให้สัตยาบันทั้งสองฉบับ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิทธิแรงงาน แต่คือการเปลี่ยนสมดุลอำนาจระหว่างแรงงาน – ทุน – รัฐ – ระบบสวัสดิการ และการเปลี่ยนสมดุลนี้ มีต้นทุนสูงมาก

เสน่ห์เงียบของประเทศไทยในสายตานักลงทุน นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในภาคการผลิต ให้ความสำคัญกับปัจจัยหลัก 3 เรื่องเสมอ
1. ต้นทุนแรงงาน
2. ความแน่นอนและคาดการณ์ได้ของระบบ
3. ความเสี่ยงจากความขัดแย้งแรงงาน

ประเทศไทยมีจุดเด่นสำคัญข้อหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง คือ
> ความเสถียรด้านแรงงาน
ไทยเป็นประเทศที่ การประท้วงแรงงานขนาดใหญ่เกิดขึ้นไม่บ่อย การนัดหยุดงานระดับอุตสาหกรรมมีน้อย การปรับขึ้นค่าแรงมักเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ต้นทุนแรงงานสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 อย่างเต็มรูปแบบ

ซึ่งมักเผชิญกับ สหภาพแรงงานข้ามอุตสาหกรรม การประท้วงเป็นระยะ ความผันผวนของต้นทุนแรงงาน
ความ “นิ่ง” ของแรงงานไทย จึงกลายเป็น เสน่ห์เชิงโครงสร้าง ที่ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

การปฏิวัติแรงงาน = ต้นทุนทุนที่สูงขึ้น

หากประเทศไทยให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 พร้อมเปิดกว้างสิทธิการจัดตั้งสหภาพโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะแน่นอน คือ อำนาจต่อรองแรงงานเพิ่มขึ้น ค่าแรงเฉลี่ยสูงขึ้น สวัสดิการแรงงานเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงการนัดหยุดงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจสูงขึ้น นี่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นการ “เลือกโมเดลเศรษฐกิจใหม่” ปัญหาคือ ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงรอยต่อ

> ค่าแรงไม่ต่ำ
แต่ผลิตภาพแรงงานยังไม่สูงพอ หากต้นทุนเพิ่มเร็ว แต่ผลิตภาพไม่เพิ่มตามความสามารถในการแข่งขันย่อมลดลง
และเมื่อความเสี่ยงแรงงานสูงขึ้น 

นักลงทุนบางส่วนอาจเลือก
> ย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่ต้นทุนต่ำกว่า และระบบแรงงานนิ่งกว่า โอกาสการลงทุนที่หายไป ไม่ใช่สิ่งที่เรียกกลับมาได้ง่าย

จุดเปราะบางที่สุด: ระบบสาธารณสุข
ก่อนจะพูดถึงการขยายสิทธิแรงงาน จำเป็นต้องยอมรับข้อเท็จจริงหนึ่งร่วมกันก่อนว่า

> ระบบสาธารณสุขของไทย “ตึงมือ” อยู่แล้ว
วันนี้ ประชาชนไทยส่วนใหญ่อยู่ในระบบประกันสังคม ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ภายใต้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภาพที่คนไทยจำนวนมากพบเจอคือ การรอคิวตรวจและผ่าตัดนาน ห้องฉุกเฉินแออัด บุคลากรทางการแพทย์ทำงานเกินกำลัง ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจและชายแดน โรงพยาบาลรัฐต้องรองรับคนไข้จำนวนมาก รวมถึงแรงงานต่างชาติในสัดส่วนสูง

ความคับข้องใจที่สังคมไม่ควรมองข้าม ความรู้สึกของประชาชนไทยจำนวนมากคือ
> “เราจ่ายภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย
แต่ต้องรอคิวรักษาพยาบาลในระบบที่แน่นขนัด” ในขณะที่บางพื้นที่ ห้องรอคนไข้เต็มไปด้วยแรงงานต่างชาติ ซึ่งประชาชนจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจว่า งบประมาณมาจากไหน ใครเป็นผู้สมทบ ระบบมีแผนรองรับหรือไม่ ความรู้สึกนี้ ไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่เป็นความกังวลว่า

> ทรัพยากรที่มีจำกัด กำลังถูกแบ่งเพิ่ม
โดยที่ระบบยังไม่แข็งแรงพอ เมื่อสิทธิแรงงานขยายตัว → ภาระสวัสดิการจะขยายตาม หากแรงงานสามารถรวมตัวข้ามสถานประกอบการ และไม่ถูกจำกัดด้วยเชื้อชาติ การเรียกร้องย่อมไม่หยุดอยู่แค่ค่าแรง แต่จะขยายไปสู่สิทธิด้านการรักษาพยาบาล คุณภาพบริการ ความเท่าเทียมในการเข้าถึงสวัสดิการ ในเชิงหลักการ นี่คือเรื่องสิทธิ แต่ในเชิงระบบ นี่คือ ภาระเพิ่มเติมต่อสาธารณสุข หากงบประมาณ บุคลากร และโครงสร้างไม่เพิ่มตาม

ผลที่อาจเกิดขึ้นคือ คิวรักษาที่นานขึ้น คุณภาพบริการลดลง ความไม่พอใจของประชาชนเพิ่มขึ้น จุดตัดอันตรายของประเทศ ความเสี่ยงสูงสุดของนโยบายลักษณะนี้ คือ

> เศรษฐกิจชะลอตัวจากต้นทุนที่สูงขึ้น
แต่ภาระสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นพร้อมกัน เมื่อการลงทุนใหม่ลดลง  รายได้รัฐไม่เพิ่ม แต่ความต้องการใช้บริการสาธารณสุขสูงขึ้น รัฐจะถูกบีบจากทุกด้าน และผู้ที่รับแรงกระแทกมากที่สุดคือ โรงพยาบาลรัฐ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนผู้ใช้บริการ

บทสรุป
การให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 และการเปิดกว้างสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ไม่ใช่เรื่อง “ผิด” ในเชิงหลักการ แต่ในบริบทของประเทศไทย นี่คือการตัดสินใจเชิงโครงสร้าง ที่ต้องแลกกับเสน่ห์ด้านเสถียรภาพแรงงาน ความสามารถในการดึงดูดการลงทุน และภาระต่อระบบสาธารณสุขที่ตึงตัวอยู่แล้ว

การที่ประเทศไทยยังไม่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 อาจไม่ใช่ความล้าหลัง แต่เป็นการเลือกเพื่อรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สวัสดิการ และเสถียรภาพของระบบ

คำถามสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ว่า “มาตรฐานสากลดีหรือไม่” แต่คือ
> ประเทศไทยพร้อมหรือยัง
ที่จะจ่ายต้นทุนของการเปลี่ยนแปลงนั้น และประชาชนไทยจะไม่ถูกบังคับให้ ‘ยอมรับสภาพ’ เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ 

กลับมาพูดถึงเรื่อง ข้อเสนอ และการใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ กระแสของ ไอซ์ ฟีเวอร์ ที่ ตีแผ่ การใช้จ่ายงบประมาณของ กองทุนประกันสังคม โดยหวังดึงคะแนนเสียงของภาคแรงงาน และคิดว่าอาจจะกำลังจะได้ผลสำเร็จ 

เราขอแสดงความยินดีกับ “ด้อมส้ม” และผู้สนับสนุนนโยบายแรงงานของพรรคประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานกว่า 24 ล้านคน ของประเทศ นโยบายด้านแรงงานของพรรคประชาชน ซึ่งถูกนำเสนอด้วยถ้อยคำที่ฟังดูงดงาม และพยายามทวงคืนความเป็นธรรมในหลายมิติ แต่อาจมีรายละเอียดบางส่วนที่หลายท่านยังไม่ทันสังเกต นั่นคือ การเปิดประตูสู่โครงสร้างสหภาพแรงงานในบริบทสากล ที่ไม่ได้มีเพียงแรงงานไทยอยู่ในสมการอีกต่อไป

ภายใต้นโยบายการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ตามที่พรรคประชาชนประกาศไว้ในเว็บไซต์ ประเทศไทยมีแนวโน้มจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางของแรงงานต่างชาติอีกหลายแสน หรืออาจถึงระดับหลายล้านคนที่จะเข้ามาเป็น “เพื่อนร่วมงาน” ในตลาดแรงงานเดียวกับแรงงานไทย พร้อมสิทธิและอำนาจการรวมตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน

‘โฟล์ค-รักชาติ’ แฉขบวนการปั่นเฟกนิวส์ ตัดต่อภาพพรรครักชาติ เบอร์ 35 แต่สวมเบอร์ 46 วอน ‘พรรคประชาชน’ หยุดวิชามาร สู้กันด้วยนโยบาย

[กรุงเทพฯ]  เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว (โฟล์ค) กรรมการบริหารพรรครักชาติ และผู้สมัคร สส.กทม.เขต 13 เบอร์ 9 ออกแถลงการณ์เรียกร้องความถูกต้องทางการเมือง หลังพบความผิดปกติในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง โดยมีการตรวจพบขบวนการปล่อยข่าวลวงและตัดต่อภาพกราฟิกเพื่อสร้างความสับสนให้กับประชาชน

โดยโฟล์ค ฐิติพัฒณ์  เปิดเผยว่า พบกลุ่มบุคคลเข้าไปแสดงความคิดเห็นในช่องทางโซเชียลมีเดียของพรรครักชาติ โดยใช้รูปภาพที่มีข้อความคำว่า “รักชาติ” แต่กลับถูกดัดแปลงตัวเลขจากหมายเลข 35 (หมายเลขจริงของพรรครักชาติ) ไปเป็นหมายเลข 46 ซึ่งเป็นหมายเลขของพรรคประชาชนแทน

"ในฐานะเพื่อนร่วมสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ผมเชื่อมั่นครับว่าทุกคนอยากเห็นการเมืองไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นนะครับ แต่ในช่วงที่ผ่านมานะครับ ผมได้รับการรายงานและได้พบเห็นการกระทำที่อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด เนื่องด้วยมีการนำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงนะครับเข้ามาเผยแพร่ เพื่อสร้างความสับสน" นายฐิติพัฒณ์ กล่าว

จากการตรวจสอบเบื้องต้น โฟล์ค ฐิติพัฒณ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของบัญชีผู้ใช้ หรือ Account เหล่านี้ ว่าอาจเป็นบัญชีที่เพิ่งเปิดใหม่ หรือมีผู้ติดตามน้อย แต่กลับมีการปฏิบัติการในลักษณะเดียวกัน คือการส่งภาพตัดต่อเดียวกันเพื่อกระจายข้อมูลเท็จ ซึ่งส่อเจตนาว่าอาจมีผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการนี้

"เราตั้งข้อสังเกตนะครับว่า แอคเคาท์ (Account) บางแอคเคาท์เนี่ย อาจจะเป็นแอคเคาท์ที่เพิ่งเปิดขึ้นมาหรือไม่? แล้วก็ตั้งข้อสังเกตอีกนะครับว่า แอคเคาท์ที่คล้าย ๆ กัน ที่มีผู้ติดตามอยู่น้อย ๆ เนี่ย มีลักษณะในการใช้ภาพเดียวกัน นั่นก็คือในการใช้คำว่า 'รักชาติ' แต่ปรับเปลี่ยนหมายเลขให้เป็น หมายเลข 46 เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้ อาจจะมีการนำส่งภาพเดียวกันเพื่อกระจายข่าวสารข้อมูลให้เกิดการสร้างความเข้าใจผิดหรือไม่นะครับ" นายฐิติพัฒณ์ กล่าว

ทั้งนี้ โฟล์ค ฐิติพัฒณ์ ได้ส่งสารถึง พรรคประชาชน และกลุ่มผู้สนับสนุน ขอให้ช่วยทำความเข้าใจที่ถูกต้องและหยุดพฤติกรรมดังกล่าว โดยระบุว่า “ผมอยากขอความเห็นใจจากพรรคประชาชนครับ ขอความเห็นใจจากแฟนคลับพรรคประชาชนทุกท่าน และขอร้องเรียนไปยังพรรคประชาชน ในการช่วยการสร้างสรรค์การสื่อสาร และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องครับ“

"ผมจึงอยากขอความเห็นใจจากพรรคประชาชนครับ ขอความเห็นใจจากแฟนคลับพรรคประชาชนทุกท่าน และขอร้องเรียนไปยังพรรคประชาชน ในการช่วยกันสร้างการสื่อสารและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องครับ กับกลุ่มผู้สนับสนุนของท่าน เพื่อให้เราได้ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ ที่เคารพในพื้นที่ของกันและกัน" นายฐิติพัฒณ์ กล่าว

‘ดร.เจษฎ์’ รำดาบถวาย บวงสรวงดวงวิญญาณชาวบ้านบางระจัน ด้าน ‘ชัยวุฒิ’ เตือนใจ ปลุกความรักชาติ สามัคคี อย่าแตกแยกจนสิ้นชาติ\

[สิงห์บุรี]  30 มกราคม 2569 เวลา 07.30 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำคณะพรรครักชาติ  อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8), นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค และนางสาวรัสรินทร์ กันต์นิธิวงศ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เข้าร่วมพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณวีรชนค่ายบางระจัน ประจำปี 2569 ณ ลานธรรมวัดโพธิ์เก้าต้น บริเวณสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ จังหวัดสิงห์บุรี อย่างพร้อมเพรียง เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีและความเสียสละของเหล่าวีรชนผู้กล้าในอดีต

บรรยากาศภายในงานเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 07.30 น. ด้วยการตั้งริ้วขบวนอัญเชิญอย่างสมเกียรติจากบริเวณอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน มุ่งหน้าสู่ลานธรรมวัดโพธิ์เก้าต้น โดยนายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีฯ พร้อมนำผู้เข้าร่วมงานรวมถึงคณะพรรครักชาติ ร่วมประกอบพิธีจุดธูปเทียนบูชา ปิดทอง และถวายพวงมาลัยสักการะหลวงปู่พระอาจารย์ธรรมโชติ ณ วิหารหลวงปู่พระอาจารย์ธรรมโชติ (วิหารอิฐแดง)

ต่อมาในเวลา 09.09 น. รศ. ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ได้ ทำการ ก้มกราบ พื้นดิน ตั้งจิต ระลึกถึง วิญญาณของวีรชนบ้านบางระจัน ก่อนเริ่มการรำดาบถวาย ต่อวีรชน ซึ่ง การรำดาบ ที่ ดร.เจษฎ์ ใช้เป็นท่าการรำในการรบกวนออกอาวุธ เริ่มต้นด้วยการ กราบครูบาอาจารย์ ต่อด้วย การกราบนมัสการเทพเทวดาทั้ง 10 ทิศ  เทพสี่หน้า และกระบวนเตรียมศาสตราวุธ กระบวนรบลุยตะลุมบอน ศิลปะแม่ไม้ และลูกไม้มือเปล่า กระบวนท่าคุมเชิงรบ กราบไหว้ ฟ้าดิน เป็นการจบกระบวนการรบ 

จากนั้นได้เข้าสู่ช่วงพิธีการบวงสรวง  โดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้จุดเทียนมงคล พร้อม ขอขมากรรม ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความศรัทธาและความสงบ ซึ่งคณะพรรครักชาติได้เข้าร่วมในพิธีจุดบายศรีสักการะหลวงปู่ธรรมโชติและวีรชนค่ายบางระจัน เพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ พร้อมกันนี้ยังมีการจุดเทียน โดยประชาชนชาวบางระจัน  เพื่อสักการะ สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ในวัดโพธิ์เก้าต้นด้วย

ทั้งนี้ พระครูวิชิต พุทธิคุณ หรือที่รู้จักกันในนาม หลวงพ่ออาวุธ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เก้าต้น ได้มอบ ผ้าประเจียดซึ่งเป็นจีวรของท่าน และเป็นรุ่นเดียวกับที่ปลุกเสกให้แม่ทัพกุ้ง และทหารชายแดนที่ไปรบสงครามไทยกัมพูชา ด้วย  พร้อมกับ หลวงพ่ออาวุธ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เก้าต้น ได้ฝาก ให้นายชัยวุฒิ และอาจารย์เจษฎ์ ปลูกฝังความรักชาติ รักแผ่นดินให้กับ เด็กรุ่นใหม่ และปลุกความสามัคคี ให้กับคนในชาติ และชื่นชม อาจารย์เจษฎ์ ที่รำดาบถวาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ในการอนุรักษ์สืบสานศิลปะไทย ไว้ให้คนรุ่นหลัง และการรำดาบก็ไม่ได้ง่าย ทุกวันนี้ก็เหลือคนที่จะรักษาศิลปะนี้น้อยแล้ว โดยคนส่วนใหญ่ลืมไปว่า ดาบคืออาวุธที่เราใช้สู้ข้าศึกก่อนที่จะมาเป็นแผ่นดินไทย ประเทศไทย

สำหรับพิธีการบวงสรวงเพื่อรำลึกถึงวีรชนชาวบ้านบางระจัน เป็นพิธีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยการจัดงานทางบ้านบางระจันเขาจะมีการเชิญญาณจากสะตือ 4 ต้น เพื่อหาฤกษ์ยามในการจัด เป็นการระลึกถึงความเสียสละที่ชาวบ้านบางระจันได้ต่อสู้กับพม่า เสียสละชีวิตเพื่อรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลาน พร้อมกันนั้นยัง เป็นการรำลึกถึงดวงวิญญาณที่ต่อสู้ในทุกสมรภูมิรบ และอุทิศบุญกุศล เพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณให้ไปสู่สุคติ

‘จตุพร’ เห็นด้วยแยกประกันสังคมออกจากระบบราชการ ชี้ต้องให้มืออาชีพบริหาร ต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้ จี้แบงก์ชาติชี้แจง ปมถอนเงินสดผิดปกติ 250 ล. ย้ำ หากเป็นรัฐบาลจะจริงจังแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 - ภัยพิบัติ

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นเวทีปราศรัยที่สวนสุขภาพร่มเกล้า 2 ถึงความพร้อมของผู้สมัคร สส.พรรคโอกาสใหม่ ว่า วันนี้เดินทางมาให้กำลังใจผู้สมัคร สส.ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยเชื่อมั่นว่าผู้สมัครของพรรคใน กทม.มีความพร้อมในการทำงาน และสามารถผลักดันนโยบายที่พรรควางไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐสวัสดิการ การคมนาคม เศรษฐกิจ การดูแลสวัสดิการประชาชน รวมถึงการรับมือภัยพิบัติ น้ำท่วม น้ำแล้ง

นายจตุพร กล่าวว่า พื้นที่ลาดกระบังเป็นพื้นที่ชายขอบที่มีความหลากหลายของประชาชน โดยเฉพาะชาวมุสลิมที่มีจำนวนมาก พรรคจึงมีนโยบายที่ต้องการเข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด และผสมผสานการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ พร้อมย้ำว่านโยบายของพรรคได้ถ่ายทอดไปถึงผู้สมัครทุกคนแล้ว และหวังว่าจะได้รับการตอบรับจากประชาชน พร้อมฝากพรรคโอกาสใหม่ เบอร์ 44

เมื่อถามถึงการเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง นายจตุพร กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกกดดัน แต่สิ่งที่อยากฝากถึงพี่น้องประชาชนคือ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ขอให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างเต็มที่ เพราะเป็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนประเทศ พร้อมขอให้เลิกคิดการเมืองแบบเก่า ที่ยึดผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง และอยากให้ใช้เสียงที่มีอยู่เลือกสิ่งที่ต้องการจริง ๆ ทั้งการเลือก สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ และการทำประชามติ พร้อมยืนยันว่าผู้สมัครของพรรคโอกาสใหม่ทุกคนพร้อมทำงานเพื่อประชาชน

ส่วนประเด็นประกันสังคมที่กำลังเป็นที่จับตามอง นายจตุพร ยืนยันว่า เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของผู้ประกันตน เนื่องจากผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมมีจำนวนหลายสิบล้านคน เงินในกองทุนถือเป็นเงินของประชาชน จึงควรบริหารอย่างโปร่งใส โดยเห็นด้วยกับข้อเสนอให้แยกการบริหารออกจากระบบราชการ และให้มืออาชีพเข้ามาดูแล พร้อมยืนยันว่าฝ่ายการเมืองควรเข้าไปตรวจสอบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ประกันตน

“ต้องเริ่มตั้งแต่โครงสร้างผู้บริหารว่ามีความเป็นมืออาชีพและมีความเข้าใจด้านการลงทุนหรือไม่ การนำเงินไปลงทุนต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า และไม่ควรนำเงินของประชาชนไปใช้อย่างไม่เหมาะสม โดยความโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญ” นายจตุพร กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top