Friday, 28 August 2026
POLITICS

ป.ป.ช.ฟัน 44 อดีตส.ส.ก้าวไกล ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่งศาลฎีกาวินิจฉัยภายใน 30 วัน

วันนี้ ( 9 ก.พ.) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เคยแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล กับพวกรวม 44 คน กรณีเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ว่าจะจัดทำสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายในเดือนธันวาคม 2568 นั้น หลังจากที่คณะกรรมการไต่สวนได้สรุปสำนวน

การไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างเสนอสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่ประมาณกลางปี 2568 แต่ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้มีหนังสือคัดค้านคณะกรรมการไต่สวน และคำร้องอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกันที่จะต้องนำมาพิจารณาพร้อมกับการวินิจฉัยสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง

จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการไต่สวนต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อประกอบการพิจารณา ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้ขอชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจาเพิ่มเติมหลังจากได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือแล้ว คณะกรรมการไต่สวนได้คำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาทุกรายที่มีความประสงค์เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจา ต่อคณะกรรมการไต่สวน เป็นเหตุให้ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหา แต่ละรายอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยความรอบคอบ เมื่อดำเนินการแล้วจึงได้นำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงในวันนี้

ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3

นายสมชาย ฝั่งชลจิตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 นายทวีศักดิ์ ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 นายปริญญา คีรีรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 10 พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 11 นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 12 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 13 นายสุรวาท ทองบุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 14 นายศักดินัย นุ่มหนู ผู้ถูกกล่าวหาที่ 15 นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 16 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 17 พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 18 นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 19 นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 20 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 21 นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 22 นายรังสิมันต์ โรม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 23 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 24 นางสาววรรณวิภา ไม้สน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 25

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 26 นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 27 นายจรัส คุ้มไข่น้ำ

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 28 นายองค์การ ชัยบุตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 29 นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 30นายวุฒินันท์ บุญชู ผู้ถูกกล่าวหาที่ 31 นายทองแดง เบ็ญจะปัก ผู้ถูกกล่าวหาที่ 32 นายคำพอง เทพาคำ

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 33 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 34 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 35 นายนิติพล ผิวเหมาะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 36 นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 37 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 38 นางสาวเบญจา แสงจันทร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 39 นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 40 นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 41 นายมานพ คีรีภูวดล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 42

นายอภิชาต ศิริสุนทร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 43 นายสุเทพ อู่อ้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 44 ที่ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ที่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1)โดยมีเจตนามุ่งประสงค์จะลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติในการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเป็นการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

การกระทำดังกล่าวเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังได้นำเรื่อง การแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าวมากำหนดไว้เป็นนโยบายในการหาเสียง การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ที่ได้เป็นผู้ริเริ่มลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ โดยมีผู้ร่วมลงชื่อในญัตติที่เสนออีก 43 คน รวมเป็นผู้เสนอทั้งสิ้น 44 คน ข้อเท็จจริงไม่อาจแบ่งแยกหรือชี้แจงการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนได้ว่ามิได้ร่วมกันดำเนินการเสนอญัตติ โดยมิได้มีเจตนาร่วมกันแต่อย่างใด และผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายไม่ได้มีการชี้แจงให้เห็นถึงการกระทำที่แบ่งแยกโดยชัดเจนว่าต่างคนต่างกระทำในการเสนอญัตติ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน จึงเป็นการดำเนินการโดยมีเจตนาร่วมกัน ตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ลงวันที่ 31 มกราคม 2567

‘สรรเพชญ’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ประกาศเดินหน้าทำหน้าที่ผู้แทนฯ สมัยที่ 2 เต็มกำลัง

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นาย สรรเพชญ บุญญามณี ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จังหวัดสงขลา ให้สัมภาษณ์ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ โดยระบุว่า ขอขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสงขลาทุกคะแนนเสียงที่มอบความไว้วางใจให้ตนได้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรอีกหนึ่งสมัย ด้วยคะแนนเสียงกว่า 44,258 คะแนน ซึ่งนับเป็นกำลังใจสำคัญอย่างยิ่งในการเดินหน้าทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน

นายสรรเพชญ กล่าวว่า บรรยากาศการลุ้นผลคะแนนตลอดทั้งวันเป็นไปอย่างคึกคักและเต็มไปด้วยความอบอุ่นจากพี่น้องประชาชนและกลุ่มผู้สนับสนุนที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยต่างร่วมกันลุ้นให้คะแนนเสียงสูงกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ซึ่งผลปรากฏว่าคะแนนเพิ่มขึ้นหลายพันคะแนน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อการทำงานที่ผ่านมา

“ผมขอกราบขอบพระคุณจากใจจริง ทุกคะแนนเสียงมีความหมายและมีคุณค่าอย่างยิ่ง การได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรสมัยที่ 2 ทำให้ผมยิ่งต้องทำงานให้หนักขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้สมกับความไว้วางใจที่พ่อแม่พี่น้องมอบให้” นายสรรเพชญ กล่าว

อย่าหมดหวัง! สารจาก ธนาธร ถึงชาวพรรคประชาชน หลังทราบผลเลือกตั้ง 69

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า  ถึงผู้ลงคะแนนให้พรรคประชาชนและผู้ลงประชามติเห็นชอบ ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงของประชาชนที่มอบให้กับพวกเราในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

ถึงพรรคภูมิใจไทย ผมขอแสดงความยินดีที่พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง 

ถึงผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรคประชาชนทุกท่าน ผมซาบซึ้งใจในการสนับสนุนลงแรงที่ท่านทำร่วมกับพรรค เดินร่วมกันต่อไป อย่าหมดหวัง หมดหวังเมื่อไหร่ แพ้ทันที

ประชาชน แพ้กี่ครั้งก็ได้ ขอแค่ชนะครั้งเดียว

มันเป็นเช้าที่หนักหน่วง แต่ดวงอาทิตย์ยังคงส่องแสง

วงเกลียวแห่งความเงียบ เมื่อสื่อ อัลกอริทึม และการเลือกตั้งเดินไปพร้อมกัน

เคยรู้สึกไหมครับว่าเมื่อเปิด feed ใน social media ขึ้นมาแล้วเหมือนว่าทุกคนที่เราเห็นคิดเหมือนกันหมด ชอบ-ไม่ชอบอะไรเหมือนๆกัน แสดงความคิดเห็นหรือวิพากย์วิจารณ์ประเด็นต่างๆไปในทิศทางเดียวกันซะจนถ้ามีคนที่คิดต่าง โผล่ขึ้นมา คนๆนั้นคงพูดออกมาไม่ได้หรือแย่กว่านั้น เขาอาจจะไม่มีที่ทางในพื้นที่ตรงนั้นเลยด้วยซ้ำ

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ แต่มันอธิบายได้ด้วยทฤษฎีการสื่อสารที่มักเอามาใช้ในเชิงสื่อสารการเมืองเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้เป็นอย่างดี ทฤษฎีนี้ชื่อว่า ”วงเกลียวแห่งความเงียบ (Spiral of Silence)” 

ทฤษฎีนี้มาจากใคร?

แนวคิดนี้ถูกนำเสนอมาตั้งแต่ยุค 1970 โดย Elizabeth Noelle-Neumann นักสื่อสารศาสตร์ชาวเยอรมัน

เธออธิบายว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์นั้นกลัวการถูกโดดเดี่ยวทางสังคมเราจึงคอยประเมินอยู่เสมอว่า “ความคิดเห็นไหนเป็นของคนส่วนใหญ่” และถ้าเรารู้สึกว่าความคิดของเราเป็นเสียงส่วนน้อย เรา (และผู้คนจำนวนมาก) จะเลือก “เงียบไว้ก่อน”
ไม่ใช่เพราะไม่มีความเห็น แต่เพราะเราไม่อยากถูกผลักออกจากสังคมโดยการแสดงความเห็นต่างออกมานั่นเอง 

บทบาทของสื่อกระแสหลักในยุคสื่อดั้งเดิมนั้น TV หนังสือพิมพ์ และนักวิเคราะห์, ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เป็นคนกำหนดว่า ”กระแสสังคมกำลังไปทางไหน” และเมื่อสื่อวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกัน, เชิญผู้เชี่ยวชาญฝั่งเดียวซ้ำ ๆ รวมทั้งรายงานโพลที่ชี้ว่าผล “ค่อนข้างชัด” คนที่เห็นต่างจะเริ่มรู้สึกว่า “หรือเราคิดผิดอยู่คนเดียว?”
ดังนี้เอง………วงเกลียวแห่งความเงียบจึงเริ่มหมุน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดจากสถานการณ์จริง: การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2016
ก่อนวันเลือกตั้งสื่อกระแสหลักจำนวนมากรายงานว่า ฮิลลารี คลินตัน มีโอกาสชนะสูง โพลและบทวิเคราะห์ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน และผู้สนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ มักถูกนำเสนอในภาพลบผ่านสื่อ 
ผลคือทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งที่สนับสนุนทรัมป์ ไม่กล้าแสดงความเห็นในที่สาธารณะ, ไม่ตอบโพลตรงไปตรงมาและเลือกที่จะอยู่เงียบๆเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตี
คนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า ” Shy Voters”ผู้สนับสนุนที่เงียบงันในพื้นที่สาธารณะ แต่ไม่เงียบในคูหาเลือกตั้ง

ผลลัพธ์คือ ผลเลือกตั้งช็อกโลกที่ออกมานั้น สวนทางกับกระแสสื่อและโซเชียลในขณะนั้นอย่างสิ้นเชิง

แล้ว Social Media กับ Algorithm ทำให้เรื่องนี้แรงขึ้นอย่างไร? 

อธิบายได้ดังนี้ครับ 
ถ้าสื่อกระแสหลักหรือ Social Media คือไมโครโฟน Algorithm ก็คือเครื่องขยายเสียงดีๆนี่เอง

การทำงานของแพลตฟอร์มโซเชียลนั้น อย่างที่เรารู้กันก็คือ
- เลือกแสดงคอนเทนต์ตามพฤติกรรมผู้ใช้
– ดันความเห็นที่สร้าง engagement สูงสู่การรับรู้
– ลดการมองเห็นของเสียงที่เงียบหรือเห็นต่าง

สิ่งนี้คือกระบวนการที่เรียกว่า “Personalization at Scale” ที่ทำให้feedของเราได้ถูกจัดวางให้
เต็มไปด้วยความคิดแบบเดียวกัน จนดูเหมือนว่า “คนทุกคนในสังคมหรือประเทศนี้คิดเหมือนกันหมด”

‘ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ยึดมั่นจุดยืน “น้ำดีไล่น้ำเสีย” ปฏิรูปการเมืองใหม่

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 20.30 น. -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ ประกอบด้วยผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ ของพรรค ร่วมกันแถลงขอบคุณพี่น้องประชาชน หลังเสร็จสิ้นภารกิจหาเสียงเลือกตั้งตลอด 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา ย้ำพรรครักชาติ คือศูนย์รวมคนรุ่นใหม่และนักวิชาการ มุ่งเป็น "น้ำดี ไล่น้ำเสีย" เปลี่ยนผ่านการเมืองไทยให้โปร่งใสและสร้างสรรค์

โดยนายชัยวุฒิ ระบุว่า ในฐานะหัวหน้าพรรครักชาติ  ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุนพรรครักชาติ ตลอดช่วงเวลาที่เราหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ประมาณ 6 สัปดาห์ ในการลงพื้นที่พบพี่น้องประชาชน มีพี่น้องประชาชนให้การสนับสนุน ให้การตอบรับที่ดีมาโดยตลอด ขอขอบคุณ ทุกคะแนนเสียงที่มอบให้ ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้พวกเรา ที่เข้าใจว่าพรรครักชาติ คือพรรคที่ตั้งขึ้นมาด้วยอุดมการณ์ที่ชัดเจน เป็นการรวมกันของคนรุ่นใหม่ นักวิชาการ นักบริหารที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาช่วยกันสร้างพรรคการเมืองที่จะเป็นความหวังของพี่น้องประชาชนที่ต้องการจะมาเปลี่ยนการเมืองนี้ให้ดีขึ้น เป็นน้ำดีที่จะมาไล่น้ำเสีย ทำให้บ้านเมืองมีการเมืองที่ดีขึ้นในอนาคต ด้วยความรักชาติที่เราอยากให้ทุกคนมาร่วมกันช่วยกันสร้างพรรคการเมืองต่อไป

"สุดท้ายต้องขอกราบขอบพระคุณพี่น้องสื่อมวลชนด้วยนะครับ ที่ผ่านมาเราได้รับการตอบรับที่ดีมากจากสื่อมวลชน นำเสนอข่าวให้เรา ทำให้เราเป็นที่รู้จักของพี่น้องประชาชน และก็ได้คะแนนนิยมมาโดยตลอด ก็ขอบคุณทุกคนที่ให้การสนับสนุน และที่สำคัญต้องขอบคุณ คณะกรรมการการเลือกตั้งด้วยนะครับ ที่ได้จัดทำการเลือกตั้ง และมีเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ เสียสละกำลังกายกำลังใจมาช่วยกัน จนวันนี้ก็ผ่านการเลือกตั้งมาด้วยดี ก็ขอให้การเลือกตั้งครั้งนี้ประสบความสำเร็จนะครับ ไม่มีความปัญหาอุปสรรคใด ๆ ให้ได้ ส.ส. ที่ดี ให้ได้รัฐบาลที่ดี มาดูแลแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนให้ได้ครับ ขอบคุณครับ" นายชัยวุฒิ กล่าว

คนนี้เข้าตา! ‘อ.มาศ’ โพสต์เชียร์ ‘พีระพันธุ์’ กางผลงานชัด ๆ มีผลงานประจักษ์ ทั้งค่าโง่โฮปเวลล์ – ค่าโง่ทางด่วน -ฟื้นฟูบินไทย ช่วยชาติเซฟเงินหลายหมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 - อาจารย์มาศ เคหาสน์ธรรม (ซินแสฮวงจุ้ยระดับโลก) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คนนี้เข้าตา 

อ.มาศเพิ่งมาติดตามผลงานคุณพี เพราะเห็นว่าใกล้เลือกตั้ง จะเลือกใครดี ลองหาข้อมูลแต่ละคน 
มาสะดุดตาคนนี้...

ในสมัยพลเอก ประยุทธ์ เป็นนายก คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ไม่ได้เป็น "รัฐมนตรี" แต่ถูกเชิญมาเป็นที่ปรึกษาและทีมงาน เพราะเป็นอดีตผู้พิพากษา 

ตามนี้ครับ:
ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี: ปี พ.ศ. 2562 ถึง 2565
เลขาธิการนายกรัฐมนตรี: พ.ศ. 2565

โดยได้รับมอบหมายเรื่องแก้ไขความเสียหาย ช่วยให้รัฐ "ไม่ต้องจ่าย" ตามนี้ครับ

คดีค่าโง่โฮปเวลล์: 
ช่วยให้รัฐไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยรวมดอกเบี้ยประมาณ 24,000 - 25,000 ล้านบาท จากการผลักดันให้รื้อฟื้นคดีใหม่ จนชนะในประเด็นอายุความ

คดีค่าโง่ทางด่วน 
(คดีโอนสิทธิทำทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด): 
ช่วยให้รัฐชนะคดีในชั้นศาลปกครองสูงสุด ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยประมาณ 6,200 ล้านบาท

คดีเหมืองทองอัครา: 
ช่วยลดความเสี่ยงที่ไทยอาจถูกตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการปิดเหมือง ซึ่งบริษัทคิงส์เกตเคยเรียกร้องสูงถึงประมาณ 750 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 25,000 - 30,000 ล้านบาท) โดยเปลี่ยนเป็นการเจรจาตกลงร่วมกันแทน

การฟื้นฟูการบินไทย: 
เป็นการหยุดการขาดทุนสะสมและหนี้สินที่มีมากกว่า 300,000 ล้านบาท โดยการนำเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเพื่อรักษาองค์กรไว้ แทนการปล่อยให้ล้มละลายซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
หากรวมเฉพาะคดีความที่เป็นตัวเลขชัดเจน (โฮปเวลล์ และ ทางด่วน) ท่านมีส่วนช่วยปกป้องเงินภาษีประชาชนไปได้มากกว่า 30,000 ล้านบาท ครับ

ก่อนหน้าเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สมัยอภิสิทธิ์ (พ.ศ. 2551 - 2554)   
พอได้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐบาลเศรษฐา และ แพทองธาร จึงเข้ามาจัดการเรื่องพลังงาน คุมราคาน้ำมัน แก๊ส ไฟฟ้า รวม 2 ปี และกำลังออกกฎหมายเรื่องนี้แต่รัฐบาลล่มก่อน

เลือกตั้ง’69 EP#7 อย่า...เลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ด้อยค่า-ตัดงบกองทัพ!!!

สงครามระหว่างไทยกับเขมร ซึ่งเกิดขึ้นถึงสองครั้งสองคราในเวลาห่างกันไม่กี่เดือน และได้คร่าชีวิตทหารหาญและพี่น้องประชาชนคนไทยไปหลายสิบชีวิต นับเป็นพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ราชอาณาจักรจะต้องมีกองทัพที่เข้มแข็ง ประเทศชาติต้องมีความพร้อมในเรื่องของศักย์สงคราม เพื่อป้องกันชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นและปลอดภัยจากการคุกคามและรุกรานของอริราชศัตรู

กองทัพไทย อันเป็นหน่วยกำลังหลักในการดูแลปกป้องประเทศชาติประกอบด้วยกำลังพล ซึ่งต้องได้รับการฝึกฝนและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถ ทักษะ และความชำนาญอย่างสูงสุดจนมีความขีดสามารถที่มีประสิทธิภาพและศักยภาพเต็มที่ในการรองรับต่อภัยคุกคามต่าง ๆ กระทั่งสงครามสมัยใหม่ที่เกิดขึ้น และคนไทยทั้งหมดทั้งมวลได้พบเห็นในการรบกับเขมรทั้งสองครั้งแล้ว

การรบที่เกิดขึ้นทั้งสองครั้งในสงครามไทยกับเขมรนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขมรมีการพัฒนาทั้งยุทธวิธี อาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ด้วยเงินทุนจากเป็นเป็นศูนย์กลางของการฉ้อโกงทางออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งเงินทุนจำนวนมหาศาลดังกล่าวสามารถนำจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดที่มีในตลาดอาวุธยุทโธปกรณ์ได้เลยทันที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดหาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเช่นกองทัพไทย ทั้งก่อนหน้านั้นยังต้องผ่านการตรวจสอบและถูกตัดงบประมาณจากฝ่ายการเมืองและฝ่ายนิติบัญญัติ

เลือกผู้นำในโลกเดือด อย่าดูแค่ “นโยบายแจก” ต้องดู “วิธีตัดสินใจตอนวิกฤต”

โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ภูมิรัฐศาสตร์” แรงกว่าที่หลายคนเคยชิน—สงคราม เศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี และข่าวสาร ถูกผูกเป็นเกมเดียวกันหมด และในเกมนี้ คำพูด/ท่าที/นโยบาย ของผู้นำประเทศหนึ่ง อาจกลายเป็น “ชนวน” ที่อีกฝ่ายใช้เป็นเหตุผลในการยกระดับความขัดแย้งได้

บทเรียนนี้เห็นชัดในกรณี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน—ต้องย้ำก่อนว่า ความขัดแย้งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2014 และการยกระดับเป็นการตัดสินใจของรัสเซียเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การตัดสินใจบางจังหวะ” ของผู้นำยูเครนถูกมองเป็นเส้นแดง และถูกใช้เป็นคำอธิบาย/ข้ออ้างในฝั่งมอสโก

ต่อไปนี้คือ “4 ช็อตการตัดสินใจ” ที่นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า ทำให้รัสเซียไม่พอใจขึ้นไปจากเดิม—และกลายเป็นเชื้อไฟที่สะสมจนปะทุเป็นการบุกเต็มรูปแบบในปี 2022

1) เดินหน้าเส้นทาง NATO แบบเปิดหน้า ขอคำตอบ “ใช่/ไม่ใช่” ให้ชัด

เซเลนสกีเลือกส่งสัญญาณว่า ยูเครนต้องการ “เส้นทาง” เข้า NATO ให้ชัดเจน ถึงขั้นขอคำตอบตรง ๆ จากสหรัฐฯ ในเรื่องแผนเข้าร่วม (Membership Action Plan)

ในมุมของรัสเซีย “ยูเครนใกล้ NATO” ไม่ใช่เรื่องเทคนิค—แต่คือเรื่องความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ (อย่างน้อยในกรอบคิดของเครมลิน) และปลายปี 2021 รัสเซียยื่นข้อเสนอความมั่นคงที่ระบุชัดให้ NATO “ไม่ขยายเพิ่ม รวมถึงไม่รับยูเครน”

บทเรียนสำหรับไทย: ผู้นำที่ดีต้องรู้ว่า “ประโยคเดียว” บนเวทีโลกมีราคาเท่าไร—และต้องประเมินผลสะเทือนล่วงหน้า ไม่ใช่พูดเอามันหรือพูดให้คนในประเทศสะใจ

2) “ทุบเครือข่ายอิทธิพล” ของรัสเซียในยูเครน: ปิดสื่อ-คว่ำบาตรคนโปรรัสเซีย

ยูเครนภายใต้เซเลนสกีออกมาตรการคว่ำบาตร/จำกัดสื่อที่ถูกกล่าวหาว่าได้รับทุนหรืออิทธิพลจากมอสโก และคว่ำบาตรบุคคล/เครือข่ายที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนอิทธิพลรัสเซียในยูเครน

ในมุมยุทธศาสตร์ นี่คือการ “ตัดแขนทางการเมือง” ของคู่แข่งภายนอก—ทำให้เกมกดดันแบบนิ่ม ๆ (soft power/เครือข่ายการเมืองภายใน) ทำได้ยากขึ้น และยิ่งผลักความตึงเครียดไปสู่การเผชิญหน้าแข็งขึ้น

บทเรียนสำหรับไทย: ปราบทุนเทา-ปราบอิทธิพลเป็นเรื่องจำเป็น แต่ผู้นำที่ดีต้องทำให้ “ชอบธรรม-โปร่งใส-ตรวจสอบได้” และต้องรู้ว่าการจัดการเครือข่ายข้ามชาติอาจลากเอาแรงตอบโต้ทางการเมือง/เศรษฐกิจตามมา

3) ยก “ไครเมีย” ขึ้นเป็นวาระโลก: ยุทธศาสตร์ยึดคืน + เวที Crimea Platform

เซเลนสกีลงนามยุทธศาสตร์ de-occupation/reintegration ของไครเมีย (มีทั้งมิติการทูต เศรษฐกิจ ข่าวสาร และความมั่นคง) และผลักดันเวที Crimea Platform เพื่อรวมแรงกดดันนานาชาติเรื่องไครเมียให้เป็นระบบ

จากนั้นยูเครนใช้เวทีนี้เป็น “รูปแบบสถาบัน” เพื่อกดดันทางการเมือง-การทูตต่อรัสเซีย ขณะที่รัสเซียพยายามบั่นทอนและย้ำว่า “ประเด็นไครเมียปิดไปแล้ว” ในมุมของตน

บทเรียนสำหรับไทย: บางเรื่องเป็น “หลักการ” ที่ต้องยืน—แต่การยืนหลักการในเวทีโลก ต้องมาพร้อม “ยุทธศาสตร์รองรับ” ไม่ใช่ยืนแบบไม่มีแผน เพราะคู่แข่งจะมองว่าเราล็อกตัวเองให้เดินได้ทางเดียว และพร้อมใช้มันเป็นข้ออ้างในการกดดัน

4) ขยับยุทธศาสตร์ความมั่นคงให้ “ยับยั้งรัสเซีย” ชัดขึ้น และผูกกับตะวันตกมากขึ้น

ยูเครนรับรองยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทหารที่เน้นการยับยั้ง/เพิ่มต้นทุนของการรุกราน และมองความเสี่ยงการรุกจากรัสเซียเป็นโจทย์หลัก

พอมาชนกับข้อเรียกร้องด้านความมั่นคงของรัสเซียปลายปี 2021 ที่พยายามจำกัดการขยายตัวของ NATO และกิจกรรมทางทหารใกล้รัสเซีย มันยิ่งทำให้สองฝ่ายเหมือน “ชนกันตรง ๆ”

บทเรียนสำหรับไทย: โลกใหม่ไม่ได้วัดผู้นำจากคำว่า “รักชาติ” หรือ “เก่งพูด” แต่วัดจากความสามารถในการจัดสมดุล (ความมั่นคง–เศรษฐกิจ–พันธมิตร–การทูต) และมีแผนรับแรงสั่นสะเทือนจริง

แล้วทำไมสิ่งเหล่านี้ถึงถูกมองเป็น “ชนวน” ในสายตารัสเซีย?

เพราะมันกระทบ “เส้นประสาท” 3 เรื่องพร้อมกัน: (1) ยูเครนขยับออกจากวงอิทธิพลรัสเซียไปหาตะวันตกเร็วขึ้น (2) ยูเครนตัดเครื่องมืออิทธิพลทางการเมืองภายในที่รัสเซียเคยใช้ และ (3) ยูเครนทำให้ไครเมียกลับมาเป็นวาระโลกอย่างเป็นระบบ

บูลลี่ชาติกำเนิด: เมื่อการเมืองปลุกสัญชาตญาณ “พวกเรา–พวกเขา”

กรณีสนามเลือกตั้ง สงขลา เขต 2 ที่ร้อนแรงขึ้นจาก “การบูลลี่ชาติกำเนิด” ไม่ได้เป็นแค่ดราม่าการเมืองท้องถิ่น แต่มันคือภาพสะท้อนกลไกจิตวิทยาพื้นฐานของมนุษย์—กลไกเดียวกันที่ทำให้สังคมทั่วโลก “แบ่งคนเป็นกลุ่ม” แล้วเริ่มเหยียด เริ่มผลักไส และเริ่มทำร้ายกันด้วยคำพูด

ในเคสนี้ จูรี นุ่มแก้ว ระบุว่าถูกโจมตีด้วยถ้อยคำทำนอง “เกิดระโนด” “ไปเลือกทำไมเด็กบ้านๆ” ขณะเดียวกันมีรายงานว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ปราศรัยในเชิง “ต้องเป็นคนหาดใหญ่เท่านั้น” และ “คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด”

คำถามคือ: ทำไม “การบูลลี่” ถึงเกิดขึ้นง่ายนัก และทำไมคนบางคนถึงเผลอ/เลือกใช้มันเป็นอาวุธทางการเมือง?

1) บูลลี่มาจากอะไรในมุมจิตวิทยา

1.1 “ยกตัวเอง” ด้วยการ “กดคนอื่น”
นิยามการบูลลี่ในมุมจิตวิทยา มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทำร้ายซ้ำ ๆ ในความสัมพันธ์ที่มีความไม่สมดุลของอำนาจ (power imbalance) ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางสังคม การยอมรับ หรือการรวมฝูง คนที่บูลลี่จำนวนไม่น้อยไม่ได้ “มั่นใจ” อย่างที่แสดงออก แต่กำลังใช้การกดอีกฝ่ายเพื่อยกระดับตัวเองให้เหนือกว่า

1.2 สมองมนุษย์ชอบ “แบ่งข้าง” โดยธรรมชาติ
แนวคิด ingroup/outgroup อธิบายว่าเรามีแนวโน้มจัดคนเป็น “พวกเรา/พวกเขา” เพื่อความรู้สึกเป็นเจ้าของและคุณค่าของตัวเอง—และนี่เองที่เปิดประตูให้เกิดอคติ/การกีดกันได้ง่ายมาก พอการเมืองเข้ามาแตะ “อัตลักษณ์” เช่น บ้านเกิด ชนชั้น อำเภอ เมือง-ชนบท มันจะกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี

1.3 “แพะรับบาป” ช่วยระบายความคับข้องใจ
เวลาคนเครียด โกรธ หรือรู้สึกว่ากำลัง “เสียเปรียบ” สมองจะมองหาเป้าระบายที่ง่ายที่สุด—และเป้าที่ยิงง่ายที่สุดคือ “คนที่ถูกทำให้เป็นคนนอก” หรือ “คนที่ถูกเล่าให้ดูด้อยกว่า”

1.4 การทำให้ตัวเองไม่รู้สึกผิด (Moral disengagement)
กลไกที่คนใช้ “ปลดล็อกความรู้สึกผิด” เพื่อทำร้ายคนอื่นได้ เช่น ทำให้ดูเป็นเรื่องขำ ๆ, โทษเหยื่อ, หรืออ้างว่า “ก็พูดความจริง” นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำเหยียดจำนวนมากถึงมาในรูป “มุก” หรือ “แซวเล่น” ทั้งที่จริง ๆ มันบาดลึก

1.5 ออนไลน์ยิ่งแรง: Online disinhibition effect
ในโลกออนไลน์ คนจำนวนมาก “หลุด” ง่ายขึ้นเพราะความรู้สึกนิรนาม ไม่เห็นหน้ากัน และไม่ต้องรับผลทันที ผลคือคอมเมนต์รุมมักพาให้คำบูลลี่ขยายเร็วและรุนแรงกว่าชีวิตจริง

2) โยงเคสนี้: ทำไมคำว่า “คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด” ถึงมีพลัง (และมีพิษ)
ถ้อยคำลักษณะ “ห้ามคนนอกพื้นที่” เล่นกับสัญชาตญาณดั้งเดิมมาก ๆ: สร้างภาพว่ามี “เจ้าของพื้นที่ตัวจริง” กับ “คนนอกที่ไม่ควรมีสิทธิ์” ลดทอนอีกฝ่ายให้เหลือแค่ “บ้านเกิด” แทนที่จะถกกันที่ความสามารถ/นโยบาย และชวนให้ผู้ฟัง “เลือกข้าง” ด้วยอัตลักษณ์ ไม่ใช่เหตุผล

3) แล้วทำไม “หมอสุภัทร” ถึงพูดแบบนั้น? (วิเคราะห์เชิงแรงจูงใจ/กลยุทธ์)
หมายเหตุ: ต่อไปนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงพฤติกรรม/การสื่อสาร ไม่ใช่วินิจฉัยตัวบุคคล

3.1 ปลุกฐานด้วย Local identity
การย้ำว่า “ต้องเป็นคนหาดใหญ่เท่านั้น” คือการใช้ทางลัดทางความคิดให้ผู้ฟังตัดสินเร็ว: คนของเรา vs คนนอก

3.2 ลดคู่แข่งโดยไม่ต้องสู้ด้วยนโยบาย
เมื่อโยนกรอบว่าอีกฝ่าย “ไม่ใช่คนพื้นที่” บทสนทนาจะหลุดจากเรื่องนโยบายทันที และกลายเป็นศึกศักดิ์ศรี/ความเป็นเจ้าของ

3.3 เล่นกับความรู้สึก “ถูกแย่งทรัพยากร”
ทำให้คนรู้สึกว่า ถ้าคนนอกเข้ามา เราจะเสียโอกาส/เสียอำนาจ ทั้งที่ข้อเท็จจริงอาจซับซ้อนกว่านั้นมาก

3.4 อารมณ์เวที + แรงเสริมจากเสียงเชียร์
การปราศรัยเป็นพื้นที่ที่ “อารมณ์นำเหตุผล” ได้ง่าย และเมื่อมีเสียงเชียร์สนับสนุน ผู้พูดมักถูกผลักให้ไปต่อไกลขึ้น

3.5 ความกดดันช่วงโค้งสุดท้าย
บรรยากาศคะแนนสูสี/โค้งสุดท้าย มักทำให้การโจมตีตัวตนปะทุง่ายขึ้น

เสียงเดียวแต่คิดมาก การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญมาก เพราะประเทศกำลังในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อต้องการการนำและต้องการผู้นำที่มีความสามารถ

วันที่ 5 ก.พ. 2569 ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) ได้แสดงความเห็นถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงว่า เสียงเดียวแต่คิดมาก การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญมากเพราะประเทศกำลังในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อต้องการการนำและต้องการผู้นำที่มีความสามารถ

กลุ่มเดิม ที่เคยร่วมรัฐบาลกันมา ทั้ง แดง น้ำเงิน เขียว และอื่นๆ คงมีแนวโน้มที่จะรวมกัน โดยมีน้ำเงินเป็นพรรคนำ หากผลการเลือกตั้งออกเอื้อให้จัดตั้งรัฐบาลได้

• กลุ่มนี้และพรรคเหล่านี้ สับเปลี่ยนทำงานมากว่า 20 ปี แต่สุดท้ายประเทศก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ เศรษฐกิจยังตกต่ำ โครงสร้างไม่แข็งแรง สังคมล้าหลัง การดูแลกฎหมายอ่อนแอ 
• การทำงานเพื่อทำผลประโยชน์ของประเทศบ้าง ของตนเองบ้าง ของพรรคบ้าง ทำให้ผลประโยชน์ส่วนรวมได้ไม่เต็มที่   จึงมีทั้งการปฏิวัติ การมีรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ความไม่ไว้ใจเรื่องเขมร เรื่องคาสิโน พนันออนไลน์ และสแกมเมอร์ 
• ช่วงดังกล่าว เน้นการเลือกคนของตัวเอง ทำให้ระบบราชการขาดคนทำงานที่มีความสามารถ ชาวบ้านทั่วไปก็ปรับตัวกับความไร้ประสิทธิภาพเหล่านี้ วันนี้เราขับรถกันโดยไม่ต้องใช้ตำรวจจราจร วันนี้เราจะไปเลือกตั้งไม่ต้องพึ่งกกต. นำ
• ข้อดีของกลุ่มเดิม คือ เข้าใจระบบ หากมีผู้นำที่ดี มีความสามารถ เด็ดขาด ไม่คดโกง ใช้คนมีความสามารถ การแก้ปัญหาทำได้เร็ว มีโอกาสสำเร็จสูง หวังว่าจะเห็นช่วงเวลาที่มีผู้นำแบบนั้นหลังการเลือกตั้ง

กลุ่มใหม่ สีส้มนำ สนับสนุนโดยคนอายุน้อยที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง  หากมีสส.มากจริง จะเป็นรัฐบาลแนวปฏิรูป  เราพอรู้ว่าจะปฏิรูปอะไร  แต่ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะปฏิรูปอย่างไร
• ตลอดมาคนกลางทั่วไปสงสัย ทำไมนำนโยบายด้วยใช้การแก้รัฐธรรมนูญ และ ม.112 แทนที่จะนำการแก้ปัญหาของประชาชนเป็นหลัก แม้กระทั่งยอมเป็นฝ่ายค้านในครั้งก่อน และยอมให้สีน้ำเงินเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในช่วงที่ผ่านมา
• ข้อดีคือเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ ชี้นำปัญหาเก่งชัดเจนทั้ง ประกันสังคม น้ำท่วมหาดใหญ่ หนี้ท่วม นายทุนเอาเปรียบ 
• ที่ไม่ชัดเจนคือทางแก้ปัญหา และคนจะไปแก้ปัญหายังไม่เป็นที่รู้จัก หรือมีกลุ่มมืออาชีพที่คนฝากความหวังได้ คนกลางๆกลัวว่าเลือกกันไปก่อนแล้วไปตายเอาดาบหน้า    
• ประกันสังคมต้องแก้แน่ แต่การนำประกันสังคมออกนอกระบบคงไม่พอ ใครจะทำการปฏิรูป
• น้ำท่วมหาดใหญ่ สะท้อนความล้มเหลวของระบบการบริหารน้ำท่วม จะแก้ระบบใหญ่อย่างไร ใครจะนำ   
• ปัญหาสินเชื่อประชาชนแม้มีวิธี แต่ใครจะนำ ก.คลัง และธปท. อย่างเป็นระบบ 
• การนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาประเทศทำอย่างไร ฉาบฉวยคงไม่สำเร็จ

พูดไปแล้ว ดูเหมือนคนกลางๆ อย่างผมกลับดูไม่เป็นกลางเท่าไหร่ เพราะกำลังสร้างแรงกดดันหนักให้คนรุ่นใหม่ แก้ปัญหาคนรุ่นเก่า ดูแล้วก็ไม่ค่อยเป็นธรรม ประกอบกับนโยบายพรรคต่างๆในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ยังเป็นประชานิยม  เสนอใช้เงินงบประมาณมาแจกกันด้วยข้ออ้างต่างๆ  แต่ก็ไม่เห็นนโยบายที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประชาชนพื้นฐานที่พอเชื่อได้จริงๆ เลือกไปก็อาจไปตายเอาดาบหน้าเหมือนเดิม

อีกด้านของความหวัง: 7 เรื่องที่ประชาธิปไตยไทย “ยังไม่ดีขึ้น” ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569

เมื่อเครื่องมือดีขึ้น แต่ความไว้ใจและโครงสร้างยังเป็นโจทย์เดิม

มีคนบอกว่าไทย “ดีขึ้น” เพราะคนตื่นตัวขึ้น ตรวจสอบเก่งขึ้น ใช้ข้อมูลมากขึ้น—จริง

แต่ถ้ามอง “ในทางตรงข้าม” เราก็ต้องยอมรับว่า บางรากของปัญหา ยังอยู่ครบ และบางเรื่องยังเป็นวงจรเดิมที่วนกลับมาทุกครั้งที่ถึงวันเลือกตั้ง

บทความนี้ชวนมอง 7 จุดอ่อนที่ประชาธิปไตยไทยยังไม่ดีขึ้นแบบเห็นชัด—เพื่อให้เราไม่เผลอ “ดีใจกับปลายยอด” แต่ลืม “ซ่อมราก”

1) วิกฤต “ความไว้ใจในกติกา” ยังไม่หาย
ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่ใครชนะ–ใครแพ้ แต่คือสังคมยังรู้สึกว่าเกมนี้ “ไม่แฟร์เท่ากัน” ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

ต่อให้มีระบบรายงานผล มีข้อมูลมากขึ้น แต่ถ้าความเชื่อว่า “บังคับใช้กติกาไม่เสมอภาค” ยังฝังอยู่ การยอมรับผลก็จะเปราะบางเสมอ—และนี่คือเชื้อไฟชั้นดีของความขัดแย้ง

2) การเมืองไทยยังถูก “ชี้ขาดนอกคูหา” อยู่บ่อยครั้ง
การเลือกตั้งควรเป็น “จุดจบของข้อถกเถียง” แต่การเมืองไทยจำนวนไม่น้อยกลับเป็น “จุดเริ่มต้นของคดี/ข้อพิพาท”

กรณีการยุบพรรคและการตัดสิทธิ์ทางการเมืองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่า การเมืองไทยยังมี “ประตูหลัง” ที่สามารถเปลี่ยนกระดานได้ตลอดเวลา [1]

3) เสรีภาพในการแสดงออก โดยเฉพาะ “โลกออนไลน์” ยังถูกกดทับ
ยุคดิจิทัลควรทำให้การเมืองเปิดกว้างขึ้น แต่รายงานด้านเสรีภาพอินเทอร์เน็ตสะท้อนภาพตรงข้าม—ทั้งการดำเนินคดี การสอดส่อง และการคุกคามต่อผู้สื่อข่าว/นักกิจกรรมจากคอนเทนต์ออนไลน์ [2]

เมื่อพื้นที่ถกเถียงไม่ปลอดภัยพอ สังคมจะได้แต่เสียงที่ดังที่สุด ไม่ใช่เสียงที่จริงที่สุด และคุณภาพการตัดสินใจทางการเมืองก็จะยิ่งแย่ลง

4) เงิน–ทุน–เครือข่ายอุปถัมภ์ ยังครองสนาม (การแข่งขันไม่เท่ากันจริง)
เราพูดเรื่อง “ประชาธิปไตยของประชาชน” แต่ในทางปฏิบัติ การเมืองยังหนีไม่พ้นทุนการเมืองและเครือข่ายแบบอุปถัมภ์ ที่ทำงานเป็นระบบในหลายพื้นที่

งานวิจัยเกี่ยวกับเครือข่ายแบบอุปถัมภ์ในการเลือกตั้งชี้ให้เห็นว่า “อำนาจท้องถิ่น–เครือข่าย–การจัดการคะแนน” ยังเป็นตัวแปรสำคัญ [3]

และถ้าฐานเกมยังเป็นแบบนี้ คนเก่งแต่ “ไม่มีทุน/ไม่มีเครือข่าย” ก็ยากจะขึ้นมาแข่งขันอย่างเท่าเทียม

5) การเงินการเมือง “โปร่งใสไม่พอ” และโครงสร้างยังเอื้อความเหลื่อมล้ำระหว่างพรรค
ถ้าพรรคใหญ่เข้าถึงทรัพยากรมากกว่า (ทั้งทุน ทั้งเครือข่าย ทั้งการสนับสนุน) ความเป็นธรรมของการแข่งขันย่อมเสียสมดุล

รายงานประเมินเรื่องการเงินการเมืองของ International IDEA ชี้ประเด็นสำคัญว่า เกณฑ์การจัดสรรเงินสนับสนุนอาจก่อผล “เพิ่มช่องว่างรายได้” ระหว่างพรรคใหญ่กับพรรคเล็ก [4]

นี่คือเรื่อง “โครงสร้าง” ที่ต้องแก้ ไม่ใช่แค่จับผิดรายเคส

6) ความขัดแย้งแบบ “ทีมกีฬา” ยังกลบการถกเถียงเชิงเหตุผล
เรายังเห็นการเมืองที่แข่งกัน “เอาชนะอีกฝั่ง” มากกว่า “หาคำตอบร่วมกัน”โลกออนไลน์ทำให้การสื่อสารเร็วขึ้น แต่ก็ทำให้ความเกลียดชังและการเหมารวมแพร่เร็วขึ้นด้วย ผลคือพื้นที่ตรงกลางแคบลง คนที่อยากคุยด้วยเหตุผลเงียบลง และประเทศยิ่งหาทางออกยากขึ้น

7) ประชาชนมีส่วนร่วม “แค่วันเลือกตั้ง” มากกว่าการกำกับตรวจสอบระหว่างวาระ
ไทยเก่งขึ้นเรื่อง “ไปใช้สิทธิ” แต่ยังไม่แข็งแรงพอเรื่อง “กำกับผู้แทนหลังชนะ”

ดัชนี/ตัวชี้วัดด้านประชาธิปไตยของ International IDEA ชี้ให้เห็นว่า มิติการมีส่วนร่วมและความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง [5]

“ส้มจับแดง” ในศึกเลือกตั้ง 69: จากคำพูด “ชัยวุฒิ” สู่ฉากทัศน์หลังเลือกตั้ง

ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศการเมืองไทยเริ่มเข้าสู่โหมดตีความ “หลังคูหา” มากขึ้น โดยเฉพาะคำถามใหญ่ที่วนกลับมาเรื่อย ๆ คือ “ส้มจะจับมือแดงไหม” (ส้ม = พรรคประชาชน / แดง = พรรคเพื่อไทย) เมื่อคำถามนี้ถูกยกขึ้นมาเป็นวาทกรรมหาเสียงอย่างชัดเจนจาก ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้า พรรครักชาติ

1) “ข่าวชัยวุฒิ” พูดอะไร และพูดในบริบทไหน
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ชัยวุฒิลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดกิมหยง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อม เจษฎ์ โทณะวณิก โดยให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า คนในพื้นที่ “ไม่ได้กังวลเรื่องรัฐประหารมากเท่ากับกังวลว่าส้มกับแดงจะมารวมกันหลังเลือกตั้ง” และสื่อว่าการรวมขั้วดังกล่าวอาจทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย รวมถึงกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ
ประเด็นนี้ถูกนำเสนอในหลายสำนักข่าวในทิศทางใกล้เคียงกัน ซึ่งสะท้อนว่า “ส้มจับแดง” ถูกวางให้เป็นภาพจำความเสี่ยงในช่วงหาเสียง มากกว่าจะเป็นข้อมูลยืนยันว่ามีดีลเกิดขึ้นแล้วจริง

2) ทำไมวาทกรรม “ส้มจับแดง” ถึงถูกหยิบมาเล่นในช่วงนี้
วาทกรรมแบบนี้มักถูกใช้ด้วยเหตุผลหลัก 3 ข้อ:
1. เกม “ปิดประตูดีล” แต่เปิดพื้นที่คะแนน: เมื่อการเมืองไทยมักจบที่รัฐบาลผสม การชี้ว่าอีกฝ่ายจะไปจับมือกับ “ศัตรูเดิม” ช่วยดึงคะแนนจากคนที่ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนขั้วแบบฉับพลัน หรือคนที่ไม่ไว้ใจการต่อรองหลังเลือกตั้ง
2. สร้างกรอบความกลัวที่เข้าใจง่าย: คำว่า “ส้ม” กับ “แดง” เป็นรหัสสีที่คนจำนวนมากตีความได้ไว พอถูกวางคู่กันก็กลายเป็นภาพจำทันทีว่า “สองขั้วใหญ่จับมือ = สูตรวุ่นวาย/สูตรเสี่ยง”
3. บริบทการเมืองหลัง 2566 ทำให้คนเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้: ประสบการณ์การตั้งรัฐบาลรอบก่อนทำให้สังคมคุ้นกับคำว่า “ดีลหลังคูหา” มากขึ้น ดังนั้นการคาดการณ์ว่าใครจะจับมือกับใครจึงกลายเป็นหัวใจของการหาเสียงในช่วงท้าย

3) ถ้า “ส้มจับแดง” เกิดขึ้นจริง จะเกิดอะไรขึ้น
เพื่อไม่ให้คุยกันแบบอารมณ์ล้วน ๆ ลองแยกเป็น 3 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ (จากเบาไปหนัก) โดยยึดหลักว่า “ความเป็นไปได้” ต้องพิจารณาควบคู่กับสมการเสียงในสภาหลังวันเลือกตั้ง
ฉากทัศน์ A: จับมือเชิงนโยบายเป็นเรื่อง ๆ (ไม่ตั้งรัฐบาลร่วม)
เป็นรูปแบบที่ต้นทุนทางการเมืองต่ำสุด: โหวตร่วมเฉพาะกฎหมายหรือวาระที่เห็นตรงกัน เช่น เศรษฐกิจปากท้องบางด้าน ปรับปรุงระบบราชการบางส่วน หรือมาตรการลดค่าครองชีพ
ผลที่มักเกิด: ประเทศเดินได้เป็นช่วง ๆ แต่ความคมของนโยบายจะติดเงื่อนไขความต่าง และยังไม่มีเสถียรภาพแบบรัฐบาลผสม

ฉากทัศน์ B: จับมือตั้งรัฐบาลร่วม
ถ้าคณิตศาสตร์สภาบังคับให้ต้องรวมเสียงกัน การตั้งรัฐบาลร่วมก็เกิดได้ในทางทฤษฎี
ผลที่มักเกิด:
•    ประเทศอาจได้รัฐบาลที่เสียงแน่นขึ้น (ถ้ารวมกันแล้วได้เสียงมาก)
•    แต่ต้องแลกกับการเฉือนนโยบายคนละครึ่ง และแรงเสียดทานจากฐานเสียงทั้งสองฝั่ง
•    ความเสี่ยงหลักคือปัญหาความไว้ใจและเสถียรภาพ หากแบ่งงาน/วาระร่วมไม่ชัด จะเกิดเกมดึง-เกมถ่วงภายในรัฐบาลเอง

มุมโต้แย้งจากฝั่ง “เห็นชอบ” อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการร่างใหม่โต้แย้งข้อกังวลเหล่านี้ว่า การออกเสียงในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เป็นเพียง “ประชามติครั้งแรก” เพื่อถามความต้องการในเชิงหลักการเท่านั้น ยังไม่ใช่การยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่าทันที และตามกระบวนการยั

 นับถอยหลังสู่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วันสำคัญที่คนไทยจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เท่านั้น แต่ยังต้องตัดสินใจอนาคตของกฎหมายสูงสุดผ่านการ “ออกเสียงประชามติ” ในบัตรเลือกตั้งสีเหลือง กับคำถามสำคัญที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ท่ามกลางบรรยากาศการรณรงค์ในช่วงโค้งสุดท้าย สังคมได้เห็นจุดยืนที่แบ่งออกเป็นสองฝ่ายชัดเจน ฝั่งหนึ่งสนับสนุนให้ “เห็นชอบ” เพื่อเปิดทางสู่การเปลี่ยนแปลง แต่อีกฝั่งหนึ่งนำโดยแกนนำพรรคการเมืองและนักวิชาการหลายท่าน ออกมารณรงค์ให้ “ไม่เห็นชอบ” (Vote NO) โดยเสนอให้ใช้วิธีแก้ไขรายมาตราแทนการร่างใหม่ทั้งฉบับ
.
เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน นี่คือสรุป 3 เหตุผลหลัก ที่ฝ่ายคัดค้านหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อกังวล

1. ต้องระบุ “วิธีการและเนื้อหา” ให้ชัดก่อนถาม
ด้าน รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก พรรครักชาติ ให้ความเห็นแย้งในเชิงหลักการว่า การรณรงค์โดยบอกแค่ว่าจะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 นั้นยังไม่เพียงพอ เพราะรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาเกี่ยวพันกันทั้งฉบับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ดร.เจษฎ์ มองว่าคำถามประชามติควรมีความชัดเจนมากกว่านี้ โดยต้องระบุ “วิธีการและเนื้อหาสำคัญ” ให้ประชาชนรับรู้ก่อน ไม่ใช่ขอฉันทามติไปก่อนแล้วค่อยไปว่ากันในรายละเอียด

2. กลัว “ตีเช็คเปล่า” เสี่ยงกระทบโครงสร้างหลัก
พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เป็นหนึ่งในพรรคที่แสดงจุดยืนชัดเจน โดยมองว่าคำถามประชามติครั้งนี้มีลักษณะเป็น “คำถามปลายเปิด” ที่ยังไม่มีกรอบชัดเจนว่าจะร่างใหม่อย่างไร การลงมติเห็นชอบจึงเปรียบเสมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้ไปเขียนเงื่อนไขทีหลัง ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การกระทบหมวดสำคัญหรือโครงสร้างหลักของประเทศ ทางพรรคจึงเสนอว่า หากรัฐธรรมนูญมีปัญหา ควรใช้วิธี “แก้ไขรายมาตรา” จะตรงจุด ชัดเจน และลดความขัดแย้งได้มากกว่า

3. หวั่น “สิ้นเปลืองงบ” และ “เปิดประตูสู่ความขัดแย้ง”
ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้า พรรคไทยภักดี สะท้อนมุมมองเรื่องความคุ้มค่าและความสงบเรียบร้อย โดยระบุว่าการยกร่างใหม่ทั้งฉบับต้องใช้งบประมาณมหาศาล และกระบวนการรับฟังความเห็นอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงในสังคมไทยอีกครั้ง จึงเสนอให้รัฐบาลและภาคการเมืองมุ่งเน้นแก้ปัญหาปากท้องซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน มากกว่าการทุ่มทรัพยากรไปกับเรื่องรัฐธรรมนูญ

อดีต สว. สมชาย แสวงการ เปิดหน้าชนขบวนการแก้รัฐธรรมนูญ แฉพิรุธนักการเมืองจ้องโละมาตราป้องกันทุจริตและวินัยการเงินการคลัง ชี้การทำประชามติร่างใหม่ทั้งฉบับคือการ "ล้างไพ่"

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และอดีตประธานกรรมาธิการที่มีบทบาทสำคัญในการติดตามการร่างรัฐธรรมนูญมาหลายชุด ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามในการผลักดันให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่าพฤติการณ์ของนักการเมืองในขณะนี้คือการ “ขาดความกล้าหาญ” ที่จะบอกความจริงกับประชาชนว่าต้องการแก้ไขในประเด็นที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวเอง

นายสมชาย เปิดเผยว่า มาตราที่นักการเมืองพยายามผลักดันให้แก้ไขมาโดยตลอด ไม่ใช่เรื่องของประชาชน แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิและอำนาจของนักการเมืองทั้งสิ้น โดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันทุจริตและการใช้งบประมาณ ได้แก่:
มาตรา 144: การแปรญัตติงบประมาณ
มาตรา 160 (4) และ (5): มาตรฐานจริยธรรมของรัฐมนตรี
มาตรา 98 (4) และ (5): ลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส.
มาตรา 185: การก้าวก่ายแทรกแซงข้าราชการ
กฎหมายลูก (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

"เขาอยากเอาเรื่องเหล่านี้ออก แต่ไม่กล้าบอกประชาชนตรงๆ ก็เลยอาศัยมือประชาชนผ่านการทำประชามติเพื่อล้มรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" นายสมชายระบุ

ในฐานะผู้ที่คลุกคลีกับการร่างรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ชุดของอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ นายสมชายยืนยันว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 สามารถแก้ไขได้แต่ไม่ควร “ล้ม” เพื่อร่างใหม่ทั้งหมด เพราะการตั้ง สสร. มายกร่างใหม่ตั้งแต่มาตรา 1 ถึง 279 จะส่งผลกระทบต่อ:
หมวด 1 และ หมวด 2: บททั่วไปและหมวดพระมหากษัตริย์
พระราชอำนาจ: อีกกว่า 38 มาตราที่อาจถูกรื้อทิ้ง
ความมั่นคง: เสี่ยงต่อการนำประเด็นเรื่องรัฐปัตตานี หรือการแบ่งแยกราชอาณาจักรเข้ามาเป็นเงื่อนไข

ผู้แทนที่ดี หน้าตาเป็นยังไง: เช็กลิสต์ก่อนหย่อนบัตร “โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69” จากรัก–เกลียด สู่การเลือกบนหน้าที่–ความรับผิดชอบ


โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มักเป็นช่วงที่เสียงดังที่สุด—เสียงเชียร์ เสียงด่า เสียงป้าย เสียงคลิปตัด เสียงคำคม

แต่ “เสียงที่สำคัญที่สุด” ในประชาธิปไตย ไม่ใช่เสียงบนเวที

คือ “เสียงในคูหา” ของคุณ

คำถามคือ…เราจะใช้เสียงนั้นเลือก “ผู้แทนที่ดี” ได้อย่างไร โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์รัก–เกลียด หรือกระแสชั่วคราว?

คำตอบเริ่มจากการจำให้แม่นว่า ส.ส. ไม่ได้มีหน้าที่ “พูดเก่ง” อย่างเดียว แต่มีหน้าที่ “ทำงานรัฐสภา” อย่างเป็นระบบ—ออกกฎหมาย ตรวจสอบรัฐบาล และกำกับการใช้งบประมาณของประเทศ [1]

1) งานจริงของ ส.ส. มี 3 เรื่องใหญ่ (และนี่คือเหตุผลที่ต้องเลือกให้ดี)
หนึ่ง: ออกกฎหมาย — ชีวิตคุณอยู่ในกฎหมายแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่เศรษฐกิจ การศึกษา ไปถึงความปลอดภัยในสังคม การมี ส.ส. ที่อ่านกฎหมายเป็น คิดเป็น และยืนบนหลักการ จึงสำคัญกว่าการมี ส.ส. ที่แค่ “วาทะดี” [1]

สอง: ตรวจสอบรัฐบาล — สภาไม่ได้มีไว้เพื่อปรบมือให้ฝ่ายบริหาร แต่มีไว้เพื่อถามให้ชัด ไล่ให้ตอบ และสะท้อนปัญหาจากประชาชน เช่น กลไก “อภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหา” ที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ ส.ส. เข้าชื่อได้ [2]

สาม: งบประมาณ — ถ้า “งบ” คือเงินภาษีของเรา การคุมงบคือหัวใจของการเมือง การเล่นเกมผลประโยชน์ผ่านงบประมาณ หรือการหลับหูหลับตาโหวตให้ผ่าน คือความเสียหายที่ย้อนกลับมาหาประชาชนเสมอ [1]

2) เช็กลิสต์ “ผู้แทนที่ดี” 10 ข้อ (ใช้เป็นเกณฑ์ก่อนกากบาท)
ต่อไปนี้ไม่ใช่คุณสมบัติในอุดมคติแบบลอยๆ แต่หลายข้อสอดคล้องกับหลักจริยธรรมของสมาชิกสภา เช่น ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต เที่ยงธรรม มีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ใต้อิทธิพลเงิน ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง และไม่รับของขวัญผลประโยชน์จากหน้าที่ [3]
1) ยืนข้างประโยชน์ชาติ/ประชาชนจริง — ไม่ใช่ยืนข้างนายทุน ข้างกลุ่มอิทธิพล หรือข้างดีลลับ [3]
2) มีความเป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลการเงิน — ถ้าคนๆ หนึ่ง “ถูกซื้อได้” เขาก็ “ถูกสั่งได้” [3]
3) เคารพสิทธิคนอื่น ไม่ใช้วาจาป้ายสีแบบไร้หลักฐาน — การเมืองที่ดีต้องถกกันด้วยข้อมูล ไม่ใช่การดูหมิ่น ใส่ร้าย โดยไม่มีพยานหลักฐาน [3]
4) ทำงานสภาจริง: เข้าประชุม ตรงเวลา ไม่โดดงาน — ผู้แทนที่ดีไม่ใช่คนที่ “โผล่เฉพาะตอนหาเสียง” [3]
5) ให้ข้อมูลประชาชนครบถ้วน ถูกต้อง ไม่บิดเบือน — คำว่า “สื่อสารเก่ง” ไม่พอ ต้อง “สื่อสารตรง” ด้วย [3]
6) โปร่งใสเรื่องทรัพย์สิน/ผลประโยชน์ทับซ้อน — นักการเมืองมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามช่องทางที่กำหนด [4]
7) รับฟังและทำงานกับพื้นที่จริง (ไม่เลือกปฏิบัติ) — ปฏิบัติกับประชาชน “เสมอภาคเท่าเทียม” [3]
8) รับผิดชอบเมื่อผิดพลาด — กล้ารับ กล้าแก้ ไม่ใช่ “เบี่ยง–โยน–เงียบ” [3]
9) ไม่รับของขวัญ/ผลประโยชน์จากตำแหน่ง — เพราะเมื่อรับแล้ว “ความเป็นกลาง” มักหายไปพร้อมกัน [3]
10) เล่นการเมืองอย่างสุจริต ไม่ใช้วิธีสกปรก — รวมถึงไม่ยอมให้เกิดการซื้อเสียงหรือการทำให้คนเข้าใจผิดด้วยข้อมูลเท็จ [5]

3) “สัญญาณอันตราย” ที่ควรระวังเป็นพิเศษ
โค้งสุดท้าย คนเรามักยอม “มองข้ามธงแดง” เพราะชอบคำพูดหรือกระแส แต่ธงแดงพวกนี้ควรทำให้คุณชะลอทันที

• มีลักษณะต้องห้ามตามกติกา (ตัวอย่างเช่น ประเด็นเกี่ยวกับสื่อ การถูกเพิกถอนสิทธิ การต้องโทษบางลักษณะ ฯลฯ) ซึ่ง กกต. สรุปไว้เป็นหมวด [5]
• พูดเก่งแต่ตอบคำถาม “สามเรื่องใหญ่” ไม่ได้: กฎหมาย/ตรวจสอบ/งบ
• มีพฤติกรรมชวนเกลียดอีกฝั่งมากกว่าชวนแก้ปัญหา
• ชอบให้สัญญา “แจกง่าย-ได้เร็ว” แต่ไม่พูดแหล่งงบ/ผลกระทบ
• มีข่าวเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ไม่เคยอธิบายอย่างเป็นระบบ
• เกี่ยวข้องกับการให้/รับประโยชน์เพื่อแลกคะแนน ซึ่งเอกสารแนะแนวการเลือกตั้งระบุเป็นข้อห้าม [5]

4) สูตรให้คะแนนแบบเร็ว (ทำเองได้ใน 5 นาที)
ให้คะแนนผู้สมัคร/พรรคที่คุณกำลังชั่งใจแบบ “คนทำงาน” ไม่ใช่แบบ “คนอินดราม่า”• ความสามารถด้านนโยบาย/กฎหมาย (25): อธิบายได้เป็นขั้นตอน ไม่ขายฝัน
• ความโปร่งใส (20): ประวัติ–ที่มา–ทรัพย์สิน–ทีมงาน ตรวจสอบได้
• ความเป็นอิสระจากทุน/ดีล (15) [3]
• วินัยการทำงานสภา (15) [3]
• ความรับผิดชอบและจริยธรรม (15) [3]
• ความผูกพันกับพื้นที่/รับฟังประชาชน (10) [3]

คนที่ได้คะแนนสูง ไม่จำเป็นต้อง “ถูกใจเราทุกเรื่อง” แต่ต้อง “ไว้ใจให้ใช้อำนาจแทนเราได้”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top