Tuesday, 14 July 2026
POLITICS

‘ดร.เจษฎ์’ ฝาก ‘นายกฯ หนู’ แก้เกมส์ รุก ‘ฮุน มาเนต’ ดึง ฝรั่งเศส อเมริกา วุ่นวายไทย พร้อมปลุกใจ "ไทย สามัคคี รักชาติ"

(19 ก.พ. 69) จากกรณี "ฮุน มาเนต" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า จะเชิญ คณะกรรมการสันติภาพ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย พร้อมเรียกร้องไทยอนุญาตให้คณะกรรมการกำหนดเขตแดนร่วมเริ่มทำงานในพื้นที่พิพาทชายแดนนั้น 

ล่าสุด รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ได้ลงพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็น 1 ในพื้นที่พิพาท ที่ไทยยึดคืนได้จากการปะทะ พร้อมให้สัมภาษณ์ทางถึงกรณีดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่า ขณะที่นักการเมืองไทยกำลังแย่งชิงอำนาจ แต่ศัตรูข้างบ้านกำลังเดินเกมรุกคืบ เตรียมผนึกมหาอำนาจบีบไทยให้จนมุม พร้อมตั้งคำถามถึงพรรคการเมืองบางพรรคที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย!


ซึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า ต้องเตือนให้คนไทย ให้ "ตาสว่าง" กับแผนการของ "ฮุน มาเนต" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กำลังรุกคืบอย่างเป็นระบบ ที่มีแผนฮุบผลประโยชน์อ่าวไทย จากการอ้างอิงคำกล่าวของกษัตริย์นโรดม สีหมุนี ที่ระบุว่าหากไทยสร้างกำแพง กัมพูชาก็ต้องได้ "ส่วนแบ่งน้ำมันในอ่าวไทย" รวมถึงใช้ "ทรัมป์" เป็นโล่ ซึ่งกัมพูชาเลือกข้างสหรัฐฯ อย่างชัดเจนผ่าน Board of Peace เพื่อดึงมหาอำนาจมาเป็นพวก และเตรียมใช้ยุโรป (โดยเฉพาะฝรั่งเศส) เข้ามากดดันไทยให้คืนพื้นที่ทับซ้อน 

"กัมพูชามีแนวโน้มในการที่จะเดินหน้าเรียกร้องให้มีการคืนพื้นที่จากทางประเทศไทย ดังที่คุณฮุน มาเนต ได้บอกเอาไว้ เดินหน้าต่อจาก Board of Peace หรือคณะกรรมการสันติภาพ ไปยุโรป ไปคุยกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบ ในขณะที่กษัตริย์กัมพูชา สมเด็จนโรดม สีหมุนี ก็ได้กล่าวอ้างว่า ถ้าหากประเทศไทยจะสร้างกำแพงขึ้นมา ก็ต้องขอแบ่งน้ำมันที่อยู่ในอ่าวไทยเช่นกัน

การรุกคืบเหล่านี้ ทั้งจากสถาบันกษัตริย์ของกัมพูชา และจากองคาพยพในการบริหารจัดการแผ่นดินโดยคุณฮุน มาเนต ถ้าหากว่าเรายังไม่นึกคิดว่าภัยข้างบ้านเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เรายังคงทะเลาะกันในบ้าน ยังคงหาจุดลงตัวเพื่อเดินหน้าต่อไปไม่ได้ การที่คุณฮุน มาเนต ไปประชุม Board of Peace หรือคณะกรรมการสันติภาพ ก็ต้องร่วมกันกับคุณโดนัลด์ ทรัมป์ เท่ากับว่ากัมพูชาเลือกทางฝั่งของสหรัฐอเมริกาไปเกินครึ่งตัวแล้ว" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ชาวกัมพูชาแฝงตัวอยู่ในพื้นที่อธิปไตยไทยมานานกว่า 30-40 ปี โดยที่รัฐบาลยุคก่อน ๆ เพิกเฉย ด้วยว่า การได้สัมผัสพื้นที่จริง การได้เห็นว่ากัมพูชาได้มาแฝงตัวอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ 30-40 ปีแล้ว โดยรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาไม่ได้แก้ปัญหาใด ไม่ได้พยายามจะดำเนินการเพื่อที่จะรักษาอธิปไตยอย่างมั่นคง แม้รัฐบาลที่มีคุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการค่อนข้างจะแข็งขัน และแสดงศักยภาพในการปกป้องอธิปไตยในระดับสูง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเหตุว่าภัยยังไม่หมด และเรื่องราวยังไม่จบ

การรุกคืบของกัมพูชาจะก้าวเข้ามาได้ทุกเมื่อ โดยใช้กำลังทางกายภาพ และใช้ความสัมพันธ์ที่จะมีต่อสหรัฐอเมริกาในอนาคตเข้ามาบีบคั้นเรา ส่วนประเทศมหาอำนาจอื่น ที่เราบอกว่าเป็นมหามิตร เช่น จีน เช่น รัสเซีย หรือประเทศอื่นใดในยุโรป จะช่วยเหลือเราหรือไม่ ยิ่งในยุโรปก็ยังมีประเทศอย่างฝรั่งเศสที่น่าจะพร้อมในการจะร่วมมือกับกัมพูชา และไม่รู้จะสานสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาอย่างไร ในการรุกคืบมาย่ำยีไทย

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายเตือนสติคนไทย ด้วยว่า ภัยข้างบ้านอันตรายกว่าที่คิด หากไทยยังไม่เลิกทะเลาะกันเอง และยังจัดการ "ไส้ศึก" ภายในไม่ได้ เราอาจสูญเสียอธิปไตยอย่างถาวร

"พี่น้องทั้งหลายต้องตระหนักแล้วครับว่า เราต้องช่วยกันในการรักษาอธิปไตยให้มากกว่านี้ เราต้องช่วยกันผลักภัยร้ายออกจากบ้านเมือง และช่วยกันแก้ปัญหาภายในประเทศ ถ้าวันนี้ยังมีการบ่อนทำลายอยู่ เราต้องรีบจัดการ เราไม่มีเวลาที่จะแตกความสามัคคีกันแล้ว เพราะว่าภัยภายนอกมันหนักหนากว่าภัยภายในยิ่งนัก แต่สิ่งที่จะทำให้เราพ่ายแพ้ คือการจัดการกับภัยภายในไม่ได้ ความสามัคคีกันเหมือนที่เป็นมาในอดีต ดังนั้นในตอนนี้ เราต้องรู้แล้วล่ะครับว่า มันมีคนอยู่สองจำพวก จำพวกกำลังจะสร้างชาติ กับจำพวกกำลังจะทำลายชาติ เราต้องร่วมกันเป็นประเภทแรก บ้านเมืองเราถึงจะรอดครับ"

‘วิษณุ’ เตือนปมบาร์โค้ด ทำกาบัตรไม่ลับ เสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ หวั่นกกต. เจอคุกซ้ำรอยปี 49

(19 ก.พ. 69) นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายหัวข้อถอดรหัสภาวะผู้นำ-กรณีศึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ภายใต้หลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ วบส.รุ่น 14 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายวิษณุ ตอบคำถามผู้เข้าอบรมฯ ในประเด็นการเลือกตั้งอาจเป็นโมฆะ จากกรณีการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้งและสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ อาจส่งผลให้ผลการลงคะแนนไม่เป็นความลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ว่า

การตีความกฎหมายเรื่องนี้เกิดขึ้นได้ 2 แนวทาง โดยแนวทางที่ 1 ผลการลงคะแนนเลือกตั้งไม่ลับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำผิดและขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะบาร์โค้ดทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ออกเสียงอย่างไร ถือว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรง

แนวทางที่ 2 ผลการลงคะแนนยังเป็นไปในทางลับ เพราะลับหรือไม่ลับ พิจารณาจากตอนกากบาทลงคะแนนในคูหา ไม่ได้ไปดูกันภายหลัง ซึ่งกรณีบาร์โค้ดจะไม่เหมือนกับการเลือกตั้งปี 2549 ซึ่งตั้งหีบหันไปในทิศทางที่ทำให้บุคคลที่ผ่านไปมาเห็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งลงคะแนน นั่นหมายความว่า ครั้งนั้นได้สร้างบรรทัดฐาน โดยยึดเหตุการณ์ระหว่างกากบาทว่าต้องเป็นความลับ

นายวิษณุ กล่าวว่า หากถามความเห็นส่วนตัว ซึ่งตนว่าอาจจะผิด เห็นด้วยกับแนวทางที่ 1 ว่าไม่ได้ลับ เพราะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ถ้าจะทำประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ มีโอกาสรู้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ไม่ใช่ความลับ คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่ระบุว่า การเลือกตั้งต้องทำโดยตรงและลับ ไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่หมายความว่าต้องเป็นความลับตลอดเวลา คือ เป็นความลับไปกับโลกนี้เลย ถึงเรียกว่าลับ ถ้าลับแบบหลังจากเลือกไปแล้วอีก 2 เดือน มาเปิดดูกันได้ แล้วก็รู้กันว่าใครนั้น ถือว่าได้เลือกตั้งโดยลับไปแล้ว พูดแบบนั้น พูดไม่ได้ เพราะว่าถูกเปิดเผยออกมาแล้ว

นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าคดีนี้ไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ เขาจะพิสูจน์ด้วยการที่หยิบบัตรเลือกตั้งมา 1 ใบที่มีบาร์โค้ด และเอาบาร์โค้ดไปเทียบกันต้นขั้ว เอาต้นขั้วไปเทียบกับบัญชีรายชื่อ ชื่อออกมาแล้วว่า “นาย ก.” ก็แสดงว่า “ไม่ลับ” แล้ว ทั้งเป็นความเห็นส่วนตัวของตน ซึ่งอาจจะผิดก็ได้

เมื่อถามว่าหากเป็นแบบนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสเป็นโมฆะหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ผมตอบไม่ได้ และไม่กล้าจะคาดเดาด้วย คนที่ถามผม เมื่อสักครู่ว่าลับหรือไม่ลับ ผมก็เห็นว่ามันไม่ลับ หากการลงคะแนนไม่ลับแล้ว ก็อยู่ที่กกต.ว่าจะสั่งอย่างไร หากกกต.เห็นว่าไม่ลับ ก็ออกได้ทางเดียวคือ สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ จะบางเขตไม่ได้ เพราะบัตรเลือกตั้งมันเหมือนกันทั้งประเทศ

นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อปี 2549 เราได้สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศมาแล้ว จากกรณีจัดคูหาเลือกตั้งให้คนเดินผ่านแล้วมองเห็น ครั้งนั้นการจัดคูหาแบบนั้นไม่ได้จัดทั้งประเทศ จัดเพียงบางแห่งเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น กกต.ก็ได้สั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ เสียเงินกี่พันกี่หมื่นล้านก็ต้องทำ

“ถ้ากกต. ไม่อยากสั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ก็ออกได้ทางเดียว คือ ที่ว่าการลงคะแนนเป็นความลับ หมายถึงลับ ตอนกาบัตรเลือกตั้ง ส่วนหลังจากนั้นไม่ลับอย่างที่ได้ตอบไป”

“ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดอย่างไร ผมไม่กล้าฟันธง แต่จะมาบอกว่าเอาแค่ กกต.รับผิดไปก็แล้วกัน มันจะไม่เป็นแบบนั้น เพราะคดีเมื่อปี 2549 โดนหลายเด้ง ทั้งการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ และกกต. ต้องรับผิด แล้วก็ติดคุกกันไป ครั้งนี้ไม่แน่ใจว่าจะให้กกต.ติดคุกหรือไม่ แต่มีส่วนรับผิดชอบ เพราะบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดผ่านความเห็นชอบจากกกต.แล้ว เพราะฉะนั้นจะเอาคุณแสวงไปติดคุกคนเดียวไม่ได้ ก็คงต้องหาเพื่อนให้แกด้วยอยู่ดี” นายวิษณุกล่าว

นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ใช่แค่ความชุลมุนเฉพาะหน้าเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง แต่ความวุ่นวายที่รัฐบาลชุดต่อไปจะต้องเผชิญ คือความขัดแย้งในระยะยาว ทั้งความขัดแย้งที่เกิดจากสนิมเนื้อใน หรือ การทะเลาะแย่งชิงตำแหน่งกันเองภายในรัฐบาล และความขัดแย้งที่จะเกิดจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลออกเสียงประชามติ เพราะการจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นครั้งหนึ่งที่มีผู้คนเกี่ยวข้องมากมาย รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนจากหลายขั้วความคิดและความหลากหลายในสังคมเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้
 

ผอ.กกต.กำแพงเพชร ท้าพิสูจน์ระบบบัตรเลือกตั้ง ลั่นหากรู้ได้ว่าใครกาใคร พร้อมลาออก

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นายคงยศ บุญรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำจังหวัดกำแพงเพชร แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความลับของบัตรเลือกตั้งหลังจากพบว่ามีการติดบาร์โคดที่อาจสืบย้อนหลังหาตัวผู้กาบัตรได้ โดยนายคงยศได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Kongyos Boonrak ว่า "ผมขอท้า ใครเจาะระบบความลับบัตรเลือกตั้งกำแพงเพชรได้ว่า บัตรเป็นของใคร เลือกใคร ผมยอมลาออก"

ผอ.กกต.กำแพงเพชรยังได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่มีผู้อ้างว่าการลงคะแนนโดย "ตรง" และ "ลับ" หมายถึง ไม่มีโอกาสที่ผู้ใดจะรู้ได้ แม้แต่ผู้เป็นกรรมการก็ไม่มีสิทธิ แต่ความเป็นจริงคือมาตรา 92 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ระบุให้ กปน.(กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง) สามารถลงคะแนนแทนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ กรณีเป็นผู้พิการหรือผู้สูงอายุ โดยให้ถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ

"ถ้าหากเป็นไปตามความเห็นกูรูผู้รู้ทั้งหลาย กปน.ที่ลงคะแนนแทน คงต้องหลับตากากบาทเพราะความลับ" นายคงยศระบุ พร้อมย้ำว่าหลังการลงคะแนน จะถูกจัดเก็บและผนึกด้วยกระบวนการทางกฎหมาย มิใช่เพียงแค่รูปแบบทางกายภาพโดยลำพัง

ทำไมบางคน ‘ไม่แสดงความคิดเห็น’ ในประชามติ

ในผลประชามติรอบล่าสุด มีคนจำนวนไม่น้อยเลือกกาช่อง “ไม่แสดงความคิดเห็น” และตัวเลขนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นแค่ความเฉยชา เพราะมันสะท้อนทั้งความสับสน ความไม่มั่นใจ และบางครั้งคือ “การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง” อย่างมีเหตุผล

Thai PBS รายงานผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ (นับแล้ว 94%) ว่ามีผู้ ‘ไม่แสดงความคิดเห็น’ 2,879,535 คน ขณะที่นิด้าโพลก่อนวันลงคะแนนก็พบว่ามีผู้ตอบว่าจะ ‘ไม่แสดงความเห็น’ 13.78%—แปลว่าพฤติกรรมนี้มีอยู่จริงทั้งในโพลและในสนามเลือกตั้ง.

1) ‘ไม่เข้าใจโจทย์’ ไม่ได้แปลว่าไม่ฉลาด
ประชามติรัฐธรรมนูญเป็นโจทย์ที่ดูสั้น แต่ความหมายทางกฎหมายและกระบวนการซับซ้อนมาก ยิ่งเมื่อเอกสารอธิบายใช้ถ้อยคำปะปนระหว่าง “จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” กับ “แก้ไขทั้งฉบับ” (ซึ่งเป็นคนละกระบวนการ) ก็ยิ่งเพิ่มความสับสน.
•    บางคนเลือกไม่แสดงความเห็น เพราะไม่มั่นใจว่าเข้าใจคำถามตรงกันกับรัฐหรือไม่
•    บางคนกลัว “กดผิดแล้วเปลี่ยนประเทศ” จึงเลือกทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับตนเอง

2) ‘ไม่ไว้ใจทุกฝ่าย’ จึงไม่อยากให้ใครนำคะแนนไปอ้าง
อีกเหตุผลสำคัญคือความไม่ไว้วางใจ—ไม่ว่าจะต่อการเมือง ต่อกระบวนการ หรือแม้แต่ต่อการตีความผลหลังจากนี้ บางคนจึงเลือกไม่แสดงความเห็นเพื่อไม่ให้คะแนนของตนถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำไปตีความว่า “ประชาชนหนุนเรา”.

3) ‘หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง’ ในสังคมที่การเมืองเป็นเรื่องเสี่ยง
ในสังคมที่การเมืองถูกพูดกันด้วยอารมณ์สูง การประกาศจุดยืนอาจกระทบความสัมพันธ์ในบ้าน ที่ทำงาน หรือชุมชน คนจำนวนหนึ่งจึงเลือกไม่แสดงความเห็นเพื่อไม่ต้องแบกต้นทุนทางสังคม.

"น้ำเงิน-แดง" จับมือตั้งรัฐบาล พร้อมหนุน ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯ ขอมองไปข้างหน้า ลบอดีตให้หมด ทำงานไม่มีแบ่งเส้น ด้าน ‘ยศชนัน’ ขอบคุณเชิญร่วมรัฐบาล

13 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 15.30 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว. มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วยแกนนำพรรคภูมิใจไทย และ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ร่วมกันแถลงข่าว ภายหลังใช้เวลาหารือประมาณ 30 นาที

โดย นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยรู้สึกเป็นเกียรติที่ผู้บริหารระดับสูงของพรรคเพื่อไทยได้กรุณาแวะมาหารือในเรื่องของการดำเนินการการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งถ้าเราดูจากคะแนนของการเลือกตั้งถึงแม้ว่าจะยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการ แต่เราก็ไม่ต้องการให้มันมีช่วงสุญญากาศเป็นระยะเวลานาน ซึ่งได้มีการหารือกันมาในระดับหนึ่ง ก็ได้ข้อสรุปว่าทางพรรคเพื่อไทยยินดีที่จะสนับสนุนให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเราดำเนินการตามแนวทางที่เราได้วางไทม์ไลน์เอาไว้ว่าถ้าเรามีโอกาสที่จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น เราจะเชิญพรรคเป็นลำดับตามลำดับในการหารือและขอความร่วมมือในการที่จะทำให้ประเทศของเราได้ดำเนินต่อไปด้วยความราบรื่น ด้วยพลังพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย เรามองไปข้างหน้า และได้เห็นว่าบุคลากรคุณภาพของทั้งสองพรรคน่าจะมีความสามารถมากเพียงพอที่จะผลักดันและนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีมั่นคงแข็งแกร่งและยั่งยืน เป็นที่คาดหวังของพี่น้องประชาชนได้

ในเบื้องต้นได้พูดคุยกันและได้มีการตกลงกัน ซึ่งจากนี้ไปเราจะมีการพูดคุยกันมากขึ้นเพื่อลงในรายละเอียดในการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่วไปไม่มีเรื่องแปลกใหม่อะไร ต้องกราบขอบพระคุณนายยศชนัน และ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งวันนี้ได้รับทราบมาว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยไม่สบาย เป็นไข้หวัด ก็เลยไม่สะดวกที่จะมา เราจึงได้รับเกียรติจากผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ทั้ง นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ด้าน นายยศชนัน กล่าวว่า เนื้อหาเป็นไปตามที่นายกฯ แถลง ก็ต้องขอขอบคุณนายกฯ ที่ให้เกียรติเรียนเชิญพรรคเพื่อไทยมาสู่การเจรจา ตนในฐานะของผู้นำพรรคเพื่อไทยเคยรับปากกับทุกท่านว่าการเจรจาตนจะอยู่ด้วยตลอดและวันนี้ตนก็อยู่ด้วย

ขณะที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นไปตามที่นายกฯ ได้นำเรียนทุกท่านว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยเอง พร้อมสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตามที่นายกฯ ได้กล่าว ส่วนในเรื่องต่างๆ คงจะมีการพูดคุยกันในภายหลัง วันนี้เป็นการมาแสดงความยินดีที่พรรคภูมิใจไทยประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งในครั้งนี้ จากนั้นนายอนุทินได้ยกมือไหว้ขอบคุณนายยศชนัน แกนนำพรรคเพื่อไทยทุกคน

โดยผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการพูดคุยกันเรื่องกระทรวงกันแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราจะได้มีเวลาคุยกันอีกหลายครั้ง

เมื่อถามต่อว่า การจับมือร่วมกันครั้งนี้ทั้ง 2 พรรคมีเป้าหมายในเรื่องของการที่จะกลับมาทำงานร่วมกันอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เราหารือกันเมื่อสักครู่นี้ คือเรามั่นใจซึ่งกันและกันว่าบุคลากรของแต่ละพรรค มีความสามารถ มีความรู้ มีประสบการณ์ มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง และได้บอกกับทุกท่านไปว่าขอให้เรากลับมาทำงานด้วยกัน นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก เรื่องอะไรที่มันไม่เข้าใจกันในอดีตที่ผ่านมาเป็นเรื่องปกติธรรมดา ต้องลบออกไปให้หมดและเดินไปข้างหน้า และขอความร่วมมือที่จะทำงานร่วมกันทำงานแบบร่วมกันจริงๆไม่มีการแบ่งเส้น แบ่งเขต ถือว่าเป็นการทำงานร่วมกันในฐานะที่เป็นรัฐบาลด้วยกัน บริหารราชการแผ่นดินไปด้วยกัน เพื่อประสิทธิภาพด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศของเรา

‘จ๋าย ไททศมิตร’ ถูกขู่ฆ่า ปมแสดงออกเรื่องการเมือง กำลังให้ทนายจัดการ เผยแต่ละคนที่เข้ามาข่มขู่ มีตัวตนจริง ๆ ไม่ใช่ io

13 ก.พ. 69 – เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่ออกมาคอลเอาต์เรื่องการเมือง สำหรับ อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี หรือ ‘จ๋าย’ นักร้องนำวงไททศมิตร และผู้ก่อตั้ง-บริหารค่ายเพลง 9Arkkhan

โดยที่ผ่านมาจะเห็น “จ๋าย” แสดงออกเรื่องการเมืองผ่านตัวหนังสือทางเฟซบุ๊กส่วนตัว บนเวทีคอนเสิร์ต ผ่านบทเพลง หรือแม้แต่จะเป็นการช่วยซัพพอร์ตทางด้านเสบียง

ศาลรัฐธรรมนูญ: “กรรมการ” ที่ทำให้เกมนิ่ง หรือ “ผู้เล่น” ที่ทำให้เกมตึง?

ผลประชามติที่ออกมาเหมือนเป็น “สัญญาณไฟเขียว” ให้เดินหน้าทำรัฐธรรมนูญใหม่—แต่ความจริงมันเป็นแค่การเปิดประตูเข้าสู่สนามที่ยากกว่าเดิม เพราะจากนี้ไทยต้องเถียงกันเรื่อง “กติกาของการเขียนกติกา” และจุดที่ทำให้เรื่องนี้ “นิ่ง” หรือ “ตึง” จนเสี่ยงหลุดราง คือบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ

ตัวเลขที่บอกว่า “เกมยังไม่จบ”
ข้อมูลล่าสุดจาก ไทยพีบีเอส ระบุว่า (อัปเดต 9 ก.พ. 2569 นับแล้ว 94%) ฝ่ายเห็นชอบ 19,882,882 ไม่เห็นชอบ 10,502,889 และไม่แสดงความคิดเห็น 2,879,535 ผู้มาใช้สิทธิ 34,137,009 คน (64.50%)
แปลเป็นภาษาการเมืองง่าย ๆ: แม้ “เห็นชอบ” ชนะ แต่ “ไม่เห็นชอบ” ยังเป็นฐานสังคมระดับสิบล้านเสียง—มากพอที่จะทำให้ทุกด่านถัดไปถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมได้ตลอดทาง
ทำไมศาลถึงถูกมองว่าเป็นทั้ง “กรรมการ” และ “ผู้เล่น”
ในหลักคิดแบบประชาธิปไตย ศาลควรเป็น “กรรมการ” คือคุมกติกาให้เป็นธรรม ไม่ปล่อยให้ใครโกง ไม่ปล่อยให้ใครใช้อำนาจเกินขอบเขต

แต่ในความเป็นจริงของการเมืองไทย ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีบทบาทแค่ “เป่านกหวีด” เพราะคำวินิจฉัยของศาลเป็นเหมือน “กำแพงสนาม” ที่กำหนดตั้งแต่ต้นว่า รัฐสภาเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ แต่ต้องทำประชามติให้ประชาชนเห็นชอบก่อน และประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดคือประเด็นเรื่องที่มา “ผู้ร่าง” ซึ่งถูกตีความว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

เมื่อ “กรรมการ” เป็นคนกำหนดขนาดสนามและจำนวนประตูด้วย ภาพซ้อนจึงเกิดขึ้นทันที: ฝ่ายที่ได้ประโยชน์จะมองว่า “นี่แหละกรรมการรักษากติกา” ส่วนฝ่ายเสียประโยชน์จะมองว่า “นี่คือผู้เล่นที่จัดสนามให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบ”
3 ปมที่ทำให้บทบาทศาลกลายเป็นชนวนความตึง
1) ต้องทำประชามติกี่ครั้งกันแน่: 2 หรือ 3?

ในสังคมไทยมีความต่างของการอธิบาย “จำนวนครั้ง” อยู่จริง—บางการสรุประบุเป็น 3 ชั้น (เริ่มต้น–รับหลักการ/กรอบ–รับร่างสุดท้าย) ขณะที่อีกด้านชี้ว่าในคำอธิบายบางส่วนมีการพูดถึง “อย่างน้อย 2 ครั้ง” และโต้ว่า “ไม่จำเป็นต้องถึง 3” ส่วนสื่อระดับนานาชาติอย่าง Reuters มักสรุปว่า หลังประชามติครั้งนี้ยังต้องมี “อีก 2 ประชามติ” เพื่อรับรอง “กระบวนการ” และ “ร่างสุดท้าย”

ความต่างนี้สำคัญ เพราะมันทำให้ทุกฝ่ายมี “ช่อง” จะตีความและโต้กันได้ไม่รู้จบ—และเมื่อโต้กันสุดท้ายก็มักวนกลับมาที่ศาลว่า “ตกลงตีความแบบไหน”
2) ที่มา “คนร่าง”: เลือกตั้งโดยตรงได้ไหม?
นี่คือหัวใจของคำว่า “กรรมการหรือผู้เล่น” เพราะถ้า “คนร่าง” ถูกมองว่าไม่สะท้อนเจตจำนงประชาชนพอ กระบวนการจะถูกโจมตีว่าไม่ชอบธรรมตั้งแต่เริ่ม แต่ถ้าให้เลือกตั้งโดยตรงแล้วไปขัดคำวินิจฉัย/ข้อจำกัด ก็จะกลายเป็นชนวนคดีและการร้องเรียนรอบใหม่
3) เส้นแดงทางการเมือง: จะ “แก้ได้แค่ไหน”
แม้ประชามติถามแค่ “จะมีรัฐธรรมนูญใหม่ไหม” แต่หลังจากนี้การเมืองจะถกเถียงเรื่อง “แก้ได้ถึงไหน” ทันที—รวมถึงประเด็นที่บางพรรคประกาศชัดว่าแตะไม่ได้ และทุกครั้งที่เส้นแดงชนกัน ความขัดแย้งมักถูกยกระดับไปเป็นคดีเชิงหลักการ ซึ่งดึงศาลให้มาอยู่กลางสนามอีกครั้ง
เมื่อไหร่ศาลคือ “กรรมการ” ที่ทำให้เกมนิ่ง

กกต.เคยติดคุก - บทเรียนจากปี 2549 สู่ข้อครหาการนับคะแนนเลือกตั้ง 2569 เมื่อความโปร่งใสไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่คือเงื่อนไขของความชอบธรรม

1) บทเรียนใหญ่: เมื่อ กกต.เคยถูกศาลสั่งจำคุก (คดีปี 2559)
การเมืองไทยเคยมี “บรรทัดฐาน” สำคัญที่หลายคนลืมไป: คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ใช่องค์กรที่ทำพลาดแล้วจบที่คำขอโทษ หากการปฏิบัติหน้าที่เข้าข่ายละเลยหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็อาจไปถึงคดีอาญาได้

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2559 ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ (อดีตประธาน กกต.) และนายปริญญา นาคฉัตรีย์ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีดำเนินการสอบสวนคดีเกี่ยวกับการจ้างพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้งปี 2549 ล่าช้า

ก่อนหน้านั้น คดีอีกสายหนึ่งเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งปี 2549 เคยถูกศาลฎีกายกคำร้องในปี 2556 โดยให้เหตุผลเรื่องอำนาจฟ้อง (โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง) ซึ่งสะท้อนว่าเรื่องเดียวกันอาจมีหลายคดี หลายเงื่อนไขทางกฎหมาย แต่ “บทเรียนร่วม” คือ กกต.ถูกตรวจสอบได้ และมีความรับผิดทางกฎหมายได้จริง

2) กกต.ชุดปัจจุบัน: ใครกำกับการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569
ตามข้อมูลบนเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต.ชุดปัจจุบันประกอบด้วย
•    นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ - ประธานกรรมการการเลือกตั้ง
•    นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายชาย นครชัย - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายณรงค์ รักร้อย - กรรมการการเลือกตั้ง
โจทย์หลังเลือกตั้งครั้งล่าสุดจึงไม่ใช่แค่ “คะแนนใครชนะ” แต่คือ “กระบวนการนับและรายงานผลถูกต้อง-ตรวจสอบได้แค่ไหน” เพราะความชอบธรรมของระบบทั้งชุดจะตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นต่อ กกต.เป็นหลัก

‘นายกฯ อนุทิน’ ขอพร ศาลเจ้าพ่อเสือ เสริมสิริมงคลรับตรุษจีน ขอให้คนคิดไม่ดีกับประเทศไทย พังพินาศ ประชาชนมีความสุข ร่ำรวย สามัคคี

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 12 ก.พ. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือว่า ตนเป็นคนแบบนี้ เจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรก็ไหว้เป็นสิริมงคลกับตัวเอง สร้างความสบายใจให้กับตัวเอง

ความชอบธรรมไม่ได้จบที่ผลโหวต แต่มาจบที่ “ความเข้าใจร่วมกัน” หลังประชามติรัฐธรรมนูญ: เมื่อความชอบธรรมต้องชนะด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลข

ผลประชามติรอบแรกว่าด้วย “ควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ออกมาค่อนข้างชัด - นับแล้ว 94% ฝ่าย “เห็นชอบ” 19,882,882 เสียง “ไม่เห็นชอบ” 10,502,889 เสียง ผู้มาใช้สิทธิ 34,137,009 คน (64.50%) ตามรายงานของ Thai PBS.
แต่ถ้าตีความว่า “ชนะแล้วจบ” เราจะพลาดบทเรียนใหญ่ที่สุดของการเมืองไทย: ความชอบธรรมของกติกา ไม่ได้เกิดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว มันเกิดจาก “ความเข้าใจร่วมกัน” ว่ากำลังทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร ใครได้เสียอะไร และยอมรับกติกาเดียวกันในการเดินต่อ - แม้เมื่อเห็นต่าง

1) ผลโหวตคือ “ใบอนุญาตเริ่มต้น” ไม่ใช่ “ใบปิดเกม”
การได้เสียงข้างมากให้เดินหน้ารัฐธรรมนูญใหม่ เป็นแค่การยืนยันว่า “ประชาชนส่วนใหญ่ให้เริ่มกระบวนการ” แต่กระบวนการนี้ยังยาว และยังมีด่านที่ต้องกลับไปถามประชาชนอีก ตามรายงานของ Reuters ว่าจะมี “อีก 2 ประชามติ” สำหรับกรอบการยกร่างและการรับรองร่างสุดท้าย และทั้งกระบวนการอาจกินเวลาอย่างน้อย 2 ปี
เมื่อเกมยังยาว “เสียงไม่เห็นชอบ” ระดับสิบล้านเสียงจึงไม่ใช่ตัวเลขที่แพ้แล้วหายไป แต่คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ถ้าไม่ถูกพาให้ “เข้าใจ” และ “ยอมรับความเป็นธรรมของกระบวนการ” ก็มีพลังพอจะทำให้ทุกด่านถัดไปติดหล่มได้

2) จุดที่ทำให้ไทยยังไม่เกิด “ความเข้าใจร่วมกัน” (และจะกลายเป็นระเบิดเวลาทางการเมือง)
ความเข้าใจร่วมกันพัง ไม่ใช่เพราะคนไทยคิดไม่เหมือนกัน (นั่นเป็นเรื่องปกติ) แต่เพราะ “ฐานข้อมูลร่วม” และ “ภาษากลาง” ยังไม่แข็งแรงพอ โดยเฉพาะ 3 จุดนี้

(ก) คำถามเดียว - แต่ความหมายในหัวคนละเรื่อง
คำว่า “จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” กับ “แก้ไขทั้งฉบับ” หลายคนใช้แทนกัน แต่จริง ๆ กระบวนการและนัยทางอำนาจต่างกันมาก จนมีการชี้ว่าเอกสารข้อมูลบางชุดใช้ถ้อยคำปะปน เสี่ยงทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน
ถ้าฐานความเข้าใจยังไม่ตรงกันตั้งแต่ต้น ต่อให้ผ่านประชามติ ก็จะทะเลาะกันต่อว่า “สรุปตอนนั้นประชาชนอนุมัติอะไรแน่”

(ข) ประชาชนจำนวนมากยังงงว่า “ต้องทำประชามติกี่ครั้ง”
บางการสรุประบุเป็น 2 ครั้ง บางการสรุประบุเป็น 3 ครั้ง - และแต่ละแบบนำไปสู่ความคาดหวังคนละชุดทันที จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตอบคำถามเรื่อง “ขั้นตอน” อยู่เรื่อย ๆ
ความสับสนแบบนี้คือเชื้อเพลิงของความไม่ไว้วางใจ: คนที่ไม่เห็นด้วยจะเชื่อว่า “ถูกลากเกม” ส่วนคนที่เห็นด้วยจะเชื่อว่า “อีกฝั่งตั้งใจทำให้งง”

(ค) ประชาชนอยากมีส่วนร่วมมาก - แต่ข้อจำกัดเรื่อง “ใครเป็นคนร่าง” ยังเป็นปม
ประเด็นที่ทำให้เกิดอารมณ์ทางการเมืองสูงสุด คือ “ใครจะเป็นคนเขียนกติกาใหม่” เพราะถ้าคนส่วนหนึ่งรู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนร่วมจริง ความชอบธรรมจะตกตั้งแต่ยังไม่เริ่มร่าง
นี่โยงตรงกับบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ และการออกแบบกลไกในรัฐสภาว่าสุดท้ายสังคมจะยอมรับร่วมกันได้แค่ไหน

3) “การสื่อสาร” คือสนามรบของความชอบธรรม - ไม่ใช่งานประชาสัมพันธ์
ถ้าความชอบธรรมต้องมาจบที่ความเข้าใจร่วมกัน แปลว่า “การสื่อสาร” ต้องเปลี่ยนสถานะจากงานประกาศผล ไปเป็น “โครงสร้างของความไว้ใจ” โดยมีบทบาทของ 3 ฝ่ายชัด ๆ

3.1 รัฐ: สื่อสารเพื่อทำให้ ‘กติกา’ ถูกเข้าใจแบบเดียวกัน
สิ่งที่รัฐควรทำไม่ใช่แค่บอกว่า “ขั้นตอนเป็นอย่างไร” แต่ต้องทำให้ประชาชน “ตรวจสอบได้” และ “เข้าใจได้” เช่น ใช้ถ้อยคำให้คงเส้นคงวา แยกให้ชัดว่า “ทำฉบับใหม่” ต่างจาก “แก้ทั้งฉบับ” ตรงไหน ทำไทม์ไลน์แบบภาษาคน พร้อมคำถาม-คำตอบ และเปิดข้อมูลผลคะแนน/บัตรเสีย/ผู้มาใช้สิทธิแบบอ่านง่าย

3.2 สื่อ: แยก “ข้อเท็จจริง - ความเห็น - การคาดการณ์” ให้ชัด
สื่อไม่ควรทำให้ประชามติกลายเป็นสงครามเชียร์ เพราะถ้าคนดูรู้สึกว่าถูก “ชี้นำ” เขาจะไม่เชื่อข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจในรอบถัดไป จึงควรรายงานให้ชัดว่าอะไร “ยืนยันแล้ว” อะไรคือ “กติกาที่คาดว่าจะเกิด” และอะไรเป็น “ความเห็นเชิงบรรณาธิการ”

3.3 ภาคประชาชน: สร้างพื้นที่คุยแบบไม่ทำให้อีกฝั่งเป็นศัตรู
ถ้าเรายังใช้ภาษาว่า “ฝ่ายฉันคือประชาธิปไตย ฝ่ายเธอคือศัตรู” สุดท้ายรัฐธรรมนูญใหม่จะถูกมองเป็น “อาวุธของฝ่ายชนะ” ไม่ใช่ “บ้านร่วมกัน” งานของภาคประชาชนคือทำให้คนที่ไม่เห็นด้วย “ยังอยู่ในวงสนทนา” ไม่ถูกผลักออกไปเป็นก้อนต่อต้านถาวร

‘พรรครักชาติ’ ขอบคุณทุกคะแนนบริสุทธิ์ พร้อมจี้ กกต. แก้ไข “คะแนนตกน้ำ”

[กรุงเทพฯ] 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. คณะกรรมการบริหาร และสมาชิกพรรครักชาติ ร่วมกันแถลงขอบคุณคะแนนบริสุทธิ์ จากประชาชนทั่วประเทศที่พร้อมใจกันลงคะแนนให้ โดยนายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรครักชาติ ได้กล่าวขอบคุณ ทุกคะแนนเสียงที่มอบให้กับเบอร์ 35 พร้อมเน้นย้ำว่าพรรคนี้เกิดขึ้นจากอุดมการณ์บริสุทธิ์ของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ปราศจากการซื้อเสียง และการครอบงำจากกลุ่มทุน ซึ่งยืนยันว่าพรรครักชาติจะยังคงเดินหน้าตามเจตนารมณ์ “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน” ต่อไปอย่างมั่นคง และฝากไปถึง กกต. กรณี “คะแนนตกน้ำ” และความโปร่งใส ซึ่งระบบการเลือกตั้งที่ทำให้เกิด “คะแนนตกน้ำ” โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนเกิดความสับสนในการจำเบอร์ผู้สมัคร ส.ส. เขต กับเบอร์พรรค (Party List) จนทำให้เจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนนผิดเพี้ยนไป
.
“พวกเราพรรครักชาติทุกคน ต้องกราบขอบพระคุณ คะแนนเสียงทุกคะแนน ที่เลือกพรรคของเราเบอร์ 35 เราเป็นพรรคใหม่ที่ไม่มีนายทุน เรามีอุดมการณ์ที่ต้องการที่จะรักษาชาติ พระมหากษัตริย์ ประชาชน และเป็นการเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการซื้อเสียง พรรคของเรามาจากอุดมการณ์ ที่พ่อแม่พี่น้องเลือกเราด้วยความเต็มใจ เบอร์ 35 ไม่มี ส.ส. เขต เบอร์ 35 ดังนั้นเราจะไม่มีคะแนนเสียงที่ตกน้ำครับ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราอยากจะฝากไปถึง กกต. อยากจะให้หาวิธีที่ทำให้การเลือกนั้นไม่มีคะแนนเสียงตกน้ำ ที่คนตั้งใจจะไปเลือก ส.ส. เขต แล้วเลือกผิดไปเลือกเบอร์พรรคเป็นเบอร์เดียวกันกับ ส.ส. เขตด้วยครับ” นายฐิติพันธุ์ กล่าว
.
ด้านนายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว กรรมการบริหารพรรค กล่าวถึงกลุ่มผู้สนับสนุน และกลุ่ม IO (Information Operation) ที่ติดตามการทำงานของพรรครักชาติ โดยขอให้ทุกคนช่วยกันสร้าง “วัฒนธรรมทางการเมืองใหม่” ที่เน้นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ และพรรครักชาติ แม้จะไม่ได้ที่นั่งในสภาฯ  แต่สมาชิกพรรค กรรมการบริหาร จะยังคงสานต่อนโยบายต่าง เพื่อทำให้ทุกคนเห็นว่า สิ่งที่เราทำนั้นมันไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำพูด แต่เราจะทำให้ทุกคนได้เห็นจริง ๆ ว่านโยบายของเราคืออะไร 
.
“เราจะทำให้ทุกคนได้เห็นครับว่าสิ่งที่เราทำนั้น มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำพูด แต่เราจะทำให้ทุกคนได้เห็นจริง ๆ  ครับ ว่านโยบายของเราคืออะไร และสุดท้าย ผมอยากจะฝากไปถึง กกต. สิ่งที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ตอนนี้  ไม่ว่าจะทั้งเรื่องของหน่วยที่ชลบุรีเองก็ตาม ผมอยากจะฝากไปถึงพ่อแม่พี่น้องประชาชนเองก็ดี สิ่งไหนที่กำลังทำอยู่ มันอาจจะเข้าข่ายเรื่องของการผิดกฎหมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้อง ทำทุกอย่างให้อยู่ในกฎ ในกรอบ เพราะไม่งั้นนะ สิ่งที่กำลังทำอยู่นี่ มันจะเป็นผลเสียต่อคนทั้งประเทศ และหมู่มากก็ได้” นายฐิติพัฒณ์ กล่าว

2 เดือนการกลับมาของ อภิสิทธิ์ กับ “ว่าที่ 22 สส.” และคะแนนบัญชีรายชื่อรวมที่พาประชาธิปัตย์กลับสู่เกมสภา

สองเดือนก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 คือ “สปรินต์” ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาขึ้นเวที—ไม่ใช่แค่กลับมาเป็นข่าว แต่กลับมารีเซ็ตภาพพรรคสีฟ้าให้ยืนอยู่บนคำใหญ่ 2 คำ: การเมืองสุจริต และไล่เทา
คำถามคือ…สปรินต์ 2 เดือนนี้ ได้อะไรจริงในสนามเลือกตั้ง? คำตอบเชิงตัวเลขคือ “ว่าที่ 22 สส.” แต่คำตอบเชิงการเมืองคือ “ได้สิทธิ์กลับมาอยู่ในเกม” แม้ยังไม่ใช่ตัวหลักของเกมก็ตาม

1) สองเดือนของการรีแบรนด์: ทำให้คำว่า “สุจริต” จับต้องได้
ช่วงเวลาสั้น ๆ ถูกใช้เพื่อย้ำจุดขายเดิมที่ประชาธิปัตย์ถนัด—ความเป็นสถาบันการเมืองที่พยายามยืนบนมาตรฐาน และพยายามแปลงมันให้เป็นภาษาการเมืองร่วมสมัยมากขึ้น: ต่อต้านทุนเทา สแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง
ในเชิงการสื่อสาร มันคือความพยายามเปลี่ยนจาก “พรรคเก่า” เป็น “พรรคเก่าที่พูดเรื่องใหม่ด้วยคำใหม่” ให้คนเมืองและชนชั้นกลางกลับมาหันมาฟังอีกครั้ง

2) ว่าที่ 22 สส. + คะแนนบัญชีรายชื่อรวม: ตัวเลขที่บอกว่า ‘กลับมาแล้ว’ แต่ยังไม่ถึงขั้น ‘กลับมาเป็นแกน’
ผลสรุปเบื้องต้น (ก่อนประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ) ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์มีว่าที่ สส.เขต 10 คน และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 12 คน รวม 22 คน
เมื่อเติม “คะแนนบัญชีรายชื่อรวม” เข้าไป ภาพชัดขึ้นว่า พรรคยังมีฐานคะแนนระดับ “ทำงานต่อได้จริง” โดยคะแนนบัญชีรายชื่อรวมอยู่ที่ 3,662,606 คะแนน (อัปเดตผลอย่างไม่เป็นทางการจากสื่อที่สรุปผลเลือกตั้ง)

ตีความแบบไม่หลอกตัวเอง:
•    22 ที่นั่ง คือ “พอมีเสียง” แต่ยังไม่ถึงขั้น “ตัวแปรที่ใครก็ขาดไม่ได้”
•    คะแนนบัญชีรายชื่อรวมระดับ 3.66 ล้าน ช่วยยืนยันว่าพรรคยังมีฐานเสียงพอให้ยึดพื้นที่อภิปราย/กรรมาธิการ สร้างบทบาทตรวจสอบแบบมีน้ำหนัก และไม่หลุดจากวงสนทนาในจังหวะประเทศกำลังต่อรองตั้งรัฐบาลผสม

3) 22 ที่นั่งจะมีค่าแค่ไหน อยู่ที่ “บทบาท” ไม่ใช่ “จำนวน”
หลังเลือกตั้ง การเมืองไม่ได้จบที่การนับคะแนน แต่มักเริ่มต้นที่การต่อรองและความชอบธรรมของรัฐบาลใหม่

ประชามติผ่าน แต่ศึก ‘รัฐธรรมนูญใหม่’ เพิ่งเริ่ม: ไทยอาจวุ่นวายเรื่องรัฐธรรมนูญไปอีกพักใหญ่

ผลประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” สะท้อนเสียงข้างมากที่ต้องการ “เริ่มต้น” กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ในทางการเมือง ผล “เห็นชอบ” ไม่ได้แปลว่าประเทศจะได้รัฐธรรมนูญใหม่โดยราบรื่นทันที เพราะข้อถกเถียงหลัก ๆ ของฝ่ายไม่เห็นชอบ—ตั้งแต่เรื่องความคุ้มค่าของงบประมาณ ไปจนถึงความกังวลต่อสาระที่อาจถูก “ยัดไส้”—จะถูกยกขึ้นมาปะทะกับฝ่ายสนับสนุนตลอดทั้งกระบวนการ 2–3 ปีข้างหน้า (หรือยาวกว่านั้น)
หมายเหตุ: ตัวเลขผลคะแนนในบทความนี้ยึดตามผลรายงาน “อย่างไม่เป็นทางการ” ของสื่อ ณ วันที่เผยแพร่รายงานข่าว ซึ่งอาจมีการปรับได้เมื่อมีการรับรองผลอย่างเป็นทางการ

ภาพรวมผล: ‘เห็นชอบ’ ชนะ แต่ช่องว่างความคิดยังใหญ่
สื่อรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการว่า ฝ่าย ‘เห็นชอบ’ ได้ 19,885,709 คะแนน ฝ่าย ‘ไม่เห็นชอบ’ ได้ 10,503,475 คะแนน และ ‘ไม่แสดงความเห็น’ 2,879,773 คะแนน (รายงานโดย THE STANDARD ทีมงาน เมื่อ 9 ก.พ. 2569)
ไทยพีบีเอสสรุปภาพรวมว่า ‘เห็นชอบ’ อยู่ราว 60% ซึ่งเพียงพอให้ “เปิดทาง” ไปสู่ขั้นตอนถัดไปของการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ทำไม ‘เห็นชอบ’ แล้วก็ยังไม่จบ
คำถามประชามติรอบแรกเป็นเพียง “ไฟเขียวให้เริ่มกระบวนการ” ไม่ใช่การตัดสินเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากนี้ยังมีโจทย์ใหญ่ 3 ชั้นที่ทำให้ความวุ่นวายทางการเมืองมีแนวโน้มลากยาว:
•    ต้องออกแบบ “กติกาการเขียน” ก่อน: รัฐสภาชุดใหม่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเดิม (เช่น มาตรา 256) เพื่อกำหนดวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และที่มาของผู้ยกร่าง
•    ต้องทำประชามติอีก 2 ครั้ง: (ครั้งที่ 2) รับรองกรอบ/วิธีการร่าง และ (ครั้งที่ 3) รับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนประกาศใช้
•    แต่ละขั้นคือสนามต่อรอง: โครงสร้าง ‘สภาร่างฯ/คณะกรรมการยกร่าง’ วิธีคัดเลือกตัวแทน ขอบเขตการแก้ไข และบทเฉพาะกาล ล้วนเป็นหัวข้อที่ฝ่ายไม่เห็นชอบจะขอ “ล็อก” ขณะที่ฝ่ายเห็นชอบจะขอ “เปิดพื้นที่”

ไทยพีบีเอสอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 และอธิบายชัดว่าเส้นทางสู่รัฐธรรมนูญใหม่ต้องผ่านประชามติรวม 3 ครั้ง ขณะเดียวกัน Reuters ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญประเมินกระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลา ‘อย่างน้อย’ 2 ปี

ข้อถกเถียงจากฝ่ายไม่เห็นชอบ (และคำตอบที่ฝ่ายเห็นชอบต้องมี)
ด้านล่างคือ “เหตุผลของฝ่ายไม่เห็นชอบ” ที่พบทั้งจากการรณรงค์บนโลกออนไลน์ (The Active/ไทยพีบีเอส) และจากเอกสารข้อมูลประกอบการออกเสียงของ กกต. (คู่มือประชาชน) โดยจัดวางเป็นข้อถกเถียงหลัก:

1) ‘รัฐธรรมนูญ 2560 ดีอยู่แล้ว/ปราบโกง’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: กลุ่มไม่เห็นชอบจำนวนหนึ่งมองว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันผ่านประชามติปี 2559 และออกแบบมาเพื่อคุมทุจริต จึงไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งฉบับ.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบโต้ว่า แม้ผ่านประชามติ แต่การร่างเกิดขึ้นในบริบทการเมืองที่ถูกวิจารณ์เรื่องเสรีภาพการรณรงค์ และโครงสร้างบางส่วนทำให้สถาบันที่ไม่ได้ยึดโยงประชาชนมีอำนาจสูง—จึงต้องคืนกระบวนการให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น

2) ‘แก้รายมาตราดีกว่า ไม่ต้องร่างใหม่ทั้งฉบับ’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: ฝ่ายไม่เห็นชอบเสนอให้แก้เฉพาะมาตราที่มีปัญหา เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนกติกาครั้งใหญ่.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบตอบว่า ‘แก้รายมาตรา’ ถูกพยายามมาหลายครั้งแต่ติดเงื่อนไขเสียงเห็นชอบในรัฐสภา และบางปัญหาเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทำให้การแก้ทีละจุดอาจไม่พอ

3) ‘สิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะต้องทำประชามติหลายครั้ง’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: ข้อกังวลเรื่องต้นทุนถูกพูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการกำหนดให้ทำประชามติรวม 3 ครั้ง.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบด้วยแผนลดต้นทุนและเพิ่มความคุ้มค่า เช่น วางปฏิทินให้ชัด ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การมีส่วนร่วมจริง เพื่อให้สังคมรู้สึกว่า ‘จ่ายแล้วได้กติกาที่ดีขึ้น’

4) ‘ร่างใหม่ทั้งฉบับอาจทำให้ความขัดแย้งมากกว่าแก้เพิ่มเติม’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: เอกสาร กกต. ระบุข้อเสียว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา เพราะประเด็นที่จะถกเถียงเปิดกว้างกว่า.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบจึงต้องเสนอ “กลไกจัดการความขัดแย้ง” เช่น หลักเกณฑ์การรับฟังที่โปร่งใส วงดีเบตที่เป็นธรรม และการสื่อสารสาธารณะให้เข้าใจตรงกัน เพื่อลดการปะทะจากข้อมูลผิด/ครึ่งเดียว

5) ‘ตีเช็คเปล่า/ไม่รู้เนื้อหาจะถูกยัดไส้’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: บางกลุ่มมองว่าการกา ‘เห็นชอบ’ คือการให้สิทธิฝ่ายการเมืองไปเขียนกติกาใหม่โดยยังไม่รู้สาระจริง.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: คำตอบที่จำเป็นคือ “การออกแบบกระบวนการ” เช่น กำหนดองค์ประกอบผู้ยกร่างให้หลากหลาย เปิดเผยร่างเป็นช่วง ๆ และมีกติกาควบคุมความโปร่งใส เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้ตลอดทาง

6) ‘กังวลกระทบประเด็นอ่อนไหว (เช่น หมวด 1–2 หรือการเปลี่ยนแปลงการปกครอง)’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: บนโลกออนไลน์มีการโยงว่า รัฐธรรมนูญใหม่อาจพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือแตะประเด็นอ่อนไหวอื่น ๆ.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบมักโต้ว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันมีข้อห้ามเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ/ระบอบ และหลายพรรคที่สนับสนุนการทำรัฐธรรมนูญใหม่ก็ประกาศไม่แตะหมวด 1–2 แต่ข้อกังวลนี้จะยังถูกหยิบมาใช้ในการต่อรอง “กรอบการร่าง” แน่นอน

7) ‘ควรแก้ปัญหาปากท้องก่อน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: ฝ่ายไม่เห็นชอบจำนวนหนึ่งมองว่าประเด็นเศรษฐกิจและค่าครองชีพเร่งด่วนกว่า.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบต้องอธิบายว่า ‘กติกาการเมือง’ กับ ‘นโยบายปากท้อง’ แยกกันไม่ขาด เพราะกติกากำหนดเสถียรภาพรัฐบาล ระบบตรวจสอบ และความสามารถในการผลักดันนโยบายระยะยาว

‘ดร.เจษฎ์’ แนะ ไม่มั่นใจ กกต. ให้ยืนหลักฐานทุจริตส่ง ป.ป.ช. พร้อมเตือน อย่าแตะหีบบัตร เพราะผิดกฎหมาย

[กรุงเทพฯ] 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ไม่พอใจผลการเลือกตั้ง ระบุว่า คนที่ไม่พอใจกับผลการเลือกตั้ง หรือผลการนับคะแนนที่เกิดขึ้น ขออนุญาตเตือนครับ ทั้งในฐานะที่มีโอกาสเกี่ยวข้องกับการวางกฎกติกาเรื่องการเลือกตั้งมาหลายสิบปี และได้มีโอกาสเป็นผู้เล่น เข้าใจครับว่าทุก ๆ คนมีความไม่พอใจได้ จนถึงขั้นว่ากดดันก็อาจจะไม่แปลก แต่ทุกคนต้องอยู่ในกรอบอันควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านมองว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมไปถึงเลขาธิการ หรือผู้ทำหน้าที่ที่หน่วย หน้าที่ในส่วนของเขต หรือผู้ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการนับคะแนน ไม่ได้ทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ท่านสามารถใช้กระบวนการตามกฎหมายในการดำเนินการได้

“หากท่านมีหลักฐานการทุจริต หรือพบว่าการนับคะแนนไม่ถูกต้อง ท่านสามารถนำพยานหลักฐานไปร้องเรียนต่อ กกต. เพื่อส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาสั่งเลือกตั้งใหม่ได้ ซึ่งมีทั้งช่องทางของการให้ใบเหลืองและใบแดงตามขั้นตอน” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังเตือนด้วยว่า การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหีบบัตรหรือขัดขวางกระบวนการของ กกต. โดยตรง ถือเป็นการละเมิดบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งนอกจากจะมีความผิดแล้ว ยังจะทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ร้อง ถูกมองว่าเป็นพวก 'ขี้แพ้ชวนตี' ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการขับเคลื่อนทางการเมืองในระยะยาว ส่วนการชุมนุมย่อยเพื่อแสดงออกนั้นทำได้ แต่ต้องระวังไม่ให้ลุกลามบานปลายจนกลายเป็นสภาวะอนาธิปไตยที่ไม่สนกฎหมาย 

“วันนี้เริ่มมีคนพูดกันแล้วว่า ให้ลงถนนกันให้เต็มเมือง เพื่อที่จะได้เป็นเหตุให้ประกาศกฎอัยการศึกได้ทั่วประเทศ ซึ่งผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ดีทั้งกับคนที่คิดจะชุมนุมปลุกปั่น และคนที่รอจังหวะจะประกาศใช้กฎพิเศษ ทั้งสองฝ่ายต่างกำลังพาบ้านเมืองไปสู่จุดที่อันตราย” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

“ภาวะการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป มันยังมีทางออกอีกมากมาย รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เคารพกฎหมาย ทำในสิ่งที่เหมาะที่ควร และบ้านเมืองจะเดินได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันหาจุดลงตัวได้ครับ แต่ทุกท่านต้องเข้าใจว่ามีกฎ กติกา มารยาทอยู่ และต้องถือตาม” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว 

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน หรือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง หากพบเห็นพฤติกรรม "ไม่ชอบมาพากล" เช่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียง หรือการเคลื่อนย้ายหีบบัตรที่ผิดปกติ ให้รีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที โดยกำชับว่าตำรวจต้องคุ้มครองพยานอย่างเต็มที่ พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า หากมีการร้องเรียนแล้ว กกต. นิ่งเฉย ประชาชนมีสิทธิ์ดำเนินคดีตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต หรือแจ้งต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่โปร่งใส

'อ.อุ๋ย' ชี้ การระดมมวลชนกดดันนับคะแนนใหม่สะท้อนไม่ยอมรับกติกาในสนามที่ตนเองเต็มใจลง ยกตัวอย่างข้อพิพาทโกงเลือกตั้ง 'จอร์จ บุช' กับ 'อัล กอร์' ต้องจบลงที่ศาลไม่ใช่ท้องถนน

นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและนักวิเคราะห์การเมือง สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “แพ้–ชนะไม่สำคัญเท่ากติกา: ถ้าเชื่อประชาธิปไตย ต้องจบที่กฎหมาย ไม่ใช่พวกมากลากไป”

การตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของการเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องผิด หากแต่สิ่งที่สังคมประชาธิปไตยต้องให้ความสำคัญมากกว่าคือ วิธีการใช้สิทธิในการตรวจสอบ เพราะวิธีการนั้นสะท้อนโดยตรงว่าเราเคารพกติกา เคารพหลักนิติรัฐนิติธรรม และยอมรับระบอบประชาธิปไตยจริงหรือไม่ หากผู้สนับสนุนพรรคประชาชนเห็นว่าการนับคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กฎหมายไทยได้วางช่องทางไว้ชัดเจน มิต้องให้มวลชนต้องออกมากดดันแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 หมวด 7 มาตรา 140 บัญญัติให้ ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ หากเห็นว่าการเลือกตั้งหรือการนับคะแนนมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และให้อำนาจ กกต. ดำเนินการไต่สวน ตรวจสอบ รวมถึงสั่งนับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกรณีที่พบการกระทำอันมีผลต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ หากคู่กรณีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ กกต. และมองว่า กกต. ทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง ก็ยังสามารถใช้สิทธิทางศาล โดยร้องต่อ ปปช. หรือนำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชชอบ หรือตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกลไกตามหลักนิติรัฐ ไม่ใช่ใช้การตัดสินด้วยอารมณ์หรือแรงกดดันจากมวลชน

การระดมมวลชนเพื่อกดดันกระบวนการนับคะแนน แม้อาจอ้างความชอบธรรมทางการเมือง แต่ในเชิงหลักการแล้วกลับสะท้อนการไม่ยอมรับกติกาในสนามที่ตนเองเต็มใจลงแข่ง และเป็นการบ่อนทำลายความศรัทธาต่อระบบกฎหมาย ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตย ที่พรรคประชาชนพยายามอ้างเป็นหลักการของพรรคมาโดยตลอด 

ยกตัวอย่างตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นต้นแบบของการปกครองประชาธิปไตยที่เห็นชัดคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปี 2000 ระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู บุช และ อัล กอร์ แม้จะมีข้อกล่าวหาเรื่องการโกงเลือกตั้ง แต่ข้อพิพาททั้งหมดต้องจบลงในศาล ไม่ใช่บนท้องถนน เพราะสังคมประชาธิปไตยยอมรับร่วมกันว่า กระบวนการยุติธรรมคือคำตอบสุดท้าย 

และในปี 2004 ก็เกิดข้อครหาในการโกงการเลือกตั้งอีก แต่คราวนี้ คู่ท้าชิงของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช คือ จอห์น เคอรี่ แสดงสปิริตโดยการประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ โดยไม่ต้องส่งเรื่องถึงศาล โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้า แม้สมาชิกพรรคบางส่วนจะขอให้เขาสู้ต่อก็ตาม  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top