Friday, 28 August 2026
POLITICS

มุมมอง สุรวิชช์ วีรวรรณ!! ‘ชัชชาติ’ คว้าชัยผู้ว่าฯ กทม. สมัยสอง คะแนนทุบสถิติ สะท้อนคนกรุงยังฝากอนาคตไว้ในมือ ท่ามกลางโจทย์หนักน้ำท่วม ฝุ่น ทางเท้า และคดีค้างเก่า จากคะแนนศรัทธาสู่บทพิสูจน์ผลงานที่ต้องจับต้องได้

เมื่อคนกรุงเทพยังฝากอนาคตไว้ในมือชัชชาติ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างไม่เหนือความคาดหมาย เพราะใครต่อใครก็คิดกันตั้งแต่แรกแล้วว่า ยังไงก็ชนะเมื่อหันไปมองผู้สมัครรายอื่น แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ หลายคนคิดว่าไม่น่าจะได้คะแนนเท่ากับครั้งที่แล้ว สุดท้ายผลคะแนนกลับออกมาสูงกว่าเดิม กลายเป็นสถิติใหม่ของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังให้ความไว้วางใจเขาเหมือนเดิม หรืออาจจะมากกว่าเดิมเสียอีก

แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ชัชชาติไม่มีการบ้าน เพราะตลอดสมัยแรก สิ่งที่ถูกโจมตีมากที่สุดก็คือเรื่อง “ระบบอากง” ซึ่งเป็นเสียงที่เล็ดลอดออกมาตลอดการทำงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ แม้จะไม่ใช่ข้อกล่าวหาทางกฎหมาย แต่ก็เป็นข้อครหาทางการเมืองที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ ก็รอดูกันว่า เมื่อเข้าสู่สมัยที่สอง ชัชชาติยังจะเก็บระบบอากงเอาไว้หรือไม่ หรือจะปรับทีมบริหารเพื่อตัดข้อครหาที่ติดตัวมาตลอดสี่ปีแรก

อีกเรื่องหนึ่งที่ยังต้องติดตามก็คือ กรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นประเด็นทุจริตที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดเรื่องหนึ่งในสมัยของชัชชาติ ที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นผู้ว่าฯ กทม. เองที่สั่งระงับการตรวจรับ พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวน หลังมีข้อร้องเรียนและการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ต่อมาผลสอบพบข้อบกพร่องหลายประการ ทั้งเรื่องราคาที่สูงผิดปกติและการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของสินค้า

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าบทลงโทษทางวินัยที่เสนอในช่วงหนึ่งอาจเบาเกินไป จนคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) มีความเห็นให้ส่งสำนวนกลับไปสอบเพิ่มเติม ขณะที่ชัชชาติและผู้บริหาร กทม. ยืนยันว่าคดียังไม่สิ้นสุด และยังไม่มีการยุติการเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง ก็ลองดูกันว่า เมื่อชัชชาติกลับมาบริหารอีกสมัย เรื่องนี้จะเดินไปจนถึงที่สุด หรือสุดท้ายจะเงียบหายไป

ส่วนสิ่งที่คนกรุงเทพฯ คาดหวังมากที่สุดก็คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา แม้ กทม. จะเร่งระบายน้ำและปรับปรุงระบบในหลายพื้นที่ แต่ก็ยังถูกวิจารณ์ว่าการแก้ปัญหายังเป็นการแก้เฉพาะหน้า มากกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวที่จะทำให้ปัญหาน้ำท่วมลดลงอย่างถาวร

เรื่องฝุ่น PM2.5 ก็เป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่คนกรุงเทพฯ รอคำตอบ เช่นเดียวกับปัญหาการจราจรที่แทบไม่ต่างจากเดิม ส่วนทางเท้าที่สร้างแล้วรื้อ รื้อแล้วสร้างอยู่บ่อย ๆ ก็ทำให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ชัชชาติซึ่งจบวิศวกรรมโยธา จะสามารถสร้างทางเท้าที่ใช้กันได้เป็นสิบยี่สิบปี โดยไม่ต้องรื้อซ่อมกันแทบทุกปีได้หรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว งบประมาณทุกบาทก็มาจากภาษีของประชาชน

อีกเรื่องที่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของชัชชาติคือ การบริหารผ่านโซเชียลมีเดีย การไลฟ์สด เดินตรวจพื้นที่ และสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้รับความนิยมสูง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีเสียงวิจารณ์ว่า บางครั้งเป็นการสร้างภาพมากกว่าการบริหารเชิงระบบ ซึ่งสมัยที่สองก็คงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ผลงานที่เป็นรูปธรรมจะเดินนำหน้าการสื่อสารได้หรือไม่

จะอย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งก็ให้คำตอบไปแล้วว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังให้ความไว้วางใจชัชชาติ แถมยังให้คะแนนมากกว่าสมัยแรกเสียอีก เพราะฉะนั้นสี่ปีนับจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ชัชชาติยุคที่สองจะแตกต่างจากยุคแรกอย่างไร จะลบคำวิจารณ์ที่ติดตัวมาตลอดสี่ปีได้หรือไม่ และที่สำคัญ หากทำผลงานได้ตามที่คนคาดหวัง การเป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่สอง ก็อาจกลายเป็นสปริงบอร์ดสำคัญไปสู่การเมืองระดับชาติในอนาคตก็เป็นได้

ที่มา : https://www.facebook.com/1005037142/posts/10238196212576670/?rdid=UuIaztwm9WcaGbec#

 

‘รัดเกล้า’ ชู Lemon Law ฉบับประชาธิปัตย์!! สะท้อนปัญหาสินค้าตรงปกแต่ไม่ตรงคุณภาพ เปลี่ยนเกมคุ้มครองผู้บริโภค “ผู้ขายต้องรับผิดชอบ” คุ้มครองสินค้าชำรุดถึงมือสอง สร้างมาตรฐานใหม่เศรษฐกิจไทย

"รัดเกล้า" ชู Lemon Law ฉบับประชาธิปัตย์ เปลี่ยน 'ผู้ซื้อระวัง' เป็น 'ผู้ขายรับผิดชอบ' คุ้มครองถึงสินค้ามือสอง สร้าง New Normal เศรษฐกิจไทย

24 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนพรรคผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า (Lemon Law) อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว พร้อมนำผลไม้เลมอนขึ้นแสดงกลางสภา เพื่อสะท้อนปัญหา "สินค้าตรงปกแต่ไม่ตรงคุณภาพ" ที่ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเผชิญ

รัดเกล้ากล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล หลังจากที่ผ่านมาเกิดกรณีผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเสียหายจากสินค้าชำรุดบกพร่อง แต่กลับต้องแบกรับภาระในการพิสูจน์ด้วยตนเอง โดยยกตัวอย่างกรณีในอดีตที่ผู้บริโภคต้องรวมตัวทุบรถประท้วงและต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมนานกว่า 13 ปี สะท้อนช่องว่างของกฎหมายไทยที่ยังไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"ปัญหาสำคัญของระบบกฎหมายไทยในปัจจุบัน คือการผลักภาระการพิสูจน์ไปให้ผู้บริโภค ทั้งที่ประชาชนไม่มีความรู้ทางวิศวกรรม ไม่มีเทคโนโลยี และไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการต่อสู้กับบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่" รัดเกล้ากล่าว

ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอ Lemon Law เพื่อคืนความสมดุลให้กับระบบ โดยกำหนดให้หากสินค้าทั่วไปเกิดความชำรุดบกพร่องภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ หรือรถยนต์เกิดความชำรุดบกพร่องภายใน 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าความชำรุดนั้นมีอยู่แล้วตั้งแต่วันส่งมอบ และเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจที่จะต้องนำสืบหรือพิสูจน์หักล้าง หากเห็นว่าความเสียหายเกิดจากการใช้งานที่ไม่ถูกต้องของผู้ซื้อ

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับกรณีรถยนต์ที่มีปัญหาซ้ำซาก โดยกรณีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและซ่อมแล้วตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป หรือกรณีความบกพร่องทั่วไปที่ซ่อมแล้วตั้งแต่ 4 ครั้งขึ้นไปแต่ยังไม่หาย รวมถึงกรณีรถต้องจอดซ่อมหรือรออะไหล่รวมกันเกิน 30 วันทำการ จะได้รับการคุ้มครองและเยียวยาตามกฎหมาย

"นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากระบบที่ยึดหลัก 'ผู้ซื้อต้องระวัง' ไปสู่ระบบที่ 'ผู้ขายต้องรับผิดชอบ' คนที่มีข้อมูล มีความรู้ และมีศักยภาพในการพิสูจน์มากกว่า ควรเป็นผู้รับภาระในการพิสูจน์ ไม่ใช่ผลักภาระทั้งหมดให้ผู้บริโภคเหมือนที่ผ่านมา" รัดเกล้ากล่าว

รัดเกล้ายังระบุว่า จุดเด่นสำคัญของร่างกฎหมายฉบับประชาธิปัตย์ คือการออกแบบให้สอดรับกับแนวคิดเศรษฐกิจ BCG และ Circular Economy ซึ่งไม่เพียงมุ่งคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

"ต่างจาก Lemon Law ในหลายประเทศ ร่างของพรรคประชาธิปัตย์ขยายความคุ้มครองไปถึงสินค้ามือสองด้วย เพราะประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย คนรุ่นใหม่ และครอบครัวที่ต้องบริหารค่าใช้จ่าย ต่างพึ่งพาตลาดสินค้ามือสองในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์"

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังครอบคลุมถึงซอฟต์แวร์ควบคุมในรถยนต์ไฟฟ้า รับรองสิทธิในการซ่อมแซม (Right to Repair) และเสนอให้มีกลไกตรวจพิสูจน์สินค้าด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อลดข้อพิพาท ลดภาระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี และเพิ่มการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน

รัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า ความเป็นธรรมของผู้บริโภคไม่ใช่ต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ขณะที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดสินค้ามือสองจะช่วยลดขยะ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

"พรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่า ความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ควรเป็นสิทธิของเฉพาะคนที่มีกำลังซื้อสินค้ามือหนึ่ง แต่ต้องเป็นสิทธิของประชาชนทุกคน และถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะสร้าง New Normal จาก 'ผู้ซื้อระวัง' ไปสู่ 'ผู้ขายต้องรับผิดชอบ'" รัดเกล้ากล่าว

คดีลอบสังหาร ‘สส.กมลศักดิ์’ ยังไม่จบ!! ยิงถล่มเกือบ 30 นัดหวังสังหาร สส.กมลศักดิ์ พรรคประชาชาติเร่งจี้ลากตัวผู้บงการ หลังพบพฤติการณ์วางแผนเป็นระบบ จี้อายัดข้อมูล สาวให้ถึงคนสั่งฆ่า

คดีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ “วันนอร์-ทวี” จี้อายัดข้อมูลการใช้มือปืน สาวถึงผู้บงการ

เวลา 01.00 น.เสียงมฤตยูร้าย แผดก้องคำรามขึ้น จากกลุ่มมือปืน หวังลอบสังหาร “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ แต่วิถีกระสุนไม่ได้เฉียดผิวกายของ กมลศักดิ์เลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนร่วม 30 นัด

กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 5 จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องหลายสมัย และเป็นนักการเมืองที่มีฐานเสียงสำคัญในพื้นที่อำเภอบาเจาะและพื้นที่ใกล้เคียง

วันเกิดเหตุกมลศักดิ์พร้อมคนขับรถและผู้ติดตาม เดินทางกลับจากกรุงเทพมหานคร ภายหลังเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เครื่องบินลงจอดสนามบินหาดใหญ่ แวะจอดทานอาหารที่ อ.จะนะ และจอดทำละหมาดที่ อ.เทพา จ.สงขลา โดยในการเดินทางกมลศักดิ์เลือกเครื่องบินไฟด์สุดท้ายที่ลงหาดใหญ่

ขณะรถยนต์กำลังจะเข้าบ้านพักในพื้นที่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส คนร้ายใช้รถกระบะเป็นพาหนะ ดักซุ่มอยู่บริเวณใกล้บ้าน ก่อนใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มรถยนต์อย่างต่อเนื่อง กระสุนจำนวนมากพุ่งเข้าใส่ตัวรถ ส่งผลให้คนขับรถและผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่กมลศักดิ์รอดชีวิตจากการหมอบหลบภายในรถทันเวลา

จากการตรวจสอบพบว่า
-คนร้ายมีการวางแผนล่วงหน้า
-มีการติดตามความเคลื่อนไหวของเป้าหมาย
-เลือกช่วงเวลากลางดึกซึ่งมีผู้คนสัญจรน้อย
-ใช้อาวุธปืนสงครามในการก่อเหตุ
-หลังก่อเหตุสามารถหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว

ฝ่ายความมั่นคงและตำรวจประเมินว่าเป็นปฏิบัติการที่มีการเตรียมการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไปหรือเหตุทะเลาะวิวาทส่วนบุคคล

ผลการสืบสวนเบื้องต้นของตำรวจและหน่วยความมั่นคง พบว่ามีผู้ร่วมขบวนการอย่างน้อย 5 คน และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้บางส่วน โดยพฤติการณ์บ่งชี้ว่ามีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ทั้งการสะกดรอย ติดตามข่าวสาร และจัดเตรียมยานพาหนะสำหรับก่อเหตุและหลบหนี

กมลศักดิ์ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติม โดยระบุว่ามีพยานหลักฐานเชื่อมโยงบุคคลบางกลุ่ม รวมถึงมีการกล่าวหาว่านายทหารเรือ 2 นายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการวางแผนหรือจัดหาทรัพยากรที่ใช้ก่อเหตุ

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีข้อสงสัยหลายประเด็น ได้แก่

1. แรงจูงใจที่แท้จริงของผู้บงการ /กลุ่มมือปืน
2. ความเชื่อมโยงระหว่างผู้ก่อเหตุกับบุคคลในหน่วยงานรัฐ
3. ที่มาของอาวุธปืนสงครามที่ใช้ก่อเหตุ
4. เครือข่ายผู้สนับสนุนทางการเงินและการข่าว

กมลศักดิ์เคยเปิดเผยว่าพบข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธปืนเอ็ม 16 ที่ถูกนำมาใช้ในคดี ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวข้องกับบัญชีอาวุธของหน่วยงานรัฐ และเรียกร้องให้มีการสอบสวนถึงตัวผู้บงการอย่างจริงจัง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจต่อสังคมและวงการการเมืองชายแดนใต้ เนื่องจากเป็นกรณีลอบสังหารสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นอย่างอุกอาจ พรรคประชาชาติได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงเร่งคลี่คลายคดี พร้อมยกระดับมาตรการคุ้มครองนักการเมืองและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ล่าสุดวันมูหะมัดนอร์ มะทา และทวี สอดส่อง สองผู้ใหญ่ของพรรคประชาชาติ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เรียกร้องให้อายัดข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของกลุ่มคนร้ายที่จับกุมได้แล้ว เพื่อสืบค้นการเชื่อมโยงกับผู้บงการที่ยังลอยนวลอยู่

คดีลอบสังหารกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถือเป็นคดีสำคัญของปี 2569 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ลักษณะการก่อเหตุสะท้อนถึงการวางแผนอย่างเป็นระบบและมีเป้าหมายชัดเจน แม้ผู้เสียหายจะรอดชีวิต แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ขณะที่การสืบสวนยังคงเดินหน้าขยายผลไปถึงผู้ร่วมขบวนการและผู้บงการเบื้องหลัง ซึ่งจนถึงปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนและดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่

‘ภาวุธ’ ตั้งหลักแจง DSI !! ยืนยันเข้าสู่กระบวนการชี้แจง ขอเอกสารการเงินย้อนหลัง ยืนยันพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงกับพรรค ย้ำเหตุเกิดหลายปีต้องใช้เวลารวบรวมหลักฐาน

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)
ได้ระบุในเฟสบุ๊คว่า

เนื่องจาก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อหลายปีแล้ว ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรรวบรวมเอกสารหลักฐานและข้อเท็จจริงทั้งหมด ผมได้เริ่มกระบวนการในการขอเอกสารจากสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อชี้แจงข้อมูลกับ DSI และพรรค ในลำดับต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100045264422018/posts/1564121958439937/?rdid=NQShAL9wqP7eMxxG#

ใครทำงาน ใครหายตัว?! ‘นายกฯ อนุทิน’ ชูผลงานเป็นตัวชี้วัด จับตารัฐมนตรีเงียบเสี่ยงหลุดเก้าอี้ เก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน เปิดบัญชีคนชื่อหาย–ผลงานไม่ชัด ก่อนศึกปรับ ครม.

เปิดรายชื่อรัฐมนตรีที่โลกลืม ทำอะไรอยู่ตรงไหน ไม่มีใครรู้ หมดเวลาฝึกงาน

นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีระกูล ออกมาตอกย้ำแล้วว่า จะประเมินผลงานของรัฐบาลใน 1 ปี และอาจเป็นข้อมูลไปกองบนโต๊ะ นำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีในอนาคต ในสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังถูกรุมกระหน่ำ ตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากพรรคฝ่ายค้าน สื่อมวลชน และภาคประชาชน

เรามาไล่เรียงกันดูว่า รัฐมนตรีคนไหนบ้างที่หลังได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีแล้ว ชื่อหายไป ไม่รู้ทำอะไรอยู่ที่ไหน ไม่ปรากฏเป็นข่าว เช็คดูเบื้องต้น มีทั้งบ้านใหญ่ และลูกเทพ

“เก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน” และต้องมีผลงานที่ประชาชนมองเห็นได้จริง” อนุทินย้ำ

รัฐมนตรีที่โลกลืม…ไร้ผลงาน

หากพิจารณาจากการรับรู้ของสาธารณะในช่วงที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีหลายคนที่ถูกตั้งคำถามว่า “หายไปไหน” และ “กำลังทำอะไรอยู่”

เริ่มจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดบ้านใหญ่บุรีรัมย์ แม้จะได้รับการขยับขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี แต่บทบาทในพื้นที่ข่าวกลับค่อนข้างเงียบ

เช่นเดียวกับ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนางสุขสมรวย วันทนียกุล สองรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แทบไม่มีผลงานหรือภารกิจสำคัญที่ถูกนำเสนอจนกลายเป็นที่จดจำของสังคม

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชรพล ขาวขำ และนายปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างก็ยังไม่ปรากฏบทบาทโดดเด่นในระดับประเทศ แม้กระทรวงเกษตรฯ จะเป็นหนึ่งในกระทรวงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก ในขณะที่เกษตรกรประสบปัญหามากมายรอรัฐบาลแก้ไขปัญหา

ด้านกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ยังไม่สามารถสร้างภาพจำหรือผลงานที่โดดเด่นจนเป็นที่รับรู้ของสาธารณะได้

ขณะที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้จะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ได้รับความสนใจในช่วงเข้ารับตำแหน่ง แต่หลังจากนั้นบทบาทในพื้นที่ข่าวกลับค่อนข้างเงียบเช่นกัน

ส่วนในกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังไม่ปรากฏนโยบายหรือผลงานที่กลายเป็นประเด็นสาธารณะในวงกว้าง

แน่นอนว่า การไม่เป็นข่าว ไม่ได้หมายความว่าไม่ทำงาน เพราะงานจำนวนมากในระบบราชการอาจเกิดขึ้นหลังฉาก แต่ในโลกการเมืองยุคใหม่ การสื่อสารผลงานและการสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จทางการเมืองเช่นกัน

เมื่อผู้นำรัฐบาลประกาศชัดว่าจะใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัด และพร้อมปรับเปลี่ยนผู้ที่ไม่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ได้ คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนของบ้านใหญ่ หรือใครเป็นลูกเทพทางการเมือง แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนเห็นได้ว่า สมควรนั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีต่อไป

อีกไม่ถึงหนึ่งปีข้างหน้า บัญชีรายชื่อรัฐมนตรีที่เงียบหายเหล่านี้ อาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญบนโต๊ะพิจารณาปรับคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นได้

EM เป็นเพียงมาตรการเสริม!! น้ำ EM ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายบ่อขยะหัวไทร ตรวจระบบฝังกลบ–น้ำชะขยะตามมาตรฐานจริง จี้หน่วยงานรัฐ สาธารณสุขร่วมตรวจ อย่าปล่อยประชาชนรับกรรม

น้ำ EM ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหาบ่อขยะหัวไทร

บ่อขยะหัวไทรแจ้งว่า รับกำจัดขยะให้ท้องถิ่น 19 แห่ง ด้วยวิธีฝังกลบ และใช้น้ำ EM ป้องกันกลิ่นและช่วยย่อยสลายด้วย

บริษัทบ้านบ่าวสาวจำกัด แจ้งผ่านเฟสบุ้คว่า รับจัดการขยะของท้องถิ่นในอำเภอหัวไทรและใกล้เคียงจำนวน19ท้องถิ่นทั้งเทศบาลและอบต.จำนวนขยะวันหนึ่งประมาณ 45 ตัน โดยวิธีฝังกลบและคัดแยกรีไชเคิลเป็นบางส่วน ใช้น้ำหมักEMฉีดพ่นป้องกันกลิ่นและช่วยย่อยสลาย มีบ่อบำบัดน้ำเสีย น้ำชะขยะบำบัดน้ำโดยใช้จุลินทรีย์สูตรที่คิดค้นร่วมกับนักวิจัยมหาวิทยาลัยวลัยลักณ์และ มอ.สงขลา
เป็นบ่อขยะที่ได้รับการรับรองจากสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 14 เป็นบ่อฝังกลบถูกต้องตามหลักวิศวกรรมแห่งเดียวในจังหวัดนครศรีธรรมราช
ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบแนะนำ

สำหรับปัญหาที่เกิดการมีกลิ่นรบกวนชุมชนข้างเคียงเป็นบางครั้งทางบริษัทต้องกราบขออภัยต่อผู้ไดรับผลกระทบด้วยและจะพยายามแก้ไขจัดการให้ปัญหาหมดในที่สุดและจะทำทุกอย่างตามคำแนะนำของทุกหน่วยงาน”เราจะร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน“

ข้อมูลในเชิงวิชาการในการจัดการขยะด้วยการฝั่งกลบ และใช้น้ำ EM เป็นตัวช่วย เพื่อร่วมกันช่วยตรวจสอบว่าบ่อกำจัดขยะหัวไทร ดำเนินการถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่ ซึ่งสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 14 (สุราษฏร์ธานี) จะเข้าไปตรวจสอบในวันที่ 29 มิถุนายนนี้

ในทางวิชาการและการจัดการหลุมฝังกลบขยะอย่างถูกหลักสุขาภิบาล (Sanitary Landfill)

-ไม่มีมาตรฐานการใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ (EM) เป็นระบบหลัก แต่จะใช้เป็น ตัวช่วย หรือมาตรการเสริม

-มาตรการเสริมเพื่อลดผลกระทบ (Mitigation Measure) ในระยะสั้น เช่น ช่วยดับกลิ่นและเร่งการย่อยสลายขยะอินทรีย์ก่อนฝังกลบสถานะของการใช้อีเอ็ม (EM) ในระบบฝังกลบขยะ

-ในหลักเกณฑ์ของ กรมควบคุมมลพิษ การฝังกลบที่ถูกต้องจะเน้นการควบคุมระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันมลพิษในระยะยาว

การใช้ EM ราดกองขยะสามารถทำได้ แต่มีข้อจำกัดที่ควรทราบดังนี้ครับ

-การใช้เพื่อควบคุมเหตุรำคาญ (กลิ่นและแมลง): ในทางปฏิบัติ การจัดการสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย มักนำ EM เจือจาง (อัตราส่วน 100-500 เท่า) ฉีดพ่นเพื่อลดกลิ่นเหม็นและไล่แมลงวันบริเวณหน้าเทขยะการเร่งการย่อยสลาย: หมายถึงความเข้มข้นสูง ปริมาณมากพอ ความถี่ในการฉีดพ่นราดรดลงกองขยะ เวลาที่ฉีดพ่น ต้องในช่วงเวลาอากาศเย็นไม่มีแสงแดด ไม่ร้อนจัด ช่วงเวลาพลบค่ำจึงดีที่สุด และไม่ฉีดพ่นในวันที่ฝนตก

-จุลินทรีย์ใน EM ช่วยย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้รวดเร็วขึ้น ทำให้อัตราการยุบตัวของขยะในหลุมฝังกลบสูงขึ้นข้อพึงระวังและข้อจำกัดทางวิชาการห้ามใช้แทนการฝังกลบแบบถูกสุขาภิบาล: การราด EM ไม่ได้ทำให้ขยะทั้งหมดหายไปหรือปลอดสารพิษ หลุมฝังกลบยังคงต้องมีการบดอัดขยะเป็นชั้น และกลบด้วยดินหนาอย่างน้อย 15 ซม. ทุกวัน เพื่อป้องกันการคุของไฟและสัตว์พาหะ

-ไม่ได้แก้ปัญหาน้ำชะขยะ (Leachate) ระยะยาว: แม้ EM จะช่วยย่อยสารอินทรีย์ แต่น้ำชะขยะที่ไหลออกจากหลุมฝังกลบยังคงมีค่าความสกปรกสูง (BOD/COD) และอาจมีโลหะหนักปนเปื้อน จึงจำเป็นต้องมีระบบรวบรวมน้ำชะขยะไปบำบัดในบ่อบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน

-หมายเหตุ EM./Effective Microorganism หรือจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ มีหลายชนิดหลายสายพันธุ์ในทางวิชาการตัวท็อปที่ดีที่สุดที่ได้จากการเพาะและแยกเชื้อบริสุทธิ์เท่านั้นคือในการย่อยสลายของเน่าเสียคือเชื้อBS/Bacillus Subtilis และสารเร่งที่ใช้สำหรับย่อยน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นคือ สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 จาก กรมพัฒนาที่ดิน หรือสำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายสารอินทรีย์

-EM.มิใช่คำตอบสุดท้ายโครงสร้างการบริหารจัดการที่ถูกต้องตามมาตรฐานกรมควบคุมมลพิษต่างหากคือคำตอบ อย่าหลงทางในท่ามกลางความมืด

เมื่อสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 14 เข้าไปตรวจสอบ ควรมีองค์กรท้องถิ่น ตัวแทนภาคประชาชน ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการร่วมตรวจสอบด้วย น่าแปลกใจว่า ในการเข้าไปเก็บตัวอย่าง น้ำดิน ขยะ ไปตรวจสอบวันก่อน ไม่มีตัวแทนท้องถิ่นเข้าร่วมด้วย ทั้งๆที่เขาดูแลประชาชนในพื้นที่อยู่

นอกจากหน่วยงานตามที่กล่าวมาแล้ว สาธารณะสุขอยู่ไหน ไม่เห็นมีส่วนร่วมตรวจสอบ

ได้แต่หวังว่า ปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างเร็ววัน ก่อนฝนใหญ่จะมาปลายปีนี้ อย่าปล่อยให้ประชาชนรับกรรมบนผลประโยชน์ส่วนบุคคล

ถนนใหม่ “สงขลา–สตูล” เสียงเชียร์แรง!! เปิดแนวคิดถนนคลองแงะ–ทุ่งตำเสา เชื่อม “สงขลา–สตูล” เจาะอุโมงค์ลดกระทบผืนป่าสิริกิติ์ จุดเปลี่ยนโลจิสติกส์ใต้ หรือโจทย์ใหญ่สิ่งแวดล้อม แต่ต้องฟังเสียงค้าน ปมผืนป่าสิริกิติ์และสัตว์ป่า

เปิดแนวคิดกรมทางหลวง สร้างถนนสายคลองแงะ สงขลา-ทุ่งตำเสา สตูล เจาะอุโมงค์ 1.3 กม.ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เมื่อวานนี้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม สรรเพชญ บุญญามณี พร้อม สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงคมนาคม เดินทางไปสำรวจเส้นทางการก่อสร้างถนนเส้นใหม่ ”คลองแงะ-ทุ่งตำเสา“ อันจะเป็นถนนเส้นใหม่เชื่อมระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน ระหว่างสงขลากับสตูล อันจะเป็นเส้นทางลัดสงขลา-สตูล ซึ่งจะต้องตัดผ่านเขา และผืนป่าสิริกิติ์ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่านานาชนิด ของแนวเทือกเขาบรรทัด โดยกรมทางหลวงมีแนวคิดเจาะอุโมงค์ช่วงตัดผ่านแนวเทือกเขาระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร-2 กิโลเมตร

ถนนตัดใหม่สาย คลองแงะ (อ.สะเดา จ.สงขลา) - ทุ่งตำเสา (จ.สตูล) หรือที่หลายฝ่ายเรียกว่าโครงการ Missing Link สงขลา-สตูล ยังอยู่ในขั้นตอนผลักดันและศึกษารายละเอียด แต่ข้อมูลล่าสุดระบุรูปแบบเบื้องต้นไว้ดังนี้

เป็นถนนเชื่อมระหว่างทางหลวงหมายเลข 4145 บริเวณคลองแงะ จ.สงขลา กับทางหลวงหมายเลข 4137 บริเวณทุ่งตำเสา จ.สตูล ระยะทางประมาณ 19.8 กิโลเมตร

มีการก่อสร้าง ขุดเจาะอุโมงค์ลอดภูเขา เป็นจุดสำคัญของโครงการ ความยาวประมาณ 1.3-2.1 กิโลเมตร ตามแนวทางเลือกที่กำลังศึกษาอยู่ 

มีสะพานและงานโครงสร้างข้ามพื้นที่ลุ่มน้ำบางช่วง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แนวคิดการพัฒนา (Conceptual Design) ของถนนสายคลองแงะ-ทุ่งตำเสา เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร (ไป-กลับฝั่งละ 2 ช่อง) มีเกาะกลางถนน

เริ่มต้นจากทางแยกขนาดใหญ่ในพื้นที่ราบ แนวถนนพุ่งตรงเข้าสู่แนวเทือกเขา แนวถนนช่วงก่อนถึงอุโมงค์ค่อนข้างตรง เพื่อลดระยะทางและเวลาเดินทาง

หากสร้างเสร็จ จะเป็นเส้นทางลัดเชื่อมอำเภอสะเดา จ.สงขลา กับ อำเภอควนโดน และตัวเมืองสตูล

โดยไม่ต้องอ้อมผ่านเส้นทางเดิมที่คดเคี้ยวตามแนวภูเขา ทำให้การขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อกับด่านการค้าชายแดนสะเดาสะดวกขึ้น

แน่นอนว่าโครงการใหญ่ขนาดนี้มีงบการลงทุนสูง ยอมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผืนป่าสิริกิติ์ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์สัตว์ป่านานาชนิด เดิมเคยเป็นค่ายพักพิงของกลุ่มมวลสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์   ย่อมจะได้รับแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์ ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วพื้นที่

การมีคนค้านน่าจะเป็นผลดี เพราะจะทำให้รัฐบาลรอบคอบมากขึ้นในการทำโครงการขนาดใหญ่ งบลงทุนสูง ที่มีผลกระทบแรง ถ้าไม่มีใครค้านเลยโครงการก็ผ่านฉลุย แต่ขาดความรอบคอบรอบด้าน

นี้คือรูปแบบคร่าวๆของถนนเชื่อมอันดามัน-อ่าวไทย เส้นใหม่ ที่มีเสียงชูมือเชียร์อยู่ไม่น้อย แต่ต้องตั้งใจฟังเสียงค้านด้วย

‘อนุชา’ เบอร์ 5 ลุยบางรัก!! ชูเมืองสะอาด ท่องเที่ยววัฒนธรรม พร้อมตรวจสอบคอร์รัปชัน ‘อนุชา’ ลั่นอย่าประเมินคนกรุงต่ำ ปมผู้ว่าฯ อิสระจริงหรือไม่ ประชาชนตัดสินใจได้

‘อนุชา’ ซัด ส่วยกทม. “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” ชี้ คนกทม. รู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง ไม่อยากพูดมาก

(7 มิ.ย. 69) เวลา 07.00 น. ที่ตลาดวัดแขก เขตบางรัก นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ  นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค และนายธนากร ลิ้มวาทะรส  ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 1 เขตบางรัก ลงพื้นที่หาเสียง

โดยบรรยากาศก่อนเดินหาเสียงนายอนุชาพร้อมคณะผู้บริหารพรรคได้ไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอพร พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ที่วัดแขก จากนั้นเดินหาเสียงต่อที่บริเวณตลาดแขก ซอยสีลม 20 ทักทายพ่อค้าแม่ค้าถามสารทุกข์สุขดิบ พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่ผ่านไปผ่านมา ซึ่งมีประชาชนบางคนบอกว่า แม้จะไม่ได้อยู่ในเขตหาเสียงนี้แต่ว่าเป็นคนกทม. เหมือนกัน ก็จะเลือกเบอร์ 5 เบอร์ 5 บ้านทั้งหมู่บ้าน และระหว่างหาเสียงได้เจอกับผู้สมัคร ส.ก. อีกกลุ่ม มีการจับไม้จับมือทักทายกัน

โดยนายอนุชา กล่าวว่า เรื่องของเศรษฐกิจก็ยังเป็นประเด็นหลัก ซึ่งลงพื้นที่เห็นการใช้สอยอาจจะยังไม่มากเหมือนปกติ เพราะฉะนั้นกทม.ถ้ามีโอกาสก็ต้องมาสนับสนุนในเรื่องของการทำให้ทุกอย่างให้สะดวกสบายมากขึ้น เรื่องความสะอาดการเก็บขยะบริเวณนี้ ต้องทำเพิ่มเติมมากขึ้น ทำเป็นให้สัดส่วนมากขึ้น และบริเวณสีลม มีในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเยอะมาก มีสถาปัตยกรรมต่างๆสวยงามคือ ความเป็นกรุงเทพฯ กทม.ควรเข้ามาดูในขอบเขตต่างๆที่มีแหล่งท่องเที่ยวมีตลาดและสถานที่อื่นอื่นที่น่าสนใจ

เมื่อถามว่าในเรื่องของทางเท้าเรามีนโยบายอย่างไรนายอนุชา กล่าวว่า ถ้าอยู่ในถนนหลัก เราเข้าใจเรื่องการสัญจรไปมา ต้องให้ประชาชนที่เดินทางก่อนเพื่อสะดวกสบาย แต่หากอยู่ในซอยแบบนี้การเดินทางควรเข้าใจผู้ที่ใช้ถนน สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะต่อให้ไม่มีพ่อค้าแม่ค้า การเดินทางก็ลำบากอยู่แล้วเพราะเป็นซอยแคบ ซึ่งหากเราจัดแบบนี้ ก็สามารถอยู่กันกับพ่อค้าแม่ค้า ความเป็นกรุงเทพฯ คือ เรื่องของสตรีทฟู๊ด คือ อาหารที่หาได้ตามทางเดิน ที่คนต่างชาติมาและเห็นในส่วนนี้ ซึ่งเขตต่างๆ ถ้ามีแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้

เมื่อถามว่าหากมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้ว่าฯ เรื่องคอรัปชัน จะจัดการอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า เป็นหนึ่งนโยบายของเรา คือ ตรวจสอบได้ แต่ตอนนี้ถ้าไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง มีข้าราชการกทม.หลายคนมีการส่งสัญญาณมาถึงตน จะพูดว่า ไม่มีก็เป็นไปไม่ได้ ตามที่หลายคนพูดกันมา คำพูดที่เข้าใจง่าย คือ “ถ้าหัวไม่ส่ายหางก็ไม่กระดิก” เขาบอกเองว่ากทม.มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่การหาใบเสร็จเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่หาประโยชน์และผู้สมประโยชน์ เขามีวิธีการที่เลี่ยงอยู่แล้ว เรื่องใบเสร็จเป็นไปไม่ได้ที่จะหามา เพียงแต่ว่าผู้บริหาร ซึ่งตอนนี้หมดวาระไปแล้ว จะออกมาพูดความจริงเมื่อไหร่ เห็นกันอยู่ว่าเป็นอย่างไร

”จริงๆคนกทม.เขารู้กันหมดว่า ผู้ว่าฯ ที่เป็นอิสระจริงหรือเปล่า หรือเป็นทีมเดียวกัน ไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะหลายคนรอไปเลือกตั้งอย่างเดียว ว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบ เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่าประเมินประชาชนต่ำไป เขารู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ทั้งหมดตนคิดว่าประชาชนเข้าใจแล้วตัดสินใจได้” นายอนุชา กล่าว

จากนั้นเวลา 08.30 นายอนุชา พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ได้เดินทางมาหาเสียงต่อ ที่ ตลาดริมคลอง ซอยเจริญกรุง 103 ช่วย ดร.สุดคนึง แก้วทอง ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 2 เขตบางคอแหลม หาเสียง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1575985333885315&id=100044215910231&rdid=GByiiF4YoS75ef96#

‘อนุชา’ ลุยแก้ขยะ!! ตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะกรุงเทพ วางแผนระบบปิดแก้กลิ่นรบกวน มองระยะยาวไม่แค่หาเสียง ตั้งเป้าชุมชนอยู่ร่วมอย่างยั่งยืน

”อนุชา“ ลั่น กำจัดขยะต้องทำเป็นระบบ หลัง ลุยโรงกำจัดขยะ ยัน ไม่ได้มาแค่หาเสียง มาเพื่อแก้ไขปัญหา

(1 มิ.ย. 69) เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานศูนย์กำจัดขยะ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพมหานคร และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจสกุล ผู้สมัคร ส.ก. เขตสวนหลวง เบอร์ 5 เดินตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะ พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการบริหารจัดการขยะกทม. 

โดยนายอนุชา ให้สัมภาณ์ภายหลังว่า วันนี้มาดูสภาพความเป็นจริงของการกำจัดขยะ ซึ่งเรามีอยู่ 2 จุด คือ หนองแขมและอ่อนนุช ปัญหาคือ เรื่องของกลิ่น และวันนี้ได้พูดคุยกับเอกชนและราชการ หารือเรื่องการทำระบบปิด ซึ่งเราต้องดูตั้งแต่ต้นทาง ส่วนเรื่องรถขยะเป็นอีกส่วนซึ่งเป็นของบริษัท เพราะไปรับตามหมู่บ้าน รถยังไม่ใช่ระบบปิดทั้งหมด พอมาถึงโรงงานก็ปิดยังไม่สมบูรณ์ สิ่งที่ต้องทำจากนี้คือ ต้องเอาระบบการตรวจที่ชัดเจน เช่น เรื่องของกลิ่น ต้องมีเครื่องตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต ส่วนเรื่องงบประมาณต้องมีการพูดคุยอีกครั้ง เราคงหาที่ถูกที่สุด แต่จะให้คนชอบที่สุดคงเป็นไปได้ยาก 

ทั้งนี้การวางแผนเรื่องอนาคตไม่ใช่เพียงคิดแค่ในวาระ 4 ปีของผู้ว่าฯกทม. จากนี้ไปการกำจัดขยะ ต้องทำให้เป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องของวาระ แต่มองมากกว่านั้น คือ 5 ปี 10 ปี ซึ่งในความรู้สึกของตน เรื่องใหญ่เป็นเรื่องของโครงสร้าง ต้องมองภาพของสิ่งที่ควรจะเป็นมากกว่าที่จะเห็นผล หรือระยะสั้น อาจต้องตัดสินใจในเรื่องการก่อสร้าง ซึ่งต้องใช้มากกว่า 4 ปี ไม่ว่าจะเป็น 8 ปี 12 ปี ต้องตัดสินใจ

“แนวคิดของผม อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อให้พี่น้องประชาชนอยู่ร่วมกับโรงงานกำจัดขยะในอนาคต ขยะมีหมื่นตันต่อวัน เราต้องมองว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับกรุงเทพฯ อะไรที่ดีที่สุดสำหรับคนกรุงเทพฯ ตนในนามของพรรคประชาธิปัตย์และสก.อาสาเข้ามา เราไม่ได้มองแค่หาเสียง เรามาเพื่อแก้ไขปัญหาของจริง เรามองในระยะยาวเพื่อจะแก้ไขให้เกิดความยั่งยืนเรื่องของเมืองฟ้าอมร and more” นายอนุชา กล่าว 

นายอนุชา กล่าวว่า ระบบปิดอาจจะทำได้เลย ส่วนการเปลี่ยนเป็นพลังงานต้องใช้เวลา แต่ต้องเร่งดำเนินการ อีกเรื่องคือมวลชนสัมพันธ์ การทำความเข้าใจ จะได้ไม่ต้องชี้ว่าใครถูกใครผิด เอาเรื่องของค่าวัดเข้ามาดู หากใครค่าเกินเป็นมาตรฐานเท่าไหร่ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ขยะไม่หายไปไหนต้องไปบริหารจัดการเพื่อเกิดความยั่งยืนและเบ็ดเสร็จ

'อนุชา' ลุยตลาดตรอกหม้อ ชูนโยบายสตรีทฟู้ดระเบียบ กวดขันต่างด้าวแย่งอาชีพไทย จ่อคืนเส้นทางเรือ EV ลดฝุ่น PM 2.5 หวังเจาะฐานเสียงสวิงโหวต 20%

"อนุชา" เบอร์ 5 ควง "อภิสิทธิ์" ลุยตลาดตรอกหม้อ ชูสตรีทฟู้ดเป็นระเบียบ-ฟันต่างด้าวแย่งอาชีพ เล็งรื้อฟื้นเส้นทางเรือ EV แก้รถติด-ลดฝุ่น PM 2.5 หวังเจาะฐานสวิงโหวต 20%

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค , นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค , ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค , นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร ส.ก. เขตพระนคร ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยยามเช้าให้การต้อนรับและทักทายอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินทางไปโดยสารเรือไฟฟ้าที่ท่าเรือคลองผดุงกรุงเกษม (จุดลงเรือหัวลำโพง) เพื่อมุ่งหน้าไปหาเสียงต่อยังท่าเรือเทเวศร์

นายอนุชา เปิดเผยว่า ตลาดตรอกหม้อถือเป็นตลาดเก่าแก่ที่มีร้านอาหารอร่อยจำนวนมาก ซึ่งลักษณะเช่นนี้มีอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ตนมองว่า กทม. ต้องโปรโมตให้นักท่องเที่ยวได้เห็นว่าสตรีทฟู้ด (Street Food) กับความเป็นระเบียบเรียบร้อยสามารถอยู่คู่กันได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นร้านริมทางหรือบนฟุตพาทเพียงอย่างเดียว หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ จะเข้ามาจัดระเบียบไม่ให้ผู้ค้าสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนที่ใช้สัญจรบนทางเท้า

"เรื่องที่สำคัญและต้องกวดขันอย่างจริงจัง คือการแก้ไขปัญหาผู้ค้าต่างด้าวที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย" นายอนุชาเน้นย้ำ พร้อมระบุว่า กทม. จะนำเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR Code) มาใช้กำกับดูแลจุดผ่อนผัน เพื่อให้สามารถสแกนตรวจสอบได้ทันทีว่าใครคือผู้ได้รับอนุญาตตัวจริง เพื่อป้องกันการลักลอบขายสิทธิเช่าช่วงต่อ นอกจากนี้ จะประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อบังคับใช้กฎหมายและกวดขันปัญหาแรงงานต่างด้าวอย่างเด็ดขาด

นายอนุชา ยังกล่าวถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับชุมชนว่า กรุงเทพฯ มีสถานที่ทำบุญและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นจุดหมายของ "สายมู" มากมาย เช่น ศาลเจ้าพ่อเสือ ในอนาคตตนมีนโยบายพัฒนาแอปพลิเคชันของ กทม. เพื่อรวบรวมและแสดงจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้ทราบ ซึ่งจะผลักดันให้แอปฯ กทม. เป็นแพลตฟอร์มที่คนจดจำและเปิดใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

ด้านนโยบายการคมนาคม นายอนุชาได้ชูแนวคิดการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ "ล้อ ราง เรือ" เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยมุ่งผลักดันการเดินเรือไฟฟ้า (EV) ของ กทม. เข้าไปให้บริการประชาชนในคลองสายหลักต่างๆ ทั้งคลองผดุงกรุงเกษม คลองภาษีเจริญ คลองลาดพร้าว และคลองแสนแสบ

"เฉพาะอย่างยิ่งในคลองแสนแสบ ช่วงตั้งแต่วัดศรีบุญเรืองเข้ามาในพื้นที่เมืองชั้นใน ซึ่งเอกชนดำเนินการมายาวนานกว่า 30 ปี และยังคงใช้เรือเครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้นเหตุหนึ่งของปัญหาฝุ่น PM 2.5 กทม. จะเข้าไปขยายการเดินเรือโดยใช้เรือไฟฟ้า EV ทั้งหมด แม้ในระยะเริ่มต้นอาจจะดูไม่คุ้มค่าในแง่ของธุรกิจ แต่การบริการสาธารณะคือสิ่งที่เมืองจะปฏิเสธการดูแลพี่น้องประชาชนไม่ได้ นอกเหนือจากนี้ หลายโครงการที่เคยทำในยุคก่อน เช่น เส้นทางการเดินเรือต่างๆ ที่ถูกยกเลิกไปในสมัยผู้ว่าฯ ชัชชาติ เราจะนำกลับมาให้บริการอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากมีระบบขนส่งอื่นที่สามารถทดแทนได้ เช่น มีรถไฟฟ้าเข้าถึงพื้นที่ หรือมีระบบฟีดเดอร์ที่เชื่อมต่อได้สะดวกกว่า เราก็จะพิจารณาปรับเปลี่ยนใช้ทางเลือกอื่นที่เหมาะสมแทน" นายอนุชากล่าว

ส่วนกระแสพรรคประชาธิปัตย์ที่ปรากฏในโพลเลือกตั้งผู้ว่า กทม. นายอภิสิทธิ์ กล่าว พรรคพร้อมนำเสนอนโยบายที่สร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเพื่อนำมาทำประโยชน์และแก้ปัญหาการเลี่ยงภาษีที่ดิน รวมถึงการชูนโยบายปราบปรามการทุจริตที่เข้มข้น เพื่อดึงฐานเสียงเดิมและจูงใจกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจอีกประมาณ 20% ให้หันกลับมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง

“ประชาธิปัตย์” ลุยรับฟังเยาวชน!! เปิดตัวโครงการเสริมสุขภาพจิต ผลักดันเสียงเยาวชนสู่เชิงนโยบาย ต่อยอดแนวคิด 5 สัปดาห์เต็ม พร้อมสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่ออนาคต

สกลธี - การดี - รัดเกล้า รับจดหมายเปิดผนึกเยาวชน ขอรัฐใส่ใจปัญหาสุขภาพจิตคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดตัว “Youth Voice for Well-being Camp”

พรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่รับฟังเสียงเยาวชนด้านสุขภาวะและสุขภาพจิต พร้อมเปิดตัวโครงการ “Youth Voice for Well-being Camp” หรือ “เสียงของเยาวชน เพื่อสุขภาวะและอนาคตสังคมไทย” เพื่อผลักดันการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการออกแบบนโยบายและอนาคตของสังคมไทย

การแถลงข่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ณ พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีตัวแทนจากพรรคและเครือข่ายเยาวชนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต และแรงกดดันทางสังคมที่ส่งผลต่อคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน

ภายในงาน นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข กล่าวว่า พรรคพร้อมผลักดันข้อเสนอจากเยาวชนไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพราะปัญหาสุขภาวะของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “Youth Voice for Well-being Camp” ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่กระทบคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่

โครงการจะดำเนินต่อเนื่องตลอด 5 สัปดาห์ ผ่านกิจกรรมและวงพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และ Well-being ก่อนปิดท้ายด้วยการแข่งขันระดมแนวคิดเชิงนโยบายโดยเยาวชน (Youth Policy Hackathon) เพื่อพัฒนาแนวคิดและข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง

ขณะที่ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคเชื่อมั่นว่าคนรุ่นใหม่ควรมีพื้นที่ในการส่งเสียงและร่วมกำหนดอนาคตของประเทศ พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมร่วมกับเยาวชน พร้อมเชิญชวนเยาวชนที่มีความสนใจผลักดันโครงการเพื่อร่วมแก้ปัญหาสังคม เข้ามาหารือกับพี่ ๆ ในพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Mentor) คอยเป็นเพื่อนคู่คิด และช่วยผลักดันความคิดของน้อง ๆ ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีตัวแทนเยาวชน ผู้ขับเคลื่อนโครงการแต้มใจ (Tamjai) และโครงการ Social Media Addiction ร่วมสะท้อนประสบการณ์และแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ในสังคมไทย

“รัดเกล้า” หนุนกฎหมายลดดุลพินิจรัฐ ชู Super License–Auto Approve ชี้กฎหมายอำนวยความสะดวกฯ คือกุญแจปฏิรูปราชการ ลดช้า ลดซ้ำ ลดคอร์รัปชัน ดันไทยเทียบมาตรฐานสิงคโปร์–เอสโตเนีย

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมอภิปรายสนับสนุนหลักการร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน โดยระบุว่า กฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นต่อการปฏิรูประบบราชการไทย เพื่อลดการพึ่งพาดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็น “พื้นที่สีเทาของการคอร์รัปชัน”

รัดเกล้าระบุว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังเผชิญปัญหาการขออนุญาตที่ล่าช้า โดยข้อมูลจาก TDRI ปี 2566 พบว่าประมาณ 70% ของผู้ประกอบการมองว่ากระบวนการอนุญาตของรัฐใช้เวลานานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขณะที่การขออนุญาตก่อสร้างในไทยใช้เวลาเฉลี่ยถึง 101 วัน เทียบกับเพียง 22 วันในสิงคโปร์

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวมี 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ Super License, Auto-Approve และ Fast Track ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอน ลดภาระประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม รัดเกล้าเสนอว่า การใช้ระบบ Auto-Approve ต้องดำเนินควบคู่กับเทคโนโลยีที่มีมาตรฐาน เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยเสนอให้นำ “AI Triage System” ของเกาหลีใต้มาใช้คัดกรองคำขออนุญาตตามระดับความเสี่ยง และนำระบบ “X-Road” ของเอสโตเนียมาเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐแบบเรียลไทม์ เพื่อลดภาระการยื่นเอกสารซ้ำซ้อนของประชาชน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำโมเดล “Happiness Meter” ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) มาใช้ประเมินความพึงพอใจของประชาชนหลังรับบริการแบบเรียลไทม์ พร้อมย้ำแนวคิด “Satisfaction Mirror” ของ OECD ที่ชี้ว่าความพึงพอใจของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐมีความเชื่อมโยงกัน และควรถูกใช้เป็นฐานในการออกแบบการปฏิรูประบบราชการ

“กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่แค่การปฏิรูประบบราชการ แต่คือการฟื้นศรัทธาของประชาชน และนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อรัฐไทย” รัดเกล้ากล่าว

แต่งตั้ง วีระศักดิ์-กอบศักดิ์-ปิติ-อาร์ม เป็นที่ปรึกษา ‘ศุภจี’ รองนายกฯ หวังบริหารราชการเรียบร้อย เกิดผลดีต่อประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนงานพาณิชย์–เศรษฐกิจ เสริมกลไกขับเคลื่อนงานรองนายกรัฐมนตรีและกระทรวงพาณิชย์

จากรายงานคำสั่งรองนายกรัฐมนตรี ที่ ๒ /๒๕๖๙ เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ณ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๙  ระบุว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นางศุภจี สุธรรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามประกาศวันที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ นั้นเพื่อให้การบริหารราชการในความรับผิดชอบของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย บังเกิดผลดีแก่ทางราชการ จึงแต่งตั้งที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ดังนี้

๑. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๒.นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๓.รองศาสตราจารย์ ปิติ ศรีแสงนาม ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๔.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาร์ม ตั้งนิรันดร ที่ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๕. นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๖. นายยรรยง ไทยเจริญ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๗. นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๘.นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๙. นางสาวอาจารี ตราชูกุล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๑๐.นางสาวอนัญญา แก้วนิล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๑๑.นายอดิศร์ หะริณสุต ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๑๒.นายนนทกร โรจน์อุ่นวงศ์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

เพื่อให้คำปรึกษา เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ และติดตามการปฏิบัติราชการ

ของหน่วยงานภายใต้บังคับบัญชาและกำกับของรองนายกรัฐมนตรีให้บรรลุผลสัมฤทธิ์และเป็นไป

อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสนับหนุนการกิจของรองนายกรู้มนตรีตานที่ได้รับมอบหมาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ

“ชิงสุกก่อนห่าม” หรือ “มายาคติ”? เปิดหลักฐานพระยาทรงสุรเดช ชวนทบทวนประวัติศาสตร์ 2475 เมื่อราษฎรยังไม่เข้าใจการปกครอง แต่คณะราษฎรเลือกเดินหน้า

ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ราษฎรสยามมีความพร้อมแล้วหรือไม่?

ตามที่ประจักษ์ ก้องกีรติ ได้เขียนไว้ในบทความเรื่อง การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน ในWebsite The 101 ว่าความไม่พร้อมของประชาชน เป็นมายาคติ ว่า

""มายาคติ “ชิงสุกก่อนห่าม”

คำว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” กลายเป็นคำที่ถูกผูกติดกับการปฏิวัติ 2475 เพื่อให้ภาพว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นโดยที่ประชาชนยังไม่พร้อมเพราะขาดการศึกษา และเกิดขึ้นทั้งที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเตรียมที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ปวงชนชาวไทยอยู่แล้ว"

ในประเด็นนี้ พระยาทรงสุรเดช หนึ่งในแกนนำของคณะราษฎร ได้เคยบันทึกเอาไว้ใน บันทึกพระยาทรงสุรเดชเมื่อวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 เอาไว้ว่า

"...ที่กล่าวกันว่า การปฏิวัติครั้งนี้ย่อมจะต้องราบรื่นอยู่เอง เพราะราษฎรมีความต้องการอยู่พร้อมแล้วนั้น ก็ไม่ถูกต้องอีกเหมือนกัน แม้ทุกวันนี้ (พ.ศ. ๒๔๘๒) ราษฎรก็ไม่กระจ่างแจ้งในเรื่องระเบียบการปกครองเอง ทั้งที่โฆษณาและมีคนไปชี้แจงให้ฟังเสมอ ๆ อย่าว่าแต่ราษฎรชาวนาเลย แม้พวกข้าราชการเองก็ยังมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจวิธีปกครอง

เพราะฉะนั้น จึงเกือบกล่าวได้ว่า เมื่อก่อนปฏิวัติ คนไทยเรารู้จักการปกครองวิธีเดียวเท่านั้น ยกเว้นส่วนน้อยเหลือเกิน สำหรับราษฎร เมื่อหนักหนาเข้า ก็ได้แต่บ่นอุบอิบว่าแย่แล้วเจ้าพระคุณ ส่วนข้าราชการไม่มีความรู้สึกอะไร นอกจากว่าถูกแต่งตั้งให้มาเป็นนายของราษฎรแล้ว และคอยหาโอกาสฝากเนื้อฝากตัวเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จะได้กรุณาเขาให้ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นและเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ส่วนงานของชาติรอไว้ก่อนได้ ผลเสียแห่งงานของชาติดูไม่ทำให้เกิดความรู้สึกละอาย ส่วนพวกที่เกลียดเจ้าก็มีอยู่เป็นธรรมดา แต่พวกนี้ก็ดีใจเมื่อทราบว่ามีการปฏิวัติ แต่ก็เพียงเท่านั้น ไม่มีส่วนทำให้การปฏิวัติสำเร็จง่ายขึ้นเลย

ความไม่เข้าใจและความไม่เอาใจใส่ของราษฎรเราเห็นได้ถนัดเมื่อวันประกาศรัฐธรรมนูญที่พระที่นั่งอนันต์ฯ วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ต้องต้อนราษฎรให้เข้าไปฟังในพระที่นั่งกันเสียแทบแย่ และก็ได้จำนวนราษฎรสักหยิบมือเดียวไปยืนฟังโดยไม่รู้เรื่องอะไร หากจะมีละครให้ดู และมีเจ๊กก๋วยเตี๋ยวด้วยแล้ว คนจะไปมากกว่านั้นมาก ในปีต้น ๆ ที่มีราษฎรไปงานรัฐธรรมนูญกันมาก นั่นไม่หมายความว่าเพราะเข้าใจและเลื่อมใสการเปลี่ยนแปลง ต้องการเที่ยวสนุกเท่านั้น ไม่ต้องการรู้อะไรมากไปกว่ามีการมหรสพอะไรที่ไหนวันใดเท่านั้น

เป็นอันว่าการปฏิวัติครั้งนี้เกิดขึ้นได้จริง ๆ เพราะนายทหารบกผู้เป็นหัวหน้าตกลงใจเด็ดขาดให้ลงมือทำ เพราะฉะนั้น เหตุผลผู้เป็นหัวหน้าจึงน่าจะต้องถือเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดขึ้นโดยแท้"

คำถามทิ้งท้ายก็คือ ระหว่างคำพูดของพระยาทรงฯ หลวงประดิษฐฯ หลวงพิบูลฯ หรือ ประจักษ์ ฯลฯ ข้อกล่าวอ้างของใครมีความหนักแน่นกว่ากัน และการทำความเข้าใจประเด็น 2475 นั้น ลำพังการใช้หลักฐานด้านเดียว หรือหลักฐานที่สอดคล้องกับข้อเสนอของตนเองนั้นเพียงพอแล้วหรือ และควรที่จะวิพากษ์หลักฐาน ข้อกล่าวอ้างทั้งจากหลักฐานของพระยาทรงฯ  ปรีดี หรือประจักษ์อย่างไร จึงจะถือได้ว่าเป็นการวิพากษ์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่รอบด้านและเป็นธรรมต่อทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ 2475?

อ้างอิง

1. ประจักษ์ ก้องกีรติ. (2560). การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน,จาก Website The 101

2. พระยาทรงสุรเดช. บันทึกพระยาทรงสุรเดชเมื่อวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475/บทที่ 2, จาก Website Wikisource

น้ำจืดเกาะล้านยังวิกฤต!! แก้น้ำจืดเกาะล้านเลือกทางไหนดีท่อใต้ทะเลพัทยา–เกาะล้าน หรือผลิตน้ำทะเล RO พึ่งตัวเองบนเกาะ ชั่งน้ำหนักแผน “ธนาธร” กับทีม “นายกเบียร์” แบบไหนเสี่ยงน้อยกว่า

แก้ปัญหาน้ำจีดบนเกาะล้าน เลือกแบบไหนดี?

ใครเคยไปเที่ยวเกาะล้านจะรู้ดีว่าน้ำที่นั่นแพงและบางทีก็ไม่พอใช้จริงๆ ปัญหานี้มีมานานแล้ว

ล่าสุดคุณธนาธรออกมาเสนอ "วางท่อน้ำใต้ทะเลเชื่อมพัทยา-เกาะล้าน" ฟังแล้วว้าวมากเลยนะ ใจฟูจริงๆ

แต่พอถามวิศวกรตัวจริงได้คำถามกลับมาสามข้อ

1. ฝั่งพัทยาน้ำยังไม่พอใช้เลย จะเอาน้ำจากไหนส่งมาเกาะ?

2. ถ้าท่อใต้ทะเลแตกขึ้นมาซ่อมทีเป็นเดือน ระหว่างนั้นชาวเกาะจะอยู่ยังไง?

3. งบก่อสร้างเท่าไหร่ แล้วกระทบธรรมชาติแค่ไหน?

ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนสักข้อเลย

ส่วน ทีมนายกเบียร์ แก้แบบนี้

1. ระยะเร่งด่วน ซื้อน้ำแบบขายส่ง (bulk sale) ให้ชาวเกาะได้น้ำในราคาไม่เกิน 170 บาท/ตัน จากเดิมที่จ่ายกันอยู่ที่ 200–400 บาท/ตัน พร้อมเพิ่มกำลังผลิตน้ำจาก 300 เป็น 1,000 ลูกบาศก์เมตรทันที

2. ระยะยาว ผลิตน้ำจากน้ำทะเล (RO) บนเกาะเองเลย ตอนนี้ดำเนินมาถึงขั้นคัดเลือกเอกชนแล้ว จะเพิ่มกำลังผลิตอีก 3,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน รองรับได้ถึง 25 ปี

น้ำทะเลรอบเกาะมีไม่จำกัด ไม่ต้องง้อใคร ไม่ต้องลุ้นท่อใต้ทะเล

พอชั่งน้ำหนักดู

ของคุณธนาธร ฟังดูว้าว แต่ยังไม่ชัวร์ว่าทำได้จริง และมีความเสี่ยงสูงทั้งเรื่องน้ำต้นทุน งบประมาณ และการซ่อมบำรุง

ของนายกเบียร์ เน้นพึ่งตัวเอง ลดความเสี่ยง และกำลังเดินหน้าอยู่จริงๆ แล้ว

สุดท้ายคนบนเกาะเลือกเองได้เลยนะคะ แต่ส่วนตัวแอดขอเอาแบบที่ "มีน้ำใช้จริงทุกวัน ตลอดปี" ดีกว่าค่ะ

ที่มา : ความจริงชลบุรี-พัทยา 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122110100277133847&id=61584015434371&rdid=kxAn9lsrjZYQxB2c#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top