Tuesday, 21 July 2026
NEWS FEED

ETC รักษาแชมป์ ESG คว้าอันดับ ESG100 ต่อเนื่อง 6 ปี ย้ำความสำเร็จด้านพลังงานสะอาด มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย เสริมคุณภาพชีวิตชุมชนโดยรอบ

ETC โชว์ศักยภาพผู้นำพลังงานสะอาด คว้าอันดับหลักทรัพย์ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6
มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความยังยืน

บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ETC ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ตอกย้ำความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ล่าสุดได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากสถาบันไทยพัฒน์

นายศุภวัฒน์ คุณวรวินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า "สถาบันไทยพัฒน์ได้ประกาศให้ ETC ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เราได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในทำเนียบ ESG100 อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียนทั้งหมด 931 หลักทรัพย์ โดย ETC ได้รับการยอมรับให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG ในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค"
"บริษัทฯ มุ่งเน้นการยกระดับความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการต่อยอดการบริหารจัดการขยะสู่พลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเติบโตของชุมชน ด้วยการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าภายใต้มาตรฐานระดับสูง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อชุมชน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม" นายศุภวัฒน์ กล่าวเสริม

สำหรับทิศทางการดำเนินงาน ETC ยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนโครงการด้านความยั่งยืนเพื่อตอบแทนสังคม ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว โดยไม่ละเลยที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบไปพร้อมกัน ทั้งนี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืนในอนาคต

เธอรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ได้รับวุฒิการศึกษา (กศน.) โดยเน้นย้ำถึงความยากลำบากและความพยายามที่ผ่านมา รวมถึงความภาคภูมิใจในความสำเร็จนี้

“มีคอมเมนต์พี่เขาก็บอกว่า แค่วุฒิ กศน. ดีใจขนาดนั้นเลยหรอ
หนูเป็นคนลาว การมาเรียนที่ประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
ต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านภาษา ต้องฝึกฝนและเขียนใหม่ทั้งหมด
กระบวนการเข้าเรียนต้องใช้เอกสารหลายอย่าง
และต้องอาศัยความอดทนและความพยายามอย่างสูง
ต้องข้ามแม่น้ำโขงมาเรียน และต้องปรับตัวกับการใช้ชีวิต
การทำงานไปพร้อมกับการเรียน ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมาก
การได้รับวุฒิการศึกษาจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญและน่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งในชีวิต”

FB : นุชชี่ สาวลาว

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/999348753119197

‘วีระศักดิ์’ เตือนวิกฤตโลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัว!! Climate Tipping Points ไม่ใช่แค่ตัวเลขอุณหภูมิ แต่คือจุดเริ่มต้นการพังทลายของระบบโลก จุดเปลี่ยนโลกร้อนที่ย้อนกลับไม่ได้ เตือนมนุษย์ต้องเร่งลดก๊าซเรือนกระจก

ในการอธิบาย เรื่อง Climate Tipping Points  ให้กับผู้เข้าร่วมหลักสูตร Climate Action Leaders Forum  คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้ให้เห็นว่า เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเปลี่ยนแปลงไปถึงจุดหนึ่ง  เหตุการณ์ที่กลไกธรรมชาติระบบใหญ่ของโลกจะหักสะบั้นลงนั้นถูกนักวิทยาศาสตร์คำนวณกันไว้ล่วงหน้า ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเป็นลำดับ

และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่จะไม่มีทางย้อนกลับได้ และมันจะไปกระตุ้นฝห้เร่งการพังทลายของกลไกชุดถัดไปอีกด้วย

ทางออกที่มนุษย์ยังพอทำได้คือการเรียนรู้และช่วยกันลดการเร่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะจากผู้ผลิต กับอีกด้าน คือการช่วยเหลือให้ผู้คนที่ไม่มีฐานะร่ำรวย เข้าถึงการช่วยเหลือ ปรับตัว และลดความเสียหายทางสุขภาพ ทางอาชีพ และตลอดจนจากสงครามและการจลาจลที่จะแย่งชิงทรัพยากรสำคัญที่ตลอดมา มนุษย์ไม่ค่อยตระหนักว่านั่นคือสิ่งจำเป็น เช่น น้ำจืด อากาศสะอาด ที่ดินเพาะปลูกที่น้ำเค็มไม่ท่วมถึง ร่มเงาจากแดดกล้า การประมงน้ำตื้นที่เป็นแหล่งโปรตีนที่เลี้ยงดูคนท้วโลกตลอดหลายพันปีท่ผ่านมา เป็นต้น

สุดยอดเยาวชนไทย!! เยาวชนไทยพิสูจน์ศักยภาพคณิตศาสตร์ คว้า 1 ทอง 1 เงิน 4 ทองแดง คณิตศาสตร์โอลิมปิกโลก 2569 ที่เซี่ยงไฮ้ สสวท.ชวนต้อนรับทีมคณิตศาสตร์โอลิมปิกไทย

ขอแสดงความยินดีกับผู้แทนประเทศไทยจากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 – 21 กรกฎาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยผลงานของผู้แทนประเทศไทยฯ มีดังนี้
1. นายนภนต์ อภินทนาพงศ์ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญทอง
2. นายอภิวิชญ์ ชาญณรงค์ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญเงิน
3. นายดรณ์ สว่างทรัพย์ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญทองแดง
4. เด็กชายอีตั้น เชน ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญทองแดง
5. นายเกียรติภูมิ สิเจริญ ร.ร.เซนต์คาเบรียล เหรียญทองแดง
5. นายเอกกวิน วิศิษฏ์เกียรติชัย ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญทองแดง

โดยคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย
1. ดร.สริตา บุณย์ศุภา ธนาคารกรุงไทย หัวหน้าทีม
2. รศ.ดร.ธีระเดช กิตติภัสสร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองหัวหน้าทีม
3. ผศ.ดร.ศุภณัฐ คำตื้อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยหัวหน้าทีม
4. นายพิชญุตม์ แสงรุ่งคงคา นักวิชาการอิสระ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม
5. ดร.ธนสิน นำไพศาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม
6. นายจเร ปานเมือง สสวท. ผู้จัดการทีม
.
คณะผู้แทนประเทศไทยฯ มีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม 2569 โดย สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี เวลา 21.30 น. บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า มาร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีกับน้องๆกันเยอะๆนะครับ

ที่มา: https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1435226728415892&id=100057857341280&mibextid=wwXIfr&rdid=uFk7zgecVkpYeHcf#

‘อาจารย์อุ๋ย’ ถอดบทเรียนตุรกี!! ไทยมีทำเลไม่แพ้ตุรกี แต่ยังใช้ไม่เต็มศักยภาพ ต้องสร้างน้ำหนักต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ ชี้ไทยต้องทำให้มหาอำนาจเห็นว่า ความสัมพันธ์กับไทยคือความจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก

บทความพิเศษ 

บทเรียนจากตุรกี :เมื่อ “ไผ่ลู่ลม” แบบมีอำนาจต่อรอง ดีกว่าไผ่ที่คอยเกรงใจมหาอำนาจ

ในช่วงที่โลกกำลังจับตาวิกฤตความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน หลายประเทศต่างถูกกดดันให้เลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่มีประเทศหนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ นั่นคือ “ตุรกี” ซึ่งแม้จะเป็นสมาชิกองค์การนาโตและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโลกตะวันตก แต่กลับกล้าวิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการของอิสราเอลอย่างเปิดเผย รักษาความสัมพันธ์กับอิหร่านไว้ได้ ขณะเดียวกันก็ยังไม่ตัดขาดช่องทางสื่อสารกับสหรัฐฯ และยุโรป ตุรกีจึงยังคงเป็นประเทศที่ทุกฝ่ายต้องการพูดคุยและไม่อาจมองข้าม

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย หลายคนอาจบอกว่าไทยก็ใช้ “การทูตแบบไผ่ลู่ลม” เช่นเดียวกัน คือไม่เลือกข้างมหาอำนาจ สามารถรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย และประเทศอื่น ๆ ได้พร้อมกัน แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะพบว่า “ไผ่ลู่ลมของไทย” กับ “ไผ่ลู่ลมของตุรกี” เป็นคนละแนวคิด และให้ผลลัพธ์บนเวทีการเมืองระหว่างประเทศแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตุรกีภายใต้การนำของประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan)แสดงให้เห็นว่า แม้ตุรกีจะเป็นสมาชิกนาโต แต่ก็สามารถซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 จากรัสเซีย ขายอากาศยานไร้คนขับให้ยูเครน รักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย สนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์ และในหลายโอกาสก็ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง จนทำให้ทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และแม้แต่อิหร่าน ต่างยังจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์กับตุรกีไว้

ในขณะที่ประเทศไทยก็มีชื่อเสียงด้าน “Bamboo Diplomacy” หรือการทูตแบบไผ่ลู่ลมมาอย่างยาวนาน ไทยรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรนอกนาโต้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง รัสเซียก็ยังเป็นหุ้นส่วนสำคัญด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ รวมถึงยังมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศในตะวันออกกลางและอาเซียน ความยืดหยุ่นเช่นนี้เป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยให้ไทยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าคิดคือ เหตุใดมหาอำนาจจึง “เกรงใจ” ตุรกี แต่หลายครั้งประเทศไทยกลับเป็นฝ่ายที่ต้อง “เกรงใจ” มหาอำนาจเสียเอง

คำตอบสำคัญอยู่ที่เป้าหมายของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ตุรกีใช้ความสมดุลเพื่อสร้าง “อำนาจต่อรอง” ส่วนไทยใช้ความสมดุลเพื่อรักษา “ความอยู่รอด” ตุรกีทำให้ทุกฝ่ายรู้ว่าหากขาดตุรกีไป ผลประโยชน์ของตนย่อมได้รับผลกระทบ ขณะที่ไทยมักมุ่งรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่ายเป็นสำคัญ จนบางครั้งไม่ได้ใช้ศักยภาพของประเทศในการเพิ่มน้ำหนักการต่อรองบนเวทีระหว่างประเทศอย่างเต็มที่

ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสองประเทศต่างมีทำเลยุทธศาสตร์ที่โดดเด่น ตุรกีตั้งอยู่บนรอยต่อของยุโรปและเอเชีย ควบคุมช่องแคบบอสฟอรัสและดาร์ดะเนลส์ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของทะเลดำ เชื่อมโยงยุโรป รัสเซีย ตะวันออกกลาง และคอเคซัสเข้าด้วยกัน 

ส่วนประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ใกล้ช่องแคบมะละกา และเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างให้ความสำคัญในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก

แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ตุรกีสามารถเปลี่ยน “ทำเลยุทธศาสตร์” ให้กลายเป็น “อำนาจต่อรอง” ได้ ขณะที่ประเทศไทยยังใช้ประโยชน์จากศักยภาพทางภูมิศาสตร์ได้ไม่เต็มที่ ทั้งที่ไทยมีศักยภาพจะเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การคมนาคม พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค หากมีการกำหนดยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

อีกประเด็นหนึ่งที่ไทยต่างจากตุรกีคือ “อำนาจแห่งรัฐ” โดยตุรกีลงทุนอย่างจริงจังในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จนสามารถผลิตยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหารของตนเอง และก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายสำคัญของโลก สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักในการเจรจาทางการทูตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ประเทศไทยแม้จะมี Soft Power ที่โดดเด่น ทั้งด้านอาหาร การท่องเที่ยว การแพทย์ และวัฒนธรรม แต่ Hard Power ที่จะสนับสนุนการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ยังมีข้อจำกัด

บทเรียนจากตุรกีจึงไม่ใช่การดำเนินนโยบายแบบแข็งกร้าว หรือการสร้างความขัดแย้งกับมหาอำนาจ แต่คือการกำหนด “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ให้ชัดเจน และสร้างศักยภาพของประเทศตนเอชจนมหาอำนาจทุกฝ่ายเห็นว่า การมีความสัมพันธ์อันดีกับไทยเป็น “ความจำเป็น” ไม่ใช่เพียง “ทางเลือก”

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามรอยตุรกีทุกก้าว เพราะบริบททางประวัติศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ไทยควรเรียนรู้คือ การทูตแบบไผ่ลู่ลมในศตวรรษที่ 21 ไม่ควรเป็นเพียงการโอนอ่อนไปตามกระแสลม หากต้องเป็นไผ่ที่หยั่งรากลึก แข็งแรง และยืดหยุ่นในเวลาเดียวกัน ลู่ลมได้เมื่อจำเป็น แต่มั่นคงพอที่จะทำให้มหาอำนาจทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยก่อนกำหนดนโยบายต่อภูมิภาคแห่งนี้ 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การทูตที่ประสบความสำเร็จที่สุด ไม่ใช่การทำให้ทุกคนรักเรา แต่คือการทำให้ทุกฝ่าย “เกรงใจ” และเห็นคุณค่าของการมีประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ขาดไม่ได้

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย)

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1019506501063565&set=a.105429375804620

ภารกิจไทยใน UNMISS ไม่หยุดแค่งานสนาม!! THAI HMEC หนุนความมั่นคงทางอาหาร สร้างแปลงผัก–ถ่ายทอดเกษตรให้โรงเรียนและชุมชน ส่งเสริมความรู้ด้านเกษตรในโรงเรียน เสริมความมั่นคงอาหารระดับครัวเรือน

THAI HMEC ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารผ่านกิจกรรมส่งสริมการเรียนรู้ด้านการเกษตร

THAI HMEC ดำเนินโครงการสนับสนุนด้านการเกษตร ณ โรงเรียน JCC Hai Negil Progressive School โดยจัดทำแปลงผัก สร้างรั้วป้องกันพื้นที่เพาะปลูก และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรให้แก่นักเรียน ครู และประชาชนในชุมชน

โครงการดังกล่าวช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ สร้างแหล่งอาหารภายในโรงเรียน และสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือนในพื้นที่ ลดการพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอกในระยะยาว
กิจกรรมนี้สะท้อนแนวทางของ THAI HMEC ในการสนับสนุนเป้าหมายของ UNMISS ผ่านการพัฒนาชุมชน เสริมสร้างศักยภาพของประชาชน และวางรากฐานสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

THAI HMEC Promotes Food Security Through Agricultural Learning

THAI HMEC has supported agricultural education at JCC Hai Negil Progressive School by establishing vegetable gardens, constructing protective fencing, and providing practical agricultural training for students, teachers, and members of the surrounding community.
The initiative encourages hands-on learning, strengthens school food production, and promotes household food security by equipping communities with practical farming knowledge that can be sustained over the long term.

Through community-based initiatives such as this, THAI HMEC supports the objectives of UNMISS by strengthening local resilience, empowering communities, and promoting sustainable livelihoods.

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1340975678186577&id=100068224728466&rdid=XxeCOsYPGAhSRyP6#

‘จุลพันธ์’ เยี่ยมชมร้านไทย ส่งเสริมแรงงานฝีมือไทยในเกาหลีใต้ ย้ำเจตนารมณ์ "เรียนจบได้งาน" ร้านเลมอนกราสขยายสาขาต่อเนื่อง ดูแลแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด

‘จุลพันธ์’ เยี่ยมชมร้าน 'เลมอนกราส ไทย' ในเกาหลีใต้ ชื่นชมมาตรฐานฝีมือแรงงาน พร้อมหนุนการจ้างงานต่อเนื่อง

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐเกาหลี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เดินทางตรวจเยี่ยมแรงงานไทยในร้านอาหาร เลมอนกราส ไทย (Lemongrass Thai) โดยมี นายพาค บงชู และ นางสาวมณฑกานต์ เกียรติวรตระกูล ผู้บริหารร้านให้การต้อนรับ พร้อมด้วยพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางศิริรัตน์ ศรีชาติ อัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เข้าร่วมด้วย ณ ร้านอาหาร เลมอนกราส ไทย (Lemongrass Thai) สาขาคังนัม กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

ในการเยือนครั้งนี้ นายจุลพันธ์ ได้ร่วมหารือกับผู้บริหารร้านถึงแนวทางการส่งเสริมแรงงานไทย โดยกล่าวชื่นชมทางร้านที่ให้ความสำคัญกับการจ้างงานแรงงานไทยที่มีทักษะฝีมือ (ประเภท E-7) ซึ่งผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดย นายจุลพันธ์ ได้ย้ำถึงนโยบาย "เรียนได้จบ ได้งาน" เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของนายจ้างในต่างประเทศมากขึ้น

"กระทรวงแรงงานพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะร้านเลมอนกราส ไทย ที่มีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เราจะเตรียมความพร้อมด้านแรงงานทั้งในด้านการจัดส่งและการพัฒนาทักษะ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจบริการและร้านอาหารไทยในเกาหลีใต้ต่อไป" นายจุลพันธ์ กล่าว

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยังได้พบปะพูดคุยและให้โอวาทแก่แรงงานไทยที่ปฏิบัติงานอยู่ในร้าน โดยเน้นย้ำให้แรงงานตั้งใจทำงาน รักษามาตรฐานฝีมือของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เป็นแบบอย่างที่ดีของเชฟไทยและอาหารไทย รวมถึงขอให้รักษาสุขภาพและหมั่นฝึกฝนภาษาเกาหลีเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้มอบหมายให้ฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ทำหน้าที่คุ้มครองและดูแลสวัสดิภาพของแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด

สำหรับร้านอาหารเลมอนกราส ไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2562 ภายใต้บริษัท Seyeon FNC ปัจจุบันมีการขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์รวม 14 สาขาทั่วกรุงโซล โดยได้รับความนิยมจากทั้งชาวเกาหลีและชาวต่างชาติ ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพและการพัฒนาสูตรอาหารไทยที่ผสมผสานให้เข้ากับรสนิยมท้องถิ่นได้อย่างลงตัว

โซเชียลถกสนั่น!! พิธีชูถ้วยบอลโลก 2026 ถ้วยแชมป์โลกควรเป็นโมเมนต์ของนักเตะสเปน แต่การยืนค้างของ ‘ทรัมป์’ ทำให้เฟรมประวัติศาสตร์ กลายเป็นดราม่าทางมารยาทบนเวที

ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองหลังทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ได้เกิดช่วงเวลาที่กลายเป็นประเด็นบนสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงยืนอยู่บนเวทีระหว่างพิธีชูถ้วยแชมป์ แม้จะถึงช่วงเวลาที่นักเตะสเปนกำลังจะร่วมกันฉลองความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์

ขณะที่ จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) พยายามส่งสัญญาณหรือเชิญให้ทรัมป์ขยับออกจากจุดศูนย์กลางของเวที เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักเตะสเปนได้ชูถ้วยแชมป์ตามธรรมเนียม แต่ทรัมป์ยังคงยืนอยู่บนเวทีอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่อินฟานติโนจะพาเขาออกจากตำแหน่งดังกล่าว

โรดรี กองกลางทีมชาติสเปน ก็พยายามส่งสัญญาณให้ทรัมป์ขยับออกจากบริเวณดังกล่าวเช่นกัน

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ เนื่องจากพิธีชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ธรรมเนียมปฏิบัติคือให้นักเตะ ทีมงาน และสตาฟฟ์ของทีมแชมป์เป็นผู้เฉลิมฉลองร่วมกันบนเวที ขณะที่บุคคลภายนอกซึ่งเข้าร่วมพิธีมอบรางวัลมักจะถอยออกจากกรอบภาพหลังเสร็จสิ้นการมอบถ้วย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทีมแชมป์ได้บันทึกภาพแห่งประวัติศาสตร์อย่างเต็มที่

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3727882294031104/?rdid=81k3c0IAsCU21dOg#

ไทยต้องเร่งสร้างคนเทคโนโลยีขั้นสูง!! จีนเร่งพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้าน Semiconductor ไทยเพิ่งเริ่มหลักสูตรด้านนี้เมื่อปีที่แล้ว เทคโนโลยี Quantum ยังไม่ได้รับการสอนโดยตรง 10 ปีข้างหน้าคือคำถามของการสร้างเทคโนโลยี

นายปฐม อินทโรดม กล่าวบนเฟสบุ๊คว่า

อาทิตย์ที่แล้วไปนั่งกินข้าวกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีจากจีน ระหว่างคุยกัน ผมถามคำถามง่าย ๆ ว่า วันนี้คนจบสาขาไหนในจีนมีโอกาสงานดีที่สุด

เขาตอบทันทีโดยไม่ต้องคิดแม้แต่วินาทีเดียว…

Semiconductor

คำตอบนั้นทำให้ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจีนถึงกำลังไล่จี้ หรือในหลายด้านกำลังแซงแชมป์เก่าอย่างอเมริกา เพราะเขาไม่ได้แค่สร้างโรงงานหรืออัดงบวิจัย แต่กำลังสร้าง "คน" มาตั้งแต่หลายปีก่อน

ส่วนประเทศไทย เราเพิ่งมีหลักสูตรปริญญาตรีด้าน Semiconductor Engineering อย่างจริงจังเมื่อปีที่แล้วนี่เอง

จากนั้นเราคุยกันติดลมยาวไปถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่โลกคงหนีไม่พ้นอย่าง Quantum Computing เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วบอกว่า…

"ผมเรียนจบปริญญาตรีด้าน Quantum มาโดยตรง"

ผมนิ่งไปพักใหญ่…

เพราะในประเทศไทย คำว่า Quantum เพิ่งเริ่มถูกพูดถึงอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันเรายังไม่มีหลักสูตรปริญญาตรีด้านนี้โดยตรงด้วยซ้ำ

บางครั้งความน่ากลัวของการแข่งขัน ไม่ใช่การที่อีกฝ่ายมีเทคโนโลยีดีกว่า

แต่คือวันที่เราเพิ่งเริ่มพูดถึงเทคโนโลยีนั้น หลายประเทศกำลังสร้างคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าออกมาป้อนให้กับอุตสาหกรรมของประเทศ

คำถามที่ผมกลับมาคิดตลอดทางคือ...

อีก 10 ปีข้างหน้า เราจะเป็นประเทศที่สร้างเทคโนโลยี หรือเป็นเพียงประเทศที่รอซื้อเทคโนโลยีจากคนอื่นเหมือนเดิมต่อไป?

คำตอบในหัวดูจะชัดเหลือเกิน!

ที่มา : https://www.facebook.com/100001294357814/posts/27468696282756814/?rdid=YfknVr5AwXSRbJro#

ถอดบทเรียน PARAMETER เมื่อเจลาโต้หลักร้อยไม่ใช่ปัญหา แต่คำพูดของแบรนด์อาจแพงกว่าราคา ถ้าแบรนด์อธิบายคุณค่าได้ดีพอ แต่ต่อให้สินค้าดีแค่ไหน หากลูกค้ารู้สึกถูกดูถูก ราคาก็อาจละลายเร็วกว่าตัวเจลาโต้

ของแพงไม่ใช่ปัญหา แต่ทำไมคำพูดของแบรนด์จึงกลายเป็นดราม่า?

ถอดบทเรียน PARAMETER เมื่อคุณภาพสินค้าอาจไม่เพียงพอ หากผู้บริโภครู้สึกว่ากำลังถูกตัดสิน

ในโลกธุรกิจ ผู้ประกอบการมีสิทธิ์ตั้งราคาสินค้าตามต้นทุน คุณภาพ วัตถุดิบ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่ต้องการมอบให้ลูกค้า

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า สินค้านั้นคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายหรือไม่

ดังนั้น การที่เจลาโต้หนึ่งถ้วยมีราคาหลักร้อยบาทจึงไม่ควรเป็นเรื่องผิด และการที่ลูกค้าบางคนมองว่าแพงก็ไม่ใช่เรื่องผิดเช่นกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตลาดจะเป็นผู้ตัดสินว่าสินค้าและราคานั้นไปต่อได้หรือไม่

แต่กรณีของร้านเจลาโต้พรีเมียม PARAMETER ซึ่งมี “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” เป็นบุคคลสำคัญในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และเป็นหน้าในการสื่อสารของแบรนด์ กลับไม่ได้ถูกถกเถียงเฉพาะเรื่องราคาเท่านั้น

สิ่งที่ทำให้เรื่องราวขยายตัวกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ คือวิธีสื่อสารเกี่ยวกับการรับประทานเจลาโต้ ตลอดจนข้อความที่เชื่อมโยงไปถึง “มายด์เซต” ของผู้บริโภคไทย

จากคำถามง่าย ๆ ว่า

“เจลาโต้ถ้วยนี้คุ้มราคาหรือไม่?”

จึงกลายเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า

“แบรนด์กำลังให้ความรู้ หรือกำลังตัดสินคนที่คิดไม่เหมือนตนเอง?”

จากเจลาโต้พรีเมียม สู่พื้นที่ถกเถียงเรื่องรสนิยม

PARAMETER เปิดตัวในฐานะร้าน “Classic Refined Gelato” ที่ชั้น G สยามพารากอน โดยนำเสนอจุดขายด้านวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และวิธีการเสิร์ฟที่แตกต่างจากไอศกรีมทั่วไป ขณะที่รายงานข่าวระบุว่า มีเมนูราคาตั้งแต่ประมาณ 159 บาท ไปจนถึง 559 บาท ตามชนิดและความหายากของวัตถุดิบ

การตั้งราคาสูงจึงไม่ใช่สิ่งที่ผิดในตัวเอง

ในตลาดมีสินค้าอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ขายเพียงประโยชน์ใช้สอย แต่ขายทั้งเรื่องราว งานฝีมือ ความหายาก สถานที่ ประสบการณ์ และสถานะทางสังคม ตั้งแต่กาแฟแก้วละหลายร้อยบาท อาหารไฟน์ไดนิ่ง ไปจนถึงกระเป๋าหรือรถยนต์ราคาหลายล้านบาท

ผู้บริโภคที่เห็นคุณค่าย่อมตัดสินใจซื้อ ส่วนผู้ที่ไม่เห็นความคุ้มค่าก็สามารถเลือกไม่ซื้อได้

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การพยายามอธิบายว่าเหตุใดสินค้าจึงมีราคาแพง แต่อยู่ที่การอธิบายนั้นทำให้ผู้ฟังรู้สึกหรือไม่ว่า คนที่ไม่เข้าใจ ไม่เห็นด้วย หรือมีกำลังซื้อไม่ถึง กำลังถูกมองว่ามีรสนิยมต่ำกว่า หรือมีความคิดที่ไม่พัฒนา

เมื่อความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้น ประเด็นก็ไม่ใช่เรื่องเจลาโต้เพียงถ้วยเดียวอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงไปถึงเรื่องชนชั้น โอกาสทางเศรษฐกิจ และสิทธิของผู้บริโภคในการเลือกใช้เงินของตนเอง

แบรนด์มีสิทธิ์แนะนำ แต่ลูกค้าต้องไม่รู้สึกว่าถูกควบคุม

อีกส่วนหนึ่งของกระแสวิจารณ์มาจากคอนเทนต์เกี่ยวกับวิธีรับประทาน เช่น การไม่ควรเคี้ยว การควรรับประทานทันที และประเด็นเรื่องการถ่ายรูปสินค้า

ในมุมของผู้ผลิต คำแนะนำเหล่านี้อาจมีเหตุผล เพราะอุณหภูมิ ขนาดของคำ และระยะเวลาหลังเสิร์ฟ ย่อมส่งผลต่อรสชาติและเนื้อสัมผัส

แต่เส้นแบ่งระหว่างคำว่า “คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ” กับ “กฎที่ใช้ตัดสินลูกค้า” นั้นบางมาก

แบรนด์สามารถพูดว่า

“เพื่อให้ได้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีที่สุด แนะนำให้ลองรับประทานด้วยวิธีนี้”

แต่ควรระมัดระวังการสื่อสารที่อาจถูกตีความว่า

“หากคุณไม่กินตามวิธีของเรา แสดงว่าคุณกินไม่เป็น”

เพราะทันทีที่ลูกค้าจ่ายเงิน สินค้านั้นก็กลายเป็นประสบการณ์ของลูกค้า ลูกค้ามีสิทธิ์จะรับประทานช้า ถ่ายรูป แบ่งกับเพื่อน หรือเลือกวิธีที่ตนเองมีความสุข ตราบใดที่ไม่รบกวนผู้อื่นหรือฝ่าฝืนกฎที่จำเป็นของสถานที่

หน้าที่ของแบรนด์คือเพิ่มความรู้และเพิ่มคุณค่าให้ประสบการณ์ ไม่ใช่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าต้องสอบผ่านมาตรฐานรสนิยมของผู้ขายก่อนจึงจะมีสิทธิ์บริโภคสินค้า

กฤษณ์ชี้แจงว่าเป็นการหยอกเล่น พร้อมยืนยันในคุณภาพสินค้า

วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 กฤษณ์ออกมาชี้แจงต่อสื่อถึงประเด็นต่าง ๆ โดยอธิบายว่า เรื่องห้ามเคี้ยวหรือห้ามถ่ายรูปส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในบริบทของการหยอกเล่นกับลูกค้า และเมื่อคลิปถูกตัดออกไปเผยแพร่โดยไม่มีบริบท ผู้ชมภายนอกอาจรู้สึกไม่ดี พร้อมกล่าวขอโทษหากคำพูดทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนถูกดูถูก

ขณะเดียวกัน เขายังคงยืนยันว่า ราคาของเจลาโต้มาจากต้นทุน วัตถุดิบหายาก และรายละเอียดของกระบวนการผลิต โดยระบุว่ากระแสที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้จำนวนลูกค้าลดลง และเตรียมนำเสนอเมนูจากวัตถุดิบพิเศษในราคาประมาณ 700–900 บาทด้วย

คำชี้แจงดังกล่าวสะท้อนว่า แบรนด์ไม่ได้ถอยจากจุดยืนเรื่องคุณภาพและราคา แต่พยายามอธิบายเจตนาของการสื่อสารที่เป็นต้นเหตุของกระแสวิจารณ์

อย่างไรก็ตาม ในการสื่อสารสาธารณะ “เจตนา” เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความหมาย

อีกครึ่งหนึ่งคือ “ผลกระทบ” ที่เกิดขึ้นกับผู้รับสาร

ผู้พูดอาจไม่ได้ตั้งใจดูถูก แต่หากผู้ฟังจำนวนมากรู้สึกว่าถูกดูถูก สิ่งที่แบรนด์ควรพิจารณาจึงไม่ใช่เพียงการยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น แต่ต้องย้อนกลับมาทบทวนว่า ภาษา น้ำเสียง และรูปแบบคอนเทนต์ส่วนใดทำให้ความหมายเดินทางไปถึงผู้บริโภคในอีกแบบหนึ่ง

เมื่อคนดังเป็นหน้าแบรนด์ ทุกคำพูดย่อมกลายเป็นคำพูดของแบรนด์

อีกประเด็นที่ปรากฏหลังการแถลงข่าวคือสถานะของกฤษณ์ในธุรกิจ โดยเจ้าตัวระบุว่าไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้น แต่ทำหน้าที่เป็นเชฟ คิดเมนู และออกแบบระบบการผลิต ขณะที่ข้อมูลที่กรุงเทพธุรกิจรายงานโดยอ้างอิง Creden Data ระบุว่า บริษัท พารามิเตอร์ จำกัด มี “พรพิพัฒน์ เวหัพพลา” เป็นผู้ถือหุ้น 100%

การที่เชฟหรือผู้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไม่ได้ถือหุ้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติทางธุรกิจ และไม่ได้หมายความว่าคนนั้นไม่มีบทบาทสำคัญต่อแบรนด์

แต่กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อบุคคลใดมีภาพจำผูกติดกับแบรนด์อย่างเข้มข้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีตำแหน่งทางกฎหมายว่าเจ้าของ ผู้ถือหุ้น เชฟ หรือครีเอทีฟ คำพูดของเขาก็ย่อมถูกสังคมตีความว่าเป็นท่าทีของแบรนด์อยู่ดี

นี่คือทั้งพลังและความเสี่ยงของ Founder Branding หรือ Personal Branding

บุคลิกที่ชัดเจนช่วยให้แบรนด์เป็นที่จดจำได้รวดเร็ว แต่เมื่อบุคคลกลายเป็นศูนย์กลางมากเกินไป ความคิดเห็นส่วนตัวทุกประโยคก็สามารถส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของสินค้า พนักงาน หุ้นส่วน และองค์กรทั้งหมดได้พร้อมกัน

กระแสแรงอาจทำให้คนต่อคิว แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะกลับมาซื้อซ้ำ

ในระยะสั้น ดราม่าอาจสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจได้อย่างปฏิเสธไม่ได้

คนจำนวนมากที่ไม่เคยรู้จัก PARAMETER ได้รู้จักแบรนด์ ผู้บริโภคบางส่วนอาจเดินทางไปทดลองเพื่อพิสูจน์ด้วยตนเองว่า เจลาโต้มีคุณภาพสมราคาหรือไม่ ขณะที่ภาพของคิวหน้าร้านยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นสินค้าที่ต้องไปลอง

แต่การรับรู้จำนวนมากไม่เท่ากับความรักในแบรนด์ และยอดขายช่วงที่เป็นกระแสก็ไม่เท่ากับความยั่งยืน

ตัวชี้วัดที่สำคัญกว่าอาจไม่ใช่จำนวนคนที่มาต่อคิวในช่วงดราม่า แต่คือ

- ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำมากเพียงใด

- ลูกค้ายินดีแนะนำแบรนด์ให้ผู้อื่นหรือไม่

- เมื่อกระแสสงบลง แบรนด์ยังมีคุณค่าที่แข็งแรงพอหรือไม่

- ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ในฐานะ “เจลาโต้คุณภาพสูง” หรือ “ร้านที่มีดราม่าเรื่องวิธีกิน”

เพราะกระแสสามารถพาคนมาถึงหน้าร้านได้ แต่มีเพียงคุณภาพ ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเท่านั้นที่จะทำให้คนกลับมาอีกครั้ง

บทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

กรณี PARAMETER ไม่ได้สอนว่าผู้ประกอบการห้ามตั้งราคาสูง และไม่ได้หมายความว่าแบรนด์ต้องยอมตามความคิดเห็นของผู้บริโภคทุกเรื่อง

ตรงกันข้าม ผู้ประกอบการควรมั่นใจในสินค้า กล้ายืนยันคุณค่า และกล้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาด

แต่ความมั่นใจในสินค้าควรเดินคู่กับความเคารพต่อผู้บริโภค

การอธิบายว่า “สินค้าของเราดีอย่างไร” ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การบอกว่า “คนที่ไม่เลือกสินค้าของเราคิดไม่เป็น”

การบอกว่า “เรามีวิธีรับประทานที่แนะนำ” ไม่จำเป็นต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “วิธีของคุณผิด”

และการผลิตของพรีเมียมก็ไม่จำเป็นต้องทำให้แบรนด์วางตนอยู่เหนือผู้บริโภค

ท้ายที่สุดแล้ว ของแพงอาจไม่ใช่ปัญหาเลย หากแบรนด์สามารถทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าเงินที่จ่ายไปแลกกับคุณค่าอะไร

แต่ต่อให้สินค้าดีเพียงใด หากวิธีสื่อสารทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ากำลังถูกดูถูก ความชอบธรรมของราคาที่แบรนด์พยายามสร้างขึ้น ก็อาจละลายเร็วกว่าตัวเจลาโต้เสียอีก

เพราะในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อเพียงสินค้า แต่ซื้อความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์ด้วยนั้น การเคารพลูกค้าอาจเป็นวัตถุดิบที่มีค่าที่สุด และไม่มีสินค้าใดสามารถตั้งราคาทดแทนได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top