Saturday, 7 November 2026
NEWS FEED

กฟผ. จัดงาน “Thailand Space Expo 2026” !! มหกรรมอวกาศแห่งชาติ 2569 จับมือ GISTDA และพันธมิตรร่วมขับเคลื่อน โชว์ AI ภูมิสารสนเทศและพลังงานสะอาด พร้อมเสริมศักยภาพประเทศในเวทีโลก

กฟผ. เฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานมหกรรมด้านอวกาศแห่งชาติ 2569 (Thailand Space Expo 2026)

กฟผ. จับมือ GISTDA และพันธมิตร จัดงาน “มหกรรมด้านอวกาศแห่งชาติ” (Thailand Space Expo 2026) โชว์เทคโนโลยี AI ภูมิสารสนเทศ และนวัตกรรมด้านพลังงาน ขับเคลื่อนพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2569 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม

วันนี้ (28 ตุลาคม 2569) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานเปิดงานมหกรรมด้านอวกาศแห่งชาติ ประจำปี 2569 หรือ Thailand Space Expo 2026 โดย
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นเจ้าภาพร่วม (Co-host) กับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. (GISTDA) และพันธมิตร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2569 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพฯ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีอวกาศระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง จากนั้นเสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการของ กฟผ. โดยมีนายธีรวุฒิ เวทะธรรม รองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง นายบุญมา พูชิน ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างระบบส่ง และผู้บริหาร กฟผ. ร่วมเฝ้ารับเสด็จ ณ บูท กฟผ. No.C03

นายธีรวุฒิ เวทะธรรม รองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง กฟผ. เผยว่า กฟผ. เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดงาน Thailand Space Expo 2026 เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจจากกิจการอวกาศ (New Space Economy) ตามนโยบายของรัฐบาล ยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงาน และผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล รวมถึงส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านพลังงาน เกษตรกรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

โดยในปีนี้ บูท กฟผ. นำเสนอนิทรรศการภายใต้แนวคิด “Beyond What We See : Empowering Tomorrow” สะท้อนบทบาทและภารกิจ กฟผ. ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ขับเคลื่อนความยั่งยืน และนำไปสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย ผ่าน 7 โซน ได้แก่ 1.ศักยภาพด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยเพื่อรองรับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ (Thailand’s Electric Power Potential to Support Investment in Large-Scale Projects 2.ENZY Platform แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ภายใต้ EGAT Smart Energy Solutions 3.การลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (EGAT’s Driving the Future of Sustainability: Integrated Solutions for Decarbonization) 4.การใช้ AI ตรวจจับแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อประโยชน์ในการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้า และดำเนินระบบควบคุมกำลังไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ (AI-Powered Solar Intelligence Platform: From Satellite Detection to Solar Generation Analytics) 5.เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนความเป็นกลางทางคาร์บอน (Orbit for a Greener Future: EGAT Carbon Neutrality) 6.การประมาณค่ามวลชีวภาพเหนือดิน ของพืชพลังงานในจังหวัดลำปาง โดยใช้ดาวเทียม Landsat 8 (Estimation of Above-Ground Biomass for Energy Crops in Lampang Province Using Landsat 8 Satellite) และ 7.การพัฒนาระบบแจ้งเตือนสถานการณ์การเคลื่อนตัวของโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้เทคโนโลยี InSAR: กรณีศึกษาอ่างพักน้ำตอนบนโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา (Development of an Early Warning System for Infrastructure Displacement Using InSAR Technology)

นงนุช เวิลด์ พัทยา จัดโปรวันเกิด!! ต้อนรับเดือนพฤศจิกายน เจ้าของวันเกิดเที่ยวฟรีชมสวนและพิพิธภัณฑ์ โปรโมชั่นสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยวไทย เปิดโอกาสสัมผัสวัฒนธรรมและธรรมชาติครบวงจร

นงนุช เวิลด์ พัทยา จัดโปรเดือนพฤศจิกายน เจ้าของวันเกิดเที่ยวฟรี พาครอบครัวชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรีทุกท่าน

พัทยา จ.ชลบุรี วันที่ 29 ตุลาคม 2569 นงนุช เวิลด์ พัทยา (NONGNOOCH WORLD PATTAYA) จัดโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับเดือนพฤศจิกายน 2569 ภายใต้แนวคิด “เกิดเดือนพฤศจิกายน สุขไปด้วยกันทั้งครอบครัว” มอบสิทธิ์ให้ผู้ที่เกิดในเดือนพฤศจิกายนเข้าชมสวนฟรี พร้อมเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และพิเศษยิ่งขึ้น สมาชิกในครอบครัวที่ซื้อบัตรเข้าชมสวนและเดินทางมาพร้อมเจ้าของวันเกิด สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรีทุกท่าน ตั้งแต่วันที่ 1–30 พฤศจิกายน 2569

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานนงนุช เวิลด์ พัทยา เปิดเผยว่า การจัดโปรโมชั่นครั้งนี้มุ่งส่งเสริมให้ครอบครัวได้ใช้เวลาท่องเที่ยวร่วมกัน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสคุณค่าของพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมพระพุทธรูป เหรียญ และวัตถุมงคลเก่าแก่หลากหลายยุคสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาและมรดกทางวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะการสร้างความสนใจและปลูกฝังการเรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนผ่านประสบการณ์จริง

นอกจากนี้ นงนุช เวิลด์ พัทยา ยังเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวของครอบครัว มีสวนสวยหลากหลายรูปแบบมากกว่า 70 สวน หุบเขาไดโนเสาร์ที่จัดแสดงไดโนเสาร์จำขนาดเท่าตัวจริงกว่า 1,800 ตัว และเมืองอียิปต์ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและสีสันตระการตา พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย “นงนุชโชว์” และการแสดงช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลา วันละ 4 รอบ ตอบโจทย์ความสนใจของนักท่องเที่ยวทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “More Than a Beautiful Garden. A World for Every Family.”

สำหรับสิทธิประโยชน์ที่เปิดให้บริการตามปกติ ได้แก่ เด็กที่มีความสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตรและเดินทางมากับครอบครัว รวมถึงผู้พิการ สามารถเข้าชมสวนฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าฟรีทุกวันศุกร์ และผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปเข้าฟรีตลอดปี สะท้อนความตั้งใจในการเปิดโอกาสให้คนทุกวัยได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติและแหล่งเรียนรู้ร่วมกัน

ทั้งนี้ โปรโมชั่นวันเกิดเดือนพฤศจิกายนเปิดให้เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาใช้บริการด้วยตนเอง (Walk-in) เพียงแสดงบัตรประชาชนหรือหลักฐานยืนยันเดือนเกิด ณ จุดจำหน่ายบัตร เพื่อรับสิทธิ์ตามเงื่อนไขที่กำหนด นงนุช เวิลด์ พัทยา เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

ไทยดัน FastPass ดึงทุน!! ลุยใช้เทคโนโลยีพลิกโฉมระบบเงินทุน ลดเวลาขอใบอนุญาต 20-50% เข็นนวัตกรรม AI 8 หน่วยงานรัฐรวมพลังเร่งดึงเงินลงทุน เป้าหมายกระจายทุนแสนล้านสู่ท้องถิ่นเร็วขึ้น

ไทยงัด FastPass ‘ทางด่วนเงินทุน’ ดึงทุนโลกเข้าประเทศ พร้อมนวัตกรรม AI พลิกโฉมทั้งระบบ

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังไล่กวดไทยในทุกมิติ สิ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจนำเงินมาลงทุน นอกจากเรื่องค่าแรง หรือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ “ความรวดเร็วในการเดินเอกสาร” ซึ่งเป็น Pain Point ที่มีมายาวนานของระบบราชการไทย

ล่าสุด 8 หน่วยงานรัฐได้เร่งผนึกกำลังแก้ปัญหาคอขวดนี้ โดยเฉพาะการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาทลายทุกกำแพง เพื่อดึงเม็ดเงินเกือบ 7 แสนล้านบาทให้กระจายสู่ท้องถิ่นอย่างเร็วที่สุด

คลิปนี้พาไปดูการแก้เกมของทีมไทย ผ่านกลไก Thailand FastPass และวิธีการทำงานแบบใหม่ของกนอ. ทั้งการร่นระยะเวลาขอใบอนุญาตลง 20-50% และการใช้ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการนิคมฯ แบบครบวงจร ด้วยระบบระดับโลกอย่าง Salesforce เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้นักลงทุนเลือกปักหมุดที่ไทยในระยะยาว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1454468943213576&id=100059514523438&rdid=mbqcOYtBbhKUiVTs#

ลดภาษีน้ำมัน แต่โรงกลั่นยิ่งรวย?! ชำแหละราคาน้ำมันไทยอิงสิงคโปร์ ส่วนต่างดีเซลกับน้ำมันดิบพุ่งจาก 32 เป็น 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐควรกำหนดเพดานราคาแทนใช้เงินกองทุน เปรียบเทียบสงครามราคาน้ำมันปี 65 กับ 69

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ  ได้กล่าวว่า…

“การลดภาษีน้ำมัน (ทั้งที่ยังอ้างอิงราคาขายที่สิงคโปร์) = ทำให้โรงกลั่นรวย”

รัฐควรกำหนดเพดานราคาเบนซิน–ดีเซล แทนการใช้เงินกองทุนฯ-ภาษี ที่ถมเท่าไรก็ไม่พอ

เทียบสงครามยูเครนในปี 2565 กับสงครามอิหร่านในปีนี้ 2569

กรณีปี 65 น้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 94.71 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนดีเซลสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ (MOPS) อยู่ที่ 126.64 เหรียญ ส่วนต่างราว 32 เหรียญ แต่พอมาถึงปี 69 ราคา ณ 22 ตุลา น้ำมันดิบดูไบอยู่ 108.62 ส่วนดีเซลสิงคโปร์พุ่งไป 170.70 ส่วนต่างเพิ่มขึ้นราว 63 เหรียญ เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว โรงกลั่นกำไรมหาศาล เพราะไทยเราอิงราคาขายที่สิงคโปร์ ไม่ได้อิงตามต้นทุนราคาน้ำมันดิบ

ไทยกลั่นน้ำมันดิบวันละ 1 ล้านบาร์เรลเท่าสิงคโปร์ แต่สิงคโปร์เป็น City State ประเทศเล็กกว่ากรุงเทพฯ ครึ่งหนึ่ง ตลาดส่วนใหญ่คือส่งออกจึงต้องทำกลไกให้ราคาขายสูงเพื่อทำกำไรเข้าประเทศ เช่นเดียวกับมาเลเซียที่เน้นส่งออก ราคาหน้าปั๊มต้องสูง อย่างโครงการBUDI ของมาเลเซีย ถ้าใช้บัตรประชาชนเติมดีเซลจะได้โควตา 300 ลิตรต่อเดือน ในราคา 16 บาท เท่านั้น ส่วนไทย เราขายในประเทศมาก โครงสร้างราคาควรทำต่างวิธีกัน

แล้วจะแก้ยังไง? ต้องให้กระทรวงพาณิชย์ใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการควบคุมราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 (เดิมกระทรวงพลังงานแยกออกมาจากกระทรวงพาณิชย์ ปี 45) เครื่องมือตัวนี้จึงอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ “น้ำมันถูกประกาศเป็นสินค้าควบคุม” นานแล้วแต่ไม่เคยประกาศอัตราราคาเพราะมติ ครม. ปี 2534 บอกให้เป็นเสรี บัดนี้ควรถึงเวลาประกาศอัตราราคา เบนซินและดีเซลได้แล้ว

การใช้เงินกองทุนหรือภาษีมาอุ้มน้ำมัน ใช้เท่าไรก็ไม่พอ ถ้ายังปล่อยโรงกลั่นไทยทำกำไรขายในราคาสิงคโปร์

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/2321784521694406

‘เอ็มบัปเป้’ โดนลงโทษ!! หัวเราะมีมการเมืองจนเกิดเหตุ สื่อรัฐจีนระงับถ่ายทอดลาลีกา 3 แบรนด์ใหญ่ถอนสปอนเซอร์ จีนตัดสัมพันธ์ธุรกิจกับนักเตะคนดัง “เรอัล มาดริด” พักแข่งพร้อมปรับเงินหนัก ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊คส่วนตัว

ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า….

#อย่าล้อเล่นกับระบบ !!  แด่ประธานเป้ ภาพล้อเลียนนี้ไวรัลแล้วจ้า ล่าสุด  เรอัล มาดริด ออกคำสั่งลงโทษภายในกับ #เอ็มบัปเป้ ด้วยการพักการแข่งขัน  5  นัด และปรับเงิน 700,000 ยูโร หลังเกิดผลกระทบรุนแรงแบบไฟลามทุ่ง จากคำพูดแบบ #ไม่รู้สี่รู้แปด ในเรื่องที่มีความอ่อนไหวการเมืองจีนของเอ็มบัปเป้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนใช้พลังทางเศรษฐกิจอำนาจซื้อและพลังทางสังคม เพื่อจัดการกับพฤติกรรม #ไม่รู้สี่รู้แปด ของฝรั่งต่างชาติในเรื่องที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองของจีน !!  อินฟลูต่างชาติโดนแบบนี้หลายครั้งแล้วค่า #จีนซับซ้อนซ่อนเงื่อน 

คนที่โดนพญามังกรจีนพ่นไฟใส่รอบนี้ คือ คีลิยัน #เอ็มบัปเป้  !!! ด้วยความอ่อนหัดเรื่อง #การเมืองจีน 🇨🇳 ทำให้เอ็มบัปเป้ กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสของ เรอัล มาดริดไปหัวเราะกับมีมที่นำเสนอภาพของเขาเป็นประธาน #เหมาเจ๋อตง อดีตผู้นำจีน และใช้คำว่า #เผด็จการจีน !! 

ผลคือ #ฟุตบอลลีกของสเปน สูญเสียเงิน 400 ล้านยูโรภายใน 3 วินาที!

จีนระงับการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลลีกสเปนโดยสิ้นเชิง  ที่ผ่านมา #ลาลีกา สร้างรายได้ 1 พันล้านยูโรจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ในต่างประเทศ โดยในจำนวนนี้ 400 ล้านยูโรมาจากจีนเพียงประเทศเดียว…

ขอสรุปมัดรวมไล่เรียง #สารตั้งต้น ของปัญหา และ #ผลกระทบ ดังนี้

1) เริ่มต้นจากการที่รายการ The Bridge สัมภาษณ์ เอ็มบัปเป้ และถามถึงภาพมีมที่ชื่นชอบ แล้วเอ็มบัปเป้ก็ตอบกลับไปว่า "ภาพที่ทำให้ผมหัวเราะมากที่สุด คือภาพที่พวกเขาเอาใบหน้าของผมไปใส่บนตัว 'เผด็จการจีน' ผมใช้ภาพนั้นกับเพื่อน ๆ บ่อยมาก"

(ทั้งนี้ เอ็มบัปเป้ ไม่ได้เอ่ยชื่อ เหมาเจ๋อตง โดยตรง)

2) หลังจากนั้น เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากคำให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับภาพมีมที่นำใบหน้าของเจ้าตัวไปตัดต่อกับ เหมา เจ๋อตง อดีตผู้นำจีน  

3) ผลที่ตามมา คือ  สถานีโทรทัศน์ CCTV ของ #รัฐบาลจีน ตัดสินใจระงับการถ่ายทอดสดฟุตบอล ลาลีกา สเปน รวมถึงการแข่งขันที่เกี่ยวข้องกับเอ็มบัปเป้

พร้อมสั่งถอดโฆษณาและวิดีโอทั้งหมดที่มี เอ็มบัปเป้ ปรากฏอยู่

ผลคือ ลาลีกา ฟุตบอลลีกของสเปน สูญเสียเงิน 400 ล้านยูโรภายใน 3 วินาที !! 

4) #กระทรวงการต่างประเทศจีน ก็ออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านคำพูดและการกระทำที่ #ทำร้ายความรู้สึกของประชาชนชาวจีน เช่นกัน 

#จีนเตือนแรงส์ อย่างชัดเจนว่า “คำพูดหรือการกระทำใด ๆ ที่ทำร้ายความรู้สึกของประชาชนชาวจีน จะถูกปฏิเสธจากทุกภาคส่วนของสังคม” 

5) #บริษัทจีน หลายแห่ง ได้แก่ ตงเผิง (Dongpeng), เหมิงหนิว (Mengniu) และ มิลค์กราวด์ (Milkground) ต่างประกาศยุติความร่วมมือทางธุรกิจกับกองหน้ารายนี้เช่นกัน

6) เว็บไซต์ข่าวกีฬาจีนอย่าง ตงฉิวตี้ (Dongqiudi) ยังเปลี่ยนชื่อของ เอ็มบัปเป้ ในตารางอันดับ บัลลง ดอร์ 2026 ซึ่งเจ้าตัวจบอันดับ 2 ให้กลายเป็นข้อความว่า 'ไม่มีบุคคลนี้อยู่จริง' อีกด้วย

7) ล่าสุด เรอัล มาดริด ออกคำสั่งลงโทษภายในด้วยการพักการแข่งขัน #เอ็มบัปเป้ 5 นัด และปรับเงิน 700,000 ยูโร หลังเกิดผลกระทบรุนแรงทั่วโลกจากคำพูดแบบ #ไม่รู้สี่รู้แปด ในเรื่องการเมืองจีนของเอ็มบัปเป้

ขณะที่  วิดีโอต้นฉบับที่สัมภาษณ์เอ็มบัปเป้ จนสร้างปัญหา ก็ถูกลบไปแล้ว  ไม่ปรากฏอยู่บนช่อง YouTube ของรายการ The Bridge แล้ว 

Note :  ตัวอย่างเคสอื่นที่เคยเกิดขึ้น 

ในปี 2019 เกิดกรณีเมซุต #โอซิล (Mesut Özil) กับประเด็น #อุยกูร์  นักเตะชื่อดังของสโมสรอาร์เซนอลในขณะนั้น  โอซิลได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนในประเด็นการปฏิบัติต่อชาวมุสลิมอุยกูร์ ใน #ซินเจียง

ส่งผลให้สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนสั่งระงับการถ่ายทอดสดการแข่งขันของอาร์เซนอล #Arsenal ทันที 

นอกจากนี้ ชื่อและข้อมูลของโอซิลถูกลบออกจากเกมฟุตบอลยอดนิยมอย่าง Pro Evolution Soccer (PES) และ FIFA เวอร์ชันที่วางจำหน่ายในจีน 

รวมถึงสั่งปิดแฟนเพจและแพลตฟอร์มทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับโอซิลงในจีน ส่งผลให้มูลค่าการตลาดของสโมสรและค่าตัวโอซิลในจีน กลายเป็นศูนย์ !! ในชั่วข้ามคืน

Credit : Aksornsri PHANISHSARN

https://www.facebook.com/share/p/1DS5qPTEBj/?mibextid=wwXIfr

ส.อ.ท. ผลักดันยานยนต์!! ผนึกค่ายรถยักษ์ใหญ่กว่า 10 แห่งร่วมมือ เดินหน้าสนับสนุนภาษีสรรพสามิตใหม่ ยกระดับ Local Content พา SMEs ไทยเจริญ สร้างโอกาสลงทุนภายใต้ Reinvent Thailand

ส.อ.ท. ผนึกค่ายยานยนต์ ขับเคลื่อน Reinvent Thailand หนุนภาษีสรรพสามิตใหม่ ยกระดับ Local Content

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดการประชุมร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ นำโดย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธาน ส.อ.ท. นายสุพจน์ สุขพิศาล เลขานุการสายงานส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรม ส.อ.ท. พร้อมด้วยผู้แทนจากค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ชั้นนำกว่า 10 ค่าย ได้แก่ Toyota, Mitsubishi, Isuzu, Nissan, Mazda, Hino, Honda, Mercedes Benz, BMW, BYD, Changan, GWM, Hyundai และ Yamaha เพื่อร่วมกันสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาทิศทางการลงทุนและขับเคลื่อน Local Content พร้อมเดินหน้าสนับสนุนภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็น 1 ใน 7 กลุ่มเศรษฐกิจแห่งอนาคต ที่จะขับเคลื่อน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับขีดความสามารถ ดึงการลงทุนใหม่ และพา SMEs ไทยเติบโตไปพร้อมกัน

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า “สิ่งสำคัญ คือ การผลักดัน Local Content Contribution ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทย เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว”

ส.อ.ท. พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายและพัฒนาแนวทางการรับรอง Local Content ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ควบคู่กับการปรับปรุงกฎระเบียบและลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนภายใต้ยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand ซึ่งปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์

และชิ้นส่วนมีสัดส่วนต่อ GDP ของประเทศไทยราว 10% โดยการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้จะช่วยสร้างโอกาสและส่งเสริมการเติบโตของผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ผลจากการประชุมแผนครั้งนี้ ทาง ส.อ.ท. จะนำไปเสนอต่อ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อรับพิจารณา จากนั้นจะมีการนำแผนดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นลำดับต่อไป

ลดค่าไฟ เติมเงินเข้ากระเป๋าประชาชน!! ครม. ไฟเขียวโซลาร์รูฟประชาชน รับซื้อไฟส่วนเกินหน่วยละ 2.20 บาท พร้อมลดภาษีน้ำมัน B20–E20 หวังแบ่งเบาภาระค่าไฟ–ค่าน้ำมัน ช่วย SMEs เงินหมุนเวียนเพิ่ม

ครม. เห็นชอบโครงการโซลาร์รูฟประชาชน และอนุมัติลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ครม. (27 ต.ค. 69) เห็นชอบโครงการโซลาร์รูฟประชาชน โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการด้านพลังงานหลายด้านควบคู่กัน อาทิ การปรับลดค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ด้วยการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 2 หน่วยแรกในราคาหน่วยละ 3 บาท การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับภาคธุรกิจ (Direct PPA) และการปรับแก้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย เพื่อไม่ให้มีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติ

สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เปิดให้ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนการไฟฟ้าในอัตราหน่วยละ 2.20 บาท ภายใต้กรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท พร้อมพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 10,785 ล้านบาท ระบบสมาร์ทมิเตอร์ 10,811.6 ล้านบาท และพัฒนาทักษะแรงงานติดตั้งโซลาร์เซลล์ 972 ล้านบาท วงเงินรวมกว่า 72,568 ล้านบาท คาดช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าประชาชนประมาณ 24,000 ล้านบาท และลดการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบเดิมในปีแรก 6,323 ล้านหน่วย

นอกจากนี้ ครม. มีมติอนุมัติให้กรมสรรพสามิตลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 เพื่อสนับสนุนการใช้ผลผลิตทางการเกษตร และลดสัดส่วนน้ำมันฟอสซิล พร้อมมอบหมายให้ ก.พลังงาน พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานในระยะยาว เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ทั้งนี้ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีมติกำหนดระยะเวลาชำระเงินให้แก่ผู้ประกอบการไม่เกิน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร และ 45 วันสำหรับสินค้าและบริการอื่น มีผลวันที่ 2 พ.ย. 69 คาดช่วยลดระยะเวลารับเงินและเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบ SMEs กว่าแสนล้านบาทต่อ 15 วัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1569302918565767&id=100064582216937&rdid=wEvvBYh9JJjG798P#

ไมโครซอฟท์ เตรียมลดพนักงานราว 60,000 คน!! เสนอแพ็กเกจลาออกสมัครใจ กระทบบริษัททั่วโลก มุ่งลงทุน AI ครอบคลุมหลายแผนก สอดรับเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เตรียมเสนอแพ็กเกจ “สมัครใจลาออก” ให้พนักงานราว 60,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของพนักงานทั้งหมด เพื่อปรับลดต้นทุน และปรับโครงสร้างกำลังคนให้สอดรับกับยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางการทุ่มลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า พนักงานบางส่วนในสหรัฐ แคนาดา อินเดีย และสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ระดับรองประธานบริษัทลงมาจะมีสิทธิรับข้อเสนอดังกล่าว โดยครอบคลุมหน่วยธุรกิจสำคัญ เช่น Xbox, Windows, Copilot และฝ่ายการเงิน

ขณะที่พนักงานบางกลุ่มในธุรกิจศูนย์ข้อมูล การขาย การตลาด ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และควอนตัมคอมพิวติง จะไม่ได้รับข้อเสนอนี้

“เอมี โคลแมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของไมโครซอฟท์ ระบุในบันทึกถึงพนักงานว่า ข้อเสนอนี้เปิดทางเลือกให้ผู้ที่กำลังพิจารณาอนาคตการทำงานนอกบริษัท สามารถตัดสินใจเปลี่ยนผ่านได้ทันทีพร้อมรับการสนับสนุน โดยสิทธิประโยชน์จะใกล้เคียงกับแพ็กเกจชดเชยกรณีเลิกจ้างทั่วไป”

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากไมโครซอฟท์ทยอย “ลดพนักงานหลายหมื่นคน” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม บริษัทเคยเสนอแพ็กเกจเกษียณอายุโดยสมัครใจแก่พนักงานราว 8,750 คน และมีผู้ตอบรับมากกว่า 30% อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าสัดส่วนผู้ตอบรับข้อเสนอรอบล่าสุดจะต่ำกว่าครั้งก่อนมาก

ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ไมโครซอฟท์มีพนักงานทั้งหมด 223,000 คน โดยจำนวนพนักงานแทบไม่เปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทเริ่มเร่งลงทุนใน AI และศูนย์ข้อมูล ส่งผลให้งบประมาณ และการจ้างงานในหน่วยธุรกิจอื่นถูกจำกัดมากขึ้น

ไมโครซอฟท์มีกำหนดประกาศผลประกอบการในวันพุธนี้ โดยนักลงทุนจับตาว่าเม็ดเงินมหาศาลที่บริษัททุ่มลงทุนด้าน AI จะเริ่มสร้างผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีรายเดียวที่ปรับลดกำลังคนเพื่อโยกทรัพยากรไปลงทุนด้าน AI โดยก่อนหน้านี้ Google ได้เสนอแพ็กเกจสมัครใจลาออกในหลายหน่วยธุรกิจ

ขณะที่ Meta ลดจำนวนพนักงานลงมากกว่า 20,000 คนจากจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2565
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ สะท้อนทิศทางของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่กำลังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน AI มากขึ้น พร้อมปรับกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อ้างอิง: bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1258035?anf=
https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-10-26/microsoft-to-offer-buyouts-to-60-000-workers-in-latest-cost-cut?srnd=homepage-americas

‘วราวุธ’ ควบคุมมาตรฐาน!! ชงครม.บังคับแบตเตอรี่ EV เพิ่มความปลอดภัยรถยนต์ไฟฟ้า ยกระดับมาตรฐาน มอก.ตามสากล สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคไทย

“วราวุธ” เข้ม! ชงครม. จ่อบังคับแบตเตอรี่ EV-มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เป็นสินค้าควบคุม-มาตรฐานต้องได้ตามกำหนดเรื่องความปลอดภัย หลังปชช.กังวล เสี่ยงไฟไหม้

วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับกระแสความนิยมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังเกิดความกังวลจากเหตุเพลิงไหม้รถไฟฟ้าที่มีรายงานเป็นระยะ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความร้อน การชาร์จเกิน หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอความเห็นชอบกำหนดให้ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เป็นสินค้าควบคุม คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนพ.ค.2570 โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้แบตเตอรี่ที่นำมาใช้ในยานยนต์ไฟฟ้ามีความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค

มาตรฐานดังกล่าวประกอบด้วย มอก. 3026-2563 สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และ มอก. 2952-2561 สำหรับแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอ้างอิงมาตรฐานสากล UN R100 และ UN R136 ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยกำหนดให้แบตเตอรี่ต้องผ่านการทดสอบสมรรถนะด้านความปลอดภัยภายใต้สภาวะวิกฤตที่จำลองใกล้เคียงกับการใช้งานจริงและสถานการณ์อุบัติเหตุ

ข้อกำหนดสำคัญครอบคลุมการทนต่อแรงสั่นสะเทือนจากสภาพถนน การบีบอัดจากแรงกระแทกหรืออุบัติเหตุ โดยแบตเตอรี่ต้องไม่เกิดการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์และยังคงสภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงต้องมีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเกิน และระบบป้องกันการลัดวงจร การคายประจุเกิน และอุณหภูมิสูงเกินกำหนด ตลอดจนทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลัน และทนไฟจากภายนอกได้นานเพียงพอให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีเวลาหลบหนีออกจากรถ

ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว 211 มาตรฐาน ในจำนวนนี้เป็นมาตรฐานบังคับหรือสินค้าควบคุม 6 มาตรฐาน และอยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มเติมอีก 7 มาตรฐาน ครอบคลุมทั้งแบตเตอรี่ สายชาร์จ ตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) และกระแสตรง (DC) รวมถึงการป้องกันผู้โดยสารเมื่อเกิดการชนด้านหน้าและด้านข้าง

การยกระดับมาตรฐานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครองประชาชนจากความเสี่ยงที่อาจเกิดจากอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมวางหลักประกันด้านความปลอดภัยรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมั่นใจและยั่งยืน

ครม. อนุมัติปรับลดภาษีน้ำมัน 2 ชนิด!! ลดภาษีแก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาท ไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาท ช่วยเกษตรกร-ธุรกิจขนส่งและประชาชน ต่อยอดใช้ชีวภาพ คาดกระตุ้นภาคเกษตร

ครม. อนุมัติปรับลดภาษีน้ำมัน 2 ชนิด ทั้งน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาทต่อลิตร และไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน ชี้เป็นน้ำมันที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกร ภาคขนส่งและประชาชนได้ พร้อมมอบให้รัฐมนตรีพลังงานดำเนินการต่อ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง 2 ประเภท ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาทต่อลิตร และไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง และประชาชนทั่วไป พร้อมกระตุ้นความต้องการผลิตผลการเกษตรที่ใช้ผลิตน้ำมันทั้งสองชนิด ก่อนจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งเมื่อครบกำหนด
ทั้งนี้กระทรวงพลังงานได้รับยอดการปรับลดภาษีสรรพสามิตที่ ครม.อนุมัติสำหรับน้ำมันทั้ง 2 ประเภทเรียบร้อยแล้ว และจะมีการประชุมในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ เพื่อกำหนดรายละเอียดราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ โดยได้มอบหมายให้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ตัวเลขราคาหน้าปั๊มที่ชัดเจน จะต้องรอผลการประชุมดังกล่าว

“เราลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมัน E20 แล้วก็ไบโอดีเซล B20 ตรงนี้ก็เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร แล้วก็พี่น้องที่ประกอบธุรกิจขนส่ง พี่น้องประชาชนทั่วไป ซึ่งก็อยากจะให้ทุกท่านได้หันมาพิจารณาใช้น้ำมันทั้ง 2 ประเภทนี้ให้มากยิ่งขึ้น” นายกฯ กล่าว

สำหรับมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายมากกว่าการลดค่าครองชีพด้านพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกโยงกับภาคเกษตรโดยตรง เนื่องจากน้ำมัน E20 และ B20 มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากพืชผลทางการเกษตร หากประชาชนหันมาใช้น้ำมันทั้งสองชนิดมากขึ้น ความต้องการวัตถุดิบเกษตรก็จะเพิ่มตาม ซึ่งจะช่วยพยุงราคาพืชผลให้สูงขึ้นได้

“ถ้าใช้น้ำมัน 2 ประเภทนี้ได้มากยิ่งขึ้น มันก็เป็นการเพิ่มอุปสงค์ในเรื่องของสินค้าเกษตรด้วย ก็ช่วยกันพยุงราคาขึ้นมา แล้วก็ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันลดลง และเมื่อปรับลดภาษีสรรพสามิตตามที่ ครม.อนุมัติแล้ว ส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมัน E20 และ B20 เมื่อเทียบกับน้ำมันพื้นฐานจะกว้างขึ้น ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจด้านราคาที่ชัดเจนให้ผู้ใช้รถยนต์ รวมถึงผู้ประกอบการขนส่งที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงสูง พิจารณาเปลี่ยนมาใช้น้ำมันกลุ่มนี้” นายกฯ กล่าว

สำหรับกรอบเวลาของมาตรการนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่า การลดภาษีจะดำเนินการในระยะแรก 3 เดือน จากนั้นรัฐบาลจะประเมินผลอีกครั้งว่าจะขยายเวลาหรือปรับมาตรการอย่างไร พร้อมกำชับสื่อมวลชนให้รายงานข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องว่า มาตรการนี้ครอบคลุมเฉพาะน้ำมัน E20 และ B20 เท่านั้น ไม่ได้ลดภาษีน้ำมันทุกชนิด

ที่มา : https://www.energynewscenter.com/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7-%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top