Thursday, 4 June 2026
NEWS FEED

“หมวดลัคกี้–หมวดนน” 2 นักเรียนนายร้อยไทยจบ West Point สหรัฐฯ โชว์ผลงานเด่นทั้งวิชาการ–ผู้นำ พร้อมเหรียญ Norwegian Ruck March โชว์ศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ของกองทัพบก

วันนี้ ที่รอคอย!!  2 นักเรียนนายร้อยไทย  จบจาก รร.นายร้อย Westpiont สหรัฐฯ แล้ว 

“Pete Hegseth” กห.สหรัฐฯสวมสูท นำ Salute

“ผช.ทูตทบ.- บิ๊กติ๊ก“ ร่วมยินดี

”หมวดลัคกี้-หมวดนน“

Pete Hegseth รมว.กลาโหม สหรัฐฯ​ ยืนตะเบ๊ะ ในพิธีสำเร็จการศึกษาของโรงเรียนนายร้อย ทบ.สหรัฐฯ West Point (USMA - United States Military Academy) รัฐ New York

สำนักผช.ทูตทหารบกไทย ประจำวอชิงตันดีซี. เผยว่า ปีนี้ มี2 นักเรียนนายร้อยไทย รุ่นปี 2026 จบการศึกษา 2 นาย คือ น้องลัคกี้ นนร. พีรวัส ชูศักดิ์  ตท.62 จปร.73 ซึ่งมีผลการเรียนในเกณฑ์ดีเยี่ยมและมีผลงานที่โดดเด่นทั้งในด้านการทหารและภาวะผู้นำ

โดยสำเร็จหลักสูตร Air Assault ณ West Point และได้รับเหรียญ Norwegian Ruck March (เดินแบกเป้ระยะทาง 18 ไมล์ ภายใน 4 ชั่วโมงครึ่ง)

นอกจากนี้  ยังได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานชมรม International Cadets of West Point และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมเชิดชูเกียรติ Phi Sigma Iota จากผลการเรียนภาษาจีนที่ยอดเยี่ยม

และ “น้องนน” นนร. นนทยศ พชรพงศ์เพลิน  ตท.62 จปร.73  มีผลการเรียนในเกณฑ์ดีเยี่ยม โดยมีชื่ออยู่ในทำเนียบ Dean's List ทุกภาคการศึกษา จนได้รับเลือกเข้าสมาคมเชิดชูเกียรติทั้ง Pi Mu Epsilon (คณิตศาสตร์) และ Upsilon Pi Epsilon (คอมพิวเตอร์) สามารถคว้าเครื่องหมาย West Point Recondo Badge จากการฝึกภาคฤดูร้อน และได้รับเหรียญ Norwegian Ruck March (เดินแบกเป้ 18 ไมล์ ภายใน 4 ชั่วโมงครึ่ง) พร้อมทั้งดำรงตำแหน่งประธานชมรม International Cadets of West Point ร่วมด้วย

งานนีั เสธ.มด พันเอก กิติศักดิ์ กาญจนะวสิต ผชท.ทบ.ไทย/วอชิงตัน  และ ครอบครัวของน้องๆ มาร่วมพิธี  และแสดงความยินดี รวมทั้ง บิ๊กติํก พลเอก สิโรจน์ ชูศักดิ์  คุณพ่อของ ว่าที่ ผู้หมวดลัคกี้ ด้วย ที่ โรงเรียนนายร้อย ทบ.สหรัฐฯ West Point (USMA - United States Military Academy)

ที่มา : https://www.facebook.com/100001454030105/posts/27123040993994335/?app=fbl

Lonely Loud Fest คัมแบ็ก!! ตอบโจทย์คนขี้เหงาเต็มที่ รวมศิลปินดังทั้ง NONT TANONT และ 4EVE เตรียมบัตร Early Bird 1 มิ.ย.นี้ จัดใหญ่ 20 ก.ย. ที่ UNION HALL

“Lonely Loud Fest 2” คัมแบ็กเปิดตี้คนขี้เหงา

รวมตัวท็อปสายฮีลใจ ปักหมุดรอกดบัตร Early Bird 1 มิถุนายนนี้

หลังสร้างปรากฏการณ์ “เทศกาลของคนขี้เหงา” จนกลายเป็นงานมิวสิกเฟสติวัลที่ถูกพูดถึงอย่างมากบนโลกโซเชียล ทั้งบรรยากาศสุดอบอุ่น โมเมนต์ฮีลใจ และเสียงเพลงที่เข้าถึงทุกความรู้สึกของคนฟัง ล่าสุด “Lonely Loud Fest” พร้อมกลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กับ “Lonely Loud Fest 2” ที่ครั้งนี้อัปเกรด เติมความเลิศมากกว่าเดิม และไลน์อัปศิลปินแบบจัดเต็ม พร้อมเนรมิตค่ำคืนแห่งความเหงาให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุขอีกครั้ง

จากกระแสตอบรับถล่มทลายในครั้งแรก ทำให้การกลับมาของ “Lonely Loud Fest 2” กลายเป็นหนึ่งในมิวสิกเฟสติวัลที่แฟนเพลงรอคอย โดยครั้งนี้เตรียมเปิดพื้นที่ให้คนขี้เหงาได้ปลดปล่อยทุกความรู้สึก ผ่านคอนเซ็ปต์เทศกาลที่อยากชวนทุกคนมาตะโกนบอกโลกว่า “เราอยู่ได้นะ!” ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน ก็มาสนุกและฮีลใจไปพร้อมกันได้ ด้วยเพลงฮิต เพลงเศร้า เพลงรัก โดย “Lonely Loud Fest 2” จะจัดขึ้นในวันที่ 20 กันยายนนี้ ณ UNION HALL, UNION MALL พร้อมขนทัพศิลปินแถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมบรรเทาความเหงา ไม่ว่าจะเป็น NONT TANONT, INK WARUNTORN, BOWKYLION, PUN, 4EVE และ POLYCAT ภายในงานยังเตรียมกิจกรรม มุมถ่ายรูป และเซอร์ไพรส์อีกเพียบ ที่จะทำให้ Lonely Loud Fest 2 ไม่ใช่แค่มิวสิกเฟสติวัลทั่วไป แต่คือประสบการณ์แห่งความสุขที่แฟนเพลงจะได้กลับบ้านพร้อมความทรงจำดี ๆ อีกครั้งแน่นอน

แฟนเพลงเตรียมตัวให้พร้อม เพราะบัตร Early Bird ราคาเพียง 799 บาท จากราคาปกติ 1,299 บาท จะเปิดจำหน่ายวันที่ 1 มิถุนายนนี้ เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป และเปิดขายถึงวันที่ 30 มิถุนายนเท่านั้น ทาง TICKET MELON  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง FACEBOOK / X / Instagram /TikTok : RS Multimedia & Entertainment #LonelyLoudFest2 #NONTTANONT #INKWARUNTORN #BOWKYLION #PUN #4EVE #POLYCAT 

มจธ. จับมือ กฟน. ลงนามสัญญาสร้างพลังงานทดแทนใหม่ ติดตั้งบำรุงรักษาโซลาร์เซลล์ 3 แห่ง ตั้งเป้าคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2583 ผสานเทคโนโลยีในวิทยาเขตยั่งยืน

มจธ. จับมือ กฟน. ลงนามสัญญาการให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ประหยัดพลังงานในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก มุ่งเป้าการบริหารจัดการพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ลงนามสัญญาการให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก เพื่อยกระดับการใช้พลังงานสะอาดภายในสถาบันการศึกษา ณ อาคารสำนักงานอธิการบดี มจธ

การลงนามสัญญาโดย รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
และนางสาวภัทรา สุวรรณเดช รองผู้ว่าการธุรกิจการไฟฟ้านครหลวง พร้อมผู้บริหารทั้งสองฝ่ายเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการยกระดับการใช้พลังงานสะอาดในสถาบันการศึกษา ผ่านการติดตั้ง
ระบบโซลาร์เซลล์และการดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ ทั้ง 3 พื้นที่การศึกษา (มจธ.บางมด มจธ.บางขุนเทียน และ อาคารเคเอกซ์) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และถูกต้องตามมาตราฐานของระบบการจัดการพลังงานอันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเป็นมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืน (Sustainable University)  ซึ่งตอบสนองต่อการประกาศเจตนารมณ์ การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของ มจธ. ภายในปี พ.ศ. 2583 (KMUTT Carbon Neutrality 2040)

การขับเคลื่อนในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการพลังงานในระดับปฏิบัติการ บูรณาการระบบให้เข้ากับการดำเนินการทุกด้านของมหาวิทยาลัยพร้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SEP for SDGs) มากไปกว่านั้นมหาวิทยาลัยฯ จะเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ สนับสนุนการเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงการผสานศักยภาพระหว่างภาคการศึกษาและหน่วยงานด้านพลังงานไฟฟ้าได้อย่างลงตัว โดยก่อให้เกิดทั้งประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและตอบรับการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศชาติ

สำนักพระราชวังแจ้ง พระราชพิธีวิสาขบูชา 30-31 พ.ค. เปิดขายบัตรชมพระบรมมหาราชวัง “งดเข้าชมพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนา” แต่งกายสุภาพเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ

ระหว่างวันที่ 30 - 31 พฤษภาคม 2569  มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา พุทธศักราช 2569

สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสตาราม ดังนี้

เปิดการจำหน่ายบัตรเข้าชมฯ ตั้งแต่เวลา 08.30 - 12.00 น.

งดเข้าชม พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตลอดทั้งวัน

เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ตั้งแต่เวลา 08.00 - 12.00 น. (จุดคัดกรองในอุโมงค์ทางเดินลอด ถนนหน้าพระลาน ปิดเวลา 11.00 นฺ)

โปรดแต่งกายสุภาพ

- เข้าปราสาทพระเทพบิดรสุภาพบุรุษห้ามสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงหรือผ้านุ่ง

- เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ ชุดสุภาพไว้ทุกข์

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1461482126014120&id=100064570394286&rdid=aDsxpien6D9ui6DY#

กองทัพเรือจับมือ ปตท. !! เรือหลวง–UAV–ระบบ C4ISR พร้อมรบ ทัพเรือซ้อมคุ้มกันเรือพาณิชย์ในอ่าวไทยตอนบน ปตท. ใช้ระบบ Real-Time ติดตามเรือพาณิชย์–รับมือภัยทางทะเล ย้ำกำลังทางเรือคือเกราะมั่นคงเศรษฐกิจไทย

กองทัพเรือฝึกคุ้มครองเรือพาณิชย์และเส้นทางคมนาคมทางทะเล ร่วม ปตท. ย้ำความสำคัญกำลังทางเรือต่อความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (22 พฤษภาคม 2569) ระหว่างเวลา 08.00 – 12.00 น. กองทัพเรือได้ดำเนินการฝึกควบคุมเรือ (Harbor Control) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล (FTX) ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาขั้นตอนการประสานการปฏิบัติ และซักซ้อมความเข้าใจในกลไกการควบคุมและการประสานงานระหว่างกองทัพเรือ บริษัท ปตท. บริษัทเจ้าของเรือ และเรือพาณิชย์ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันรักษาความปลอดภัยของเส้นทางคมนาคมทางทะเลเข้า–ออกประเทศ

ในการฝึกครั้งนี้ บริษัท ปตท.ฯ ได้จัดเรือบรรทุกน้ำมัน Eagle Kuching สัญชาติมาเลเซีย ระวางขับน้ำ 107,481 ตัน เข้าร่วมการฝึก โดยกองทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดกำลังเข้าร่วม ประกอบด้วย เรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงคำรณสินธุ์ เรือ ต.112 และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) พื้นที่การฝึกอยู่บริเวณอ่าวไทยตอนบน โดยมีการใช้ระบบติดตามเป้าในทะเล และระบบ C4ISR ของกองทัพเรือ มาใช้ในการควบคุมสั่งการและติดตามสถานการณ์การฝึกแบบ Real-Time โดยมีผู้แทนจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และบริษัท ปตท.ฯ เข้าร่วมติดตามการฝึก ณ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือภาคที่ 1 ซึ่งการฝึกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า การฝึกดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความมั่นคงทางทะเล ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการคุ้มครองเรือพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลที่สำคัญของประเทศ อาทิ แท่นขุดเจาะน้ำมัน ท่อส่งพลังงาน ท่าเรือน้ำลึก และเส้นทางลำเลียงสินค้าและพลังงานทางทะเล ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากเกิดความไม่มั่นคงในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งสินค้า ราคาพลังงาน และเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ประเทศไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการค้าทางทะเลและการนำเข้าพลังงาน จึงจำเป็นต้องมีกำลังทางเรือที่มีความพร้อม มีขีดความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ และสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กองทัพเรือจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังทางเรือ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการรักษาความมั่นคงทางทะเล การคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเศรษฐกิจ การขนส่ง และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในทุกสถานการณ์

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

ชายแดนสุรินทร์ตึง!! ทบ. เผยเสียงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ฝ่ายไทยไม่ตอบโต้ ยึดกฎการใช้กำลัง ชี้กัมพูชาเจตนาก่อกวน ขัดถ้อยแถลงร่วมฯ เตรียมประท้วงผ่านชุดประสานงาน

ทบ. เผยเหตุเสียงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ชี้กัมพูชาเจตนาก่อกวน ขัดถ้อยแถลงร่วมฯ ด้านกองกำลังสุรนารีย้ำหน่วยในพื้นที่ยึดกฎการใช้กำลังพร้อมรับสถานการณ์

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่าวานนี้ (21 พ.ค. 69) กองทัพบก ได้รับรายงานจาก  ร้อย.ทพ.2603 กองกำลังสุรนารี ขณะจัดกำลังพลปฏิบัติภารกิจปรับปรุงที่มั่นเสริมความมั่นคง บริเวณหลักเขตแดนที่ 18 อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยเมื่อเวลาประมาณ 1420 น. กำลังพลได้ยินเสียงปืนเล็กจำนวน 5 นัด ดังมาจากทางทิศใต้ ระยะทางประมาณ 600 เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายกัมพูชา หลังจากนั้น กำลังพลได้หยุดฟังและตรวจการณ์อย่างละเอียด ไม่ปรากฏสิ่งผิดปกติ จึงได้ปฏิบัติภารกิจต่อไป

เหตุการณ์ดังกล่าว ฝ่ายเราไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการยิงโต้ตอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการเปิดเผยที่ตั้งและการวางกำลังของฝ่ายเรา ทั้งนี้ กองกำลังสุรนารีสั่งการให้เฝ้าระวังและพร้อมปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังตามสถานการณ์อย่างเคร่งครัด

สำหรับการกระทำของฝ่ายกัมพูชาดังกล่าว แม้จะมีลักษณะเป็นการก่อกวนจากระยะไกล แต่จัดเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างชัดเจน ซึ่งกองกำลังสุรนารี จะได้แจ้งเตือนและประท้วงฝ่ายกัมพูชาถึงการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ผ่านช่องทางชุดประสานงานในพื้นที่ต่อไป

นักวิชาการ มธ.หวั่นยกเลิก VISA E-8 เกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ 4 จ. ในไทย แนะเจรจาปรับเงื่อนไขด่วน เสนอมาตรการแก้ไข 5 ด้าน สะท้อนเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ

นักวิชาการ มธ. หวั่นเกาหลีใต้ ยกเลิก “VISA E-8” อย่างถาวร

แนะถกปรับเงื่อนไข ชง 5 มาตรการแก้ปัญหา

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หวั่นเกาหลีใต้ยกเลิก “VISA E-8” อย่างถาวร สังเวยแรงงานไทยหนีนายจ้างจนถูก Blacklist 4 จังหวัด แนะเร่งเจรจาปรับเงื่อนไข พร้อมเสนอ 5 มาตรการแก้ปัญหา ระบุปัญหา “ผีน้อย” สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยไม่แข็งแรง

รศ. ดร.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลจากเหตุการณ์เกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ห้ามนำเข้าแรงงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาลภายใต้ VISA E-8 ตลอดปี 2569 จาก 4 จังหวัดของประเทศไทย ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม และชัยภูมิ เนื่องจากพบปัญหาแรงงานหลบหนีนายจ้าง คือความเสี่ยงที่เกาหลีใต้จะพิจารณายกเลิก VISA E-8 อย่างถาวร เนื่องจากแรงงานไทยที่ถูก Blacklist นี้ ถือเป็นแรงงานกลุ่มแรกภายใต้โครงการความร่วมมือในการส่งแรงงานไทยไปทำงานในภาคเกษตร/ประมงแบบระยะสั้น 5 เดือนที่เกาหลีใต้ ซึ่งทางกระทรวงแรงงานไทยกับท้องถิ่นเกาหลีใต้ MOU กันไปเมื่อปี 2566 ซึ่งจากเดิมจะมีแค่ระบบ EPS (Employment Permit System) หรือ VISA E-9 สำหรับแรงงานต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นการจ้างงานระยะยาว

“เกาหลีใต้เขาฉลาดมากเวลาทำเรื่องนี้ เขาจะไม่ได้พึ่งพาแต่แรงงานของประเทศไทยอย่างเดียว ตัวอย่างเช่นระบบ EPS ทางเกาหลีใต้ก็มีการทำ MOU กับ 17 ประเทศเลย ซึ่งพอไทยมีอัตราการหลบหนีของแรงงานสูง เขาก็จะจัดสรรโควตาในรอบถัดไปให้กับประเทศไทยน้อยลง และเมื่อมามีการเปิดโครงการใหม่ในรอบนี้ก็มาเจอแบบนี้อีก เขาก็ใช้วิธีคล้ายคลึงกัน แต่คราวนี้ Blacklist ทั้งจังหวัดเลย” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

รศ. ดร.กิริยา กล่าวว่า รัฐบาลไทยและกระทรวงแรงงานจำเป็นต้องเร่งขอโทษเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ และพูดคุยเจรจาต่อรองให้ได้ พร้อมกันนั้นก็ควรจะวางแผนปรับเงื่อนไขของ VISA E-8 หรือดำเนินการอื่นๆ เพื่อจะได้ไปเสนอถึงทางออกที่ไทยต้องการแก้ไขด้วย โดยอาจพิจารณาดำเนินการใน 5 ประเด็นสำคัญ

ทั้งนี้ ประกอบด้วย

1. การสร้างระบบจ้างงานรองรับในช่วงที่แรงงานไทยกลับจากทำงานที่เกาหลีใต้แล้วผ่านโครงการทางเกษตรในระดับพื้นที่/ชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงในช่องว่างที่เหลือ 7 เดือน รวมถึงอีกด้านก็จะเป็นการพัฒนาท้องถิ่นด้วย

2. การพิจารณาทำข้อตกลงกับนายจ้างเกาหลีใต้ว่าให้จ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายหลังกลับถึงไทยเท่านั้น 3. เพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยของแรงงานไทย โดยอาจมีการตรวจตราแรงงานไทยที่ไปทำงานที่เกาหลีใต้อย่างสม่ำเสมอ และหากพบความเสี่ยงที่จะไม่ปลอดภัย ก็อาจเปิดช่องให้เปลี่ยนนายจ้างได้

4. เพิ่มเงื่อนไขสร้างแรงจูงใจผ่านการกำหนดแรงงานไทยที่เคยไปทำงานมาแล้ว และปฏิบัติอย่างถูกกฎหมายได้รับการพิจารณาเป็นกลุ่มแรกที่จะได้ไปทำต่อในรอบปีถัดไป

5. หารือกับทางเกาหลีใต้เพื่อขอเพิ่มสัดส่วนการส่งแรงงานไทยในช่องทางอื่นๆ เนื่องจากความต้องการของแรงงานไทยมีค่อนข้างมาก แต่ช่องทาง และจำนวนที่เกาหลีใต้เปิดรับแรงงานไทยนั้นมีค่อนข้างน้อย แม้จะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก แต่ถ้าพอเปิดช่องทางเพิ่มได้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์มากแล้ว

รศ. ดร.กิริยา กล่าวต่อไปว่า สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานไทยมีการหลบหนีไปจำนวนมากในครั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าเกิดจากระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้นของ VISA E-8 ที่กำหนดไว้เพียง 5 เดือน ซึ่งอาจทำให้แรงงานไทยจำนวนหนึ่งรู้สึกไม่คุ้มค่า หรือต้องการรายได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวจึงตัดสินใจหลบหนีนายจ้างเกาหลีใต้ และไปทำงานที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ที่ได้รับค่าตอบแทนดีกว่า หรือสภาพการทำงานดีกว่าในภาคการเกษตร/ประมง หรืออีกด้านคือด้วยความเป็นโครงการใหม่ เรื่องสภาพการทำงาน หรือรายได้อะไรต่างๆ ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง รวมถึงนายจ้างที่อาจจะไม่ดีก็เป็นได้

“จริงๆ เรื่องนี้ก็สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยด้วย คือค่าจ้างของไทย และเกาหลีใต้ต่างกันมาก คือทำที่ไทยภาคเกษตรอาจจะได้ 1 หมื่นบาท แต่ถ้าเกาหลีใต้อย่างต่ำๆ เลย 5 หมื่นบาท ถ้าเป็นภาคอุตสาหกรรมการผลิตได้ 7 หมื่น และมีโอทีด้วยอาจสูงถึง 1 แสนบาท ฉะนั้นการที่นายกฯ บอกปัดว่าไม่ช่วย หรืออะไรต่างๆ แต่ถ้ามองอีกมุมจะโทษแรงงานที่หลบหนีอย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะด้านหนึ่งเศรษฐกิจไทยก็ไม่แข็งแรงด้วย ควรต้องได้รับการแก้ไข” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

LISA ร่วมแจมเพลง “Goals” ฟีฟ่าปล่อยเพลง “Goals” ประกอบฟุตบอลโลก 2026 ดึง LISA ร่วมงานกับ Anitta–Rema สะท้อนพลังดนตรีข้ามทวีป

LISA ร่วมด้วย! ปล่อยแล้วเพลงประกอบการแข่งขัน ฟุตบอลโลก "Goals"

ฟีฟ่าปล่อยเพลงใหม่ Goals ซึ่งเป็นเพลงประกอบการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2026 ออกมาแล้ว โดยเพลงนี้มีศิลปินระดับโลกชาวไทย LISA ร่วมแจมกับอีก 2 ศิลปินชื่อดัง

ช่องยูทูบของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้ปล่อยเพลงใหม่นามว่า Goals ซึ่งเป็นเพลงประกอบการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2026 ออกมาแล้ว โดยเพลงนี้มีศิลปินระดับโลกชาวไทยอย่าง LISA (ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล) ร่วมแจมด้วย

สำหรับเพลง Goals เป็นเพลงเร็วแนวอิเล็กโทรป็อปที่ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อเสริมบรรยากาศในสนามกีฬาให้คึกคักยิ่งขึ้น โดยตัวเพลงนั้นขับเคลื่อนด้วยจังหวะกลองที่ดังกระหึ่ม และใช้เสียงซินธิไซเซอร์ที่คมชัด รวมถึงมีท่อนฮุคที่ผู้ฟังสามารถร้องตามได้

เพลงนี้เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมเพื่อให้เข้ากับภาพลักษณ์กีฬาระดับโลก โดยมีลิซ่าเป็นตัวแทนจากเอเชีย, Anitta (บราซิล) เป็นตัวแทนลาตินอเมริกา และ Rema (ไนจีเรีย) เป็นตัวแทนแอฟริกา

ทั้งนี้ ศิลปินทั้ง 3 รายจะร่วมขึ้นแสดงในพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลกหนนี้ร่วมกับ เคที เพอร์รี, Future และ Tyla ที่สนามโซฟี สเตเดียม ในวันที่ 12 มิถุนายน ส่วนเพลง Goals สามารถฟังได้ 

https://www.youtube.com/watch?v=safzyuZNCGI

ที่มา :  https://www.khaosod.co.th/sports/news_10253874

2C2P ชี้อีคอมเมิร์ซโตแรง!! ตลาดอีคอมเมิร์ซอาเซียนขยายตัว 85.4% เอสเอ็มอีไทยเพิ่มใช้ชำระเงินดิจิทัล ระบบการชำระเงินดิจิทัลโต 97% ภายในปี 2572 เอสเอ็มอีกว่า 3 ใน 4 จะขยายตลาดต่างประเทศ

2C2P เผยรายงานเจาะลึกอีคอมเมิร์ซอาเซียนขยายตัวก้าวกระโดด

สะท้อนเอสเอ็มอีไทยตื่นตัว รับเทรนด์ชำระเงินดิจิทัล

ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) ผู้นำแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบครบวงจรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริษัทในเครือของแอนทอม (Antom) เผยรายงานล่าสุดจาก IDC บริษัทวิจัยข้อมูลตลาดชั้นนำ ภายใต้หัวข้อ “How Southeast Asia Buys and Pays 2026: Unlocking SMEs’ Potential” ชี้ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเดินหน้าเติบโตอย่างร้อนแรง โดยคาดว่าจะขยายตัวสูงถึง85.4% แตะมูลค่า 9.38 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 2.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 หรือเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 13.2% ในช่วงปี 2567–2572 ซึ่งจะส่งผลให้อาเซียนก้าวขึ้นเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดีย 

นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) กล่าวว่า “ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรองรับพฤติกรรมการชำระเงินที่มีความซับซ้อนและแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 2C2P by Antom ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบครบวงจรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มุ่งพัฒนาโซลูชันการชำระเงิน พร้อมส่งมอบองค์ความรู้เพื่อเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจทุกขนาดได้สามารถบริหารจัดการระบบการชำระเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้งในด้านการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มากกว่า 50% ในหลายประเทศหลัก และการจ้างงานที่คิดเป็น 64.6%  ของกำลังแรงงานทั้งหมด[1] อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวสู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ดังนั้น การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว”

“ความซับซ้อนของระบบการชำระเงินในแต่ละประเทศยังถือเป็นอีกประเด็นหลักที่กำลังกลายเป็นความท้าทายสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายการเติบโตในระดับภูมิภาค ซึ่งภาคธุรกิจต้องการโซลูชันที่จะเข้ามาช่วยให้การบริหารจัดการเงินง่ายขึ้น รองรับรูปแบบการชำระเงินที่มีความหลากหลายในแต่ละตลาด และเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งปัจจุบัน แพลตฟอร์มการชำระเงินระดับองค์กร   ของ 2C2P by Antom สามารถทำให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเชื่อมต่อระบบผ่าน Single API เดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการชำระเงิน ปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และก้าวสู่การเติบโตอย่างเต็มศักยภาพในเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค” นายวรฉัตร กล่าวเพิ่มเติม

รายงานจาก IDC ยังเผยอีกว่า การชำระเงินดิจิทัลมีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นมาเป็นช่องทางหลักของธุรกรรมอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 97% ของธุรกรรมทั้งหมดภายในปี 2572 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 89% โดยแรงหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของระบบการชำระเงินภายในประเทศ (Domestic Payments) และกระเป๋าเงินดิจิทัล (Mobile Wallet) โดยเฉพาะในตลาดสำคัญ อย่าง อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม 

ทั้งนี้ ระบบการชำระเงินภายในประเทศคาดว่าจะเติบโตถึง 104% แตะมูลค่า 2.98 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 9.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 ก้าวขึ้นแซงหน้าการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต-เดบิต และกลายเป็นช่องทางการชำระเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่กระเป๋าเงินดิจิทัล มีแนวโน้มขยายตัว 107% แตะ 2.56 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 7.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) และในด้านบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ยังถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 174% มีมูลค่าตลาดแตะ 6.11 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 

ข้อมูลของธนาคารโลก ยังระบุว่า ประชากรกว่า 56% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการบัตรเครดิต-เดบิต ส่งผลให้ดิจิทัลเพย์เมนต์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน และช่วยเติมเต็มช่องว่างของโครงสร้างพื้นฐานระบบธนาคารแบบดั้งเดิมในหลายประเทศทั่วภูมิภาค 

รายงานฉบับนี้ยังได้เผยอินไซต์เกี่ยวกับกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง 58% ของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2572 โดยการศึกษาครั้งนี้ได้สำรวจกลุ่มเอสเอ็มอี จำนวน 600 รายใน 6 ประเทศทั่วภูมิภาค ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อศึกษาทั้งในประเด็นที่ธุรกิจให้ความสำคัญ การนำดิจิทัลเพย์เมนต์มาปรับใช้ ตลอดจนความพร้อมในการรองรับเทรนด์การชำระเงินรูปแบบใหม่

ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มเอสเอ็มอีกว่า 66% ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีการจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการกว่า 1 ใน 3 ยังคงพึ่งพาการใช้เงินสดเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจขณะที่ 63% มองว่าระบบการชำระเงินที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ และจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยน เพื่อรองรับพฤติกรรมการชำระเงินของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนของระบบ ความกังวลด้านการฉ้อโกง ค่าธรรมเนียมที่อยู่ในระดับสูง และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีของ SME ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่าเอสเอ็มอีไทยหันมาใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ การค้าข้ามพรมแดน และการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยกลุ่มเอสเอ็มอีไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการขยายตลาดและการพัฒนาโซลูชันด้านการชำระเงินในสัดส่วนเท่ากันที่ 31% ตามมาด้วยการบริหารจัดการทางการเงินที่ 25%

อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดย 36% ระบุว่าค่าธรรมเนียม ที่อยู่ในระดับสูงเป็นอุปสรรคสำคัญ ขณะที่ 28% กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการฉ้อโกง และอีก 28% มองว่า การเชื่อมต่อระบบยังมีความซับซ้อน 

ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันจะมีเอสเอ็มอีเพียง 49% ที่ดำเนินธุรกิจการค้าข้ามพรมแดน แต่มากกว่า 3 ใน 4 มีแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า โดย IDC ประเมินว่า หากเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนได้มากขึ้นจะสามารถสร้างมูลค่าการขายเพิ่มขึ้นได้ถึง 6.73 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572

สถานทูตจีนขอสอบสวนถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม คดีเรียกค่าไถ่พลเมืองจีนในไทย จีนเรียกร้องไทยเข้มบังคับใช้กฎหมาย หลังพลเมืองถูกกักขังเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว หลังเกิดคดีกักขังเรียกค่าไถ่ในไทย

โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีพลเมืองจีนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย

ถาม: เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เกิดเหตุการณ์ที่พลเมืองจีนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยมีความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวอย่างไร?

ตอบ: สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง โดยได้ติดต่อสอบถามรายละเอียดของคดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยในทันที พร้อมทั้งเรียกร้องให้ฝ่ายไทยดำเนินการสอบสวนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรม และโปร่งใส เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดีโดยเร็ว และนำตัวผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ฝ่ายจีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฝ่ายไทยจะเสริมสร้างการกำกับดูแลด้านการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองจีนในประเทศไทย  รักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมถึงความร่วมมือฉันมิตรระหว่างจีนและไทย

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกประกาศเตือนพลเมืองจีนที่พำนักอยู่ในประเทศไทยหรือผู้ที่วางแผนจะเดินทางมายังประเทศไทยอีกครั้ง ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของไทยอย่างเคร่งครัด เพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย และใส่ใจต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน โปรดรีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่จีนประจำประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือโดยเร็ว

ที่มา : Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1402355991922410&id=100064440681953&rdid=zdJRAug9jdp3CzMx#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top