Thursday, 4 June 2026
NEWS FEED

ตัวแทนคุณแม่รอรับ “ทักษิณ” ลูกชายยิ่งลักษณ์ หลานชายทักษิณ ดีกรีปริญญาเอก Imperial College เปิดรางวัลวิชาการ จากเวทีคณิตศาสตร์โลก สู่ตัวท็อปวิศวกรรมเครื่องกล

น้องไปป์ มาเป็นตัวแทนคุณแม่ยิ่งลักษณ์ชินวัตร รอรับคุณลุงทักษิณ กลับบ้านด้วย

น้องไปป์ - ศุภเสกข์ อมรฉัตร

ลูกชายคนเดียวของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

- ศุภเสกข์ อมรฉัตร ชื่อเล่น ไปป์

- เกิด : 29 มีนาคม 2546 ปัจจุบันอายุ 23 ปี

- พ่อ-แม่ : อนุสรณ์ อมรฉัตร นักธุรกิจ กับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 28

- ศักดิ์ : เป็นหลานชายของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คนที่ 23

มัธยมโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ กรุงเทพ Harrow International School

ปริญญาโท : จบหลักสูตร Integrated Master’s of Mechanical Engineering จาก Imperial College London หรือราชวิทยาลัยอิมพีเรียล

ปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาเอก : ได้ทุน President's PhD Scholarships เรียนต่อ PhD สาขาวิศวกรรมเครื่องกล ที่ Imperial College London 4 ปี แบบ Full Scholarship

สมัยมัธยม : เป็นตัวแทนประเทศไทยแข่งคณิตศาสตร์โลก World Mathematics Championships ได้ 2 เหรียญเงิน ที่ออสเตรเลีย

  - เหรียญเงิน ความรู้ทางคณิตศาสตร์ Knowledge-Senior Silver

  - เหรียญเงิน Collaboration-Senior Silver

ระดับมหาวิทยาลัย Imperial College London

  - รางวัลเหรียญ Bramwell รางวัลเก่าแก่ มอบให้ นศ.ที่คะแนนเป็นอันดับต้นๆ ของชั้นปีสุดท้าย สาขาวิศวกรรมเครื่องกล

  - รางวัล Henry Ford II Scholar Award มอบให้ นศ.ที่มีผลการเรียนดีที่สุดจากการสอบวัดผล ป.ตรี วิศวกรรมเครื่องกล

  - รางวัล National Power Prize in Mechanical Engineering

  - รางวัล Frederic Barne Waldron "Best Student" Award ของ IMechE สถาบันวิศวกรรมเครื่องกล

สรุปคือโปรไฟล์ทั้งหล่อทั้งเก่ง สายวิศวะตัวท็อปจากมหาลัยระดับโลกเลย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=3545546512260536&id=100004156661227&rdid=hSJJtXt92E0KEzTM#

‘เอนก’ ชูยุทธศาสตร์ใหม่ไทย!! วิถีผู้นำไทยยุคใหม่ “รบได้ รวยเป็น และตื่นรู้” เอนกชี้ต้องพร้อมรบแต่ไม่เริ่มสงคราม ไทยต้องพัฒนาวัตถุโดยไม่ขายจิตวิญญาณ

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ Anek Laothamatas กล่าวว่า

ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยในโลกปัจจุบัน: รบได้ รวยเป็น และตื่นรู้
เอนก เหล่าธรรมทัศน์

โลกนี้ไม่ได้ใจดีพอให้เราเจริญทางจิต​ พอเท่านั้น เรามีอธิปไตยและพรมแดนที่ต้องปกป้อง มีประชากรที่เปิดหน้าจอหนัง​ จอข่าว​ จอสื่อนานาชนิดเพื่อดูคนชาติอื่นที่รวยกว่า ทันสมัยกว่า มีสุขอนามัยที่ดีกว่า อยู่อาศัยดีกว่า​เรา

นี่คือความจริงที่เราหนีไม่พ้น:

· เราต้องป้องปรามผู้รุกราน
· เราอดเปรียบเทียบกับชาติอื่นไม่ได้
· เราทิ้งวัตถุไม่ได้ และก็ไม่ควรทิ้ง

ความผิดพลาดมหันต์คือการคิดว่าเรามีแค่สองทาง: "สู้สุดตัว" หนึ่ง หรือ "ปลงตก" อีกหนึ่ง
เราต้องการทางที่สามต่างหาก
ความคิดที่หนึ่งที่ต้องปรับ "วัตถุที่พอเพียง มีไว้  เพื่อจิตที่เข้มแข็ง"
เราไม่ได้เกลียดวัตถุ​หากเราขยาดปรัชญา "วัตถุนิยม" ที่หลอกเราว่า "ยิ่งมี ยิ่งสุข" หรือ​"มีมาก​ จะทำให้สุขมาก"

ความจริงเราต้องการวัตถุเพื่อศักดิ์ศรี เพื่อสุขภาพ เพื่อการศึกษา เพื่อป้องกันประเทศ

พุทธ: "มีสติในการบริโภค" ไม่ใช่ห้ามมี แต่รู้ว่ามีเพื่ออะไร
เต๋า: "บ้านเมืองควรมีอาวุธ แต่ไม่ใช่อวดอาวุธ"
ขงจื๊อ: "บ้านเมืองมั่งคั่งได้ แต่ต้องมั่งคั่งอย่างมีธรรม"
ทางใหม่คือ: เราต้องการ "ความจำเริญทางวัตถุที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยตัณหา"
ความคิดที่สองที่ต้องปรับ: "เรารบได้ แต่เราไม่ใช่ชาติที่ชอบรบ"
การมีกำลังป้องกันไม่ใช่การเป็นนักเลง มันคือการเป็น "เม่นที่สิงโตไม่กล้าแตะ"
เราไม่ต้องมีกองทัพใหญ่ที่สุดในโลก แต่ต้องเป็น "ชาติที่รุกรานแล้วไม่คุ้ม"

"เตรียมพร้อมรบเพื่อที่จะไม่ต้องรบ" — คติเต๋า
"ผู้ชนะศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือผู้ชนะโดยไม่ต้องใช้กำลัง" — ซุนวู
"ถ้าประชาชนสามัคคี มีผู้นำปรีชา แม้ไม่มีกำแพงสูง ศัตรูก็ไม่กล้ากราย" — สุภาษิตการสงครามของจีนโบราณ

ความคิดที่สามที่ต้องปรับ: "เราเปรียบเทียบกับผู้อื่นได้ แต่ต้องรู้ว่าเปรียบเทียบเพื่อยกระดับตัวเอง อย่างเหมาะสมกับตนเอง"
คนไทยเห็นแฟชั่นเกาหลี เห็นศิลปะญี่ปุ่น เห็นสุขอนามัยสวิตเซอร์แลนด์
แล้วก็อดใจเปรียบเทียบไม่ได้ — ไม่ผิด
ผิดแต่เปรียบแล้วได้แต่ทุกข์ อิจฉา​ ริษยาก็มี​  โกรธรัฐกับสังคมไทยที่สนองแบบนั้นไม่ได้ก็มี​ โดยไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไร

ทางใหม่ของเราคือ: "เรียนเขามา แล้วทำให้ดีในแบบเรา"

· ไม่ต้องเป็นมิลาน แต่เป็น "ศูนย์กลางความงามที่มากด้วยจิตวิญญาณ"
· ไม่ต้องมีโรงพยาบาลหรูที่สุด แต่เป็น "ผู้นำการแพทย์ที่รักษาทั้งกายใจ"
· ไม่ต้องมีศิลปะแพงที่สุด แต่เป็น "บ้านของศิลปะที่ทำให้คนตื่นรู้"
ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย: สามประสานที่มั่นคง
ยุทธศาสตร์ที่หนึ่ง: ป้องกันศักดิ์ศรีของชาติ (อำนาจทางวัตถุที่จำเป็น)
· กองทัพอัจฉริยะ ป้องปรามได้ ไม่รุกรานใคร
· เป็นพันธมิตรที่ยืดหยุ่น แต่ไม่มีใครใช้เราเป็นเบี้ย
· มั่นคงทางอาหาร พลังงาน น้ำ — ต่อให้โลกปิดล้อม เราก็อยู่ได้

ยุทธศาสตร์ที่สอง: ยกระดับชีวิตประชาชน (คุณภาพทางวัตถุที่สมดุล)
· สาธารณสุขที่ผสานการแพทย์ล้ำสมัยกับภูมิปัญญาจิต
· การศึกษาที่ผลิต "มนุษย์สมบูรณ์" — เก่งเทคโนโลยี มีสติรู้ตื่น
· ศิลปะ-แฟชั่นไทยในเวทีโลก เป็น "ทูตทางวัฒนธรรม" ไม่ใช่แค่สินค้าส่งออก
· เศรษฐกิจสร้างสรรค์-สีเขียว-การดูแล — "รวยมีราก ไม่ใช่รวยฟองสบู่"

ยุทธศาสตร์ที่สาม: รักษาดุลยภาพทางจิต (ศักดิ์ศรีทางจิตวิญญาณ)
· ศูนย์กลางการฝึกจิตโลก — "สติ" สำหรับยุค AI
· สุขภาพจิตเป็นโครงสร้างพื้นฐานชาติ
· ปฏิเสธการพัฒนาใดที่ทำลายจิตวิญญาณ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเชย

วิถีใหม่ของผู้นำไทย: "นักรบ-นักปราชญ์"

นี่คือแก่นของบทวิเคราะห์นี้ ผู้นำไทยในโลกใหม่ต้องไม่ใช่แค่นักรบที่เก่งการศึก และไม่ใช่แค่นักบวชที่สวดมนต์นั่งสมาธิอยู่บนหอคอย
ผู้นำที่แท้จริงต้องเป็น "นักรบ-นักปราชญ์"
นักรบ: เพราะโลกนี้ไม่ได้มีแต่เทพธิดา เรามีพรมแดน มีภัยคุกคาม มีมหาอำนาจที่ทดสอบเราเสมอ ผู้นำต้องเด็ดขาด รู้ว่าอะไรยอมได้ อะไรยอมไม่ได้ และเมื่อถึงเวลายกทัพ ก็ต้องไปนำ
นักปราชญ์: เพราะปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้เราชนะโดยไม่ต้องรบ ปราชญ์รู้ว่าเมื่อไหร่ควรรุก เมื่อไหร่ควรรับ เมื่อไหร่ควรนิ่ง รู้ว่าเสือกับมังกรตีกัน เราอยู่ตรงไหน รู้ว่าการพัฒนาแบบไหนคือหายนะที่ห่อด้วยกระดาษทอง

"นักรบ-นักปราชญ์คือผู้ที่รู้เมื่อควรใช้คมดาบ และรู้เมื่อคมปัญญาจะคมกว่าคมดาบ"
"ผู้ใดมีปัญญา ผู้นั้นมีพลังเหนือกองทัพ"
"ผู้นำที่ปรีชา ไม่ใช่ผู้ที่ชนะศึกทุกรบ แต่คือผู้ที่รู้ว่าศึกไหนไม่ควรเกิด"
ผู้นำแบบนักรบ-นักปราชญ์กล้าพูดว่า:

· "เราจะเตรียมรบให้พร้อม แต่เราจะไม่ให้ใครมาทำให้เราเป็นผู้เริ่มสงคราม"
· "เราจะรวยแบบคนมีปัญญา ไม่ใช่รวยแบบคนบ้าคนโลภ"
· "เราจะเจริญ แต่ความเจริญของเราวัดด้วยความสงบร่มเย็นของบ้านเมือง ไม่ใช่แค่ตึกสูง"

บทสรุป: เราไม่วิ่งแข่ง ใคร​ แต่เรายืนได้ด้วยลำแข้งของเรา
เราไม่ต้องเลือกเป็น "ชาตินักรบ" หรือ "ชาติปลงตก"
เราเป็น "ชาติแห่งนักรบ-นักปราชญ์"
ที่รบได้ แต่รักสันติ
ที่รวยได้ แต่รู้พอ
ที่ทันสมัยได้ แต่ไม่ขายจิตวิญญาณ
"สามประสานที่มั่นคง: ป้องกันได้ — มั่งคั่งเป็น — รู้ตื่นอยู่"
"ดาบที่คมที่สุด คือดาบที่ไม่ต้องชัก"
"ปราชญ์ชนะสงครามก่อนที่มันจะเริ่ม"
เราไม่วิ่งตามใคร
เรายืนด้วยลำแข้งแห่งวัตถุธรรม ขับเคลื่อนมันด้วยจิตปราชญ์
และ​ เราจะเดินไม่ใช่เพราะเราอยากกวดไล่หรืออยากวิ่งหนีไม่ให้ใครตามมาใกล้ๆ​ เราขอรู้ให้ชัด​ ทำให้ใช่ว่าเรากำลังเดินไปทางไหน​ ถูกทางแล้ว​ ต่างหาก
ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ที่เราต้องเปลี่ยน​  แล้วเมื่อไหร่?
ถ้าไม่ใช่เรา แล้ว​  จะเป็นใ​คร?

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1482967256536663&id=100044702075274&post_id=100044702075274_1482967256536663&rdid=yV1pWaTH3ZcCyYYF#

ยืนหรือไม่ยืนในโรงหนัง? จากเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง สู่คำถามใหญ่ของคนต่างรุ่น ความเคารพที่แท้จริงบังคับไม่ได้ ต้องปลูกด้วยความเข้าใจและพระมหากรุณาธิคุณที่รับรู้ได้

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค ประกิต สิริวัฒนเกตุ ได้กล่าวว่า

คุณยังเข้าโรงหนัง และคุณยังยืนถวายความเคารพอยู่หรือไม่

หนังโรงเรื่องสุดท้ายที่ได้ดูคือ มิชชั่น: อิมพอสซิเบิ้ล 7 ปิดปฏิบัติการล่าพิกัดมรณะ เมื่อนู่นเลย พ.ค. ปีที่แล้วหรือเกือบจะ 1 ปี เป็นการไปดูหนังในโรงกับคุณพลอยครั้งแรกในรอบ 6 ปี (มี พี่โต๋ พี่หนึ่ง) ด้วย

ผมไปดูเพราะได้บัตรฟรี เป็นโรงหนังพร้อมเตียงนอนสุดอลังการ หนังจอยักษ์ เสียงอึกทึกครึกโครม บวกกับเนื้อเรื่องเอ็มไอ7 มันสนุกตื่นเต้นจริงๆ พอผมดูเสร็จ กลับมาบ้านผมใช้เวลาคิดไม่นาน ตัดสินใจไปถอยทีวี 85 นิ้ว ทำโฮมเธียเตอร์ ปิดไฟนอนดู โอ้วววตื้นเต้นดีนักแล โดยเฉพาะตอนเปิดหนัง เอเอ๊ 555

ย้อนกลับไปตอนดูเอ็มไอ7 ที่โรงหนังพร้อมเตียงนอนที่เซ็นทรัลเวิลด์ แม้จะมีที่นั่งไม่มาก แต่คนก็เต็มทุกเตียง เมื่อถึงเวลาของเพลงสรรเสริญฯ ผมและคุณพลอยยืนถวายความเคารพด้วยความกระหาย

ด้วยความที่ไม่ได้ดูหนังมานาน ผมเองเลยอยากรู้ว่าทางโรงหนังฯจะทำภาพประกอบเพลงได้สวยงามขนาดไหน

และผมก็ไม่ผิดหวัง เป็นเพลงสรรเสริญฯที่สมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย แน่นอนว่าในระหว่างที่มีการเปิดเพลงนั้นจะมีคนยืนถวายความเคารพ และก็มีบางส่วนเลือกจะนอนอยู่บนเตียงนุ่นๆพร้อมกับเล่นมือถือไปชิวๆ

คนที่ยืนก็มีหลากหลาย ส่วนไม่ยืนจะเป็นน้องๆคนรุ่นใหม่ ผมมองด้วยความเข้าใจ ของแบบนี้มันบังคับไม่ได้ การยืนถวายความเคารพ ควรมาจากความเข้าใจ และมาด้วยความเต็มใจ

จะไปให้น้องๆเค้ายืนได้ยังไง ในเมื่อพวกเค้าไม่อิน ไม่ได้รับรู้ความสำคัญเหมือนอย่างที่ผมรับรู้

ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ "น่าเสียดาย" จริงๆ

ผมเองก็ไม่ใช่ คนดี รักชาติ และผมก็ไม่ได้เลือกภูมิใจไทย (ผมเลือก อ.เอ้) แต่ผมเติบโตมากับการได้สำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์

ผมเป็นคนขี้สงสัย เป็นคนชอบคิดเชิงวิพากษ์ ชอบตั้งคำถามกับทุกเรื่อง และแน่นอนผมเคยตั้งคำถามถึงความสำคัญของการมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ความแตกต่างของชนชั้น ความเท่าเทียม ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

เมื่อตั้งคำถาม ก็ต้องหาคำตอบ ผมทำการศึกษาถึงที่มาที่ไปของราชวงศ์จักรี ทำความเข้าใจบริบทของคนที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมของความเป็นกษัตริย์

ยื่งศึกษา ผมก็ยิ่งคิดถึงในหลวง ร.9 ยิ่งรักสมเด็จพระเทพฯ ยิ่งชื่นชมฟ้าหญิงจุฬาภรณ์  และยิ่งเคารพในหลวง ร.10 มากขึ้น

โลกใบนี้มันหมุนเร็วมาก ความคิดของคนในประเทศนี้ก็เปลี่ยนไปเยอะ ผมมองทุกอย่างด้วยความเข้าใจ มันคือเรื่องธรรมชาติ ทุกสิ่งไม่สามารถอยู่ได้คงทน ไม่วันใดก็วันหนึ่งมันต้องมีการเปลี่ยนแปลง

น้องๆคนรุ่นใหม่ เติบโตมามีความคิดเป็นของตัวเอง มีโอกาสได้เรียนรู้ และเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบมากกว่าคนสมัยก่อนมากมายนัก

ในวันที่ ปันผล ปันสุข เกิดออกมา หนึ่งในสิ่งที่ผมตั้งใจคือการเลี้ยงให้สองคนนี้ มีชุดความคิด มีตรรกะในการตัดสินใจที่ดีกว่าผม ผมจึงเลี้ยงสองคนนี้มาด้วยการหลีกเลี่ยงการบังคับขู่เข็ญ ผมจะเลี้ยงด้วยการตั้งคำถาม อธิบาย เปรียบเทียบ และยื่นข้อเสนอให้ทั้งคู่ตัดสินใจเองเสมอๆ

เช่นเดียวกับเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมไม่เคยบอกให้ปันผล ปันสุข ต้องคิดบวกหรือรักในสถาบันฯเช่นเดียวกับผม ผมได้แต่เล่าเรื่องต่างๆของในหลวง ร.9 เล่าถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อสถาบันฯ เปิดคลิปสมัยในหลวง ร.9 ตระเวณไปทำพระราชกรณียกิจทั้วทั้งประเทศ

แม้ในปัจจุบันในหลวง ร.9 จะไม่อยู่แล้ว แต่ผมก็ยังเล่าให้เด็กๆฟังเกี่ยวกับในหลวง ร.10 อธิบายให้ลูกเข้าใจในบริบทของพระองค์ และมองให้ลึกมากกว่าสิ่งที่ตาเห็น เราจะพบว่าพระองค์ท่านทำอะไรเพื่อประเทศนี้มากกว่าที่เราคิดมากๆ

ลูกจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เป็นเรื่องของลูก แต่ไม่ว่าอย่างไร ก่อนที่ลูกจะตัดสินใจใดๆ ลูกต้องรับรู้ความจริงทุกเรื่องก่อน รู้ข้อมูลให้รอบด้านก่อน ไม่ใช่ตัดสินใจไปตามความรู้สึกชอบไม่ชอบ หรือตัดสินใจเพราะกระแส

ผมเชื่อหมดใจเลยว่า เมื่อสองปันได้ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่ในหลวง ร.9 และเชื้อพระวงศ์ของพระองค์ท่านได้ทำให้กับประเทศนี้มา ปันผลและปันสุข จะคิดไม่แตกต่างจากผม และผมก็ไม่ต้องมาเถียงหรือไปบังคับให้ทั้งคู่ ต้องทำอย่างไรเมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี

ผมเชื่อว่า ปันผลและปันสุข จะยืนถวายความเคารพด้วยความเต็มใจและด้วยความรักในสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง

ปิง ปิงพ่อสองปัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1574849160675102&id=100044500986666&rdid=3PemJgkctApg85Hc#

ทรัมป์ชี้หยุดยิงอิหร่าน “ร่อแร่” !! หยุดยิงยังมีแต่สถานการณ์ไม่แน่นอน ปฏิเสธข้อเสนอใหม่รับเงื่อนไขนิวเคลียร์ พิจารณารื้อโครงการคุ้มกันเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ความตึงเครียดยังไม่คลายหลังยิงตอบโต้กันต่อเนื่อง

เมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่าแม้ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านที่ดำเนินมานานหลายสัปดาห์ยังคงมีผลอยู่ แต่อยู่ใน "ภาวะร่อแร่" พร้อมส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าความพยายามทางการทูตกับอิหร่าน แม้ตัวเขาจะเพิ่งปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดจากอิหร่านไปเมื่อวันอาทิตย์ (10 พ.ค.) ก็ตาม

ทรัมป์ตำหนิคำตอบกลับล่าสุดจากอิหร่านต่อแผนสันติภาพของทำเนียบขาวว่า "ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง" โดยย้ำว่าการจัดทำข้อตกลงสันติภาพใดก็ตามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะกำหนดให้อิหร่านให้คำมั่นว่าจะยุติการเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านว่าผิดข้อตกลงเรื่องการยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและอนุญาตให้สหรัฐฯ เคลื่อนย้ายยูเรเนียม อิหร่านเคยตกลงยอมรับข้อตกลงนี้เมื่อสองวันก่อน แต่เปลี่ยนใจและไม่ได้ใส่เรื่องนี้ลงไปในเอกสาร 

ทรัมป์ระบุว่าอิหร่านตกลงให้สามารถนำยูเรเนียมของอิหร่านที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง หลังสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ออกไปได้ แต่สหรัฐฯ ต้องนำออกไปเอง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถูกทำลายจนราบคาบ มีเพียงหนึ่งหรือสองประเทศในโลกเท่านั้นที่สามารถนำมันออกมาได้
อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังไม่เคยประกาศต่อสาธารณะว่าจะยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ โดยยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีจุดประสงค์เพื่อสันติ

ทรัมป์ยังระบุว่าเขากำลังพิจารณารื้อฟื้น "โปรเจกต์ ฟรีดอม" (Project Freedom) ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายคุ้มกันและนำทางเรือพาณิชย์ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยอาจขยายขอบเขตภารกิจเพิ่มเติม โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะรื้อฟื้นโครงการดังกล่าวหรือไม่

อนึ่ง ทั้งกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านต่างมีการยิงตอบโต้กันในช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน

ที่มา : Xinhua

จากหางแร่สู่ทรัพยากรใหม่!! อัคราโชว์ 3 งานวิจัยต้นแบบ ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ จุฬาฯ–มจธ.–มทส. เปิดโมเดลใช้ประโยชน์หางแร่ สร้างวัสดุคาร์บอนต่ำและซีเมนต์พิเศษ

บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำชาตรี ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ “หางแร่: เสียงจาก 3 มหาวิทยาลัย สู่การใช้ประโยชน์จริง” เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมต้นแบบ 3 โครงการ พลิกโฉม “หางแร่” จากการผลิตทองคำและเงิน สู่การเป็น “ทรัพยากรทางเลือก” มุ่งเปลี่ยนทรัพยากรคงเหลือจากกระบวนการผลิตให้เป็นวัตถุดิบต้นน้ำ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ พร้อมสร้างมูลค่าจริงในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พลังงาน และวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) 

เปิดมิติความร่วมมือ: ผสานงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงจากหางแร่

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของอัครา ที่สนับสนุนการทำงานวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดพื้นที่เหมืองให้นักวิจัยเข้าถึงและเก็บตัวอย่างหางแร่ เพื่อนำไปศึกษาคุณสมบัติและพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริงในภาคก่อสร้าง พลังงาน และระดับชุมชน ซึ่งไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ยังตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยเชิงระบบที่อัครายึดมั่นปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ตามมาตรฐานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment: EHIA) 

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด การร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาในครั้งนี้ทำให้สิ่งที่เคยถูกมองข้าม อย่าง “หางแร่” ถูกนำมาศึกษาและต่อยอดเป็นทางเลือกใหม่ ทั้งในภาคก่อสร้างและภาคพลังงาน รวมถึงผลักดันให้นวัตกรรมเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงในระดับชุมชน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน” 

3 โมเดลนวัตกรรม: พลิกโฉมหางแร่ให้เป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดย ผศ.ดร. ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ พัฒนานวัตกรรม “ไบโอซีเมนต์” ที่ผสานหางแร่เข้ากับวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมอย่างเปลือกไข่และจุลินทรีย์จากกากน้ำปลา กลายเป็นวัสดุก่อสร้างแห่งอนาคตที่ใช้พลังงานต่ำในการผลิต เนื่องจากไม่ต้องผ่านกระบวนการเผาอย่างซีเมนต์ทั่วไป มีคุณสมบัติพิเศษในการทนการกัดกร่อนของเกลือ ตอบโจทย์ปัญหาดินเค็ม และซ่อมแซมตัวเองได้เมื่อเกิดรอยแตก

ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรและถูกนำไปใช้งานจริงในรูปแบบ “แผ่นหน่วงน้ำเค็ม” เพื่อช่วยเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยผลการทดลองพบว่าสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ถึง 53% ในปีแรกเมื่อเทียบกับพื้นที่ดินเค็มทั่วไป อีกทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณ GABA ในข้าวสูงขึ้นกว่า 300 เท่า และลดค่าดัชนีน้ำตาลลงได้ประมาณ 30% สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมที่เชื่อมโยงทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน โดยในระยะต่อไปมีแผนขยายผลสู่การพัฒนาเป็นรางระบายน้ำในระบบชลประทานอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีแผนทดลองใช้งานร่วมกับกรมชลประทานในจังหวัดอุตรดิตถ์ และเหมืองแร่ทองคำชาตรีในระยะต่อไป 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ดร.พีท หอมชื่น อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาพบว่าหางแร่ที่ผ่านการบดละเอียดจากกระบวนการผลิตมีขนาดอนุภาคที่เหมาะสมต่อการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทีมวิจัยจึงพัฒนาเป็น “วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ” ในรูปแบบอิฐบล็อกและอิฐช่องลม โดยมีสัดส่วนหางแร่ประมาณ 25–75% ซึ่งนอกจากจะมีความแข็งแรงและทนทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติและขนาดอนุภาคที่พร้อมใช้งาน ทำให้สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเตรียมเพิ่มเติม ช่วยลดต้นทุนและการใช้พลังงานในบางขั้นตอนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ 

นอกจากนี้ วัสดุดังกล่าวยังช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ประมาณ 1–2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับอิฐทั่วไปในท้องตลาด และสามารถลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ราว 5–10% สอดรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการขยายผลจากระดับห้องปฏิบัติการสู่โรงงานต้นแบบ (Pilot Scale) เพื่อประเมินการใช้งานจริง และเตรียมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนในระยะต่อไป มุ่งสร้างรายได้และเสริมศักยภาพการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดย ผศ.ดร.บุญณรงค์ อาศัยไร่ อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีธรณี สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำหางแร่ไปใช้เป็น “สารเติมแต่งในซีเมนต์พิเศษ” สำหรับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งต้องการวัสดุที่ทนทานต่อแรงดันสูงและสามารถป้องกันการรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว 

ผลการวิจัยพบว่า การใช้หางแร่ในสัดส่วน 30% สามารถเพิ่มความสามารถในการรับแรงอัดของซีเมนต์ได้มากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับวัสดุอ้างอิงที่ใช้ซิลิกาในสัดส่วนเดียวกัน อีกทั้งยังมีค่าความพรุนและการซึมผ่านต่ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการรั่วซึมของของเหลวและก๊าซระหว่างชั้นวัสดุ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญด้านความปลอดภัยในงานวิศวกรรมปิโตรเลียม ตอกย้ำศักยภาพของหางแร่ในการก้าวสู่การเป็นวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องการมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์

มุ่งหน้าสร้างโอกาสใหม่ จากนวัตกรรมหางแร่

ผลงานวิจัยของทั้ง 3 สถาบัน ชี้ถึงศักยภาพของ “หางแร่” ในการก้าวสู่การเป็นทรัพยากรทางเลือกแห่งอนาคต ที่สามารถสร้างมูลค่าและพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย นายภูริวิทย์ สังข์ศิริ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และสุขภาพ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยช่วยให้เราเข้าใจข้อกำหนดด้านเทคนิคและสัดส่วนที่เหมาะสมในการนำหางแร่ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่า สามารถพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตั้งอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้จริงทั้งในระดับอุตสาหกรรมและชุมชน”

อัครายังคงเดินหน้าความร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับงานวิจัยจากต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อผลักดันให้วัสดุผ่านการรับรองและเป็นที่ยอมรับในระดับอุตสาหกรรม พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โครงการนำร่องเหล่านี้จึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าการต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่เดิมบนพื้นฐานของข้อมูลวิทยาศาสตร์ สามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงและสร้างคุณค่าได้อย่างยั่งยืน

ม.รังสิตกระชับมิตร เยือนวิทยาลัยผู่เจียง ร่วมสัปดาห์วัฒนธรรมไทย-จีน แลกเปลี่ยนความร่วมมือยั่งยืน เปิดโครงการฝึกงานนักศึกษา

ม.รังสิต กระชับมิตรไมตรีไทย-จีน เยือนวิทยาลัยผู่เจียงฯ ร่วมงานสัปดาห์วัฒนธรรม

คณะผู้แทนจากวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีวิทยาลัยศิลปศาสตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เดินทางเยือน วิทยาลัยผู่เจียงแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานจิง (Nanjing Tech University Pujiang College) หนานจิง สาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าร่วมกิจกรรม “สัปดาห์วัฒนธรรมไทย 2026” ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับที่เต็มไปด้วยมิตรภาพและความอบอุ่น สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองสถาบัน

ในการเยือนครั้งนี้ คณะผู้แทนจากมหาวิทยาลัยรังสิตได้รับเกียรติการต้อนรับอย่างสูงสุดจากคณะผู้บริหารระดับสูงของวิทยาลัยผู่เจียง นำโดย Mr. Li Wenhai ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ฝ่ายจีน, Mr. Shi Jinfei อธิการบดี พร้อมด้วยคณะรองอธิการบดีและคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ/สถาบันพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมไทย-จีน โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรในระดับนานาชาติ เพื่อวางรากฐานความร่วมมือทางการศึกษาไทย-จีนให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติให้บรรยายปาฐกถาพิเศษโดย ผศ. ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีวิทยาลัยศิลปศาสตร์ ในหัวข้อ “การพัฒนาระบบการศึกษาภาษาจีนนานาชาติของมหาวิทยาลัยรังสิตภายใต้กรอบความร่วมมือทางการศึกษาไทย-จีน” ซึ่งได้รับความสนใจและคำชื่นชมอย่างมากจากผู้เข้าฟัง โดยคณบดีได้นำเสนอโมเดลการผลิตบัณฑิตและแพลตฟอร์มการฝึกปฏิบัติงานที่ทันสมัย สอดคล้องกับทิศทางการศึกษาในยุคปัจจุบัน ซึ่งการบรรยายในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยรังสิตในเวทีนานาชาติให้เป็นที่ประจักษ์ชัดยิ่งขึ้น จากการพบปะหารือดังกล่าวยังก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมีการวางแนวทาง “โครงการฝึกงานนักศึกษา” ร่วมกับวิทยาลัยนานาชาติ/สถาบันพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมไทย-จีน วิทยาลัยผู่เจียง รวมถึงการหารือร่วมกับ ศาสตราจารย์ Dai Yurong รองคณบดีวิทยาลัยเฉิงเซียน มหาวิทยาลัยตงหนาน เพื่อขยายเครือข่ายด้านการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและโครงการวิจัยร่วมในอนาคต ซึ่งจะช่วยเปิดประตูแห่งโอกาสให้นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตได้พัฒนาศักยภาพในสภาพแวดล้อมระดับสากลอย่างแท้จริง ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการศึกษาระดับโลก เพื่อบ่มเพาะบัณฑิตให้มีความพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและทักษะภาษาที่ยอดเยี่ยม

DSI รับหนังสือคดี “แอ็คมี่” เหรียญ ACT ผู้เสียหายร้องเร่งออกหมายแดง อายัดทรัพย์คืนประชาชน ตรวจเส้นทางเงินภรรยาดารา ปมหลอกลงทุนคริปโต

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมด้วยเก่ง สุเชษฐ์ ผู้ช่วย และกลุ่มผู้เสียหาย เข้ายื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมี น.ส.อรุณศรี วิชชาวุธ ผอ.กองบริหารคดีพิเศษ เป็นผู้รับหนังสือ เพื่อขอให้เร่งรัดดำเนินคดีกับ วรวัฒน์ นาคแนวดี หรือ แอ็คมี่ ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีฉ้อโกงประชาชนจากการหลอกลงทุนคริปโทเคอร์เรนซี ACT ซึ่งมีผู้เสียหายนับพันคน มูลค่าความเสียหายคาดว่าสูงถึงหลักพันล้านบาท

พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ขยายผลไปยังบุคคลใกล้ชิดที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง และตรวจสอบเส้นทางการเงินภรรยาซึ่งเป็นดาราช่องดัง พร้อมติดตามความคืบหน้าการออก “หมายแดง” (Red Notice) ตำรวจสากล เพื่อประสานจับกุมตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดี จากนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นายแทนคุณ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 กลุ่มผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จากกรณีการถูกนายแอ็คมี่ วรวัฒน์ หลอกให้ลงทุนในเหรียญคริปโต ACT แพลตฟอร์ม WOWBIT และ1000X.live รวมถึงโปรเจกต์ BUYBACK ซึ่งมีผู้เข้าแจ้งความจำนวนมาก มีมูลค่าความเสียหายแล้วกว่า 100 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึงระดับพันล้านบาท จึงเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ ส่งผลให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ส่งเรื่องให้ดีเอสไอรับไปดำเนินการต่อ วันนี้ตนกับกลุ่มผู้เสียหายจึงได้มาติดตามคดี พร้อมมอบข้อมูลเพิ่มเติมให้กับดีเอสไอ เพื่อใช้ในการสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลใกล้ชิด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

"ทางผู้เสียหายตั้งไว้ 3 ประเด็น ให้กับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ประกอบด้วย 1.ต้องติดตามนำตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีที่ไทย 2.ให้ขยายผลไปยังผู้กระทำความผิดรายอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิดหรือเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ 3.ทรัพย์สินที่ได้มาจากการฉ้อโกงประชาชน อยากให้เจ้าหน้าที่เร่งอายัด เพื่อที่จะไว้เฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหาย เนื่องจากเส้นทางการเงินที่มีการกระทำความผิดค่อนข้างชัดเจน เพราะผู้เสียหายโอนเงินไปลงทุนตามบัญชีธนาคารที่ระบุไว้จริง จึงอยากให้เร่งอายัดทันทีไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด เพราะแค่ในตอนนี้ก็ทราบแล้วว่าเริ่มมีการแปรสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดบ้างแล้ว"

นายแทนคุณ กล่าวต่อว่า พวกเราขอเรียกร้องให้ดีเอสไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินคดีกับนายแอ็คมี่ วรวัฒน์และบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการออกหมายแดง เพื่อหยุดยั้งการกระทำความผิดและป้องกันความเสียหายที่อาจขยายวงกว้าง เนื่องจากแม้ผู้ต้องหาจะอยู่ระหว่างหลบหนีและพำนักอยู่ที่ดูไบ แต่ยังคงมีพฤติการณ์ไลฟ์สดชักชวนประชาชนลงทุนในเหรียญ ACT อย่างต่อเนื่อง โดยมีการกล่าวอ้างความเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย

ยกระดับซาเล้ง!! ยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อเชื่อมโยงสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน สนับสนุนงานวิจัยและเทคโนโลยีรีไซเคิล หวังลดปริมาณขยะและเพิ่มรายได้คนเก็บขยะ

วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 งานยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า “กลไกสำคัญสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน” ภายใต้โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า จัดขึ้นโดยความร่วมมือจากองค์กรภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการฯ ได้แก่ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติก และขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) และ สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า พร้อมด้วยองค์กรภาคธุรกิจที่ร่วม

สนับสนุุนการดำเนินงานโครงการฯ ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าในทุกมิติทั้งด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย วิชาชีพ การดำเนินธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึง การเพิ่มอัตราการรีไซเคิล อันเป็นกลไกสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะของประเทศไทยบนพื้นฐานของการจัดการขยะอย่างยั่งยืนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem)

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและนายกสมาคม PPP Plastics ได้กล่าวต้อนรับและกล่าวถึงที่มาความสำคัญของโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า กล่าวว่า “หนึ่งในปัญหามลพิษด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความท้าทายในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน คือ ปัญหาขยะและการจัดการขยะ ถ้าหากไม่มีระบบจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอจะทำให้มีขยะหลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อมซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึง ห่วงโซ่อาหารและชีวิตมนุษย์ โดยแนวทางหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับว่า

เป็นทางออกสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน คือ การจัดการขยะตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมจำเป็นต้องมีการจัดการและเเยกขยะอย่างถูกวิธี ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดวงจรการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ โดยในบริบทของสังคมไทยพบว่ากลไกสำคัญกลไกหนึ่งที่ช่วยให้มีการเก็บวัสดุใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบ คือ การรับและเก็บวัสดุรีไซเคิลโดยซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อเชื่อมโยงระบบรวบรวมวัสดุรีไซเคิลและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับและเพิ่มศักยภาพการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ซึ่งเป็นที่มาของโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้รับทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) และการสนับสนุนจากองค์กรภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ให้ดำเนินงาน

โครงการวิจัย “โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า” โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยในฐานะหน่วยงานที่ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินงานโครงการฯ ได้มีดำเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการลงทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าและการยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าในทุกมิติ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจรีไซเคิลไทยได้นำองค์กรความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมนำไปใช้ในการพัฒนาและต่อยอดในการประกอบอาชีพให้มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐาน เพราะซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการนำวัสดุรีไซเคิลคุณภาพดี หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบให้เกิดการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.จินตวัฒน์ ไชยชนะวงศ์ ที่ปรึกษาแผนงานเศรษฐกิจหมุนเวียน หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน มาเป็นประธานกล่าวเปิดงานและกล่าวถึงบทบาทของ บพข. ในการร่วมขับเคลื่อนกลไกสำคัญสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) กล่าวว่า “หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) โดยแผนงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ถือเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากระบบ Linear Economy ไปสู่ระบบที่เน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านบทบาทหลัก

คือ 1) การให้ทุนวิจัยและพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ 2) การสร้าง Circular Supply Chain 3) การขับเคลื่อนมาตรฐานและกฎระเบียบ 4) การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่

ตัวอย่างการขับเคลื่อน Circular Economy Ecosystem ของ บพข. ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าผ่านกลไกสำคัญ เช่น Smart Recycling Hub: สนับสนุนการสร้างศูนย์บริหารจัดการขยะอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีคัดแยกและเชื่อมโยงเครือข่ายจัดการวัสดุรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ PMUC Zero Burn to Earn (เลิกเผา เป๋าตุง): สร้าง Ecosystem และส่งเสริมเทคโนโลยีเปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรแทนการเผาที่สร้างมลพิษ การสนับสนุนกลุ่มซาเล้ง: ยกระดับมาตรฐานอาชีพและนำระบบดิจิทัลมาช่วยบริหารจัดการต้นทางขยะ เพื่อดึงกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน

บพข. จึงไม่ได้มีบทบาทเพียงผู้สนับสนุนทุนวิจัย แต่ทำหน้าที่เป็น "ตัวเชื่อม" ระหว่างภาคนโยบาย ภาควิชาการ และภาคธุรกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ใช่แค่เรื่องการรักษ์โลก แต่เป็นเรื่องของ "ความสามารถในการแข่งขัน"

นอกจากนี้ ได้มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ National Framework on Building Circularity Ecosystemโดย นายทวีชัย เจียรนัยขจร ผู้อำนวยการส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า “เผยทิศทาง "กรอบการทำงานระดับชาติเพื่อการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน" มุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบให้เข้ามาเป็นเครือข่ายศูนย์รวบรวมและคัดแยกขยะ (MRF) ที่มีมาตรฐานเพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบความรับผิดชอบที่ขยายเพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) ภาคบังคับ

หวังแก้ปัญหาวิกฤตขยะบรรจุภัณฑ์ที่ปัจจุบันมีจุดรั่วไหลและถูกกำจัดทิ้งสูงถึง 75% พร้อมผลักดันเป้าหมายระดับชาติในการนำบรรจุภัณฑ์เป้าหมายเข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างสมบูรณ์ 100% ภายในปี 2027 เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน”

ช่วงการเสวนาหัวข้อ “Driving Circularity Ecosystem” โดย องค์กรภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วนที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการฯ เพื่อยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้มีความครอบคลุมในทุกมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ดังนี้

นายวีระ ขวัญเลิศจิตต์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติก และขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) กล่าวว่า “ความคุ้นเคยกับแนวคิดการนำทรัพยากรมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ เมื่อนำไปใช้งานแล้วก็ทำการทิ้ง หรือที่เรียกว่าเศรษฐกิจเชิงเส้น สิ่งที่ตามมาคือจำนวนขยะที่มากมาย เมื่อขาดการบริหารจัดการที่เหมาะสมจึงสั่งสมจนเป็นปัญหา แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ถูกนำเสนอเป็นแนวทางแก้ไข โดยทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนเพื่อประโยชน์สูงสุด เมื่อพิจารณาระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน จะพบว่ามีหลากหลายภาคส่วน

ที่เกี่ยวช้อง และแต่ละภาคส่วนก็มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ หลายภาคส่วนก็มีการบริหารจัดการจากภาครัฐและภาคธุรกิจอย่างเป็นระบบ ขณะที่ซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าซึ่งเป็นหน่วยป้อน (Feeder) หนึ่งที่นำวัตถุดิบเข้าสู่ระบบการหมุนเวียนและมีความสำคัญยังต้องการการส่งเสริม ดังนั้น การยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจรีไซเคิลไทยมีความรู้ มีรายได้เพิ่ม และมีส่วนร่วมในระบบนิเวศอย่างมีประสิทธิภาพ”

นายพิรุณ เหมะรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง กล่าวว่า “อบจ.ระยอง เดินหน้ายกระดับ “ระยองโมเดล: พลิกวิกฤตขยะสู่ต้นแบบระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy Ecosystem) มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิงทดแทน (Refuse Derived Fuel: RDF) การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง RDF โดยการทำงานแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อลดปริมาณการฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”

นายฉัตรณพัฒน์ เทียนมงคล เลขาธิการสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า กล่าวว่า “เราร่วมกับพันธมิตรในการสร้างระบบขึ้นทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าที่มีความน่าเชื่อถือและนำสมาชิกที่ขึ้นทะเบียนมายกระดับเพื่อเป็นนักจัดเก็บเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนได้จริง มีระบบบริหารจัดการทั้งด้านซอฟแวร์และการจัดการหน้างานจริงที่สามารถขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชนในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายที่ยั่งยืน ตอบโจทย์ความต้องการสังคม ชุมชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างเพื่อเชื่อมโยงกับทุกฝ่ายที่สนใจมาร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกัน สร้างความน่าเชื่อถือในอาชีพผลักดันการสร้างคุณภาพชีวิตและสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับคนทำงาน ทำอาชีพนี้ ทั้งนี้ เพื่อทำให้เกิดผู้ร่วมอุดมการณ์รายใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น วันนี้เรามีคนทิ้งมากกว่าคนเก็บหลายเท่าตัว ซึ่งในอนาคตอาจจะเกิดภาพคนมาสมัครขึ้นทะเบียนขอเป็นซาเล้งนักจัดเก็บขยะเพื่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากก็ได้”

การบรรยายในหัวข้อ Flagship Project “Smart Recycling Hub Project” โดย นายคงศักดิ์ ดอกบัว ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันพลาสติก กล่าวว่า “โครงการ Thailand Flagship: Smart Recycling Hub Project เป็นโครงการนำร่องระดับประเทศที่มุ่งยกระดับระบบการจัดการขยะและรีไซเคิลพลาสติกแบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ปัญหาขยะที่ยังไม่ได้รับการคัดแยกและนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งพัฒนาศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนครบวงจร (Material Recover Facilities; MRF) ให้เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจหมุนเวียนในการเพิ่มอัตราการคัดแยกและมูลค่าของพลาสติกรีไซเคิล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง สำหรับกรุงเทพมหานคร โครงการนำร่องในเขตหนองแขมจะรองรับขยะประมาณ 100 ตันต่อวัน พร้อมสนับสนุนการลดการฝังกลบผ่านการส่งเสริมการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งนี้ โครงการคาดว่าจะช่วยลดปริมาณขยะที่ไม่ได้รับการจัดการได้ประมาณ 14,600 ตันต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากขยะราว 140 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบเพื่อขยายผลในรูปแบบเครือข่าย MRF เพื่อยกระดับระบบจัดการขยะของประเทศในระยะยาว”

และการบรรยายในหัวข้อ “PRO-Thailand Network” ร่วมภาครัฐ ภาคเอกชน ขับเคลื่อนนโยบาย EPR โดยนางสาวมยุรี อรุณวรานนท์ ผู้จัดการโครงการ เครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน PRO-Thailand Network กล่าวว่า “เครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” (Packaging Recovery Organization Thailand Network) หรือ “PRO-Thailand Network” เป็นกลุ่มความร่วมมือโดยสมัครใจที่นำโดยภาคอุตสาหกรรม ก่อตั้งขึ้นในปี 2562 เพื่อริเริ่มการขับเคลื่อนให้เกิดการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการขยายความรับผิดชอบไปยังผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ในประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนจากบริษัทสมาชิกซึ่งได้แก่ บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคเบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสไอจี คอมบิบล็อก จำกัด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด

ระหว่างปี 2563 ถึง 2568 เครือข่ายฯ ได้ให้การสนับสนุนการคัดแยกและรวบรวมบรรจุภัณฑ์ประเภทขวดพลาสติก PET กว่า 71,500 ตัน กล่อง UHT กว่า 2,400 ตันและซองพลาสติกประเภท flexible และ Multi-Layer Packaging: MLP กว่า 2,800 ตัน ภายใต้โครงการนำร่องส่งเสริมการเก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค โดยในปี 2568 โครงการฯ ได้ทำการทดลองรีไซเคิลซองพลาสติกประเภท flexible และ Multi-Layer Packaging: MLP ด้วยวิธี mechanical recycling เป็นครั้งแรกได้ถึง 100 ตัน โครงการฯ ได้รับความร่วมมือจากผู้คัดแยก ร้านรับซื้อรายย่อยและร้านรวบรวบวัสดุรีไซเคิลขนาดใหญ่กว่า 700 รายทั่วประเทศและเครือข่าย PRO-Thailand Network ยังเป็นหนึ่งในหน่วยงานภาคเอกชนหลักในคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ในประเทศไทย พร้อมทั้งทำงานร่วมกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนากฎหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน”

นอกจากนี้ ได้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบลงทะเบียนสำหรับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า โดย นายอัคคภพ จันทรศรีวงศ์ ฝ่ายบริหารด้านเทคโนโลยี สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่ากล่าวว่า “การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบลงทะเบียนสำหรับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บ ค้นหา และบริหารจัดการข้อมูลสมาชิกอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และทันสมัย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นภาพรวมการบริหารงานในระดับพื้นที่ได้อย่างชัดเจน พร้อมมุ่งยกระดับศักยภาพและมาตรฐาน

การดำเนินงานผ่านการบันทึกข้อมูลด้านขยะอย่างละเอียดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้น โดยระบบนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลขยะทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อบูรณาการเป็นฐานข้อมูลกลาง (Big Data) ระดับประเทศที่จะช่วยสนับสนุนการวางแผนจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป”

และโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าได้มีการจัดทำคู่มือหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า นำเสนอข้อมูลโดย นางสาวภิญญดา เจริญสิน ผู้อำนวยการฝ่ายเครือข่ายสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า “โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าได้มีการพัฒนาคู่มือหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการธุรกิจรีไซเคิลได้รับความรู้ ความเข้าใจ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย วิชาชีพ การดำเนินธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาศักยภาพให้เกิดการยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้กลายเป็นหนึ่งในกลไกหลักสำคัญในการนำวัสดุรีไซเคิลคุณภาพดีหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบให้เกิดการจัดการขยะอย่างยั่งยืน”

ท้ายนี้ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้มีการนำเสนอเกี่ยวกับ “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับมาตรฐานให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลไทยอย่างยั่งยืน” กล่าวว่า “ผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลไทยทั้งกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเป็นฟันเฟืองกลไกที่สำคัญในระดับเชิงพื้นที่ในแต่ละท้องถิ่นของประเทศในการจัดเก็บและรวบรวมวัสดุรีไซเคิลนำกลับเข้าสู่ระบบการผลิตซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งนี้ การจะขับเคลื่อนกลุ่ม Informal Sector ทั้งกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างเป็นระบบและได้มาตรฐานจำเป็นต้องมีการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าทั้งในระดับนโยบาย กฎระเบียบ มาตรการ ข้อบังคับของระดับประเทศและระดับท้องถิ่นให้มีความสอดคล้องและรองรับต่อการทำงานในระดับปฎิบัติการในเชิงพื้นที่ได้จริงและเป็นรูปธรรม โดยควรมีการสร้างระบบการลงทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าที่เชื่อมโยงกันในระดับประเทศ เพื่อให้เกิดการรับรองสถานะและขึ้นทะเบียนวิชาชีพให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลเพื่อนำเข้าสู่ระบบที่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลที่อยู่ในระบบสามารถที่จะเข้าถึงแหล่งความรู้ แหล่งเงินทุน และเทคโนโลยีที่เอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง การพัฒนาองค์ความรู้และความเข้าใจในการประกอบอาชีพเพื่อยกระดับทักษะแรงงานในการคัดแยกวัสดุรีไซเคิลให้มีประสิทธิภาพ และควรใช้ “มาตรการจูงใจทางการเงินและภาษี” สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างมาตรฐานวิชาชีพที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน”

งานวิจัย “หลอดเลือดดำหญิงตั้งครรภ์” คว้ารางวัล ผลงานวัดค่าหลอดเลือดดำใหญ่หญิงตั้งครรภ์ และหลังคลอดได้รับรางวัลระดับประเทศ จัดประชุมวิชาการเวชศาสตร์มารดาทารก สะท้อนศักยภาพแพทย์ไทยไม่หยุดพัฒนา

งานวิจัยค่าหลอดเลือดดำใหญ่ในหญิงตั้งครรภ์ คว้ารางวัลเวทีแพทย์ระดับประเทศ”

งานวิจัยนี้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ “หลอดเลือดดำใหญ่” ในหญิงตั้งครรภ์และช่วงหลังคลอด เพื่อสร้างค่ามาตรฐานทางการแพทย์ที่ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินภาวะไหลเวียนเลือดและสุขภาพของมารดาได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดในอนาคต

ขอแสดงความยินดีกับ  

พญ.พรสินี เจริญวัฒนาโรจน์  

แพทย์ประจำบ้านชั้นปีที่ 3 สาขาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา  โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา

พร้อมด้วย  

อ.พญ.ธนนันท์ จงสมบูรณ์สุข  

และ อ.พญ.อรอนงค์ นุ่มเจริญ  

อาจารย์ที่ปรึกษา

ในโอกาสได้รับ “รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1”  จากการประกวดผลงานวิจัยรูปแบบ Poster Presentation  

ภายในงานประชุมวิชาการประจำปี ครั้งที่ 16 พ.ศ. 2569

จากผลงานวิจัยเรื่อง  

“Reference Ranges for Maternal Inferior Vena Cava Diameter and Collapsibility Index in Singleton Pregnancy and Early Postpartum”

การประชุมวิชาการจัดขึ้นภายใต้แนวคิด  

“C.A.R.E. : Collaboration, Advancement, Research, Excellence”  

ระหว่างวันที่ 6–8 พฤษภาคม 2569  

ณ โรงแรมไบรท์ตัน แกรนด์ พัทยา จังหวัดชลบุรี  

จัดโดย สมาคมเวชศาสตร์มารดาทารกในครรภ์ (ไทย)

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ไทยในการสร้างงานวิจัยที่มีคุณค่า และสามารถต่อยอดสู่การยกระดับมาตรฐานทางการแพทย์ในอนาคต

เชิดชูคนทำดี!! ประธานสวนนงนุชพัทยา คว้ารางวัลเกียรติยศคนหนังสือพิมพ์ 2569 ตอกย้ำผลงานสวนพฤกษศาสตร์ระดับโลก ยกย่องบทบาทสร้างคุณค่าต่อสังคมไทย

ประธานสวนนงนุชพัทยา เข้ารับรางวัล “เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์” ประจำปี 2569 รางวัลอันทรงคุณค่าแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ และวงการสื่อมวลชน

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีมอบรางวัล “เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์” ประจำปี 2569 เพื่อเชิดชูบุคคลผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อวิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศชาติ

โดยมี นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีและผู้มอบรางวัล ขณะที่ นายนคร วีรประวัติ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินีอุปถัมภ์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน สำหรับผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศ ประจำปี 2569 ด้านบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์แก่วิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศชาติ มีจำนวน 3 ท่าน ได้แก่

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ผู้พลิกโฉมสวนผลไม้ธรรมดาให้กลายเป็นสวนพฤกษศาสตร์ระดับโลก มีชื่อเสียงด้านการสะสมพันธุ์ไม้หายากมากกว่า 18,000 ชนิด รวมถึงการสร้างประติมากรรมรูปสัตว์และอาณาจักรไดโนเสาร์ จนได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 สวนที่สวยที่สุดในโลก อีกทั้งยังได้รับรางวัลจากการประกวดงาน Chelsea Flower Show ต่อเนื่อง 5 ปี พร้อมทั้งก่อตั้งโรงเรียนพัฒนาทักษะอาชีพและกีฬา เพื่อส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาเยาวชนไทย

   2.ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและเผยแพร่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในระดับสากล

   3.นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ผู้ทุ่มเทอุทิศตนในการให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ภายหลังพิธีมอบรางวัล นายกัมพล ตันสัจจา ได้กล่าวขอบคุณสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มอบรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ประเทศชาติ และวงการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง จากนั้นผู้ได้รับรางวัลทั้ง 3 ท่าน ได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกับ นายชวน หลีกภัย  นายกสมาคม และคณะกรรมการสมาคมฯ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top