Saturday, 7 November 2026
NEWS FEED

สรุปการประท้วงในฝรั่งเศสและยุโรป

ข้อมูล ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 ตามเวลาไทย

รายงานวันที่ 17 ตุลาคมระบุการประท้วงในฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี และโปรตุเกส รวม 4 ประเทศ หรืออีก 3 ประเทศนอกฝรั่งเศส โดยเป็นการชุมนุมแยกกัน ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าทั้งหมดลุกลามมาจากฝรั่งเศสโดยตรง [1]

ประเทศที่มีรายงานในช่วงเดียวกัน

1.ฝรั่งเศส - ปารีสและหลายเมือง

ประท้วงค่าครองชีพและปัญหาโรงเรียน มีเหตุรุนแรงแทรกในบางพื้นที่ [2]

2.เบลเยียม - บรัสเซลส์ ลีแยฌ

นักศึกษาคัดค้านค่าใช้จ่ายการศึกษาและการปฏิรูปมหาวิทยาลัย มีการปะทะและตำรวจใช้เครื่องฉีดน้ำ [2]

3.อิตาลี - มิลาน โบโลญญา

มีการเดินขบวนและเหตุปะทะ ผู้ก่อเหตุบางส่วนขว้างสิ่งของ ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและเครื่องฉีดน้ำ [2]

4.โปรตุเกส - ลิสบอน

ประท้วงค่าที่อยู่อาศัย ค่าเช่า และค่าครองชีพ ผู้จัดระบุผู้เข้าร่วมหลายหมื่นคน [2]

5.แอลเบเนีย

Folha รวบรวมแอลเบเนียไว้ด้วย จึงนับได้ 5 ประเทศรวมฝรั่งเศส หรืออีก 4 ประเทศนอกฝรั่งเศส [2] อย่างไรก็ตาม Le Monde รายงานว่าการประท้วงแอลเบเนียเริ่มตั้งแต่ 31 พฤษภาคม 2569 จากการคัดค้านโครงการในพื้นที่อนุรักษ์ ก่อนขยายสู่การต่อต้านรัฐบาลและคอร์รัปชัน จึงควรแยกจากเหตุฝรั่งเศสรอบนี้ [3]

ข้อสรุปคือ

“ประท้วงค่าครองชีพหลายประเทศยุโรป พบฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี และโปรตุเกส” และระบุแอลเบเนียแยกต่างหาก เพื่อไม่ทำให้เข้าใจว่ามีการประสานงานหรือเกิดการลุกลามจากฝรั่งเศสที่ยืนยันแล้ว

แหล่งข่าว

[1] Al Jazeera วันที่ 17 ต.ค. 2569 — การประท้วงแยกกันใน 4 ประเทศ

[2] Folha อ้าง AFP และ Reuters วันที่ 17 ต.ค. 2569 — รายประเทศ

[3] Le Monde วันที่ 17 ต.ค. 2569 — ที่มาการประท้วงแอลเบเนีย

สาเหตุการประท้วงในยุโรป

ความเกี่ยวข้องกับสงครามรัสเซียและยูเครน

***ข้อมูล ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 ตามเวลาไทย

สงครามรัสเซีย–ยูเครนเกี่ยวข้องทางอ้อมผ่านราคาพลังงานและค่าครองชีพ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นสาเหตุหลักของการประท้วงทั้งหมด ข้อเรียกร้องในแต่ละประเทศมีทั้งปัญหาการศึกษา ที่อยู่อาศัย และบริการสาธารณะ [1–3]

สงครามส่งผลต่อค่าครองชีพอย่างไร

ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB อธิบายว่า การรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2565 ทำให้ยุโรปเผชิญวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซและไฟฟ้า ราคาพลังงานส่งผ่านสู่ต้นทุนธุรกิจและราคาสินค้า จึงเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้อธิบายกลไกทางเศรษฐกิจ ไม่ได้พิสูจน์แรงจูงใจของผู้ประท้วงแต่ละกลุ่มโดยตรง [1]

ECB ยังระบุว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นในปี 2569 มีปัจจัยจากสงครามอิหร่านและตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซด้วย จึงไม่ควรอธิบายแรงกดดันด้านพลังงานรอบล่าสุดด้วยสงครามยูเครนเพียงเรื่องเดียว [1, 4]

ข้อเรียกร้องที่มีรายงานในแต่ละประเทศ

1.ฝรั่งเศส

ค่าครองชีพ ปัญหาโรงเรียน และบริการสาธารณะ [2]

2.เบลเยียม

ค่าใช้จ่ายการศึกษาและการปฏิรูปมหาวิทยาลัย [2]

3.โปรตุเกส

ราคาที่อยู่อาศัย ค่าเช่า และรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย [2]

4.อิตาลี

ค่าครองชีพและการต่อต้านสงคราม โดย AP ไม่ได้ระบุว่าเป็นสงครามยูเครนโดยเฉพาะ [3]

***ข้อสรุปที่หลักฐานยังไม่รองรับ

***ยังไม่ควรสรุปว่า “รัฐบาลนำเงินไปช่วยยูเครน จึงไม่มีเงินดูแลประชาชน” เป็นสาเหตุร่วมของการประท้วงเหล่านี้ การประเมินข้อกล่าวนี้ต้องตรวจงบประมาณ การเปลี่ยนแปลงรายจ่าย และข้อเรียกร้องของผู้จัดชุมนุมเป็นรายประเทศเพิ่มเติม

***การประเมินจากข้อมูลข้างต้นคือ สงครามเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มแรงกดดันด้านต้นทุน ส่วนชนวนการประท้วงมีปัญหาปากท้อง การศึกษา ที่อยู่อาศัย และนโยบายภายในประเทศ โดยน้ำหนักของแต่ละปัจจัยแตกต่างกัน

แหล่งอ้างอิง

[1] ECB 3 มิ.ย. 2569 — A tale of two energy crises

[2] Folha อ้าง AFP และ Reuters 17 ต.ค. 2569 — ประท้วงในยุโรป

[3] AP 17 ต.ค. 2569 — การประท้วงค่าครองชีพในมิลาน

[4] ECB 6 พ.ค. 2569 — The new energy shock

สวัสดิการรัฐ ของประเทศฝรั่งเศส

สวัสดิการรัฐ ของประเทศฝรั่งเศส เริ่มสร้างปัญหา เมื่อประชาชนที่เคยได้รับการดูแลจากรัฐบาลดี เริ่มเรียกร้องให้ดูแลเหมือนเดิม หรือมากขึ้น
แม้ในยามเศรษฐกิจยุโรปไม่ได้ดีเหมือนเดิม

ประวัติศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ Limoges Town Hall

ประวัติศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ Limoges Town Hall
***จากอดีตจนถึงเหตุวางเพลิงเดือนตุลาคม 2026
Limoges Town Hall หรือ Hôtel de Ville de Limoges เป็นศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ ในจังหวัด Haute-Vienne ประเทศฝรั่งเศส เปิดใช้เมื่อ 14 กรกฎาคม 1883 และมีอายุ 143 ปี ก่อนเกิดเหตุวางเพลิงเมื่อ 17 ตุลาคม 2026 อาคารส่วนประวัติศาสตร์เสียหายอย่างหนัก ขณะที่สำนักงานสมัยใหม่ด้านหลังรอดจากเพลิง [1][4]
จุดเริ่มต้นของศูนย์กลางการปกครอง
พื้นที่ตั้งศาลาว่าการตรงกับบริเวณฟอรัมสมัยโรมัน ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการเมืองของเมือง ต่อมาในยุคกลางมีคณะผู้บริหารท้องถิ่นที่เรียกว่า consuls โดยตั้งที่ทำการในถนนที่ปัจจุบันชื่อ rue du Consulat ตั้งแต่ปี 1487 จนถึงการปฏิวัติฝรั่งเศส [1]
หลังการปฏิวัติ เมืองเลือกบริเวณจัตุรัส Saint-Gérald และอารามเดิมเป็นที่ทำการ ก่อนสร้างอาคารเทศบาลขนาดเรียบง่ายในปี 1811 เมื่อภารกิจของเทศบาลขยายตัว อาคารเดิมจึงคับแคบและไม่เพียงพอ [1][3]
การก่อสร้างอาคารที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง
ในปี 1875 Alfred Fournier ชาวเมืองผู้มั่งคั่งทิ้งมรดกให้เทศบาล เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดศาลาว่าการแห่งใหม่ Charles-Alfred Leclerc ชนะการประกวดแบบในปี 1877 เริ่มก่อสร้างในปี 1879 และเปิดอาคารเมื่อ 14 กรกฎาคม 1883 ซึ่งตรงกับวันชาติฝรั่งเศส [1][3]
Leclerc ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากศาลาว่าการกรุงปารีส ผสมสถาปัตยกรรมปลายยุคเรอเนซองส์กับสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ใช้ฐานหินแกรนิต ผนังหินปูน หลังคาสูง และหอระฆังกลาง ภายในประดับภาพประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จึงเป็นทั้งที่ทำการเทศบาลและมรดกศิลปกรรม [2][3]
พัฒนาการและการอนุรักษ์
ปี 1893 มีการสร้างน้ำพุด้านหน้าอาคารจากหินแกรนิต สำริด และเซรามิก สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านเครื่องเคลือบของลิโมจส์ ต่อมาในทศวรรษ 1960 มีการต่อเติมสำนักงานด้านหลัง [3]
วันที่ 15 มกราคม 1975 ส่วนด้านหน้าและหลังคาของอาคารเดิม รวมถึงน้ำพุ ได้รับการขึ้นทะเบียนคุ้มครองเป็นโบราณสถาน โดยการคุ้มครองดังกล่าวไม่รวมส่วนต่อเติมด้านหลัง [3]
***เหตุวางเพลิงวันที่ 17 ตุลาคม 2026
ตามรายงาน AFP ซึ่งอ้างเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ช่วงปลายวันหลังการประท้วงเรื่องค่าครองชีพ กลุ่มผู้ก่อเหตุเข้ามาบริเวณศาลาว่าการ ทุบกระจกและจุดไฟภายใน เพลิงลุกลามจนหลังคาและหอระฆังพังลงมา เหตุรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับการชุมนุม ไม่ควรเหมารวมว่าผู้ชุมนุมทุกคนมีส่วนในการวางเพลิง [4]
***ความเสียหายและสถานะล่าสุด
รายงานวันที่ 18 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ภายในส่วนอาคารประวัติศาสตร์ถูกทำลายเกือบทั้งหมด รวมถึงพื้นที่งานทะเบียนราษฎร ผนังด้านหน้ายังตั้งอยู่ แต่หลังคาและหอระฆังพังลง ส่วนสำนักงานบริหารสมัยใหม่ด้านหลังได้รับการรักษาไว้ได้ จึงไม่ควรสรุปว่าอาคารทุกส่วนถูกเผาจนหมด [4]
รัฐบาลฝรั่งเศสรับปากช่วยสร้างศาลาว่าการขึ้นใหม่ ขณะที่อัยการเปิดสอบสวนฐานทำลายทรัพย์สินด้วยวิธีอันตรายโดยกระทำเป็นกลุ่ม ณ วันจัดทำเอกสาร ยังไม่ควรระบุผู้รับผิดชอบหรือแรงจูงใจเป็นข้อยุติ และแหล่งข่าวที่ใช้อ้างอิงยังไม่ให้ข้อสรุปเรื่องงบประมาณหรือกำหนดแล้วเสร็จของการบูรณะ [4]
คุณค่าของอาคารต่อชาวเมือง
ศาลาว่าการแห่งนี้เชื่อมประวัติศาสตร์การปกครองท้องถิ่นเข้ากับศิลปกรรมและอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบของลิโมจส์ อีกทั้งเป็นสถานที่ดำเนินงานราชการและพิธีสำคัญในชีวิตประชาชน ความเสียหายจึงกระทบทั้งการให้บริการสาธารณะและความทรงจำร่วมของเมือง [1][3][4]
แหล่งอ้างอิง
[1] Ville de Limoges — เอกสารประวัติ Laissez-vous conter l’hôtel de ville de Limoges
https://www.limoges.fr/.../Brochure%2520HDV%2520Basse...
[2] Destination Limoges — Hôtel de ville ข้อมูลสถาปัตยกรรมจากสำนักงานการท่องเที่ยว
https://www.destination-limoges.com/culture/hotel-de-ville/
[3] Ministère de la Culture — ทะเบียนมรดก Hôtel de ville et Fontaine เลขที่ PA00100361
https://pop.culture.gouv.fr/notice/merimee/PA00100361
[4] AFP เผยแพร่ผ่าน Boursorama — Limoges entre colère et désarroi après l’incendie de sa mairie วันที่ 18 ตุลาคม 2026
https://www.boursorama.com/.../limoges-entre-colere-et...
หมายเหตุ ใช้ปี 1875 สำหรับมรดกของ Fournier ตามเอกสารประวัติของเทศบาล เนื่องจากทะเบียนมรดกบางรายการระบุปี 1873 ต่างกัน ส่วนระดับความเสียหายและผลสอบสวนอาจเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการสำรวจเพิ่มเติม
Limoges Town Hall

จากความหวังดี สู่บทเรียนครั้งใหญ่!! ‘หนูน้อย’ ยอมรับผิดพร้อมขอโทษต่อครอบครัวน้องแพรว ประกาศยื่นเพิกถอนจดทะเบียน NENE ROYAL ชี้แจงเจตนาเพื่อหวังดีต่อน้อง ไม่หวังผลประโยชน์ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับตัวเอง

‘หนูน้อย’ นักธุรกิจสาวเชียงใหม่ โพสต์ขอโทษอย่างเป็นทางการ แจงยิบเจตนาที่แท้จริง ประกาศยื่นเพิกถอนจดทะเบียน ‘NENE ROYAL’

19 ต.ค. 2569 – ผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่รายงานว่า หลังถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกรณีการจดทะเบียนการค้า NENE ROYAL แม้จะชี้แจงผ่านสื่อว่าไม่มีเจตนาอื่นนอกเหนือจากหวังดีต่อน้อง โดยตั้งใจมอบให้น้องแพรว หรือ Nene Royal อยู่แล้ว แต่ยังถูกวิจารณ์หนักต่อเนื่อง นักสืบโซเชียลขุดประวัติด้านต่างๆ ล่าสุด น.ส.กัญญ์ภัสสร์ พลชัยศรี (หนูน้อย) ต้องออกมาโพสต์ชี้แจงและขออภัยต่อครอบครัวน้องแพรว (เนเน่) เป็นทางการอีกครั้งเมื่อกลางดึกวันที่ 18 ต.ค.69 โดยข้อความยังยืนยันในเจตนารมณ์ไม่ได้คิดเพื่อเอาประโยชน์ใดๆ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนอย่างมาก การชี้แจงนี้เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดทราบถึงที่มาของเหตุการณ์และเจตนาที่แท้จริงของตนเอง

โดยเนื้อความของโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “คำชี้แจงและขออภัยจากใจค่ะ กรณีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า NENE ROYAL

เรียน ครอบครัวน้องเนเน่และทุกท่านที่ติดตามเรื่องราวนี้ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ดิฉัน กัญญ์ภัสสร์ พลชัยศรี (หนูน้อย) ขอใช้พื้นที่นี้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า NENE ROYAL รวมถึงเจตนาในการดำเนินการที่ผ่านมา เพื่อให้ทุกท่านได้รับทราบเรื่องราวจากดิฉันโดยตรง

จุดเริ่มต้นของเรื่องราว

ในช่วงก่อนการยื่นคำขอจดทะเบียน ดิฉันได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการนำรูปแบบเสื้อของน้องเนเน่ไปลอกเลียนแบบ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ดิฉันเกิดความเป็นห่วงว่า ชื่อและโลโก้ที่เกี่ยวข้องกับน้องอาจถูกบุคคลอื่นนำไปใช้หรือยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์ของน้องในอนาคต

ด้วยความห่วงใยดังกล่าว ดิฉันจึงตัดสินใจดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า NENE ROYAL ในสินค้าจำพวกที่ 25 หมวดเสื้อพิมพ์ลาย โดยผลการเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569

เจตนาที่แท้จริงของดิฉัน

ดิฉันขอชี้แจงว่า ความตั้งใจตั้งแต่แรกของดิฉันคือการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับชื่อและโลโก้ที่เกี่ยวข้องกับน้องเนเน่ โดยมีความประสงค์ว่า หากการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนและเงื่อนไขทางกฎหมาย ดิฉันจะประสานงานเพื่อโอนสิทธิในคำขอดังกล่าวให้แก่น้องเนเน่หรือผู้มีสิทธิที่เกี่ยวข้อง โดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทนใด ๆ ค่ะ

ดิฉันไม่เคยมีความประสงค์ที่จะนำชื่อหรือโลโก้ดังกล่าวไปใช้เพื่อประกอบธุรกิจหรือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว

และขอชี้แจงให้ชัดเจนอีกประการหนึ่งว่า ดิฉันไม่เคยผลิตหรือจำหน่ายเสื้อภายใต้เครื่องหมาย NENE ROYAL ไม่เคยเปิดรับคำสั่งซื้อ และไม่เคยได้รับรายได้จากการจำหน่ายเสื้อดังกล่าว ทั้งนี้ ดิฉันยินดีให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องตามช่องทางและขั้นตอนที่เหมาะสม

สิ่งที่ดิฉันได้ตระหนักและการดำเนินการแก้ไข

แม้การตัดสินใจในครั้งนั้นจะเกิดจากความห่วงใยและความตั้งใจที่จะรักษาผลประโยชน์ของน้อง แต่ดิฉันยอมรับว่าการดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชื่อและโลโก้ของน้อง ควรมีการปรึกษาหารือและได้รับความเข้าใจร่วมกันจากผู้เกี่ยวข้องก่อน

ดิฉันตระหนักว่าความตั้งใจที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากวิธีการดำเนินการทำให้ผู้อื่นเกิดความไม่สบายใจหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อน

เมื่อได้รับทราบถึงข้อกังวลที่เกิดขึ้น ดิฉันจึงได้ทบทวนเรื่องราวทั้งหมด และตัดสินใจจะดำเนินการขอแสดงความจำนงเพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า NENE ROYAL ณ วันที่ชี้แจงต่อนายทะเบียนกรมทรัพย์สินทางปัญญา ในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 19 ตุลาคม 2569) ค่ะ

การตัดสินใจดังกล่าว เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความกังวลที่เกิดขึ้น และเพื่อไม่ให้การยื่นคำขอของดิฉันเป็นประเด็นที่สร้างความไม่สบายใจแก่ครอบครัวน้องเนเน่และผู้ที่รักและสนับสนุนน้องต่อไป

ดิฉันกราบขออภัยครอบครัวน้องเนเน่ คุณจอน แฟนคลับทุกท่านและท่านที่เกี่ยวข้อง ที่เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลใจ หรือความรู้สึกไม่สบายใจ

ดิฉันเข้าใจดีว่าทุกท่านต่างรัก ห่วงใย และต้องการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของน้องเนเน่ เช่นเดียวกับความตั้งใจของดิฉัน

ดิฉันไม่ได้คาดหวังว่าคำชี้แจงนี้จะทำให้ทุกท่านต้องเห็นด้วยกับการตัดสินใจที่ผ่านมา เพียงแต่หวังว่าจะช่วยให้ทุกท่านได้รับทราบถึงที่มาของเหตุการณ์ และเจตนาที่แท้จริงของดิฉัน

ดิฉันขอน้อมรับทุกความคิดเห็นและความรู้สึกของผู้เกี่ยวข้องด้วยความเคารพ พร้อมนำเหตุการณ์ในครั้งนี้มาเป็นบทเรียนสำคัญในการพิจารณาและดำเนินการต่างๆ ด้วยความรอบคอบยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ดิฉันยังคงมีความรัก ความปรารถนาดี และความห่วงใยต่อน้องเนเน่และครอบครัวเสมอมา และขอเคารพความรู้สึก ความคิดเห็นของทุกท่าน

ขอขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาอ่านข้อความชี้แจงฉบับนี้จนจบ

ด้วยความเคารพ และขออภัยจากใจจริงค่ะ

ที่มา : https://www.thaipost.net/x-cite-news/1091037/

รายชื่อผู้ต้องหาคดี 122 ที่หนีไปประเทศฝรั่งเศส

รายชื่อผู้ต้องหาคดี 122 ที่หนีไปประเทศฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่บุคคลไทยหลายคนซึ่งมีรายงานเกี่ยวข้องกับคดีมาตรา 112 เดินทางไปพำนักหรือขอลี้ภัย รายชื่อที่รวบรวมได้ในเอกสารนี้มี 7 คน โดยอ้างอิงข่าวต่างช่วงเวลา จึงไม่ใช่บัญชีผู้มีหมายจับปัจจุบัน และยังไม่ได้ยืนยันสถานะคดีหรือการพำนักของทุกคน ณ วันที่จัดทำ

1.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

อดีตอาจารย์ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีรายงานหมายจับคดี ม.112 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในฝรั่งเศส [1–2]

2.จรัล ดิษฐาอภิชัย

อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีรายงานคดี ม.112 และการลี้ภัย ต่อมาได้รับสัญชาติฝรั่งเศส และปรากฏชื่อเป็นตัวแทนผู้ลี้ภัยไทยในฝรั่งเศสในปี 2569 [1, 3–4]

3.อั้ม เนโกะ หรือ ศรัณย์ ฉุยฉาย

นักกิจกรรม มีรายงานว่าเป็นผู้ต้องหาคดี ม.112 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในฝรั่งเศส [1]

4.นพพร ศุภพิพัฒน์

ผู้ก่อตั้งวินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง มีรายงานข้อกล่าวหาหลายคดี รวมถึง ม.112 และไปพำนักในฝรั่งเศส [5]

5.นิธิวัต วรรณศิริ หรือ จอม ไฟเย็น

สมาชิกวงไฟเย็น มีรายงานเกี่ยวข้องกับคดี ม.112 และลี้ภัยไปฝรั่งเศส [2, 6]

6.ไตรรงค์ สินสืบผล หรือ ขุนทอง ไฟเย็น

สมาชิกวงไฟเย็น มีรายงานเกี่ยวข้องกับคดี ม.112 และลี้ภัยไปฝรั่งเศส [6)

7.รมย์ชลี สมบูรณ์รัตนกูล หรือ แยม ไฟเย็น

สมาชิกวงไฟเย็น มีรายงานเกี่ยวข้องกับคดี ม.112 และลี้ภัยไปฝรั่งเศส [6]
..........................................................................................................

หมายเหตุ วัฒน์ วรรลยางกูร เป็นอีกบุคคลที่เคยมีรายงานคดี ม.112 และลี้ภัยในฝรั่งเศส แต่เสียชีวิตในเดือนมีนาคม 2565 จึงไม่ได้รวมในรายชื่อ 7 คนข้างต้น [8]

แหล่งอ้างอิง

[1] กรุงเทพธุรกิจ — เปิด 24 ผู้ลี้ภัย คดีมาตรา 112 ซ่อนตัวใน 10 ประเทศ
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/656601

[2] iLaw — เปิดเรื่องเล่าผู้ลี้ภัย ม.112 และผู้ถูกอุ้มหายในต่างแดน
https://www.ilaw.or.th/articles/9810

[3] กรุงเทพธุรกิจ — รู้จักกลุ่มผู้ลี้ภัย 112 ผู้ปั้นอีเวนท์จดหมายปรีดี
https://www.bangkokbiznews.com/politics/1107186

[4] ประชาไท — ผู้ลี้ภัยทางการเมืองในฝรั่งเศส เขียนจดหมายถึงมาครง
https://prachatai.com/journal/2026/07/117912

[5] ไทยรัฐ — เปิดประวัติ นพพร ศุภพิพัฒน์ ผู้ก่อตั้งและอดีตผู้บริหารวินด์
https://www.thairath.co.th/.../financial_planning/2714449/

[6] สยามรัฐ — รวบสมาชิกวงไฟเย็น หนีคดีที่ลาว ข้อหา ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพ์
https://siamrath.co.th/n/225187

[7] The National — Riots in France in pictures ภาพข่าวปี 2023
https://www.thenationalnews.com/.../riots-in-france-in.../

[8] Thai PBS — วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา ถึงแก่กรรมที่ฝรั่งเศส
https://www.thaipbs.or.th/news/content/313842

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนปม ‘NENE ROYAL’ อ้างหวังดีไม่ใช่ใบผ่านยึดชื่อศิลปิน กฎหมายชัด ยื่นจดชื่อไม่ใช่สิทธิทันที กรมทรัพย์สินทางปัญญายันยังไม่จด ชี้ยื่นก่อนไม่ได้สิทธิเสมอไป หากแจ้งเท็จเสี่ยงคุก 6 เดือน

อาจารย์อุ๋ยชี้ อ้างหวังดี ไม่ใช่ใบผ่านยึดชื่อคนอื่น! ปม “NENE ROYAL” ผู้ยื่นก่อนไม่ได้สิทธิทันที เตือนแจ้งเท็จเสี่ยงคุก!

18 ตุลาคม 2569 -- นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า:

“กรณีบุคคลภายนอกยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า “NENE ROYAL” แล้วมีคำกล่าวอ้างว่าจะรักษาสิทธิและมอบให้เป็นของขวัญแก่ “น้องเนเน่” ศิลปินไทยผู้สร้างชื่อเสียงบนเวทีระดับโลก กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า ความหวังดีที่กล่าวอ้างกับสิทธิทางกฎหมายเป็นคนละเรื่องกัน เพราะการยื่นคำขอในชื่อตนเองย่อมแตกต่างจากการได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินการแทนเจ้าของชื่ออย่างชัดเจน

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญายืนยันว่าพบการยื่นคำขอ “NENE ROYAL” จริง และนายทะเบียนได้ให้ผู้ยื่นชี้แจงข้อมูลแล้ว แต่คำขอยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น ยังไม่ได้หมายความว่าผู้ยื่นได้รับสิทธิในเครื่องหมายการค้า และยังไม่ใช่ข้อยุติว่าผู้ยื่นกระทำโดยไม่สุจริต 

ยื่นก่อน ไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของชื่อศิลปิน

ความเข้าใจว่า “ใครยื่นก่อน คนนั้นได้สิทธิแน่นอน” เป็นความเข้าใจที่อันตราย แม้ลำดับการยื่นคำขอมีความสำคัญ แต่เครื่องหมายยังต้องผ่านการตรวจสอบตามกฎหมาย และเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิดีกว่าเข้าคัดค้านได้ การยื่นคำขอจึงไม่ใช่ใบรับรองความเป็นเจ้าของชื่อหรือชื่อเสียงของศิลปิน 

กรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุด้วยว่า หากนำชื่อคนดังมายื่นจดในชื่อตนเองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีพฤติการณ์แอบอ้างหรือแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงของผู้อื่นโดยไม่สุจริต อาจเป็นเหตุให้ปฏิเสธการรับจดทะเบียนได้ โดยต้องตรวจสอบที่มาของเครื่องหมาย ความเกี่ยวข้องกับเจ้าของชื่อ และหลักฐานการอนุญาตประกอบกัน 

ดังนั้น คำอ้างว่า “ทำให้เป็นของขวัญ” จึงไม่ใช่ข้อยกเว้นที่ทำให้คำขอผ่านกฎหมายโดยอัตโนมัติ หากประสงค์ช่วยเหลือจริง วิธีที่ชัดเจนที่สุดคือประสานเจ้าของชื่อหรือผู้แทนที่มีอำนาจ และจัดการเอกสารให้ตรงกับความประสงค์ของเจ้าของสิทธิ

ผิดอาญาหรือไม่ ต้องดูว่ามีการแจ้งเท็จหรือไม่

การยื่นคำขอจะผิดอาญาหรือไม่ ต้องดูข้อเท็จจริงและเอกสารที่ใช้ หากผู้ยื่นแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียน ก็อาจมีความผิดตามกฎหมายเครื่องหมายการค้า

มาตรา 107 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดความผิดกรณียื่นคำขอหรือเอกสารเกี่ยวกับการจดทะเบียนโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนหรือคณะกรรมการ มีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ประเด็นที่ต้องตรวจจึงอยู่ที่ว่า ผู้ยื่นระบุข้อเท็จจริงอะไร ส่งหลักฐานใด และมีข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่ การจะกล่าวหาว่าบุคคลใดผิดอาญาต้องมีหลักฐานรองรับ ไม่อาจสรุปจากกระแสวิจารณ์หรือคำอธิบายผ่านสื่อเพียงอย่างเดียว

ทีมศิลปินต้องเดินเรื่อง อย่ารอเพียงคำรับปาก

สิ่งที่ทีมควรทำทันทีคือ ตรวจรายละเอียดและสถานะคำขอ รวบรวมหลักฐานการใช้ชื่อ “NENE ROYAL” ทั้งผลงาน การแสดง การประชาสัมพันธ์ และเอกสารทางธุรกิจ พร้อมแจ้งข้อเท็จจริงต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ใช้ประกอบการพิจารณา

ต้องแยกการส่งหลักฐานในขั้นตรวจคำขอออกจากการคัดค้านอย่างเป็นทางการ หากคำขอได้รับการประกาศโฆษณาแล้ว มาตรา 35 เปิดให้ยื่นคัดค้านภายใน 60 วันนับแต่วันประกาศโฆษณา การติดตามกำหนดเวลาจึงสำคัญมาก 

หากได้รับจดทะเบียนแล้ว ยังมีช่องทางขอเพิกถอนตามเหตุที่กฎหมายกำหนด โดยมาตรา 61 เกี่ยวกับข้อบกพร่องในการรับจดทะเบียน ส่วนมาตรา 67 เปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องต่อศาลโดยพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่า ภายในห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียน 

ขณะเดียวกัน ควรวางโครงสร้างให้ชัดว่าใครเป็นเจ้าของเครื่องหมาย ใครมีอำนาจยื่นคำขอ และใครได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่อ อย่าปล่อยให้การจัดการแบรนด์ของศิลปินขึ้นอยู่กับความเข้าใจหรือคำรับปากที่ไม่มีเอกสารรองรับ

สำหรับตลาดต่างประเทศ ระบบมาดริด (Madrid Syatem) เป็นทางเลือกช่วยยื่นขอความคุ้มครองในหลายประเทศสมาชิก แต่ต้องเลือกประเทศหรือเขตที่ต้องการ และแต่ละแห่งยังพิจารณาตามกฎหมายของตน ไม่ใช่จดครั้งเดียวแล้วได้สิทธิทั่วโลกทันที 

บทเรียนจากกรณีนี้คือ ชื่อศิลปินอาจพัฒนาเป็นทรัพย์สินทางธุรกิจที่มีมูลค่าสูง การช่วยเหลือจึงต้องเริ่มจากการเคารพเจ้าของชื่อและจัดทำเอกสารให้ชัดเจน ความหวังดีต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ ส่วนสิทธิต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐานและกฎหมาย การยื่นก่อนเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางลัดสู่ความเป็นเจ้าของแบรนด์ของผู้อื่น

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/share/p/1HjUpqewRw/?mibextid=wwXIfr

มจธ. ลุยพัฒนาโคนมไทย!! ใช้ Data เชื่อมพันธมิตรโลก พลิกฟาร์มโคนมเป็นห้องเรียน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่นสานต่ออาชีพพระราชทาน

“มจธ. ดึงพลัง Data & Tech บูรณาการพันธมิตรระดับโลก พลิกฟาร์มโคนมไทยเป็นห้องเรียน ลดต้นทุนพร้อมมุ่งสร้างรายได้ยั่งยืน ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น”

กว่า 60 ปีที่ผ่านมา ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เปลี่ยนการเลี้ยงโคนมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องไกลตัวของคนไทย ให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรและเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมวางรากฐานระบบสหกรณ์จนเติบโตเป็นอุตสาหกรรมโคนมไทย และนำมาสู่การถวายพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งการโคนมไทย” หลังเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเดนมาร์กใน พ.ศ. 2503 และทอดพระเนตรกิจการฟาร์มโคนม ได้เกิดความร่วมมือกับรัฐบาลและองค์การเกษตรกรรมของเดนมาร์กในการจัดตั้งฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์ก ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2505 โดยรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 แห่งเดนมาร์กทรงร่วมเป็นประธานในพิธี

แต่วันนี้ “การเลี้ยงโคนม” กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมลดจาก 22,507 ราย ในปี 2566 เหลือ 15,683 ราย ในปี 2568 หรือลดลงราว 30% ขณะที่จำนวนโคนมลดจาก 774,461 ตัว เหลือ 560,551 ตัว และกว่า 96% ของฟาร์มทั่วประเทศเป็นฟาร์มรายย่อยและรายเล็ก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิตน้ำนม แต่คือ จะทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่รอด และอาชีพพระราชทานยังมีคนสานต่อในอนาคต

ศ. ดร.เชาวลิต ลิ้มมณีวิจิตร รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และหัวหน้าโครงการ ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของโคนมไทยว่า ประเทศไทยมีความต้องการบริโภคน้ำนมประมาณ 2 ล้านตันต่อปี แต่ผลิตได้เพียงประมาณ 1 ล้านตัน แม้ความต้องการจะสูงกว่าผลผลิต แต่เกษตรกรกลับยังประสบปัญหารายได้ “ในเมื่อผลิตได้น้อย แต่ความต้องการเยอะ ทำไมเกษตรกรยังจน นี่เป็นคำถามที่ทำให้เราต้องกลับไปดูว่า ปัญหาจริงๆ อยู่ตรงไหน” ศ. ดร.เชาวลิต กล่าว

ช่องว่างระหว่างความต้องการบริโภคกับกำลังการผลิตนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเศรษฐกิจของเกษตรกร แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ของประเทศ เมื่อผลิตน้ำนมดิบในประเทศได้ไม่พอ ไทยจึงต้องพึ่งพานมผงและผลิตภัณฑ์นมนำเข้า ซึ่งมีความเสี่ยงจากราคาตลาดโลกที่ผันผวน การเปิดเสรีทางการค้า และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ น้ำนมยังเป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม และสารอาหารสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กไทย โดยเฉพาะผ่านโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนที่ใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศ หากจำนวนเกษตรกรและแม่โคยังลดลงต่อไป ประเทศไทยจะพึ่งพาตนเองด้านอาหารและโภชนาการได้ยากขึ้นในระยะยาว

จากการลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนปัญหา สถานการณ์จริงที่เกษตรกรกำลังเผชิญ และถอดบทเรียนจากพื้นที่จริง เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาสำคัญคือต้นทุนหลายด้านที่สะสมจนกัดกินรายได้เกษตรกร ทั้งผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยของประเทศที่ประมาณ 13.5 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน ขณะที่บางพื้นที่อย่างฟาร์มโคนมหนองโพมีผลผลิตอยู่ที่เพียง 9.78 กิโลกรัม ต้นทุนอาหารสูง แม่โคผสมติดยาก และอากาศร้อนที่กระทบต่อผลผลิต ศ. ดร.เชาวลิต ยกตัวอย่างว่า หากฟาร์มมีแม่โค 20 ตัว แต่ให้นมเพียง 10 ตัว เกษตรกรยังต้องแบกรับค่าเลี้ยงดูอีก 10 ตัวที่ไม่สร้างรายได้ ปัญหาเหล่านี้จึงไม่อาจแก้ด้วยการบอกให้เกษตรกร “เลี้ยงวัวให้ดีขึ้น” แต่ต้องรู้ว่าควรแก้จุดไหนจึงจะลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ได้จริง นำมาสู่แนวคิด “โรงเรียนโคนม” (Dairy School) ที่ใช้องค์ความรู้ ข้อมูล การเชื่อมโยงเครือข่าย และเทคโนโลยีแก้ปัญหาให้ตรงกับสภาพจริงของแต่ละฟาร์ม

รศ. ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ที่ปรึกษา มจธ. มองว่า ปัญหาโคนมไทยมีความซับซ้อน ตั้งแต่การเลี้ยง อาหารสัตว์ การสืบพันธุ์ ไปจนถึงเทคโนโลยีและการตลาด จึงไม่อาจแก้ได้ด้วยมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง “โรงเรียนโคนม” จึงไม่ใช่การสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ แต่เป็นการ “เปลี่ยนฟาร์มให้เป็นห้องเรียน เปลี่ยนปัญหาจริงให้เป็นโจทย์” โดยให้เกษตรกร สหกรณ์ เจ้าหน้าที่ส่งเสริม และมหาวิทยาลัยร่วมกันหาทางออก

“มจธ. ไม่ได้มีคณะเกษตรศาสตร์หรือสัตวแพทยศาสตร์ แต่เรามีจุดแข็งด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยี ข้อมูล และการบริหารจัดการ จึงนำความเชี่ยวชาญเหล่านี้มาเชื่อมกับองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นเครื่องมือที่เกษตรกรนำไปใช้แก้ปัญหา ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ในฟาร์มได้จริง” รศ. ดร.ศักรินทร์ กล่าว

หนึ่งในจุดเด่นของโครงการคือการนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์ โดยทีม มจธ. พบว่า ข้อมูลทั้งปริมาณและคุณภาพน้ำนม สุขภาพโค และการสืบพันธุ์ ยังจัดเก็บกระจัดกระจายและไม่ได้ถูกนำมาใช้ช่วยเกษตรกรตัดสินใจอย่างเต็มที่ จึงพัฒนาระบบ Automated Data Pipeline และ Dashboard เพื่อรวบรวมและแสดงข้อมูลให้เข้าใจง่าย ช่วยให้เกษตรกรมองเห็นปัญหาและวางแผนปรับปรุงฟาร์มได้ตรงจุด

“ข้อมูลมีอยู่แล้ว แต่เกษตรกรไม่เคยได้เห็น Data เหล่านั้นในรูปแบบที่ใช้ตัดสินใจได้ เราจึงพยายามเปลี่ยนจาก Data ให้เป็น Information ให้เขาเห็นว่าฟาร์มตัวเองอยู่ตรงไหน แล้วค่อยตั้งเป้าว่าจะขยับไปตรงไหน” ศ. ดร.เชาวลิต กล่าว

โครงการยังเริ่มเห็นผลจากการนำองค์ความรู้ไปใช้ในฟาร์มจริง เช่น สำราญฟาร์ม จ.เพชรบุรี ที่ปรับสูตรอาหารโคโดยใช้วัตถุดิบในพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำนมเพิ่มจาก 510 เป็น 700 กิโลกรัมต่อวัน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม 2568 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 37% แม้จำนวนแม่โครีดนมลดจาก 54 เหลือ 52 ตัว ผลลัพธ์นี้สะท้อนว่า การแก้ปัญหาให้ตรงจุดสามารถเพิ่มผลผลิตและสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนโค อีกทั้งการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในท้องถิ่นยังช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และทำให้ห่วงโซ่การผลิตอาหารมั่นคงขึ้นตั้งแต่ระดับฟาร์ม

อีกปัญหาที่โครงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยคือ การสืบพันธุ์ของแม่โค โดยใช้ชุดตรวจ Early P-Check ตรวจการตั้งท้องจากน้ำนมได้ตั้งแต่ 45 วันหลังผสมเทียม ซึ่งผลการอบรมพบว่าผู้เข้าร่วมตรวจวิเคราะห์ได้ถูกต้อง 95% เมื่อเทียบกับการอัลตราซาวด์ ควบคู่กับการนำความรู้ด้านอาหาร การลดความเครียดจากอากาศร้อน และการจัดการโรงเรือนมาปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละฟาร์ม

เพื่อให้แนวทางเหล่านี้ตอบโจทย์เกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ปลายเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทีม มจธ. ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงโคนมระดับโลกจาก University of Wisconsin–Madison ลงพื้นที่ฟาร์มโคนมในจังหวัดสุโขทัย เชียงใหม่ และสกลนคร เพื่อศึกษาปัญหาและสภาพการเลี้ยงโคนมที่แตกต่างกัน ก่อนนำองค์ความรู้ระดับโลกมาปรับให้เข้ากับบริบทของไทย แทนการใช้เทคโนโลยีหรือแนวทางเดียวกันกับทุกฟาร์ม

การดำเนินงานของ “โรงเรียนโคนม” มุ่งเปลี่ยนผ่านจากความเท่าเทียมเชิงรูปแบบ (Equality) ที่สนับสนุนทุกฟาร์มในเกณฑ์เดียวกัน ไปสู่ความเป็นธรรมตามความจำเป็นจริง (Equity) โดยใช้ข้อมูลรายฟาร์มเป็นฐานในการประเมิน เพื่อจัดสรรองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการติดตามดูแลให้ตรงจุดตามปัญหาจริง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่แต่ยังเข้าถึงทรัพยากรได้จำกัด แนวทางนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเปิดโอกาสให้เกษตรกรทุกกลุ่มเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อีกโจทย์สำคัญคือ “ใครจะเป็นคนเลี้ยงโคนมรุ่นต่อไป” เมื่อเกษตรกรจำนวนมากมีอายุ 50–60 ปี ขณะที่คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการสานต่องานที่หนักและแทบไม่มีวันหยุด ศ. ดร.เชาวลิต มองว่า การนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาช่วยบริหารฟาร์มอาจเปลี่ยนภาพการเลี้ยงโคนมให้เป็น “ธุรกิจเกษตรสมัยใหม่” ที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น

โครงการจึงวางแผนขยายผลผ่านเจ้าหน้าที่ส่งเสริม 72 คน สู่เกษตรกร 840 ฟาร์ม ตั้งเป้าลดต้นทุน 12% เพิ่มผลผลิตเป็น 13.5 – 15 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน และคาดว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 684 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นเป้าหมายที่ต้องพิสูจน์จากการขยายผลจริงว่าจะช่วยให้เกษตรกรอยู่ได้และมีคนรุ่นใหม่กลับมาสานต่ออาชีพมากขึ้นเพียงใด

รศ. ดร.ศักรินทร์ กล่าวว่า การช่วยให้เกษตรกรเลี้ยงโคนมได้อย่างมั่นคง ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งมหาวิทยาลัย สหกรณ์ ภาครัฐ แหล่งทุน และเกษตรกร เพื่อนำความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของ “โรงเรียนโคนม” โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสานต่ออาชีพพระราชทานของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยช่วยให้เกษตรกรปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง และทำให้อาชีพเลี้ยงโคนมมีรายได้มั่นคง เปลี่ยนภาพลักษณ์การทำฟาร์มโคนมให้กลายเป็น “ธุรกิจเกษตรสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี” เพื่อให้คนรุ่นใหม่อยากกลับมาสานต่ออาชีพที่พระองค์ทรงวางรากฐานไว้ยังคงอยู่คู่เกษตรกรไทยต่อไป และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนทีมประกันสังคมก้าวหน้า!! บอร์ดประกันสังคมต้องอิสระ ชี้ชัยชนะสะท้อนความหวัง เตือนอย่าให้พรรคการเมืองแทรกแซง ย้ำเงินกองทุนต้องบริหารเพื่อผู้ประกันตน พร้อมยกเกาหลีใต้เป็นบทเรียนสำคัญ

อาจารย์อุ๋ย เตือนระเบิดเวลาประกันสังคม! ห้ามพรรคการเมืองครอบงำกองทุน ยกบทเรียนเกาหลีใต้ เงินบำนาญต้องไม่รับใช้การเมือง

16 ตุลาคม 2569 นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ระบุว่า 

“ชัยชนะของ “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม สะท้อนความไว้วางใจและความหวังของผู้ประกันตน ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับเลือกตั้ง พร้อมเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า อย่าปล่อยให้ความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ย้อนกลับมาทำลายความมั่นคงของกองทุนและอนาคตของคนทำงาน

หัวใจของการบริหารเงินกองทุนคือความเป็นอิสระ โดยเฉพาะการลงทุนที่ต้องคำนึงถึงผลตอบแทน ความเสี่ยง และภาระจ่ายสิทธิประโยชน์ระยะยาว เงินทุกบาทต้องบริหารเพื่อผู้ประกันตน พรรคการเมืองไม่มีสิทธิเข้ามาสั่งการหรือกำหนดทิศทางการลงทุนเพื่อประโยชน์ของตนเอง

แนวทางการลงทุนกองทุนประกันสังคมของสมาคมประกันสังคมระหว่างประเทศ หรือ ISSA Guidelines on Investment of Social Security Funds ข้อ 3 เรื่อง “Bodies and their responsibilities” ระบุชัดเจนว่า

“The board, management and investing institution shall be independent from political interference as regards investment decisions and implementation.”

หมายความว่า “คณะกรรมการ ฝ่ายบริหาร และหน่วยงานลงทุน ต้องเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองในการตัดสินใจและดำเนินการลงทุน” พร้อมกำหนดให้เคารพกระบวนการจัดการและเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้วย 

คำว่า “การแทรกแซงทางการเมือง” ครอบคลุมทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน พรรคการเมืองใดที่เข้ามาสั่งการ กดดัน หรือชี้นำการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ย่อมขัดต่อมาตรฐานดังกล่าว การเป็นฝ่ายค้านจึงไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองได้รับข้อยกเว้นจากหลักความเป็นอิสระของกองทุน

ความใกล้ชิดระหว่างพรรคประชาชนกับทีมประกันสังคมก้าวหน้าปรากฏผ่านกิจกรรมสาธารณะ เช่น การลงพื้นที่ตลาดละลายทรัพย์ สีลม เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ซึ่งมีรายงานบทบาทของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในการรณรงค์เลือกตั้งร่วมกับทีมดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจึงต้องแสดงให้ชัดว่า ความสัมพันธ์นี้จะไม่กลายเป็นช่องทางส่งใบสั่งเข้ากองทุน

นโยบายของทั้งสองฝ่ายยังสอดคล้องกันหลายเรื่อง ทั้งการนำประกันสังคมออกจากระบบราชการ การบริหารโดยมืออาชีพ และการเปิดเผยข้อมูลการบริหารกับการประชุม พรรคประชาชนซึ่งประกาศลดการแทรกแซงทางการเมืองจึงต้องยึดหลักเดียวกันกับตนเอง กรรมการต้องมีอิสระพอที่จะปฏิเสธแรงกดดันจากพรรคที่สนับสนุนตนได้ 

ผลเสียของการเมืองครอบงำกองทุนกระทบถึงผู้ประกันตนโดยตรง หากเลือกลงทุนเพื่อเอื้อกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดหรือสนองวาระทางการเมือง เงินอาจไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่เสี่ยงเกินควรหรือให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า เมื่อกองทุนสูญเสียรายได้สะสม ความสามารถในการจ่ายบำนาญและสิทธิประโยชน์ย่อมถูกกดดัน และอาจนำไปสู่ข้อเสนอเพิ่มเงินสมทบหรือปรับเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ในอนาคต

อันตรายอีกด้านคือการเร่งเพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อสร้างคะแนนนิยม โดยไม่ประเมินรายรับ รายจ่าย และจำนวนผู้รับบำนาญอย่างรอบคอบ ภาระผูกพันอาจกินเวลาหลายสิบปี คนทำงานรุ่นต่อไปจึงเสี่ยงต้องแบกรับต้นทุนของความนิยมทางการเมืองในวันนี้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอาจถูกกดดันให้รับรองการตัดสินใจที่มีธงไว้แล้ว และเสียงเตือนเรื่องความเสี่ยงถูกลดความสำคัญ

เกาหลีใต้มีบทเรียนที่ไทยควรศึกษา ในการควบรวม Samsung C&T กับ Cheil Industries เมื่อปี 2558 กองทุนบำนาญแห่งชาติ หรือ NPS ซึ่งถือหุ้น Samsung C&T ถูกฝ่ายบริหารประเทศแทรกแซงกระบวนการตัดสินใจให้สนับสนุนการควบรวม ทั้งที่ที่ปรึกษาของกองทุนแนะนำให้คัดค้าน เพราะอัตราแลกหุ้นไม่สะท้อนมูลค่าทรัพย์สินอย่างเหมาะสมและเสียเปรียบผู้ถือหุ้น Samsung C&T เรื่องนี้กระทบผลประโยชน์ของกองทุนและลุกลามเป็นคดีอาญากับข้อพิพาทการลงทุนระหว่างประเทศ 

อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข มุนฮยองพโย และอดีตหัวหน้าฝ่ายลงทุน ฮงวานซอน ถูกพิพากษาว่ามีความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบและผิดหน้าที่ในการดูแลทรัพย์สินตามลำดับ โดยศาลสูงสุดเกาหลีใต้ยืนยันผลคดีในปี 2565 

บทเรียนสำหรับไทยคือ ต้องปิดช่องทางครอบงำให้ครบทั้งการใช้อำนาจรัฐกดดันและการใช้อิทธิพลผ่านกรรมการที่พรรคสนับสนุน ความเป็นอิสระต้องคุ้มครองกระบวนการตัดสินใจจากอำนาจทางการเมืองทุกช่องทาง เพื่อให้เงินของผู้ประกันตนได้รับการดูแลตามหลักวิชาชีพอย่างแท้จริง

กฎหมายไทยมีแนวป้องกันเรื่องนี้ในมาตรา 8/2 (9) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดลักษณะต้องห้ามของกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา 8 และที่ปรึกษาตามมาตรา 8/1 ครอบคลุมตำแหน่งทางการเมือง ตำแหน่งท้องถิ่น และตำแหน่งในพรรคการเมืองตามที่กฎหมายระบุ พร้อมระยะเว้นวรรคไม่น้อยกว่าสามปี สะท้อนความสำคัญของการสร้างระยะห่างจากอำนาจการเมือง (senate.go.th⁠ )

ทีมประกันสังคมก้าวหน้าจึงต้องพิสูจน์ความเป็นอิสระผ่านการทำงานจริง เปิดเผยเหตุผลการลงทุน จัดการผลประโยชน์ทับซ้อน และประเมินความยั่งยืนก่อนเพิ่มภาระผูกพัน ความไว้วางใจจากการเลือกตั้งต้องตอบแทนด้วยความรับผิดชอบต่อเจ้าของเงิน

ผู้ประกันตนเลือกท่านเข้าไปเพื่อปกป้องอนาคตของเขา ทุกการตัดสินใจจึงต้องยึดประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นที่ตั้ง เงินประกันสังคมคือเหงื่อแรงและหลักประกันชีวิตของคนทำงาน พรรคการเมืองใดก็ไม่มีสิทธิเข้ามาถือรีโมตสั่งการกองทุน!”

https://www.facebook.com/share/p/1Q7QSfgVgm/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top