Saturday, 7 November 2026
NEWS FEED

ไฮเออร์ ดูแลน้ำท่วม!! บริจาคน้ำและเครื่องใช้ไฟฟ้า รับซ่อมฟรี ลดค่าอะไหล่ 50% โปรโมชัน Cashback สูงสุด 3,000 บาท หวังช่วยผู้ประสบภัยฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

ไฮเออร์ เคียงข้างทุกบ้าน ฝ่าวิกฤตน้ำท่วมถึงช่วงฟื้นฟู
ส่งต่อความช่วยเหลือพร้อมดูแลหลังน้ำลด ฟรีค่าแรงช่าง–ลดค่าอะไหล่ 50%
เปิด “Haier Care for Home” มอบ Cashback สูงสุด 3,000 บาท

6 ตุลาคม 2569 – ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าสมาร์ทโฮม และแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 17 ปี ร่วมส่งต่อความห่วงใยและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม เดินหน้าความช่วยเหลือครอบคลุมตั้งแต่ช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินไปจนถึงการฟื้นฟูหลังน้ำลด ทั้งการส่งมอบน้ำดื่มและเครื่องใช้ไฟฟ้าแก่ผู้ประสบภัย ตลอดจนมาตรการดูแลลูกค้าด้วยบริการสนับสนุนค่าแรงช่างฟรี ส่วนลดค่าอะไหล่ 50% และโครงการ “Haier Care for Home ไฮเออร์เคียงข้างทุกบ้าน หลังน้ำลด” มอบเงินคืนสูงสุด 3,000 บาท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนให้ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

สำหรับความช่วยเหลือในครั้งนี้ ไฮเออร์เดินหน้าดูแลผู้ประสบภัยและลูกค้าที่ได้รับผลกระทบผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่

ส่งต่อน้ำดื่มถึงผู้ประสบภัย ร่วมบริจาคน้ำดื่มผ่านโครงการไทยพีบีเอสและเครือข่ายช่วยผู้ประสบภัย 2569 ณ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อกระจายความช่วยเหลือไปยังประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม

สนับสนุนเครื่องใช้ไฟฟ้าแก่ศูนย์พักพิงชั่วคราว นำเครื่องใช้ไฟฟ้าได้แก่ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า และทีวี รวมมูลค่ากว่า 170,000 บาท ไปสนับสนุน ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ และอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย

ดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าไฮเออร์หลังน้ำลด มอบบริการสนับสนุนค่าแรงช่างฟรี พร้อมส่วนลดค่าอะไหล่ 50% สำหรับลูกค้าที่เครื่องใช้ไฟฟ้าไฮเออร์ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยสามารถแจ้งซ่อมผ่าน Haier Care โทร. 1789 หรือ LINE Official Account: @haierthailand พร้อมแจ้งว่าได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ ผ่านโครงการ “Haier Care for Home ไฮเออร์เคียงข้างทุกบ้าน หลังน้ำลด” มอบเงินคืน (Cashback) สูงสุด 3,000 บาท ตามยอดซื้อสะสมที่กำหนด สำหรับครอบครัวที่ต้องจัดหาเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ทดแทนสินค้าที่ได้รับความเสียหาย โดยไม่จำเป็นต้องนำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียหายมาแสดง เพียงใช้ภาพถ่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมประกอบการลงทะเบียน พร้อมหลักฐานการซื้อและรับสินค้าหรือติดตั้งสินค้า สำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายและร้านค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ – 15 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ สิทธิ์มีจำนวนจำกัดและเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

ไฮเออร์มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยให้ความสำคัญกับการดูแลผู้บริโภคและการช่วยเหลือชุมชนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก พร้อมส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมทุกครอบครัวก้าวผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ และหวังว่าความช่วยเหลือดังกล่าวจะมีส่วนช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ลดภาระค่าใช้จ่าย และสนับสนุนให้ทุกครอบครัวกลับมาใช้ชีวิตภายในบ้านได้อย่างสะดวกสบายอีกครั้ง

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม ข้อมูลข่าวสาร โปรโมชัน และกิจกรรมอื่น ๆ จากไฮเออร์ได้ที่ Facebook: Haier Thailand, Instagram: @haierthailand_official, X (Twitter): @ThailandHaier, YouTube: @HaierThailandOfficial, TikTok: @haier_thailand และ Line OA : @haierthailand หรือดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.haier.com/th

‘พนัส’ โต้เดือด ‘ไอซ์ รักชนก’ กลางรายการดัง!! ปมถูกวิจารณ์บทบาทอดีตบอร์ดประกันสังคม ซัด 'ไอซ์ รักชนก' ตัวสวะ ลั่นไม่แค้น ไม่เคยดูหมิ่นใคร พร้อมท้าสาบานต่อหน้าพระแก้วมรกต

“พนัส” ด่าแรง! “ไอซ์ รักชนก” ซัดเป็นตัวสวะ รอวันเดินเข้าคุก ลั่นไม่เคยดูหมิ่นใคร ท้าสาบานต่อหน้าพระแก้วมรกตได้เลย

จากกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ถึง นายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย และอดีตบอร์ดประกันสังคม เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยระบุว่า

ล่าสุด (12 ต.ค.) ในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้ถามนายพนัสต่อประเด็นดังกล่าวว่า “เมื่อวานนี้ คุณรักชนก บอกว่า มันจะมีคนสูงอายุจำนวนหนึ่งที่ไม่รู้ตัว ไปยึดติดกับอดีตของตัวเอง แล้วไม่รู้ว่าตัวเองได้ทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศหรือสิ่งที่อยู่บ้าง”

นายพนัส กล่าวว่า “ผมไม่สนใจหรอกอีสวะ บันเทิงธิปไตยไง ผมไม่สนใจมันหรอก ดูตัวมันให้รอบคอบก็แล้วกัน รอวันที่มันเดินเข้าคุก แล้วมันจะรู้ว่าบทเรียนที่มันทำไป มันไม่ถูก ผมไม่เคยดูหมิ่นใครนะ” นอกจากนี้ยังกล่าวว่า “ไม่แค้น ไม่เคยเลยนิดเดียว ก็ไม่มีให้… สาบานต่อพระแก้วมรกตเลย”

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1619420/

นายกฯ หารืออดีตนายกฯ ญี่ปุ่น!! ย้ำดูแลฐานผลิตรถยนต์ไทย ชวนร่วมต่อยอดห่วงโซ่ EV ร่วมมือพลังงานสะอาด ครบรอบ 140 ปีสัมพันธ์ประเทศ

นายกฯ หารืออดีตนายกฯ ญี่ปุ่น ย้ำดูแลฐานการผลิตรถยนต์ในไทย ชวนญี่ปุ่นดึงไทยเข้าห่วงโซ่การผลิต EV พร้อมต่อยอดความร่วมมืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต-พลังงานสะอาด

วันนี้ (12 ต.ค.69) เวลา 10.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับและหารือกับนายคิชิดะ ฟูมิโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีประชาธิปไตย เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดฮิโรชิมา และอดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในโอกาสเยือนประเทศไทย พร้อมแสดงความยินดีที่ในปี 2570 จะเป็นโอกาสครบรอบ 140 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ญี่ปุ่น สะท้อนความสัมพันธ์อันยาวนานและแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

นายกฯ รับฟังข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า พร้อมชี้แจงมาตรการภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ EV นำเข้า และยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ EV ในประเทศ ควบคู่กับการดูแลฐานการผลิตรถยนต์เดิมและการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต พร้อมเชิญชวนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ EV เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงาน พร้อมยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว

ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยฝ่ายญี่ปุ่นแสดงความพร้อมในการสนับสนุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านพลังงานให้แก่ประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพลังงานสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน อันจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1554075060088553&id=100064582216937&rdid=vAB9XXwzEUnxCdua#

'จุลพันธ์' ยินดีผลเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำไม่แทรกแซงกระบวนการเลือกตั้ง พร้อมทำงานร่วมทุกฝ่ายพัฒนาประกันสังคม ยึดหลักไตรภาคีขับเคลื่อนงานแรงงาน สานต่อสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนและนายจ้าง

“จุลพันธ์” ยินดีผลเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำไม่แทรกแซง พร้อมทำงานร่วมทุกฝ่าย ยึดหลักไตรภาคี ขับเคลื่อนประกันสังคมเพื่อผู้ประกันตน

วันที่ 12 ตุลาคม 2569 เวลา 11.30 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงข่าวภายหลังการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน โดยแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับคะแนนสนับสนุนจากการเลือกตั้ง พร้อมยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาระบบประกันสังคมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับหลักการไตรภาคี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านแรงงาน โดยเปิดโอกาสให้ฝ่ายรัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและกำหนดทิศทางการดำเนินงานอย่างสมดุล เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับการดูแลและคุ้มครองสิทธิอย่างเหมาะสม

“ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ผมพร้อมพูดคุยและทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อให้กลไกไตรภาคีเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ รับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน และคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ประกันตนและนายจ้าง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบประกันสังคม” นายจุลพันธ์ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานยึดมั่นในกระบวนการเลือกตั้งที่เป็นอิสระ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยไม่มีนโยบายเข้าไปแทรกแซงการเลือกตั้ง ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือการเดินหน้าพัฒนาการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างทุกฝ่าย เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของผู้ประกันตนและนายจ้างอย่างเป็นธรรม

ทั้งนี้ ผลการนับคะแนนเลือกตั้งดังกล่าวยังเป็นผลอย่างไม่เป็นทางการ โดยจะต้องดำเนินการตรวจสอบและประกาศผลตามขั้นตอนที่กำหนดต่อไป

Recycle Station พีทีที สเตชั่น 6 สาขา!! เดินหน้ารับวัสดุใช้แล้วทุกเสาร์–อาทิตย์ ก้าวสู่ปีที่ 2 ขยายวัสดุรับ ต้อนรับพันธมิตร PRISM เสริมศักยภาพ รับน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วและพลาสติกยืด สะท้อนความร่วมมือผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน

โครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" ฉลองก้าวสู่ปีที่ 2 เดินหน้าขยายการรับวัสดุรีไซเคิล พร้อมเปิดรับสมาชิกใหม่ PRISM

12 ตุลาคม 2569 – กรุงเทพมหานคร มูลนิธิมือวิเศษ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด และ GC YOUเทิร์น แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้ว โดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมฉลองการก้าวสู่ปีที่ 2 ของโครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" พร้อมขอบคุณประชาชนทุกคนที่ร่วมคัดแยกและส่งต่อวัสดุใช้แล้วเข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา และร่วมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โครงการเดินหน้าสู่ปีที่ 2 พร้อมต่อยอดความสำเร็จด้วยการต้อนรับพันธมิตรใหม่อย่าง PRISM หรือ โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขยายประเภทวัสดุที่เปิดรับ เพื่อร่วมสร้างคุณค่าใหม่ให้ทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ไฮไลต์ความสำเร็จของโครงการ

• ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ประชาชนร่วมส่งต่อวัสดุใช้แล้วกว่า 170,000 กิโลกรัม ผ่าน Recycle Station ณ พีทีที สเตชั่นที่ร่วมโครงการ เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและสร้างมูลค่าใหม่ ลดปริมาณขยะฝังกลบ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

• ขยายการรับวัสดุใช้แล้วจาก 8 สู่ 10 ประเภท โดยเพิ่มการรับ น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และ พลาสติกยืด เช่น ฟิล์มห่อสินค้า ฟิล์มยืด และถุงพลาสติกสะอาด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจัดการวัสดุใช้แล้วให้ครอบคลุมและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนมากยิ่งขึ้น

• ต้อนรับพันธมิตรใหม่  PRISM หรือ โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น  โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดเก็บน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) พร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

• เดินหน้าสานต่อโครงการผ่าน Recycle Station ณ พีทีที สเตชั่น 6 สาขา ทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถนำวัสดุใช้แล้วเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ง่าย ใกล้บ้าน และต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา โครงการได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการนำวัสดุใช้แล้วมาส่งรวมกว่า 170,000 กิโลกรัม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 400,000 กิโลกรัม CO₂e  ต่อปี เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 30,000 ต้น ครอบคลุมวัสดุรีไซเคิลทั้ง 8 ประเภท ประกอบด้วย กระดาษรวมกว่า 80,000 กิโลกรัม กระดาษขาวดำกว่า 3,000 กิโลกรัม กล่อง UHT กว่า 3,000 กิโลกรัม กระป๋องอะลูมิเนียมกว่า 90,000 กิโลกรัม กระป๋องสังกะสีกว่า 1,000 กิโลกรัม ขวดแก้วกว่า 20,000 กิโลกรัม ขวดพลาสติกใสกว่า PET 20,000 กิโลกรัม และขวดพลาสติกขุ่น HDPE กว่า 1,000 กิโลกรัม สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการลดปริมาณขยะฝังกลบ เพิ่มการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ และร่วมสร้างเมืองที่สะอาดและยั่งยืน

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือประชาชนที่ร่วมคัดแยกและส่งมอบวัสดุใช้แล้วอย่างต่อเนื่อง โดยวัสดุที่ได้รับผ่านโครงการจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อรีไซเคิลหรือสร้างมูลค่าเพิ่มกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

ก้าวสู่ปีที่ 2 โครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" ได้ขยายการรับวัสดุใช้แล้วเพิ่มอีก 2 ประเภท ได้แก่ น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และ พลาสติกยืด เช่น ฟิล์มห่อสินค้า ฟิล์มยืด และถุงพลาสติกสะอาด ที่สามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างเหมาะสม ช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดการวัสดุใช้แล้วให้ครอบคลุมและตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชนมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ โครงการยังได้ต้อนรับ โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (PRISM) เข้าร่วมเป็นพันธมิตรใหม่ เพื่อร่วมเสริมศักยภาพการบริหารจัดการวัสดุใช้แล้วและวัสดุรีไซเคิล ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการรวบรวม คัดแยก และบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยยกระดับเครือข่ายการจัดการวัสดุใช้แล้วให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

จากความสำเร็จในปีแรก โครงการ ‘แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม’ พร้อมเดินหน้าสู่ปีที่ 2 ด้วยการขยายประเภทวัสดุที่เปิดรับ การเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายพันธมิตร และการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึง Recycle Station ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมลดปริมาณขยะฝังกลบ เพิ่มการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมเศรษฐกิจหมุนเวียนและเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน 

โครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" เปิดให้บริการผ่าน Recycle Station ณ พีทีที สเตชั่น ทั้งหมด 6 สาขา ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 08.30–17.30 น. ได้แก่ 1.) สาขาอเวนิว แจ้งวัฒนะ 2.) สาขารามอินทรา กม.3 (ขาเข้า) 3.) สาขามีนบุรี 4.) สาขาสรรพาวุธ-บางนา 5.) สาขาอุดมสุข 6.) สาขาสุขสวัสดิ์ (ขาออก)

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

• เฟซบุ๊ก GC YOUเทิร์น https://www.facebook.com/YOUTURNPLATFORM

• เฟซบุ๊ก PTT Station https://www.facebook.com/pttstationofficial

• เฟซบุ๊ก WasteBuy Delivery https://www.facebook.com/share/16XNVvhkTh/?mibextid=wwXIfr

อว.จับมือ AIAT–OpenAI เปิดเวที Codex Hackathon Bangkok ดันคนรุ่นใหม่สร้างนวัตกรรม AI สุขภาพ 200 คนร่วมแข่งสร้างต้นแบบ AI กระตุ้นคนรุ่นใหม่เข้าใจลึกซึ้ง ผลักดันสู่สตาร์ทอัพระดับโลก

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.69 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัลแก่ทีมชนะเลิศในการประชันไอเดีย "AIAT × OpenAI Codex Hackathon Bangkok" เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และนักพัฒนากว่า 200 คน ร่วมสร้างสรรค์ต้นแบบนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านการดูแลสุขภาพและสุขภาวะที่ดี (Wellness) หวังผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม AI ของภูมิภาค จัดโดย กระทรวง อว. ร่วมกับสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) และ OpenAI ผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตร เข้าร่วม ณ ห้องประชุม To Be Number One เดอะไพน์ รีสอร์ท อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. และพันธมิตร มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ โดยมุ่งเน้นการดึงเครือข่ายระดับโลกอย่าง OpenAI เข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับขีดความสามารถของนักพัฒนาไทย การตามกระแสเทคโนโลยี AI เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่กระทรวง อว. อยากเห็นคือ การที่คนรุ่นใหม่มีความเข้าใจถึงรากฐานของเทคโนโลยีอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่เพียงแค่เรียนรู้การใช้งานสำเร็จรูป แต่ต้องรู้ลึกไปถึงโครงสร้างและเหตุผลเบื้องหลัง เพื่อให้คนไทยสามารถสร้างเทคโนโลยีของตนเอง และส่งออกไปแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

"เวทีแฮ็กกาธอนในวันนี้จึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ผมอยากย้ำว่าอย่ากลัวที่จะล้มเหลว เพราะความล้มเหลวคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ แต่เมื่อใดที่คุณทำสำเร็จเพียงครั้งเดียวโลกก็จะจดจำ สิ่งสำคัญคือหลังจบการแข่งขัน คุณต้องนำสิ่งที่ได้ไปสร้างสรรค์ผลงานให้เกิดขึ้นจริง และผลักดันตัวเองเข้าสู่ศูนย์บ่มเพาะ ที่กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุน โดยเฉพาะในด้านสุขภาพและสุขภาวะ (Wellness) ซึ่งความรู้ที่ลึกซึ้งและแตกต่างนี้เอง คือศักยภาพสำคัญที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากเวทีโลกหรือซิลิคอนวัลเลย์ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นสตาร์ทอัพระดับโลกให้ได้ในที่สุด" รมว.อว. กล่าว

สำหรับผลการแข่งขันประชันไอเดียในเวที "AIAT × OpenAI Codex Hackathon Bangkok" มีทีมที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานต้นแบบนวัตกรรม AI ด้านสุขภาพและสุขภาวะ (Wellness) ได้อย่าโดดเด่น ตอบโจทย์การใช้งานจริง และคว้ารางวัลไปครอง รวมทั้งสิ้น 5 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ: ทีม OpenAGI รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: ทีม Solace รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2: ทีม หนูพร้อม และรางวัลชมเชย 2 รางวัล: ทีม NeWReaSoN และ ทีม บ้านบางแค ซึ่งทุกทีมที่ได้รับรางวัลจะได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากกระทรวง อว. เพื่อเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะ และพัฒนาต่อยอดผลงานสู่การเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพที่สามารถใช้งานได้จริงในระดับประเทศและระดับสากลต่อไป

ที่มา : https://www.mhesi.go.th/index.php/news-and-announce-all/news-and-activities/124-news-yodchanan/12679-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87-%E0%B8%AD%E0%B8%A7-%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B8%81-openai-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0-aiat-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%AE%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E-%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81.html

'วราวุธ' ย้ำกระทรวงอุตฯ ทำงานทุกวัน!! สั่งเข้มโรงงานกากปราจีนบุรี พร้อมปิดทันทีถ้าผิดกฎหมาย จ่อเอาผิด-ยึดทรัพย์ตามกฎหมาย ย้ำไม่ละเลยทุกปัญหาน้ำท่วมสุพรรณบุรี

“วราวุธ” ยัน “ก.อุตสาหกรรม“ ไม่ได้นิ่งนอนใจ โรงงานกากอุตสาหกรรม-ปราจีนบุรี สั่ง สนธิกำลังตรวจเข้ม หากพบทำผิดชัดปิดทันที จ่อเอาผิดเรียกค่าเสียหาย–ปปง.ยึดทรัพย์ผู้ประกอบการ รับมีหมวกสองใบ ดูแลภาพรวม และพื้นที่เลือกตั้ง โอดเข้าใจดีแม้ถูกต่อว่า หลังลงพื้นที่สุพรรณฯ บอก นานาจิตตัง ยันเต็มที่ทุกบทบาท

วันที่ 12 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโรงงานอุตสาหกรรมในอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ที่ประชาชนหวั่นเกิดเหตุสารเคมีจากกากขยะรั่วไหลพร้อมกับปัญหาอุทกภัย ทำให้สร้างความเสียหายและความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ว่า เรื่องนี้เมื่อกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับเรื่องก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการอยู่ตลอดเวลา และมีการส่งทีมงานลงไปประสานงานในพื้นที่ ซึ่งในบางโรงงานที่มีการพิสูจน์แน่ชัดแล้วว่ามีการดำเนินการที่ผิดกฎหมาย ได้มีการติดประกาศตามมาตรา 39 ให้หยุดดำเนินการ หยุดนำวัตถุดิบเข้าโรงงาน รวมถึงหยุดดำเนินการเอาของออกจากพื้นที่ของโรงงานด้วย

นายวราวุธ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้กำชับให้โรงงานที่มีบ่อและกองของเอาไว้จนทำให้มีน้ำไหลออกมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้สั่งให้นำผ้าใบคลุมทุกอย่าง และล่าสุดได้มอบหมายให้ว่าที่ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมสั่งการไปยังอุตสาหกรรมจังหวัด และสนธิกำลังกับหลายฝ่าย เพื่อเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย อย่างเข้มงวดในทุก ๆ โรงงาน เพราะได้รับรายงานมา ทั้งเรื่องของโรงงานที่มีนอมินี หรือโรงงานที่มีปัญหาต่าง ๆ ก็ได้สนธิกำลังกับหลายฝ่าย ซึ่งภายในวันนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้ทีมงานไปลาดตระเวน ซึ่งหากตรงไหนสามารถพิสูจน์ได้ตามกฎหมายต่าง ๆ และเห็นชัดเจน กระทรวงอุตสาหกรรมก็จะสั่งปิดโรงงานทันที

เมื่อถามว่า ภายหลังการตรวจสอบว่า หากมีความผิดชัดเจนแล้ว จะมีบทลงโทษอย่างไรกับโรงงาน นายวราวุธ กล่าวว่า ตามกฎหมายความเสียหาย และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ทั้งหน่วยงานของรัฐ หรือความเดือดร้อนต่าง ๆ ผู้ประกอบการจะต้องจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม กำลังอยู่ในขั้นตอนการแก้ไขในชั้นคณะกรรมาธิการคือพระราชบัญญัติโรงงาน เกี่ยวกับการทำให้เรื่องการรั่วไหลของสารพิษเหล่านี้ เป็นคดีทางการเงิน โดยจะมีการขอความร่วมมือจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการยึดทรัพย์ผู้ประกอบการด้วย เพราะฉะนั้นยืนยันว่ากระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมา เกิดวิกฤตในหลายพื้นที่ ตนก็ได้ลงไปในหลายพื้นที่เช่นกัน เพียงแต่ยังลงพื้นที่ไม่ทั่วถึงเท่านั้น ย้ำว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีการดำเนินการอยู่ทุกวัน

เมื่อถามย้ำว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน ภาครัฐจะบังคับให้โรงงานจ่ายเยียวยาประชาชนใช่หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ความเสียหายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม หรือการเก็บกวาด ทางกระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะดำเนินคดีกับผู้ประกอบการ และค่าเสียหายต่าง ๆ จะต้องรับผิดชอบโดยผู้ประกอบการ

เมื่อถามว่า มีเสียงวิจารณ์ว่า รัฐมนตรีดูน้ำท่วม แต่พื้นที่สุพรรณบุรี นายวราวุธ กล่าวว่า ตนใส่หมวกสองใบ ใบหนึ่ง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ทุกครั้งที่เกิดปัญหาเราดำเนินการ โดยทั้งกระทรวงลงไปอย่างเต็มที่ ส่วนหมวกอีกใบ พี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรีได้เลือกตนมาด้วยคะแนนอย่างมากมาย แม้ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศน้ำจะลดลงไปแล้ว แต่บางพื้นที่ในจังหวัดสุพรรณบุรีน้ำยังท่วมสูงถึงหัวอยู่ ฉะนั้น เรื่องนี้มองได้หลายมุม หากตนไปในพื้นที่วิกฤตอื่นๆ คนในบ้านก็จะต่อว่า เอาแต่ดูที่อื่นไม่ดูที่บ้าน แต่เมื่อมาดูบ้านตัวเองก็จะถูกต่อว่า มาดูแต่บ้านตัวเองไม่ดูที่อื่น เรื่องนี้จะบอกว่านานาจิตตัง ขอยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจในทุกปัญหา และสั่งการให้ดูแลทุกพื้นที่ที่มีปัญหา ตนไม่สามารถนำกระทรวงอุตสาหกรรมไปแก้ปัญหาน้ำท่วมที่สุพรรณบุรี แต่ในพื้นที่ที่เป็นปัญหาอยู่อย่างเช่น จังหวัดปราจีนบุรี สามารถนำทีมงานของกระทรวงอุตสาหกรรมไปดูแลพื้นที่ได้ ซึ่งอาจจะไม่ทันใจประชาชน แต่ขณะนี้ดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางกฎหมาย หรือสอบในทางลับด้วย พร้อมยกตัวอย่างว่า เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ตนลงไปแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เช่น คนที่ไม่มีบ้านอยู่ ซึ่งการลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีวานนี้ บางหลังยังมีน้ำท่วมสูงถึงชั้นสอง “ไปที่ไหนก็จะถูกต่อว่า แต่ไม่เป็นไร เข้าใจ แต่ก็ต้องแก้ปัญหาไปพร้อมพร้อม ๆ กันทุกมิติ” นายวราวุธ กล่าว

‘อาจารย์อุ๋ย’ จี้ ‘อนุทิน’ ตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม.!! ปมผังเมือง–น้ำท่วมซ้ำซาก ถึงเวลารัฐบาลตรวจสอบผู้ว่าฯ เน้นผังเมืองและพื้นที่รับน้ำ 'อนุทิน'ต้องใช้กฎหมายจริงจัง

อาจารย์อุ๋ย ลั่น! ผังเมืองพัง น้ำท่วมซ้ำซาก! ถึงเวลา “อนุทิน” ใช้ดาบปลดผู้ว่าฯ กทม. ก่อนประชาชนต้องรับกรรมไม่รู้จบ!

11 ตุลาคม 2569 อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“น้ำท่วมกรุงเทพฯ ซ้ำซากไม่ควรจบแค่ด้วยคำว่า ”ฝนตกหนัก“ แล้วปล่อยให้ประชาชนก้มหน้ารับชะตากรรมทุกปี บ้านเรือนเสียหาย ร้านค้าขาดรายได้ ถนนกลายเป็นคลอง คนทำงานเดินทางลำบาก แต่ผู้บริหารเมืองต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดปัญหาจึงเกิดซ้ำ และได้แก้ไขต้นเหตุอย่างจริงจังแล้วหรือไม่

ผมเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการวางผังเมือง การรักษาพื้นที่รับน้ำ และประสิทธิภาพของแผนป้องกันน้ำท่วม เพราะความผิดพลาดในการบริหารเมืองอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนนับล้านคน

ผังเมืองผิดพลาด ใครต้องรับผิดชอบ?

ประเด็นที่ต้องตรวจสอบอย่างเร่งด่วนคือข้อกังวลเกี่ยวกับร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปี 2569 ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่รับน้ำและพื้นที่เปิดโล่งเมื่อเทียบกับผังเมืองฉบับปี 2556 หากมีการลดพื้นที่รับน้ำจริง รัฐบาลและกรุงเทพมหานครต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจนว่า พื้นที่ลดลงเท่าใด เหตุผลคืออะไร และมีพื้นที่หรือมาตรการใดรองรับน้ำทดแทน

การพัฒนาเมืองต้องไม่ให้ผลประโยชน์จากการใช้ที่ดินอยู่เหนือความปลอดภัยของประชาชน หากการเปลี่ยนแปลงผังเมืองเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมโดยไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ ผู้มีหน้าที่ตัดสินใจย่อมต้องถูกตรวจสอบ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับความเสียหาย

ผังเมืองไม่ใช่เพียงเส้นสีบนแผนที่ แต่เป็นตัวกำหนดอนาคตของเมืองและความเสี่ยงที่คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญไปอีกหลายสิบปี

“อนุทิน” มีอำนาจตามกฎหมาย ปลดผู้ว่าฯ ได้

หลายคนอาจเข้าใจว่าผู้ว่าฯ กทม. มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลจึงไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ แต่ความจริงคือกฎหมายกำหนดกลไกไว้แล้ว

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 52 (8) ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมติคณะรัฐมนตรี สั่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพ้นจากตำแหน่งได้ เมื่อมีพฤติการณ์ตามที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับการกระทำอันเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง หรือการปฏิบัติหน้าที่หรือละเลยหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่กรุงเทพมหานคร ราชการโดยส่วนรวม หรือสวัสดิภาพของประชาชน

นี่คืออำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่จริง ไม่ใช่เพียงข้อเรียกร้องทางการเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและการวางผังเมืองอย่างเร่งด่วน หากพบว่าการปฏิบัติหน้าที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 52 (8) ก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้กลไกนี้ไร้ความหมาย เพียงเพราะผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดกับส่วนรวม

ต่างประเทศก็มีบทเรียนเรื่องสปิริตทางการเมือง

ในต่างประเทศ การแสดงความรับผิดชอบหลังเกิดวิกฤตร้ายแรงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การถูกปลดตามกฎหมาย แต่บางกรณีผู้บริหารตัดสินใจลาออกเองภายใต้แรงกดดันจากสังคม

ตัวอย่างเช่น คาร์ลอส มาซอน ผู้นำแคว้นบาเลนเซียของสเปน ประกาศลาออกเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2025 หลังเผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการรับมือกับมหาอุทกภัยในปี 2024 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 229 คน

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่และสังคมตั้งคำถามต่อการบริหาร ผู้ดำรงตำแหน่งย่อมต้องเผชิญแรงกดดันให้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง แม้การลาออกไม่ได้หมายความว่ามีความผิดทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ แต่เป็นการยอมรับว่าความไว้วางใจของประชาชนมีความสำคัญกว่าการยึดติดกับตำแหน่ง

สำหรับกรุงเทพมหานคร หากมีหลักฐานว่าความบกพร่องในการบริหารหรือการวางผังเมืองก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรง ผู้ว่าฯ ก็ควรพิจารณาความรับผิดชอบของตนเอง ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องพร้อมใช้กลไกตามกฎหมายเมื่อเข้าเงื่อนไข ไม่ใช่รอให้ประชาชนเรียกร้องจนหมดความอดทน

ตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เกราะกำบังความรับผิดชอบ และประชาชนไม่ควรต้องรับกรรมจากความผิดพลาดของผู้บริหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ถึงเวลาแล้วที่นายอนุทินต้องแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนด้วยการตรวจสอบอย่างจริงจัง และพร้อมใช้กฎหมายเมื่อมีเหตุเข้าเงื่อนไข ผู้ว่าฯ ที่บริหารเมืองต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ส่วนรัฐบาลที่มีอำนาจกำกับดูแลต้องกล้าใช้อํานาจที่มีอยู่ เพื่อลงโทษผู้บริหารท้องถิ่นที่บกพร่องต่อหน้าที่ และป้องกันความเสียหายไม่ให้เกิดขึ้นซํ้าซากอีก

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/share/p/1C31i1oxBZ/?mibextid=wwXIfr

'วราวุธ' ขอบคุณเจ้าหน้าที่เทศบาลสุพรรณฯ มอบข้าวสาร-ของบริจาคเกือบ 300 ชุด ชื่นชมเทศบาล-คนท้องถิ่นร่วมมือ น้ำเหนือเริ่มลด หวังสถานการณ์ดีขึ้น เตรียมเสริมคันเขื่อนป้องกันน้ำท่วม

“วราวุธ” พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ-ภาคเอกชน ขอบคุณ จนท.เทศบาลเมืองสุพรรณฯ ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย มอบข้าวสาร-เครื่องอุปโภคบริโภค

วันที่ 11 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งกลุ่มลุ่มน้ำท่าจีน พร้อมด้วยนายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายเอกพันธุ์ อินทร์ใจเอื้อ นายกเทศมนตรีเมืองสุพรรณบุรี พล.ต.ต. อภิชิต สุรพินิจ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี และเครือโรงสีจากจังหวัดสุพรรณบุรี มอบข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภคเกือบ 300 ชุด ให้เจ้าหน้าที่เทศบาลที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ที่เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี

นายวราวุธ กล่าวว่า ขณะนี้น้ำจากทางตอนเหนือจะค่อยๆ เบาลง ปริมาณน้ำจะไม่หนักไปกว่านี้แล้ว และขณะนี้ฝนกำลังลงไปที่ภาคใต้ หวังเป็นอย่างยิ่งน้ำหน้าเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรีจะค่อยๆ ลดลง ทั้งนี้ นายกฯมีการบ้านให้กับรัฐมนตรีทุกคนว่า พื้นที่ไหนที่น้ำท่วมอยากให้รัฐมนตรีไปช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกประชาชน ต้องขอบคุณทุกคนที่อยู่ในเขตเทศบาลที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือในการปกป้องพื้นที่จากน้ำท่วม โดยเฉพาะต้องขอบคุณนายกเทศมนตรีเมืองสุพรรณบุรี และทีมงาน ซึ่งวิธีการกรอกกระสอบทราย การตั้งแนวกระสอบทรายของเทศบาล ได้รับการถ่ายทอดมาจากนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ซึ่งต่อมาตนได้ไปแนะนำเทคนิคดังกล่าวให้กับนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 81 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งภายหลังน้ำลดลง ตนได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี ไปสำรวจเขื่อนกั้นน้ำทั้งหมดที่นายบรรหารทำเอาไว้ 15 ปีแล้วว่า ตรงไหนมีจุดอ่อน และมีน้ำผุดเข้ามา ที่สำคัญจะต้องเพิ่มคันเขื่อนกั้นน้ำขึ้นมาอีก 40-50 เซนติเมตร หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้งบประมาณมา เพราะถ้าเขื่อนแข็งแรงเท่าไหร่ เจ้าหน้าที่จะเหนื่อยน้อยลงเท่านั้น

กฟผ. คว้า 5 รางวัล ASEAN Energy Awards 2026 สร้างชื่อเสียงระดับอาเซียน นวัตกรรมพลังงานสะอาดโดดเด่น เน้นพลังงานไฟฟ้าข้ามพรมแดน ตอกย้ำผู้นำพลังงานอาเซียนสู่ Net Zero

กฟผ. คว้า 5 รางวัล ASEAN Energy Awards 2026

กฟผ. สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย คว้า 5 รางวัล ASEAN Energy Awards 2026 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านพลังงานอาเซียน ทั้งการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าข้ามพรมแดน นวัตกรรมพลังงานสะอาด และ
การบริหารจัดการพลังงาน มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาคสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ เป็นผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมงานประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 44 (The 44th ASEAN Ministers on Energy Meeting: AMEM) พร้อมรับมอบรางวัล ASEAN Energy Awards 2026 โดย กฟผ. ได้รับ 3 รางวัลประเภทองค์การ 1 รางวัลประเภทรายบุคคล และสนับสนุนกระทรวงพลังงานคว้า 1 รางวัลระดับประเทศ ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา

โดย 3 รางวัลประเภทองค์การที่ กฟผ. ได้รับ ประกอบด้วย 1.รางวัลชนะเลิศจากโครงการ Green Hydrogen ของศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง (EGAT Learning Center) ต้นแบบการประยุกต์ใช้ระบบกักเก็บพลังงาน ในรูปแบบก๊าซไฮโดรเจน (HESS) ร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อจ่ายพลังงานสะอาดให้บ้านรักษ์พลังงาน ในลักษณะ Microgrid เชื่อมต่อกับ Grid 2.โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ ระยะที่ 1 (Floating Solar Project) ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า 24 เมกะวัตต์ ร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่เดิมขนาด 25.2 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 6 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้งสองผลงานเป็นรางวัลในประเภท ASEAN Renewable Energy Project Awards และ 3.ผลงาน FAMS: Foreign Agreement Management System – A Digital Settlement and Confirmation Platform for ASEAN Cross-Border Power Trade ระบบดิจิทัลสนับสนุนการบริหารจัดการข้อมูล การยืนยันรายการ และการชำระเงินสำหรับการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน ในภูมิภาคอาเซียน เป็นรางวัลในประเภท ASEAN Excellence in Connectivity and Interconnection Project & Initiative

กฟผ. ยังได้รับรางวัลการจัดการพลังงานยอดเยี่ยมประเภทรายบุคคล ASEAN Excellence in Energy Management by Individual โดย ดร.จิราพร ศิริคำ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO Group) และอดีตรองผู้ว่าการ กฟผ. ซึ่งเป็นผู้นำในการดำเนินงานต่าง ๆ ของ กฟผ.

นอกจากนี้ โครงการบูรณาการพลังงานไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ (Lao PDR–Thailand–Malaysia–Singapore Power Integration Project : LTMS-PIP) สู่การพัฒนากรอบความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม สำหรับการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 4 ประเทศ ต้นแบบเชิงปฏิบัติที่ช่วยปูทางไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์การจัดตั้งโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ซึ่ง กฟผ. ได้สนับสนุนกระทรวงพลังงานคว้ารางวัลระดับประเทศ ในประเภท ASEAN Excellence in Connectivity and Interconnection Project & Initiative อีกด้วย

ความสำเร็จจากการคว้า 5 รางวัล ASEAN Energy Awards 2026 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของ กฟผ. ในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงาน ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือ ด้านพลังงานระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าข้ามพรมแดน การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสนับสนุนความมั่นคง ทางพลังงานของภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 อย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top