Friday, 5 June 2026
NEWS FEED

ยืนยันคนไทยสร้าง ไม่ใช่ญี่ปุ่น สร้าง!! แค่อยู่ในสังกัดค่ายญี่ปุ่น เสียงร้องเพลงชาติไทยสะท้อนใจ ผลงานแชมป์โลกยังถูกมองข้าม ขอชาวไทยร่วมเชียร์และแชร์ฮีโร่

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Takonkij Viseskongton โพสต์ 

"คนไทย 100% และหัวใจไทยเต็มร้อยครับ!"

อยากให้พี่น้องชาวไทยเลิกเข้าใจผิดว่า "เพชรโกศล" กับเทรนเนอร์ "พี่ภูมิ หมาป่าคันไซ" เป็นมวยญี่ปุ่นกันเถอะครับ ความจริงคือทั้งคู่ยังใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทยบ้านเรานี่เอง จะบินไปญี่ปุ่นก็เฉพาะช่วงเก็บตัวและขึ้นชกเท่านั้น แม้จะชกในนามค่าย Green Tsuda แต่ทางญี่ปุ่นเองก็ให้เกียรติและประกาศชัดเจนเสมอว่า "เขาคือยอดมวยจากประเทศไทย" ลองดูคลิปตอนพี่ภูมิสวมมงคลให้น้อง หรือตอนที่ทั้งคู่ร้องเพลงชาติไทยสุดเสียงบนเวทีสิครับ นั่นคือสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดว่าเขาทำเพื่อศักดิ์ศรีของคนไทย

น่าเสียดายที่ผลงานระดับ "แชมป์โลกหนึ่งเดียวของไทย" ในปัจจุบัน กลับได้รับความสนใจจากสื่อไทยและภาครัฐน้อยมากจนคนไทยเองแทบไม่รู้จัก ทั้งที่ทุกหยาดเหงื่อที่เขาไปสู้ในต่างแดนคือการแบกชื่อประเทศไทยไว้บนบ่า ฝากพี่น้องช่วยกันแชร์ให้คนไทยได้รู้จักฮีโร่ตัวจริงคู่นี้ทีครับ อย่าปล่อยให้คนเก่งของบ้านเราต้องสู้แบบเงียบๆ เพียงลำพัง ทั้งที่ต่างชาติเขายังยกย่องเราขนาดนี้เลย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=2358295224651663&id=100014136256922&rdid=EInBMGylXPEK5dfs#

เรียนอะไรดีในอนาคต? ก่อนส่งลูกเรียนเทคโนโลยีแห่งอนาคต ลองมอง ‘รากฐานเก่า’ ที่ยังพาไปไกลได้จริง คำตอบอาจไม่ใช่คณะที่ล้ำที่สุด แต่คือคณะที่วางรากฐานดีที่สุด

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Pathom Indarodom โพสต์ 

เวลามีคนมาขอคำแนะนำเรื่อง “ควรให้ลูกเรียนอะไรดีในอนาคต” หลายคนคาดหวังคำตอบแนว Quantum Computing, Space Tech, Blockchain หรืออะไรที่ดูทันสมัยล้ำโลก

แต่คำตอบของผมกลับสวนความรู้สึกของหลาย ๆ คนเพราะผมมักแนะนำให้ “เริ่มจากสาขาโลกเก่า” มากกว่าสาขาใหม่

ไม่ใช่เพราะผมไม่เชื่ออนาคต แต่เพราะผมเชื่อว่า “อนาคตต่อยอดจากรากฐาน” คณะอย่างแพทย์ วิศวะ กฎหมาย บริหารธุรกิจ หรือแม้แต่วิทยาศาสตร์พื้นฐาน อาจดูธรรมดาในสายตาคนยุคนี้ แต่ผมเชื่อว่าจริง ๆ แล้ว นี่คือโครงสร้างความรู้ที่โลกใช้มาหลายร้อยปี และที่สำคัญ…มันยังใช้ได้อยู่

ลองดูข้อมูลรายได้ “ของจริง” จะเห็นภาพชัดขึ้น

ในสหรัฐอเมริกา อาชีพรายได้สูงสุดยังคงเป็นกลุ่มแพทย์เฉพาะทาง

- ศัลยแพทย์เฉพาะทาง รายได้เฉลี่ยประมาณ 1.2 – 1.6 ล้านบาท/เดือน

- วิสัญญีแพทย์ ประมาณ 1.0 – 1.3 ล้านบาท/เดือน

- แพทย์เฉพาะทางอื่น ๆ อยู่ราว 8 แสน – 1.2 ล้านบาท/เดือน

ถัดลงมาเป็นทันตแพทย์ นักบิน วิศวกรด้านพลังงาน และกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง AI Engineer หรือ Data Scientist ซึ่งเฉลี่ยอยู่ประมาณ 4 แสน – 7 แสนบาท/เดือน

ภาพที่เห็นคืออาชีพ “ล้ำ ๆ” มาแรงก็จริง แต่ยังไม่ได้ขึ้นไปแทนแกนหลักของโลกอย่างที่เราคิด

พอมาดูในประเทศไทย ภาพยิ่งชัดขึ้นไปอีก

- แพทย์เฉพาะทาง (ที่มีคลินิกหรือทำหลายทาง) รายได้เฉลี่ย 3 แสน – 1 ล้านบาท/เดือน

- ผู้บริหารระดับสูง อยู่ที่ประมาณ 4 แสน – 3 ล้านบาท/เดือน (ขึ้นกับขนาดองค์กร)

- สายงานขาย จะมี Sales ตัวท็อป สามารถแตะระดับ 2 แสน – 1 ล้านบาท/เดือน

- สายเทคโนโลยีในไทย ส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วง 1 แสน – 4 แสนบาท/เดือน

อัตราเงินเดือนเหล่านี้สะท้อนความจริงง่าย ๆ ว่า โลกเปลี่ยนก็จริง แต่ “โครงสร้างรายได้” ยังไม่เปลี่ยนตามทั้งหมดและตรงนี้แหละที่ทำให้ผมยังยืนยันคำแนะนำเดิม สาขาวิชาในโลกเก่า ไม่ใช่แค่สอนความรู้ แต่เป็น “ระบบคัดคน” ที่เรามองข้ามไม่ได้ การสอบเข้าคณะแพทย์ วิศวะ ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ไม่ได้วัดแค่ความจำ แต่วัดวินัย ความอดทน และความสามารถในการแข่งขัน คนที่ผ่านเข้าไปได้ จึงไม่ใช่แค่คนเรียนเก่ง แต่คือ “หัวกะทิ” ของแต่ละรุ่น และเมื่อคนเก่งไปอยู่รวมกัน สิ่งที่ตามมาคือ เครือข่าย โอกาส และการเติบโต

สุดท้ายแล้ว คนกลุ่มนี้จึงมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นชนชั้นนำในระบบเศรษฐกิจ

ไม่ใช่เพราะคณะ หรือมหาวิทยาลัยการันตีความสำเร็จ แต่เพราะ “สภาพแวดล้อม” ที่คัดมาแล้วต่างหาก

ส่วนแนวคิดที่ว่า “ยุคนี้ไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยก็สำเร็จได้” ก็ไม่ผิด โลกมันเปลี่ยนไปมากจริง ๆ และผมก็เคยเขียนไว้แล้วว่า มันจริง… แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน โลกโซเชียลชอบยกตัวอย่างคนที่สำเร็จโดยไม่ต้องเรียน แต่ไม่ค่อยพูดถึงคนอีกจำนวนมหาศาลที่ลองแล้วไม่รอด

มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่คำตอบเดียว แต่ยังเป็น “เส้นทางที่มีโครงสร้างรองรับความสำเร็จสูงที่สุด” โดยเฉพาะในสังคมแบบไทย สุดท้ายแล้ว คำถามที่เราควรถามตัวเองไม่ใช่คณะไหนล้ำที่สุด แต่คือ รากฐานแบบไหน จะพาเขาไปต่อได้ไกลที่สุด เพราะโลกอนาคตไม่ได้ต้องการแค่คนที่รู้ของใหม่ แต่ต้องการคนที่เข้าใจของเก่า และลึกพอที่จะสร้างของใหม่ได้

ที่มา :https://www.facebook.com/100001294357814/posts/26408117025481417/?rdid=BNWOs9EbCyZMTlQu#

‘เจมส์’ เคล็ดลับสู่สายมู ศิษย์เก่าภาษาจีน ม.รังสิต ผสมผสานดูดวงกับศิลปะไพ่ยิปซี ลุยสายคอนเทนต์ในยุคดิจิทัล สร้างแรงบันดาลใจผ่าน a.gurltarot

"เจมส์ อาณดา" ศิษย์เก่าศิลปศาสตร์ ม.รังสิต จากเด็กเอกภาษาจีนสู่ Content Creator สายมูตัวท็อป

ท่ามกลางกระแสโลกดิจิทัลที่หมุนไว "การปรับตัว" คือทักษะที่สำคัญที่สุด วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ "พี่เจมส์ - อาณดา เทพชาลี" ศิษย์เก่าสาขาวิชาภาษาจีน วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปัจจุบันเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์สายดูดวง เจ้าของช่อง a.gurltarot ทาง Tiktok Youtube และ Instagram ผู้ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความรู้ในห้องเรียน และแพชชันส่วนตัวสามารถหลอมรวมกันจนกลายเป็นอาชีพที่สร้างแรงบันดาลใจและช่วยเหลือผู้คนได้จริง

จุดเริ่มต้นเมื่อ "ภาษาจีน" และ "ไพ่ยิปซี" มาบรรจบกัน หลายคนอาจสงสัยว่าการเรียนภาษาที่ดูจริงจัง กับการเป็นแม่หมอดูดวงมาเจอกันได้อย่างไร "จริงๆ ต้องบอกว่าการเรียนดูดวงเริ่มมาพร้อมๆ กับการเรียนภาษาจีนที่ ม.รังสิต เลยค่ะ เริ่มจากความชอบในงานศิลปะบนหน้าไพ่ 78 ใบ จนอยากดีไซน์ไพ่เป็นของตัวเอง เลยอาศัยช่วงเวลาว่างจากคลาสเรียนอ่านหนังสือคู่มือและฝึกเล่นกับเพื่อนๆ ส่วนการเป็น Content Creator นั้นเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่เข้ามาเติมเต็มหลังจากเรียนจบค่ะ"

กะเทาะเปลือกประสบการณ์ที่หลากหลาย สู่การปั้นช่องแบบ ‘One Person Team’

เส้นทางอาชีพของพี่เจมส์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ตอนนั้นเรียนจบในช่วงคาบเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่อาชีพ Content Creator ยังไม่บูมเท่าปัจจุบัน แต่เจมส์ก็เลือกที่จะ "พุ่งชน"  โอกาส  (รายละเอียดสัมภาษณ์ตามไฟล์แนบ)

‘สุชาติ ชวนคนไทย’ รวมพลังรับมือลดโลกเดือด และขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืน เนื่องในวันคุ้มครองโลก “Our Power, Our Planet : พลังของเรา โลกของเรา”

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า จากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดยองค์กร Germanwatch

ซึ่งประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลกในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมา พบว่าในปี 2024 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร หรือ Met Office ได้แจ้งว่า ปี 2026 มีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.4 องศาเซลเซียส แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าสถิติสูงสุด 1.55 องศาเซลเซียสที่เกิดขึ้นในปี 2024 ซึ่งถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมา แต่ปี 2026 ยังคงติดอันดับ 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุด โดยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเร่งตัวของวิกฤตภูมิอากาศ สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ได้ก้าวข้ามจุดที่เรียกว่าเป็นเพียง "คำเตือน" ไปสู่การเป็น "วิกฤตการณ์เพื่อความอยู่รอด" อย่างเต็มรูปแบบ เรากำลังเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ที่ทวีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน ภัยแล้งที่ยาวนาน หรืออุทกภัยฉับพลัน

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้กำหนดนโยบายขับเคลื่อนร่วมกับทุกภาคส่วน เชื่อมโยงกับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรมตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 9-10 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ การผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล และได้ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสื่อสารสร้างความรู้ ความเข้าใจให้ประชาชน เพื่อช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบและพร้อมตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับวันนี้เป็นวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางสิ่งแวดล้อมที่ทุกประเทศให้ความสำคัญและร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อแสดงพลังการมีส่วนร่วมในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และสนับสนุนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมวันคุ้มครองโลก ในปี 2569 นี้ ได้ถูกกำหนดขึ้นภายใต้แนวคิด “Our Power, Our Planet : พลังของเรา โลกของเรา” ซึ่งในปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน เช่น ภาวะโลกร้อน มลพิษทางอากาศ ขยะพลาสติก และการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนช่วยแก้ไขได้ ไม่ว่าจะการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ลดการใช้พลาสติก หรือดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ก็สามารถช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกได้ในระยะยาว เพราะสุดท้ายแล้ว การดูแลโลกก็คือการดูแลชีวิตของเราทุกคน โดยขอเชิญชวน ประชาชนทุกภาคส่วน ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพราะ “การมีส่วนร่วมของทุกคน” คือพลังสำคัญในการรับมือโลกร้อน และขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งสามารถร่วมแสดงพลังและร่วมกิจกรรมได้ที่ Facebook Page กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกันลงมือทำกิจกรรมรักษ์โลก และถ่ายภาพกิจกรรมรักษ์โลก พร้อมติดแฮชแท็ก (#Hashtag) หรือแคปชั่นสั้น ๆ ว่า “วันนี้ฉันใช้พลังอะไรช่วยโลก” พร้อมระบุจังหวัดที่ทำกิจกรรม ซึ่งภาพถ่ายทั้งหมดจะถูกรวบรวม และจะนำมานำเสนอในภาพแผนที่ประเทศไทย สรุปเป็นภาพรวมของประเทศว่าในแต่ละจังหวัดมีประชาชนร่วมกันแสดงพลังและการทำกิจกรรมอะไรเพื่อโลกบ้าง

BLC ลุยโตเข้ม!! ตั้งเป้า EBITDA พุ่งทะลุ 563 ล้านบาท วางโรดแม็ปยาสามัญ 2 รายการต่อปี ต่อยอดสมุนไพร-ขยายฐานลูกค้า 5% รายปี ยกระดับธรรมาภิบาล-ลดก๊าซเรือนกระจก

BLC เข้าร่วม Jump+ ตั้งเป้า ปี 71 หนุน EBITDA โตทะลุ 563 ล้านบาท

วางโรดแม็ป 3 ปีจำหน่ายยาสามัญใหม่ 2 รายการ และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 1 รายการต่อปี

รุกขยายฐานโรงพยาบาล - ร้านขายยา ตั้งเป้าโตต่อเนื่องปีละ 5%

‘บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC’ ประกาศแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท (Jump+ Plan) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในระยะ 3 ปี (2569-2571) ยกระดับองค์กรสร้างการเติบโตผ่าน 3 มิติหลัก ด้านแผนธุรกิจ แผนธรรมาภิบาล และแผนสภาพภูมิอากาศ วางเป้าหมาย EBITDA เติบโตทะลุ 563 ล้านบาท ภายในปี 2571 มุ่งสร้างนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ ตั้งเป้าวางจำหน่ายยาสามัญใหม่ปีละ 2 รายการ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรปีละ 1 รายการ เตรียมขยายฐานลูกค้าโรงพยาบาลและร้านขายยา เพื่อสร้างการเติบโตปีละ 5% พร้อมยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดี ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจร ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์และอื่นๆ เปิดเผยว่า BLC เข้าร่วมโครงการแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท หรือ Jump+ ซึ่งเป็นโครงการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดขึ้น เพื่อมุ่งยกระดับการดำเนินงานและการเพิ่มมูลค่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย BLC ตั้งเป้าหมายการเติบโตของกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA เติบโตทะลุ 563 ล้านบาท ภายในปี 2571 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของธุรกิจหลัก และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ อย่างแท้จริง โดย BLC ได้วางแผนการเติบโตตามแผน Jump+ ผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี้

มิติที่ 1 แผนธุรกิจและการเติบโต (Business Plan) บริษัทฯ วางเป้าหมายการเติบโตด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด (Marketing Strategy) ที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ ผ่านการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสามัญใหม่ (New Generic Drugs) อย่างน้อย 2 รายการต่อปี และผลิตภัณฑ์สมุนไพรนวัตกรรมอย่างน้อย 1 รายการต่อปี ควบคู่การการขยายฐานลูกค้า ช่องทางโรงพยาบาล (ETH) และร้านขายยา (OTC) เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้ 5% ต่อปี ตลอดจนพัฒนา E-commerce ผ่าน Social Media และจัดตั้งทีมกลยุทธ์เพื่อรุกตลาดรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) ให้กับบริษัทข้ามชาติ รวมถึงลงทุนในระบบ AI เพื่อบริหารจัดการข้อมูลภายใน (Internal Data Management) และลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตผ่านกลยุทธ์แผนการผลิต (Production Strategy) โดย BLC ลงทุนสร้างอาคารผลิตใหม่ (New Plant) ที่ทันสมัยเพื่อรองรับการเติบโตระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมจัดซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อทดแทนเครื่องจักรเดิมที่มีประสิทธิภาพลดลงและรองรับสินค้าใหม่ และเร่งอัตราการใช้กำลังการผลิต (Asset Utilization) เพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) รวมทั้ง การบริหารความเสี่ยงด้านธุรกิจ ด้วยการทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Report) และใช้ข้อมูลมูลค่าการตลาด (IQVIA) ในการวางแผน และบริหารจัดการผ่านรายงานความเคลื่อนไหวรายสัปดาห์ และการทำ Sales Forecast โดยผู้บริหารระดับสูง

มิติที่ 2 แผนด้านธรรมาภิบาล (Governance Plan) บริษัทฯ มุ่งยกระดับแผนธรรมาภิบาล สร้างความโปร่งใส และการถ่วงดุลอำนวจ เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักลงทุน ผ่านความเป็นอิสระของกรรมการ โดยมีแผนปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการให้มีกรรมการอิสระมากกว่า 50% ภายในปี 2571 (ปัจจุบันอยู่ที่ 4:3 และประธานเป็นกรรมการอิสระแล้ว) โดยใช้ Board Skill Matrix ในการสรรหา และเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอชื่อบุคคลรวมถึงการค้นหาผ่านฐานข้อมูล IOD รวมทั้งการต่อต้านทุจริตและคอร์รัปชัน ซึ่งมีเป้าหมายในการได้รับการรับรองสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) ภายในปี 2571 และสร้างความมั่นคงสารสนเทศ (Cybersecurity) มีเป้าหมายได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO/IEC 27001:2022 ภายในปี 2570

มิติที่ 3 แผนด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Plan) บริษัทฯ ตระหนักถึงบทบาทของโรงงานอุตสาหกรรมต่อภาวะโลกร้อน และกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ผ่านแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 & 2) โดยตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับฐานปี 2566 ที่ 2,884 tCO2​e ซึ่งมีเป้าหมายภายในปี 2571 บริษัทฯ จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ปริมาณ 1,204 tCO2e รวมทั้งแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาด ผ่าน Solar Farm Phase 2 ซึ่งบริษัทฯ ได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 1.5 MW และเริ่มจ่ายไฟตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา คาดว่าช่วยลดการใช้ไฟฟ้าจากภาครัฐได้ 40% ขณะที่ในไตรมาส 4/2569 ได้เตรียมติดตั้ง Solar Rooftop ขนาด 990 kWp บนอาคารผลิตที่ก่อสร้างใหม่ คาดว่าลดการใช้ไฟฟ้าได้ 15% นอกจากนี้ BLC ได้ปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ (Secondary Packaging) ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกำหนดมาตรการอนุรักษ์พลังงานเพื่อลดการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิตลง 0.5% ต่อปี

“การเข้าร่วม Jump+ ถือเป็นการยกระดับการดำเนินงานเชิงโครงสร้างในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน และครอบคลุมทุกมิติ เพื่อผลักดันการเติบโตของบริษัทฯ อย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าของบริษัทฯ และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ BLC ยังได้รับการจัดอันดับ SET ESG Ratings ในระดับ A และได้รับคะแนน CG Report ระดับ 5 ดาว (ดีเลิศ) ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญในการดำเนินตามแผน JUMP+ ต่อไป” ภก.สุวิทย์ กล่าว

เกี่ยวกับ บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC

บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพแบบครบวงจร (Comprehensive Healthcare Solutions) ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตตามมาตรฐานสากล ไปจนถึงการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยาแผนปัจจุบัน (ยาสามัญและยาสามัญใหม่), ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์ยาสสำหรับสัตว์, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ โดยมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี พร้อมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่คนไทย ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย บริษัท เอ็ม ที มัลติมีเดีย จำกัด (ในนาม บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC)

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ: : อรอนงค์ ภัทรเวชกุล (ฟ้า)

โทร:  099-194-6597, 086-801-8888

E-mail: [email protected]

AI เปลี่ยนโลกธุรกิจ ทำงานด้วยคณิตศาสตร์ เรียนรู้ด้วย Machine Learning ใช้พลังประมวลผลสูง ลงมือจริงในภาคพลังงาน

AI ทำงานอย่างไร? ทำความเข้าใจเบื้องหลังปัญญาประดิษฐ์

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในหลากหลายมิติของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ระบบแนะนำเนื้อหาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การค้นหาข้อมูลผ่านเครื่องมือค้นหา ผู้ช่วยอัจฉริยะในสมาร์ตโฟน ไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยานยนต์ไร้คนขับ เบื้องหลังความสามารถเหล่านี้คือการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล เพื่อวิเคราะห์และตอบสนองต่อผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ วันนี้ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจหลักการทำงานของ AI ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง ไปจนถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ เพื่อให้เห็นภาพว่าเหตุใด AI จึงกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน AI ไม่ได้คิดแบบมนุษย์ แต่ขับเคลื่อนด้วยการคำนวณเชิงสถิติ

แม้ว่า AI จะสามารถแสดงพฤติกรรมที่ดูคล้ายการ “คิด” ของมนุษย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว AI ไม่ได้มีจิตสำนึกหรือความเข้าใจเชิงอารมณ์เหมือนมนุษย์ จากรายงานของ IBM ระบุว่า ระบบ AI ทำงานโดยใช้อัลกอริทึมและแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการประมวลผลข้อมูล เพื่อค้นหารูปแบบและนำไปใช้ในการตัดสินใจหรือคาดการณ์ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด1 ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือระบบแนะนำสินค้าในแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งาน เช่น ประวัติการค้นหา การคลิก และการซื้อสินค้า เพื่อนำมาคาดการณ์ว่าสินค้าใดมีแนวโน้มตรงกับความสนใจของผู้ใช้งานมากที่สุด กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจแบบมนุษย์ แต่เป็นการคำนวณความน่าจะเป็นจากข้อมูลในอดีตอย่างเป็นระบบ

Machine Learning: หัวใจหลักของการเรียนรู้

เบื้องหลังความสามารถของ AI ในการพัฒนาและปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง คือเทคโนโลยีที่เรียกว่า Machine Learning ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ระบบสามารถเรียนรู้จากข้อมูลโดยไม่ต้องกำหนดกฎทุกขั้นตอนล่วงหน้า โดยระบบจะเรียนรู้จากชุดข้อมูลตัวอย่าง (training data) เพื่อค้นหารูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูล ก่อนนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลใหม่ ตัวอย่างการใช้งาน เช่น การจำแนกภาพ การประมวลผลภาษา และการวิเคราะห์เสียง เป็นต้น พร้อมทั้งเทคโนโลยีอย่างโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Networks) และ Deep Learning ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเลียนแบบโครงสร้างการทำงานของสมองมนุษย์ ทำให้ AI สามารถจัดการกับข้อมูลที่มีความซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น

พลังประมวลผล: โครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อน AI

การพัฒนา AI โดยเฉพาะโมเดลขนาดใหญ่ จำเป็นต้องใช้พลังประมวลผลจำนวนมหาศาล เนื่องจากต้องมีการคำนวณซ้ำในระดับมหาศาล หน่วยประมวลผลอย่าง CPU และ GPU จึงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะ GPU ที่สามารถประมวลผลแบบขนาน ทำให้สามารถจัดการข้อมูลจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ความก้าวหน้าของฮาร์ดแวร์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ AI พัฒนาอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับรายงาน AI Index 2025 จาก Stanford University ที่ระบุว่า ปริมาณการประมวลผลที่ใช้ในการฝึกโมเดล AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และแนวโน้มในปัจจุบันที่การฝึกโมเดล AI ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความซับซ้อนของงาน2 เมื่อเทคโนโลยี AI มีความพร้อมทั้งในด้านโมเดลและโครงสร้างพื้นฐาน การนำไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจจึงเริ่มขยับจากแนวคิดสู่การใช้งานจริงในหลากหลายอุตสาหกรรม AI ในภาคธุรกิจ: จากแนวคิดสู่การใช้งานจริง

AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเชิงแนวคิดอีกต่อไป แต่กำลังถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือการบริหารจัดการพลังงานภายในอาคารขนาดใหญ่ ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งในด้านการควบคุมระบบและการรักษาเสถียรภาพของการใช้งาน

การนำ Energy AI Platform มาใช้ในการบริหารจัดการระบบทำความเย็น (Chiller) ในอาคารเชิงพาณิชย์ เป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ AI ที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง โดยแพลตฟอร์มจะทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลจากระบบต่าง ๆ และวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ เพื่อปรับการทำงานของเครื่องจักรตามความต้องการใช้งานจริง ส่งผลให้สามารถลดการใช้พลังงาน พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกยังช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานในรูปแบบ data-driven ได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามแนวโน้มการใช้พลังงาน การตรวจจับความผิดปกติ หรือการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการอย่าง TCC Technology Group ได้พัฒนาโซลูชันด้าน Energy AI Platform ที่ผสานความสามารถของ AI, Data Analytics และ Cloud Infrastructure เข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนองค์กรในการบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ข้อจำกัดและความท้าทายของ AI

แม้ว่า AI จะมีศักยภาพสูงแต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ โดยเฉพาะการพึ่งพาคุณภาพของข้อมูล หากข้อมูลไม่ครบถ้วน มีอคติ หรือไม่สะท้อนความเป็นจริง ก็อาจส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ได้คลาดเคลื่อนได้ นอกจากนี้ AI ยังไม่สามารถใช้เหตุผลเชิงนามธรรมหรือมีสามัญสำนึกในระดับเดียวกับมนุษย์ได้ ทำให้ในบางสถานการณ์อาจเกิดข้อผิดพลาดหรือการตีความที่ไม่เหมาะสม

.

จากข้อมูลข้างต้น สรุปได้ว่า AI คือเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โมเดลทางคณิตศาสตร์ และพลังประมวลผลขั้นสูง ซึ่งช่วยให้สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ AI มีคุณค่ามากที่สุด ไม่ใช่เพียงความสามารถของเทคโนโลยี แต่คือการนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมในบริบทของธุรกิจและสังคม ในท้ายที่สุด AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดและการตัดสินใจขององค์กรในยุคดิจิทัล การเข้าใจทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของ AI จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความได้เปรียบและความยั่งยืนในระยะยาว

อ้างอิง

1. Stryker, C., & Kavlakoglu, E. (n.d.). What is artificial intelligence (AI)? IBM. Retrieved from https://www.ibm.com/think/topics/artificial-intelligence

2. Stanford University. (2025). AI Index Report 2025. Retrieved from https://hai.stanford.edu/ai-index/2025-ai-index-report

 

“สวนนงนุช” จัดพิธีเปลี่ยนธง เติมสีสันท่องเที่ยวไทย จัดพิธีเปลี่ยนธงมนตราทุก 6 เดือน ส่งเสริมวัฒนธรรมพร้อมสร้างบรรยากาศ พระสงฆ์เจิมแป้ง-ปิดทองธงมนตรา

เปิดประสบการณ์ใหม่ทุก 6 เดือน สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย

วันที่ 22 เมษายน 2569 ณ สวนนงนุชพัทยา ได้จัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา จำนวน 9 ต้น ในเวลา 09.00 น. สร้างบรรยากาศแปลกใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส “พิธีกรรมที่มีชีวิต” ซึ่งจัดขึ้นเพียงปีละ 2 ครั้งเท่านั้น

โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นประธานในพิธี พร้อมคณะผู้บริหารร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง และได้นิมนต์ พระครูเกษมกิจโสภณ พร้อมพระสงฆ์รวม 9 รูป ประกอบพิธีเจิมแป้ง ปิดทอง และประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ธงมนตราทั้ง 9 ผืน ท่ามกลางความสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

“ธงมนตรา” เป็นผืนผ้าที่จารึกบทสวดภาวนา ตามความเชื่อของชาวพุทธในแถบเนปาล ทิเบต และภูฏาน โดยเชื่อว่าเมื่อสายลมพัดผ่าน จะนำพาคำอธิษฐานและพรดี ๆ แผ่กระจายออกไปสู่ทุกผู้คน กลายเป็นภาพบรรยากาศที่ทั้งสวยงามและเปี่ยมด้วยความหมาย จนกลายเป็นอีกหนึ่ง “ไฮไลต์ที่ต้องมาสัมผัสด้วยตาตนเอง”

นอกจากนี้ สีทั้ง 5 บนผืนธงยังสะท้อนความเชื่อเรื่องสมดุลของธรรมชาติ ได้แก่ สีแดงแทนธาตุไฟ สีน้ำเงินแทนธาตุน้ำ สีเขียวแทนไม้ สีขาวแทนโลหะ และสีเหลืองแทนดิน ซึ่งเมื่อปลิวไหวพร้อมกันในสายลม จะเกิดเป็นภาพที่งดงามและทรงพลัง เสมือนการผสานกันของธรรมชาติและศรัทธา

พิธีเปลี่ยนธงมนตราจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม แต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยเติมสีสันให้การท่องเที่ยวไทย และตอกย้ำภาพลักษณ์ของสวนนงนุชพัทยา ในฐานะจุดหมายปลายทางที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

ม.รังสิต เปิดเวทีเสวนา วิทยาลัยศิลปศาสตร์ รังสิต จัดงานเสวนา เชิญกูรูจิตวิทยาแบ่งปันมุมมอง สร้างภูมิคุ้มกันใจในโลกเปลี่ยนแปลง ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางดูแลสุขภาพจิต

วิทยาลัยศิลปศาสตร์ ม.รังสิต จัดเสวนา “วางใจอย่างมั่นคง ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน” ดึงกูรูด้านจิตวิทยาแนะแนวทางสร้างภูมิคุ้มกันใจในยุคปัจจุบัน

ภาควิชามนุษยศาสตร์ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดงานเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “วางใจอย่างมั่นคง ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน” เพื่อสร้างความตระหนักรู้และแนวทางในการดูแลสุขภาพจิตให้แก่บุคลากร นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ท่ามกลางสภาวะสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงและมีความผันผวนสูง กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการกล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กัณฐิกา ศรีอุดม หัวหน้าภาควิชามนุษยศาสตร์ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นประธานในพิธีเปิด โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของศาสตร์ทางมนุษยศาสตร์ในการช่วยให้มนุษย์เข้าใจตนเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสมดุลในโลกยุคใหม่

ไฮไลท์สำคัญของการเสวนาอยู่ที่การแบ่งปันมุมมองและทักษะการบริหารจัดการใจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่าน ได้แก่ นายแพทย์ชนินทร์ สกุลอิสริยาภรณ์ และ คุณภาสุร จึงแย้มปิ่น นักจิตวิทยาการปรึกษา โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อารีลักษณ์ สินธพพันธุ์ เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา ประเด็นสำคัญที่ได้จากการเสวนาในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้มแข็งจากภายใน (Resilience) การรู้จักเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง และการปรับทัศนคติเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การทำงาน หรือความสัมพันธ์ ซึ่งผู้เข้าร่วมเสวนาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและซักถามแนวทางปฏิบัติจริงในช่วงท้ายกิจกรรม การจัดเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีและวุฒิภาวะทางอารมณ์ให้แก่ประชาคมรังสิต เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขและมั่นคง ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

เปิดเวทีความดีระดับชาติ!! ศูนย์คุณธรรม ปลุกพลังสื่อสร้างสรรค์ ผ่าน THAILAND MORAL AWARDS 2025 ชวนร่วมส่งผลงาน 8 สาขา สร้างแรงบันดาลใจความดี จุดประกายสังคมคุณธรรมไทย

ศูนย์คุณธรรม ขยายผลต้นแบบความดี THAILAND MORAL AWARDS 2025 เชิญชวนร่วมส่งผลงานสื่อสร้างสรรค์รวม 8 สาขา จุดประกายเมืองไทยสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เดินหน้าขยายผลสื่อสร้างสรรค์เพื่อปลูกฝังค่านิยมความดีสู่สังคม จัดแถลงข่าวเปิดตัวรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ประเภทสื่อ โดยเปิดรับสมัครผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวความดีผ่านการเล่าเรื่องที่ทรงพลังและสะท้อนคุณค่ารวม 8 สาขา พร้อมเปิดพื้นที่รางวัลประเภทบุคคล ชุมชน และองค์กร ให้แก่ภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อนงานร่วมกับศูนย์คุณธรรมมาตลอด 15 ปี เพื่อเชิดชูเกียรติ สร้างกำลังใจ และเสริมสร้างเครือข่ายความดีให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยว่า ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มุ่งหน้าสนับสนุนการส่งเสริมคุณธรรมในสังคม ผ่านการขับเคลื่อนด้านคุณธรรมที่หลากหลาย ขานรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกมิติ และในทุกช่วงวัยให้เป็นทั้งคนดี เก่ง และมีคุณภาพ เสริมสร้างความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา และสุขภาวะที่ดี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัลที่มีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญกับ “คุณธรรม” หรือ “ความดี” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นมนุษย์ อันนำมาซึ่งความสันติสุข ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรมได้จัดการมอบรางวัลระดับประเทศ THAILAND MORAL AWARDS มาตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้แนวคิด "คนดีมีพื้นที่ยืน ความดีมีพื้นที่ในสังคม" เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นต้นแบบคุณธรรมในด้านต่าง ๆ เช่น ความซื่อสัตย์ ความพอเพียง ความสุจริต จิตอาสา ความกตัญญู และการทำความดีในทุกแง่มุม ให้เป็นแบบอย่างของสังคม เพิ่มพื้นที่ความดีให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในสังคมไทยและนานาประเทศ สำหรับการคัดเลือกรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ศูนย์คุณธรรมจะดำเนินการพิจารณาจากสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมที่มีแนวคิด เนื้อหาและรูปแบบที่ส่งเสริมคุณธรรม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจและเป็นที่ประจักษ์แก่ชุมชน สังคม หรือสื่อสาธารณะ จำนวน 8 สาขา ประกอบด้วย ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง หนังสือ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล 

ทั้งนี้ ในวาระการครบรอบ 15 ปี ของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) การดำเนินรางวัลประเภทบุคคล ประเภทชุมชนและองค์กร จึงมุ่งเน้นการยกย่องเชิดชูและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายคุณธรรมทั่วประเทศ โดยจะพิจารณาคัดเลือกจากเครือข่ายทางสังคมที่ดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนของศูนย์คุณธรรม 6 เครือข่าย ประกอบด้วย เครือข่ายภาครัฐ เครือข่ายภาคเอกชน เครือข่ายการศึกษา เครือข่ายศาสนา เครือข่ายชุมชนและประชาสังคม และเครือข่ายสื่อมวลชน เพื่อเป็นการให้กำลังใจ ยกย่องผู้ทำงานด้านคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง และสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น “ศูนย์คุณธรรมเชื่อมั่นว่า ความดีสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ และคนดีมีส่วนสร้างสังคมให้สงบสุขและยั่งยืนได้ ศูนย์คุณธรรมจึงมุ่งมั่นในการส่งเสริมและสนับสนุนความเป็นพลเมืองดีของคนไทย ให้เกิดการยึดมั่นในศีลธรรม เคารพกฎหมายและสิทธิผู้อื่น มีจิตสาธารณะเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม มีความซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อหน้าที่ และส่งต่อพลังบวกด้วยการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รางวัล THAILAND MORAL AWARDS นอกจากจะยกย่องและสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ที่ยึดมั่นในการทำความดีแล้ว ยังถือเป็นการจุดประกายให้ทุกคนตระหนักถึงความดี สร้างพื้นที่ให้คนดีมีที่ยืน ให้ความดีมีพื้นที่ในสังคม สามารถส่งต่อแรงบันดาลใจสู่สาธารณชน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมคุณธรรม ให้ประเทศไทยมีความสันติสุขพร้อมการพัฒนาที่ยั่งยืน” รศ. นพ.สุริยเดว กล่าว

ในงานแถลงข่าวรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025  ยังมีกิจกรรมเสวนา จากผู้ได้รับรางวัลในปี 2024 ผู้แทนรางวัลประเภทบุคคล คุณวิชญาดา รักกสิกร ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Heart 2 Heart Charity ที่ชวนเยาวชนทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ผู้แทนรางวัลประเภทชุมชนและองค์กร จากฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คุณเอื้องพร เผ่าเจริญ ผู้ช่วยหัวหน้าพยาบาลด้านทรัพยากรบุคคล และผู้แทนรางวัลประเภทสื่อ โดย คุณพรวิรุณ แก้วทอง Director of learning business บริษัท T&B Media Global Thailand จาก แอนิเมชันซีรีส์ สติมา “เณรน้อยอัจฉริยะ” รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ประกาศผลการคัดเลือกในเดือนสิงหาคม 2569 และมีพิธีมอบรางวัล ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ขอเชิญชวนผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์ทั้ง 8 สาขาร่วมส่งผลงานชิงโล่รางวัล และเกียรติบัตร รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ได้ที่ www.thailandmoralawards.com หรือสมัครด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ หรือ Facebook ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานสื่อสารและรณรงค์ทางสังคม ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โทร. 061 615 6652, 063 335 5746, 0 2644 9900 ต่อ 510-512 และ 0 2184 2728-32 

 

ปตท. สนับสนุนบอลไทย มอบเงิน 25 ล้านบาทหนุนสมาคม ร่วมโครงการ 1 กีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ ปีที่ 3 ของการสนับสนุนกีฬาไทย ยกระดับสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มอบเงิน 25 ล้านบาท หนุนสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ

"มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

รับมอบเงินเงินสนับสนุน จำนวน 25 ล้านบาท จาก นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

สำหรับการสนับสนุนของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถือเป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือของกลุ่มบริษัท ปตท. ที่ให้การสนับสนุนสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ภายใต้โครงการ 1 กีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ พลัส ปีละ 50 ล้านบาท รวมระยะเวลา 4 ปี รวมเป็นเงิน 200 ล้านบาท โดยปี 2569 เป็นปีที่ 3 ของการสนับสนุน เพื่อเสริมศักยภาพกีฬาไทยสู่สากล

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1CqAhNNvh9/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top