Saturday, 7 November 2026
NEWS FEED

'หนูเล็ก' ขอบคุณลูกค้า เริ่มวันด้วยยอดขายถล่มทลาย ห่อหมกทะเลใต้ก่าก๊า ขายหมด สั่งวันนี้ย่างยาว 200 ห่อแน่นอน ลูกค้าชื่นชมยอดปังเกินคาด

คุณ หนูเล็ก ก่อนบ่าย ได้โพสต์ลงบนเฟสบุ๊คส่วนตัว กล่าวว่า

แต่เช้าเลยยย
หนูขอบคุณลูกค้ามากๆที่เหมา #ห่อหมกทะเลใต้ก่าก๊า หมดไม่เหลือเลย

ขอโทษลูกค้าที่สั่งมาแล้วยังไม่ได้กิน วันนี้ย่างกันยาวๆไป 200ห่อ ขอบคุณมากๆนะคะ

ที่มา : https://www.facebook.com/100044392240753/posts/1658548398968219/?rdid=3EeZO4igxSxcvZTX#

ความเสียหายกว่า 1,000 ล้าน!! ส.อ.ท. เปิดภาพรวมน้ำท่วม กระทบโรงงานทั่วกรุงและปริมณฑล เสนอ 6 ด้านเร่งด่วนเพื่อช่วยผู้ประกอบการ พร้อมระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าEarly Warning

ส.อ.ท. ประเมินเบื้องต้นน้ำท่วมกระทบภาคอุตสาหกรรม ความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท ชู 6 ด้านเร่งด่วน เสนอรัฐช่วยเหลือ–ฟื้นฟูผู้ประกอบการ พร้อมเร่งระบบ Early Warning

กรุงเทพฯ / 1 ตุลาคม 2569 – สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามและประเมินสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 24–30 กันยายน 2569 พบพื้นที่ได้รับผลกระทบครอบคลุม กรุงเทพมหานครและ 14 จังหวัด โดยมีทั้งพื้นที่ชุมชน เส้นทางคมนาคม โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่ข้อมูลจากสมาชิก ส.อ.ท. ที่ได้รับผลกระทบยังอยู่ระหว่างการรวบรวมเพิ่มเติม โดยเฉพาะผลกระทบต่อเครื่องจักร ระบบการผลิต วัตถุดิบ สินค้าสำเร็จรูป การหยุดการผลิต และระบบขนส่งโลจิสติกส์

จากการประเมินเบื้องต้นของ ส.อ.ท. พบว่า ภายใต้สมมติฐานสมาชิกในพื้นที่ได้รับผลกระทบประมาณ 40% มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,018.36 ล้านบาท โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นการประเมินจากข้อมูลที่รวบรวมได้บางส่วน และยังต้องปรับปรุงตามข้อมูลความเสียหายจริงที่ได้รับเพิ่มเติมจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี

ส.อ.ท. ระบุว่า การประเมินความเสียหายครอบคลุมทั้งความเสียหายโดยตรงและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ รถยนต์และยานพาหนะของบริษัท ระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภคภายในโรงงาน เครื่องจักร วัตถุดิบและ Supply Chain เครื่องมือและอุปกรณ์การผลิต สินค้าสำเร็จรูป การหยุดการผลิตจากพนักงานไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ ตลอดจนผลกระทบทางอ้อมจากการผลิตแล้วไม่สามารถจำหน่ายสินค้า และค่าเสียโอกาสทางธุรกิจอื่น ๆ โดยใช้ข้อมูลจากผลสำรวจบางส่วน ประกอบกับขนาดสถานประกอบการและสถานะการเป็นสมาชิกในการจัดทำประมาณการ

เปิดภาพรวมผลกระทบ กรุงเทพฯ–ภาคกลาง–ภาคตะวันออก
สำหรับ กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 16 เขต และมีสมาชิก ส.อ.ท. ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว 2,261 ราย แบ่งเป็นสมาชิกสามัญ 940 ราย และสมาชิกสมทบ 1,321 ราย

จังหวัดสมุทรปราการ ได้รับผลกระทบ 6 อำเภอ โดยเฉพาะอำเภอบางพลีที่ยังมีน้ำท่วมสูง และโรงงานได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก รวมถึงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางพลีและโรงงานตามแนวเส้นเทพารักษ์–บางเสาธง โดยมีสมาชิก ส.อ.ท. ในพื้นที่ 1,269 ราย

จังหวัดปทุมธานี ได้รับผลกระทบ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองปทุมธานี คลองหลวง ธัญบุรี และลำลูกกา มีสมาชิก ส.อ.ท. ในพื้นที่ 681 ราย โดยยังมีน้ำท่วมขังบางพื้นที่และการสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก

จังหวัดนนทบุรี ได้รับผลกระทบในอำเภอปากเกร็ดและอำเภอเมือง มีสมาชิกที่ได้รับผลกระทบเบื้องต้น 26 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นลักษณะน้ำล้อมรอบ ขณะที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบ 6 อำเภอ ส่วนใหญ่เป็นน้ำท่วมขังบริเวณบ้านเรือนและเส้นทางสัญจร แต่สมาชิก ส.อ.ท. ยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม

ด้าน จังหวัดชลบุรี ได้รับผลกระทบ 10 อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยว นิคมอุตสาหกรรม และบ้านเรือนประชาชน โดยโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ได้รับผลกระทบ และอยู่ระหว่างรอตัวเลขความเสียหายยืนยัน ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

จังหวัดระยอง พบว่าอำเภอแกลงได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีสมาชิก ส.อ.ท. ในพื้นที่ 48 ราย และเบื้องต้นมีสมาชิกได้รับผลกระทบ

ส่วน จังหวัดนครนายก ได้รับผลกระทบในอำเภอเมืองและองครักษ์ มีข้อมูลสมาชิกได้รับความเดือดร้อน 7 ราย และมีกรณีความเสียหายรุนแรงที่ประเมินเบื้องต้น มากกว่า 100 ล้านบาท

ขณะที่ จังหวัดปราจีนบุรี ได้รับผลกระทบในอำเภอเมือง กบินทร์บุรี ประจันตคาม บ้านสร้าง และศรีมหาโพธิ โดยส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตร และได้รับข้อมูลเบื้องต้นว่ามีสมาชิก ส.อ.ท. ได้รับผลกระทบ 18 บริษัท

สำหรับ กาญจนบุรี เบื้องต้นมีสมาชิกได้รับผลกระทบ 1 ราย และอยู่ระหว่างเฝ้าระวังโรงงานที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ส่วน ฉะเชิงเทรา มีสมาชิกแจ้งผลกระทบ 1 ราย ขณะที่นครปฐม สมุทรสาคร จันทบุรี และสระแก้ว มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยยังอยู่ระหว่างติดตามและรวบรวมข้อมูลผลกระทบต่อสมาชิกเพิ่มเติม

“พิมพ์ใจ” ย้ำต้องเร่งช่วยผู้ประกอบการ ลดผลกระทบต่อการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า “สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบในหลายมิติ ไม่เฉพาะต่อประชาชน แต่ยังเริ่มส่งผลต่อภาคการผลิต ทั้งโรงงาน เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ การขนส่ง ตลอดจนการเดินทางของแรงงาน ส.อ.ท. จึงเร่งรวบรวมข้อมูลความเสียหายจากสมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นภาพผลกระทบที่แท้จริง และนำไปสู่การช่วยเหลือที่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการมากที่สุด”

“ในระยะเร่งด่วน สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบสามารถประคองกิจการและกลับมาดำเนินการได้เร็วที่สุด ทั้งการดูแลแรงงาน การเข้าถึงเงินทุน การฟื้นฟูโรงงานและเครื่องจักร การเร่งรัดเรื่องประกันภัย และการจัดการสิ่งแวดล้อมหลังน้ำลด ขณะเดียวกันต้องเตรียมระบบป้องกันและแจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตได้ดีขึ้น”

ส.อ.ท. เสนอ 6 ด้านเร่งด่วน ขอภาครัฐช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
จากการรวบรวมข้อมูลความเสียหายและความต้องการของสมาชิก ส.อ.ท. ได้สรุป 6 ด้านความช่วยเหลือที่ต้องการจากภาครัฐ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ดังนี้
1. ด้านแรงงานและพนักงาน
ขอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือพนักงานที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการเยียวยาหรือสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานในช่วงที่กิจการยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรักษาการจ้างงานและลดผลกระทบต่อแรงงาน

2. ด้านเงินทุนและสภาพคล่อง
ขอให้มีมาตรการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการ ทั้งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เงินทุนหมุนเวียน และสินเชื่อฉุกเฉิน รวมถึงการพิจารณามาตรการพักชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ และลดภาระดอกเบี้ย เพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูกิจการ

3. ด้านภาษี ค่าธรรมเนียม และภาระภาครัฐ
เสนอให้พิจารณายกเว้น ลด หรือผ่อนผันค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับโรงงานและกิจการที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงพิจารณามาตรการด้านภาษีหรือการขยายระยะเวลาการชำระภาระต่าง ๆ ในช่วงฟื้นฟูกิจการ

4. ด้านประกันภัยและการชดเชยความเสียหาย
ขอให้เร่งประสานงานกับบริษัทประกันภัยเพื่อสำรวจและเคลมความเสียหายโดยเร็ว พร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในกรณีที่กระบวนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเกิดความล่าช้าหรือมีข้อขัดข้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินชดเชยมาฟื้นฟูกิจการได้อย่างทันท่วงที

5. ด้านการฟื้นฟูโรงงานและเครื่องจักร
เสนอให้มีการจัดผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมินความเสียหายของโรงงาน เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า และระบบการผลิต พร้อมให้คำปรึกษาด้านการซ่อมแซม การฟื้นฟู และการกลับมาเดินสายการผลิตอย่างปลอดภัย รวมถึงเชื่อมโยงผู้ให้บริการ เครื่องจักร อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการ

6. ด้านการจัดการขยะและสภาพแวดล้อมหลังน้ำลด
ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสนับสนุนการจัดการขยะ ของเสีย และวัสดุที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะของเสียจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน รวมถึงสนับสนุนแนวทางการจัดการวัสดุหรืออุปกรณ์ที่ต้องดำเนินการเป็นพิเศษหลังน้ำลด

เดินหน้า Early Warning–ฟื้นฟูหลังน้ำลด พร้อมติดตามผลกระทบโลจิสติกส์
นอกจากการประเมินความเสียหายแล้ว ส.อ.ท. ยังดำเนินการจัดทำข้อมูลสนับสนุนสำหรับผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัย ครอบคลุมแนวทางประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อม เบอร์โทรศัพท์ประสานงานกรณีเกิดอุทกภัย Checklist ตรวจสอบโรงงานหลังน้ำท่วม แนวทางการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงข้อมูลมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับการเคลมประกันและการจัดการซาก Li-ion battery

ขณะเดียวกัน สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ของ ส.อ.ท. ได้ดำเนินการ Early Warning เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนสมาชิก ส.อ.ท. อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ฝ่ายอาเซียนและโลจิสติกส์อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลผลกระทบต่อภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงความช่วยเหลือที่ภาคธุรกิจต้องการเพิ่มเติม

นางพิมพ์ใจ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. จะติดตามสถานการณ์และรวบรวมข้อมูลจากสมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การประเมินความเสียหายมีความครบถ้วนมากขึ้น และพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกประสานระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประกอบการโดยเร็วที่สุด เพราะการฟื้นฟูโรงงานหนึ่งแห่งไม่ได้หมายถึงการฟื้นฟูเฉพาะผู้ประกอบการรายนั้น แต่ยังหมายถึงการรักษาการจ้างงาน การผลิต และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานของประเทศด้วย”

“ส.อ.ท. วางแผนจะให้คำปรึกษาด้านดูแลซ่อมบำรุงเครื่องจักร กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ โดยจะจัดทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญ ลงให้คำปรึกษาแก่สมาชิกเกี่ยวกับการดูแล ซ่อมบำรุงเครื่องจักร และอุปกรณ์ระบบอัตโนมัติที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมต่อไป”

ทั้งนี้ ตัวเลขความเสียหายดังกล่าวเป็น การประเมินเบื้องต้นจากข้อมูลที่รวบรวมได้บางส่วน และอาจมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อได้รับข้อมูลจากสมาชิกและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม โดย ส.อ.ท. จะเร่งติดตามและปรับปรุงข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

ผู้ประกอบการและสมาชิก ส.อ.ท. สามารถติดตามข้อมูลแนวทางรับมืออุทกภัย มาตรการช่วยเหลือ Checklist ตรวจสอบโรงงานหลังน้ำท่วม และข้อมูลสนับสนุนต่าง ๆ ได้ที่ fti.or.th/csr#flood-2569

“นาพี่เอจมได้ ไม่เป็นไรค่ะ…ขอแค่บ้านเรือนพี่น้องใกล้เคียงอย่าท่วมก็พอ”

เอ ศุภชัย กล่าว

นอกจากนั้นพี่เอยังเปิดพื้นที่ “ครัวบ้านเอ จตุโชติ ซอย 10” ให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนนำรถมาจอดฟรี พร้อมนั่งกระบะนำเสบียงเข้าไปช่วยผู้ประสบภัยอีกด้วย

ที่มา : https://www.facebook.com/100044309325454/posts/1698695288284099/?rdid=UVHokfmeXfyvFdjv#

‘ณวัฒน์’ เซ็ง เหลื่อมล้ำกับนายก!! เสียภาษีแลกกับสภาพบ้านแย่ หมู่บ้านเดียวกับนายกน้ำท่วมไม่เท่ากัน บางส่วนถูกตัดน้ำตัดไฟจนต้องย้าย แสดงความทุกข์ถึงความเหลื่อมล้ำในพื้นที่เดียวกัน

คุณ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ได้โพสต์ลงบนเฟสบุ๊คส่วนตัว กล่าวว่า

“เสียภาษีให้รัฐบาลสิ่งที่ได้รับคือสภาพบ้านผมเป็นแบบนี้ อยู่หมู่บ้านเดียวกันนายกหนู ฝั่งบ้านนายกแห้งสนิท แค่เดินมาไม่ไกลเหมือนทะเล ยืนยันว่าหมู่บ้านเดียวกัน ทำยังไง ท่วมครึ่งหมู่บ้านไม่ท่วมครึ่งหมู่บ้าน ถูกตัดน้ำตัดไฟ รถท่วมน้ำต้องย้ายออกจากบ้านต่างกันราวฟ้ากับเหวทั้งที่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน”

ที่มา : https://www.facebook.com/100044352672988/posts/1664814831673590/?rdid=NANtKKFfqhPdAbqj#

‘คณิตา’ รับตำแหน่งซีอีโอ ปตท.สผ. เดินหน้าความมั่นคงพลังงาน–ขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero ขยายตลาดต่างประเทศต่อเนื่อง ลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2593 ยกระดับองค์กรด้วยดิจิทัล AI

“คณิตา ศาศวัตายุ” รับตำแหน่งซีอีโอ ปตท.สผ.
สานต่อภารกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมสร้างองค์กรแข็งแกร่งในระยะยาว

กรุงเทพฯ, 1 ตุลาคม 2569 – “คณิตา ศาศวัตายุ” เผยวิสัยทัศน์หลังเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. มุ่งสานต่อภารกิจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศอย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการสร้างการเติบโตในต่างประเทศ และการบริหารองค์กร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับ ปตท.สผ. ในระยะยาว

นางสาวคณิตา ศาศวัตายุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยในโอกาสเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ว่า จะเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรตามทิศทางกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างการเติบโตให้ ปตท.สผ. อย่างยั่งยืน โดยสานต่อภารกิจสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ด้วยการรักษาความสามารถในการผลิตปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาประเทศและการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันของประชาชน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตในต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างในระยะยาวให้กับ ปตท.สผ.

ในด้านการบริหารองค์กร จะบริหารงานภายใต้แนวทางความยั่งยืน ยกระดับขีดความสามารถขององค์กร ตลอดจนการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ควบคู่กับการขับเคลื่อนเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 นอกจากนี้ จะเตรียมความพร้อมองค์กรให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงาน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI และความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ และการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะสมที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน
“การผลิตปิโตรเลียมเพื่อรองรับการความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ยังคงเป็นภารกิจที่ ปตท.สผ. ให้ความสำคัญและเดินหน้าอย่างเข้มแข็งต่อไป ขณะเดียวกัน จะเดินหน้าสร้างการเติบโตในต่างประเทศ รวมทั้ง การบริหารองค์กรและบุคลากรเพื่อเตรียมความพร้อมและรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงาน ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพการดำเนินการงาน รวมถึงการบริหารต้นทุน เพื่อให้ ปตท.สผ. เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน” นางสาวคณิตา กล่าว

นางสาวคณิตามีประสบการณ์การทำงานในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมากกว่า 30 ปี มีบทบาทสำคัญในการสร้างการเติบโตของ ปตท.สผ. และการกำหนดทิศทางการดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ด้วยการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงข่ายแหล่งก๊าซธรรมชาติ 3 แนวหลัก ทั้งในอ่าวไทย พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย และประเทศเมียนมา รวมทั้ง การเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างเต็มความสามารถจากโครงการในอ่าวไทยและโครงการบนบก เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในประเทศจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกำหนดแนวทางและขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี 2593 โดยได้วางแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม อาทิ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) รวมทั้ง มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision) สำหรับโครงการ CCS ในแหล่งอาทิตย์ ซึ่งเป็นโครงการ CCS แห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย

‘ชัชชาติ’ ยืนยัน กทม.ไม่ยกเลิกแก้มลิง ชี้หัวใจคือต้องนำน้ำเข้า–ออกได้ดี แค่ปรับแผนบริหารน้ำให้คุ้มค่า–มีประสิทธิภาพ จ่ายเยียวยาตามเกณฑ์ ปภ. จริงจัง ติดตามน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยืนยัน กทม. ไม่ได้ยกเลิกแก้มลิง ปรับแผนจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพควบคู่ ย้ำเยียวยาน้ำท่วมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ปภ.

(30 ก.ย. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวชี้แจงในระหว่างลงพื้นที่ซอยลาดพร้าว 101 เขตบางกะปิ ถึงกรณีที่มีข่าวว่า กทม. ยกเลิกโครงการแก้มลิง โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และแก้มลิงยังคงเป็นระบบพักน้ำที่สำคัญ แต่เป็นการปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า ช่วงปี 54 กทม. มีแผนเลือกพื้นที่ทำแก้มลิง 5-6 แห่ง บางแห่งประชาพิจารณ์ไม่ผ่าน ส่วนแห่งที่ผ่าน ไม่ใช่บึงที่มีอยู่เดิม แต่ต้องไปซื้อที่ดินเปล่ามาขุดเป็นบึง ซึ่งมีราคาสูงระดับหมื่นล้านบาท ทั้งนี้ การทำแก้มลิงต้องพิจารณาความเหมาะสมคุ้มค่า เพราะหัวใจของแก้มลิงคือระบบส่งน้ำเข้า-ออก ที่เหมาะสม

กทม. จึงทบทวนและปรับเปลี่ยนมาเน้นการเพิ่มแก้มลิงในรูปแบบอื่น เช่น การพัฒนาระบบอุโมงค์ระบายน้ำ การขุดคลองให้ลึกขึ้น การทำเขื่อน ดาดท้องคลอง เพื่อใช้ตัวคลองเป็นแก้มลิงในตัว ซึ่งช่วยให้รองรับและส่งน้ำได้ดีขึ้น และคุ้มค่าต่อการลงทุน

“ยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกแก้มลิง เราอยากให้มีแก้มลิงหลายแห่ง แต่ต้องให้อยู่ในพื้นที่เหมาะสมและแผนผังรวม หากอยู่ในตำแหน่งไม่ถูกต้องน้ำเข้าไม่ถึงก็เป็นเหมือนบึง หัวใจคือต้องมีการนำน้ำเข้า-ออกได้ดี” ผู้ว่าฯ ชัชชาติกล่าว

•กทม. ชี้แจงการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย ยึดตามระเบียบ ปภ. และเกณฑ์ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า กทม. จ่ายเงินเยียวยาตามระเบียบของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เช่น ค่าซ่อมแซมบ้าน โดยต้องจ่ายตามเกณฑ์และหลักฐานความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แล้ว กทม. จึงนำเอกสารไปเบิกจ่ายกับ ปภ.

กรณีที่มีข่าวที่ว่า กทม. จะจ่ายเงินเยียวยารายละ 9,000 บาท นั้นไม่เป็นความจริง ต้องขออภัยหากสื่อสารออกไปแล้วทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน กทม. ไม่มีนโยบายเหมาจ่ายรายหัวเนื่องจากมีงบประมาณจำกัด โดย กทม. ยึดหลักการจ่ายตามระเบียบ ปภ. เป็นหลักมาโดยตลอดตั้งแต่เหตุน้ำท่วมเขตลาดกระบังเมื่อปี 2565

ในส่วนของรัฐบาล จากการรับฟังในที่ประชุม นายกรัฐมนตรีไม่ได้ระบุถึงเรื่องนี้ในที่ประชุม แต่เน้นย้ำให้จ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ผู้ที่ได้รับความเสียหายมากจะได้การช่วยเหลือตามจริงมากกว่าผู้ที่ได้รับความเสียน้อย ทั้งนี้ขอให้รอฟังรายละเอียดที่ชัดเจนจากทางรัฐบาลอีกครั้ง
•ติดตามสถานการณ์น้ำซอยลาดพร้าว 101 เร่งสูบน้ำและดูแลผู้ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง
สำหรับการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ชุมชนร่วมกันสร้าง ซอยลาดพร้าว 101 แยก 40 เขตบางกะปิ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า บริเวณนี้เป็นพื้นที่ต่ำติดคลองลำพังพวย ทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนจนชาวบ้านต้องขึ้นไปอยู่อาศัยบนชั้นสอง โดย กทม. ได้นำเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เข้าตั้งจุดสูบน้ำออกอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งจุดพักคอย แจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด

โดยขณะนี้ถนนช่วงลาดพร้าว 101 ถึงบางกะปิ น้ำแห้งสนิทและสัญจรได้ตามปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม กทม. ยังคงต้องเฝ้าระวังจุดเสี่ยงใกล้เคียงที่เชื่อมต่อกับคลองแสนแสบอย่างใกล้ชิด

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1442677281373750&id=100068944758423&rdid=H1KhZbMDdt78rGyy#

ไทยประกันชีวิตให้ทุนการศึกษา เด็กไทยคว้าทุนต่างประเทศด้านการศึกษา–ฟุตบอล ร่วมกับ Sportsync Thailand มอบทุนต่างประเทศ ผ่านโครงการ Sport Showcase มุ่งสนับสนุนเยาวชนด้านกีฬาและการศึกษา

ขอบคุณ บริษัท ไทยประกันชีวิต และ Sportsync Thailand ที่มอบทุนด้านการศึกษาและกีฬาทุนต่างประเทศ ผ่านโครงการ Sport Showcase ประเภทกีฬาฟุตบอล

Truly grateful to Thai Life Insurance and Sportsync Thailand for supporting my education and athletic journey with a scholarship abroad through the Sport Showcase Football project

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122199418478427502&id=61562825081150&mibextid=wwXIfr&rdid=oFFUifFoFVghx1Hh#

‘วราวุธ’ ย้ำมาตรฐานใหม่ครอบคลุมตัวแผงโซลาร์เซลล์ ครม.เห็นชอบมาตรฐานโซลาเซลล์ ใช้มาตรฐาน IEC ขึ้นทะเบียน มอก. รับประกันไม่เกิน 5 วันไม่มีค่าใช้จ่าย สมอ.เตรียมออกใบอนุญาต 279 รายการเดือนนี้

“วราวุธ” แจง หากแผงโซลาเซลล์นำเข้าจากต่างประเทศ ได้มาตรฐาน IEC ถือเป็นมาตรฐาน มอก. มาขอขึ้นทะเบียนได้เลย ใช้เวลาไม่เกิน 5 วัน ไม่มีค่าใช้จ่าย ขอให้ผู้ประกอบการสบายใจ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 30 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) แถลงข่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิคอนต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ป้องกันผลิตภัณฑ์ด้อยคุณภาพที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รองรับการขยายตัวของการติดตั้ง Solar Rooftop ทั้งภาคประชาชนและภาครัฐ

โดยนายวราวุธ กล่าวว่า หลักเกณฑ์ที่ออกมานั้น ทาง สมอ.ยืนยันว่า หากผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาในประเทศไทยได้มาตรฐาน International Electrotechnical Commission หรือ IEC ซึ่งเป็นมาตรฐานเครื่องไฟฟ้าระดับนานาชาตินั้น สามารถเอา ITC มาที่ สมอ. เพื่อขอขึ้นทะเบียนเพื่อรับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ทันที ซึ่งจะได้ไม่เกิน 5 วัน โดยไม่ต้องไปตรวจสอบ หรือทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่แต่อย่างใด เพราะถือว่า มาตรฐานของ IEC คือ มาตรฐานของประเทศ

นายวราวุธ กล่าวว่า ขอย้ำว่า มติ ครม.ที่ออกมาเกี่ยวข้องกับตัวแผงโซลาเซลล์ เพราะอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบโซลาเซลล์ทั้งหมด ยังมีตัวอินเวอร์เตอร์ สายไฟ แบตเตอรี่ โดยทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะทยอยนำเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. และจะมีการพิจารณาออกเป็นมาตรฐานของเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับโซลาเซลล์ พลังงานแสงอาทิตย์ โดยภายในเดือนตุลาคมนี้ สมอ.จะออกใบอนุญาตให้นำเข้าแผงโซลาเซลล์ 279 ใบอนุญาต โดยจะมีการนำเข้าแผงโซลาเซลล์จากต่างประเทศ 279 รายการ และได้มาตรฐาน IEC อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยเองก็มีโรงงานในประเทศไทย และได้มาตรฐาน มอก.แล้ว ดังนั้น ขอให้ความมั่นใจและสบายใจกับผู้ประกอบการและประชาชนว่า แผงโซลาเซลล์จะผ่านมาตรฐาน มอก.อย่างแน่นอน และจะไม่ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงไม่เสียเวลาแน่นอน

กฟผ. ทดสอบโรงไฟฟ้าเสมือนสำเร็จ!! สาธิตระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ เชื่อมศูนย์ควบคุมกับแพลตฟอร์ม ENZY เพิ่มเสถียรภาพด้วยพลังงานกระจายตัว รองรับนโยบาย Smart Grid อย่างครบวงจร

กฟผ. โชว์ความสำเร็จทดสอบ “โรงไฟฟ้าเสมือน” รองรับระบบไฟฟ้ารูปแบบใหม่

กฟผ. เดินหน้ายกระดับระบบไฟฟ้าไทยสู่อนาคต ประสบความสำเร็จในการทดสอบ “โรงไฟฟ้าเสมือน” เชื่อมโยงศูนย์ควบคุมตอบสนองด้านโหลดกับ ENZY Platform สั่งการแหล่งพลังงานแบบกระจายตัวโดยอัตโนมัติ เพิ่มความยืดหยุ่นและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้ารูปแบบใหม่ รองรับนโยบาย Smart Grid

นายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ประสบความสำเร็จในการทดสอบเชื่อมต่อและสั่งการพลังงานแบบอัตโนมัติในรูปแบบ “โรงไฟฟ้าเสมือน” (Virtual Power Plant : VPP) โดยเชื่อมโยงศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response Control Center : DRCC) เข้ากับ ENZY Platform แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะที่ กฟผ. พัฒนาขึ้น เพื่อบริหารจัดการและควบคุมแหล่งพลังงานแบบกระจายตัว (Distributed Energy Resources: DERs) หลายประเภทให้สามารถทำงานร่วมกันแบบอัตโนมัติ ตอบสนองต่อความต้องการของระบบไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หัวใจสำคัญของการทดสอบครั้งนี้ คือ การบูรณาการและสั่งการทรัพยากรพลังงาน 3 รูปแบบให้ทำงานประสานกันโดยอัตโนมัติ ประกอบด้วย การตอบสนองด้านโหลด (Demand Response: DR) การปรับลดหรือบริหารการใช้ไฟฟ้าของอาคารและโรงงานตามคำสั่ง ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) ช่วยกักเก็บและจ่ายพลังงานเพื่อรักษาสมดุลของระบบไฟฟ้า และระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนที่สามารถนำมาบริหารจัดการร่วมกับทรัพยากรอื่นได้อย่างเหมาะสม

เมื่อศูนย์ควบคุม DRCC ส่งคำสั่งมายัง ENZY Platform ระบบจะประมวลผลข้อมูลจากทรัพยากรพลังงานในพื้นที่ ก่อนสั่งการอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยอัตโนมัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น ในช่วงที่ระบบไฟฟ้ามีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ENZY Platform จะสั่งลดการใช้ไฟฟ้าในส่วนที่ไม่จำเป็น ควบคู่กับการจ่ายพลังงานจากแบตเตอรี่ และบริหารการใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้าหลักได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ส่วนในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในระบบต่ำ ENZY Platform สามารถบริหารจัดการให้กักเก็บพลังงานไว้ในแบตเตอรี่เพื่อนำกลับมาใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้ทรัพยากรพลังงานที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ สามารถทำงานประสานกันและตอบสนองต่อคำสั่งจากศูนย์ DRCC ได้เสมือนเป็นโรงไฟฟ้าแห่งเดียว

ความสำเร็จในการทดสอบครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของ กฟผ. ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศด้านพลังงาน เพื่อยกระดับสู่ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) รองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารระบบไฟฟ้า รองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟฟ้า อาคาร โรงงาน รวมถึงเจ้าของแหล่งพลังงานแบบกระจายตัวให้เข้ามามีส่วนร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

‘วิว กุลวุฒิ’ สร้างประวัติศาสตร์!! คว้าเหรียญชายเดี่ยวเอเชียนเกมส์ คนแรกของแบดมินตันไทย เผยเหมือนฝัน หลังคว้าเหรียญเอเชียนเกมส์ มอบชัยชนะให้คนไทยสู้ภัยน้ำท่วม

วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันทีมชาติไทย รับเหมือนฝัน คว้าเหรียญ แบดมินตัน ชายเดี่ยว เอเชียนเกมส์ ได้สำเร็จ หลังเอาชนะ โลห์ เคียน ยิว นักตบสิงคโปร์ ในรอบชิงฯ 2-0 เกม กลายเป็นนักแบดมินตันคนแรกในประวัติศาสตร์กีฬาไทยที่ทำได้สำเร็จ

“แทบจะตบหน้าตัวเองเลย ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เป็นอะไรที่ผมพูดไม่ออกเหมือนกัน เพราะก่อนหน้าจะมาฟอร์มก็ไม่ได้ดีมาก คู่แข่งทุกคนที่มาแข่งในมหกรรมใหญ่แบบนี้ทุกคนก็เตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี แต่ว่าวันนี้มันดีใจมากๆจนเหมือนผมฝันไปหรือเปล่า แต่ว่ารู้สึกดีใจมาก”

“เหรียญนี้มอบให้คนไทยทุกคนที่เจออุทกภัยอยู่ คนไทยต่อสู้มากกว่าผมอีก ผมมีหน้าที่แค่ต่อสู้ในสนาม แต่ว่าบางคนต้องเดินน้ำท่วมออกไปซื้อของ เหนื่อยและลำบากกว่าผมอีก ขอบคุณผู้ใหญ่ทุกคน ผู้สนับสนุนทุกคน ครอบครัวผม โค้ชทุกคนของผม ผมอยากมอบเหรียญนี้ให้ทุกคน”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10418775


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top