Friday, 5 June 2026
NEWS FEED

เวทีแห่งอนาคต!! เปิดศึก Cabling Contest ปีที่ 14 เฟ้นหาสุดยอดเยาวชนสายโครงข่าย รับถ้วยพระราชทานจากราชวงศ์ พร้อมทุนรวมกว่า 400,000 บาท

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จัดแถลงข่าวเปิดการแข่งขัน "Cabling Contest #14" ที่จะเริ่มขึ้นในปีนี้ เพื่อพัฒนาเยาวชนไทยด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และสร้างบุคลากรคุณภาพสำหรับอนาคตในยุคดิจิทัล

การแข่งขันนี้เปิดรับนิสิต นักศึกษา ระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี สมัครในรูปแบบทีมละ 2 คน ผ่านรอบคัดเลือกออนไลน์ใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ จากนั้นคัดเลือกทีม 30 ทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในจังหวัดระยอง ระหว่าง 19-21 พฤศจิกายน 2569 พร้อมกิจกรรมอบรมและพัฒนาทักษะเข้มข้น

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการบริษัท กล่าวว่า "จากความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่จะนำเทคโนโลยีพัฒนาประเทศและเยาวชนไทยเป็นกำลังสำคัญ เข้าสู่เวทีแห่งการเรียนรู้และแข่งขันที่ยกระดับมาตรฐานบุคลากรในสายโครงข่ายอย่างแท้จริง" การแข่งขันนี้ได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐหลัก

รางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศรวมทุนการศึกษา 30,000 บาท พร้อมถ้วยพระราชทานและใบประกาศเกียรติคุณ นอกจากนี้ยังมีทุนและรางวัลรองชนะเลิศ ทีมที่เข้ารอบแต่ละภูมิภาคได้รับอุปกรณ์ฝึกฝนและใบประกาศนียบัตร เพื่อส่งเสริมศักยภาพต่อไป

การจัดนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทดสอบทักษะ แต่ยังเป็น "จุดเริ่มต้นของอนาคต" ที่สนับสนุนเยาวชนไทยให้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ เป็นเวทีสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ที่พร้อมรับมือกับเศรษฐกิจดิจิทัล


ที่มา : https://interlink.co.th/news/detail/KdUtKTGb7C

โยกย้ายนาวาเอก!! พล.ร.ท.อภิชาติชี้เหตุผล มั่นใจไม่ใช่กลั่นแกล้ง นาวาเอกธรรมนูญเหมาะสม ย้ำหมุนเวียนตามตำแหน่งปกติ

พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินและ ผู้บัญชาการ ป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด

กล่าวถึงการโยกย้ายนาวาเอกธรรมนูญ วรรณา จาก ผบ.หน่วยเฉพาะนาวิกโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) ไปเป็น ผบ.หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ (นปท.ทร. ) ว่า  ผมเข้าใจดีว่าพี่น้องประชาชนคนไทยชื่นชม ทหารนักรบ  และ ถือว่า นาวาเอก ธรรมนูญ  ที่นำการสู้รบกับกัมพูชา นำ แผ่นดินไทยกลับคืนมา

นาวาเอก ธรรมนูญ ก็เป็นลูกน้องผม  ผมเป็นคนเลือกเขามาเป็น ผบ.ฉก.นย.ตราด เอง ผมเอง ก็ร่วมรบอยู่กับเขา ตลอดกว่า 20 วันที่ผ่านมา อยู่กับเขา  ช่วยกันคิดวางแผนแก้ปัญหาตลอด ไม่ได้นอนด้วยกัน  จึงไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้ง หรือโยกย้าย เพราะมีความผิดแต่อย่างใด ไม่มีความผิด แต่เป็นการโยกย้าย  หลังจาก มีการขยับ  ผบ.นปท.ทร. คนเดิม  ไปเป็นรองนายพล  ตำแหน่งนี้ว่างลง ผมก็ได้พิจารณาแล้วว่า นาวาเอกธรรมนูญ  เหมาะสมเพราะทำงานชายแดน มาตลอดตั้งแต่ชายแดนใต้  มีความรู้เรื่องระเบิด จนมาอยู่ ฉก.นย.ตราด  โดยตำแหน่งนี้ คุมทั้ง จันทบุรีและ ตราด  และต้องทำงานร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ  (กองบัญชาการกองทัพไทย หรือ TMAC ด้วย

“ ตอนผม เป็น ผบ.ฉก.นย.ตราด ผมก็เป็น6  เดือน    มันเป็นตำแหน่งสนามที่มีการหมุนเวียน  เพราะผู้บังคับบัญชาก็ต้องขยับให้เหมาะสมกับสถานการณ์  ผมเป็นคน ตั้ง นาวาเอกธรรมนูญ  มาเป็น  ผู้การ ตราด เอง มาเตรียมการรบด้วยกัน และผมก็อยู่กับเขาตลอดในห้วงการรบ 20 วัน  ที่ผ่านมา เขาก็เป็นลูกน้องผม ไม่ใช่จะไปกลั่นแกล้ง และไม่ใช่ย้าย เพราะมีความผิดใดๆ  แต่มีผลงาน รบเพื่อชาติมา แต่ตำแหน่งก็ต้องหมุนเวียนขยับกันไปตามวงรอบ  เพราะ “ผมไม่ได้เปลี่ยนม้ากลางศึก  แต่ช่วงนี้ น.อ.ธรรมนูญ รบเสร็จ รบชนะแล้ว ยึดคืนแผ่นดินไทยได้แล้ว  สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป จึงให้นาวาเอกธรรมนูญ  ได้เปลี่ยนหน้าที่ เพราะการประจำอยู่หน้าแนวในสถานการณ์แบบนี้  ก็ย่อมเครียด และมีปัญหาให้แก้ไขตลอด และตำแหน่ง “ผบ.นปท.ทร.” จะได้ “พสร. ” ด้วย  แล้วผมกำลัง จะเสนอเพิ่มขั้น ให้ด้วย  ผมดูแลลูกน้อง”

ผมรู้อยู่แล้วว่า ถ้าโยกย้าย นาวาเอกธรรมนูญ  ก็คงมีประชาชนไม่พอใจ หรือทัวร์ลงผม แต่มันเป็นการจัดวางตัวบุคคลให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และเป็นการหมุนเวียน ตำแหน่งตามปกติของนาวิกโยธิน และ กปชจต. และยืนยันว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเผชิญหน้า อะไรกับฝ่ายทหารกัมพูชา เพราะถือว่า นาวาเอกธรรมนูญ ได้ทำหน้าที่ ตามสไตล์ของเขา ที่เป็นแนวนักรบ อยู่แล้ว  แต่มันเป็นวงรอบ พอดี
ให้นาวาเอกธรรมนูญ  ได้ไปทำหน้าที่  “ผบ.นปท.ทร” ที่ดูแลทั้ง จันทบุรีและตราดรวมถึงต้องทำงานประสานกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ  กองบัญชาการกองทัพไทย หรือTMAC ด้วย
ขณะที่ นาวาเอก ธรรมนูญ  วรรณา  กล่าวขอบคุณชาว จันทบุรี-ตราด ที่ช่วยให้เราสามารถนำบ้าน 3 หลัง กลับคืนมาได้


ส่วนสาเหตุที่แท้จริง นั้น ผมตอบไม่ได้  ว่าเพราะอะไร
แต่ยอมรับว่า  บางครั้ง ผมก็ดื้อเหมือนกัน แต่ก็ทำไป เพื่ออธิปไตยของประเทศชาติ ที่ผ่านมา ผมก็ทำในสิ่งที่เหมาะสม  เพราะผมต้องดูแลลูกน้อง ให้ปลอแภัยและ ภารกิจสำเร็จ“  นาวาเอก ธรรมนูญ  กล่าว


ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=26505379069093867&id=100001454030105&rdid=qf9mV5vTTuJqxKiD#

 

เด็กไทยลุยมหาวิทยาลัยชั้นนำ ‘น้องภูมิ’ รับเข้าเรียนมหาวิทยาลัยดังทั่วโลก Stanford, Oxford, Yale รับพร้อมกันในปีนี้ รางวัลและผลงานวิจัยระดับนานาชาติมากมาย เป็นแรงบันดาลใจและความหวังของชาติ

สุดยอดเด็กไทยที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกแทบทุกแห่ง ทั้งอเมริกาและอังกฤษรับเข้าเรียนในปีนี้ 2569

วันที่28มีนาคม2569 วันประกาศผลการรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกา    และของโลกพร้อมกัน (IVY DAY) เด็กไทยน้อง ภูมิกาญจ แต่ดุลยสาธิต หรือน้องภูมิ นักเรียน Shrewsbury International School แสดงความสามารถรอบด้านและผลการศึกษายอดเยี่ยมในระดับสากล ทำให้มหาวิทยาลัยขั้นนำทั่วโลกทั้งอเมริกาและอังกฤษแทบทุกแห่งตอบรับให้เข้าเรียนพร้อมกันในปีนี้ไม่ว่า Stanford University มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ,University Of Oxford มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของอังกฤษ ,Yale University ,University of Pennsylvania M&T Program ,UC Berkeley MET Program  , UCLA ,UC Irvine ,UC San Diego ,UC Davis , University of Edinburgh , University of Manchester

เปิดประวัตินัองภูมิที่มหาวิทยาลัยเบอร์หนึ่งของโลกแทบทุกที่รับเข้าเรียนปีนี้

 - ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารกองทุนการกุศลเพื่อนักกีฬาเด็กที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาที่ขาดทุนทรัพย์ Playing Forword Fund
 -เหรียญเงิน การแข่งขันเศรษฐศาสตร์โอลิมปิคนานาชาติที่ฮ่องกงปี2024
 -เหรียญเงิน การแข่งขันบริติชฟิสิกส์โอลิมปิค ปี2024
 -นักโต้วาทีเยาวขนทีมชาติไทย ที่เข้าแข่งขันบนเวทีนานาชาติทั่วโลก
-รางวัลเยาวชนไทยที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ด้านวิชาการปี 2025และ2026จากนายกรัฐมนตรี
-ตัวแทนประเทศไทยและเป็นTop5ในการแข่งขัน Plublic Speaking ระดับโลกปี2025ที่ประเทศมาเลเชีย
-Top25 อันดับแรกของโลกในการแข่งขัน Emerging Innovator Awards
-ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์และเจ้าของอนุสิทธิบัตรผลงานวิจัยระดับนานาชาติในหลายผลงาน เข่น โครงการ Muay Thai Head Guard เพื่อลดผลกระทบทางสมองในเด็กที่ชกมวยไทย, โครงการActimusเครื่องกระตุ้นฟื้นฟูกล้ามเนื้อจากการบาดเจ็บในเด็กนักกีฬาโดยทำงานร่วมกับระบบประสาท ผ่านการเล่นเกมส์และเสียงดนตรี
- ผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมระดับสากล คะแนนTop In The World IGCSE Mathematics A ,ได้คะแนนA*ในทุกวิชา12วิชา,คะแนน Top In Thailand AS Physics และรางวัลThe World Scholar’s Cup
- นักแสดงหลักในละครเพลง We Will Rock You จัดโดยShrewsbury International Schoolและเรียนฝึกฝนเปียโนโดยสอบได้ในระดับ8Distinction
-ผ่านหลักสูตรพัฒนาศักยภาพและความเป็นผู้นำต่างๆ เช่น Yale Young Global Scholars(YYGS) ,Shift Silicon Valley Entrepreneurship
 -รางวัลจากนานาชาติและระดับประเทศ เช่น
Top 25 LIMITLESS WORLD SUMMIT
Emerging Innovator ที่ประเทศเกาหลี แคนาดาและอเมริกา
 -รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 25 (พ.ศ. 2568)
 โดยน้องภูมิเป็นลูกชายคนเล็กของคุณพ่อประเสริฐ  แต่ดุลยสาธิต ผู้สนับสนุนและที่ปรึกษาของลูกๆ เป็นมือผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับต้นๆที่เป็นที่ยอมรับของเมืองไทยและดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอาคารชุดไทยในปัจจุบัน และคุณแม่กาญจนา แต่ดุลยสาธิต ผู้ใกล้ชิดดูแลลูกๆจนประสบความสำเร็จในการเรียนระดับนี้ทุกคน โดยน้องภูมิมีพี่สาวสองคน โดยพี่สาวคนโตน้องพลอยพัทธ์ จบการศึกษาปริญญาตรีสาขา Economicsจาก UC Berkeley USAซึ่งอยู่ในTop5ของโลก และได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาปริญญาโทMBAที่ Stanford University ชึ่งเป็นหลักสูตรบริหารธุรกิจชั้นนำของโลก โดยมีสถาบันชั้นนำของโลกตอบรับพร้อมกันเช่น Wharton หลังจากผ่านการทำงานInvestment Bankingที่ธนาคาร JP Morgan และพี่สาวคนที่สองน้องภัทร์ภร จบการศึกษาปริญญาตรีเกียรตินิยม Chemical Engineering จาก UC Berkeley USAซึ่งอยู่ในTop3ของโลก และกำลังศึกษาปริญญาโทในสาขาเดียวกันที่University of Cambridge ประเทศอังกฤษ

   ความพร้อมทั้งตัวน้องภูมิเองและครอบครัวที่คอยสนับสนุนระดับนี้นี่เอง ที่ทำให้มหาลัยชั้นนำของโลกแทบทุกมหาลัยตอบรับให้เข้าเรียน น้องภูมิเป็นตัวอย่างที่ดีเป็นแรงบันดาลใจแก่เด็กไทยและครอบครัวคนไทยที่สามารถแข่งขันกับเด็กทั่วโลกได้ ที่สำคัญเป็นความหวังของประเทศไทยในอนาคตที่จะมีคนรุ่นใหม่อย่างน้องภูมิหลายๆคน เมื่อจบการศึกษาที่ดีขนาดนี้แล้วจะกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไป สุดยอดเด็กไทย และสุดยอดครอบครัวคนไทย ความหวังประเทศ
 

ไมโครซอฟท์บุกไทย!! เตรียมลงทุนเพิ่ม 1 พันล้านดอลลาร์ เดินหน้าลงทุน Data Center-Cloud-AI ดันไทยสู่ AI-First Nation ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัล

วันนี้ (วันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายแบรด สมิธ (Mr. Brad Smith) รองประธานกรรมการบริหารและประธาน บริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น และคณะ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเยือนประเทศไทย สรุปสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมบทบาทของไมโครซอฟท์ในการขับเคลื่อนนวัตกรรม ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาด้านดิจิทัลของไทย พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของไมโครซอฟท์ในไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ และพัฒนาการให้บริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายแบรด สมิธ ยืนยันความเชื่อมั่นของไมโครซอฟท์ต่อประเทศไทย ประชาชนไทย และรัฐบาลไทย โดยไมโครซอฟท์เตรียมประกาศแผนการลงทุนในไทยเพิ่มเติมจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ในโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI พร้อมทั้งมีความร่วมมือกับภาคเอกชนของไทย และให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากรไทย ซึ่งทั้งหมดนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นของไมโครซอฟท์ต่ออนาคตของประเทศไทย

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นสำคัญร่วมกัน ดังนี้
ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรีไมโครซอฟท์มีแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI ในไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและดิจิทัลของประเทศ โดยรัฐบาลสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) ตลอดจนสนับสนุนให้ไมโครซอฟท์ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค โดยไทยมีความพร้อม โดยเฉพาะในด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์กลางของภูมิภาค ซึ่งนายแบรด สมิธ ยืนยันที่จะสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจและดิจิทัลของรัฐบาล และพัฒนาความเป็นพันธมิตรระยะยาวกับไทย เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีย้ำการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์ ภาคเอกชนไทย และภาครัฐ  เพื่อการขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล โดยเชื่อว่าความร่วมมือเหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำด้าน AI ของภูมิภาค (AI-First Nation)

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรียังย้ำความตั้งใจของไทย ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะการพัฒนาการศึกษาและทักษะของแรงงาน ขอบคุณความมุ่งมั่นของไมโครซอฟท์ในการส่งเสริมทักษะดิจิทัลและ AI ให้กับคนไทย โดยเฉพาะการเสริมศักยภาพครู การยกระดับทักษะแรงงาน และการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ด้านศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยี โดยนายแบรด สมิธ กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีการนำ AI เข้ามาใช้งานเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีการใช้ AI สูงขึ้นอย่างมาก โดยไมโครซอฟท์พร้อมสนับสนุนรัฐบาล ผ่านโครงการที่ไมโครซอฟท์กำลังดำเนินการอยู่ ได้แก่ โครงการฝึกอบรมครู องค์กรไม่แสวงหากำไร และเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้เข้าถึงทักษะด้าน AI


ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/162741?fbclid=IwY2xjawQ4TgNleHRuA2FlbQIxMABicmlkETF3Mk44SGk5bVpPTDZSOEdxc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHu92NvZGdNWtFIe_zdrpaKKcAYJ-nRSyUzYxSg1QehYt39WX3sptoahKaBtd_aem_71Xa73RMDK1z5MyCc5iMxQ

“กองทัพเรือ” ช่วยเรือเกยหิน เรือประมงเกยหินที่เกาะตะรุเตา กู้เร่งด่วนด้วยทีมปฏิบัติการ ลูกเรือปลอดภัย ไม่มีผู้บาดเจ็บ ยืนยันพร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชม.

กองทัพเรือเร่งช่วยเรือประมงเกยหินใกล้เกาะตารุเตา ปลอดภัยทั้งลำและลูกเรือ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 03.20 น. ศูนย์ปฏิบัติการทัพเรือภาคที่ 3 ได้สั่งการให้เรือตรวจการณ์หมายเลข 994 (ต.994) เข้าเ

ให้การช่วยเหลือเรือประมงที่ประสบเหตุชนกองหินในพื้นที่รับผิดชอบ บริเวณเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล  โดยต่อมาเมื่อเวลา 05.30 น. ได้พบเรือประมงชื่อ “ชลสิน 18” เกยหินบริเวณทิศใต้ของเกาะตารุเตา โดยเป็นเรือประมงประเภทอวนลาก มีลูกเรือรวม 4 นาย เจ้าหน้าที่ประจำเรือ ต.994 จึงได้จัดชุดปฏิบัติการพร้อมเรือยางและเครื่องสูบน้ำจำนวน 2 เครื่อง เข้าดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

การช่วยเหลือเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการสูบน้ำออกจากท้องเรือ พร้อมทั้งอุดรอยรั่วและค้ำจุนโครงสร้างเรือ เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม กระทั่งระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจนสามารถพยุงเรือให้ลอยตัวได้ จากนั้นได้ประสานเรือประมงในบริเวณใกล้เคียงเข้าช่วยลากเรือ “ชลสิน 18” ไปยังชายหาดทางทิศใต้ของเกาะตารุเตา เพื่อดำเนินการซ่อมแซมต่อไป ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียแต่อย่างใด

กองทัพเรือขอยืนยันถึงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลอย่างทันท่วงที และมุ่งมั่นดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน รวมทั้งปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างเต็มขีดความสามารถตลอด 24 ชั่วโมง สายด่วนศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ โทร.1696

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

31 มีนาคม 2569

มจธ. ยกระดับ “ใยนุ่นไทย” พัฒนาสู่นวัตกรรมแผ่นนุ่นมูลค่าสูง ตอบโจทย์โลกสีเขียว เป็นนวัตกรรมชีวภาพมูลค่าสูง ฟื้นฟูป่าพร้อมรักษ์โลก

มจธ. ยกระดับ “ใยนุ่นไทย” คืนชีพวัสดุพื้นถิ่น สู่นวัตกรรมแผ่นนุ่นมูลค่าสูง

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ใยนุ่น (Kapok Fibel) เป็นเส้นใยธรรมชาติสีขาวนวล นุ่มฟู และน้ำหนักเบา ที่ได้จากฝักแห้งของต้นนุ่น การใช้งานส่วนใหญ่นิยมนำมาเป็นไส้หมอน ที่นอน เบาะ เครื่องกันหนาว หรือตุ๊กตาเท่านั้น ทั้งที่แท้จริงแล้วใยนุ่นมีคุณสมบัติพิเศษหลายประการ ได้แก่ น้ำหนักเบา ให้ความอบอุ่นได้ดี กันน้ำ ลอยน้ำได้ และเป็นฉนวนกันความร้อน จึงนำมาสู่แนวคิดการออกแบบและพัฒนาคุณสมบัติเฉพาะทาง เพื่อยกระดับเส้นใยนุ่นให้เป็นนวัตกรรม “แผ่นนุ่น” ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น

ผลงานนวัตกรรมวัสดุแผ่นนุ่น ประกอบด้วย แผ่นนุ่นทำความสะอาดผิวหน้า (Kapok Pad for Facial Cleansing) แผ่นนุ่นดูดซับคราบน้ำมันสำหรับครัวเรือน (SuperClean Pad) แผ่นนุ่นดูดซับน้ำมันและทนไฟ (HyperClean Pad) และแผ่นหน้ากากนุ่นกรองอากาศและฆ่าเชื้อโรค (BioMask Kapok Filter) ผลงานดังกล่าวเป็นฝีมือนักวิจัยไทย ได้รับการรับรองจากฐานข้อมูล Material ConneXion นิวยอร์ก ปี ค.ศ. 2025 (พ.ศ. 2568) และได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนวัตกรรมวัสดุไทยสู่เวทีโลก ภายใต้แนวคิด Innovation & Natural Materials ในกลุ่มวัสดุชีวภาพและวัสดุจากธรรมชาติที่ต่อยอดด้วยนวัตกรรม จัดแสดงในนิทรรศการ Material Submission Showcase from Local to Global บริเวณพื้นที่ด้านหน้าของห้อง Material Design & Innovation Center ณ ศูนย์นวัตกรรมด้านวัสดุและการออกแบบ Thailand Creative & Design Center (TCDC) กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 29 มกราคม ถึง 30 ธันวาคม 2569 ต่อเนื่อง 1 ปี

ผศ. ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ และหัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในฐานะหัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของงานวิจัยนี้มาจากความสนใจเรื่อง “เส้นใยธรรมชาติ” และโจทย์ คือจะทำอย่างไรให้เส้นใยธรรมชาติสามารถ “ขึ้นรูป” หรือ “ทำเป็นแผ่น” ได้โดยเฉพาะเส้นใยนุ่นซึ่งมีเส้นใยสั้น จึงไม่สามารถขึ้นรูปได้เหมือนฝ้ายที่มีเส้นใยยาว และสามารถทอผ้า หรือทำเป็นแผ่นสำลีได้ ส่งผลให้นุ่นถูกจำกัดการใช้งานมาโดยตลอดด้วยคุณสมบัติพิเศษของเส้นใยนุ่น และความสามารถในการย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ทีมวิจัยจึงตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าและขยายการใช้งานให้นุ่นสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้หลากหลาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเชื่อมโยงสู่ประเด็นการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรม โดยเฉพาะภาคเหนือ เช่น จังหวัดน่าน ซึ่งมีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมจำนวนมาก ทีมวิจัยจึงเสนอแนวทางส่งเสริมการปลูกป่านุ่นแทนยูคาลิปตัส เนื่องจากนุ่นเป็นพืชโตเร็ว ให้ร่มเงา ปลูกง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมี มีรากช่วยยึดดิน และให้ผลิตผลต่อเนื่องทุกปี อีกทั้งยังเป็นพืชท้องถิ่นของไทย ในอดีตไทยเคยเป็นผู้ส่งออกนุ่นอันดับหนึ่งของโลก และปัจจุบันยังเป็นที่ต้องการในตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฝรั่งเศส

“โจทย์ท้าทายคือการขึ้นรูปเป็นแผ่น เนื่องจากนุ่นมีเส้นใยสั้น หากนำมาใช้กับผิวโดยตรง เส้นใยอาจพันตัวคล้ายเส้นด้ายและก่อให้เกิดการระคายเคือง ดังนั้นจึงต้องพัฒนาเทคนิคการขึ้นรูปเป็นแผ่นเช่นเดียวกับสำลี แต่แตกต่างจากฝ้ายที่มีการปรับปรุงพันธุกรรม ในเชิงอุตสาหกรรม การใช้นุ่นจึงต้องปรับสภาพคุณสมบัติของเส้นใยให้เหมาะสมต่อการใช้งาน” ผศ. ดร.ธิดารัตน์ กล่าว

จุดเด่นของงานวิจัย คือ การพัฒนาเทคนิคทำให้นุ่นขึ้นรูปเป็นแผ่นได้โดยไม่ใช้กาว แต่ใช้กลไกการละลายผนังเซลล์บางส่วนให้เกิดคุณสมบัติกาวธรรมชาติ (Self-adhesive) ทำให้เส้นใยยึดติดเป็นเนื้อเดียวกัน พร้อมประยุกต์เทคโนโลยี Surface Modification เพื่อปรับแต่งผิวเส้นใยให้เหมาะกับการใช้งานเฉพาะด้าน ปัจจุบันได้ยื่นจดสิทธิบัตรในกระบวนการผลิต และเทคนิคการปรับสภาพผิวแล้ว สำหรับผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ได้แก่ แผ่นนุ่นทำความสะอาดผิวหน้า (Kapok Pad for Facial Cleansing) แผ่นนุ่นปรับสภาพผิวด้วยการเคลือบสารซิงค์อะซิเตต (Zinc Acetate) ให้มีคุณสมบัติต้านแบคทีเรีย เหมาะกับผู้มีผิวมันและแพ้ง่าย ช่วยดูดซับความมันและทำความสะอาดเครื่องสำอาง พร้อมช่วยลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย โดยผลงานชิ้นนี้ได้รางวัล 1 ใน 3 ผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางรักษ์โลก จากเวที Cosmetic Victory Valley ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

แผ่นนุ่นดูดซับคราบน้ำมันสำหรับครัวเรือน (SuperClean Pad) แผ่นนุ่นเคลือบแมงกานีสออกไซด์ เพิ่มคุณสมบัติดูดซับน้ำมันและกันน้ำ เหมาะสำหรับทำความสะอาดภาชนะ และคราบน้ำมันบนพื้นผิวในครัว ช่วยลดการใช้น้ำและน้ำยาล้างจาน โดยสามารถบีบคืนน้ำมันออกเพื่อนำไปกำจัดอย่างเหมาะสม

นวัตกรรมแผ่นนุ่นดูดซับน้ำมันและทนไฟ (HyperClean Pad) แผ่นนุ่นเคลือบสองชั้น ชั้นในดูดซับน้ำมัน และชั้นนอกทนความร้อน ใช้กับเตาปิ้งย่างเพื่อลดการสัมผัสของน้ำมันกับแหล่งความร้อนโดยตรง ช่วยลดควันและเขม่าที่เป็นอันตราย

แผ่นหน้ากากนุ่นกรองอากาศและฆ่าเชื้อโรค (BioMask- Kapok Filter) แผ่นนุ่นเคลือบสารออกซิไดซ์แบบเจล (Gel Coating) ให้เกิดชั้นฟิล์มบนพื้นผิว มีคุณสมบัติสะท้อนฝุ่นและยับยั้งแบคทีเรีย เหมาะต่อการพัฒนาเป็นหน้ากากอนามัยหรือวัสดุกรองอากาศ โดยต้นแบบพัฒนา เพื่อใช้กับเด็ก โดยเฉพาะเด็กปากแหว่งเพดานโหว่

ผศ. ดร.ธิดารัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การใช้วัสดุย่อยสลายได้แทน เส้นใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ หรือไนลอน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาไมโครพลาสติก งานวิจัยนี้จึงมุ่งตอบโจทย์ 3 ประการ ได้แก่ (1) พัฒนาวัสดุที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าวัสดุสังเคราะห์ (2) ย่อยสลายได้ ไม่สร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อม และ (3) ยิ่งใช้มาก ยิ่งส่งเสริมการปลูกป่านุ่น ซึ่งช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ นุ่นเป็นต้นไม้พื้นถิ่น การส่งเสริมการปลูกไม้พื้นถิ่นจะช่วยฟื้นคืนระบบนิเวศ และหากนุ่นไทยก้าวสู่ระดับสากลได้ ก็จะเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ”

ราชมังฯ เดือด!! ลุ้นระทึกช้างศึกดวลเติร์กเมนิสถาน เกมชี้อนาคตเอเชียน คัพ 2027 ศึกตัดสินกลุ่ม D ทีมชาติไทยต้องชนะเติร์กเมนิสถาน “มาดามแป้ง” อัดฉีดสูงสุด 5 ล้าน

ทีมชาติไทยเตรียมลงสนามพบกับ เติร์กเมนิสถาน ในการแข่งขันฟุตบอลเอเชียน คัพ 2027 รอบคัดเลือก กลุ่มดี ในวันที่ 31 มีนาคม เวลา 19.30 น. ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยสถานการณ์ก่อนเกม ทีมชาติไทยจำเป็นต้องชนะเพื่อผ่านเข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขันที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย

ก่อนเกมการแข่งขัน 'มาดามแป้ง' นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอล ได้เดินทางไปให้กำลังใจและประกาศอัดฉีดเงินรางวัล 3 ล้านบาทหากทีมชนะ เติร์กเมนิสถาน พร้อมขยายเงินอัดฉีดเป็น 5 ล้านบาททันที หากชนะด้วยผลต่างประตู 3 ลูกขึ้นไป

การชนะในครั้งนี้ถือเป็นความหวังหลักในการเข้ารอบสุดท้ายของทีมชาติไทยและสร้างแรงจูงใจให้ผู้เล่นทุกคนทุ่มเทเต็มที่ในการแข่งขันครั้งนี้ มาดามแป้งกล่าวว่า "นักเตะทุกคนมีโอกาสผ่านรอบนี้ได้ ขอให้เต็มที่และยึดมั่นในเป้าหมาย"

สำหรับแมตช์นี้ ทีมชาติไทยจะลงแข่งในรังเหย้าเพื่อต้อนรับการมาเยือนของ เติร์กเมนิสถาน ซึ่งจะเป็นการตัดสินสำคัญว่าผลการแข่งขันจะนำพาทีมไปสู่เวทีเอเชียน คัพ 2027 หรือไม่ การชนะครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1634557/

'ธนกร' อำลากระทรวง ส่งท้าย 6 เดือนทำงาน สะสางข้อพิพาท ฟื้นฟูเอกชน-อุตสาหกรรม ย้ำหลักการมุ่งแก้ปัญหา


"ธนกร" อำลากระทรวงอุตสาหกรรม ผู้บริหาร-ขรก.ร่วมส่งเนืองแน่น 

เน้นย้ำแนวทางทำงานตลอด 6 เดือน ยึดมั่นหลักการ มุ่งแก้ปัญหาเพื่อประชาชน 

 กระทรวงอุตสาหกรรม - วันที่ 30 มีนาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะ ประกอบด้วย นายสุรพงศ์ นำชัยรุจิพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนางสาวจิรัฐิติกาล จันทราทิพย์ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้ากระทรวงฯ ในโอกาสอำลาตำแหน่ง โดยมีนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นำคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงฯ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

นายธนกร กล่าวว่า ขอบคุณไมตรีจิตของข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ให้การต้อนรับอย่างดีตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจวบจนถึงวันนี้เป็นระยะเวลากว่า 6 เดือน ซึ่งนับตั้งแต่ได้เข้ามาทำงานก็ทำอย่างเต็มที่ ได้สะสางและริเริ่มงานให้เป็นรูปธรรมมากมาย อาทิ การปิดฉากข้อพิพาทเหมืองทองอัคราที่ค้างยาวนานกว่า 8 ปี ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ การอัดฉีดเม็ดเงินให้เอสเอ็มอีกว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและรักษาการจ้างงาน ให้เอสเอ็มอีประคองธุรกิจไปต่อได้ การตั้งทีมงานเต็มเหนี่ยว เพื่อปราบปรามโรงงานเถื่อนและแหล่งมลพิษทั่วประเทศ ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมได้มากกว่า 2,000 ล้านบาท วางระบบควบคุม PM2.5 แบบ Real-time ติดตั้งในโรงงาน 760 แห่ง ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน จัดการขยะอุตสาหกรรมอันตราย กวาดล้างแบตเตอรี่เถื่อนกว่า 60,000 ตัน การฝึกอบรมเสริมสร้างอาชีพให้กับประชาชนทั่วประเทศ การผลักดัน Soft Power อาหารไทย ร่วมพัฒนาเชฟมืออาชีพกว่า 20,000 คน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสู่ฐานราก เรื่องการลดเผาอ้อย และในปีนี้รับอ้อยสดได้กว่า 96.6 % ถือว่าทำได้ทะลุเป้า 

“ผมรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงานกับชาวกระทรวงอุตสาหกรรม การทำงานที่ผ่านมาอาจจะมีแรงเสียดทานจากปัจจัยต่างๆ แต่ผมเชื่อมั่นว่าตัวผมและข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรมยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้อง ตั้งใจทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างมุ่งมั่นตามที่ประชาชนคาดหวัง ผมเห็นสิ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมทำให้กับประชาชน ซึ่งหลายอย่างสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง” นายธนกรกล่าว

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะ ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แก่ พระภูมิ และองค์พระนารายณ์ โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมส่ง ก่อนจะเดินทางออกจากกระทรวงอุตสาหกรรม

อาลัย 'อดิศัย โพธารามิก' อดีตรัฐมนตรี 3 สมัย ผู้มีบทบาทสำคัญบนเส้นทางการเมืองไทย ยุครัฐบาลชวน-ทักษิณ จากไปอย่างสงบเมื่อ 28 มี.ค.

นายพิชญ์ โพธารามิก ประกาศผ่านเฟซบุ๊กแจ้งข่าวการเสียชีวิตของ 'อดิศัย โพธารามิก' อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลของ 'ทักษิณ ชินวัตร' อย่างสงบเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 07.28 น. ด้วยวัย 85 ปี

นายพิชญ์ ซึ่งเป็นลูกชายของอดิศัย โพธารามิก โพสต์ข้อความว่า "คุณพ่อ จากไป อย่างสงบ ทุกคำสอน ทุกคำสั่งเสีย จะนำไปดำเนินการ ให้เรียบร้อยครับ" เพื่อรำลึกถึงคำแนะนำและคำสั่งเสียของผู้เป็นพ่อที่ยังคงยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

'อดิศัย โพธารามิก' เริ่มต้นการทำงานในทางการเมืองตั้งแต่ปี 2519 โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา จากนั้นในปี 2543 เขาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของ 'ชวน หลีกภัย' และต่อมาในปี 2544 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนจะเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในปี 2546 ภายใต้รัฐบาลของ 'ทักษิณ ชินวัตร'

การเสียชีวิตของอดิศัย โพธารามิก นับเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในวงการเมืองไทย โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในรัฐบาลที่มีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของประเทศไทยในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา

ที่มา : https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/272073

 

ล่อซื้อปุ๋ยตามร้องเรียน พื้นที่บางบาล จ.อยุธยา พบขายราคาสูงผิดปกติ เร่งตรวจสอบต้นทุน–ขยายผลถึงต้นทาง

ค้าภายใน สนธิกำลังตำรวจสอบสวนกลาง บก.ปคบ. ล่อซื้อปุ๋ยตามร้องเรียน พบขายราคาสูง เร่งตรวจต้นทุน–ขยายผลถึงต้นทาง ป้องกันฉวยโอกาสซ้ำเติมเกษตรกร - เพิ่มช่องทางร้องเรียนผ่าน Line @Mr.DIT 

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีกรมการค้าภายในได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรเกี่ยวกับการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในราคาสูงผิดปกติในพื้นที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมการค้าภายในได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกรซึ่งกำลังเผชิญภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สายตรวจกรมการค้าภายใน สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ตำรวจสอบสวนกลาง ดำเนินการล่อซื้อปุ๋ยเคมีตามข้อร้องเรียนเพื่อเก็บพยานหลักฐาน โดยผลการตรวจสอบพบการจำหน่ายปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 ในราคากระสอบละ 1,190 บาท ซึ่งมีราคาสูง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบเอกสารการจำหน่ายและข้อมูลทางการค้าที่เกี่ยวข้องทันที

นายวิทยากรกล่าวว่า พนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเอกสารหลักฐานการจัดซื้อปุ๋ยมาจำหน่ายย้อนหลัง อาทิ ใบกำกับภาษี หลักฐานการรับสินค้า และข้อมูลต้นทุนทั้งหมด เพื่อนำมาตรวจสอบโครงสร้างราคาว่ามีความสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ หากพบว่าต้นทุนไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการมีการปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ถือเป็นการฉวยโอกาสทางการค้า และเป็นการซ้ำเติมพี่น้องเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเป็นปัจจัยการผลิตหลัก 

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการใด ๆ โดยจงใจทำให้ราคาสินค้าต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร หรือก่อให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาสินค้าหรือบริการ โดยหากตรวจพบความผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด

พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านค้าส่ง รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การกระจายสินค้า เพื่อตรวจสอบที่มาของราคาและป้องกันการกำหนดราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง หากพบว่ามีการร่วมกันกำหนดราคาหรือมีพฤติการณ์เอาเปรียบผู้ซื้อ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดทุกราย

อธิบดีกรมการค้าภายในย้ำว่า กรมการค้าภายในจะไม่ปล่อยให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกที่เกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก การจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรมย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และต้นทุนของเกษตรกร รวมถึงอาจกระทบต่อเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในภาพรวมของประเทศ กรมฯ จะเดินหน้าติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและลดภาระต้นทุนให้แก่พี่น้องเกษตรกร โดยขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงผิดปกติหรือมีพฤติการณ์ฉวยโอกาส สามารถแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mr.DIT เมนู “รับเรื่องร้องเรียน” ซึ่งประชาชนสามารถรายงานข้อมูล แนบภาพถ่าย และคลิปวิดีโอประกอบการร้องเรียน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top