Saturday, 6 June 2026
NEWS FEED

NPI ลุยตลาดโลก!! ที่นอนอัจฉริยะคุมแรงกดทับได้จริง ช่วยลดแผลกดทับผู้ป่วยติดเตียง ผลงานวิจัย 'FIBO' มจธ. ร่วมมือเอกชน มุ่งเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยสูงวัยทั่วโลก

นวัตกรรม 'NPI' ที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ ฝีมือนักวิจัย FIBO มจธ. เตรียมขยายสู่ตลาดโลก

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ปัญหา "แผลกดทับ" ถือเป็นภัยเงียบที่กระทบต่อระบบสาธารณสุขไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุและผู้ป่วยวิกฤตที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เพราะเมื่อเกิดแผลขึ้นแล้ว ไม่เพียงทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวด เสี่ยงต่อการติดเชื้อ อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต และยังเพิ่มภาระให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลที่ต้องคอยพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึง 60,000-150,000 บาทต่อราย และต้องใช้เวลารักษานาน โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จำนวนผู้ป่วยติดเตียงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ภาระงบประมาณและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการดูแลยิ่งรุนแรงมากขึ้น

จึงเป็นที่มาของ "ที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ NPI (Never Pressure Injuries)" ที่พัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัยจากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับบริษัท เฟมเม เวิร์ค จำกัด (Famme Works Co.,Ltd.) บริษัท Spin-off ของ มจธ. มีเป้าหมายสำคัญคือการนำเทคโนโลยี AI Robotic มาช่วยทำหน้าที่แทนมนุษย์ในการจัดการแรงกดทับอย่างแม่นยำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเปลี่ยนนิยามการดูแลผู้ป่วยจากการ 'ตามรักษา' เป็นการ 'ป้องกันอย่างสมบูรณ์แบบ' จนทำให้อัตราการเกิดแผลกดทับใหม่กลายเป็นศูนย์ (Zero Pressure Injuries) ได้ในที่สุด

ดร.ปราการเกียรติ ยังคง อาจารย์ประจำสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) มจธ. และผู้พัฒนาระบบ Automated Personalized-based Pressure Control System ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนา "NPI" หรือที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ มาจากความพยายามแก้ปัญหาพื้นฐานในโรงพยาบาล โดยเฉพาะการพลิกตัวผู้ป่วยและการดูแลผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นภาระสำคัญที่ยิ่งทวีความรุนแรงในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทีมวิจัยจึงพัฒนานวัตกรรมนี้ขึ้นเป็นระบบป้องกันแผลกดทับแบบไม่ต้องพลิกตัว หรือ "ที่นอนหุ่นยนต์" เพื่อช่วยลดข้อจำกัดของการดูแลแบบเดิมที่ต้องพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมง หรือวันละ 12 ครั้ง เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนและลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับ

"นวัตกรรมนี้ไม่ได้เริ่มจากการคิดอยู่ในห้องปฏิบัติการ แต่เริ่มจากการลงไปดูปัญหาจริงในโรงพยาบาล โดยทีมวิจัยทำงานร่วมกับพยาบาลและผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่พัฒนาขึ้นจะใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่เป็นต้นแบบ เพราะจากการลงพื้นที่พบว่าผู้ป่วยจำนวนมากไม่ชอบการถูกพลิกตัวบ่อย ๆ เนื่องจากทำให้นอนไม่ต่อเนื่อง รู้สึกเจ็บ และถูกรบกวนตลอดเวลา ขณะที่พยาบาลเองก็ต้องใช้ทั้งแรงและเวลาอย่างมากในการพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีน้ำหนักมาก ซึ่งมีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ทีมวิจัยจึงไม่เลือกเดินตามวิธีเดิมหรือตามสิ่งที่ตลาดคุ้นเคยอย่างการทำเครื่องช่วยพลิกตัว แต่เลือกแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือ "แรงกดทับ" เพื่อให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องถูกพลิกตัวบ่อย แต่ยังลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับได้อย่างต่อเนื่อง"

NPI ไม่ได้เป็นเพียงที่นอนที่ขยับได้เอง แต่เป็นนวัตกรรม "หุ่นยนต์ในรูปแบบที่นอน" ด้วยระบบ AI Robotic ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการแรงกดทับอย่างต่อเนื่องและแม่นยำ แตกต่างจากที่นอนลมทั่วไปที่ทำงานด้วยการสลับยุบพองตามรอบเวลา เพราะ NPI สามารถปรับการรองรับให้สอดรับกับสรีระของผู้ป่วยได้ตลอด

24 ชั่วโมงอย่างนุ่มนวล โดยไม่รบกวนการนอนและไม่จำเป็นต้องพลิกตัวผู้ป่วยบ่อย ๆ ส่งผลให้ผู้ป่วยนอนนิ่งได้ต่อเนื่อง สบายขึ้น และช่วยลดแรงกดทับในจุดเสี่ยงได้ดีกว่าที่นอนป้องกันแผลกดทับแบบทั่วไป โดยเฉพาะในบริเวณที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

NPI ที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีจาก "เครื่องจักร" ไปสู่ "อุปกรณ์ทางการแพทย์" ที่ใช้งานได้จริง โดยผลที่ได้จากการใช้งานในสถานพยาบาล คือ สามารถป้องกันการเกิดแผลกดทับใหม่ได้ 100% ในกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้งานระบบ ลดภาระของพยาบาลในการพลิกตัวผู้ป่วย ทำให้มีเวลาไปดูแลผู้ป่วยด้านอื่นได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ในการดูแลที่บ้านยังช่วยลดความเหนื่อยล้าและความเครียดของญาติหรือผู้ดูแล เพราะไม่ต้องคอยพลิกตัวผู้ป่วยบ่อย ๆ ส่วนผู้ป่วยเองก็นอนหลับได้ดีขึ้น เนื่องจากระบบปรับแรงกดทับอย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอ ไม่รบกวนการพักผ่อน

กลไกการทำงานที่สำคัญของ NPI คือ "การจัดการแรงกดทับอย่างอัจฉริยะ สู่การเคลื่อนไหวอัตโนมัติ" ประกอบด้วย

1. การกระจายแรง มีจุดรองรับจำนวนมากเพื่อกระจายน้ำหนัก หากจุดใดแรงกดสูงระบบจะสั่งให้จุดนั้นลดระดับลง และให้จุดอื่นขยับขึ้นมารับน้ำหนักแทน เพื่อควบคุมแรงกดทับให้อยู่ในระดับปลอดภัย

2. การพัฒนาเทคโนโลยี AI Robotic ที่ทำงานร่วมกับระบบเซ็นเซอร์ความละเอียดสูงและการประมวลผลแบบ Real-time ช่วยในการตรวจวัดแรงกดทับจากน้ำหนักของผู้ป่วยตลอดเวลา

3. การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ช่วยคำนวณและตัดสินใจในการปรับระดับการรองรับให้เหมาะสมกับน้ำหนักที่แตกต่างกันของผู้ป่วยแต่ละราย ทำให้ที่นอนสามารถปรับรูปร่างเพื่อกระจายแรงกดทับได้อย่างอิสระและแม่นยำตามสรีระของผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง

4. ระบบ IoT (Internet of Things) มีการเก็บข้อมูลสถานะการนอนและค่าแรงกดทับผ่านระบบเครือข่าย โดยข้อมูลการใช้งานจะถูกส่งขึ้นระบบ Cloud เพื่อให้แอดมินหรือแพทย์มอนิเตอร์สถานะได้จากระยะไกล ช่วยให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

อีกจุดเด่นของ NPI คือสามารถวางใช้งานบนโครงเตียงได้หลายรูปแบบ และออกแบบให้ใช้งานง่ายแบบ Plug and Play เพียงเสียบปลั๊กก็เริ่มทำงานได้ทันที ไม่ต้องตั้งค่าซับซ้อน ขณะเดียวกันยังตั้งเป้าให้เป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ในระดับราคาที่เหมาะสม เพื่อเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลรัฐและสถานพยาบาลชุมชนสามารถใช้นวัตกรรมการดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยติดเตียงได้ทั้งในโรงพยาบาลและที่บ้าน

"จากการติดตามผลการใช้งานในสถานพยาบาลที่ผ่านมา เราเห็นว่า NPI ไม่ได้เป็นแค่ที่นอนที่มีเทคโนโลยีซับซ้อน แต่เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับ และช่วยให้การดูแลผู้ป่วยในระบบสาธารณสุขมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันทีมวิจัยก็ไม่ได้หยุดพัฒนาอยู่แค่นี้ แต่กำลังต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่ปัญหาสุขภาพด้านอื่น ๆ เช่น Office Syndrome หมอนรองกระดูกทับเส้น และการนอนกรน โดยมีแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์สำหรับบุคคลทั่วไปภายในปีนี้" ดร.ปราการเกียรติกล่าว

NPI ที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ ได้รับการันตีจากรางวัล "Best Performance Award" ในกลุ่มการแพทย์และสุขภาพ จากงาน Thailand Innovation Hub 2026 โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เมื่อปลายเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นผลงานครั้งสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับโรงพยาบาลและยังเป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจาก 'งานวิจัย' สู่ 'การใช้งานเชิงพาณิชย์ในระดับประเทศ' ล่าสุด NPI เตรียมขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งเป็นสังคมผู้สูงอายุที่ขาดแคลนคนดูแลและมีความต้องการที่นอนอัจฉริยะในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง

เปิดตัวเปิดมูลนิธิ คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ผนึก UNFPA และ HiSoParty สร้างมาตรฐานใหม่กีฬาไทย เหล่าเซเลบริตี้ร่วมใจสมทบ

คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ร่วมกับกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) และ HiSoParty

เปิดตัว "มูลนิธิคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยทางกีฬาในประเทศไทย" ณ บ้านอุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ เพื่อยกระดับสวัสดิภาพ และสร้างระบบ "Safe Sport" ในวงการกีฬาไทยอย่างเป็นรูปธรรม

งานเปิดตัวได้รับเกียรติจาก ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ในฐานะผู้ก่อตั้งมูลนิธิเป็นประธาน พร้อมด้วย คุณศิริลักษณ์ เชียงว่อง จาก UNFPA และ คุณปรียามล ธนวิสุทธิ์ จาก HiSoParty โดยมี คุณอุษณีย์ มหากิจศิริ เป็นผู้สนับสนุนสถานที่และอาหาร

บรรยากาศงานคึกคัก เหล่านักธุรกิจ ดารา และเซเลบริตี้ชื่อดังเข้าร่วม อาทิ คุณคริสติน่า อากีล่าร์ และคุณเมทินี กิ่งโพยม พร้อมคุณสุริยน ศรีอรทัยกุล ที่นำการประมูลของรักจากนักกีฬาตำนานโดยไม่หักค่าใช้จ่าย ทั้งนี้มีการจัดกิจกรรม Luncheon และ High Tea กับนักเทนนิสระดับโลก คุณดนัย อุดมโชค เพื่อระดมทุนสมทบร่างกายและจิตใจนักกีฬาไทย

ดร.สุวรรณา กล่าวผ่านงานเปิดตัวว่า "ความสำเร็จของนักกีฬาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับธรรมาภิบาลของวงการกีฬาไทยสู่มาตรฐานสากล

การเปิดมูลนิธิครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสู่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตนักกีฬาไทย เพื่อให้วงการกีฬาไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและสง่างาม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10176796

จบคดีหมิ่นประมาท!! ‘ณวัฒน์’ ขอโทษ “อนุทิน” หลังพาดพิงไลฟ์สดปี 64 “อนุทิน” ถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาท หลัง “ณวัฒน์” โพสต์ขออภัยอย่างเป็นทางการ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ได้ดำเนินคดีหมิ่นประมาท ณวัฒน์ อิสรไกรศีล เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 64 ซึ่งด่าทอและตั้งข้อกล่าวหาว่าเขาเสนอพระราชกำหนดจำกัดความรับผิดให้บุคลากรสาธารณสุขเพื่อปกป้องตนเองและพวกในการจัดการโรคโควิด-19

คดีนี้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2029/2564 และหมายเลขแดงที่ อ.207/2566 โดยศาลอาญาได้ไกล่เกลี่ยและตกลงกันได้ว่าเป็นความผิดอันยอมความได้

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ยอมรับว่าตนได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ 'อนุทิน' และได้โพสต์ข้อความขอโทษในเฟซบุ๊กว่า "ขออภัยในสิ่งที่พูดพาดพิงถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล" และหลังจากนั้น 'อนุทิน' ก็รับทราบและเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น จึงได้ถอนฟ้องคดีกับผู้ถูกกล่าวหาในวันนี้

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความระมัดระวังในการแสดงความเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์และผลทางกฎหมายที่อาจเกิดตามมาในกรณีของการนำเสนอข้อมูลหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับบุคคลสาธารณะอย่างไม่เหมาะสม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1501229301365478&id=100044352672988&rdid=2EHDEaYnsXWTLYG2#

ประกาศเตือนจาก ทปอ.!! ห้ามซื้อ-ขาย และเผยแพร่ข้อสอบ A-Level โดยเด็ดขาด แชร์ข้อสอบไม่ใช่เรื่องเล่น เตือนนักเรียนทั่วประเทศ ฝ่าฝืนเสี่ยงหมดอนาคต

ประกาศเตือนจาก ทปอ.  ห้ามซื้อ-ขาย และเผยแพร่ข้อสอบ A-Level โดยเด็ดขาด!

อ่านหนังสือมาเหนื่อย อย่าให้ต้องหมดอนาคตเพราะเรื่องนี้นะ! ทปอ. ออกประกาศเตือนเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ข้อสอบ A-Level ทุกกรณี

จำไว้ให้แม่น! ห้ามแชร์ ห้ามขาย ห้ามส่งต่อแบบทดสอบ ไม่ว่าจะช่องทางไหนก็ตาม เพราะโทษที่ตามมาไม่คุ้มเสีย

โดนตัดสิทธิ์: ผลสอบเป็นโมฆะ อดเข้ามหาลัยในปีนั้นทันที
โดนตรวจสอบ: ประวัติเสียถึงสถานศึกษาและมหาลัยที่เล็งไว้
โดนคดี: มีโทษทางกฎหมายตามมาติดๆ

ขอให้ผู้สมัครสอบทุกคนปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวท่านเอง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=914810957804512&id=100078268492766&post_id=100078268492766_914810957804512&rdid=leBZrCasRtuhdKpw#

วงการเกมสะเทือน!! ลงโทษ 2 นักกีฬาอีสปอร์ต ศาลสั่งกักขัง 3 เดือน “โตเกียวเกิร์ล-เชียริโอ” คดีแฮกระบบแข่งอีสปอร์ตซีเกมส์ ศาลย้ำบทเรียนความซื่อสัตย์

(17 มี.ค. 69) ศาลแขวงปทุมวันมีคำพิพากษาจำคุก นางสาวณภัทร วราสินธ์ หรือ 'โตเกียวเกิร์ล' และนายไชยโย หรือ 'Cheerio' เป็นเวลา 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ในคดีร่วมกันเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันโดยมิชอบ ระหว่างการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568

ศาลระบุว่านักกีฬาอีสปอร์ตทั้งสองได้ละเมิดมาตรการป้องกันระบบคอมพิวเตอร์เพื่อผลประโยชน์ในการแข่งขัน ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของวงการกีฬาไทย รวมถึงสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศในฐานะเจ้าภาพระดับนานาชาติ

จากการที่จำเลยรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้เหลือเปลี่ยนจากจำคุกเป็นกักขังแทน 3 เดือน พร้อมมีการประกันตัวเพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมาย ผู้พิพากษาย้ำว่า "คดีนี้สะท้อนถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์ในฐานะนักกีฬาอีสปอร์ตทีมชาติ"

คดีนี้ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ช่วยย้ำเตือนวงการอีสปอร์ตไทยถึงบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับการทุจริตและละเมิดกฎเกณฑ์การแข่งขันที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญในการแข่งขันทุกรูปแบบในปัจจุบัน

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9878790/

'แทนคุณ' สวน 'แอคมี่' เตรียมรับผลกรรมที่สร้างไว้ ยันพร้อมสู้ทุกคดีหมิ่นประมาท ชี้ฟ้องต้องสุจริตพร้อมขึ้นศาล เผยแจกแจงผู้เสียหายทันทีไม่ถอนฟ้อง

“อี้ แทนคุณ” โต้ “แอคมี่”  เตรียมรับพายุแห่งกรรมที่ทำไว้  วัดใจใครแน่จริงกว่ากัน    กล้าฟ้องต้องกล้ากลับมาขึ้นศาลด้วยนะ

ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม กล่าวถึงกรณี ถูกนายวรวัฒน์ นาคแนวดี หรือแอคมี ลิงดำ ฟ้องดำเนินคดี ว่าเป็นเรื่องที่คาดหมายได้แต่แรกแล้ว และขอให้ฟ้องตนคนเดียวจะกี่กรรมก็แล้วแต่ไม่ต้องไปฟ้องผู้เสียหายหรือสื่อมวลชน เพราะตนพร้อมชนทุกสถานการณ์และคดีหมิ่นประมาทเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ที่ตนทราบว่า ในหลายกรณีที่มิจฉาชีพมักใช้กลไกนี้ในการฟ้องปิดปาก ดังนั้น การฟ้องคดีจึงควรเป็นไปโดยสุจริตตามสุภาษิต

กฎหมายที่ว่า “บุคคลผู้มาศาลต้องมาด้วยมือสะอาด” เพื่อมิให้มีการใช้การฟ้องคดีอาญาเพียงเพื่อที่จะกลั่นแกล้งผู้อื่น โดยกรณีนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยดีเสียอีกจะได้ลากตัวคนที่มีหมายจับถึง ๒ หมายมาขึ้นเบิกความในศาล ให้มีการนำเ อกสารหลักฐานหรือพยานขึ้นเบิกความต่อสู้ในชั้นศาล ให้ท่านได้พิจารณา ว่า ระหว่างคนที่ต่อสู้เพื่อผู้อื่นที่เสียหายเดือดร้อนจำนวนมากทั้งที่ความผิดสำเร็จแล้วในคดีก่อนหน้านี้ จนศาลออกหมายจับ และจะมีมาอีกในเดือนมิถุนายน ซึ่งมากมายมหาศาล โดยผู้เสียหายที่ขอให้ผมช่วยนั้นเดือดเนื้อร้อนใจ สิ้นเนื้อประดาตัว เป็นหนี้เป็นสิน

จนเครียดหนัก บางคนเป็นมะเร็งขอเงินที่ลงทุนไว้ออกมาเพื่อรักษาตัวเอง รักษาคนในครอบครัว บางคนเป็นเงินเก็บที่จะจ่ายค่าเทอมให้ลูกวันที่เปิดเทอม บางคนเป็นค่าน้ำค่าไฟ ในการใช้ชีวิต หมดตัวแล้ว ต้องเป็นหนี้เป็นสินให้คนบางประเภทเสพสุขบนคราบน้ำตา คราบเลือด บนชีวิตและจิตวิญญาณของคนที่รักและศรัทธาในตัวคนอย่างพวกเมิง เขาถึงบอกกันว่า คนที่น่ากลัวที่สุด คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองเลวไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ผมเจอมิจฉาชีพมาเยอะ
ฟ้องมา ผมฟ้องกลับหมด เพราะผมชนะมาเยอะไม่เคยแพ้คดีหมิ่นประมาทที่ถูกฟ้องมาเลย และตอนผมฟ้องกลับข้อหาเบิกความเท็จต่อศาล มันกว่าเยอะ เพราะทุกถ้อยคำทุกข้อความ ทุกการกระทำมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ

อีกอย่างผมรอนะ ถ้าฟ้องแล้วต้องมาเบิกความเองต่อศาล มาใช้สิทธิโดยสุจริต กลับมา ตำรวจเขารออยู่ ผู้เสียหายเขารออยู่ แต่ถึงไม่กลับ ผมจะทำทุกอย่างล่าตัวคุณกลับมาขึ้นศาลให้ได้ อย่าถอนฟ้องคดีนี้นะ ฟ้องแล้วฟ้องเลย ไปให้สุดวัดกันใครแน่กว่าใคร ใครสุจริตกว่าใคร ใครลวงใครจริง ใครดีใครชั่วกว่ากัน และที่สำคัญ ใครต้องติดคุกก่อนใคร อ้อ อีกอย่างหลังจากนี้ผมจะได้เดินหน้าเรื่องตามสืบทรัพย์และยึดทรัพย์เพื่อมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้เสียหาย เตรียมรับพายุแห่งกรรมที่ทำกับคนอื่นๆไว้

อย่าคิดว่า จะสุขสบายบนความทุกข์ของคนอื่นแล้วจะไม่ต้องรับผลกรรมนะถึงตอนนั้น รู้ตัวอีกทีก็สายเกินไปแล้ว ดัง พุทธศาสนสุภาษิต ที่ว่า

เมื่อบาปยังไม่ส่งผล คนชั่วก็เห็นว่าเป็นของดี

ต่อเมื่อมันให้ผลเมื่อใด

เมื่อนั้นแหละเขาจึงรู้พิษสงของบาป

5 วันสุดท้ายของการเปิดรับสมัคร

#DAD11 – Development Administrator in Digital รุ่นที่ 11
หลักสูตรผู้บริหารที่ตอบโจทย์อนาคต โดย NIDA

หลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนา ผู้นำยุคใหม่จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคความมั่นคง ภาคการเมือง และสื่อมวลชน
เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์ด้านการบริหารการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการสร้างเครือข่ายผู้นำระดับประเทศ

ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่ายผู้นำที่ขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทย

📚 เรียนทุกวันเสาร์ เวลา 13.30 – 17.30 น.

📍 สถานที่จัดอบรม
โรงแรม Grande Centre Point Lumpini

🗓 เปิดรับสมัครถึงวันที่ 20 มีนาคม 2569

✅ สมัครได้ที่ https://forms.gle/ahnUTzgFw6r72dcx7

✨ โอกาสสุดท้ายของการเข้าร่วม DAD11
✨ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่ายผู้นำ DAD NIDA
และขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทยในยุคดิจิทัลไปด้วยกัน

ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เผยยุทธศาสตร์นวัตกรรม AI และการวางระบบคลาวด์เพื่ออนาคตสาธารณสุขไทย ในงาน RWE Health

กรุงเทพมหานคร (20 พฤศจิกายน 2566) – ในงานสัมมนาด้านสุขภาพระดับสูง "Keep it Real with Real-World Evidence (RWE)" ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก ได้นำเสนอแผนแม่บทการยกระดับบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัล ด้วยประสบการณ์บริหารกว่า 20 ปีในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ดร. มนธ์สินี ได้ชี้ให้เห็นว่าการผสานสถาปัตยกรรม Cloud-native และ AI คือกุญแจสำคัญในการพลิกโฉมการบริการสาธารณสุขของไทย

ดร. มนธ์สินี เน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคลาวด์ที่ทันสมัยประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ:

  • โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น: ใช้เทคโนโลยี Microservices เพื่อให้ระบบสาธารณสุขทำงานได้ต่อเนื่อง 99.99% แม้ในช่วงที่มีความต้องการใช้งานสูงระดับประเทศ.
  • ข้อมูลอัจฉริยะ (Data Intelligence): วางระบบคลังข้อมูลกลางเพื่อเปลี่ยนข้อมูลที่ซับซ้อนให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่ใช้งานได้จริง.
  • การมีส่วนร่วมผ่าน AI (Engagement): ใช้ระบบตอบโต้อัจฉริยะเพื่อมอบบริการที่รวดเร็วและตรงใจประชาชนแบบเรียลไทม์.

ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม: การขยายผล AI ใน 13 เขตสุขภาพ ประเด็นที่น่าสนใจคือความสำเร็จของการนำอัลกอริทึม Deep Learning มาใช้คัดกรองโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยดูแลผู้ป่วยไปแล้วกว่า 30,000 ราย ใน 13 เขตสุขภาพทั่วไทย โดยโครงการนี้ถือเป็นต้นแบบของระบบ "Data-driven Care" ที่มีประสิทธิภาพสูง.

นอกจากนี้ ดร. มนธ์สินี ยังคาดการณ์ถึงการมาถึงของ Multimodal LLMs ที่จะช่วยให้ AI สามารถวิเคราะห์ทั้งภาพถ่ายทางการแพทย์ 3 มิติ และประวัติการรักษาที่ซับซ้อนได้พร้อมกัน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค

"คุณค่าที่แท้จริงของ AI ในภาครัฐ คือการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นความเข้าใจที่ยึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อช่วยชีวิตและยกระดับคุณภาพการรักษาให้ประชาชนทุกคน" ดร. มนธ์สินี กล่าวสรุป

เกี่ยวกับ ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง AI Advocate ของคณะทำงานแผนแม่บทดิจิทัลระดับประเทศ 

เปิดเบื้องหลังความสำเร็จระดับโลก หลังคว้ารางวัลใหญ่ที่ Brussels ตอกย้ำศักยภาพนวัตกรรมไทย สู่เวทีนานาชาติ

เบื้องหลังการพัฒนา Tourism Intelligence Platform ที่ใช้ AI และ Data Hub เชื่อมระบบท่องเที่ยวไทยสู่ Digital Tourism Ecosystem โดยทีมเทคโนโลยีที่มี ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ร่วมวางยุทธศาสตร์

ในยุคที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่การขับเคลื่อนด้วย Data, Artificial Intelligence (AI) และ Digital Infrastructure แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดอยู่เพียง “จุดหมายปลายทาง” อีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่ระบบนิเวศดิจิทัลที่สามารถเชื่อมโยงนักท่องเที่ยว ธุรกิจ และข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด

หนึ่งในโครงการสำคัญของประเทศไทยที่สะท้อนแนวโน้มดังกล่าวคือ TATai – AI-Powered Tourism Intelligence Platform ซึ่งถูกพัฒนาเพื่อยกระดับการใช้ข้อมูลและ AI ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

โครงการนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากล หลังคว้ารางวัล Innovative Tourism Initiative จากเวที World Tourism Awards 2025 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

เบื้องหลังแนวคิดและการวางยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีของโครงการนี้ มีผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ดิจิทัลแถวหน้าของไทยร่วมผลักดัน หนึ่งในนั้นคือ ดร.มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ทำหน้าที่ AI Advocate และนำทีมพัฒนาและวางแผนระบบ ที่เน้นการใช้ AI, Data Platform และ Digital Infrastructure เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

จาก Travel Assistant สู่ Tourism Intelligence Platform

TATai ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงแชทบอทสำหรับตอบคำถามนักท่องเที่ยว แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ AI เพื่อสร้าง Tourism Intelligence

หัวใจของระบบคือ Unified Tourism Data Hub ซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านการท่องเที่ยวที่รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น สถานที่ท่องเที่ยว ประสบการณ์ รีวิว การเดินทาง และพฤติกรรมนักท่องเที่ยว

โครงสร้างพื้นฐานนี้ช่วยให้ AI สามารถสร้างบริการใหม่ เช่น

  • การวางแผนการเดินทางแบบ Personalized Itinerary

  • คำแนะนำด้านการท่องเที่ยวตามบริบทของผู้ใช้

  • การช่วยวางแผนการเดินทางแบบ Real-time ตามงบประมาณ เวลา และความสนใจ

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก Tourism Information Platform ไปสู่ Tourism Intelligence Platform

ดร. มนธ์สินี อธิบายว่า

“การใช้ AI ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงเรื่องของ chatbot หรือ automation แต่คือการสร้างระบบ Tourism Intelligence ที่ช่วยให้ข้อมูล การเดินทาง และประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวเชื่อมต่อกันอย่างชาญฉลาด”

สู่ Digital Tourism Ecosystem ของประเทศไทย

ตั้งแต่เริ่มต้น โครงการ TATai ถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของ Digital Tourism Ecosystem ที่สามารถเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลกเข้าด้วยกัน

หนึ่งในแผนพัฒนาที่สำคัญคือการเชื่อมต่อข้อมูลการท่องเที่ยวไทยกับแพลตฟอร์มระดับโลก เช่น Google Maps และระบบรีวิว เพื่อให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยสามารถถูกค้นพบได้ง่ายขึ้นในระดับสากล

ในระยะยาว ยังมีแผนพัฒนา Multilingual AI Model ที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศ และสนับสนุนการวางแผนการเดินทางข้ามประเทศ (Cross-border Tourism)

Humanizing AI ผ่าน “Mr. ท้าทาย”

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของแพลตฟอร์มคือ Humanizing AI โดยมีการออกแบบ Digital Persona ที่เรียกว่า “Mr. ท้าทายi” เพื่อทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยด้านการท่องเที่ยวที่เข้าใจและสื่อสารกับนักเดินทางได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

แนวคิดนี้ช่วยให้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานได้ง่ายขึ้น พร้อมเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว

AI เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของ TATai คือการใช้ AI เพื่อสนับสนุน Inclusive Tourism Growth

ระบบสามารถแนะนำแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น ธุรกิจ SME และการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ

ดร. มนธ์สินี ระบุว่า

“AI สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างสมดุล ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับนักเดินทาง แต่ยังช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นและชุมชนมีโอกาสเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น”

ความสำเร็จของ TATai บนเวที World Tourism Awards สะท้อนให้เห็นศักยภาพของประเทศไทยในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

โครงการนี้จึงไม่เพียงเป็นนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการสร้าง AI-Driven Tourism Ecosystem ที่เชื่อมโยงนักท่องเที่ยว ธุรกิจ และข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด

สำหรับดร. มนธ์สินี โครงการนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก

“อนาคตของการท่องเที่ยวจะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่จะขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบของการเดินทางเข้าด้วยกัน”

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของรางวัล WTA:
https://thailand.prd.go.th/en/content/category/detail/id/2078/iid/434292

ลูกขนไก่ไทยต้องจารึก!! จากแชมป์โลกสู่ตำนานมีชีวิต “เมย์ รัชนก” เขียนตำนานบทใหม่ ทำลายสถิติยืนท็อป 10 โลกยาวนานสุด สุดยอดนักแบดมินตันไทยในยุคนี้

(12 มี.ค. 69) 'เมย์' รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันสาวไทย วัย 31 ปี ยังคงโลดแล่นในวงการลูกขนไก่มาอย่างต่อเนื่องและยืนอันดับ 7 โลกในปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการและผลงานโดดเด่นในปีที่ผ่านมา ด้วยการคว้าแชมป์อินโดนีเซีย มาสเตอร์ส 2025 และแชมป์คุมาโมโตะ มาสเตอร์ส เจแปน 2025

ผลงานที่ประทับใจนี้ทำให้ 'เมย์ รัชนก' เป็นนักกีฬาแบดมินตันหญิงคนเดียวที่ยังคงอยู่ใน 10 อันดับแรกของสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) มานานที่สุดถึง 614 สัปดาห์ และยังไม่หยุดนิ่งในการทำสถิติใหม่

ขณะนี้ 'เมย์' กำลังลุ้นทำลายสถิติของ 'หวัง เฉิน' อดีตนักตบหญิงชาวฮ่องกง ซึ่งเคยอยู่ใน 10 อันดับโลกนาน 14 ปี 154 วัน โดยปัจจุบันรัชนกครองตำแหน่งนี้ที่ 14 ปี 18 วัน "ความมุ่งมั่นและความต่อเนื่องคือตัวชี้วัดความสำเร็จของฉัน" กล่าวโดย 'เมย์'

รัชนก อินทนนท์ ถือเป็นนักกีฬาแบดมินตันหญิงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของไทย เคยคว้าแชมป์เยาวชนโลก 3 สมัยติดต่อกันในปี 2009-2011 ครองแชมป์โลกประเภทหญิงเดี่ยวปี 2013 รวมถึงเคยเป็นมือ 1 ของโลกในปี 2016 รวมชัยชนะรายการต่างๆ ถึง 30 รายการ สร้างตำนานวงการแบดมินตันไทยอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1633779/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top