Thursday, 4 June 2026
NEWS FEED

การบินไทยลุยต่อ!! ฉลอง 33 ปี Royal Orchid Plus เปิดตัวแคมเปญ Rise to GOLD ตอบโจทย์สมาชิกพร้อมสิทธิพิเศษ ขยายประสบการณ์สมาชิกเต็มรูปแบบ

การบินไทยเฉลิมฉลองครบรอบ 33 ปี Royal Orchid Plus มอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์เหนือระดับแก่สมาชิกตลอดปี 2569

กรุงเทพฯ 25 พฤษภาคม 2569 – บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ฉลองครบรอบ 33 ปี โปรแกรมสะสมไมล์ Royal Orchid Plus (ROP) ด้วยการยกระดับประสบการณ์สมาชิก ROP ผ่านการเปิดตัวสิทธิประโยชน์ กิจกรรมพิเศษ และประสบการณ์รูปแบบใหม่ตลอดปี 2569 เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการเดินทางและไลฟ์สไตล์ของสมาชิกยุคใหม่ โดยมี คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทฯ พร้อมด้วย คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ ร่วมในงานแถลงข่าว ณ ห้องออเธอร์ส เลานจ์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดตัวแคมเปญ “Rise to GOLD” ซึ่งมุ่งเปิดโอกาสให้สมาชิก Royal Orchid Plus ระดับ Silver สามารถก้าวสู่สถานะ Gold Member ได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมรับเอกสิทธิ์ การเดินทางระดับพรีเมียม อาทิ การเข้าใช้ห้องรับรองพิเศษ น้ำหนักสัมภาระเพิ่มเติม และสิทธิประโยชน์จากเครือข่าย Star Alliance ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สมาชิก ทั้งกลุ่มที่เดินทางอย่างต่อเนื่อง สมาชิกที่เคยถือสถานะ Gold รวมถึงสมาชิกที่อยู่ในช่วงใกล้ถึงสถานะ Gold     

ภายในงาน มีการจัดเวทีเสวนาพิเศษ โดยผู้บริหารจากการบินไทย ร่วมพูดคุยถึงแนวคิด ทิศทาง และการพัฒนา Royal Orchid Plus ในอนาคต พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ คุณภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ หรือ “บาส”

จากช่อง Go Went Go ที่ร่วมแบ่งปันมุมมองในฐานะนักเดินทางและสมาชิก Royal Orchid Plus ถึงประสบการณ์การเดินทางและไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่

นอกจากนี้ การบินไทยยังเตรียมสิทธิประโยชน์และกิจกรรมพิเศษสำหรับสมาชิก Royal Orchid Plus ตลอดทั้งปี อาทิ โปรโมชันร่วมกับ Mastercard ที่มอบ Bonus Miles เพิ่มเติมสำหรับสมาชิกที่เข้าร่วมรายการ สิทธิประโยชน์จากพันธมิตรทางการเงิน กิจกรรมในงาน “รักคุณเท่าฟ้า” รวมถึงสิทธิพิเศษส่วนลดค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด 30% สำหรับการแลกบัตรโดยสารรางวัลชั้นประหยัดในเส้นทางบินระหว่างประเทศของการบินไทย

ขณะเดียวกัน Royal Orchid Plus ได้ขยายประสบการณ์ของสมาชิกสู่มิติใหม่ ที่ไม่ได้เป็นเพียงโปรแกรมสะสมไมล์ แต่เป็น ecosystem ที่เชื่อมโยงการเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ที่มีความหมายสำหรับสมาชิก ผ่านกิจกรรมและความร่วมมือพิเศษ เช่น  GDH Concert ซึ่งสมาชิกสามารถรับโบนัสไมล์และสิทธิประโยชน์พิเศษจากกิจกรรมได้ รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 33 ปีของ Royal Orchid Plus ที่จะจัดขึ้นภายในปีนี้

โดยสมาชิกสามารถร่วมกิจกรรมและรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการขยายสิทธิประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวผ่าน Royal Orchid Holidays (ROH) ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถนำไมล์สะสมมาใช้แลกแพ็กเกจท่องเที่ยวและบริการต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการบินไทย กล่าวว่า “เนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปี ของการบินไทย ครบรอบ 33 ปีของ Royal Orchid Plus และครบรอบ 55 ปีของ Royal Orchid Holidays เราได้เตรียมกิจกรรมและสิทธิประโยชน์พิเศษมากมาย เพื่อขอบคุณสมาชิก Royal Orchid Plus ที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการบินไทยมาอย่างต่อเนื่อง เรามุ่งมั่นพัฒนา Royal Orchid Plus ให้ตอบโจทย์ทั้งด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแคมเปญ Rise to GOLD และกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นปีนี้ สะท้อนความตั้งใจของการบินไทยในการมอบประสบการณ์และคุณค่าที่มากยิ่งขึ้นให้แก่สมาชิกทุกคน”

ทั้งนี้ สมาชิก Royal Orchid Plus สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ thaiairways.com หรือช่องทางสื่อสารของการบินไทยและ Royal Orchid Plus การบินไทยยังคงมุ่งมั่นพัฒนา Royal Orchid Plus สู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทั้งการสะสมไมล์ การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างคุณค่าและความประทับใจให้แก่สมาชิกในทุกการเดินทาง

ปลดล็อกไรเดอร์เข้า ม.33 นักวิชาการคณะสังคมสงเคราะห์ มธ. ชี้รัฐต้องพิสูจน์สถานะ “ลูกจ้าง”ไม่ใช่แรงงานนอกระบบ นักวิชาการจี้รัฐใช้ ICSE-18 พิสูจน์สถานะจ้างงาน

เปิดข้อเสนอ 1 ปี ทำได้จริง พิสูจน์สถานะจ้างงานไรเดอร์ ปลดล็อกแรงงานแพลตฟอร์มเข้า ม.33

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นใน 1 ปี ตามที่รัฐบาลประกาศสร้างความคุ้มครอง “แรงงานแพลตฟอร์ม-ไรเดอร์” คือการพิสูจน์สถานะการจ้างงานว่าเป็น “ลูกจ้าง” ไม่ใช่แรงงานนอกระบบ แนะจำแนกตามหลักการ ICSE-18 พร้อมตรากฎหมายรองรับสถานะ และใช้เกณฑ์ EU ขยายความคุ้มครอง เชื่อหากทำสำเร็จจะช่วยดันเข้าประกันสังคม ม.33 คืนสิทธิ-สวัสดิการ ทันที

ผศ. ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การพิสูจน์สถานะการจ้างงานว่าแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์มีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” คือรูปธรรมขั้นต่ำที่ควรเกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้จริงในระยะเวลา 1 ปี ตามที่ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2569 ว่าจะสร้างความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ ด้วยการหาทางเปิดช่องให้เข้าสู่ระบบประกันสังคม ซึ่งแน่นอนว่า หากดำเนินการสำเร็จจะนำมาสู่สิทธิและสวัสดิการที่เป็นธรรมให้กับแรงงานกลุ่มนี้

ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าวว่า การพิสูจน์สถานะการจ้างงานของแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์นั้น สามารถดำเนินการตามหลักการบริหารแรงงานและสถิติแรงงานของ ICSE-18: Status in Employment according to type of authority ที่จำแนกแรงงานออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. แรงงานอิสระ/ไม่ต้องพึ่งพิง (แรงงานนอกระบบ) 2. แรงงานไม่อิสระ/ต้องพึ่งพิง (ลูกจ้าง) ซึ่งแรงงานแพลตฟอร์มที่รับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน เช่น ไรเดอร์ พนักงานทำความสะอาด ฯลฯ มีความสัมพันธ์การจ้างงานชัดเจน เพราะได้รับงานเพื่อแลกเปลี่ยนกับรายได้จากบริษัทแพลตฟอร์ม จึงถือเป็นแรงงานไม่อิสระ หรือเป็นลูกจ้างอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นลูกจ้างประเภทไหนคงต้องมาพิจารณากันอีกที

“การจำแนกสถานะของแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ที่ไม่ถูกต้อง คือนิยามให้เป็นแรงงานนอกระบบ ทำให้แรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิการทำงานและสวัสดิการตามที่ควรจะเป็น เขาจึงเหลือทางเลือกแค่การประกันตนภาคสมัครใจตามมาตรา 40 ในระบบประกันสังคม ที่จ่ายสมทบเพียง 2 ฝ่าย คือผู้ประกันตนและรัฐ ส่วนผู้ประกอบการไม่มีส่วนร่วม ซึ่งแตกต่างจากมาตรา 33 ที่เป็นการประกันภาคบังคับ และร่วมจ่ายสมทบทั้ง 3 ฝ่าย ดังนั้นการให้แรงงานแพลตฟอร์มเข้าประกันสังคมมาตรา 40 จึงไม่ถูกต้อง และถือเป็นการบิดเบือนสิทธิสวัสดิการของแรงงาน ด้วยการอำพรางความสัมพันธ์การจ้างงาน ซึ่งที่จริงแล้วบริษัทแพลตฟอร์มควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย” ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า หลังจากพิสูจน์สถานะการจ้างงานแล้ว สิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานต้องดำเนินการต่อคือ การตรากฎกระทรวงตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อรองรับสถานะของไรเดอร์ให้ได้รับการคุ้มครองแรงงานไม่แตกต่างจากลูกจ้างใน พ.ร.บ. นี้ หรือจัดทำกฎหมายเฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม โดยต้องกำหนดขอบเขตเนื้อหาให้ครอบคลุมถึงแรงงานแพลตฟอร์มทั้งการทำงานแพลตฟอร์มบนพื้นที่ทางกายภาพ และการทำงานออนไลน์ และหลีกเลี่ยงการใช้ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระของกระทรวงแรงงาน มาเป็นแนวทาง เพราะจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการกำหนดสถานะการทำงานที่ผิดพลาด ส่งผลให้ไรเดอร์ถูกจำแนกอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพกึ่งอิสระ และแรงงานรับงานไปทำที่บ้านอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ

“การออกแบบกฎหมายสำหรับแรงงานแพลตฟอร์มต้องมองภาพที่กว้างมากกว่าคุ้มครองเฉพาะไรเดอร์ แต่ยังแรงงานแพลตฟอร์มกลุ่มอื่น เช่น งานสร้างสรรค์และงานต่างๆ ที่รับจ้างผ่านแอปฯ หรือเว็บไซต์ หรือ Web-based digital platforms แรงงานกลุ่มนี้ถูกพูดถึงค่อนข้างน้อย และมองไม่ค่อยเห็นกันในสังคมไทยเวลานี้” ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าว

พร้อมกันนี้ กระทรวงแรงงานควรพิจารณาการขยายความคุ้มครองสิทธิแรงงานแพลตฟอร์มในรูปแบบของกฎหมาย โดยอิงจากหลักการของข้อบังคับสหภาพยุโรปว่าด้วยงานแพลตฟอร์ม (EU Platform Work Directive) ที่มีผลให้ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป 27 ประเทศ ต้องจัดทำกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มภายในวันที่ 2 ธ.ค. 2569 ซึ่งจะทำให้เห็นความชัดเจนของนิยามสถานะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์ม รวมถึงตามร่างอนุสัญญาและข้อแนะว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Decent work in the platform economy) ที่จะพิจารณาต่อเนื่องจากปี 2568 ในการประชุมใหญ่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สมัยที่ 114 ในวันที่ 1 - 12 มิ.ย. 2569 นี้

ทั้งนี้ หากสามารถยืนยันเรื่องสถานะของการจ้างงานแรงงานแพลตฟอร์มได้แล้วว่าเป็นลูกจ้าง จะทำให้ไรเดอร์และแรงงานแพลตฟอร์มเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทันที ซึ่งกระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ควรพัฒนาระบบประกันสังคมให้สอดคล้องกัน เช่น การพิสูจน์สถานะลูกจ้างโดยพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ อาทิ ชั่วโมงการทำงาน ว่าเป็นการทำงานเต็มเวลา (Full-time) หรือเป็นงานบางเวลา ตลอดจนการทำให้บริษัทแพลตฟอร์มต้องมีส่วนร่วมในกองทุนเงินทดแทน เนื่องจากงานของไรเดอร์มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์มแล้ว รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรพิจารณาแก้ไขปัญหาอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย เช่น การคุ้มครองการบาดเจ็บจากการทำงานของกองทุนเงินทดแทน การกำหนดมาตรฐานค่าจ้างไม่น้อยกว่าค่าจ้างเพื่อดำรงชีวิต (Living Wage) การสร้างหลักประกันทางรายได้เมื่อเกิดการว่างงานในกรณีของการหางานใหม่และการลาคลอด การขยายการออมเพื่อการเกษียณของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การยกระดับสิทธิของแรงงานผ่านการจัดตั้งสหภาพ การเป็นตัวแทน และกลไกของการเจรจาต่อรองร่วม ฯลฯ

เรือนจำลำปาง ฟื้นฟูสูงวัย!! ลดผิดซ้ำผู้ต้องขังสูงอายุ ร่วมศูนย์การศึกษาสร้างทักษะ จัดคู่มือและโรงเรียนอบรม เพิ่มความพร้อมกลับสู่สังคม

ฟื้นทักษะชีวิตหลังกำแพงคืนคุณค่า ‘ผู้ต้องขังสูงวัย’ ลดผิดซ้ำหลังพ้นโทษ

ราว 1 ใน 3 หรือมากกว่า 30% ของผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวกลับสู่สังคม จะมีการกระทำผิดซ้ำในช่วง 3 ปีหลังพ้นโทษ สถิติดังกล่าวที่กรมราชทัณฑ์เก็บรวบรวมไว้ สะท้อนถึงความเปราะบางของตัวผู้ต้องขัง และสังคมไทย

ฐานความผิดที่มีการทำซ้ำสูงสุด 5 อันดับแรก จำนวนเกินครึ่ง หรือ 66.75% คือคดียาเสพติด รองลงมาคือคดีเกี่ยวกับทรัพย์ 13.51% คดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 6.37% คดีเกี่ยวกับเพศ 2.27% นอกจากนั้นเป็นคดีอื่นๆ อีก 9% โดยข้อมูลบ่งชี้ว่า สาเหตุที่ทำให้ผู้ต้องขังกระทำผิดซ้ำ ส่วนหนึ่งคือการขาดทักษะชีวิตและทักษะทางสังคม ไม่สามารถจัดการปัญหา บริหารความเครียด ตลอดจนวางแผนชีวิตได้

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนแต่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ “มุมมองต่อตัวเองและสังคมที่เปลี่ยนไป” โดยเฉพาะกับผู้ต้องขังที่เป็นผู้สูงอายุ กล่าวคือจากเดิมที่ทักษะต่างๆ ของผู้สูงอายุจะเสื่อมถอยลงตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอยู่แล้ว เมื่อถูกคุมขัง ยิ่งทำให้ความเสื่อมถอยเหล่านั้นรุนแรงขึ้น

หนำซ้ำในผู้ต้องขังบางรายที่อยู่ในเรือนจำเป็นเวลานาน แม้ว่าช่วงวัยยังไม่ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้อายุตามคำนิยาม หากแต่สมรรถนะและสมรรถภาพกลับเสื่อมถอยจนทัดเทียมผู้สูงอายุ เช่น การประมวลผลชะลอลง การตอบคำถามช้าลง ตลอดจนมีมุมมองทั้งต่อตัวเองและต่อผู้อื่นแตกต่างออกไปด้วย

แน่นอนว่าสถานการณ์ข้างต้นนี้เกิดขึ้นกับเรือนจำทุกแห่งทั่วประเทศไม่มีข้อยกเว้น แต่ในกรณีของ “เรือนจำกลางลำปาง” ซึ่งมีผู้ต้องขังสูงอายุ 80-100 คน จากผู้ต้องขังทั้งหมด 2,000 คน กำลังมีความพยายามทวนกระแสดังกล่าว ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อร่วมกันค้ำยัน ช่วยพยุงผู้ต้องขังให้มีความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคม ควบคู่กับการลดการกระทำความผิดซ้ำ

เครื่องมือที่เรือนจำกลางลำปางนำมาใช้นอกเหนือจากกลไกกิจกรรม คือ “คู่มือการประกอบการชีวิต – ประกอบการอาชีพ” สำหรับกลุ่มผู้ต้องขังก่อนปล่อย 6 เดือน – 1 ปี ที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ร่วมพัฒนาขึ้น มีจุดเน้นที่การฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้สูงอายุ และการเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง (Empowerment) ก่อนกลับสู่สังคม

ควบคู่กับการตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุในเรือนจำกลาง” โรงเรียนผู้สูงอายุในเรือนจำแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ออกแบบหลักสูตรบนฐานของความต้องการของผู้ต้องขัง ผสานกับการพัฒนาทักษะ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ เช่น กฎหมายและสิทธิประโยชน์ผู้สูงอายุ สถานการณ์สังคม และเศรษฐกิจในปัจจุบัน ด้านวิชาชีพ เช่น การทำอาหารคาวหวาน และวิธีการถนอมอาหาร การจัดงานให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ และด้านวิชาชีวิต เช่น การปรับตัวเข้าสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคม การดูแลตัวเองในทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ

ชัดเจนว่า การผนึกความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อคลี่คลายปัญหาด้วยองค์ความรู้และวิชาการ คือแนวทางที่เรือนจำกลางลำปางเลือกใช้ และการเข้ามาของหุ้นส่วนการพัฒนาอย่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ก็มีพลังมากพอที่จะชักชวนภาคีเครือข่ายในพื้นที่เข้ามาทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย

จึงสามารถต่อยอดเป็นโครงการอีกจำนวนมาก อาทิ ร่วมกับศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ จ.ลำปาง จัดทำแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังสูงอายุเรือนจำกลาง เสริมศักยภาพทางความคิดของผู้ต้องขังในเรือนจำ ผ่านการฝึกอบรมการปฏิบัติการต่างๆ ให้กับบุคลากร และเจ้าหน้าที่ของเรือนจำ จนเกิดเป็น Core team หรือกลุ่มสหวิชาชีพในเรือนจำ ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟู และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังสูงอายุ ตลอดจนการจัดตั้งกลุ่ม Buddy support เป็นคู่หูในการประเมินสภาพสุขภาพกายใจของผู้ต้องขังร่วมกับ Core team

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาและจัดทำหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ของโรงเรียนผู้สูงอายุ เรือนจำกลางลำปาง ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการกำลังใจในพระราชดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และกระทรวงยุติธรรม โดยเพิ่มมิติในด้านการพัฒนาศักยภาพด้านจิตใจ และมุมมองความเป็นมนุษย์เข้าไป เพื่อให้ผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับการฝึกอบรมในหลักสูตร มีความพร้อมทั้งทางวิชาชีพ และสภาพจิตใจ ก่อนกลับคืนสู่สังคม

“การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายส่งผลให้ผู้ต้องขังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้น มีสุขภาพจิตที่ดี มีชีวิตชีวา ค่าความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (ADL) ของผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ความร่วมมือที่เกิดขึ้นทำให้เรือนจำกลางลำปาง กลายมาเป็นพื้นที่ที่สามารถดึงศักยภาพของผู้ต้องขังสูงอายุ” ผศ. ดร.ปุณิกา อภิรักษ์ไกรศรี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ระบุ

ไม่เพียงแค่การทำงานโดยตรง หากแต่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ยังได้สังเคราะห์องค์ความรู้จากประสบการณ์เป็นงานวิชาการหัวข้อ “การพัฒนาโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบแห่งการสร้างโอกาสให้แก่ผู้ต้องขังสูงวัย” โดย ผศ.อารีรัตน์ อดิศัยเดชรินทร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) และโครงการพัฒนาเรือนจำต้นแบบการจัดสวัสดิการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังสูงอายุ โดย ผศ. ดร.ปุณิกา อภิรักษ์ไกรศรี ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งช่วงที่ผ่านมา ได้มีเรือนจำมาศึกษาเพื่อเป็นโมเดลต้นแบบในการนำไปปรับใช้จำนวนมาก

ผศ. ดร.ปุณิกา บอกว่า เป้าหมายสูงสุดของการขับเคลื่อน คือการทำให้ระบบและโปรแกรมต่างๆ ขยับไปสู่การก่อร่างขึ้นในทุกเรือนจำ เพื่อให้ผู้ต้องขังสูงวัยทั่วประเทศได้รับการฟื้นฟูจิตใจอย่างเหมาะสม พร้อมกลับคืนสู่สังคม ลดการก่อเหตุซ้ำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องจากแต่ละเรือนจำมีผู้ต้องขังที่มีความเปราะบางแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงวัย ผู้พิการ LGBTQ+ แม่ลูกอ่อน ฯลฯ ดังนั้นโปรแกรมในการฟื้นฟู หรือการดูแลสุขภาพจิตจึงจะทำแบบเหมารวมไม่ได้ ต้องมีการออกแบบตามความจำเพาะ ซึ่งขณะนี้ มธ. ได้นำเสนอแนวทางให้กับกระทรวงยุติธรรมไปแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อดำเนินการในระดับนโยบาย

ขณะเดียวกัน แม้จะมีการผลักดันจนเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นหลายส่วน แต่การขับเคลื่อนใน จ.ลำปาง ก็ยังจะทำงานต่อไป หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาระบบเตรียมความพร้อมให้กับครอบครัวก่อนผู้ต้องขังกลับสู่สังคม โดยร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำปาง (พม.จ.ลำปาง) พร้อมกับเชื่อมโยงไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้เข้ามามีบทบาทในการช่วยดูแลด้วย

บพท. ดันน้ำผึ้งไทย!! ยกระดับน้ำผึ้งสู่ซูเปอร์แบรนด์ ทลายข้อจำกัดมาตรฐานสากล แก้ไขปัญหาน้ำผึ้งปลอม ส่งเสริมเกษตรกรและตลาดโลก


ยกระดับน้ำผึ้งไทยสู่ซูเปอร์แบรนด์ระดับโลก

บพท. หนุนกลุ่ม SIE คลัสเตอร์ชันโรง สร้างความเข้มแข็งและยกระดับห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมน้ำผึ้งไทย ทลายข้อจำกัดมาตรฐานน้ำผึ้งสากล ฝ่าวิกฤตน้ำผึ้งปลอม ผลักดันน้ำผึ้งไทยให้โลดแล่นในตลาดน้ำผึ้งโลก ชูบทบาทผึ้งไทยในฐานะ Game Changer พลิกโฉมประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจมูลค่าสูง

“ผึ้ง” เปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นที่มีความหลากหลายของของพืชพรรณสูง ทำให้มีสายพันธุ์ผึ้งท้องถิ่นถึง 5 ชนิดจาก 8 ชนิดในทวีปเอเชีย ได้แก่ ผึ้งหลวง ผึ้งโพรง ผึ้งพันธุ์ ผึ้งมิ้ม ผึ้งม้าน และชันโรงอีกกว่า 34 สายพันธุ์ ด้วยปัจจัยความหลากหลายทางชีวภาพนี้ ทำให้น้ำผึ้งไทยมีคาแรคเตอร์และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ผนวกกับทักษะการทำเกษตรแม่นยำของคนไทย ยิ่งส่งเสริมให้ผลผลิตมีคุณภาพสูง ทว่าปัจจุบันน้ำผึ้งไทยยังคงเผชิญความท้าทายด้านมาตรฐานการผลิตและมาตรฐานการส่งออก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

รองศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ ดวงภักดี ศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร (Bee Park) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และประธานภูมิภาคเอเชีย สมาคมผู้เลี้ยงผึ้งนานาชาติ  (International Federation of Beekeepers’ Association: Apimondia) สมาคมผึ้งโลกมีอายุกว่า 129 ปี กล่าวว่า “แม้ตลาดน้ำผึ้งโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านบาท แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่กลับคุ้นเคยและนิยมน้ำผึ้งพันธุ์ฝรั่งมากกว่า สาเหตุสำคัญมาจาก “มาตรฐานน้ำผึ้งสากล” ซึ่งถูกกำหนดขึ้นโดยอ้างอิงข้อมูลจากผึ้งพันธุ์ฝรั่ง ทำให้น้ำผึ้งไทยซึ่งมีกรดธรรมชาติสูงและมีเอนไซม์ที่แตกต่าง มักถูกประเมินว่า ‘ไม่ผ่านเกณฑ์’ ทั้งที่เป็นน้ำผึ้งคุณภาพดี”

นอกจากปัญหาด้านมาตรฐานดังกล่าว อุตสาหกรรมน้ำผึ้งโลกยังประสบปัญหา “น้ำผึ้งปลอม” ที่เข้ามาแทรกแซงกลไกตลาดและดึงราคาน้ำผึ้งแท้ให้ต่ำลง ทำให้น้ำผึ้งถูกรับซื้อในลักษณะ ‘เหมาจ่าย’ โดยไม่มีการคัดแยกเกรดคุณภาพ ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรผู้ผลิตน้ำผึ้งแท้ที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าต้องแบกรับภาระหนักและมองว่าการนำน้ำผึ้งแท้ไปแข่งขันในกลไกราคาตลาดทั่วไปไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

ยิ่งไปกว่านั้น แม้พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาบริโภคน้ำผึ้งเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและยารักษาโรคมากขึ้น แต่น้ำผึ้งไทยกลับยังไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ตามศักยภาพอย่างเต็มที่ เนื่องจากข้อมูลเชิงลึกด้านโภชนาการของน้ำผึ้งไทยยังไม่ถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบ ขาดเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่จะมาชี้วัดคุณค่า และขาดระบบตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งผลิตต้นทาง ทำให้ผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นและความเข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริง น้ำผึ้งไทยจึงถูกด้อยค่าให้เป็นเพียง “น้ำตาลราคาถูก” แทนการถูกยอมรับในฐานะ“ซูเปอร์ฟู้ด”(Superfood) ที่มีคุณค่าและมูลค่าสูง

คณะวิจัยโครงการ “การสร้างความเข้มแข็งและยกระดับห่วงโซ่มูลค่าแบบองค์รวมของผลผลิตของชันโรงในประเทศไทย” โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้การกำกับของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) จึงเห็นถึงการสร้างองค์ความรู้ในด้านต่างๆ พร้อมไปกับการสร้างความร่วมมือภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้น้ำผึ้งเขตร้อน และชันโรง ซึ่งคุณลักษณะที่โดดเด่นและแตกต่างจากน้ำผึ้งทั่วไป มีหมวดมาตรฐานเฉพาะของตนเอง เพื่อยอมรับในระดับสากล ที่จะทำให้ไทยมีรายได้จากการส่งออกน้ำผึ้งมากขึ้น

แต่การจะไปถึงเป้าหมายระดับโลกได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความเข้มแข็งจากภายใน คณะวิจัยจึงสร้างกลไกการขับเคลื่อนงานโดยใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อพัฒนามาตรฐานน้ำผึ้งไทย ผ่านการสร้างมาตรฐานแบบมีส่วนร่วมแบบยั่งยืนที่เรียกว่า 7S3A โดยมีแกนหลักคือ 1.) Standard (มาตรฐาน) สนับสนุนให้เกษตรกรปรับตัวเข้าสู่ระบบฟาร์มมาตรฐาน (GAP) และมาตรฐานการผลิตที่ปลอดภัย (GMP) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สะอาดและตรวจสอบย้อนกลับได้ 2) Specialty (เอกลักษณ์เฉพาะถิ่น) ดึงจุดเด่นด้านรสชาติ สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และสรรพคุณทางยาของน้ำผึ้งแต่ละท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และ 3) Sustainability (ความยั่งยืน) ประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมกระบวนการผลิตที่เอื้อต่อระบบนิเวศ ตลอดจนการสร้างหลักประกันรายได้ที่เป็นธรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพกระบวนการผลิตน้ำผึ้งไทย

ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคัดเกรดน้ำผึ้ง หรือ “ดัชนีชี้วัดน้ำผึ้งเขตร้อน” (Tropical Honey Index: THI) ในการคัดเกรดน้ำผึ้งตามคุณค่าทางชีวภาพ ช่วยคัดแยกน้ำผึ้งเกรดพรีเมียมออกจากน้ำผึ้งคุณภาพต่ำ และที่สำคัญคือช่วยคัดน้ำผึ้งปลอมออกจากระบบได้ ซึ่งจะสามารถยกระดับราคาน้ำผึ้งไทยให้สูงขึ้นตามเกรดคุณภาพ ทั้งยังส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์มี ‘มาตรฐานร่วม-เรื่องเล่าร่วม-สัญลักษณ์ร่วม’ ภายใต้แนวคิด “มัลติแบรนด์” (Multi-Brand) เพื่อสร้างภาพจำที่แข็งแกร่งให้แก่น้ำผึ้งไทยในสายตาประชาคมโลก

 “การใช้ดัชนีชี้วัดน้ำผึ้งเขตร้อน (THI) คัดกรองน้ำผึ้งปลอมออกไป จะช่วยกอบกู้ชื่อเสียงและความเชื่อมั่นต่อน้ำผึ้งไทยให้กลับคืนมา หากเราเรียกความมั่นใจนี้กลับมาได้ มูลค่าการส่งออกที่ปัจจุบันอยู่ระดับพันล้านบาท จะขยายตัวและสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้อีกมาก” รองศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ กล่าว 

ท้ายที่สุดแล้ว การผลักดันน้ำผึ้งไทยให้ก้าวขึ้นเป็น “ซูเปอร์แบรนด์ระดับโลก” จะมีส่วนช่วยขยายฐานผู้บริโภคและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของยุทธศาสตร์น้ำผึ้งไทย โดยเปลี่ยนน้ำผึ้งจากสินค้าทางการเกษตรสู่การเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการกินของคนไทย เพราะเมื่อเราตระหนักถึงคุณประโยชน์และเห็นคุณค่าที่แท้จริงของน้ำผึ้ง นอกจากระบบเศรษฐกิจจะเติบโตแล้ว ยังสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชน รวมทั้งระบบนิเวศที่ได้รับการฟื้นฟู

“ผึ้ง” จึงไม่ใช่แค่นักผสมเกสร แต่จะเป็น “Game Changer” หรือ “ตัวเปลี่ยนเกม” ที่สำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและนำพาประเทศไทยสู่ยุค “เศรษฐกิจมูลค่าสูง” ได้จริง 

‘เอกนัฏ’ สั่งลุยสุดซอย!! กระทรวงพลังงานบุกคลังน้ำมันสมุทรปราการ อายัดไบโอดีเซลปลอมปน 5.2 ล้านลิตร ขยายผลเครือข่ายคลังน้ำมันข้ามจังหวัด จ่อคดีอาญา–ส่ง DSI หากเข้าข่าย

“เอกนัฏ” ส่ง “ทีมสุดซอย” อายัดน้ำมันไบโอดีเซล ปลอมปน 5.2 ล้านลิตร ส่ง CIB ดำเนินคดีคลังน้ำมันสมุทรปราการ เชื่อมโยงคลังน้ำมันอ่างทอง  ย้ำพบทำผิดกฎหมาย จัดการขั้นเด็ดขาดทุกราย

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มอบหมาย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมสุดซอย กระทรวงพลังงาน) พร้อมด้วย พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ที่ปรึกษาคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า พ.ต.อ.ธนาทัศน์ ศรีพิพฒน์ ผกก. 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พลังงานจังหวัดสมุทรปราการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ คลังน้ำมันของบริษัท ทริปเปิลเอสปิโตรเลียม จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.ท้ายบ้าน อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ  หลังจากผลทดสอบคุณภาพน้ำมันไบโอดีเซลมีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนด  

น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า  สืบเนื่องจากการลงพื้นที่ขยายผลตรวจสอบคลังน้ำมันทั่วประเทศของชุดปฏิบัติการสุดซอยเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการประกอบกิจการคลังน้ำมันและเก็บตัวอย่างไบโอดีเซล (B100) จำนวน 5 ตัวอย่าง จากถังเก็บน้ำมัน จำนวน 5 ถัง ของบริษัท ทริปเปิลเอสปิโตรเลียม จำกัด ซึ่งมีปริมาณน้ำมันที่อยู่ในถังขณะจัดเก็บทั้งหมด รวม 5,226,214 ลิตร เพื่อทำการตรวจสอบคุณภาพว่ามีลักษณะและคุณภาพตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนดหรือไม่ 

.

โดย ผลทดสอบคุณภาพตัวอย่างไบโอดีเซล จำนวน 5 ตัวอย่าง ของบริษัทดังกล่าว พบมีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนด เข้าข่าย ไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 25 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 อีกทั้งมีปริมาณครอบครองตั้งแต่ 200 ลิตรขึ้นไป โดยมีบทกำหนดโทษตาม มาตรา 49 วรรคสอง ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดย น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากเจ้าหน้าที่มายึดอายัดน้ำมันไบโอดีเซลที่ไม่ได้มาตรฐานทั้งหมดแล้ว พลังงานจังหวัดสมุทรปราการยังได้แจ้งความดำเนินคดีอาญากับบริษัทและกรรมการบริษัท กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) หรือ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อตรวจสอบขยายผล หากเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ จะส่งให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินคดีเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า บริษัท ทริปเปิลเอสปิโตรเลียม จำกัด มีความเชื่อมโยงกับ บริษัท ทริลเลียนออยล์ จำกัด จ.อ่างทอง และในขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนดำเนินคดีกับ บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง

“ตามนโยบายของ นายเอกนัฏ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มอบทีมสุดซอยตรวจสอบทุกคลังน้ำมัน หากพบการกระทำผิดกฎหมายให้ดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด เพื่อจัดการเครือข่ายและผู้อยู่เบื้องหลังการกักตุน เก็งกำไร ลักลอบปลอมปนน้ำมันอย่างเด็ดขาด”น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าว

“นี่ไม่ใช่กีฬาหมู่บ้าน หรือกีฬาโรงเรียน ตะกร้อจะโตในระดับโลก ต้องมืออาชีพและเคารพกติกา”

“นี่ไม่ใช่กีฬาหมู่บ้าน หรือกีฬาโรงเรียน ตะกร้อจะโตในระดับโลก ต้องมืออาชีพและเคารพกติกา”

ดาโต๊ะ อับดุล ฮาลิบ สุไลมาน

รองประธานสมคมเซปักตะกร้อมาเลเซีย (PSM)

ที่มา : https://www.facebook.com/100044275247263/posts/1534252998060527/?rdid=0PmXSHVyshVyLt2B#

แอฟฟิโนมหนุนทีมวิจัย มช. จับมือทีม “อ.ดร.ธัญมาส” เร่งพัฒนาชุดตรวจ EEHV ดันชุดตรวจโรคเลือดออกช้างสู่การใช้งานจริง หวังช่วยชีวิตช้างไทยทันท่วงที เน้นเทคโนโลยีคนไทยเข้าถึงง่าย

ชูผลงานวิจัยเด่น! หนุนทีมวิจัยนําโดย “อ.ดร.ธัญมาส” เร่งพัฒนา “ชุดตรวจโรคเลือดออกช้าง” หวังช่วยชีวิตสัตว์คู่บ้านคู่เมืองไทยให้ทันท่วงที วันที 25 พฤษภาคม พ.ศ.2569

บริษัท แอฟฟิโนม จํากัด ตอกยําวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ ระดับประเทศเปิดตัวโครงการ “Affinome Innovation Acceleration Program” โดยชูประเด็นหลักในการสนับสนุนงานวิจัยทีนําทัพโดย อาจารย์ ดร. ธัญมาส กันธวัง จากคณะสัตวแพทยศาสตร์และศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า 

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พร้อมด้วย ดร.วที สีสวย ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา และหัวหน้าโครงการ เพือเร่งพัฒนาชุด ตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว (Rapid Diagnostic Test: RDT) สําหรับโรคเลือดออกในช้าง จากเชือไวรัสเฮอร์ปีส์ (EEHV: Elephant endotheliotropic herpesvirus) หวังยกระดับงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู ่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมและ ช่วยเหลือชีวิตช้างไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้ บริษัท แอฟฟิโนม จํากัด จะมีความเชียวชาญและเป็นผู้นําด้านเทคโนโลยีเครืองมือและชุดตรวจโรค สําหรับมนุษย์ แต่ทางบริษัทได้ตระหนักถึงสถานการณ์ความสูญเสียอันน่าเศร้าทีเกิดขึนกับ "ช้าง" ซึงเป็นสัตว์ทีมี ความสําคัญและเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ

ทางบริษัทจึงมีปณิธานอย่างแรงกล้าทีจะนําองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีมาช่วยสนับสนุนงานวิจัยชุดตรวจโรคเลือดออกในช้างเพื่อให้ในอนาคตเครือข่ายนักอนุรักษ์ช้างศูนย์อนุรักษ์ช้างและปางช้างทีดูแลช้างบ้าน จะมีเครืองมือทีเข้าถึงง่าย สามารถตรวจพบเชือได้ตังแต่ระยะเริมต้น ซึงจะช่วยเพิมโอกาสรอด ชีวิตและทําให้สัตวแพทย์ให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ในพิธีส่งมอบการสนับสนุน คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร ได้มอบหมายให้ คุณเพชรมงคล วัสสุวรรณ ผู ้บริหารโรงพยาบาลศุขเวช และเลขาผู ้บริหารกลุ่มบริษัทนวศรีการแพทย์ เป็นตัวแทนส่งมอบความร่วมมือ อย่างเป็นทางการแก่ทีมวิจัย คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร เสริมว่า “บริษัทมีเป้าหมายผลักดันงานวิจัยทีทรงคุณค่าอย่างโครงการของ อ.ดร.ธัญมาส และ ดร.วที ให้สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง

โดยสร้างระบบสนับสนุนทีช่วยลดข้อจํากัดด้านการพัฒนาต้นแบบและการผลิต เพื่อให้เทคโนโลยีชุดตรวจนีถูกกระจายไปถึงมือผู ้ปฏิบัติงานได้อย่าง รวดเร็วทีสุด” นายเพชรมงคล กล่าวว่า “การสูญเสียช้างไปแต่ละเชือกคือความสูญเสียทีประเมินค่าไม่ได้ เพราะชุดตรวจวินิจฉัยทีรู้ผลเร็ว หมายถึงโอกาสในการรอดชีวิตให้พวกเขา การสนับสนุนครังนีจึงไม่ใช่แค่มิติทางวิชาการ แต่เป็นการ ใช้ศักยภาพของภาคเอกชนมาเป็นแรงผลักดันให้นักวิจัยไทยรุ่นใหม่ พัฒนานวัตกรรมโดยคนไทยทีเข้าถึงง่าย ลดการ นําเข้าจากต่างประเทศทังนี้บริษัทมีแผนเดินหน้าส่งเสริมนักวิจัยรุ ่นใหม่อย่างต่อเนืองในปีต่อไป เพื่อร่วมปกป้องและอนุรักษ์สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเราให้อยู่คู่สังคมไทยตลอดไปด้าน ดร.วที สีสวย ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาและหัวหน้าโครงการเผยถึงแผนการดําเนินงานว่า โครงการนี้ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “Collaborative Platform for Diagnostic Innovation”

โดยการสนับสนุนจากแอฟฟิโนมจะครอบคลุมทังวัสดุวิจัยการให้คําปรึกษาทางเทคนิคและสิทธิในการใช้ OmniFlex™ Universal Platform ซึ้งเป็นระบบมาตรฐานทีออกแบบให้นักวิจัยสามารถพัฒนาต้นแบบบนระบบเดียวกับกระบวนการผลิตจริงช่วยลดช่องว่างระหว่างห้องปฏิบัติการกับภาคอุตสาหกรรมทําให้ทีมวิจัยสามารถผลิตชุดตรวจโรคเลือดออกช้างทีได้มาตรฐานพร้อมต่อยอดสู่การผลิตจริงในอนาคต ตลอดจนเตรียมขยายความร่วมมือกับหน่วยงานทีเกียวข้องกับช้างทังภาครัฐและภาคเอกชนต่อไป 

“สวนนงนุชพัทยา” กระตุ้นท่องเที่ยวไทย!! ชวนชมสวนโลก ไดโนเสาร์ และเมืองอียิปต์ จัดโปร Green Season “ซื้อ 1 แถม 1” ชวนเที่ยวสวนสวยกลางฝน ตลอดมิถุนายน กระตุ้นท่องเที่ยวชลบุรี

“สวนนงนุชพัทยา” กระตุ้นท่องเที่ยวไทยช่วง Green Season (เขียวกลางฝน)ส่งโปรโมชั่นใหญ่กลางปี “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนมิถุนายน

สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยช่วง Green Season เปิดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวออกมาสัมผัสธรรมชาติ สวนสวยระดับโลก และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย ท่ามกลางบรรยากาศเขียวสดชื่นของฤดูฝน

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ Walk-in ซื้อบัตรผ่านประตูพร้อมชมการแสดง (Package 3) จำนวน 1 ใบ รับฟรีทันทีอีก 1 ใบ 

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เพื่อสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ได้แก่

เด็กส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวัน (เมื่อมากับครอบครัว)

ผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน

ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์

ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันตลอดปี

นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเที่ยวตรงกับวันเกิด รับสิทธิ์ผ่านประตูเข้าชมสวนฟรี สิ้นสุดถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

ภายในสวนนักท่องเที่ยวได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธรูปสำคัญจากนานาชาติ อาทิ พระสังกัจจายน์ พระพิฆเนศ พระพรหม รวมถึงพระพุทธรูปองค์แทนพระพุทธศาสนาจากนานาชาติ ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ 7 องค์ จากทั้งหมด 11 องค์ พร้อมเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ  นอกจากนี้ ยังตื่นตาตื่นใจกับอาณาจักรไดโนเสาร์กว่า 1,800 ตัว และแลนด์มาร์กใหม่ “เมืองอียิปต์” จุดเช็กอินแห่งใหม่ของพัทยา ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ผู้ที่สนใจยังสามารถรับชม “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา ซึ่งเปิดการแสดงวันละ 4 รอบ โดยสวนนงนุชพัทยาเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

“อาร์เจนตินา” ลุ้นหนัก!! ‘เมสซี’ เจ็บก่อนบอลโลก2026 ‘สกาโลนี’ รับต้องรอผลตรวจ ชี้รายงานเบื้องต้นไม่น่าห่วง แต่ยังหวังพร้อมที่สุดก่อนป้องกันแชมป์โลก

ลิโอเนล สกาโลนี กุนซือทีมชาติอาร์เจนตินา ออกมายอมรับว่า ลิโอเนล เมสซี ดาวยิงกัปตันทีมฟ้าขาว อาจจะไม่ฟิตเต็มร้อยในตอนที่ต้องเข้าร่วมทีมในฟุตบอลโลก 2026

อาร์เจนตินา แชมป์เก่าจากฟุตบอลโลก 2022 จะมีคิวทำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วมกัน ในกลุ่ม เจ ร่วมกับ แอลจีเรีย, ออสเตรีย และ จอร์แดน

โดยทีมฟ้าขาวยังไม่ได้ประกาศรายชื่อนักเตะ 26 คน ที่พวกเขาจะใช้สำหรับการป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกออกมา แต่ประเด็นที่น่ากังวล คือ ดาวยิงที่เป็นหัวใจของทีม อย่าง ลิโอเนล เมสซี เพิ่งจะได้รับบาดเจ็บระหว่างเล่นให้อินเตอร์ ไมอามี และทำให้เกิดคำถามว่าเขาจะพร้อมสำหรับฟุตบอลโลกหรือไม่

และล่าสุดทาง สกาโลนี ออกมาอัปเดตอาการของเมสซี โดยยอมรับว่าดาวดังรายนี้อาจจะไม่เต็มร้อยสำหรับการป้องกันแชมป์โลก “รายงานเบื้องต้นนั้นไม่ได้แย่ไปทั้งหมด ตอนนี้ เราต้องรอและดูว่าเขาอาการของเขาจะดีขึ้นอย่างไร โดยรอจากผลการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลตรวจทางการแพทย์”

“เราทุกคนต่างหวังว่าเมสซีจะมาร่วมทีมได้แบบฟิตเต็มที่ แต่นั่นไม่ใช่ความจริงเลย มันไม่ใช่แค่เขาด้วย มีนักเตะหลายคนที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่จากอาการบาดเจ็บ, เป้าหมายหลักของเราตอนนี้ คือการฟื้นฟูร่างกายของพวกเขา เพื่อที่จะแน่ใจว่าพวกเขาจะไปฟุตบอลโลกในสภาพร่างกายที่ดีที่สุด”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10260919

'สีหศักดิ์' รับมือเขมร!! เจรจาทางการทูตที่สหประชาชาติ เน้นคุยกันจริงจังก่อนใช้กลไกภาคบังคับ ยืนยันยังไม่มีข้อยุติปัญหาเขตแดนทางทะเล หวังเปิดโอกาสสร้างบรรยากาศความเชื่อใจ

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Wassana Nanuam ได้กล่าวว่า

“ สีหศักดิ์” เจอ“หวังอี้” ก่อน ปิดห้องคุย “ปรัก สุคน”

เผย  เขมร จะให้ เข้า Compulsary Conciliation ของ UNCLOS

แต่ไทย ขอให้คุยกันเอง ก่อน

เขมร บ่น ไม่เข้าใจไทยยกเลิก MOU 44

ส่วนทางบก ใช้ MOU 2543 -แถลงการณ์ร่วม หยุดยิง

สีหศักดิ์ ยัน ยังไม่มีข้อยุติ

ชี้  ไม่ควรเล่นเกม

อย่าพยายามดูว่าใครจะมีไพ่เหนือกว่าใคร แต่ต้องมาคุยกันอย่างจริงจัง

หลังพบกับ  นายหวังอี้ รมว.ต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ประเทศ พบหารือทวิภาคีกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศกัมพูชา ที่สำนักงานใหญ่สหประชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นับ เป็นการพบกันครั้งแรกหลังจากนายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้หารือกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ 

นายสีหศักดิ์  เผยว่า  การหารือกันวันนี้ ยังไม่ได้มีข้อยุติ เราพยายามที่จะคุยต่อจากที่นายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศได้คุยกันที่เมืองเซบู

หลักการก็คือ เราก็จะต้องพยายามเดินหน้าแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ สร้างบรรยากาศที่ดีขึ้น สร้างความเชื่อใจ แบบค่อยเป็นค่อยไป

แต่สำหรับวันนี้ ความไม่เข้าใจก็ยังมีอยู่คือ เรื่องเขตแดนทางทะเลซึ่งกัมพูชาบอกว่า เราไปยกเลิกแล้วไม่ได้คุยกับเขา ซึ่งเขาไม่ได้เข้าใจเจตนารมณ์ของเรา ไปพยายามตีความว่าเราตั้งใจยกเลิก เพื่อจะไม่เจรจา แต่ที่จริงแล้ว การยกเลิกของเรา เพราะเราเห็นแล้วว่า MOU 2544 ไม่คืบหน้าไปไหน เราอยากจะเปิดโอกาสให้มันมีการเจรจา และสร้างบรรยากาศใหม่ของการเจรจา แล้วเราก็เป็นสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS) ตอนที่เราทำ MOU 2544 กัมพูชายังไม่ได้เป็น ดังนั้น ต้องมีกรอบร่วมกัน

“เขาอยากจะไปสู่กระบวนการประนีประนอมโดยบังคับ ท่าทีของเราก็คือว่า ก่อนที่เราจะไปสู่ตรงนั้น เราอาจจะสามารถพูดคุยกัน 2 ฝ่าย ภายใต้ UNCLOS รู้เรื่องก็ได้ เราอาจจะสามารถหาข้อยุติได้ โดยที่ไม่ต้องไปกลไก ที่จะมีคณะประนีประนอมเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็คิดว่าเราลองตรงนี้ก่อน เขาก็เหมือนว่า เขาอยากจะไปตรงนั้นเลย

ในการประชุมระหว่างผู้นำทั้งสอง เราต้องพูดคุยกันมากขึ้น สร้างบรรยากาศ เพราะฉะนั้น การประนีประนอมภาคบังคับ ผมบอกเราคุยกันก่อนดีกว่า เพื่อนบ้าน เราก็พยายามสร้างบรรยากาศ ทำไมเราไม่พูดคุยกันก่อน เพราะถ้าเราคุยกันดีเราก็สามารถคืบหน้าในด้านอื่นๆ ได้ ซึ่งเขาก็อยากจะดูในเรื่องเขตแดนทางบก

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เขาอยากดู เราก็อาจจะคุยทางเทคนิคก่อนว่าเขตแดนทางบก เราจะมีกรอบในการเจรจาอย่างไร เพราะสถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว นอกเหนือจาก MOU 2543 เราก็มีแถลงการณ์ร่วม ครั้งที่แล้ว ทำการหยุดยิง แล้วเขตแดนทางบก จะไม่ใช่แก้ไขด้วยการปักปันอย่างเดียว มันมีประเด็นอื่น ๆ ที่มันจะเกี่ยวกับความมั่นคงชายแดน ความร่วมมือชายแดน มันก็ต้องเดินไปหลายด้านด้วยกัน ตรงนี้เขาไม่ฟังเราเลย เขาจะไปตรงนี้ เราก็บอกเราอาจจะไปตรงนี้ก็ได้ แต่คุยกันก่อนได้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าเขาจะบังคับเราให้ไปตรงนี้

เรื่องเขตแดนทางทะเล ท่าทีของเราก็ไม่ได้ขัดกัน เพียงแต่เราจะไปแนวไหน ของไทยคือ  เราคุยกันก่อน  แล้วดูว่าคุยกันไม่ได้ก็ไปดูกลไกอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้อนุสัญญา ก็มีทั้งกลไกที่เรียกว่าการประนีประนอมโดยภาคบังคับ หรือการประนีประนอมโดยสมัครใจก็มี พอถึงที่สุดแล้วก็อาจจะไปตรงนั้นก็ได้ เพราะทั้งสองฝ่ายเห็นว่าการเจรจาไม่มีความคืบหน้าได้ แต่ผมมองว่า  หากดูจากสิ่งที่ผู้นำคุยกันที่เซบู ฟิลิปปินส์ คือการพูดคุยกันมีความจริงใจดูว่าเรามีทางเลือกอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าบังคับฝ่ายหนึ่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ตนเองเสนอไปมีความสำคัญเพราะมันมีผลต่อประเด็นด้านอื่น ๆ ที่เขาอยากจะเห็นความคืบหน้า เราก็อยากเห็นความคืบหน้าด้วย อย่างกัมพูลาอยากให้มีการประชุมคณะกรรมการปักปันเขตแดน JBC เราก็บอกว่าถ้าจะมีก็ต้องมีคุยทางเทคนิคก่อน มาตกลงในกรอบการเจรจา เพราะสถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเขตแดนอย่างเดียวเป็นเรื่องของความมั่นคงชายแดนความร่วมมือชายแดนเราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้แก้ไขโดยเทคนิค ต้องสร้างบรรยากาศที่ดีคุยกันในเชิงนโยบาย

ตอนนี้ เราอย่ามาพยายามดูว่าใครจะมีไพ่เหนือกว่าใคร ไม่ควรจะมาเล่นเกมนี้ ต้องมาคุยกันอย่างจริงจังว่า เราจะเผชิญหน้ากันอย่างไร โดยใช้การเจรจาการพูดคุยก่อนและ ยอมรับว่ามาครั้งนี้  ยังไม่มีข้อยุติ แล้วเราก็ไม่ควรว่า ทุกอย่างจะมีข้อยุติโดยเร็ว เพราะปัญหามีหลายปัญหา เราต้องคำนึงถึงอธิปไตยของเรา ผลประโยชน์ของเราแน่นอน บางครั้งคนเข้าใจว่าจับมือกันแล้ว ทุกอย่างยุติไม่ใช่

การจับมือ เป็นของธรรมดาเป็นการเจอกันระหว่างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าถึงขั้นเจรจา เราจะยอมทุกอย่าง ไม่ใช่แบบนั้น รับรองได้ เจรจาบนพื้นฐานผลประโยชน์ของประเทศ เราอาจจะมีเป้าหมายเดียวกัน  แต่วิธีการไม่เหมือนกัน ก็ไม่เป็นไร ของพวกนี้ไม่ได้คุยกันง่าย ๆ เรา เข้าใจท่าทีของอีกฝ่ายเขาเข้าใจท่าทีของตนเอง เราก็ได้คิดกันต่อ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top