Thursday, 4 June 2026
NEWS FEED

มจธ. ดันเรือไฟฟ้า!! สร้างโมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ จับมือชุมชนคลองบางมด พัฒนาสู่วงการ เปลี่ยนเรือหางยาวเป็น E-Boat ลดมลพิษ กทม. หนุนเป้าหมาย Net Zero ระยะยาว

มจธ. จับมือ ชุมชนคลองบางมด ดัน “โมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ด้วย “E-Boat” สู่ “กรุงเทพฯ Net Zero”

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

เสียงเรือหางยาวที่เคยดังสนั่น ผสมกลิ่นควันดีเซลที่ลอยฟุ้ง และแรงกระเพื่อมของน้ำที่ซัดเข้าริมตลิ่ง กำลังกลายเป็นอดีตของ “ชุมชนคลองบางมด” ในพื้นที่เขตทุ่งครุและบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. ดัดแปลงเรือเครื่องยนต์สันดาปให้เป็น “เรือไฟฟ้า” หรือ E-Boat ขนาด 8-10 ที่นั่ง สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวและกิจกรรมล่องคลองเชิงอนุรักษ์ ช่วยลดทั้งเสียง ควัน มลพิษ และต้นทุนพลังงานได้กว่า 60 % พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนริมคลอง และต่อยอดสู่ต้นแบบการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของกรุงเทพฯ

การเกิดขึ้นของเรือไฟฟ้าในคลองบางมด นับเป็นจุดเริ่มต้นของ “ต้นแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ที่เชื่อมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ากับการท่องเที่ยวชุมชน การสร้างอาชีพใหม่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนริมคลอง ให้สอดรับกับเป้าหมาย Net Zero ซึ่งกำลังเป็นวาระสำคัญของโลกและประเทศไทย
จุดเริ่มต้นของเรือไฟฟ้ามาจากความต้องการของคนในพื้นที่อย่าง คุณสนธยา เสมทัพพระ หรือ “น้าโบ๋” ชาวบ้านคลองบางมด ที่อยากคืนความเงียบสงบและอากาศบริสุทธิ์ให้กับชุมชน หลังจากเห็นปัญหาเสียงเครื่องยนต์ ควันน้ำมัน และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนริมคลองมาเป็นเวลานาน

“จุดเริ่มต้นมาจากความต้องการนำความเงียบและอากาศบริสุทธิ์กลับมาสู่คลองบางมด เราคิดว่าหากเปลี่ยนเรือเก่าให้เป็นเรือไฟฟ้าได้ ก็น่าจะช่วยให้คลองน่าอยู่ขึ้น จึงเริ่มศึกษาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และนำอะไหล่มือสองจากรถอีวีมาปรับใช้กับเรือหางยาวของชุมชน จนพัฒนาเป็นเรือหางยาวไฟฟ้าต้นแบบ ขนาดประมาณ 8-10 ที่นั่ง ซึ่งปัจจุบันใช้งานได้จริง สามารถให้บริการนักท่องเที่ยวล่องเรือชมวิถีชีวิตริมคลองบางมด โดยไม่มีเสียงดังและควันรบกวนเหมือนเดิม” น้าโบ๋กล่าว

น้าโบ๋ เล่าว่า ในช่วงแรกของการพัฒนา ชุมชนได้รับความร่วมมือจากศูนย์ Mobility and Vehicle Technology Research Center หรือ MOVE มจธ. เข้ามาช่วยออกแบบและพัฒนาระบบขับเคลื่อนเรือไฟฟ้า พร้อมให้คำแนะนำทางวิชาการและเทคนิคที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง จนสามารถเปลี่ยนเรือเครื่องยนต์เก่าให้กลายเป็นเรือไฟฟ้าได้สำเร็จ ขณะเดียวกันโครงการยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA สถานทูตเนเธอร์แลนด์ และกรุงเทพมหานคร ในการพัฒนาเรือโดยสารไฟฟ้าต้นแบบสำหรับสัญจรในคลอง โดยดัดแปลงจากเรือขนขยะของ กทม. นี่คือแนวคิดการนำเรือเก่ากลับมาสร้างมูลค่าใหม่แทนการขายทิ้ง โดย กทม. ยังให้ความสนใจผลักดันให้เขตต่าง ๆ ที่มีเรือเก่า นำแนวคิดนี้ไปต่อยอดเป็นเรือท่องเที่ยวไฟฟ้า เพื่อสร้างเสน่ห์ใหม่ให้การท่องเที่ยวทางน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.ชวิน จันทรเสนาวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความเป็นสากล มจธ. กล่าวว่า “การเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้า ส่งผลดีทั้งในด้านการลดต้นทุนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถลดต้นทุนด้านพลังงานได้ถึง 60-70% แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นในส่วนของแบตเตอรี่และมอเตอร์ แต่ประเมินว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายในประมาณ 3 ปี ขณะเดียวกันยังช่วยลดมลพิษทางเสียง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และลดมลพิษทางอากาศภายในชุมชนได้”

อีกก้าวสำคัญของโครงการ คือการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เรือไฟฟ้าเพื่อชุมชน” ที่บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการดัดแปลงเรือเครื่องยนต์สันดาปให้เป็นเรือไฟฟ้า รวมถึงการดูแลและซ่อมบำรุงระบบมอเตอร์ไฟฟ้าให้กับชาวบ้าน ช่างเครื่องยนต์ และผู้สนใจทั่วไป รศ. ดร.ชวิน ระบุว่า ศูนย์แห่งนี้จะช่วยให้โครงการไม่หยุดอยู่เพียงเรือไฟฟ้าต้นแบบ 1 ลำ แต่กลายเป็นพื้นที่สร้างทักษะใหม่ให้ชุมชน และอาจต่อยอดสู่ “วิสาหกิจชุมชนด้านเรือไฟฟ้า” ทั้งการปรับปรุงเรือเก่า การดูแลระบบขับเคลื่อน และการให้บริการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดย มจธ. จะช่วยสนับสนุนด้านวิชาการ ในการที่ชุมชนจัดการอบรมการแปลงเรือเครื่องยนต์เป็นไฟฟ้า และหวังว่าจะเป็นต้นแบบซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในพื้นที่ และขยายโมเดลนี้ไปยังชุมชนริมคลองอื่น ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

อีกมิติสำคัญของโครงการ คือการเชื่อมเรือไฟฟ้าเข้ากับ “เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ภายใต้โครงการ “การร่วมสร้างต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ เพื่อกรุงเทพเมืองยืดหยุ่นยั่งยืน” ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. ที่ต้องการยกระดับชุมชนเกษตรเมืองริมน้ำให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ควบคู่กับการลดคาร์บอนของกรุงเทพฯ โดย ดร.กัญจนีย์ พุทธิเมธี รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ ระบุว่า การลดคาร์บอนในการท่องเที่ยวชุมชนต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การเดินทาง ผู้ประกอบการ กิจกรรมท่องเที่ยว วัสดุ งานศิลปะ ไปจนถึงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และจากการทำงานในพื้นที่พบว่า “การเดินทาง” เป็นกิจกรรมที่ก่อคาร์บอนมากที่สุด การเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้าจึงทำให้แนวคิดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของคลองบางมดเป็นรูปธรรมมากขึ้น

“เมื่อปรับการเดินทางเป็นเรือไฟฟ้า เส้นทางการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของเราก็ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น ปัจจุบันโครงการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น วิสาหกิจชุมชนอารยะคลองบางมดสร้างสรรค์  เซฟติสท์ฟาร์ม เป็นต้น โดยออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำรวม 12 เส้นทาง แบ่งเป็นเขตทุ่งครุ 6 เส้นทาง และเขตบางขุนเทียน 6 เส้นทาง เพื่อให้การท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงกิจกรรมสร้างรายได้ระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนและการจัดการสิ่งแวดล้อมในระยะยาว” ดร.กัญจนีย์ กล่าว

และล่าสุด เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกิจกรรมเปิดตัวเรือไฟฟ้าต้นแบบ E-Boat จากท่าน้ำวัดพุทธบูชาไปยังศูนย์การเรียนรู้บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ คลองบางมด สะท้อนความสำคัญของโครงการในฐานะต้นแบบที่อาจต่อยอดสู่การพัฒนาการเดินทางทางน้ำและการท่องเที่ยวสีเขียวของกรุงเทพฯ ในระยะต่อไป

กรณีคลองบางมดจึงเป็นมากกว่าโครงการท่องเที่ยวชุมชน แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจฐานรากแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่จริง ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างทักษะแรงงานใหม่ และเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรท้องถิ่น หากสามารถขยายผลไปยังคลองสายอื่นของกรุงเทพฯ ได้ในอนาคต เรือไฟฟ้าอาจไม่ใช่เพียงทางเลือกใหม่ของการเดินทางทางน้ำ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้กรุงเทพมหานครเดินหน้าเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

สวนนงนุชจัดโปร!! พัก 2 คืนแถมฟรี 1 คืน ชมสวนระดับโลกกว่า 60 แห่ง ฟรีโชว์ช้างและศิลปวัฒนธรรมไทย เฉพาะวันหยุดยาวสิ้นพ.ค.-มิ.ย.

เที่ยวคุ้มที่สุดแห่งปี! “สวนนงนุชพัทยา”ตอนรับวันหยุดยาว พัก 2 คืน แถมฟรี 1 คืน  ชมฟรีสวนระดับโลก  และชม2โชว์ฟรี การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงช้างแสนรู้  5 วันเท่านั้น

นายกัมพล ตันสัจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมพักผ่อนช่วงวันหยุดยาว ระหว่างวันที่ 30–31 พฤษภาคม และ 1–3 มิถุนายน 2569 กับโปรโมชั่นพิเศษ “พัก 2 คืน แถมฟรี 1 คืน” สำหรับห้องพักทุกโซนภายในสวนนงนุชพัทยา ท่ามกลางธรรมชาติและสวนสวยระดับโลก บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่

โปรโมชั่นดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม พร้อมเที่ยวชมสวนสวยมากกว่า 60 สวนฟรี อาทิ สวนลอยฟ้า สวนฝรั่งเศส หุบเขาไดโนเสาร์ เมืองอียิปต์ และมุมถ่ายภาพใหม่ยอดนิยม ที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งวัน เหมาะสำหรับครอบครัว คู่รัก และนักท่องเที่ยวทุกวัย

นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังได้รับสิทธิ์เข้าชม การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงช้างแสนรู้  และเข้าชม“พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ” ฟรี พร้อมเพลิดเพลินกับกิจกรรมและจุดเช็ก อินภายในสวนนงนุชพัทยา ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่แมว สวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ และพื้นที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่น

รายละเอียด

จองที่พัก 2 คืน ฟรี 1 คืน

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

ใช้ได้เฉพาะวันที่ 30–31 พฤษภาคม และ 1–3 มิถุนายน 2569

ใช้ได้กับห้องพักทุกโซนภายในสวนนงนุชพัทยา

ฟรีเที่ยวชมสวนสวยมากกว่า 60 สวน บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่

ฟรีเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ

เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดสำหรับช่วงวันหยุดยาวนี้ ราคาดังกล่าวไม่รวมอาหารเช้า ไม่รวมที่นอนเสริม  สวนนงนุชพัทยา พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยบรรยากาศการท่องเที่ยวใกล้ชิดธรรมชาติ สวนสวยระดับโลก และกิจกรรมหลากหลายที่สามารถเที่ยวได้ทั้งวันในจุดหมายปลายทางเดียวของเมืองพัทยาเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

จากรักและอาลัย “นิพนธ์” อาลัยรักภรรยา “กัลยา บุญญามณี” เงินทำบุญทั้งหมด มอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครรินทร์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศล 21-25 พ.ค.

เงินทำบุญงานศพ “กัลยา บุญญามณี”ทั้งหมดมอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครรินทร์

นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เมื่อวานนายกฯอนุทิน ชาญวีระกูล ได้แจ้งต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการเสียชีวิตของคุณกัลยา บุญญามณี ภรรยาของนิพนธ์ และมารดาของสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

”มีรัฐมนตรีหลายคนแจ้งว่า จะเดินทางไปร่วมงานบุญด้วย ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณผู้หลักผู้ใหญ่ ญาติมิตร พี่น้อง เพื่อนฝูงที่ร่วมแสดงความเสียใจต่อการจากไปของเสาหลักคนหนึ่งในครอบครัว“

นิพนธ์ ได้โพสต์อาลัยรักต่อการจากไปอย่างกะทันหันของภรรยา “สู่สุขคติภพนะขุ้ย ตลอดเวลาขุ้ยทำหน้าที่ภรรยา หน้าที่แม่ของลูกๆ และหน้าที่การงานได้ดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องห่วงกังวลสิ่งใดแล้วนะ จะทำทุกอย่างแทนขุ้ยให้ดีที่สุด หลับให้สบายนะ

รักและคิดถึงเสมอ”

นิพนธ์ บอกว่า ในการณ์นี้ ทางคณะเจ้าภาพขอแจ้งให้ทราบว่า กรณีมีผู้ประสงค์จะร่วมทำบุญ ทางคณะเจ้าภาพมีความประสงค์มอบเงินทำบุญทั้งหมดให้แก่ มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ไม่รับเงินสด โดยสามารถสแกน QR Code ตามรูปสแกนโอนทำบุญได้เลย โดยระบบจะบันทึกว่ามาจากการร่วมทำบุญในนามคุณกัลยา บุญญามณี

“ขอกุศลผลบุญที่กระทำในครั้งนี้ให้ไปถึงคุณกัลยา หอบหิ้วผลบุญเป็นใบเบิกทางไปสู่สัมปรายภพ พบเจอแต่คนที่รักในภพหน้า”

สำหรับพิธีบำเพ็ญกุศลศพคุณกัลยา วันพฤหัสที่ 21 พฤษภาคม จะเคลื่อนย้ายศพมาจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.)ไปยังศาลาเฉลิมพระเกียรติ ร.9 วัดแหลมทราย เวลา 14.00 น.รดน้ำศพ เวลา 17.00 น.พระราชพิธีน้ำหลวงอาบศพ เวลา 18.30 น.สวดพระอภิธรรมทุกวัน วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม เวลา 16.00 น.พระราชทานเพลิงศพ

ผลไม้ไทยขึ้นห้างกลางกรุง!! ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง บุกสยามพารากอน จันทบุรีโชว์พลัง Soft Power ผ่านงาน “Thailand, The Land of Tropical Fruits” ดันผลไม้ไทยสู่ Soft Power ระดับโลก

“Thailand, The Land of Tropical Fruits”

อีกหนึ่งภาพสะท้อนพลัง Soft Power ไทย

ที่อบอวลไปด้วยเสน่ห์ของผลไม้เมืองร้อนจากผืนแผ่นดินตะวันออก

งาน “Thailand, The Land of Tropical Fruits” จัดโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ณ Gourmet Market สยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพมหานคร

โดยได้รับเกียรติจาก นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ภายในงานได้รวบรวมผลไม้คุณภาพจากจันทบุรีและหลายพื้นที่ของไทย

ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และผลไม้เมืองร้อนนานาชนิด มาไว้กลางห้างกลางกรุง ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและอบอุ่น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการเชิญเอกอัครราชทูต และผู้แทนทางการทูตจากหลายสิบประเทศเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมสัมผัสรสชาติผลไม้ไทยสดๆ จากสวน

และเปิดประสบการณ์เสน่ห์แห่ง “ผลไม้ไทย” ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นบนเวทีโลก

ไม่ใช่เพียงเทศกาลผลไม้ แต่คือการนำเสนอประเทศไทย ผ่านรสชาติ วัฒนธรรม และความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทย

ในวันที่ “ผลไม้ไทย”

กำลังก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่ง Soft Power สำคัญของประเทศ

‘วรภัค’ ฟ้องสื่ออิสระ ‘ทอม ไรต์’ ปมแฉเครือข่ายฟอกเงินระดับโลก หลังถูกโยงเครือข่ายฟอกเงิน ‘เบน สมิธ’ เรียกค่าเสียหาย 48 ล้าน สื่อนอกจับตา ก.ล.ต.ไทยยังนิ่ง


"วรภัค ธัญวงศ์" อดีต รมช.คลัง ฟ้องหมิ่นประมาท "ทอม ไรต์" สื่ออิสระ หลังถูกแฉโยงขบวนการฟอกเงินของ “เบน สมิธ” นัดไต่สวน 22 มิ.ย.-สื่อนอกข้องใจไฉน ก.ล.ต.ยังนิ่ง สำนักข่าว Next News รายงาน

ข่าวเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ว่า เว็บไซต์ https://whalehunting.projectbrazen.com ได้รายงานข่าวว่า นายวรภัค ธัญวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของไทย ได้ยื่นฟ้องหมิ่นประมาททางอาญาต่อนายทอม ไรต์ สื่อมวลชนอิสระ เจ้าของเว็บไซต์ Whale Hunting ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวที่เคยเปิดโปงการทุจริตกองทุน 1MDB ของมาเลเซีย โดยการฟ้องร้องครั้งนี้ นายวรภัคเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 48.84 ล้านบาท จากการรายงานข่าวของ Whale Hunting ที่พาดพิงถึงบทบาทของเขาในเครือข่ายของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ "เบน สมิธ" ผู้ต้องหาคดีฟอกเงินจากแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นอาชญากรระดับโลก เครือข่ายอาชญากรรมและการแทรกซึมสถาบันการเงินไทย Whale Hunting ระบุว่า เครือข่ายของนายมอเออร์เบอร์เกอร์เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา ซึ่งมีการบังคับใช้แรงงานทาสสมัยใหม่ เพื่อฉ้อโกงเหยื่อทั่วโลก เข้าสู่ระบบการเงินระหว่างประเทศ โดยเครือข่ายดังกล่าวได้ทำการคอร์รัปชันร่วมกับชนชั้นนำของไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อฝังตัวเข้าไปในสถาบันการเงินที่มีการกำกับดูแลของประเทศ การสอบสวนของ Whale Hunting ซึ่งอ้างอิงเอกสารหลักฐานที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ระบุว่า ภรรยาของนายวรภัค ธัญวงศ์ ได้รับเงินจำนวน 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 94.42 ล้านบาท ในรูปแบบของสกุลเงินดิจิทัล Tether (USDT) โดยเป็นการจ่ายเงินลับซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงเพื่อโอนการควบคุมบริษัท ฟินันเซีย เอ็กซ์ ซึ่งเป็นบริษัทการเงินไทย ให้กับนิติบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นส่วนหน้าของเครือข่ายนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ การเข้าครอบงำกิจการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้การดำเนินงานของนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ ดูน่าเชื่อถือ

ข้อโต้แย้งทางกฎหมายและการดำเนินคดี แม้ว่าการรายงานข่าวของ Whale Hunting จะนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งในรัฐบาลไทยของนายวรภัคในช่วงปลายปี 2568 แต่ Whale Hunting อ้างว่านายวรภัคกลับพยายามใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อปิดปากสื่อ นายวรภัคยื่นฟ้องคดีในเดือนธันวาคม 2568 โดยมีกำหนดไต่สวนครั้งแรกในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 Whale Hunting ตั้งข้อสังเกตว่าการที่นายวรภัคเลือกยื่นฟ้องคดีในประเทศไทย แทนที่จะเป็นสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางกฎหมายที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและเป็นสถานที่ที่ธุรกรรมที่เป็นประเด็นสำคัญเกิดขึ้นนั้น "เป็นเรื่องที่น่าคิด" เนื่องจากสิงคโปร์มีกฎหมายที่ยากต่อการใช้เพื่อข่มขู่สื่อมวลชนมากกว่า ในทางกลับกัน ประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ในอันดับที่ 77 จาก 143 ประเทศทั่วโลกในด้านหลักนิติธรรมปี 2568 และมีประวัติการใช้กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญาเพื่อข่มขู่นักเคลื่อนไหวและนักข่าวมาอย่างยาวนาน 

ความเชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินและการกระทำของเจ้าหน้าที่ Whale Hunting อ้างว่าได้เปิดเผยหลักฐานเพิ่มเติมที่ค้านคำกล่าวอ้างของนายวรภัคที่ว่าเขาเป็นเพียงคนรู้จักกับนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ โดยมีการเปิดเผยภาพถ่ายของนายวรภัคที่เดินทางบนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของนายมอเออร์เบอร์เกอร์ และภาพลูกชายของเขาบนเรือยอทช์มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,256 ล้านบาทของนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ ซึ่งกรณีนี้นายวรภัคเคยชี้แจงกับสำนักข่าว Next News ไปแล้วว่ารูปถ่ายบนเครื่องบินส่วนตัวนั้นเป็นแค่การบินไปดูไร่กัญชาที่เชียงราย ส่วนภาพลูกชายบนเรือยอทช์ก็ไม่ใช่เรือของนายเมาเออร์เบอร์เกอร์แต่อย่างใด

'วรภัค' ย้ำอีกปัดเอี่ยว 'เบน สมิธ' หลังเจอภาพลูกชายบนเรือยอชท์หรู Whale Hunting ระบุอีกว่ามีหลักฐานว่า นายวรภัคยอมรับว่ารู้จักนายยูจีน แทง ซีอีโอของ Capital Asia Investments (CAI) ซึ่งเป็นบริษัทที่นายเมาเออร์เบอร์เกอร์ใช้เป็นส่วนหน้าในการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายหลายพันล้านดอลลาร์ โดย CAI ได้ให้เงินกู้แก่นายวรภัคจำนวน 693 ล้านบาท หรือกว่า 21.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าซื้อหุ้นใน ฟินันเซีย เอ็กซ์  ในนามของเครือข่ายนายเมาเออร์เบอร์เกอร์  แม้ว่านายวรภัคจะเคยกล่าวอ้างว่าทางการสิงคโปร์ไม่พบหลักฐานการกระทำผิดทางอาญาที่ CAI แต่ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 ตำรวจสิงคโปร์และธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ได้จับกุมนายยูจีน แทง และนายจอร์จ แทน กรรมการอีกคนของ CAI พร้อมอายัดทรัพย์สินกว่า 124 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,037.44 ล้านบาท . การสอบสวนพบว่า CAI และนายแทงถูกกล่าวหาว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมและศูนย์หลอกลวง  Whale Hunting ยืนยันว่าเอกสารที่เกี่ยวข้องแสดงให้เห็นถึงความพยายามร่วมกันในการส่งมอบสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของไทยให้กับเครือข่ายอาชญากรรม และการจ่ายเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับนายวรภัคนั้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทน อนึ่งนายวรภัคได้เคยชี้แจงต่อสื่อมวลชนไปแล้วว่ากรณีการได้รับเงินของภรรยานั้นเป็นแค่เงินที่มาจากการขายหุ้นฟินันเซีย เอ็กซ์เท่านั้นไม่เกี่ยวกับนายเมาเออร์เบอร์เกอร์แต่อย่างใด ปัจจุบัน ศาลไทยได้ออกหมายจับนายมอเออร์เบอร์เกอร์ ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในดูไบ และได้อายัดทรัพย์สินหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงหุ้นในบริษัท ฟินันเซีย เอ็กซ์ . กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินการสอบสวนต่อไป อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่นำการสอบสวนการเข้าครอบงำบริษัท ฟินันเซีย เอ็กซ์ กลับยังไม่มีการดำเนินการใดๆ กับนายวรภัค

ที่มา : https://whalehunting.projectbrazen.com/vorapak-sues-whale-hunting-the-high-stakes-fight-for-the-truth/

“ธรรมศาสตร์” จับมือ “สถานทูตอิหร่าน” ไทย–อิหร่านเปิดประตูวิชาการ ธรรมศาสตร์หารือสถานทูตอิหร่าน ดันวิจัยร่วม–แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขยายมิติเอเชียตะวันตกศึกษา

เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2568 ผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทน ได้เข้าพบ ดร. นัสเซอเรดิน ไฮดารี (Dr. Nasseredin Heidari) 

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ

ในระหว่างการหารือ ทางสถาบันฯ ได้แสดงความพร้อมที่จะศึกษาและดำเนินการเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัย รวมถึงศูนย์วิจัยและศูนย์การศึกษาต่างๆ ในอิหร่านกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งนี้ ทางสถาบันฯ ได้มอบทุนการศึกษาในสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในมิติอนาคต (Future Studies of Southeast Asia) และมีแผนที่จะเพิ่มสาขาวิชาเอเชียตะวันตกศึกษา (West Asian Studies) เข้าไปในหลักสูตร จึงได้ประสานขอความร่วมมือจากทางอิหร่านในด้านเนื้อหาทางวิชาการ

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ได้บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอิหร่าน พร้อมทั้งสรุปการดำเนินงานของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ และขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ กงสุล วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ให้แก่คณะผู้บริหารของสถาบันฯ ได้รับทราบ นอกจากนี้ ท่านทูตยังได้เสนอแนะให้มีการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของมหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย และคลังสมอง (Think Tanks) ของอิหร่าน ในการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการแลกเปลี่ยนร่วมกัน ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางวัฒนธรรมของสถานเอกอัครราชทูตฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลนิธิเพื่อการศึกษาและวิจัยอัล-มุสตาฟา (Al-Mustafa Educational and Research Foundation) ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยและมีสำนักงานตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ในการแปลและจัดพิมพ์หนังสือของอิหร่านเป็นภาษาไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบร่วมกันที่จะส่งข้อมูลแนะนำสถาบันฯ และศักยภาพของสถาบันฯ ไปยังกรุงเตหะราน เพื่อพิจารณาและประกาศแนวทางความร่วมมือที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป

ในการดำเนินการตามข้อเสนอของผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับการแปลหนังสือด้านประเด็นเศรษฐกิจร่วมกันและเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ท่านทูตอิหร่านได้เสนอแนวคิดในการกำหนดและดำเนินโครงการวิจัยร่วมกันภายใต้หัวข้อ "การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างปรัชญาเศรษฐกิจต้านทาน (Philosophy of Resistance Economy) ของท่านผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลาม อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี กับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Philosophy of Sufficiency Economy) ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองประเทศ" ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากคณะกรรมการของสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ข้อสรุปว่า ท่านทูตอิหร่านจะเป็นผู้จัดทำและนำเขร่างแรก (Initial draft) เป็นภาษาอังกฤษ

อนึ่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถือเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่เป็นอันดับสองของประเทศไทย ที่เปิดสอนในสาขาวิชาการที่หลากหลาย และผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ล้วนดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระทรวงการต่างประเทศของไทย

R Iran Embassy in Bangkok Thailand

ที่มา : https://www.facebook.com/100069530857075/posts/1318957177098632/?rdid=k3F32wj4UgKzcLTR#

สปิริตหายที่แยกอโศก!! โศกนาฏกรรมแยกอโศก ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ แต่คือวิกฤตจริยธรรมทางการเมือง 8 ชีวิต สังเวยระบบล้มเหลว แต่รัฐมนตรีคมนาคมยังไร้เงารับผิดชอบ

“สปิริตที่หายไปที่แยกอโศก” : เมื่อความตาย 8 ศพ ยังไม่เพียงพอให้รัฐมนตรีคมนาคมแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

โศกนาฏกรรมรถไฟพุ่งชนรถโดยสารสาธารณะบริเวณแยกอโศก จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 8 ราย มิใช่เพียง “อุบัติเหตุเฉพาะหน้า” ที่จะผลักภาระทั้งหมดไปยังพนักงานขับรถหรือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเท่านั้น หากแต่สะท้อนถึง “ความล้มเหลวเชิงระบบ” ของการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยสาธารณะภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในรัฐประชาธิปไตยที่ยึดมั่นในหลัก “ความรับผิดชอบทางการเมือง” (Political Accountability) ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงมิอาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้เพียงเพราะตนมิใช่ผู้กระทำโดยตรง เพราะหน้าที่สำคัญที่สุดของรัฐคือการปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน

การลาออกในลักษณะนี้ มิใช่การยอมรับผิดทางอาญา หากแต่เป็น “ความรับผิดชอบเชิงศีลธรรมและการเมือง” ต่อความล้มเหลวของระบบที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตนเอง ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่อารยประเทศใช้รักษาความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อรัฐบาล

ประวัติศาสตร์การเมืองโลกมีตัวอย่างชัดเจนหลายกรณี

ญี่ปุ่น : อุบัติเหตุรถไฟฟุกุจิยามะตกราง (เมษายน 2005)

เหตุรถไฟสายฟุกุจิยามะของ JR West พุ่งตกรางชนอาคารที่พักอาศัย จนมีผู้เสียชีวิต 107 ราย นำไปสู่การลาออกของผู้บริหารระดับสูงของบริษัท JR West และก่อให้เกิดแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักต่อหน่วยงานกำกับดูแลด้านคมนาคมของญี่ปุ่น

สิ่งสำคัญในกรณีนี้ไม่ใช่เพียงการค้นหาว่า “ใครเป็นผู้กระทำผิด” แต่คือการที่ทั้งองค์กรและภาครัฐต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อความบกพร่องของระบบความปลอดภัยสาธารณะ

เกาหลีใต้ : โศกนาฏกรรมเรือเซวอลอับปาง (เมษายน 2014)

ความล้มเหลวของระบบกู้ภัยและการกำกับมาตรฐานความปลอดภัยทางทะเล จนนำไปสู่การเสียชีวิตของประชาชนกว่า 300 คน ทำให้นายกรัฐมนตรี ชุง ฮง-วอน ประกาศลาออกภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์หลังเกิดเหตุ

แม้ไม่ได้เป็นผู้ทำให้เรืออับปางด้วยตนเอง แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ตระหนักว่า ความสูญเสียระดับชาติย่อมต้องมี “ผู้รับผิดชอบทางการเมือง” และผู้นำรัฐบาลไม่อาจเพิกเฉยต่อความล้มเหลวของรัฐได้

ลัตเวีย : เหตุหลังคาซูเปอร์มาร์เก็ตถล่มในกรุงรีกา (พฤศจิกายน 2013)

เมื่ออาคารพาณิชย์ในกรุงรีกาถล่มจนมีผู้เสียชีวิต 54 ราย นายกรัฐมนตรี วัลดิส โดมโบรฟสกิส ตัดสินใจลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองต่อความล้มเหลวด้านมาตรฐานความปลอดภัยและการกำกับดูแลของรัฐ

ภายใต้ระบบรัฐสภาของลัตเวีย การลาออกของนายกรัฐมนตรีส่งผลให้รัฐบาลทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามกลไกทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยพื้นฐานของประชาชน

กรณีศึกษาทั้งสามประเทศสะท้อนหลักการร่วมกันว่า ในรัฐที่ยังคงยึดมั่นใน “จริยธรรมทางการเมือง” ตำแหน่งรัฐมนตรีมิใช่เกราะกำบังจากความล้มเหลวของระบบ แต่คือภาระหน้าที่ที่ต้องพร้อมรับผลทางการเมืองเมื่อประชาชนสูญเสียชีวิตจากความบกพร่องของรัฐ

ดังนั้น คำถามสำคัญต่อสังคมไทยวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครเป็นผู้ขับรถ” หากแต่คือ “ใครต้องรับผิดชอบต่อระบบที่ล้มเหลว”

หากโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตประชาชนถึง 8 คนกลางเมืองหลวง ยังไม่เพียงพอให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงคมนาคมแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ประเทศไทยก็อาจกำลังเผชิญวิกฤตที่ใหญ่กว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ นั่นคือ “วิกฤตของจริยธรรมทางการเมือง” และการเสื่อมถอยของหลักความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของประชาชนไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียง “สถิติข่าวอาชญากรรมรายวัน” หากแต่ต้องมีคุณค่ามากพอที่จะทำให้ผู้มีอำนาจรู้สึกว่าตนเองจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นในสังคมที่ตนบริหารอยู่

ด้วยความปรารถนาดี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ / สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1BHoTDVs5X/?mibextid=wwXIfr

ภาพจาก : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10247746

หนีตกงานหวังเข้าไทย!! ทัพเรือเข้มชายแดนจันทบุรี สกัดแรงงานกัมพูชาลอบเข้าไทยผิดกฎหมาย ทัพเรือรวบ 6 กัมพูชา ลอบข้ามแดนจันทบุรี อ้างตกงาน-เศรษฐกิจฝืด หวังเข้าไทยหางาน

'จับรายวัน' กองทัพเรือเข้มชายแดนจันทบุรี สกัดแรงงานกัมพูชาลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน ซุ่มเฝ้าตรวจ และสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ (18 พฤษภาคม 2569) เวลา 16.00 น. กปช.จต. โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี กองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 521 จับกุมชาวกัมพูชาจำนวน 6 ราย พร้อมสัมภาระ เป็นชาย 2 ราย หญิง 1 ราย และเยาวชน 3 ราย โดยทั้งหมดไม่มีเอกสารการเดินทางเข้าราชอาณาจักร จากการสอบสวนเบื้องต้น ชาวกัมพูชาทั้งหมดให้การว่า เดินทางมาจากพื้นที่จังหวัดบันเตียเมียนเจย และจังหวัดกำปงจาม ประเทศกัมพูชา โดยประสบปัญหาเศรษฐกิจและตกงาน จึงตัดสินใจลักลอบเข้ามาในประเทศไทยเพื่อหางานทำในพื้นที่ตอนใน เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดขอนแก่น ผ่านขบวนการนายหน้าลักลอบข้ามแดน โดยเสียค่าใช้จ่ายคนละ 8,000 บาท ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและควบคุมตัวไว้ได้

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันยังคงมีขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่อาศัยช่องทางธรรมชาติตามแนวชายแดนในการเคลื่อนย้ายบุคคลเข้าออกประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ และกิจกรรมผิดกฎหมายข้ามชาติในพื้นที่ชายแดน

กองทัพเรือยืนยันว่าจะยังคงบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดน การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมย้ำว่าการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างเคร่งครัด

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่สงขลา กำชับหน่วยงานคมนาคมสงขลา เร่งเบิกจ่าย ซ่อมถนน เพิ่มไฟส่องสว่างเพื่อประชาชน เร่งเครื่องโครงสร้างพื้นฐาน แก้น้ำท่วม ย้ำทุกโครงการต้องโปร่งใส

สรรเพชญ ลงพื้นที่สงขลา เร่งขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานคมนาม แก้ปัญหาน้ำท้วม  ย้ำโปร่งใสทุกโครงการ

18 พฤษภาคม 2569)ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามผลการดำเนินงานและมอบนโยบายแก่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายชีพ น้อมเศียร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายอนุเทพน์ เกษา ขนส่งจังหวัดสงขลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามและผลักดันนโยบายของรัฐบาลสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเร่งรัดโครงการสำคัญด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้กรอบนโยบายหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพและยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐในอนาคต

พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำเรื่อง “ความโปร่งใส” ในการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน โดยกำชับให้ยึดหลักธรรมาภิบาล สามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่า หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและเป็นไปตามกฎหมาย กระทรวงคมนาคมพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่หากพบการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีให้เป็นไปตามแผน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะการสำรวจและซ่อมแซมถนนที่ชำรุด รวมถึงระบบไฟฟ้าแสงสว่างที่เสียหาย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจร

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูมรสุมและสถานการณ์น้ำท่วม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้กรมเจ้าท่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมกับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งดำเนินการขุดลอกคูคลองและลำน้ำที่ตื้นเขิน โดยเฉพาะบริเวณจุดคอขวดที่กีดขวางทางระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ขณะเดียวกัน ยังได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของจังหวัดสงขลา อาทิ โครงการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ โครงการขุดลอกร่องน้ำเดินเรือของกรมเจ้าท่า โครงการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองหาดใหญ่ของกรมทางหลวง รวมถึงโครงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถพลังงานไฟฟ้า (EV) ของสำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศอย่างไร้รอยต่อ รองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และระบบโลจิสติกส์ในอนาคต

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดเร่งเดินหน้าโครงการด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามและรายงานผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กระทรวงสามารถผลักดันและสนับสนุนในระดับนโยบายได้อย่างทันท่วงทีและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกล่าวขอบคุณและให้กำลังใจหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท โดยขอให้ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางในการทำงาน

จากนั้น ที่ประชุมได้รับฟังรายงานผลการดำเนินงานภาพรวมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา ประกอบด้วย สำนักงานทางหลวงที่ 18 ศูนย์สร้างทางสงขลา สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 12 (สงขลา) สำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4 และท่าอากาศยานหาดใหญ่ รวมทั้งเปิดเวทีหารือและรับข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่งของจังหวัดให้มีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืน

ข่าวดีคนไทย!! กระทรวงต่างประเทศผลักดันสำเร็จ EU อนุมัติ Visa Cascade ลดภาระยื่นเชงเกนซ้ำ สำหรับผู้มีประวัติเดินทางดี

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) อนุมัติมาตรการ Visa Cascade สำหรับคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศไทย และยื่นขอวีซ่าเชงเกนประเภทพำนักระยะสั้น (short-stay) ณ สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลของประเทศสมาชิกเชงเกนในประเทศไทย โดยมาตรการดังกล่าวจะอำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่เคยได้รับวีซ่าเชงเกนและมีประวัติการเดินทางที่ดี ช่วยลดความจำเป็นในการยื่นขอวีซ่าบ่อยครั้ง ทั้งยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายให้แก่คนไทย

Visa Cascade อำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่เคยได้รับและใช้วีซ่าเชงเกนอย่างถูกต้อง มีสิทธิได้รับวีซ่าแบบเข้าออกได้หลายครั้ง (multiple-entry) ที่มีอายุยาวขึ้นตามลำดับ ดังนี้

-วีซ่าอายุ 1 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่า 1 ครั้ง และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 2 ปีก่อนหน้า

-วีซ่าอายุ 2 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่าอายุ 1 ปี และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 3 ปีก่อนหน้า

-วีซ่าอายุ 5 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่าอายุ 2 ปี และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 4 ปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี Visa Cascade ไม่ใช่การยกเว้นการตรวจลงตรา ดังนั้น การขอวีซ่ายังมีกระบวนการเช่นเดิม ไม่มีการผ่อนปรนเงื่อนไข และผู้ถือหนังสือเดินทางไทยต้องรักษาประวัติการเดินทางที่ดี รวมถึงเคารพกฎหมายของประเทศปลายทาง จึงจะมีโอกาสได้รับวีซ่าที่มีอายุยาวขึ้น

ความสำเร็จครั้งนี้ เป็นผลจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของกระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมยุโรป ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ และสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยในยุโรป คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและเขตเชงเกนประจำประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยมีความเสี่ยงด้านการเข้าเมืองและความมั่นคงในระดับต่ำ และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญแก่ประเทศสมาชิกอียูและเขตเชงเกน โดยปัจจุบัน ประเทศไทยเป็น 1 ใน 7 ประเทศที่ได้รับการพิจารณาให้ใช้มาตรการ Visa Cascade (ต่อจากอินเดีย ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และโอมาน ในปี 2567 และตุรกีและอินโดนีเซียในปี 2568) และเป็นประเทศที่สองในอาเซียนที่ได้รับการพิจารณาใช้แนวทางดังกล่าว

กระทรวงฯ ขอขอบคุณผู้ถือหนังสือเดินทางไทยทุกคนที่เดินทางอย่างมีความรับผิดชอบและเคารพกฎหมายของประเทศปลายทาง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และสนับสนุนให้ภาครัฐสามารถผลักดันมาตรการดังกล่าวกับฝ่ายสหภาพยุโรปได้สำเร็จ ทั้งนี้ มาตรการ Visa Cascade สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของอียูต่อประเทศไทย และนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย - สหภาพยุโรป ซึ่งมีความใกล้ชิดและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในมิติการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภายหลังการมีผลบังคับใช้ไปพลางก่อนของกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน (Comprehensive Partnership and Cooperation Agreement: PCA)

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2567 โดยมาตรการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการเดินทางและกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อันเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของการทูตที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยกระทรวงฯ จะเดินหน้าผลักดันเป้าหมายระยะยาวของไทยในการได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราเข้าเขตเชงเกน เพื่อส่งเสริมการเดินทาง การค้า การลงทุน การศึกษา และการเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีทักษะเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1438992414936508&id=100064772884025&rdid=YochGUqRJEsKKbWO#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top