Saturday, 7 November 2026
NEWS FEED

เมื่อจีนเริ่มส่งสัญญาณ ไทยต้องเลิกคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ!! เจาะยุทธศาสตร์การทูตปักกิ่ง เมื่อคำเตือนนักท่องเที่ยวอาจสะเทือนความเชื่อมั่น การค้า และการลงทุน มากกว่าคำประณาม เตือนผ่านการกระทำซ้ำๆ สะท้อนความไว้วางใจสำคัญ

เมื่อจีนเริ่มส่งสัญญาณ ไทยต้องเลิกคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

โดย ดร. พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์

การทูตจีนมีหลักการที่ประเทศอื่นควรศึกษาให้ลึก นั่นคือ จีนไม่จำเป็นต้องพูดแรง หากสามารถทำให้คู่สนทนารู้สึกได้เอง

จีนแทบไม่ใช้ถ้อยคำประณามเหมือนชาติตะวันตก แต่เลือกใช้สิ่งที่เรียกว่า "ภาษาของนโยบาย" แทนคำพูด ไม่ว่าจะเป็นการออกคำเตือนนักท่องเที่ยว การเพิ่มความเข้มงวดทางการค้า การชะลอความร่วมมือบางด้าน หรือการปล่อยให้โครงการเชิงสัญลักษณ์เดินช้าลง เหตุการณ์แต่ละเรื่องอาจอธิบายได้แยกกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่อง ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป

คำเตือนนักท่องเที่ยวจีนที่ออกซ้ำ สะท้อนว่าปักกิ่งต้องการให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงปัญหาความปลอดภัยของพลเมืองจีนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงผ่านงานปลอม ซึ่งจีนมองว่าเป็นประเด็นที่กระทบศักดิ์ศรีและความมั่นคงของตนเอง

ประเทศไทยต้องเข้าใจว่า สำหรับจีน "ความเชื่อมั่น" คือสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ เมื่อความเชื่อมั่นลดลง ผลกระทบจะค่อย ๆ ปรากฏผ่านการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว นักลงทุน ผู้นำเข้า และหน่วยงานกำกับดูแล มากกว่าจะเกิดจากมาตรการลงโทษที่ประกาศอย่างเปิดเผย

ปัญหาของไทยคือ เรามักอ่านการทูตจีนด้วยกรอบความคิดแบบตะวันตก รอให้มีคำตำหนิหรือมาตรการคว่ำบาตร จึงจะเชื่อว่ามีปัญหา ทั้งที่ในความเป็นจริง หากจีนเริ่ม "ส่งสัญญาณ" นั่นอาจหมายความว่าปัญหาเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ควรมองทุกเหตุการณ์เป็นการเผชิญหน้าทางการเมือง เพราะในเวลาเดียวกัน จีนและไทยยังคงยืนยันการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เดินหน้าความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการท่องเที่ยว รวมถึงตกลงเพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวร่วมกัน

ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องทำไม่ใช่การโต้แย้งว่าจีน "เข้าใจผิด" แต่ต้องทำให้จีน ไม่มีเหตุผลที่จะกังวล

ในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเข้มข้นขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้วัดจากจำนวนภาพจับมือ แต่ถูกวัดจากระดับความไว้วางใจ หากความไว้วางใจสั่นคลอน การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวก็จะสั่นคลอนตามไปด้วย

ประเทศที่เสียเปรียบที่สุด ไม่ใช่ประเทศที่ถูกมหาอำนาจกดดัน แต่คือประเทศที่มองไม่ออกว่ามหาอำนาจกำลังส่งสัญญาณอะไร

และในทางการทูต...

ความเงียบของจีน หลายครั้ง มีเสียงดังกว่าคำประกาศเสียอีก

‘ศุภชัย’ สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยสลิปโอน 7 ล้าน! ปลอม ธ.กสิกรยันไม่พบบัญชีจริง ชี้ ส.ส.แชร์โดยไม่ตรวจสอบ เรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมือง

ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ลงเฟสบุ๊ค…

สลิปปลอม 7 ล้าน! แชร์กันสนุก อวยกัน สุดท้าย ใครจะรับผิดชอบ?

จากเพจที่ถูกยกย่องว่าเป็นเพจคุณภาพ กลับกลายเป็นเพจที่เผยแพร่สลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท ซึ่งธนาคารยืนยันแล้วว่าไม่มีบัญชีดังกล่าวอยู่จริง!

กรณีเพจ Godd Dam เผยแพร่ภาพสลิปกล่าวหาว่ามีการโอนเงิน 7 ล้านบาทให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องที่สังคมต้องตั้งคำถามอย่างจริงจัง

เพราะธนาคารกสิกรไทยออกมายืนยันชัดเจนว่า ไม่พบเลขบัญชีผู้รับเงินตามภาพสลิปในระบบ และการโอนเงินผ่าน K PLUS ทำได้สูงสุดเพียง 5 ล้านบาทต่อวัน

หลักฐานทางธนาคารชัดขนาดนี้ แล้วคนที่รีบแชร์ คนที่เคยยกย่องเพจ จะพูดอย่างไร?
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน นำโพสต์ดังกล่าวไปแชร์ พร้อมข้อความว่า “อยู่ๆก็มี เรื่องราวให้นอนไม่หลับ”

ผมอยากถามว่า ก่อนแชร์ได้ตรวจสอบอะไรบ้าง หรือเพียงเพราะข่าวนั้นกล่าวหานายกรัฐมนตรี จึงเห็นว่าน่าเชื่อถือพอที่จะส่งต่อให้ประชาชน?

เป็น สส. ไม่ใช่แค่คนเล่นเฟซบุ๊ก!
ทุกข้อความที่เผยแพร่มีน้ำหนัก มีผลต่อความเชื่อถือของประชาชน และมีความรับผิดชอบทางจริยธรรมกำกับอยู่ จะอ้างว่าแค่แชร์แล้วจบไม่ได้

ส่วน นายศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็มีรายงานว่าเคยยกย่อง Godd Dam ว่าเป็นเพจคุณภาพ คนเบื้องหลังมีฝีมือ และกล่าวถึงการเป็นพันธมิตรกัน

วันนี้เมื่อเพจดังกล่าวตกเป็นประเด็นเผยแพร่สลิปปลอม ผมจึงอยากถามนายศิริโชคว่า
เพจคุณภาพที่คุณเคยชื่นชม คุณใช้มาตรฐานอะไรตัดสิน?

คนเบื้องหลังที่คุณยกย่องว่ามีฝีมือ วันนี้คุณยังยืนยันคำชื่นชมนั้นหรือไม่?
และคำว่า “พันธมิตร” ที่คุณเคยกล่าวถึง มีความหมายและขอบเขตความสัมพันธ์อย่างไร?
คำถามเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่านายศิริโชคเกี่ยวข้องกับการจัดทำสลิป แต่เมื่อเคยออกหน้าชื่นชมเพจต่อสาธารณะ ก็สมควรชี้แจงต่อสาธารณะเช่นกัน

อย่าทำให้มาตรฐานการตรวจสอบทางการเมืองกลายเป็นว่า ข่าวกล่าวหาฝ่ายที่ตัวเองไม่ชอบ รีบแชร์ รีบเชียร์ แต่พอความจริงปรากฏ กลับเงียบเสียง!

ผมสนับสนุนให้ตรวจสอบนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และนักการเมืองทุกคนอย่างเต็มที่ หากมีหลักฐานว่าทุจริต ก็ต้องดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น

แต่การตรวจสอบกับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จเป็นคนละเรื่องกัน!
อย่าเอาคำว่าเสรีภาพมาบังหน้าความไม่รับผิดชอบ อย่าเอาคำว่าตรวจสอบทุจริตมาเป็นข้ออ้างให้ข่าวปลอม และอย่าเอายอดไลก์ยอดแชร์มาแทนพยานหลักฐาน!
กรณีนี้ต้องตรวจสอบให้ถึงที่สุดว่า ใครทำสลิป ใครเผยแพร่ ใครรู้เห็น และใครมีเจตนาส่งต่อข้อมูลทั้งที่ทราบว่าเป็นเท็จ โดยให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณาตามพยานหลักฐาน

ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องตอบคำถามเรื่องความรับผิดชอบและจริยธรรมของตนเองด้วย
อย่าเก่งแต่ตรวจสอบคนอื่น แต่พอถึงเวลาตรวจสอบตัวเองกลับหาข้ออ้างสารพัด!

สลิปปลอมอาจทำขึ้นได้ในไม่กี่นาที แต่ความน่าเชื่อถือที่เสียไป ไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกคืนได้ด้วยการลบโพสต์!

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=29320292884244908&id=100000727533976&rdid=fozWp51VLKeatoOP#

ประกาศ !!! มี facebook ปลอมใช้ my profile ตอนนี้ จึงต้องขอ limit การอ่านโพสต์ใน my facebook ชั่วคราวสำหรับ follower ก่อนนะ (ตอนนี้ มิจฉาชีพกำลังส่งข้อความไปขอแอดกับ บางคน อย่าเชื่อตามนะคะ)

ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น

ประกาศ !!! มี facebook ปลอมใช้ my profile ตอนนี้ จึงต้องขอ limit การอ่านโพสต์ใน my facebook ชั่วคราวสำหรับ follower ก่อนนะ

ตอนนี้ #มิจฉาชีพ กำลังส่งข้อความไปขอแอดกับบางคน
+
ทัก inbox ไปชวนลงทุน/ชวนเข้ากลุ่มไลน์

#อย่าหลงเชื่อ ตาม และช่วยกด report ให้ด้วยนะคะ

https://www.facebook.com/share/p/1G9sB9DMPC/?mibextid=wwXIfr

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10240826190725550&id=1037140385&mibextid=wwXIfr&rdid=QBCXGYdR8yO46hKM#

‘แฮร์รี เคน’ คว้าบัลลงดอร์!! ได้รางวัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2026 เอาชนะ ‘เอ็มบัปเป’ และ ‘ยามาล’ เป็นนักเตะอังกฤษแรกใน 25 ปี บาเยิร์น มิวนิกเจิดจ้าในงานนี้

แฮร์รี เคน ดาวยิงทีมชาติอังกฤษ และสโมสรบาเยิร์น มิวนิก ผงาดคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยม หรือ บัลลงดอร์ ประจำปี 2026 ไปครองได้สำเร็จ ในงานประกาศรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมหรือ บัลลงดอร์ ประจำปี 2026 ซึ่งปีนี้จัดที่ลอนดอน พัลลาเดียม เธียร์เตอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 26 ต.ค.

เคนทำผลงานได้อย่างร้อนแรงทั้งกับสโมสรบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ จนสามารถคว้ารางวัลนี้มาครองได้สำเร็จ โดยเอาชนะอันดับสอง คีลิยาน เอ็มบัปเป กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส และสโมสรเรอัล มาดริด และอันดับสาม ลามิน ยามาล แข้งทีมชาติสเปน และสโมสรบาร์เซโลนา ซึ่งเคนกลายเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกในรอบ 25 ปี ที่ได้รางวัลนี้ ต่อจาก ไมเคิล โอเวน

ซึ่งเจ้าตัวเผยหลังรับรางวัลนี้ ว่า “ผมแทบจะพูดอะไรไม่ออกเลย, การได้มาอยู่ที่นี่ในกรุงลอนดอนทำให้มันยิ่งพิเศษขึ้นไปอีก ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับผมในคืนนี้ครับ ขอบคุณทุกคนที่โหวตให้ผมนะ ผมเข้าใจดีว่าปีนี้คงเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากไม่น้อยเลย”

“มีนักเตะระดับโลกหลายคนอยู่ที่นี่ในคืนนี้ ของแสดงความยินดีกับผู้ชนะและผู้มีชื่อเข้าชิงทุกรางวัลในค่ำคืนนี้ และมันแสดงให้เห็นว่าความมุ่งมั่นและการทำงานหนักสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแท้จริง”

บทสรุปแต่ละรางวัลในงานประกาศรางวัลประจำปีนี้

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีหรือ บัลลงดอร์ ฝ่ายชาย : แฮร์รี เคนจากบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีหรือ บัลลงดอร์ ฝ่ายหญิง เป็นของ อเล็กเซีย ปูเตยาส จากสโมสรบาร์เซโลนา ซึ่งเป็นการคว้ารางวัลดังกล่าวเป็นสมัยที่ 3 ของเจ้าตัว หลังจากเคยได้มาแล้วเมื่อปี 2021 และ 2022

ด้านรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีฝ่ายชาย ลามิน ยามาล ซึ่งเป็นการคว้ารางวัลดังกล่าวเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันของเจ้าตัว

โดยยามาล เผยหลังได้รับรางวัลดังกล่าวว่า “มันเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มาอยู่ตรงนี้และได้รับรางวัลนี้ ผมอยากเห็นเพื่อนร่วมทีมอย่าง คูบาร์ซี อยู่ตรงนี้ เพราะผมคิดว่ารางวัลนี้ควรเป็นของเขา เขาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมมากหลายครั้ง นี่เป็นปีที่ 3 แล้วที่ผมได้รางวัลนี้ ผมอยากขอบคุณสโมสรและทีมชาติของผม”

ส่วนรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีฝ่ายหญิงเป็นของ วิกกี โลเปซ จากบาร์เซโลนาทีมหญิง

รางวัลโค้ชทีมชายยอดเยี่ยมแห่งปี : หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต ทีมชาติสเปน

รางวัลโค้ชทีมหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี : เปเร โรเมอู จากทีมหญิงบาร์เซโลนา

รางวัลผู้รักษาประตูยอดเเยี่ยมแห่งปีฝ่ายชาย : อูไน ซิมอน จากสโมสรแอธฯ บิลเบา และทีมชาติสเปน

รางวัลผู้รักษาประตูยอดเเยี่ยมแห่งปีฝ่ายหญิง : คาตา โคลล์ จากทีมหญิงบาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน

รางวัลโซคราเตส อวอร์ด ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษในวงการฟุตบอล ซึ่งมอบให้กับนักฟุตบอลหรือองค์กรด้านฟุตบอลที่มีผลงานโดดเด่นด้านมนุษยธรรม การช่วยเหลือสังคม การพัฒนาชุมชน หรือการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ในปีนี้เป็นของ บูกาโย ซากา จากอาร์เซนอล

รางวัลสโมสรยอดเยี่ยม ฝั่งทีมชาย : ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

รางวัลสโมสรยอดเยี่ยม ฝั่งทีมหญิง : บาร์เซโลนา

รางวัลกองหน้ายอดเยี่ยมแห่งปี ฝ่ายชาย : แฮร์รี เคนจากสโมสรบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ

รางวัลกองหน้ายอดเยี่ยมแห่งปี ฝ่ายหญิง : ชาร์ลิน คอร์รัล จากสโมสรปาชูกา และทีมชาติเม็กซิโก

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10451198

กฟผ.เดินหน้ายกระดับ SMR จับมือ IAEA สร้างองค์ความรู้พลังงานใหม่ เดินหน้าพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 9,000 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าเดินเครื่องปี 2580 เห็นโอกาสเทคโนโลยีสะอาด เสริมความมั่นคง-ลดคาร์บอนตามยุทธศาสตร์ชาติ

IAEA - กฟผ. เดินหน้าสร้างความรู้ความเข้าใจ SMR เสริมความมั่นคงพลังงาน

IAEA ร่วมกับ กฟผ. จัดการประชุมวิชาการ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” สร้างความรู้ความเข้าใจ SMR แก่หน่วยงานด้านพลังงานไทย เตรียมความพร้อม โรงไฟฟ้า SMR 

วันนี้ (26 ตุลาคม 2569) นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิด งานประชุมวิชาการภายใต้โครงการ TC Project ในหัวข้อ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” โครงการความร่วมมือทางเทคนิคระหว่างทบวงการพลังงาน ปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) และประเทศไทย โดยการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรของประเทศ ในการเตรียมความพร้อมด้านโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก โดยมีนายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. Ms.Anna Jaison ผู้แทนจาก IAEA และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี

นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันภาคพลังงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นานาประเทศต่างมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ด้วยการประเมิน เทคโนโลยีพลังงานสะอาดหลากหลายรูปแบบที่สามารถจัดหาไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ยั่งยืน และมีราคาที่เข้าถึงได้ สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยี SMR ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญภายใต้ ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ในฐานะกระทรวงพลังงานที่มีหน้าที่ รับผิดชอบนโยบายพลังงานของประเทศ จึงมุ่งมั่นสร้างความมั่นใจว่า ประเทศไทยจะมีการพัฒนาองค์ความรู้ แก่องค์กรที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาขีดความสามารถอย่างเป็นระบบ ซึ่งจำเป็นต่อการประเมินทางเลือก ด้านพลังงานที่เหมาะสมทั้งหมด และนำไปสู่การตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุด ด้านความปลอดภัย ความมั่นคง ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความเชื่อมั่นของสาธารณชน 

นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. กล่าวเสริมว่า ในช่วง การเปลี่ยนผ่านพลังงาน การสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ควบคู่กับการก้าวสู่อนาคต ทางพลังงานที่สะอาดและยั่งยืน ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ เทคโนโลยี SMR จึงได้รับการพิจารณา อย่างกว้างขวางทั่วโลก ในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่มีศักยภาพและเสถียรภาพ สำหรับ กฟผ. การสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการทำความเข้าใจทั้งโอกาสและความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยี SMR มาใช้ในอนาคต การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้จากประสบการณ์ ของนานาประเทศ และช่วยยกระดับขีดความสามารถที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจในอนาคต

ทั้งนี้ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ได้กำหนดเป้าหมายพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR กำลังผลิตรวม 9,000 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าหมายเดินเครื่องโรงไฟฟ้า SMR โรงแรกภายในปี 2580 การประชุมครั้งนี้ จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA และผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ มาแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติสากล ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การวางแผน การดำเนินงาน การพัฒนากำลังคน การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศไทยมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเตรียมความพร้อม ได้อย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยตัดสินใจพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ในอนาคต จะสามารถดำเนินการ ได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

กฎหมายอินฟลูเอนเซอร์!! อิทธิพลออนไลน์ถูกใช้ทำลายชื่อเสียง ควรแยกวิจารณ์กับบิดเบือนข้อมูล ต่างชาติเลือกสมดุลปกป้องเสรีภาพ ไทยเน้นหลักฐานยืนยันเจตนาเสียหาย

กฎหมายควบคุมอินฟลูเอนเซอร์: เมื่ออิทธิพลบนโลกออนไลน์ถูกใช้เป็นอาวุธทำลายชื่อเสียง

การวิจารณ์เป็นสิทธิ แต่การสร้างข้อกล่าวหาเท็จเพื่อทำลายบุคคลควรมีความรับผิดชอบเพียงใด?

ในยุคที่อินฟลูเอนเซอร์สามารถสร้างกระแสสังคมได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง อิทธิพลบนโลกออนไลน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรีวิวสินค้าอีกต่อไป แต่ยังถูกนำมาใช้โจมตีบุคคลสาธารณะ นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ และผู้ที่มีความขัดแย้งกับผู้เผยแพร่เนื้อหา บางกรณีเป็นการตรวจสอบที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่บางกรณีอาจเป็นการนำข้อมูลบางส่วนมาตัดต่อ ขยายข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีหลักฐาน หรือเผยแพร่เรื่องที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดซ้ำ ๆ จนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและอาชีพ

คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราควรห้ามการวิจารณ์หรือไม่ แต่คือ เราจะจัดการกับการใช้สื่อออนไลน์เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและทำลายชื่อเสียงอย่างเป็นระบบ โดยไม่ทำให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือปิดปากผู้ตรวจสอบอำนาจได้อย่างไร?
ประเทศต่าง ๆ ใช้กฎหมายอย่างไร?

ประเทศไทย: มีกฎหมายหมิ่นประมาท แต่ยังต้องพิจารณาความเสียหายจากการโจมตีออนไลน์อย่างรอบด้าน

ประเทศไทยมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ว่าด้วยการหมิ่นประมาท และมาตรา 328 สำหรับการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งอาจครอบคลุมการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อออนไลน์ได้ นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จในบางลักษณะ แต่ไม่ใช่ว่าข้อความหมิ่นประมาททุกกรณีจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วย ความท้าทายอยู่ที่การแยกแยะระหว่างการกล่าวหาที่เป็นเท็จ การแสดงความคิดเห็น และการเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจ หากใช้กฎหมายโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างนี้ ผู้ที่ตั้งคำถามต่อการทำงานของรัฐอาจเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ที่จงใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

สหรัฐอเมริกา: คุ้มครองการวิจารณ์บุคคลสาธารณะอย่างเข้มแข็ง
คำพิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในคดี New York Times Co. v. Sullivan ปี 1964 วางหลักสำคัญว่า ในคดีหมิ่นประมาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ว่าผู้เผยแพร่รู้ว่าข้อความเป็นเท็จ หรือเผยแพร่โดยไม่ใส่ใจอย่างร้ายแรงต่อความจริง หลักนี้เรียกว่า “Actual Malice” และมีการขยายความคุ้มครองไปยังบุคคลสาธารณะในบริบทที่เกี่ยวข้องตามแนวคำพิพากษา หลักดังกล่าวไม่ได้อนุญาตให้ใครกุเรื่องโจมตีผู้อื่นได้อย่างเสรี แต่ยอมรับว่าการตรวจสอบผู้มีอำนาจต้องมีพื้นที่สำหรับความผิดพลาดโดยสุจริต มิฉะนั้น ความกลัวการถูกฟ้องอาจทำให้สื่อและประชาชนไม่กล้าตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ

สิงคโปร์: มีกฎหมายเฉพาะสำหรับรับมือข้อมูลเท็จออนไลน์
สิงคโปร์ประกาศใช้ Protection from Online Falsehoods and Manipulation Act (POFMA) ในปี 2019 เพื่อจัดการกับข้อมูลเท็จออนไลน์ที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย กลไกสำคัญรวมถึงคำสั่งให้แก้ไขหรือแสดงคำชี้แจงประกอบข้อมูลที่ถูกระบุว่าเป็นเท็จ และมาตรการอื่นตามกรณี แนวทางนี้สะท้อนว่าการแก้ปัญหาข้อมูลเท็จไม่จำเป็นต้องพึ่งการลงโทษทางอาญาเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การให้อำนาจฝ่ายบริหารสั่งแก้ไขข้อมูลก็มีข้อกังวลเรื่องการใช้ดุลพินิจ โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับรัฐบาลและการเมือง จึงต้องพิจารณาควบคู่กับความเป็นอิสระของกระบวนการอุทธรณ์และการตรวจสอบคำสั่ง
.
สหราชอาณาจักร: จัดการข้อความเท็จที่มีเจตนาก่ออันตรายบางประเภท
Online Safety Act 2023 ของสหราชอาณาจักรกำหนดความผิดเกี่ยวกับการส่งข้อความเท็จในเงื่อนไขเฉพาะ เช่น ผู้ส่งรู้ว่าข้อมูลเป็นเท็จ มีเจตนาก่ออันตรายทางจิตใจหรือร่างกายที่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแก่ผู้รับสารที่คาดหมายได้ และไม่มีเหตุอันสมควรตามกฎหมาย ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ทำให้การวิจารณ์ทางการเมืองหรือการกล่าวข้อความที่ไม่ถูกต้องทุกกรณีเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ

ประเทศไทยควรเพิ่มมาตรการอะไร?
ประเทศไทยอาจพัฒนากรอบกำกับดูแลผู้สร้างเนื้อหาที่มีอิทธิพล โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความผิดใหม่สำหรับการวิจารณ์ทุกประเภท แต่ควรพิจารณามาตรการสำคัญ 4 ประการ
1. แยกการวิจารณ์ออกจากการจงใจบิดเบือน โดยพิจารณาหลักฐาน ความรู้เกี่ยวกับความเท็จ เจตนา และบริบท ไม่ใช่ตัดสินจากความรุนแรงของถ้อยคำเพียงอย่างเดียว
2. เพิ่มช่องทางแก้ไขข้อกล่าวหาอย่างรวดเร็ว เช่น การเปิดเผยหลักฐาน การให้สิทธิชี้แจง และการเผยแพร่คำแก้ไขในช่องทางที่เข้าถึงผู้ชมกลุ่มเดียวกับเนื้อหาเดิม
3. รับมือการโจมตีที่ทำซ้ำหรือประสานงานกัน โดยตรวจสอบพฤติการณ์และหลักฐานว่ามีการสร้างหรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จอย่างเป็นระบบหรือไม่ โดยไม่ถือว่าการมีความคิดเห็นตรงกันหรือการวิจารณ์พร้อมกันเป็นความผิดในตัวเอง
4. ป้องกันการใช้กฎหมายปิดปากประชาชน ด้วยหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน การพิจารณาโดยศาลที่เป็นอิสระ และการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับความเสียหาย พร้อมกลไกป้องกันคดีที่มุ่งสร้างภาระให้ผู้ตรวจสอบโดยสุจริต

บทสรุป: กฎหมายต้องปกป้องทั้งชื่อเสียงและเสรีภาพ
อินฟลูเอนเซอร์ไม่ควรได้รับอภิสิทธิ์เหนือกฎหมายเพียงเพราะมีผู้ติดตามจำนวนมาก ขณะเดียวกัน บุคคลสาธารณะและนักการเมืองก็ไม่ควรใช้กฎหมายเป็นเกราะป้องกันตนเองจากคำถามที่มีเหตุผล บทเรียนจากต่างประเทศแสดงให้เห็นว่าแต่ละประเทศเลือกสมดุลระหว่างการปกป้องชื่อเสียง การรับมือข้อมูลเท็จ และเสรีภาพในการแสดงออกแตกต่างกัน ประเทศไทยจึงควรพัฒนากลไกที่มุ่งจัดการกับ การหลอกลวง การใส่ร้ายที่เข้าองค์ประกอบความผิด และการบิดเบือนข้อมูลโดยมีหลักฐานรองรับว่าจงใจก่อความเสียหาย มากกว่าการให้อำนาจควบคุมเนื้อหาอย่างกว้างขวาง เพราะในสังคมประชาธิปไตย เราต้องมีทั้งสิทธิในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ และความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา : AYA

“DPU” จับมือ “หมู ASAVA” ออกแบบชุดครุยใหม่!! ถ่ายทอดแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบ สะท้อนอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยชัดเจน เน้นความยั่งยืน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อบันทึกความภาคภูมิใจของบัณฑิต

DPU x ASAVA ออกแบบชุดครุยใหม่ ถ่ายทอดศักยภาพบัณฑิตผ่านความร่วมสมัยและอัตลักษณ์มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ “หมู ASAVA” นายพลพัฒน์ อัศวะประภา นักออกแบบแฟชั่นและผู้ก่อตั้ง ASAVA Group ถ่ายทอดแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบชุดครุยของมหาวิทยาลัยในรูปแบบใหม่ ภายใต้โจทย์การสร้างความร่วมสมัย ความสง่างาม และความภาคภูมิใจของบัณฑิต พร้อมนำแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งตั้งแต่การเลือกวัสดุ การวางแพตเทิร์น ไปจนถึงกระบวนการผลิต เพื่อให้ชุดครุยสะท้อนทั้งอัตลักษณ์ของ DPU และความหมายของการสำเร็จการศึกษาในโลกยุคใหม่
นายพลพัฒน์ อัศวะประภา กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการออกแบบเกิดจากโจทย์ของมหาวิทยาลัยที่ต้องการปรับภาพของชุดครุยให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น มีสีสันและบรรยากาศของการเฉลิมฉลองความสำเร็จ ขณะเดียวกันยังคงความน่าเชื่อถือ ความสง่างาม และคุณค่าของพิธีสำเร็จการศึกษา พร้อมสามารถถ่ายทอดแนวคิดและพันธกิจของมหาวิทยาลัยผ่านงานออกแบบได้อย่างชัดเจน

“มหาวิทยาลัยต้องการให้การสำเร็จการศึกษาเป็นช่วงเวลาที่มีทั้งความภาคภูมิใจ ความสนุก และความร่วมสมัย ขณะเดียวกันผู้สำเร็จการศึกษาก็จะนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการทำงานและสร้างคุณค่าให้กับสังคมต่อไป” นักออกแบบแฟชั่น กล่าว

นายพลพัฒน์ อธิบายว่า ASAVA มองคำว่า “แฟชั่น” ในความหมายที่กว้างกว่าเสื้อผ้า เพราะแฟชั่นเกี่ยวข้องกับแนวคิด วิถีชีวิต และการเปลี่ยนแปลงของผู้คนในแต่ละยุค เช่นเดียวกับการศึกษาที่อยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม ความท้าทายจึงอยู่ที่การออกแบบชุดครุยซึ่งมีความเป็นทางการสูง ให้สามารถสื่อถึงความร่วมสมัยได้ พร้อมรักษาภาพลักษณ์ที่สง่างามและน่าเชื่อถือ

ขณะเดียวกันยังคำนึงถึงความหลากหลายของผู้สวมใส่ ทั้งเพศ วัย และรูปร่าง โดยนำแนวคิด Unisex และความเป็นสากลมาใช้ในการพัฒนารูปทรง พร้อมผสมผสานสีประจำคณะ สีประจำมหาวิทยาลัย และข้อกำหนดของชุดครุยแต่ละระดับเข้าด้วยกัน เพื่อให้เมื่อบัณฑิตจากหลายคณะมายืนรวมกันยังสามารถเห็นทั้งความเป็นหนึ่งเดียวและเอกลักษณ์ของแต่ละสาขาวิชา

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือแนวคิดด้าน Sustainability ซึ่งถูกนำมาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ โดย ASAVA ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผ่านการออกแบบโครงสร้างชุดให้เหมาะสม ลดจำนวนตะเข็บและชิ้นส่วนเท่าที่จำเป็น สะท้อนแนวคิดการออกแบบที่ให้ความสำคัญทั้งกับความสวยงามและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

“ทุกองค์ประกอบมีความสำคัญ ตั้งแต่เนื้อผ้า โครงสร้าง รูปทรง การตัดเย็บ ไปจนถึงภาพรวมเมื่อชุดอยู่บนร่างกาย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชุดครุยจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่สำคัญและน่าภาคภูมิใจในชีวิตของบัณฑิต” นายพลพัฒน์กล่าว

เพราะชุดครุยไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกายสำหรับวันสำคัญ แต่เป็นสิ่งที่ได้ร่วมบันทึกช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต และกลายเป็นความทรงจำที่มีความหมายสำหรับผู้สวมใส่ ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นการศึกษา ผ่านความพยายามและความท้าทาย จนมาถึงวันที่ความสำเร็จได้ถูกถ่ายทอดออกมา

ในมุมมองของนายพลพัฒน์ ชุดครุยจึงเป็นเสมือนตัวแทนของเส้นทางที่ผู้เรียนเดินทางผ่านมา จากความพยายามสู่ความภาคภูมิใจ (Proud) จากความสำเร็จสู่เกียรติที่ติดตัวไปตลอดชีวิต (Prestige) และจากวันที่สำเร็จการศึกษา สู่การนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและสังคมในวันข้างหน้า (Purposeful)

“สำหรับนักออกแบบ ไม่มีรางวัลอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่งานออกแบบของเราได้เข้าไปอยู่ในโมเมนต์ที่มีความสุขและความภาคภูมิใจของใครคนหนึ่ง” ผู้ก่อตั้ง ASAVA Group กล่าวทิ้งท้าย

นวัตกรรมละครทุนวัฒนธรรม!! เปิดตัวละครสั้น "โปงลางสะท้านธุง" ผลักดันทุนวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยกระดับเมืองกาฬสินธุ์เป็นเมืองรอง ผสานงานวิจัยและชุมชนสร้างสรรค์

เปิดตัว “โปงลางสะท้านธุง” ละครสั้นแนวตั้งจากทุนวัฒนธรรมเมืองกาฬสินธุ์ ชูงานวิจัยสู่การสร้างทุนวัฒนธรรมขับเคลื่อนเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม อว.รวมภาคีงานวิจัยแถลงข่าว กว่าจะมาเป็น “โปงลางสะท้านธุง” แห่งเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมเปิดตัว 11 โครงการวิจัย ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญ “ยกระดับเมืองรองสูเมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม”

กรุงเทพฯ – วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับคณะผู้วิจัยและภาคีเครือข่าย จัดงานแถลงข่าว “เปิดตัวละครสั้นแนวตั้งจากทุนวิจัยสู่การสร้าง ทุนวัฒนธรรม” เพื่อเปิดตัวละครสั้นแนวตั้ง “โปงลางสะท้านธุง” ซึ่งนำศิลปวัฒนธรรมและเรื่องราวของเมืองกาฬสินธุ์มาเล่าด้วยรูปแบบที่ใกล้ตัวคนรุ่นใหม่ ผลงานนี้มาจากโครงการวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการ สื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

นำทีมขับเคลื่อนโดย ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee : PC) และ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์และเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. (PD) ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญเรื่อง “ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” โดยได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กองทุนส่งเสริม วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) หน่วยบริหารจัดการทุนด่านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ดำเนินงานโดย มูลนิธิ สื่อสานพลังชุมชน

งานแถลงขาวจัดที่รานเจริญเจริญ (เจริญวันเจริญคืน) สวนหลวงสแควร์ ซอยจุฬาฯ 12 เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ละครแนวตั้งเรื่องนี้นำอัตลักษณ์และทุนวัฒนธรรมของเมืองกาฬสินธุ์ ทั้งวิถีชีวิต ภูมิปญญา ศิลปะ อาหาร และผู้คน มาเล่าผานเรื่องราวร่วมสมัย การเล่าแบบกระชับและเข้าใจง่ายเหมาะกับการรับชมผ่านโทรศัพทมือถือ โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรม ในการถ่ายทอดเนื้อหาที่ ถูกต้อง ครบถวน และสร้างสรรค์ ผลงานจึงมีเป้าหมายตอยอดสู่ มูลค่าทางเศรษฐกิจได้หลายทาง เช่น การ ทองเที่ยวตามรอยละคร การอุดหนุนอาหารและผลิตภัณฑท้องถิ่น และกิจกรรมหรือบริการสร้างสรรค์ของ ชุมชน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์ สิริฤกษ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) และประธานเปิดงาน กล่าวถึงความสำคัญของการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอด ผ่านการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ว่า “การนำทุนทางวัฒนธรรมมาพัฒนาเป็นสื่อร่วมสมัย ผ่านการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ถือเปนสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรื่องราวเหล่านี้ไดรับการถ่ายทอดอย่างเข้าใจและเคารพเจ้าของวัฒนธรรม พรอมทั้งสร้างความภาคภูมิใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของรวมกัน นอกจากนี้การนำละคร แนวตั้งมาเป็นเครื่องมือสื่อสารช่วยให้เข้าถึงผู้ชมได้ง่ายขึ้นผ่านโทรศัพทมือถือเป็นการสรางทั้งคุณค่าทางสังคม หน้า 1 จาก 5 และโอกาสด้านรายได้ในอนาคต ผ่านการต่อยอดทั้งการทองเที่ยวตามรอยละคร

การซื้อสินคาทองถิ่น และ กิจกรรมสรางสรรค์ของชุมชนต่างๆ” ทางด่าน ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee: PC) ผู้รังสรรค์แนวคิดละครทุนวัฒนธรรม ได้กล่าวถึงการต่อยอดทุนวัฒนธรรมของชาติที่ตองทำ ให้เกิดขึ้นอยางเป็นรูปธรรมและแพร่หลายในวงกว้าง “วันนี้ ผมคิดว่าการที่เอาทุนวัฒนธรรมสร้างชาติโดยผ่านงานวิจัยมาถึงจุดที่มันเริ่มออกดอกออกผลให้ เห็นแล้วแตละพื้นที่แต่ละเมืองมีอัตลักษณของตัวเอง มีวัตถุดิบต่างกัน ทุนมนุษย์ก็ต่างกัน มีประเพณีดั้งเดิมก็ต่างเพราะฉะนั้นจะเกิดความหลากหลาย ถ้าประเทศนี้มองทุนวัฒนธรรมเป็นทุนการขับเคลื่อนประเทศ ทุกพื้นที่สร้างได้หมดโดยการนำสื่อที่เป็นทางการ เป็นมืออาชีพเข้ามาช่วย การทำหนังเรื่องหนึ่งคนดูเป็นล้าน เป็นการประชาสัมพันธ์ เป็นเรื่องเป็นราวเป็นระบบ ทีนี้คนเป็นล้านที่จะรู้จักที่นั่น ก็จะทำใหงานวัฒนธรรมแข็งแรงขึ้น และเติบโตอย่างมีนัยยะ” ในส่วนของ ดร.สรวงมณฑ สิทธิสมาน หัวหน้าโครงการวิจัย “การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชน เพื่อยกระดับเมืองรองสู่ เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

ซึ่งเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการผลิตละครสั้นแนวตั้ง ทุนวัฒนธรรมเรื่องนี้ กล่าวว่า “ละครสั้นแนวตั้งเปนอีกหนึ่งเครื่องมือในการสื่อสาร เพราะเราเชื่อว่า ทุนวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องถูกเล่าผ่านรูปแบบเดิม ๆ เสมอไป เรื่องราวของชุมชนสามารถนำมาสรางเป็นความ บันเทิงที่ทั้งสนุกและทำให้ผู้ ชมได้รู้จักคุณค่าของวัฒนธรรมทองถิ่นไปพร้อมกัน และสิ่งสำคัญของการดำเนินงานไม่ได้อยู่ที่การผลิตละครเพียงอย่างเดียว แต่เปนกระบวนการทำงานรวมกับคนในพื้นที่เพื่อค้นหาและทำความเข้าใจทุนวัฒนธรรมก่อนนำมาพัฒนาเป็นเนื้อหาสื่อสาร โดยเริ่มตนจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น ทั้งศิลปะการแสดงโปงลางผ้าไหมแพรวา และธุงที่สามารถนำมาถ่ายทอดผ่าน เรื่องราวของละครได้ “เราไม่ได้คาดหวังเพียงให้คนดูละครแล้วจบไป แตอยากให้ละครเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ ชมสนใจว่า กาฬสินธุ์ มีอะไรน่าค้นหา มีวัฒนธรรมอะไรที่นาสนใจและอยากเดินทางไปสัมผัสดวยตัวเอง ขณะเดียวกันก็อยากให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ และสามารถนำทุนวัฒนธรรมเหล่านั้นมาต่อยอดได้ ซึ่งเป็น เป้าหมายสำคัญของการใช้สื่อเปนกลไกขับเคลื่อนเมืองรองสู่เศรษฐกิจสรางสรรค์” ทางด้าน คุณมานิดา นฤภัทร ผู จัดละคร กลาวถึงจุดเริ่มตน แรงบันดาลใจและความแตกตางของละครสั้นแนวตั้งเรื่องนี้ว่า “จุดเริ่มต้นละครสั้นแนวตั้งเรื่องนี้มาจาก ดร.ธนภณ วัฒนกุล ในการสร้างละคร ทุนวัฒนธรรมเพื่อที่จะได้ทำให้คนเห็นคุณค่าของเศรษฐกิจสรางสรรค์จากทุนวัฒนธรรมจริง ๆ ซึ่งเราก็อยากให้ ละครเรื่องนี้มีความหมายมากกวาแค่การดูละครสนุก ๆ เพราะเราเชื่อว่าแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยมีความพิเศษในความธรรมดา และอยากให้คนในพื้นที่คนไทยที่เป็นเจ้าของแผนดิน เห็นถึงความหมายพิเศษของทุนวัฒนธรรมในบ้านเราที่หาที่ไหนไม่ได้” ปิดท้ายด้วย ความรู้สึกของ คุณนุ่น ศิรพันธ วัฒนจินดา นักแสดงนำ กล่าวถึงความรู้ สึกของการได้ เป็นส่วนหนึ่งของละครสั้นแนวตั้งที่เรียกได้ว่าเปิดมิติใหม่ในการแสดงละครของตัวเองด้วยว่า “ตอนที่ทีมงาน ติดต่อเข้ามา ก็สนใจทั้งที่ไม่เคยเล่นละครสั้นแนวตั้งมาก่อน เพราะการนำละครสั้นแนวตั้งมาผสมกับวิธีการเล่า เรื่องแบบ Storytelling นั้นน่าสนใจ ละครเรื่องนี้สื่อถึงรากเหงา ศิลปวัฒนธรรม แกนของคน ไม่ใช่แค่คนกาฬสินธุ์ แต่คือแกนของคนไทย ยิ่งเป็นคนไทยในพืเนถิ่น ส่วนตัวคิดว่าหาดูได้ยาก ภาพสวย วิธีการเลาเรื่องที่ทำให้คน หนา 2 จาก 5 รู้สึกอิน การที่เราได้รู้จักศิลปวัฒนธรรมเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง มีความสนุกใครได้ดูก็ตองอยากมาตามแนวละคร และการสื่อสารผ่านละครสั้นนี้ เป็นการสงสารไปถึงคนรุ่นใหม่ ในเชิงอนุรักษ์ สืบสานสามารถส่งต่อพลังได้จริง ๆ” “โปงลางสะท้านธุง” เป็นตัวอย่างของการนำงานวิจัยไปใชจริงในพื้นที่ โดยเชื่อมทุนวัฒนธรรมกับสื่อ ร่วมสมัยและอุตสาหกรรมสรางสรรค์ ผลงานนี้จึงเป็นทั้งความบันเทิงและช่องทางให้ผู้ ชมรู้จักเมืองรอง และเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสรางสรรค์ ซึ่งสร้างประโยชน์ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจให้ชุมชน

มธ. ชำแหละต้นทุนชีวิต!! เปิดนิทรรศการ SDGs เพื่อประชาชน ตั้งคำถามชีวิตดี ใครจ่ายต้นทุนแท้จริง ชี้ผลกระทบสุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อความยั่งยืน

วงเสวนา มธ. ชำแหละต้นทุนชีวิต ‘ชีวิตที่ดี ใครเป็นคนจ่าย’ พร้อมยื่นข้อเสนอสร้างความยั่งยืน

ม.ธรรมศาสตร์ เปิดตัวนิทรรศการกึ่งถาวร “SDGs เพื่อประชาชน” พร้อมตั้งคำถามตัวโต “มาตรฐานชีวิตที่ดี ใครเป็นคนจ่าย” 4 วิทยากรร่วมวิเคราะห์ผลกระทบ - ต้นทุนที่ทำให้ผู้คนมีมาตรฐานชีวิตที่ดี พร้อมข้อเสนอถึงทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานเปิดตัวนิทรรศการ SDGs เพื่อประชาชน ครั้งที่ 4 “บทสรุปความยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด เส้นทางสู่ความยั่งยืนแห่งอนาคต เปลี่ยนเป้าหมายระดับโลกที่ไกลตัว ให้เป็นการตัดสินใจและลงมือทำในชีวิตประจำวัน พร้อมจัดงานเสวนาในหัวข้อ “ชีวิตดีในเมือง ใครเป็นคนจ่าย” เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำให้สังคมมีสินค้า หรือบริการที่นำไปสู่มาตรฐานชีวิตที่ดีในปัจจุบัน พร้อมกับมีข้อเสนอ และ Call to Action เพื่อให้ทุกภาคส่วนมาบูรณาการความร่วมมือกันในการออกแบบแนวทางการมีมาตรฐานชีวิตที่ดีสำหรับทุกคน

ผศ.วีรบูรณ์ วิสารทสกุล คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มธ. กล่าวถึงผลกระทบในมิติเศรษฐกิจ และสังคมว่า ใบเสร็จค่าโทรศัพท์ที่ทุกคนต้องจ่ายไป เพื่อทำให้ได้มีและใช้โทรศัพท์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะการทำงาน หรือการเรียน แท้จริงแล้วอาจจะไม่ได้สะท้อนต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต เพราะหากมองย้อนกลับไปยังต้นทางที่กว่าจะเป็นโทรศัพท์ 1 เครื่อง จะเห็นทั้งเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ โรงงานประกอบ คนงาน ศูนย์ข้อมูล (Data Center) แหล่งผลิตพลังงาน ไปจนถึงการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยในไทยก็จะมีที่ จ.ปราจีนบุรี หรือ จ.ระยอง ซึ่งได้บางขั้นตอนก็ได้ส่งผลกระทบไปถึงผู้คนอื่นๆ ด้วย

ตัวอย่างเช่น เหมืองแร่แรร์เอิร์ธทางภาคเหนือของไทยที่ส่งมลพิษ เช่น สารหนู ฯลฯ ลงไปในแม่น้ำกก แม่น้ำแม่สาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง และทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบตั้งแต่ จ.เชียงราย ไปจนถึงจังหวัดภาคอีสาน ซึ่งสิ่งที่เหล่านี้ถือเป็นต้นทุนที่ไม่ได้อยู่ในใบเสร็จค่าโทรศัพท์ แต่คนจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาระดังกล่าวไว้ และที่สำคัญคนเหล่านี้ก็อาจจะไม่ได้รับความสนใจด้วย เพราะไม่ใช่คนที่อยู่ในความสัมพันธ์กับผู้ที่ใช้โทรศัพท์อย่างเราๆ หรือกระทั่งการอ่านข่าวของผู้ได้รับผลกระทบเหล่านี้ ก็อาจจะไม่ทำให้หลายคนเกิดความกังวลเนื่องจากรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก

“ฉะนั้น เวลาจะพูดถึงความสะดวกในต้นทุนที่ต่ำ ที่จะต้องจ่าย จะต้องใช้ หรือต้องบริโภคสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อยากให้ตระหนักอยู่เสมอว่ามีคนที่แบกรับภาระอื่นๆ แทนเราอยู่ โดยที่เราอาจจะไม่ได้สนใจ หรือแคร์กับชีวิตเขา ซึ่งเป็นคนที่แบกรับความเสี่ยงนั้นอยู่บนร่างกาย หรือคนในครอบครัวของเขา” ผศ.วีรบูรณ์ กล่าว

รศ. พญ.อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มธ. กล่าวถึงผลกระทบในมิติสุขภาพ โดยเน้นไปที่เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพว่า เนื่องด้วยชีวิตของผู้คนในเมืองที่ต้องรีบเร่ง ทำให้เมื่อเจ็บป่วย ทุกคนต่างก็ต้องการหายให้เร็วที่สุด จึงอาจเลือกใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น เช่น เมื่อเป็นไข้หวัดหรือท้องเสีย ก็อาจจะซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า ไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนอาการท้องเสียหลายกรณีสามารถหายได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ที่สำคัญการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการรักษาโรคติดเชื้อในอนาคต

รศ. พญ.อัจฉรา กล่าวต่อไปว่า เมื่อเราใช้ยาปฏิชีวนะ ยาจะฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ไวต่อยา แต่เชื้อดื้อยาอาจรอดชีวิตและเพิ่มจำนวนมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดยีนดื้อยาไปยังเชื้อแบคทีเรียอื่นได้ ส่งผลให้โรคติดเชื้อที่เคยรักษาได้ง่ายกลับรักษายากขึ้น ต้องใช้ยาที่มีราคาแพงขึ้นและรักษานานขึ้น โดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่พบเชื้อบางชนิดดื้อยาหลายขนาน จนเหลือทางเลือกในการรักษาน้อยมาก และบางกรณีอาจไม่มียาที่รักษาได้ผล ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

“จริง ๆ แล้ว ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในโรงพยาบาล แต่สามารถแพร่กระจายระหว่างคน สัตว์ อาหาร และสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากมีการใช้ยาต้านจุลชีพทั้งในคน สัตว์ และภาคการเกษตร นอกจากนี้ เชื้อดื้อยา ยีนดื้อยา และยาต้านจุลชีพที่ตกค้าง ยังสามารถปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมผ่านน้ำเสียจากโรงพยาบาล ชุมชน และฟาร์มปศุสัตว์ และอาจกลับมาสู่คนผ่านอาหารและน้ำได้อีก ดังนั้น การแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาจึงต้องมองให้ครบทั้งระบบ ภายใต้แนวคิด One Health หรือสุขภาพหนึ่งเดียว ที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยเน้นการป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่ต้นทาง การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุสมผลในทุกภาคส่วน และการลดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดผลอย่างยั่งยืน” รศ. พญ.อัจฉรา กล่าว

รศ. ดร.สุเพชร จิรขจรกุล คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวถึง บทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถช่วยลดต้นทุนที่มองเห็นได้ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าน้ำ และวัตถุดิบ ขณะเดียวกันยังช่วยลด “ต้นทุนแฝงทางสิ่งแวดล้อม” (Environmental Externalities) ซึ่งไม่ได้สะท้อนอยู่ในราคาสินค้าและบริการโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินความจำเป็น และภาระที่สังคมต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของระบบการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน ต่อเนื่องจนถึงผู้ประกอบการโรงงานขนาดเล็ก โรงเรือนเกษตร และธุรกิจ SMEs ที่ต้องเผชิญต้นทุนด้านพลังงาน น้ำ วัตถุดิบ และการขนส่ง เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจนำไปสู่การเกิดภัยพิบัติ อย่างน้ำท่วม และภัยแล้งให้กับทั้งในประเทศไทย และระดับโลก

ทั้งนี้ ส่วนตัวมองถึง 5 เทคโนโลยีลดต้นทุนแฝงทางสิ่งแวดล้อม ยกระดับเกษตรกรและผู้ประกอบการ สู่การผลิตและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ที่ไม่ได้อยู่ในใบเสร็จเหล่านั้น มีอยู่ 5 เรื่องด้วยกันที่ควรทำ ได้แก่ 1. การทำระบบลดการใช้ไฟฟ้า ด้วยเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จัดการเปิดปิดระบบต่าง ๆ ที่ใช้ไฟฟ้า 2. การลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานที่ทดแทนพลังงานฟอสซิลให้มากขึ้น 3. การลงทุนในนวัตกรรมที่ทำให้ลดระยะทางการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรต่าง ๆ ระยะทางลดลง ใช้พลังงานลดลง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 4. การลงทุนในเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ศาสตร์การปลูกข้าวน้ำน้อย ฯลฯ และ 5. เกษตรกรต้องยกระดับตัวเองมาใช้ระบบข้อมูลในการวางแผนการผลิต และจำหน่ายให้มากขึ้น โดยยังคงรักษาประสิทธิภาพและคุณภาพของผลผลิต

“การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสม จะช่วยเชื่อมโยงการลดต้นทุนทางเศรษฐกิจกับการลดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นต้นทุนที่แท้จริงที่มักไม่ได้ปรากฏอยู่ในใบเสร็จของสินค้าและบริการ ที่เราทุกคนต้องจ่ายอย่างแท้จริง” รศ. ดร.สุเพชร กล่าว

รศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ เมืองใหม่ ผู้ช่วยหัวหน้ายุวชนชาย สมาคมสร้างคุณค่าในประเทศไทย (Soka Gakkai Thailand) กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขที่ทุกคนสามารถทำได้ว่า ทุกคนในโลกใบนี้เป็นคนธรรมดากันหมด ฉะนั้น สิ่งสำคัญที่จะทำได้ และเป็นหนึ่งในวิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดก็คือ เริ่มต้นจากตัวเราเอง เช่น ดูแลสุขภาพให้ดี การแยกขยะ ฯลฯ ซึ่งแม้การกระทำเหล่านี้จะดูเป็นส่วนเล็กๆ แต่ถ้าทำได้ ก็อาจจะมีขยายผลไปคนที่ 2 คนที่ 3 และคนที่ 4 ตามมาเรื่อยๆ จนนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงโลกได้

“ดร.ไดซาขุ อิเคดะ ซึ่งเป็นประธานสมาคมโซคาสากล (Soka Gakkai International) นำเสนอแนวคิดที่ว่า “การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์หนึ่งคน สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโลกได้” อีกทั้ง ดร. อิเคดะยังให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ ท่านกล่าวว่า “คนรุ่นใหม่มีความรู้สึกสดใหม่ และมีความเชื่อมั่นในอุดมคติ พวกเขามีพลังงานมหาศาลที่จะกลายเป็นจุดเชื่อมต่อของความไว้วางใจซึ่งกันและกันของผู้คน และสร้างปฏิกริยาลูกโซ่เชิงบวก” เช่นเดียวกับ ศ. ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ก่อตั้ง “สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร” ขึ้น เพื่อให้บัณฑิตไปเรียนรู้ชีวิตจริง เข้าใจความยากลำบาก และนำกลับมาเปลี่ยนแปลง ซึ่งเชื่อว่า อาจารย์ป๋วยมองว่าคนรุ่นใหม่คือพลังในการเปลี่ยนแปลงโลกนี้เช่นกัน” รศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

ด้าน ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาธรรมศาสตร์มีการจัดงานนิทรรศการ SDGs ในลักษณะหมุนเวียน มาแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 โดยตั้งใจทำให้เป็นนิทรรศการกึ่งถาวร เพราะในอนาคตจะมีการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่จัดแสดงเพิ่มเติม เพื่อให้พื้นที่ตรงนี้เกิดการใช้ประโยชน์และเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้เรื่องเป้าหมายการที่พัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ของทุกคนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวอีกว่า ธรรมศาสตร์จะไม่ได้หยุดแค่ตัวชี้วัดที่ 16 การส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่ง มธ. ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ของโลกโดย Times Higher Education โดยจะมีการทำในเรื่องอื่นที่คิดว่ามีจุดแข็ง และความสามารถที่จะทำ ไม่ว่าจะการพัฒนาหลักสูตร การทำวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการออกไปให้บริการวิชาการกับสังคม เพราะการจัดอันดับก็เป็นสิ่งที่ภายนอกมองเข้ามาที่ มธ. แต่สำหรับภายใน มธ. เองก็จะขับเคลื่อนสิ่งนี้ต่อไปในฐานะพันธกิจ และปรัชญาที่สำคัญของมหาวิทยาลัยต่อไป

อนึ่ง นิทรรศการในครั้งนี้ เป็นนิทรรศการกึ่งถาวร ซึ่งการจัดแสดงแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. เส้นทางสู่ความยั่งยืนแห่งอนาคต (Journey to a Sustainable Future) โดยมีจุดเด่น คือ การชวนสำรวจความยั่งยืนผ่านใบเสร็จที่แท้จริง (The Real Receipt) เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าทุกการใช้ชีวิต และมาตรฐานชีวิตที่ดี ล้วนมีต้นทุนที่ต้องจ่ายมากกว่าราคาที่อยู่ในใบเสร็จ โดยจะมีทั้งหมด 5 โซน คือ อาหาร บ้านที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า สุขภาพ และสมาร์ตโฟน และ 2. เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มจาก 1 คน (Start With One) เพื่อชี้ให้เห็นว่าทุกๆ คนสามารถมาร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ได้ด้วยการเริ่มที่ตัวเราเองในกิจวัตรประจำวันใกล้ตัว

DMI ชี้ทางแก้จัดการภัยโรงงาน!! สะเทือนการผลิตจากน้ำท่วมไฟไหม้ ถอดบทเรียนคู่มือเคลมประกัน 10 ข้อ เผย 4 กลยุทธ์บริหารสิทธิประกัน เน้นเตรียมพร้อม ลดผลกระทบทางการเงิน

DMI Consultant ถอดบทเรียน “น้ำท่วม–ไฟไหม้–แผ่นดินไหว”
สะเทือนภาคการผลิต ชี้ทางแก้ 10 ปัญหาเคลมประกันโรงงาน พร้อม 4

กลยุทธ์รักษาสิทธิผู้ประกอบการ

กรุงเทพฯ – [วันที่เผยแพร่] – อุทกภัย อัคคีภัย แผ่นดินไหว อุบัติเหตุและเหตุที่ทำให้สายการผลิตหยุดชะงักสามารถสร้างความเสียหายต่อโรงงานและธุรกิจเป็นมูลค่าสูง การทำประกันภัยความเสี่ยงภั ทรัพย์สิน หรือ Industrial All Risks (IAR) จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและลดผลกระทบทางการเงินขององค์กร ภายใต้ขอบเขตและเงื่อนไขของกรมธรรม์ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังประสบปัญหาเมื่อต้องเรียกร้องค่าสินไหม ตั้งแต่กระบวนการพิจารณาที่ใช้เวลานาน เอกสารไม่ครบถ้วน การตั้งทุนประกันต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินไปจนถึงความไม่เข้าใจข้อยกเว้นและหลักเกณฑ์การชดใช้ ในการนี้คณะผู้บริหาร บริษัท DMI Consultant บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการความเสี่ยงและประกันภัยองค์กร ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองและถอดบทเรียนผ่านการให้สัมภาษณ์พิเศษในงาน NEXTMOVE TOGETHER โดยได้รวบรวม 10 ข้อสงสัยสำคัญเกี่ยวกับการเคลมประกันโรงงาน
เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมและรักษาสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ ได้อย่างถูกต้องไข 10 ข้อสงสัยเกี่ยวกับการเคลมประกันโรงงาน

1. ทำไมการเคลมประกันโรงงานจึงใช้เวลานาน
ความเสียหายของโรงงานมักมีมูลค่าสูงและเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินหลายประเภท บริษัทประกันภัยจึงอาจแต่งตั้งผู้ประเมินวินาศภัย หรือ Loss Adjuster เพื่อตรวจสอบสาเหตุ ความเสียหาย และเอกสารด้านวิศวกรรมและบัญชีหากไม่มีทะเบียนทรัพย์สิน รายงานสต็อก หรือหลักฐานการซื้อเครื่องจักรที่เป็นระบบ
กระบวนการพิจารณาอาจใช้เวลานานขึ้น

2. Underinsurance หรือทุนประกันไม่เพียงพอเกิดจากอะไร
เกิดจากการกำหนดทุนประกันต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินที่ควรเอาประกันหากกรมธรรม์มี Average Clause บริษัทประกันภัยอาจจ่ายค่าสินไหมตามสัดส่วน เช่น ทรัพย์สินมีมูลค่า 100 ล้านบาท แต่ทำประกันไว้ 50 ล้านบาท เมื่อเกิดความเสียหาย 20 ล้านบาท อาจได้รับค่าสินไหมประมาณ 10 ล้านบาท ก่อนหักค่าเสียหายส่วนแรกและรายการอื่นตามเงื่อนไขกรมธรรม์

3. ความเสียหายจาก Business Interruption คำนวณอย่างไร
การชดเชยไม่ได้พิจารณาจากยอดขายที่หายไปเพียงอย่างเดียว แต่คำนวณตามหลักเกณฑ์ในกรมธรรม์ เช่น กำไรขั้นต้นที่สูญเสีย ค่าใช้จ่ายคงที่และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่จำเป็น โดยใช้ข้อมูลจากงบการเงิน รายงานยอดขายต้นทุนการผลิต และระยะเวลาที่ธุรกิจได้รับผลกระทบ

4. ความเสียหายบางส่วนและความเสียหายสิ้นเชิงต่างกันอย่างไร
ความเสียหายบางส่วน หรือ Partial Loss มักพิจารณาจากค่าซ่อม ค่าอะไหล่และค่าแรง ส่วนความเสียหายสิ้นเชิง หรือ Total Loss จะพิจารณาตามฐานมูลค่าที่ระบุในกรมธรรม์ เช่น มูลค่าปัจจุบันหรือมูลค่าทดแทนใหม่

5. ทำไมเครื่องจักรเก่าจึงอาจถูกหักค่าเสื่อมราคา
หากกรมธรรม์ชดใช้ตามมูลค่าปัจจุบันบริษัทประกันภัยอาจนำอายุและสภาพของเครื่องจักรมาคำนวณค่าเสื่อม การกำหนดเงื่อนไข Replacement Cost หรือ Reinstatement Value อาจช่วยให้ประเมินจากต้นทุนการจัดหาเครื่องจักรใหม่แต่ผู้เอาประกันต้องมีทุนประกันเพียงพอและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด

6. เมื่อเกิดเหตุ สามารถซ่อมหรือทำความสะอาดพื้นที่ก่อนได้หรือไม่
ควรแจ้งบริษัทประกันภัยและผู้เกี่ยวข้องโดยเร็วพร้อมบันทึกภาพและวิดีโอความเสียหายก่อนเคลื่อนย้ายหรือซ่อมแซมหากเป็นเหตุฉุกเฉินสามารถดำเนินการเพื่อรักษาชีวิต ป้องกันอันตรายและลดความเสียหายได้ แต่ต้องเก็บหลักฐาน ใบเสนอราคา ใบเสร็จและรายละเอียดการดำเนินงานไว้ครบถ้วน

7. สต็อกสินค้าที่เสียหายประเมินมูลค่าอย่างไร
วัตถุดิบอาจประเมินจากต้นทุนในการจัดหาทดแทนส่วนสินค้าระหว่างผลิตและสินค้าสำเร็จรูปจะพิจารณาจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรงและค่าใช้จ่ายในการผลิตทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานการประเมินและเงื่อนไขของกรมธรรม์

8. เอกสารใดช่วยให้การเคลมรวดเร็วขึ้น เอกสารสำคัญ ได้แก่
ทะเบียนทรัพย์สิน รายงานสต็อก หลักฐานการซื้อเครื่องจักร แบบแปลนอาคารรายงานการบำรุงรักษา งบการเงิน รายงานยอดขาย รวมถึงกรมธรรม์และเอกสารแนบท้าย โดยควรสำรองข้อมูลไว้นอกพื้นที่โรงงานหรือจัดเก็บในระบบดิจิทัล

9. ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนทำประกัน
ผู้ประกอบการไม่ควรพิจารณาจากเบี้ยประกันเพียงอย่างเดียวแต่ต้องตรวจสอบขอบเขตความคุ้มครอง ข้อยกเว้น ค่าเสียหายส่วนแรกฐานการประเมินทรัพย์สิน และระยะเวลาชดใช้กรณีธุรกิจหยุดชักงัก
พร้อมทบทวนทุนประกันก่อนต่ออายุกรมธรรม์

10. เหตุใดจึงควรมีที่ปรึกษาด้านสินไหม ที่ปรึกษาด้านสินไหม หรือ Claims
Advocate ทำหน้าที่ช่วยตรวจสอบเงื่อนไข จัดเตรียมหลักฐานประสานผู้เชี่ยวชาญ และชี้แจงข้อเรียกร้องกับบริษัทประกันภัยและ Loss Adjuster เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปจากข้อมูลที่ครบถ้วนและสอดคล้องกับสิทธิในกรมธรรม์ DMI Consultant แนะ 4 กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงเชิงรุก คุณชวลิต ฉันทาปกรณ์ ผู้บริหาร บริษัท DMI Consultant ได้เน้นย้ำถึงแนวทางสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบันผ่านการสัมภาษณ์ ในงาน NEXTMOVE TOGETHER ไว้ 4 ประการ ได้แก่:

1. จัดทำ Risk Survey เป็นประจำ – ตรวจสอบระบบไฟฟ้า เครื่องจักร ระบบดับเพลิง และพื้นที่เสี่ยง พร้อมติดตามการปรับปรุงแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
2. ทบทวนมูลค่าทรัพย์สินและทุนประกัน – ทุก 1–2 ปีหรือเมื่อมีการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อให้ทุนประกันสอดคล้องกับมูลค่าทรัพย์สินและต้นทุนในการจัดหาทดแทน
3. จัดทำ Emergency & Claim Response Protocol – กำหนดขั้นตอนแจ้งเหตุ บันทึกหลักฐาน แยกทรัพย์สินเสียหายและจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน
4. จัดให้มีผู้ดูแลสิทธิของผู้เอาประกัน – เพื่อร่วมตรวจสอบพื้นที่
วิเคราะห์เงื่อนไขกรมธรรม์ และประสานข้อมูลกับบริษัทประกันภัยและ Loss Adjuster“การบริหารความเสี่ยงไม่ควรเริ่มต้นในวันที่เกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การสำรวจความเสี่ยง การกำหนดทุนประกัน และการเตรียมหลักฐานให้พร้อม DMI Consultant ทำหน้าที่ช่วยตรวจสอบเงื่อนไข จัดระบบข้อมูล และสนับสนุนการเจรจา เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสมภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์” คุณชวลิต กล่าวทิ้งทายในงาน NEXTMOVE TOGETHER


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top