Thursday, 4 June 2026
NEWS FEED

ชายแดนโขงเดือด!! กองทัพเรือ–ตำรวจ สกัดยาไอซ์เกือบ 200 กก. ริมโขงมุกดาหาร คาดลอบลำเลียงจากชายแดนเข้าไทย กองทัพเรือย้ำลำน้ำโขงยังเป็นเส้นทางลำเลียงยา เดินหน้าปราบเครือข่ายข้ามชาติ

กองทัพเรือบูรณาการสกัดยาไอซ์เกือบ 200 กิโลกรัม ริมแม่น้ำโขง จ.มุกดาหาร เดินหน้าปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 02.00 น. หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม โดยสถานีเรือมุกดาหาร บูรณาการร่วมกับสถานีตำรวจภูธรหว้านใหญ่ ดำเนินการปฏิบัติภารกิจบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติด ในพื้นที่บริเวณริมถนนหมายเลข 3010 ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

จากการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดยาไอซ์ได้จำนวน 5 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 196 กิโลกรัม พร้อมรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า จำนวน 1 คัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นของกลางที่ใช้ในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ โดยไม่พบผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุ ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดกลับไปยังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และขยายผลติดตามเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

กองทัพเรือยังคงบูรณาการกำลังร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งยังคงพยายามใช้พื้นที่ชายแดนและลำน้ำโขงเป็นเส้นทางลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย อันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

BASE เปิดโปรแกรมซ้อม HYROX โปรแกรม "12 Weeks to HYROX" เสริมความพร้อมสู้ HYROX Bangkok เริ่ม 22 พ.ค. ถึง 13 ส.ค. 69 พร้อมสัมมนาโดยโค้ชผู้เชี่ยวชาญ

BASE เปิดตัวโปรแกรม “12 Weeks to HYROX” เตรียมความพร้อมก่อนการแข่งขัน HYROX Bangkok เดือนสิงหาคม 2569

HYROX ผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายยอดนิยมอย่างการวิ่งและ Functional Training เข้าไว้ด้วยกันในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย เปิดกว้างสำหรับทุกคน และขับเคลื่อนด้วยพลังของชุมชน

กรุงเทพฯ 19 พฤษภาคม 2569 – BASE สตูดิโอออกกำลังกายด้าน HIIT และการฝึกความแข็งแรงที่ได้รับรางวัลระดับเอเชีย เปิดตัวโปรแกรมฝึกซ้อมเข้มข้น “12 Weeks to HYROX” เพื่อต้อนรับการแข่งขัน HYROX Bangkok ที่จะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ โดยโปรแกรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม – 13 สิงหาคม 2569 ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมทุกระดับความฟิตได้เตรียมความพร้อม พัฒนาศักยภาพ และสร้างความมั่นใจก่อนลงสนามจริงในหนึ่งในการแข่งขันฟิตเนสที่เติบโตเร็วที่สุดรายการหนึ่งของโลก

ในฐานะผู้นำด้านการฝึกซ้อมเพื่อการแข่งขัน HYROX BASE นำเสนอโปรแกรมเตรียมความพร้อมแบบครบวงจรที่ผสานคลาสออกกำลังกายแบบกลุ่มเพื่อพัฒนาสมรรถภาพอย่างเข้มข้น เข้ากับการฝึกแบบตัวต่อตัวที่ออกแบบให้เหมาะกับเป้าหมายของแต่ละบุคคล โดยผู้เข้าร่วมโปรแกรมสามารถเข้าใช้คลาสทั้งหมดของ BASE ได้อย่างไม่จำกัด เพื่อให้ฝึกซ้อมได้อย่างยืดหยุ่นและต่อเนื่อง พร้อมเสริมสร้างความแข็งแรง ความอึด และความมั่นใจก่อนลงแข่งขันจริง

นอกเหนือจากการฝึกซ้อม โปรแกรมยังรวมถึง HYROX Preparation Seminar โดยโค้ชทอมมี่ ผู้ที่เคยคว้าอันดับ 3 จากการแข่งขัน HYROX หลายรายการในเอเชีย ซึ่งจะมาแบ่งปันประสบการณ์และเทคนิคการเตรียมตัวเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมพร้อมสำหรับการแข่งขันอย่างเต็มที่

นอกจากการฟังบรรยายกลยุทธิ์ เทคนิคการวางเพซ และวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมพร้อมสำหรับวันแข่งขันอย่างเต็มที่แล้ว ผู้เข้าร่วมยังได้รับส่วนลด 15% สำหรับ HYROX Simulation Sessions ซึ่งเป็นการจำลองรูปแบบการแข่งขันจริง เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนลงสนามจริงและเตรียมความพร้อมก่อนวันแข่งขัน

สำหรับผู้ที่ต้องการการฝึกซ้อมที่ออกแบบเฉพาะบุคคล BASE มีทีมโค้ชผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง พร้อมโค้ชผู้เชี่ยวชาญด้าน HYROX อาทิ โค้ชทอมมี่ โค้ชกี้ โค้ชโอม โค้ชจัสติน โค้ชอารี และอีกมากมาย

ผู้เข้าร่วมแต่ละคนจะได้รับการจับคู่กับโค้ชที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากเป้าหมายส่วนตัว ระดับความฟิต และความคาดหวังที่ต้องการทำให้สำเร็จในวันแข่งขัน

แจ็ค โธมัส ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BASE กล่าวว่า “HYROX ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นการผสานเทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังมาแรง ได้แก่ การวิ่งและ Functional Training เข้าด้วยกันในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่าย เปิดกว้างสำหรับทุกคน และสร้างแรงขับเคลื่อนผ่านชุมชนของผู้ที่รักการออกกำลังกาย รูปแบบการแข่งขันมีความตรงไปตรงมา แต่ยังคงท้าทายความสามารถของผู้เข้าแข่งขัน ขณะเดียวกันก็มีตัวเลือกอย่างการแข่งขันแบบทีมผลัดที่ช่วยให้ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นสามารถเข้าร่วมได้ไม่ยาก”

“เมื่อผสานกับบรรยากาศของงานที่เต็มไปด้วยพลัง และภาพลักษณ์ของการแข่งขันที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ตนเองเข้าถึงได้ HYROX Bangkok จึงเป็นการแข่งขันที่หลายคนรู้สึกว่าทุกคนสามารถทำได้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้การแข่งขันนี้ทรงพลังอย่างแท้จริง” แจ็ค กล่าวเสริม

ขณะที่ HYROX ยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก BASE ยังคงเดินหน้าเป็นหนึ่งในผู้นำของกระแสการออกกำลังกายดังกล่าว ด้วยโปรแกรมฝึกซ้อมที่ออกแบบอย่างมีแบบแผนและดูแลโดยโค้ชผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรองรับทั้งผู้ที่ลงแข่งขันเป็นครั้งแรกและนักกีฬาที่มีประสบการณ์

สมาคมภริยาทหารเรือสมทบทุน มอบเงิน 2 แสนบาทช่วยน้ำท่วม ให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่งฯ เพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้เดือดร้อน ย้ำความร่วมมือช่วยเหลือสังคม

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. 

สมาคมภริยาทหารเรือ นำโดยคุณอารียา เฟื่องจันทร์ นายกสมาคมฯ เข้ามอบเงินจำนวน 200,000 บาท สมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างครบวงจร โดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารมหินทรเดชานุวัตน์ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

UAC จับมือ KMUTT ขับเคลื่อนนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ ลงนามร่วมวิจัยและพัฒนา ต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมวัตถุดิบชีวภาพมูลค่าเพิ่ม

UAC จับมือ KMUTT ต่อยอดงานวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ 

ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับวัตถุดิบชีวภาพ น้ำมันจากพืช และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากทรัพยากรทางการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อยอดองค์ความรู้สู่การประยุกต์ใช้ในระดับเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมการพัฒนากระบวนการสกัด แปรรูป และเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบชีวภาพ รองรับการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.บุณยพัต สุภานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ และ นางสาวอลิสา ชีวะเกตุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านกลยุทธ์การลงทุน บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนร่วมลงนาม พร้อมด้วย รศ.ดร.จักรกฤษณ์ เตชะอภัยคุณ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีและธุรกิจ สรบ.และ นายปรวัฒน์ สิงหลักษณ์ ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมในพิธีลงนาม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางขุนเทียน)

ลำดับภาพจากซ้ายไปขวา 

1.รศ. ดร.จักรกฤษณ์ เตชะอภัยคุณ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีและธุรกิจ สรบ.

2.ผศ.ดร.บุณยพัต สุภานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ

3.นางสาวอลิสา ชีวะเกตุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านกลยุทธ์การลงทุน 

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน)

4.นายปรวัฒน์ สิงหลักษณ์ ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม 

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน)

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย : บริษัท มาร์ดี ดิจิทัล จำกัด

กองทัพเรือฝึกป้องกัน “แท่นบงกชเหนือ” เรือหลวง–อากาศยาน–ชุดปฏิบัติการพิเศษ พร้อมฝึกป้องกันแท่นขุดเจาะสำคัญของประเทศ รับมือโดรน–เรือติดอาวุธ เสริมความมั่นคงพลังงานชาติ ย้ำพลังงานกลางทะเลคือเส้นเลือดเศรษฐกิจชาติ

กองทัพเรือฝึกป้องกันแหล่งผลิตพลังงานกลางทะเล รับมือภัยคุกคามยุคใหม่ เสริมความมั่นคงพลังงานของชาติ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 23 - 24 พฤษภาคม 2569 ทัพเรือภาคที่ 2 ได้จัดการฝึกป้องกันแหล่งผลิตพลังงานกลางทะเล “แท่นบงกชเหนือ” ในห้วงการฝึกปฏิบัติการร่วมภาคสนาม/ภาคทะเล (FTX) การฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2569 รหัสการฝึก “ทร.69” เพื่อทดสอบความพร้อมในการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญทางทะเล โดยเฉพาะแหล่งผลิตพลังงาน และเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานของชาติ

การฝึกครั้งนี้ มุ่งเน้นการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งการป้องกันการโจมตีจากอากาศยานไร้คนขับ การรับมือเรือขนาดเล็กติดอาวุธ และการป้องกันการก่อวินาศกรรมบนแท่นขุดเจาะกลางทะเล ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความสำคัญต่อประเทศ โดยทัพเรือภาคที่ 2 ได้จัดกำลังเข้าร่วมการฝึก ประกอบด้วย เรือหลวงนราธิวาส เรือ ต.995 เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่ 4 เครื่องบินลาดตระเวนแบบที่ 1 และชุดปฏิบัติการพิเศษ บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของแท่นบงกชเหนือ เพื่อซักซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติร่วมในสถานการณ์วิกฤตอย่างสมจริง

โอกาสนี้ พลเรือโท เทพฤทธิ์ ลาภเหลือ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 ได้เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์การฝึก และร่วมทดลองการขนส่งบุคลากรด้วยระบบ Capsule ที่เจ้าหน้าที่ประจำแท่นใช้ในการขนส่ง เพื่อทดสอบความปลอดภัย ศึกษาขั้นตอนการปฏิบัติ และใช้ประกอบการออกแบบวางแผนการปฏิบัติการในสถานการณ์จริง พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมกำลังพลและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานบนแท่นอย่างใกล้ชิด สะท้อนถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการทางทะเลร่วมกับภาคเอกชน และการสร้างความเข้าใจสภาพการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่กลางทะเล

กองทัพเรือให้ความสำคัญกับการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและเส้นทางคมนาคมทางทะเล ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์แห่งชาติที่สำคัญ โดยการฝึกในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพเรือกับภาคพลังงานแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามทางทะเลที่มีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

TCAS70 สะเทือนวงการ!! TCAS70 ประกาศแนวทาง "เท่าเทียม" เสียงเด็กไทยตอบรับชัดเจน ลดภาระค่าใช้จ่ายสอบ TGAT/TPAT รอบพอร์ตปรับลดเหลื่อมล้ำทางศึกษา

TCAS70 นโยบายเท่าเทียม เสียงเด็กไทยสะท้อนอะไร?

ในช่วงที่นักเรียน Dek69 กำลังอยู่ระหว่างการสมัครคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้ประกาศแนวทาง TCAS70 ภายใต้แนวคิด "TCAS เท่าเทียม" เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้ที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย

เนื่องจากการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ TCAS ในแต่ละครั้ง ล้วนส่งผลต่อการวางแผนการศึกษา ค่าใช้จ่าย และโอกาสในการเข้าถึงคณะหรือสาขาวิชาที่ต้องการ จึงทำให้เกิดการติดตาม วิเคราะห์ และแลกเปลี่ียนความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมข้อมูลจากโซเชียลมีเดียผ่านเครื่องมือ dxt:360 ระหว่างวันที่ 26 เมษายน - 12 พฤษภาคม 2569 เพื่อศึกษากระแสตอบรับต่อแนวคิด “TCAS เท่าเทียม” และประเด็นที่ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียให้ความสนใจมากที่สุดในช่วงหลังการประกาศนโยบาย 

ประเด็นการศึกษาได้รับ Engagement กว่า 2.4 ล้านครั้ง

จากการเก็บข้อมูล พบว่าประเด็นด้านการศึกษาถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องบนโซเชียลมีเดีย โดยสร้างยอด Engagement รวมกว่า 2,450,311 ครั้ง ทั้งในรูปแบบการกดไลก์ แชร์ คอมเมนต์ และรีโพสต์ บ่งชี้ถึงความสนใจของเด็กไทยและผู้ปกครองที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาอยู่เสมอ

เมื่อจำแนกตามช่องทาง พบว่า แม้ Facebook จะมีจำนวนโพสต์มากที่สุดถึง 3,377 โพสต์ แต่ Engagement ส่วนใหญ่กลับกระจุกตัวอยู่บน TikTok และ Instagram โดย TikTok สร้าง Engagement สูงถึง 2,338,289 ครั้ง จาก 1,891 โพสต์ ขณะที่ Instagram มี 72,695 ครั้ง จาก 82 โพสต์ สวนทางกับ Facebook ที่มีโพสต์มากกว่าแต่ได้รับ Engagement เพียง 23,157 ครั้ง


Channel            Post       Engagement

Tiktok                1891       2,338,289

Instagram          82               72,695

Facebook          3377           23,157

X (Twitter)         164               2,897

Youtube             97                3,124

Forum               369                    49


นอกจากนี้ ความคิดเห็นต่อประเด็น TCAS70 มากกว่า 12,000 ความคิดเห็นมาจากช่องทาง TikTok ซึ่งมากกว่า Facebook ถึง 10 เท่า สัดส่วนนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้น่าจะเป็น "กลุ่มนักเรียน" เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีแนวโน้มใช้งาน TikTok มากกว่า Facebook และเมื่อจำแนกเนื้อหาออกเป็นหัวข้อ พบว่ามี 3 ประเด็นหลักที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด ได้แก่ 

1. ระบบการสอบ/TCAS 69-70 ครองอันดับ 1 ด้วย Engagement สูงถึง 2,167,857 ครั้ง จาก 3,797 โพสต์ 

2. รีวิวมหาวิทยาลัย คณะ สาขาวิชา และอาชีพในอนาคต มี Engagement รวม 271,646 ครั้ง จาก 2,058 โพสต์  

3. การเตรียมความพร้อมเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย มี Engagement รวม 10,808 ครั้ง จาก 152 โพสต์
.
เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเปรียบเทียบเกณฑ์ TCAS69 และ TCAS70 การอธิบายรายละเอียดของนโยบายใหม่ ตลอดจนการวิเคราะห์ผลกระทบต่อการเตรียมตัวสอบและการวางแผนการศึกษาในอนาคต

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการศึกษา ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบ TCAS จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนข้อมูล แสดงความคิดเห็น และตั้งคำถามต่อแนวทางใหม่ของ “TCAS เท่าเทียม” อย่างกว้างขวาง 

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด “ลดภาระค่าใช้จ่ายในการสอบ” 

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ การปรับลดภาระค่าใช้จ่ายในการสอบ โดย TCAS70 ประกาศให้สอบ TGAT/TPAT ฟรีทุกรายวิชา และให้สิทธิ์สอบ A-Level ฟรีสูงสุด 7 วิชา ควบคู่กับชะลอแผนการปรับขึ้นค่าสมัครสอบ ซึ่งในประเด็นนี้ สามารถจำแนกความรู้สึกของผู้แสดงความคิดเห็นได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความคิดเห็นเชิงสนับสนุน 52%  กลุ่มที่มีข้อกังวล 4% และอีก 44% เป็นกลุ่มที่สอบถามข้อมูลทั่วไป เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ใหม่ 

กลุ่มเสียงที่สนับสนุน (52%) มองว่า “ช่วยลดภาระจริง” เสียงส่วนใหญ่บนโซเชียลมีเดียตีความนโยบายนี้เป็นสัญญาณบวกโดยเฉพาะการสอบ TGAT/TPAT ฟรีทั้งหมดในรูปแบบข้อสอบกระดาษ คอมเมนต์จำนวนมากสื่อถึงความโล่งใจด้านค่าใช้จ่ายอย่างเห็นได้ชัด เช่น "ดีมาก ประหยัดได้เยอะ" พร้อมกับการแชร์ข่าวกันอย่างกว้างขวาง หลายคนนิยามนโยบายนี้ว่าเป็น "นโยบายเปลี่ยนชีวิตจริง ๆ" เพราะช่วยลดภาระให้กับครอบครัวที่มีรายได้น้อย จากเดิมที่เด็กหนึ่งคนต้องแบกรับค่าสอบสูงถึง 5–7 วิชา ปรากฏการณ์นี้ทำให้เด็กรุ่นใหม่รู้สึกว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มให้ความใส่ใจ และเข้าใจภาระของพวกเขามากขึ้น

กลุ่มเสียงที่มีข้อกังวล (4%)  แม้ส่วนใหญ่จะตอบรับเชิงบวก แต่ยังมีผู้ใช้งานบางส่วนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความครอบคลุมของนโยบาย โดยเฉพาะความพร้อมและครอบคลุมของศูนย์ในต่างจังหวัด เช่น "สอบกระดาษทุกจังหวัดได้จริงไหม?" แสดงให้เห็นถึงความกังวลเรื่องการเข้าถึงศูนย์สอบที่ยังไม่กระจายตัวอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ โควตาฟรี 7 วิชายังไม่เพียงพอสำหรับกลุ่มเด็กข้ามสาย (Sci + Social Track) ที่จำเป็นต้องสอบมากกว่า 7 วิชาและต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินอยู่ดี

มุมมองเชิงวิเคราะห์: การลดต้นทุนค่าสมัครสอบ อาจช่วยเพิ่มโอกาสเลือกเส้นทางการศึกษา ในระบบ TCAS69 การสอบ TGAT/TPAT ถือเป็นหนึ่งในภาระค่าใช้จ่ายสำคัญของผู้สมัคร โดยเฉพาะ TPAT1 (วิชาเฉพาะ กสพท.) สำหรับนักเรียนที่ต้องการสมัครคณะสายแพทย์ฯ ซึ่งปกติมีค่าสมัครสอบ 800 บาท แม้ปีล่าสุดจะได้รับการสนับสนุนจากกระทรวง อว. เหลือเพียง 660 บาท แต่ก็ยังถือเป็นต้นทุนที่ค่อนข้างสูงสำหรับบางครอบครัว

ดังนั้น การประกาศให้สอบฟรี TGAT/TPAT1-5 ใน TCAS70 จึงถูกมองว่าอาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถเข้าถึงตัวเลือกของคณะและสาขาวิชาได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ 

อย่างไรก็ตาม การวางแผนการสอบยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากบางคณะอาจใช้คะแนนมากกว่า 7 วิชา ดังนั้น น้อง ๆ ควรตรวจสอบเกณฑ์ของคณะเป้าหมายให้ชัวร์ และเลือกลงสอบเฉพาะวิชาที่จำเป็นต้องใช้จริง เพื่อบริหารทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาในการเตรียมตัวสอบอย่างเหมาะสม 

รอบพอร์ต “แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ” อีกประเด็นที่ถูกจับตา

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือแนวทางการปรับสัดส่วนรับนักศึกษาในรอบพอร์ต (Portfolio) โดย ทปอ. ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยให้รับนักศึกษาในรอบดังกล่าวเฉลี่ยไม่เกินร้อยละ 30 เพื่อกระจายที่นั่งไปยังรอบอื่น ๆ ให้มากขึ้น พร้อมทบทวนและยกเลิกเกณฑ์ที่สร้างภาระเกินจำเป็นให้แก่นักเรียน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงบนโซเชียลที่นิยามรอบนี้ไว้ว่า "รอบพอร์ต = รอบวัดฐานะ" เป็นมุกตลกร้ายที่สะท้อนความเจ็บปวดของเด็กที่มีงบประมาณจำกัด ซึ่งมักเสียเปรียบเพื่อนที่มีทุนทรัพย์พอจะเข้าค่ายราคาแพงหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยทำแฟ้มผลงานให้ดูโดดเด่น ทั้งที่ศักยภาพจริง ๆ ของทั้งคู่อาจไม่ได้ต่างกันเลย 

ด้วยเหตุนี้ ใน TCAS70 ทปอ. จึงมีมติยกเลิกเกณฑ์ที่สร้างภาระเกินตัว เช่น การบังคับให้นักเรียนมัธยมต้องมีงานวิจัยตีพิมพ์ พร้อมผลักดันระบบ "TCASFolio" ขึ้นเป็นมาตรฐานกลาง และยังมอบส่วนลดค่าสมัครรอบ Portfolio 25% ให้กับนักเรียนในระบบ กสศ. (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ก้าวแรกของการสมัครอีกด้วย 

จากการจำแนกความคิดเห็น พบได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความคิดเห็นเชิงสนับสนุน 49%  กลุ่มที่มีข้อกังวล 7% และอีก 44% เป็นการสอบถามข้อมูลและติดตามการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนรอบพอร์ต และ “TCASFolio”

กลุ่มเสียงที่สนับสนุน (49%) มองว่า “ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ”

ระบบ TCASFolio ได้รับเสียงสนับสนุนว่าจะช่วยลดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน มีการแชร์ข่าวสารกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะเด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เห็นว่าระบบนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้จริงและทำให้โอกาสของทุกคนเท่าเทียมกันมากขึ้น 

กลุ่มเสียงที่ยังมีข้อกังวล (7%) ระบบ “TCASFolio” อาจจำกัดการแสดงตัวตน

แม้เจตนาของนโยบายจะดี และสร้างความพึงพอใจให้เด็ก ๆ จำนวนมาก แต่ก็มีเสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานบางส่วนที่กังวลว่า ระบบ Portfolio กลาง เป็นการตีกรอบความคิดสร้างสรรค์ของผู้สมัคร อาจทำให้การนำเสนอตัวตนหรือเอกลักษณ์ได้น้อยลง รวมถึงความกังวลช่วงเปลี่ยนผ่านของนโยบาย เนื่องจากนักเรียนบางส่วนได้วางแผนสะสมผลงานสำหรับรอบพอร์ตมาเป็นเวลานานแล้ว

ประเด็น “กั๊กที่นั่ง” และ “ลดสัดส่วนรอบพอร์ต” ยังถูกตั้งคำถาม

นอกเหนือจากเรื่องค่าใช้จ่ายและ Portfolio แล้ว ยังพบว่ามีการพูดถึงประเด็นการกั๊กที่นั่ง และผลกระทบจากการลดสัดส่วนรอบ Portfolio อีกด้วย

ผู้ใช้งานบางส่วนมองว่า เมื่อค่าใช้จ่ายในการสมัครลดลง อาจส่งผลให้เกิดพฤติกรรม "สมัครสอบเผื่อ” หรือ “ยืนยันสิทธิ์เผื่อไว้ก่อน" ตามมา ซึ่งอาจกระทบต่อโอกาสของผู้สมัครคนอื่น และทำให้คะแนนขั้นต่ำเฟ้อจนยากต่อการประเมินมากขึ้น

ขณะที่อีกมุมหนึ่ง มองว่า การปรับลดสัดส่วนรอบพอร์ต เป็นแนวทางที่ช่วยกระจายโอกาสไปยังรอบอื่น ๆ ได้มากขึ้น แม้จะมีคำถามเรื่องผลกระทบต่อผู้ที่วางแผนสะสมผลงานตามระบบเดิมมาก่อนแล้ว

ประเด็นนี้  เผยให้เห็นถึงความตึงเครียดระหว่าง "ความเท่าเทียมในระยะยาว" กับ "ความเป็นธรรมต่อคนที่วางแผนตามกติกาเดิม" ซึ่งยังไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์แบบ และต้องการการรับฟังเสียงจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน

บทสรุป: “TCAS เท่าเทียม” เสียงของเด็กไทยบอกอะไรเราบ้าง?

โดยภาพรวม ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียชี้ให้เห็นว่า แนวทาง "TCAS เท่าเทียม" ได้รับการตอบรับเชิงบวกในหลายมิติ โดยเฉพาะนโยบายที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการนำไปปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความครอบคลุมของศูนย์สอบกระดาษในต่างจังหวัด ความยืดหยุ่นของระบบ TCASFolio ต่อสาขาที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นธรรมต่อเด็กที่วางแผนชีวิตตามกติกาเดิมมาก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น

นอกจากนี้ กลุ่มความคิดเห็น 44% ที่เป็นกลางจากทั้งสองประเด็นข้างต้น เป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้ไม่สนใจ แต่อาจสะท้อนว่าผู้ใช้งานจำนวนมากยังต้องการเห็นผลลัพธ์ในทางปฏิบัติก่อนที่จะประเมินภาพรวมของระบบใหม่

ท้ายที่สุดแล้ว TCAS70 ไม่ใช่ทั้งจุดเริ่มต้นหรือจุดจบของเส้นทางการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย แต่เป็นเพียง “ระบบกลาง” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อวัดความสามารถของเด็กนักเรียนที่มีความหลากหลาย การจะปรับให้ระบบนี้ดีขึ้นและเท่าเทียมจึงไม่ได้เกิดจากการออกนโยบายเพียงครั้งเดียว หากแต่ควรเกิดจากวงจรของการ “รับฟัง-ปรับ และรับฟังอีกครั้ง” อย่างต่อเนื่อง และในวงจรนี้เอง เสียงของเด็ก ๆ บนโซเชียลมีเดีย คือข้อมูลดิบที่มีค่าที่สุดสำหรับการขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้า

ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์หา Insight รวบรวมจาก dxt:360 (Social Listening and Media Monitoring Platform) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 26 เมษายน - 12 พฤษภาคม 2569 จากแหล่งข้อมูล ได้แก่ Facebook, Instagram, X, TikTok YouTube และ Pantip

แดนเสือเหลืองยังเป็นถิ่นเมย์!! “เมย์ รัชนก” ยืนระยะระดับโลก 10 ปี จากมือ 1 โลกปี 2016 สู่แชมป์ Malaysia Masters 2026 พิสูจน์ความเก๋าและวินัยระดับโลก

สถิติไร้พ่ายที่แดนเสือเหลือง “เมย์ รัชนก” กับแชมป์ 100% ในนัดชิง และความเก๋าในวัย 31 ปี

ต่าย-ไท่ ซื่อหยิง (Tai Tzu-ying), มาริน (Carolina Marin) และ ยู่เฟย (Chen Yufei) คือรายชื่อของยอดนักแบดระดับท็อปของโลกที่ "เมย์" รัชนก เคยปราบมาแล้วทั้งหมดในรอบชิงชนะเลิศที่ประเทศมาเลเซียครับ การต้องดวลกับคู่แข่งระดับนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมย์ก็สามารถงัดฟอร์มเก่ง จัดการเอาชนะได้เสมอเมื่อต้องลงแข่งในรอบไฟนอลที่นี่

สิ่งที่น่าสนใจและแฟนแบดมินตันต้องยกนิ้วให้เลยก็คือ วินเรท 100% เต็มของเมย์เมื่อทะลุเข้าถึงรอบชิงที่มาเลเซียครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่เมย์หลุดเข้าไปถึง รอบชิงชนะเลิศซึ่งเกิดขึ้นทั้งหมด 5 ครั้ง (รวมทั้งรายการ Open และ Masters) เมย์กวาดแชมป์ได้เรียบทั้ง 5 ครั้งแบบไม่เคยพลาดท่าให้ใครเลยในรอบชิง

ย้อนกลับไปในแชมป์แรกเมื่อปี 2016 ชัยชนะที่มาเลเซียโอเพ่นในวันนั้นมีความหมายมากกว่าแค่การได้ถ้วยรางวัล เพราะมันคือแมตช์ประวัติศาสตร์ที่ทำให้เธอสร้างสถิติคว้าแชมป์ 3 รายการติดต่อกันใน 3 สัปดาห์ และส่งผลให้คะแนนสะสมของเธอพุ่งขึ้นไปรั้งตำแหน่งมืออันดับ 1 ของโลกได้เป็นครั้งแรก ถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของนักแบดมินตันไทยในเวลานั้น สร้างกระแสเมย์ฟีเวอร์ในบ้านเราได้อย่างดี

นอกจากนี้ สื่อยังตีแผ่สถิติจาก BWF ว่าทัวร์นาเมนต์นี้ เมย์ทำความเร็วลูกตบได้สูงที่สุดในฝ่ายหญิงที่ 372 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความสำเร็จนี้ได้รับการยกย่องจนมีการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ

พอเอามาเทียบกับปัจจุบัน เมย์ในวัย 31 ปี ก็ยังคงรักษาร่างกายและคว้าแชมป์ Malaysia Masters 2026 มาครองได้สำเร็จ ระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมามันพิสูจน์ให้เห็นเลยครับว่า เมย์ยืนระยะในวงการแบดมินตันระดับโลกได้ยาวนานมาก

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1501884988650316&id=100064864860978&post_id=100064864860978_1501884988650316&rdid=bgjVfxU0aTOAJYZ3#

‘หมอยง’ ย้ำไม่ต้องตื่นตระหนก!! ชี้โควิดสิงคโปร์ไม่น่ากระทบไทย เหตุสายพันธุ์ NB.1.8.1 ไทยเคยระบาดแล้ว ผู้เชี่ยวชาญชี้คนไทยมีภูมิแล้ว เน้นป้องกันพื้นฐานแทนตื่นตระหนก

โควิด 19 ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยหรือไม่

มีข่าวเผยแพร่ว่าโควิด 19 กำลังระบาดอย่างมากที่สิงคโปร์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ NB.1.8.1

สายพันธุ์นี้ระบาดอย่างมากในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว ในช่วงหลังสงกรานต์ปีที่แล้ว จนถึงตลอดฤดูฝน และเริ่มมาลดลง ปลายปี มาจนถึงขณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก ทำไมสิงคโปร์จึงระบาดด้วยสายพันธุ์ NB.1.8.1 เพราะในปัจจุบันทั่วโลกสายพันธุ์ได้แปรเปลี่ยนไปมากแล้ว จนถึง อักษร R โดยเฉพาะ RV.1 อย่างไรก็ตามสายพันธุ์ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมาก เพราะไม่ได้เพิ่มความรุนแรงขึ้น และประชากรส่วนใหญ่ก็มีภูมิคุ้มกันเก่าอยู่แล้ว ดังนั้นสายพันธุ์ของสิงคโปร์จึงไม่น่าจะมีผลกับประเทศไทย เพราะเราเคยระบาดมาแล้ว

การระบาดในสิงคโปร์เป็นการระบาดประจำฤดูกาล ถ้ามองย้อนกลับไปในทุกปี สิงคโปร์ก็จะมีโควิด 19 ระบาดมากในช่วงเดือนนี้อยู่แล้ว

สำหรับประเทศไทย  2 ปีที่ผ่านมาการระบาดของโควิด 19 เห็นได้ชัดเจนจะระบาดหลังสงกรานต์ตั้งแต่ปลายเมษายนเป็นต้นไปและขึ้นสูงมากในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนหลังจากนั้นก็จะเริ่มค่อยๆลดลงในเดือนสิงหาคม และพบได้ประปรายมาโดยตลอด

ส่วนสายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศไทย จากรูปทั้ง 2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่า สายพันธุ์ที่ระบาดในสิงคโปร์ NB.1.8.1 ได้ระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปีที่แล้ว ช่วงต้นปี และได้ผ่านพ้นไปหมดแล้ว ดังแสดงในรูป สายพันธุ์ที่จะระบาดในปีนี้จึงไม่น่าจะเป็นสายพันธุ์นี้ 

แต่ในปีนี้เป็นที่ผิดสังเกต อาจจะด้วยอากาศที่ร้อนมาก สงกรานต์ก็เล่นกันปกติ มีประชากรจำนวนมากออกมาเล่นน้ำกัน แต่หลังสงกรานต์กลับไม่พบมีการระบาดใหญ่ของโควิด 19  โควิด 19 เพิ่งจะเริ่มพบมากในช่วงนี้และจะมากขึ้นไปอีกโดยเฉพาะเป็นช่วงนักเรียนเปิดเทอม นักเรียนจะเป็นตัวเร่งขยายจำนวนโรคให้เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และเชื่อว่าเป็นการระบาดพร้อมกับโรคไวรัสทางเดินหายใจตัวอื่นๆ เช่นไข้หวัดใหญ่ และ rhinovirus หรือไข้หวัดธรรมดา

สายพันธุ์ ขณะนี้เรากำลังติดตามอยู่และจะมาเผยแพร่ให้ทราบต่อไปเชื่อว่าน่าจะเป็นสายพันธุ์ที่ขยับขึ้นมา มากกว่าที่จะเป็น NB.1.8.1 อย่างแน่นอน ส่วนสายพันธุ์จั๊กจั่น (cicada) องค์การอนามัยโลกได้กล่าวถึงว่าเป็นสายพันธุ์ที่เฝ้าระวังเมื่อ 2 เดือนก่อน ขณะนี้สายพันธุ์นี้ไม่ได้แผลงฤทธิ์อะไร และก็ได้หายไป อย่างไรก็ตามความรุนแรงของโรค ก็เหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วๆไป

ยอดผู้ป่วยที่รายงาน เข้ากระทรวงจะน้อยกว่าความเป็นจริงมาก เช่นถ้าเราตรวจพบกันเองที่บ้านหรือไม่ได้ตรวจ ก็จะไม่ได้มีการแจ้งเข้ากระทรวง พวกที่แจ้งจะเป็นการพบที่โรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริงมากๆ

อย่างไรก็ตามอัตราการตรวจพบในโรคทางเดินหายใจ ทางศูนย์เราได้ทำการอยู่โดยเฉพาะไวรัสที่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ 8 ชนิด และคงจะได้รายงานให้ทราบ

สำหรับประเทศไทยคงจะไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะโรคนี้ไม่ได้รุนแรงขึ้น อัตราการเสียชีวิตก็คงเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ ประชากรไทยเกือบทั้งหมดมีภูมิต้านทานต่อโรคนี้แล้ว จึงทำให้ความรุนแรงของโรคลดลง ส่วนในเด็กส่วนใหญ่ติดเชื้ออาการจะไม่รุนแรง และสร้างภูมิต้านทานขึ้น ยกเว้นเด็กเล็กมาก แต่โดยทั่วไปเด็กเล็กก็จะได้ภูมิคุ้มกันที่ส่งต่อจากมารดามาในช่วง 6 เดือนแรกแล้ว

เราทุกคน มีหน้าที่ช่วยลดการระบาดของโรคลง โดยเฉพาะในเด็กนักเรียน สิ่งที่ควรทำก็คงเป็นเช่นเดียวกับในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ของโควิด 19  ความสำคัญอยู่ที่การล้างมือให้ถูกวิธี 5 ขั้นตอน การใช้แอลกอฮอล์ในกรณีที่ไม่สามารถล้างมือได้ การใส่หน้ากากอนามัยในสถานที่ชุมชน เช่นจะขึ้นรถไฟฟ้าที่มีคนหนาแน่น สำหรับเด็กนักเรียน ในภาวะปกติไม่มีความจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัย แต่เราจะให้ผู้ป่วยหรือผู้รู้สึกว่าไม่สบายจะต้องใส่หน้ากากอนามัยเพื่อลดการกระจายของโรค คนปกติดี ไม่มีความจำเป็นต้องใส่ แต่ถ้าจะใส่เป็นเพื่อนก็ไม่ได้ว่ากัน การรับประทานอาหารที่สะอาด ใช้ช้อนกลางก็คงจะต้องปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด

เมื่อโรคมีความรุนแรง ลดลงเหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป และระบาดตามฤดูกาล ความจำเป็นในการให้วัคซีนก็ลดลงอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับไข้หวัดใหญ่ วัคซีนโควิด 19 มีราคาแพงกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ถึง 10 เท่า ถ้าใครจะฉีดต้องเสียเงินเอง วัคซีนไข้หวัดใหญ่ใช้มานานแล้วกว่า 50 ปี วัคซีนโควิด 19 เพิ่งใช้ในช่วงที่มีการระบาด ไวรัสมีการแปรเปลี่ยนสายพันธุ์อย่างรวดเร็ว บริษัทต่างๆจึงไม่ได้มีการพัฒนาวัคซีนให้ทันต่อสายพันธุ์ที่มีการระบาด และอาการข้างเคียงของ วัคซีนโควิด 19 ก็มีมากกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เห็นได้จากเป็นไข้หลังฉีดมีมากกว่า ดังนั้นความจำเป็นในการฉีดวัคซีนโควิด 19 จึงไม่มี เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ยังต้องฉีดอยู่ทุกปี

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ

ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

25 พฤษภาคม 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/100000978797641/posts/36032073663075138/?rdid=jxZPGIWnJGATs30j#

KINN Natto ผนึกมหิดล!! วิจัยโภชนเภสัชจากนัตโตะ–ข้าวยีสต์แดง ครั้งแรกในไทย รับสังคมสูงวัย ดูแลไขมันในเลือดคนไทย มุ่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

คินน์ จับมือมหาวิทยาลัยมหิดล วิจัย “โภชนเภสัชจากนัตโตะและข้าวยีสต์แดง” ครั้งแรกในไทย ที่มุ่งหวังช่วยดูแลสุขภาพคนไทยภายใต้สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 — บริษัท คินน์เวิลด์ไวด์ จำกัด ผู้นำด้านโภชนเภสัชเสริมอาหาร ภายใต้แบรนด์ คินน์ นัตโตะ (KINN Natto) โดย ดร.ศิริพร อริยพุทธรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คินน์ เวิลด์ไวด์ จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางการวิจัยกับ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย รองศาสตราจารย์ ดร. สราวุธเทพานนท์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง “ผลของโภชนเภสัชเสริมอาหารที่มีส่วนผสมจากนัตโตะและข้าวยีสต์แดง ต่อการเปลี่ยนแปลงระดับไขมันในเลือดในผู้ใหญ่ไทยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง”

การศึกษาดังกล่าวนับเป็น งานวิจัยด้านโภชนเภสัชในรูปแบบนี้ครั้งแรกของประเทศไทย มุ่งสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับศักยภาพของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากธรรมชาติในการส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ตลอดจนมุ่งหวังที่จะช่วยดูแลส่งเสริมสุขภาพของประชาชนไทยในยุคสังคมสูงวัย

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาไทย ในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางสุขภาพและการมีอายุยืนยาวแห่งเอเชีย (Longevity Hub) สอดรับทิศทางการพัฒนาประเทศสู่สังคมผู้สูงอายุคุณภาพ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน

ดร.ศิริพร กล่าวว่า คินน์เชื่อมั่นว่าการมีสุขภาพดีสามารถส่งต่อได้ ในบริบทที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยต้นทุนทางเศรษฐกิจด้านสาธารณสุข กลายเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย ในกลุ่มวัยทำงาน การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จึงเป็นหัวใจสำคัญ เรามุ่งพัฒนาโภชนเภสัชจากนัตโตะ โดยมีวัตถุประสงค์ในการช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนแก่คนไทย

ดร.ศิริพร กล่าวว่า ในด้านการดำเนินงานวิจัย อยู่ภายใต้ความร่วมมือของ รองศาสตราจารย์ ดร. สราวุธ เทพานนท์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมุ่งศึกษาทั้ง ประสิทธิผลและความปลอดภัย ของโภชนเภสัชที่มีส่วนผสมจาก นัตโตะและข้าวยีสต์แดง ต่อระดับไขมันในเลือด เพื่อสร้างองค์ความรู้เชิงประจักษ์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงเวชศาสตร์ป้องกันได้อย่างเป็นระบบ

ดร.ศิริพร กล่าวว่า ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มากกว่า 41 ล้านคนทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคกลุ่มนี้กว่า 420,000 คนต่อปี โดยส่วนใหญ่เกิดจากโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการสร้างเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน แบรนด์ คินน์นัตโตะ (KINN Natto) พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนฐานของวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ ผสานนวัตกรรมจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด “จากการรักษา…สู่การป้องกันและฟื้นฟู” (Preventive & Restorative Medicine) มุ่งลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกช่วงวัยด้วยศาสตร์โภชนเภสัชจากธรรมชาติ

“ความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมภาคเอกชน สอดรับกับการพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพของภูมิภาค และเป็นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ดร.ศิริพร กล่าว

ดราม่าตะกร้อโลกเดือด!! ตะกร้อไทยเสี่ยงโดนลงโทษ เลขาฯ ISTAF ชี้เหตุไทย–มาเลเซีย “น่าอับอาย” หลังปฏิเสธแข่งต่อเกมชิงโลกกับมาเลเซีย เตรียมสอบปมตะกร้อไทยไม่แข่งต่อ

เลขาฯสหพันธ์ตะกร้อโลกชี้ เหตุการณ์ไทยมาเลเซีย เป็นเรื่องน่าอับอาย พร้อมเตรียมลงดาบตะกร้อไทย 

สหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) เตรียมดำเนินการกับทีมชาติไทย หลังเหตุการณ์ไม่ยอมแข่งขันต่อในช่วงท้ายของเซตตัดสิน ทีม C นัดชิงชนะเลิศ ศึกตะกร้อชิงแชมป์โลก ที่สนามติติวังซา กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อคืนที่ผ่านมา

ดาโต๊ะ อับดุล ฮาลิม คาเดอร์ เลขาธิการสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ เปิดเผยว่า ทางสหพันธ์จะมีการสอบสวนอย่างละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว หลังทีมไทยแสดงความไม่พอใจต่อคำตัดสินของผู้ตัดสิน “โมฮัมเหม็ด ราดี เช เม” ที่มองว่า “ภูตะวัน โสภา” เหยียบเส้นก่อนขึ้นฟาด ทำให้มาเลเซียได้แต้มสำคัญตีเสมอ 14-14

นอกจากนี้ ISTAF ยังระบุว่า จะมี “บทลงโทษที่เหมาะสม” ต่อประเทศไทย โดยผลการสอบสวนจะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ISTAF ในวันที่ 28 หรือ 30 พฤษภาคมนี้

ฮาลิม คาเดอร์ กล่าวว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างมาเลเซียกับไทยเมื่อคืนนี้ที่กัวลาลัมเปอร์ เป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างมาก ผมไม่สามารถโทษผู้ตัดสินได้ เพราะพวกเขาต้องทำหน้าที่ในเกมที่ยากมาก”

พร้อมยืนยันว่า ISTAF จะดำเนินการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนสรุปแนวทางดำเนินการต่อไป

ที่มาของข่าว : Stadium Astro 1

https://www.facebook.com/100044275247263/posts/1531217388364088/?rdid=S6nd2ruiV0PV3Wop#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top