Saturday, 7 November 2026
NEWS FEED

ไทยไม่ใช่ถังขยะอิเล็กทรอนิกส์ของโลก!! ‘อนุทิน’ สั่งลุยตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยง 1,500 แห่ง ส่ง 50 ทีมปูพรม 5 จังหวัดอุตสาหกรรม เดินหน้ารื้อกฎหมายเพิ่มโทษ พร้อมประสาน ปปง. ตรวจเส้นทางเงิน

ไทยเอาจริงแก้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ตั้ง 50 ทีมลุยตรวจโรงงาน 5 จังหวัด เริ่ม 1 พ.ย. นี้ วาง 3 มาตรการคุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ย้ำโรงงานผิดกฎหมายไม่ผ่อนปรน เตรียมเพิ่มโทษ–ตรวจเส้นทางการเงิน รายงานนายกฯ–ครม. ภายใน 30 วัน

วันนี้ (30 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้บูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การนำเข้า การขนส่ง การประกอบกิจการโรงงาน การคัดแยก การรีไซเคิล ไปจนถึงการกำจัดกากของเสีย ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ครั้งแรก โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยย้ำว่าประเทศไทยต้องไม่เป็นแหล่งรองรับการทิ้งขยะจากต่างประเทศ และต้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพประชาชนควบคู่กัน

นางสาวลลิดากล่าวว่า ที่ประชุมกำหนดแนวทางดำเนินงาน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจัดชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานที่มีความเสี่ยงและมีข้อร้องเรียนจากประชาชน 2. การทบทวนมาตรการนำเข้าและส่งออก เพื่อควบคุมและติดตามการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบและกากอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และ 3. การปรับปรุงกฎหมายในระยะยาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและยกระดับบทลงโทษให้มีความเข้มงวด โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมศุลกากรและอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นประธานร่วมในการทบทวนมาตรการนำเข้าและส่งออก ขณะที่นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ จะร่วมดูแลการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาว่ากฎหมายปัจจุบันมีช่องว่างหรือจำเป็นต้องปรับปรุงเพิ่มเติมอย่างไร

สำหรับมาตรการเร่งด่วน กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมจัดชุดเฉพาะกิจ 50 ทีม กระจายลงพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ จังหวัดละ 10 ทีม เริ่มดำเนินการวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 โดยมุ่งตรวจสอบโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดแยกและจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ปัจจุบันมีโรงงานที่จดทะเบียนประเภทดังกล่าวทั่วประเทศ 3,049 แห่ง ในจำนวนนี้กว่า 1,500 แห่งอยู่ใน 5 จังหวัดเป้าหมาย โดยจะให้ความสำคัญกับโรงงานที่มีความเสี่ยง มีข้อร้องเรียน หรือเคยมีประวัติการดำเนินคดีเป็นลำดับแรก ทั้งนี้ จำนวนโรงงานที่จดทะเบียนไม่ได้หมายความว่าทุกแห่งมีการกระทำผิด โดยทีมตรวจสอบจะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด พร้อมประสานฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจสนับสนุนการปฏิบัติงาน 

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า นายวราวุธได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการประกอบกิจการอย่างเข้มงวด ทั้งประเภทเครื่องจักร กระบวนการผลิต การจัดเก็บและกำจัดของเสีย ว่าตรงตามเงื่อนไขใบอนุญาตหรือไม่ โดยจะไม่ผ่อนปรนการขยายระยะเวลาให้โรงงานที่ได้รับคำสั่งแก้ไขแล้วแต่ไม่ดำเนินการภายในกำหนด หากพบการฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งอาจถึงขั้นสั่งปิดโรงงานหรือเพิกถอนใบอนุญาต พร้อมประสานตำรวจเฝ้าระวังการลักลอบขนย้ายกากอุตสาหกรรมออกไปทิ้งในพื้นที่อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหามลพิษขยายวงกว้าง โดยปัญหาผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างในการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตามมาตรา 37 และมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติโรงงานกับโรงงานบางแห่งแล้ว และอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษให้การกระทำผิดไม่คุ้มกับผลประโยชน์ที่ได้รับ รวมถึงหารือแนวทางประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและศึกษาช่องทางดำเนินการกับทรัพย์สินของผู้กระทำผิดตามกฎหมาย นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังสนับสนุนข้อมูลบริษัทและโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อตรวจสอบกรณีที่อาจเข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทนหรือนอมินี โดยจะดำเนินการตามพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ ไม่เหมารวมผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ในส่วนของการควบคุมการนำเข้า ที่ประชุมได้หารือแนวทางให้โรงงานเป็นผู้นำเข้าวัตถุดิบโดยตรงแทนการนำเข้าผ่านผู้ค้าคนกลาง เพื่อให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาและติดตามวัตถุดิบจนถึงโรงงานปลายทางได้อย่างชัดเจน พร้อมพิจารณาเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมศุลกากรกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงศึกษาเกณฑ์การปนเปื้อนของสายไฟและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในเศษโลหะนำเข้า โดยต้องสอดคล้องกับกฎหมายไทยและอนุสัญญาบาเซล ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับสัดส่วนสิ่งปนเปื้อนที่ยอมรับได้ และไม่ได้หมายถึงการห้ามนำเข้าเศษเหล็กทั้งหมด เนื่องจากต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้วัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรมควบคู่กัน

นางสาวลลิดากล่าวว่า กรมศุลกากรรายงานว่า ในปีที่ผ่านมาได้จับกุมของเสียและเศษขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ปะปนมากับสินค้านำเข้า และดำเนินการส่งกลับประเทศต้นทางรวมกว่า 10 ล้านกิโลกรัม สะท้อนความจำเป็นในการยกระดับมาตรการตรวจสอบและป้องกันการสำแดงสินค้าไม่ถูกต้อง โดยกรมศุลกากรจะร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศและกรมควบคุมมลพิษ พิจารณาแนวทางกำหนดเกณฑ์สิ่งปนเปื้อนและหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธินำเข้า เพื่อป้องกันการลักลอบนำของเสียเข้าประเทศ

สำหรับการเยียวยาประชาชน รัฐบาลยืนยันหลักการให้ผู้ประกอบการที่ก่อความเสียหายต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยกรณีปัญหาคราบน้ำมันในจังหวัดปราจีนบุรี ได้มีการหารือแนวทางเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ทั้งความเสียหายภายหลังน้ำลดและการเพาะปลูกข้าวรอบถัดไป ผ่านการสำรวจและประเมินความเสียหายร่วมกันระหว่างบริษัท หน่วยงานจังหวัด และประชาชน ส่วนกรณีที่พบกากของเสียแต่ยังไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะใช้งบประมาณที่มีอยู่ดำเนินการจัดการปัญหาก่อน และหากไม่เพียงพออาจเสนอขอรับการจัดสรรเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรอการแก้ไขปัญหาจนเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น

“รัฐบาลยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องดำเนินการอย่างจริงจังทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการตรวจจับโรงงานที่กระทำผิด แต่ต้องปิดช่องโหว่ตั้งแต่การนำเข้า การขนส่ง การประกอบกิจการ ไปจนถึงการกำจัดกากของเสีย พร้อมยกระดับกฎหมายและติดตามผู้กระทำผิดให้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจะมีการรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนเป็นรายสัปดาห์ และสรุปผลการดำเนินงานเสนอนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และคุ้มครองสุขภาพกับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดากล่าว

สวัสดีวันจันทร์ยามเช้าครับ 

ในยุคนี้ ก่อนจะแต่งงานกับใคร

นอกจากจะเช็คสถานะทางกฏหมาย

อย่าลืม เช็คบูโร กับ สเตทเม้นย้อยหลัง 6 เดือน ด้วยนะครับ

 

CPA ผู้ตรวจสอบบัญชีท่านนึงฝากไว้ให้คิด

‘วราวุธ’ ลั่น! ถึงเวลากวาดบ้านโรงงานขยะพิษ!! ส่งทีมเฉพาะกิจลุยตรวจ 5 จังหวัดอุตสาหกรรม คุมเข้มโรงงานเสี่ยง 1,500 แห่ง ขู่ปิดทันทีหากไม่แก้ผิดกฎหมาย พร้อมรื้อ พ.ร.บ.โรงงาน เพิ่มโทษสกัดขยะอิเล็กทรอนิกส์

”วราวุธ“ ยัน กระทรวงอุตสาหกรรม แก้กฎหมาย อุดช่อง ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ชี้ เพิ่มบทลงโทษเข้มข้นแก้ปัญหาสำแดงเท็จได้ เผย คิกออฟ ส่งทีมเฉพาะกิจปูพรมตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยง ประเภท 105, 106 ระบุ ใน 1 สัปดาห์คืบหน้าแน่

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงการจัดการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ว่า คณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้กำหนดกลไกและกรอบแนวทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ 3 ทีม เพื่อขับเคลื่อนการทำงานอย่างบูรณาการ ประกอบด้วย 1. ทีมปราบปรามและกวาดล้าง ได้แก่ ชุดที่ 1 นำโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุกในโรงงานกลุ่มเสี่ยง ลำดับที่ 105 และ 106 ชุดที่ 2 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ติดตามและแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียนของประชาชน 2. ทีมกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าส่งออก นำโดยกรมศุลกากรและกรมการค้าระหว่างประเทศ ตรวจสอบการนำเข้า-ส่งออก พร้อมทั้งกำหนดมาตรการและหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ 3. ทีมยกระดับมาตรการทางกฎหมาย ดำเนินการยกระดับความเข้มของกฎหมาย และเพิ่มอัตราโทษให้มีความเด็ดขาด เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะเสนอข้อมูลรายงานต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป

นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับโรงงานที่กระทำความผิด ที่ผ่านมาหลายพื้นที่ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงงาน มาตรา 37 และ 39 และฟ้องร้องทางแพ่ง รวมถึงจะดำเนินการทางให้เป็นคดีอาญาด้วย และในอนาคตจะทำให้เป็นคดีการเงิน โดยร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อเพิ่มความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐาน และขณะนี้อยู่ระหว่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน เพื่อเพิ่มโทษ การลงโทษมีความเข้มข้นขึ้น

 นายวราวุธ กล่าวว่า ปัจจุบันโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 มีอยู่ 3,049 แห่ง ในจำนวนนี้มี 1,500 กว่าแห่งอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ตั้งทีมเฉพาะกิจลงไปในพื้นที่ 5 จังหวัดดังกล่าว แต่ละทีมจะมีเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัด ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ ในการเข้าไปตรวจทุกโรงงาน โดยจะเริ่มคิกออฟวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยจะมีการลงพื้นที่ตรวจต่อเนื่อง และภายใน 1 สัปดาห์จะเห็นความคืบหน้าว่าโรงงานใดดำเนินการตามเงื่อนไขหรือไม่ โดยจะมีการตรวจสอบในพื้นที่เสี่ยงสูง และที่ได้รับเรื่องร้องเรียน รวมถึงกรณีมีการสั่งให้แก้ไขไปแล้วก่อนหน้านี้แต่ไม่ดำเนินการ ซึ่งที่ผ่านมามักมีการขอขยายเวลาแก้ไข ตนให้แนวทางไปว่าต่อจากนี้จะไม่มีการผ่อนปรน หากไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ก็ปิดโรงงาน นอกจากนี้ หากพบว่าโรงงานใดเข้าข่ายนอมินีก็จะเร่งตรวจสอบ

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ปี 2563 เราได้ห้ามนำเข้าซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ที่ผ่านมามีการลักลอบนำเข้ามา ประกอบกับช่วงหลังมีประเด็นปัญหา เวลานำซากรถยนต์บดอัดก้อนเข้ามา ซึ่งจะมีสายไฟและอื่นๆ เป็นส่วนประกอบด้วย ทำให้ผิดกฎหมายทั้งก้อน จึงจะต้องมาพิจารณาว่าจะอนุญาตให้มีการปนเปื้อนได้กี่เปอร์เซ็นต์ตามมาตรฐานสากล โดยคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษโลหะจะต้องไปดูรายละเอียด โดยจะได้รับคำตอบเร็วๆ นี้ ส่วนกรณีการใช้เศษเหล็กในประเทศไทยเพื่อมาเป็นส่วนประกอบนั้น หากประเทศไทยสั่งห้ามนำเข้าเศษเหล็ก  อาจเป็นเรื่องดีกับหลายประเทศในยุโรปที่ไม่อยากส่งออกอยู่แล้ว แต่ประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อมาใช้เป็นวัตถุดิบอยู่ ขณะเดียวกัน กรมควบคุมมลพิษให้ข้อมูลว่า เหล็กบางชนิดรีไซเคิลน้อย แต่ส่งออกจำนวนมาก ซึ่งจะต้องมาตรวจสอบกันอย่างละเอียด ถึงเวลาที่จะต้องมากวาดบ้านจริงจัง

นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับแนวทางติดตามตั้งแต่สินค้าตั้งแต่ต้นทางนั้น ที่ผ่านมาอาจมีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงานในเรื่องข้อมูล โดยจะมีการหารือกับอธิบดีกรมศุลกากรและกระทรวงพาณิชย์ต่อไป ส่วนกรณีการสำแดงเท็จนั้น หากต้องการให้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ทุกตู้ แต่ตนเห็นว่า การปรับกฎหมายให้มีบทลงโทษเข้มข้นขึ้น และการแก้ไขให้โรงงานสั่งวัตถุดิบโดยตรง จะทำให้สามารถตรวจสอบต้นทางได้ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสสำแดงเท็จได้

เมื่อถามว่า การตรวจสอบจะกระทบโรงงานที่มองว่า ตัวเองไม่อยู่ในข่ายตรวจสอบ แต่ต้องหยุดกิจการชั่วคราว จะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า หากโรงงานดำเนินการไม่ถูกต้องให้ดำเนินการให้ถูกต้อง หากจะกระทบห่วงโซ่อุปทานก็ต้องมาพิจารณากัน แต่ไม่ใช่ข้ออ้างไม่ทำตามกฎหมาย ส่วนกรณีบางโรงงานได้ขออนุญาตดำเนินการกิจกรรมหลายประเภทนั้น ตนจะพิจารณาดูว่าได้ดำเนินการตรงกับที่ขออนุญาตหรือไม่ หากไม่ตรงอาจจะดำเนินการยึดใบอนุญาตได้ จึงขอฝากให้ดำเนินการให้ถูกต้อง โดยขณะนี้ยังได้ประสานกับตำรวจให้เป็นหูเป็นตาด้วย

เมื่อถามว่า ในมาตรา 21 พ.ร.บ.โรงงาน ที่เปิดโอกาสให้มีการเช่าซื้อใบอนุญาตได้ จะเป็นช่องว่างให้ทุนจีนเข้ามาซื้อและประกอบกิจการโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ตนได้ให้อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมไปแก้ไขมาตราดังกล่าวด้วย เพราะไม่สมเหตุสมผล และหากเป็นไปได้ให้ยกเลิก ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนแก้ไข

เมื่อถามย้ำว่า รวมไปถึงช่องโหว่เรื่องการต่อใบอนุญาตทุก 5 ปี ด้วยหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า การต่อใบอนุญาตบางครั้งต่างชาติมองว่าสั้นเกินไปหรือไม่ และเมื่อครบ 5 ปี จะได้ต่อใบอนุญาตหรือไม่ โดยจะต้องหารือกับหลายๆ ฝ่าย เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

นายวราวุธ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการเอาผิดโรงงานที่กระทำความผิด และการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบว่า เบื้องต้นทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการกับผู้ประกอบการบางรายที่พบการกระทำความผิดแล้ว อย่างเช่น กรณี จ.ปราจีนบุรี ที่มีคราบน้ำไหลออกมา ซึ่งจะต้องได้มีการหารือถึงมาตรการเยียวยาเกษตรกรภายหลังน้ำลดไปแล้ว แต่ในกรณีที่พบของกลางไม่สามารถตรวจสอบว่าเป็นของใคร ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องใช้งบประมาณของกรม หากงบประมาณไม่เพียงพอจะต้องของบกลางมาช่วย ความเสียหายต่างๆ หากเราสามารถตรวจพบว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด ตัวผู้กระทำความผิดจะต้องรับผิดชอบความเสียหาย ส่วนจะต้องรับความผิดชอบความเสียหายเท่าใดนั้น จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นระหว่างบริษัท จังหวัด และประชาชนที่ได้รับความเสียหาย

‘อาจารย์อุ๋ย’ จี้รัฐบาลออกกฎกระทรวง!! บังคับมูลนิธิเปิดงบออนไลน์ แยกบัญชีรับบริจาคจากบัญชีส่วนตัว ชูต้นแบบออสเตรเลียกู้ศรัทธาองค์กรการกุศล ชี้เปิดบัญชีให้เห็น ก่อนประชาชนหมดศรัทธา

อาจารย์อุ๋ยจี้รัฐบาลออกกฎกระทรวงอุดช่องโหว่เงินบริจาค! บังคับมูลนิธิเปิดงบออนไลน์ ยกกฎหมายออสเตรเลียกู้วิกฤตศรัทธา !

31 ตุลาคม 2569-- นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟสบุ๊คแสดงความเห็นว่า

"ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการบริหารเงินบริจาคและบัญชีธนาคารของมูลนิธิองค์กรทำดี ทำให้สังคมกลับมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใสขององค์กรการกุศลต่าง ๆ อีกครั้ง แม้ข้อเท็จจริงของแต่ละกรณีต้องตรวจสอบอย่างเป็นธรรมและรับฟังคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้อง แต่ปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้คือ ปัจจุบันประชาชนยังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างสะดวกว่า เงินที่ตนบริจาคไปได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิมากน้อยเพียงใด

เงินบริจาคเกิดจากความไว้วางใจ บางคนแบ่งเงินจากรายได้เพียงเล็กน้อยเพื่อช่วยผู้ป่วย เด็ก หรือผู้ประสบภัย ผู้บริจาคจึงควรเข้าถึงข้อมูลการใช้เงินได้โดยสะดวก โดยไม่ต้องรอให้เกิดข่าวฉาวแล้วค่อยตามหาคำตอบ และไม่ควรต้องพึ่งคำยืนยันของผู้บริหารองค์กรเพียงฝ่ายเดียว

ปัจจุบันกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลมูลนิธิอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 110 ถึง 136 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยมาตรา 135 เปิดให้บุคคลขอตรวจหรือขอสำเนาเอกสารเกี่ยวกับมูลนิธิที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ระบบที่ประชาชนต้องยื่นคำขอตรวจเอกสารยังไม่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล รัฐควรกำหนดให้ข้อมูลสำคัญต้องถูกเผยแพร่ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้บริจาคเข้าไปตรวจสอบได้ทันทีจากโทรศัพท์มือถือของตนเอง

ออสเตรเลียมีตัวอย่างทางกฎหมายที่ชัดเจน ตาม Australian Charities and Not-for-profits Commission Act 2012 มาตรา 60-5 กำหนดให้องค์กรการกุศลที่จดทะเบียนส่งรายงานข้อมูลประจำปี ส่วนมาตรา 60-10 กำหนดให้องค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ส่งรายงานการเงิน พร้อมรายงานผู้สอบบัญชีหรือผู้สอบทานตามเงื่อนไขของกฎหมาย

สาระสำคัญอยู่ที่มาตรา 40-5 ซึ่งกำหนดให้นำรายงานดังกล่าวเข้าไว้ในทะเบียนสาธารณะ รวมถึงข้อมูลสำคัญขององค์กรและผู้รับผิดชอบ โดยมาตรา 40-5(3) และ (4) กำหนดให้ทะเบียนเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์และเปิดให้ประชาชนตรวจดูบนอินเทอร์เน็ต ประชาชนจึงเข้าถึงข้อมูลที่เผยแพร่ได้โดยไม่ต้องยื่นคำร้องขอเอกสารเป็นรายกรณี ทั้งนี้ กฎหมายมีข้อยกเว้นในการเปิดเผยข้อมูลบางประเภท และกำหนดภาระการรายงานแตกต่างกันตามขนาดและลักษณะองค์กร

ประเทศไทยสามารถนำหลักการนี้มาปรับใช้ได้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยควรเร่งใช้อำนาจตามมาตรา 136 (4) ซึ่งครอบคลุมการดำเนินกิจการและการทะเบียนมูลนิธิ ประกอบมาตรา 136 (5) และสิทธิการตรวจเอกสารตามมาตรา 135 เพื่อออกกฎกระทรวงยกระดับการรายงานและการเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งการกำหนดมาตรฐานความโปร่งใสเช่นนี้ ฝา่ายบริหารมีฐานอำนาจทางกฎหมายให้ดำเนินการได้ โดยต้องออกแบบรายละเอียดให้อยู่ในขอบเขตกฎหมายแม่บท ไม่จำเป็นต้องตั้งต้นด้วยการรอแก้กฎหมายทั้งระบบ

กฎกระทรวงควรกำหนดให้มูลนิธิที่เปิดรับบริจาคจากประชาชนเผยแพร่รายงานกิจการ งบการเงิน ยอดรับบริจาค ค่าใช้จ่ายช่วยเหลือ ค่าใช้จ่ายบริหาร และเงินคงเหลือของโครงการ ตลอดจนรายชื่อกรรมการ โดยจัดให้มีฐานข้อมูลกลางที่ค้นหาและดาวน์โหลดได้ง่าย พร้อมกำหนดเส้นตายการส่งและเผยแพร่ข้อมูลให้ชัดเจน ภาระการจัดทำและตรวจสอบบัญชีควรเหมาะสมกับขนาดและยอดเงินของแต่ละมูลนิธิ

พร้อมกันนี้ ควรกำหนดหลักเกณฑ์ให้การรับบริจาคในนามมูลนิธิเข้าบัญชีชื่อมูลนิธิ แยกจากบัญชีส่วนบุคคล มีหลักฐานรับจ่ายและตรวจสอบย้อนหลังได้ รวมทั้งเปิดเผยรายการเกี่ยวโยงกับกรรมการหรือบุคคลใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ส่วนข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริจาคและผู้รับความช่วยเหลือ โดยเฉพาะข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วย ต้องได้รับการปกปิดอย่างเหมาะสม

รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้ข่าวฉาวแต่ละครั้งจบลงเพียงการถกเถียงว่าใครพูดจริงหรือใครทำผิด แล้วปล่อยระบบตรวจสอบไว้เหมือนเดิม เพราะความคลุมเครือขององค์กรหนึ่งสามารถบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อองค์กรการกุศลอื่นที่ทำงานอย่างสุจริต และกระทบถึงผู้เดือดร้อนที่กำลังรอความช่วยเหลือ 

รัฐบาลควรเร่งออกกติกาให้ชัดว่า มูลนิธิที่รับเงินบริจาคจากประชาชนต้องเปิดเผยว่าได้เงินมาเท่าไร ใช้ไปกับอะไร และเหลืออยู่เท่าไร คนบริจาคจะได้ไม่ต้องรอให้เป็นข่าวก่อนจึงรู้ว่าเงินของตัวเองไปอยู่ที่ไหน ส่วนมูลนิธิที่ทำงานสุจริตก็จะได้มีหลักฐานให้สังคมเห็น ไม่ต้องพลอยเสียชื่อไปด้วย

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1E6xaA6hxC/?mibextid=wwXIfr

ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ!! ดัชนี RSI ต.ค. 2569 ชี้ขยายตัวได้ ภาคใต้-อีสาน โตเด่น รับเทศกาลวันหยุดยาว เสี่ยงภัยแล้ง-ต้นทุนสูง กระทบบ้าง รัฐเร่งมาตรการหนุนกำลังซื้อและลงทุน

ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (Thailand Regional Economic Sentiment Index: RSI) ประจำเดือนตุลาคม 2569

“ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนตุลาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคภายใน 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคบริการเป็นสำคัญ เนื่องจากจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังติดตามประเด็นความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ร้อนและภัยแล้งจากผลของเอลนีโญ รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูงเป็นสำคัญ”

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนตุลาคม 2569 จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดจากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนตุลาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคภายใน 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคบริการเป็นสำคัญ เนื่องจากจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังติดตามประเด็นความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ร้อนและภัยแล้งจากผลของเอลนีโญ รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และราคาต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูงเป็นสำคัญ” โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้อยู่ที่ระดับ 72.5 ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจภายใน 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม จากการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว และมีการจัดงานเทศกาลหลายงาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในพื้นที่ รวมถึงอุปสงค์ต่อสินค้าจากทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ขณะเดียวกันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐยังเป็นแรงสนับสนุนกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 72.2 บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวได้โดยมีแรงหนุนหลักจากภาคบริการและภาคเกษตร จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นการบริโภค การจ้างงาน และการลงทุนในภาคบริการ อีกทั้งจะเข้าสู่ฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวนาปี ข้าวนาปรัง อ้อยโรงงาน และมันสำปะหลัง ประกอบกับแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร กระตุ้นการใช้จ่ายในท้องถิ่น และสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 71.4 แสดงถึงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจใน 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ดี โดยมีปัจจัยบวกจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม โดยคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นจากการจัดงานประเพณีและเทศกาลสำคัญในหลายพื้นที่ รวมถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และการดำเนินมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่คาดว่าจะมีต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกอยู่ที่ระดับ 69.0 สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่ยังคงขยายตัวได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคการลงทุนและภาคอุตสาหกรรม ตามแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนในพื้นที่ EEC มาตรการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบกับแนวโน้มความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมจากทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ส่งสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 66.9 ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลางอยู่ที่ระดับ 66.4 สะท้อนว่าเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ โดยภาคบริการและการจ้างงานได้รับอานิสงส์จากการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว คำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดส่งออกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะมีต่อเนื่องและการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมการผลิตและความต้องการแรงงานในระยะข้างหน้า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตกอยู่ที่ระดับ 64.6 บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ จากการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ทางด้านดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑลอยู่ที่ระดับ 61.4 ซึ่งสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ รวมถึงการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ยังต้องติดตามประเด็นความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ต้นทุนพลังงาน ภาระค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในระยะต่อไป

https://www.mof.go.th/.../%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0...

ที่มา : https://www.facebook.com/100069288816651/posts/1449591037360510/?rdid=7Kxrz6JogmY0MKBb#

บ้านปู ขยายเชื้อเพลิงชีวมวล!! มุ่งลดคาร์บอน 148,000 ตันปี 2570 เดินเครื่องโครงการชีวมวลในจีนครบ 3 แห่ง ลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ไฟฟ้า ตอบรับนโยบายคาร์บอนต่ำของจีน

บ้านปูเดินหน้าขยายการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม
พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนในจีน

ขยายการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วม (Biomass Co-firing) ในโรงไฟฟ้าอีก 2 แห่งในจีน โดยภายในปี 2570 ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมทั้ง 3 แห่ง ปีละประมาณ 148,000 ตัน

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ต่อยอดการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมในกระบวนการผลิตไฟฟ้า (Biomass Co-firing) ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Combined Heat and Power Plant: CHP) ทั้ง 3 แห่งในจีน โดยขยายจากโรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งไปยังโรงไฟฟ้าอีก 2 แห่ง คาดว่าจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมปีละประมาณ 148,000 ตัน ภายในปี 2570 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการลดการปล่อยคาร์บอน ควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจจากสินทรัพย์ที่บริษัทฯ มีอยู่

โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมของบ้านปูในจีน มีบทบาทในการจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่โครงข่ายระบบไฟฟ้า (Power Grid) และจ่ายไอน้ำให้แก่ลูกค้าภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการสนับสนุนระบบทำความร้อนสำหรับที่อยู่อาศัยของชุมชนในช่วงฤดูหนาว การนำเศษวัสดุชีวมวลจากท้องถิ่นมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผสมกับเชื้อเพลิงหลักจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์และการบริหารจัดการต้นทุนด้านเชื้อเพลิง โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดำเนินงานเพื่อเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+)

โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์โครงการ Biomass Co-firing มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 โดย 1 ปีให้หลัง ในเดือนกันยายน 2569 สามารถลดการปล่อยคาร์บอนรวมมากกว่า 47,000 ตัน โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลผสมกับเชื้อเพลิงหลักในอัตราส่วนร้อยละ 10 ซึ่งในปี 2570 คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ปีละประมาณ 70,000 ตัน และประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงประมาณ 1 ล้านหยวน (เทียบเท่า 4.7 ล้านบาท) ในปีเดียวกัน จากการลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม

จากความสำเร็จในโครงการ Biomass Co-firing ที่โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้ง บ้านปูได้ขยายการดำเนินงานโครงการ Biomass Co-firing ไปยังโรงไฟฟ้าโจวผิงและโรงไฟฟ้าหลวนหนาน โดยทั้งสองแห่งตั้งเป้าการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมในสัดส่วนร้อยละ 10 โดยโรงไฟฟ้าโจวผิงได้เริ่มเดินเครื่องแล้ว และสามารถลดการปล่อยคาร์บอนรวมประมาณ 10,000 ตันในเดือนกันยายน 2569 ด้านโรงไฟฟ้าหลวนหนานอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 และประมาณการว่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 34,000 ตันในปี 2570

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการ Biomass Co-firing สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินงานอย่างมีวินัยของบ้านปู ในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ที่เรามีอยู่ โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมกับเชื้อเพลิงหลักของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนการดำเนินงานและบริหารจัดการเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดการปล่อยคาร์บอน ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือในการจ่ายความร้อนและไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าของเรา”

การลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ที่มีอยู่ของบริษัทฯ สอดคล้องกับนโยบายที่ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจในจีนควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยภาครัฐของจีนมีกลไกการซื้อขายสิทธิจากการลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission Allowances: CEAs) ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์และปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด สามารถนำสิทธิคาร์บอนส่วนเกินไปขายให้แก่บริษัทที่ต้องการซื้อสิทธิในการปล่อยคาร์บอนเพิ่มเติมได้ กลไกดังกล่าวจึงช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการการปล่อยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับบ้านปู การบริหารจัดการสินทรัพย์คาร์บอนในจีนครอบคลุมการดำเนินงานที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (High Efficiency, Low Emissions: HELE) โดยตั้งเป้าปริมาณการขาย CEAs รวม 435,000 ตันในปี 2569

บ้านปูให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดยโครงการ Biomass Co-firing เป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายของกลุ่มบ้านปูในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงมากกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2573 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.banpu.com และ https://www.facebook.com/Banpuofficialth

*คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ที่ 1 หยวน : 4.7 บาท

อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม ยอมรับคิดน้อยไป!! ‘ศุภลักษณ์’ โร่ขอโทษสังคม–นักเขียนหญิงผู้เสียหาย ยอมรับคิดน้อยไป หลังถูกพบเป็นสมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊กเปิดวาร์ป ยืนยันไม่เคยร่วมคอมเมนต์คุกคาม พร้อมขอโทษผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบ

“ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ” อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม โร่ขอโทษสังคม-ผู้เสียหาย ยอมรับ "คิดน้อยไป" หลังมีชื่อในกลุ่มเปิดวาร์ปนักเขียนหญิง 

เกิดเป็นประเด็นร้อนสะเทือนโซเชียล เมื่อวงการนักเขียนลุกเป็นไฟ ภายหลังมีการนำภาพนักเขียนหญิงไปเผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก เพื่อค้นหาบัญชีส่วนตัว ก่อนพบว่าบางโพสต์มีข้อความลักษณะเข้าข่ายคุกคามทางเพศ โดยพบว่าในกลุ่มดังกล่าว มีนักเขียน นักการเมือง คนดังในแวดวงสังคมอยู่ในกลุ่มด้วยนั้น 

ล่าสุดวันที่ 30 ต.ค. 69 นาย ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูกเปิดเผยว่าอยู่ในกลุ่มดังกล่าว ได้ออกมาโพสต์ข้อความร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Suphalak Bumroongkit” เพื่อชี้แจงและขอโทษต่อสังคมว่า “มาแล้วครับ กว่าจะเลิกงาน แล้วต้องไปรพ. เสร็จแล้วฝนตกอีก” 

1.เฟซบุ๊กผมเคยอยู่ในกลุ่มนี้จริงครับ ผมเป็นคนที่กดจอยกลุ่มทุกกลุ่ม ฟอลทุกเพจที่ขึ้นมาในนิวฟีดเป็นธรรมชาติ แม้แต่กลุ่มที่ผมไม่เห็นด้วยเลยก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มต่อต้านแรงงานข้ามชาติ กลุ่มต่อต้านม็อบสามกีบ กลุ่มแมนมินิสต่อต้านสิทธิสตรี ฯลฯ เพราะอยากรู้ความคิดเห็น/ความเคลื่อนไหวในbubbleของคนแต่ละกลุ่มครับ ถ้าเรื่องไหนเดือดๆ มันจะชอบขึ้นมาในนิวฟีดเอง 

ตอนแรกจะโพสต์ลิงก์กลุ่มให้ด้วย ผมว่าจำเป็นต้องโพสต์ลิงก์ให้เป็นกรณีศึกษาของสังคม เพราะมีคนจำนวนมากยังไม่เห็นกลุ่มจริงๆ ว่าเป็นยังไง แต่กลุ่มบินไปแล้วครับ 

2.ส่วนกลุ่มนี้ มันขึ้นมาในนิวฟีดผม ผมก็กดเข้าไปตามวิสัยปกติ เท่าที่จำความได้ในตอนแรกยังไม่ได้มีคอมเม้นต์คุกคามเหมือนตอนนี้ครับ ผมไม่เคยไปเม้นต์ ไม่เคยกดเข้าไปดูในกลุ่มด้วย ทางเดียวที่ผมจะเห็นคือผ่านนิวฟีด (ซึ่งโพสต์กลุ่มนี้ก็ไม่ค่อยขึ้นมาด้วย) 

3.จนผมเริ่มเห็นโพสต์เมื่อคืนวันที่ 27 ต.ค. พูดถึงกลุ่มนี้ ก็พอทราบว่าหมายถึงกลุ่มนี้

ตอนแรกผมไม่ได้กดออกด้วย เพราะเราบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีคอมเม้นต์คุกคามจริง, มีคอมเม้นต์ที่ objectify ผู้หญิงให้เป็นแค่วัตถุทางเพศให้เป็นบ่อยๆ แต่ผมคิดว่าก็เราไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องพวกนี้นี่นา เราอยู่กลุ่มอื่นๆ เต็มไปหมด ความคิดเห็นร้อยพ่อพันแม่ การอยู่ในกลุ่มก็ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยกับเรื่องที่เกิดขึ้นในกลุ่มทุกเรื่องสักหน่อย คนในวาปก็เปิด public กันทั้งนั้น ได้ยอดฟอลเพิ่มวินๆ เมื่อก่อนก็มีเพจเปิดวาปคนสวยคนหล่อเต็มไปหมด 

4.แต่หลังจากที่ได้ทบทวน คุยกับหลายๆ คน ผมรู้สึกว่าผมคิดน้อยไปจริงๆ ครับ

-ผมไม่ทราบว่ามีการคุกคามเกิดขึ้นจากการเปิดวาป มีคนถูกส่งข้อความไปคุกคามจริง ส่งผลต่อสภาพจิตใจจริง

-สมมติว่ามีคนโดนทำร้าย แล้วเรายืนเฉยๆ แม้จะไม่เห็นด้วยกับการทำร้าย มันก็ดูแย่อยู่ดี

-การอยู่ในกลุ่มเฉยๆ แม้ไม่ได้ทำอะไร แต่การมีจำนวนเยอะ ก็ถือเป็นการสนับสนุนให้วัฒนธรรมแบบนี้มันยังดำเนินต่อไปได้

-วิธีเช็กที่ง่ายที่สุด ถ้าน้องสาว พี่สาว แม่ แฟน ของท่าน โดนเอาไปโพสต์ในกลุ่มเพื่อหาวาป ท่านจะโอเคไหม?

-จะเอามาเทียบกับการอยู่ในกลุ่มอื่นไม่ได้ เพราะแต่ละกลุ่มมีจุดประสงค์ไม่เหมือนกัน สมมติถ้าผมเข้าไปแฝงอยู่ในกลุ่ม "ซื้อขายบริการเด็กต่ำกว่า 18" เพื่อศึกษาความเคลื่อนไหว แบบนี้ก็คงพูดไม่ได้ล่ะ เพราะกลุ่มนี้มีจุดประสงค์ของการสร้างมาเพื่อทำผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรมอย่างชัดเจน 

5.ขอใช้โอกาสนี้แสดงความเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ขอโทษสังคม ขอโทษผู้เสียหายครับ 

6.สนับสนุนการที่ผู้หญิงออกมารวมตัวกันพูดเรื่องนี้ ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ตรวจสอบตัวเองอย่างสม่ำเสมอแล้ว แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ต้องยอมรับว่าไม่เพียงพอครับ เสียใจ หลายเรื่องถ้าไม่เกิดกับตัวเองจริงๆ ไม่มีทางเข้าใจครับ ประเทศที่มีความเท่าเทียมทางเพศสูง ล้วนแต่มีขบวนการเคลื่อนไหวของผู้หญิงที่เหนียวแน่นขัดกับผู้ถืออำนาจที่เป็นผู้ชายครับ

ที่มา : https://www.amarintv.com/news/politic/561532 

ชายแดนไทย- พม่าตึงเครียด นายกอนุทินสั่งคุมเข้ม!! หลังระเบิดข้ามแดนทำคนไทยบาดเจ็บ ยกระดับความปลอดภัย 7 วัน ระงับนำเข้าส่งออกช่องทางอื่น ทหารลาดตระเวน 24 ชั่วโมงเต็ม

"นายกฯ"สั่งคุมเข้ม "แม่สอด" ทหารปิดชายแดน 7 วัน ริมแม่น้ำเมย ห้ามน้ำเข้า-ส่งออก ด้าน ฉก.ราชมนู ส่ง กำลังลาดตระเวน 24 ชม. ดูแลความปลอดภัยสู้รบเมียนมาเดือด

30 ต.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งกำชับ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ ภายหลังการสู้รบในประเทศเมียนมา ส่งผลให้ระเบิดข้ามมาตกในฝั่งไทย ทำให้คนไทย อ.แม่สอด จ.ตาก ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย วานนี้(29 ต.ค.)

พร้อมทั้งมีการแจ้งผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน หากไม่มีการปฏิบัติใดๆ จะต้องมีการยกระดับการป้องกันตนเอง
ด้าน พล.ต.ประสาน เห็นประเสริฐ ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร มีคำสั่งเป็นหนังสือด่วนมากที่ กห 0483/นเรศวร 577 กองกำลังนเรศวร ค่ายวชิรปราการ อ.เมืองตาก จ.ตาก ถึงด่านศุลกากรแม่สอด เรื่องการระงับการผ่อนผันการนำเข้า – ส่งออกสินค้า ตามช่องทางอื่นนอกจากทางอนุมัติ โดยมีใจความว่า
ตามที่ปรากฎสถานการณ์ความไม่ลงเรียบร้อย พื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก โดยเกิดเหตุการณ์การสู้รบระหว่างทหารเมียนมา กับกองกำลังชนกลุ่มน้อย/กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ บ้านนิละบ้าน อำเภอเมียวดี จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมา ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้มีกระสุนข้ามมาตกยังฝั่งประเทศไทย บริเวณบ้านห้วยมหาวงก์ ต.มหาวัน อ.แม่สอด ทำให้ส่งผลกระทบต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนในพื้นพื้นที่ นั้น

เพื่อให้การควบคุมพื้นที่ชายแดนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ให้มีการสนับสนุนใดๆ ข้ามไปยังฝั่งเมียนมาอันอาจจะไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบของกองกำลังทุกฝ่าย และเพื่อให้เกิดความมั่นคง และความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน กองกำลังนเรศวร และหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ จึงขอแจ้งด่านศุลกากรแม่สอดระงับการผ่อนผันการนำเข้า – ส่งออกสินค้า ตามช่องทางอื่นนอกจากทางอนุมัติ ตั้งแต่บริเวณทิศใต้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 1 ในพื้นที่อำเภอแม่สอด และในพื้นที่ อ.พบพระ จ.ตาก เป็นระยะเวลา 7 วัน ในห้วงตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม จนถึงวันที่ 5 พฤจิกายน 2569
ในขณะ หน่วยเฉพาะกิจราชมนู โดยกองร้อยทหารราบที่ 1431 กองร้อยทหารราบที่ 1413 หมวดเคลื่อนที่เร็ว กองกำลังนเรศวร และชุดปฏิบัติการพิเศษที่ 1 หมวดลาดตระเวนระยะไกล กองกำลังนเรศวร บูรณาการกำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามเส้นทางแนวชายแดนและเส้นทางภายในหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน โดยจะมีทั้งจักรยานยนต์เคลื่อนที่เร็วและรถยนต์ในการตรวจพื้นที่ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่และป้องกันเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง

ทั้งนี้ เพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ฝั่งประเทศเมียนมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน พร้อมรวบรวมและรายงานข้อมูลข่าวสารให้หน่วยเหนือทราบอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ด้านตรงข้ามบ้านห้วยมหาวงก์ ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นความพร้อมของกำลังพลในการดูแลความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1258553?anf=

‘อนุทิน’ ฟ้อง “ไอซ์ รักชนก” และเพจ “Godd Dam”!! ส่งทนายแจ้งความสน.ทองหล่อ ฟ้องหมิ่นประมาทแชร์สลิปปลอม ชี้สร้างเรื่องเท็จค่าน้ำชา7 ล้าน เดินหน้าดำเนินคดีทางกฎหมายเต็มที่

“อนุทิน” ส่งทนายลุย สน.ทองหล่อ ฟ้อง “ไอซ์ รักชนก” และเพจ “Godd Dam” ปมปล่อย-แชร์สลิปปลอม 7 ล้าน ฟันหมิ่นประมาท-พ.ร.บ.คอมฯ ชี้สร้างเรื่องเท็จอ้างค่าน้ำชาเข้าบัญชีนายกฯ มอบหมายทนายเอาผิดทางกฎหมายถึงที่สุดทั้งผู้โพสต์ต้นทางและคนแชร์ต่อ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ทนายความส่วนตัว เดินทางไปยังสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นายชัยรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก "Godd Dam" และ นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

สำหรับการเข้าแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเพจ "Godd Dam" ได้นำภาพสลิปการโอนเงินปลอมมูลค่า 7 ล้านบาท มาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ พร้อมระบุข้อความอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็น "ค่าน้ำชา" โอนเข้าบัญชีของนายอนุทิน ขณะที่ นางสาวรักชนก ได้นำโพสต์ดังกล่าวพร้อมภาพสลิปปลอมไปแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย จนสร้างความเสียหายและทำให้สังคมเข้าใจผิด

เบื้องต้น ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) เพื่อให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

ที่มา : https://thaitv5hd.com/content/203023/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%8B%E0%B9%8C-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%81-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%88-Godd-Dam-%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%97-%E0%B8%9E-%E0%B8%A3-%E0%B8%9A-%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AF

กบน. ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน!! ลดราคาน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ลดลง 0.50 บาทต่อลิตร ยกเลิกค่าขนส่ง-ประกันภัยในโครงสร้าง ตรึงราคาน้ำมันชนิดอื่นลดภาระประชาชน

โครงสร้างใหม่ ราคาลงทันที กบน.เคาะ ดีเซล B7 ลด 1 บาท แก๊สโซฮอล์ 91-95 ลด 0.50 บาท มีผลหน้าปั๊มพรุ่งนี้ สะท้อนราคาที่เป็นธรรม

(28 ตุลาคม 2569) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยน้ำมันดีเซล บี7 ชดเชยลดลง 0.38 บาทต่อลิตร เป็น 2.93 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลง 1 บาทต่อลิตร เหลือ 42.54 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล อี10-95 ชดเชยลดลง 0.16 บาทต่อลิตร เป็น 1.61 บาทต่อลิตร ราคาขายปลีกลดลง 0.50 บาทต่อลิตร เหลือ 41.54 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล อี10-91 ชดเชยลดลง 0.16 บาทต่อลิตร เป็น 1.61 บาทต่อลิตร ราคาขายปลีกลดลง 0.50 บาทต่อลิตร เหลือ 41.17 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569

การปรับลดราคาครั้งนี้เป็นผลจากมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่ปรับหลักเกณฑ์การคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยยกเลิกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง (Freight, Insurance, Loss) ซึ่งเดิมคำนวณโดยสมมุติว่าน้ำมันขนส่งทางเรือจากสิงคโปร์ ทั้งที่น้ำมันส่วนใหญ่กลั่นในประเทศ ต้นทุนเหล่านี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่แฝงอยู่ในราคาน้ำมันที่ประชาชนจ่ายมาโดยตลอด พร้อมกันนี้ยังปรับลดค่าสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 ส่วน ให้สอดคล้องกับปริมาณสำรองที่เกิดขึ้นจริง

แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังผันผวน โดย ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ171 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และน้ำมันเบนซินอยู่ที่ประมาณ 139 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงประมาณวันละ 253 ล้านบาท แต่ กบน. ยังคงตรึงราคาขายปลีกน้ำมันประเภทอื่นไว้ตามเดิม เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการทั้งมติ กบง. และกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ราคาพลังงานที่ประชาชนจ่ายสะท้อนต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงและเป็นธรรมมากที่สุด ประชาชนต้องไม่จ่ายในสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ควบคู่กับการบรรเทาภาระในยามวิกฤต และวางรากฐานโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคนในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top