Saturday, 5 September 2026
NEWS FEED

บุหรี่เถื่อนเต็มคันรถ!! ปิดด่าน 100% แต่เฝ้าระวังไม่หยุด กองทัพเรือยึดบุหรี่เถื่อนเต็มคัน รวบผู้เกี่ยวข้อง 7 ราย ที่ชายแดนจันทบุรี ย้ำไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายเล็ดลอดเข้าประเทศ

“ปิดด่าน 100% แต่การเฝ้าระวังไม่เคยปิด” ทหารพรานนาวิกโยธินสกัด 3 รถต้องสงสัย ยึดบุหรี่เถื่อนเต็มคัน มูลค่ากว่า 65 ล้านบาท รวบ 7 ราย ชายแดนจันทบุรี

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านแปลง ปฏิบัติการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจการลักลอบกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน

กระทั่งเวลาประมาณ 23.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยจำนวน 3 คันผ่านเข้ามาในพื้นที่ จึงเข้าตรวจสอบและตรวจค้น พบรถยนต์ 1 คันบรรทุกบุหรี่ต้องสงสัยผิดกฎหมายมาเต็มคันรถ มูลค่าของกลางประมาณ 65 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงควบคุมรถยนต์ทั้ง 3 คัน พร้อมบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 7 ราย นำไปตรวจสอบและสอบสวนเพิ่มเติม ณ ฐานปฏิบัติการคลองตาดำ ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบจำนวนและรายละเอียดของบุหรี่ที่ตรวจยึด ตลอดจนขยายผลถึงที่มา เส้นทางการลำเลียง และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

แม้ปัจจุบันพื้นที่ชายแดนในความรับผิดชอบของกองทัพเรือจะดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” แต่การปิดด่านมิได้หมายความว่าความพยายามลักลอบข้ามแดนหรือขนส่งสิ่งผิดกฎหมายจะหมดไป เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังทั้งช่องทางธรรมชาติและเส้นทางที่อาจถูกใช้หลีกเลี่ยงจุดผ่านแดนอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง กองทัพเรือจึงยังคงบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ทั้งการข่าว การลาดตระเวน การตั้งจุดสกัด และการซุ่มเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบและอาชญากรรมทุกรูปแบบ

“ปิดด่าน 100% ไม่ได้หมายถึงแค่ปิดประตูชายแดน แต่หมายถึงต้องเฝ้าทุกช่องทาง ไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายเล็ดลอดเข้ามาได้”

‘สุริยะ’ ดันยางพารายุคใหม่!! ลงพื้นที่สงขลา ฟังปัญหาเกษตรกร มอบเงินอุดหนุนเสริมศักยภาพสถาบันเกษตรกร ส่งเสริมปลูกพืชแซมลดเสี่ยงราคายาง ช่วยเพิ่มรายได้เสริมคุมความผันผวน

“สุริยะ” ดันยางพารายุคใหม่ ปลูกพืชแซมลดเสี่ยงราคายาง

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่สหกรณ์กองทุนสวนยางคลองช้าง จำกัด ตำบลบางเหรียง อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา พบปะและรับฟังปัญหาจากเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อนำข้อมูลประกอบการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบเงินอุดหนุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานให้แก่สถาบันเกษตรกรด้านยางพารา 6 แห่ง และมอบเงินอุดหนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์อีก 3 แห่ง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและเสริมความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกรในพื้นที่

นายสุริยะ กล่าวว่า ยางพาราเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ มีเกษตรกรเกี่ยวข้องกว่า 1.5 ล้านคน การสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรและเพิ่มมูลค่าผลผลิตจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการใช้พื้นที่สวนยางให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การปลูกพืชร่วมยางและพืชแซมยางในช่วงที่ต้นยางยังไม่ให้ผลผลิต เพื่อสร้างรายได้เสริมและลดการพึ่งพารายได้จากยางพาราเพียงทางเดียว

จากนั้น คณะได้เดินทางเยี่ยมชมแปลงเกษตรของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งมีการปลูกพืชร่วมยางและพืชแซมยาง รวมถึงสับปะรดและไม้พะยูง สะท้อนแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่อย่างคุ้มค่า ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้หลายทางระหว่างรอผลผลิตยาง และช่วยกระจายความเสี่ยงในช่วงที่ราคายางผันผวน ภายใต้แนวคิด “ใช้พื้นที่คุ้มค่า มีรายได้หลายทาง ลดความเสี่ยง สร้างความมั่นคงให้ครัวเรือนเกษตรกร”

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1553986493430349&set=a.301244415371236

DPU เปิดเวที “KITCHEN STAGE HACKATHON” ประชัน 50 เมนูสุขภาพ ดัน Functional Food สู่เศรษฐกิจใหม่ 50 ทีมประชันเมนูสุขภาพในเวทีปรุงสุข คัด “5 จานเด่น” ต่อยอดอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต

DPU เปิดเวที “KITCHEN STAGE HACKATHON” ประชัน 50 เมนูสุขภาพในโครงการ “ปรุงสุข” ยกระดับอุตสาหกรรม Functional Food สู่พื้นที่เศรษฐกิจใหม่

เมื่อเร็วๆนี้ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการแข่งขันทำอาหารรอบ KITCHEN STAGE HACKATHON ในโครงการปรุงสุข โดยมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 50 ทีมจาก 200 ทีม ร่วมรังสรรค์เมนูสุขภาพ ภายใต้เวลา 1 ชั่วโมง เพื่อเฟ้นหายอดทีม “Top 30” และ “5 จานเด่น” สำหรับขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านเมนูสุขภาพสู่สังคมและธุรกิจในวงกว้าง โดยมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทั้ง 10 ท่านร่วมตัดสิน

ผลปรากฏว่า ทีมที่มีคะแนนสูงสุด 5 อันดับแรกจนคว้ารางวัล "5 จานเด่น" ได้แก่ ทีม Carrot Labs, เสิร์ฟสุข, กล้วยเชื่อมใจ, มิสแกรนด์ปรุงสุข และ สุขใจได้ปรุง นอกจากนี้ ทั้ง 5 ทีมยังรวมกับทีมที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอีก 25 ทีม เป็นกลุ่ม Top 30 ซึ่งได้รับเงินรางวัลสนับสนุนทีมละ 10,000 บาท พร้อมสิทธิ์การตีพิมพ์สูตรอาหารลงในหนังสือ Cookbook ของโครงการ ได้แก่ ทีม 4 หนุ่มแอนโท, ฝรั่งขี้นก, แตงกวาสายรุ้ง, แพงดิ๊ก, อะโวคาโด้บู้สบู้ส, มะเขือเทศราชินี, Morning P, Bijin Tomato, พริกแดงแกงร้อน, Flying Angel, ตู้กับข้าว, มะเขือเทศแด๊งแดง, Wellness Cuisine, มะม่วงเบา แต่ไม่เบา, ซูกินี, มันดีต่อใจ, คะน้าฮ่องกง, ปรุงรัก ปรุงสุข, Magic miracle, แตงกวาดอง, Beta Bright Pumpkin, กล้วยหักมุข, มะเขือเทศสีดา, ทองก้อน และ Eataholic

สำหรับบรรยากาศการแข่งขันในรอบนี้ยังเต็มไปด้วยมิตรภาพ ความคึกคักและเข้มข้นอย่างยิ่ง โดยมี ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมเยี่ยมชมและให้กำลังใจกับผู้เข้าแข่งขัน ซึ่งผู้เข้าแข่งขันทุกทีมต้องนำองค์ความรู้ด้านโภชนาการและเทคนิคต่าง ๆ ตลอดการอบรม 6 เดือนมาประยุกต์ใช้ในการสร้างเมนูอาหาร Functional Food ที่อุดมด้วยสารอาหารตามธรรมชาติ หรือสารอาหารเฉพาะที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ และช่วยลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาวะได้มากกว่าโภชนาการพื้นฐานทั่วไป ภายใต้เกณฑ์การพิจารณาโครงสร้างเมนูอาหาร 6 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 2.องค์ประกอบสารอาหารและโภชนาการ 3.คุณค่าหลักของเมนู 4.การตอบโจทย์พฤติกรรมการกินอาหารสุขภาพ 5.ต้นทุนและโอกาสเชิงพาณิชย์ในการทำธุรกิจอาหารสุขภาพ และ 6.ความโดดเด่นของเมนูอาหารที่แตกต่างจากคู่แข่ง

พร้อมกันนี้ยังได้รับเกียรติจากเชฟผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ และผู้เชี่ยวชาญในวงการมาร่วมงาน ได้แก่ เชฟคิตตี้-เสาวกิจ ปรีเปรม, เชฟเปี๊ยก-วัชรพงษ์ เมฆผึ้ง, เชฟเจเรมี่ ซีเมี่ยน, เชฟแตง-จิตรลดา สิระชาดาพงศ์, เชฟเต้-จักรพรรดิ์ พจน์ชัยกุล, เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์, เชฟเชอร์รี-อนัญญวีร์ งามจิตสิทธิชัย, เชฟพิช-พิชญุตม์ เหมชาติวิรุฬห์ พร้อมด้วย คุณฝน-กฤดิ์ชนา หุตะแพทย์ และ อาจารย์ฟิล์ม-ดร.กฤชมงคล กมลสุวรรณ มาร่วมให้คะแนนและคัดเลือกผลงานอย่างละเอียดตามมาตรฐานสากล โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนจากรสชาติความกลมกล่อม ความคิดสร้างสรรค์ การจัดจานและการนำเสนอ ข้อมูลทางโภชนาการ และศักยภาพเชิงธุรกิจ

นอกจากนี้ ในงานช่วงเช้าของโครงการยังมีการจัดบรรยายพิเศษโดย เชฟเคนท์-วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ ในหัวข้อ “อาหารเป็นยา” พร้อมทั้งเล่าถึงเกร็ดประสบการณ์ส่วนตัวในอดีตที่เคยคิดจะหันหลังให้กับอาชีพเชฟ ก่อนที่จะตัดสินใจกลับคืนสู่เส้นทางนี้เพราะตระหนักถึงคุณค่าของวัตถุดิบและอาหารที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องร่างกายช่วยดูแลและส่งเสริมสุขภาพ พร้อมสาธิตการทำเมนูสุขภาพอย่าง “บวดเผือกมะพร้าวอ่อน” ให้แก่ผู้เข้าอบรมอย่างใกล้ชิด

ทางด้าน ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ขับเคลื่อนโครงการ Thailand Skill Bridge ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์และความคาดหวังในการสร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ โดยระบุว่าอาหารไทยมีจุดเด่นเรื่องสมุนไพรและคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นเอกลักษณ์ และโครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญในการบ่มเพาะศักยภาพของผู้ประกอบการให้สามารถนำเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์อาหารมาแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็น Functional Food เพื่อสร้างโอกาสทางการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหารไทยในอนาคต

“อาหารไทยมีจุดเด่นเรื่องสมุนไพรและคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นเอกลักษณ์ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การประกวดทำอาหารสุขภาพ แต่คือการบ่มเพาะศักยภาพของผู้ประกอบการยุคใหม่ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหารและเทคโนโลยีมาแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็น Functional Food ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสร้างพื้นที่การแข่งขันใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพของไทยในอนาคต”

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้กล่าวสรุปภาพรวมความสำเร็จของโครงการ พร้อมทั้งได้ประกาศข่าวดีเรื่องการนำผลงานจากเมนูสุขภาพทั้ง 50 เมนูของผู้ที่ผ่านการคัดเลือกรอบ 50 ทีมสุดท้ายไปจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม Cook Book นอกจากนี้ยังมีแผนต่อยอดนำผลงานของผู้เข้าแข่งขันไปสู่กิจกรรม Chef’s Table ในอนาคต เพื่อเปิดเวทีระดับมืออาชีพและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

“ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาของการอบรม เราได้เห็นความมุ่งมั่นและการเติบโตของผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่าน ซึ่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะไม่หยุดพัฒนาอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องการต่อยอดองค์ความรู้ออกสู่สังคม โดยหลังจากนี้ ทั้ง 50 เมนูสุขภาพที่รังสรรค์ขึ้นในรอบนี้ จะถูกรวบรวมและจัดพิมพ์เป็นหนังสือ Cook Book เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ นอกจากนี้ DPU ยังมีแผนจัดกิจกรรม Chef’s Table ในอนาคตอันใกล้ เพื่อนำเมนูเด่นเหล่านี้มาเสิร์ฟจริงในรูปแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งถือเป็นการสร้างเวทีระดับมืออาชีพและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในโครงการ”

จาก “พระเดือน” สู่ “เณรบอส” “ขจร แสงหิรัญ” กับเส้นทางทำสื่อกว่า 10 ปี เล่าเรื่องธรรมะผ่านสัจธรรมของชีวิตใน “ขจรนอนวัด” จนคว้า “รางวัลชนะเลิศ” ประเภทสื่อ สาขาสื่อดิจิทัล จากเวที THAILAND MORAL AWARDS 2025

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในวาระครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรม ภายใต้แนวคิด “ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม” เพื่อยกย่องบุคคล ชุมชน องค์กร และสื่อที่เป็นต้นแบบด้านคุณธรรม และสามารถส่งต่อเรื่องราวของความดีให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง

ในปีนี้มีผู้ได้รับการยกย่องรวม 109 รางวัล แบ่งเป็นประเภทสื่อ 57 รางวัล ประเภทบุคคล 25 รางวัล และประเภทชุมชนและองค์กร 27 รางวัล โดยพิธีมอบรางวัลได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลและกล่าวโอวาท พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม และผู้แทนภาคีต่าง ๆ เข้าร่วมงาน

หนึ่งในผลงานที่ได้รับการยกย่องบนเวทีครั้งนี้ คือ “24 ชั่วโมง ตามติดชีวิตเณรบอส | แด่...หลวงปู่บุญโสม” ผลงานจากช่อง “ขจรนอนวัด” ของ ขจร แสงหิรัญ ซึ่งได้รับ รางวัลชนะเลิศ ประเภทสื่อ สาขาสื่อดิจิทัล

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการสร้างผลงานเพียงชิ้นเดียว หากมีเส้นทางการทำงานที่ต่อเนื่องมายาวนานกว่า 10 ปี

>> จากสารคดี “พระเดือน” สู่เส้นทางของ “ขจรนอนวัด”

หากย้อนกลับไปดูร่องรอยการทำงานของ ขจร แสงหิรัญ จะพบว่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและงานสารคดีไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อช่อง “ขจรนอนวัด” เป็นที่รู้จัก

ฐานข้อมูลห้องสมุดมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตมีบันทึกผลงานเมื่อปี พ.ศ. 2558 ชื่อภาพยนตร์สารคดี “พระเดือน” โดยระบุชื่อผู้สร้างคือ “ขจร แสงหิรัญ” สอดคล้องกับข้อมูลบนช่อง YouTube “ขจรนอนวัด Official Thailand” ซึ่งระบุเส้นทางการสร้างสารคดีมาตั้งแต่ปี 2015

ช่องขจรนอนวัดระบุเป้าหมายของการทำงานไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องการสร้างสรรค์สื่อคุณภาพสู่สังคม ผ่านรูปแบบทั้งสารคดี ประวัติศาสตร์ และภาพยนตร์ ขณะที่ขจรเองทำงานในหลายกระบวนการ ตั้งแต่ Producer, Director การเขียนบทสารคดี การถ่ายทำ การตัดต่อ ไปจนถึงการจัดการด้านเสียงบรรยาย

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา จึงเห็นได้ว่าเรื่องราวของวัด พระสงฆ์ สามเณร ประวัติศาสตร์ และการปฏิบัติธรรม ไม่ได้เป็นเพียงหัวข้อหนึ่งของการผลิตคอนเทนต์ แต่เป็นแนวทางการทำงานที่เขาทำมาอย่างต่อเนื่อง

>> เล่าเรื่อง “วัด” ผ่านเรื่องของ “คน”

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผลงานของ “ขจรนอนวัด” มีรูปแบบแตกต่างจากการนำเสนอเรื่องวัดโดยทั่วไป คือการไม่ได้หยุดอยู่เพียงการแนะนำสถานที่หรือบอกว่าแต่ละวัดมีสิ่งใดน่าสนใจ แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวของผู้คน ศรัทธา ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตที่อยู่ภายในสถานที่เหล่านั้น

เมื่อพิจารณารายชื่อผลงานของขจรนอนวัด จะพบเนื้อหาหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องของพระปฏิบัติ วัดในพื้นที่ต่าง ๆ ประวัติศาสตร์ ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เช่น สารคดีวัดเวฬุวัน ซึ่งมียอดรับชมมากกว่า 125,000 ครั้ง รวมถึงสารคดีเกี่ยวกับหลวงตาศิริ อินฺทสิริ วัดถ้ำพวง วัดเขาถ้ำเทพพิทักษ์ และเรื่องราวของพระสงฆ์หรือบุคคลที่ดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของความเชื่อและการปฏิบัติ

แนวทางดังกล่าวทำให้ “ธรรมะ” ไม่ได้ถูกนำเสนอในรูปแบบคำสอนเชิงนามธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ถูกถ่ายทอดผ่านเทคนิคของ Documentary Storytelling และเรื่องราวของชีวิตจริง ทำให้ประเด็นที่บางคนอาจมองว่าอยู่ไกลตัว สามารถเชื่อมโยงกับชีวิตของผู้ชมได้มากขึ้น

ผลงาน “24 ชั่วโมง ตามติดชีวิตเณรบอส | แด่...หลวงปู่บุญโสม” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวทางนี้

การเลือกติดตามชีวิตของสามเณรตลอดช่วงเวลา 24 ชั่วโมง ทำให้พระพุทธศาสนาถูกถ่ายทอดผ่านกิจวัตร ความสัมพันธ์ การฝึกตน และรายละเอียดเล็ก ๆ ในชีวิตจริง แทนการนำเสนอผ่านคำสอนเพียงอย่างเดียว

ในโลกดิจิทัลที่ผู้ผลิตสื่อจำนวนมากแข่งขันกันเพื่อดึงความสนใจของผู้ชมภายในเวลาอันรวดเร็ว ขจรกลับเลือกใช้รูปแบบ “สารคดี” ซึ่งต้องอาศัยทั้งเวลา สมาธิ และความต่อเนื่องในการรับชม พร้อมเลือกเล่าเรื่องวัด พระ สามเณร ธรรมะ และคุณค่าของชีวิต ซึ่งอาจไม่ใช่เนื้อหาที่ถูกมองว่าเป็นกระแสหลักบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

แต่แนวทางที่แตกต่างนี้เอง ได้นำผลงานของเขาไปสู่ รางวัลชนะเลิศ ประเภทสื่อ สาขาสื่อดิจิทัล จากเวที THAILAND MORAL AWARDS 2025

>> เมื่อแนวทางที่เลือกเดิน ได้รับการยอมรับบนเวทีระดับประเทศ

THAILAND MORAL AWARDS เป็นรางวัลระดับประเทศที่ดำเนินการโดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ภายใต้แนวคิด “คนดีมีพื้นที่ยืน ความดีมีพื้นที่ในสังคม”

สำหรับ THAILAND MORAL AWARDS 2025 ประเภทสื่อ ครอบคลุมทั้งหมด 8 สาขา ได้แก่ ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง หนังสือ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล โดยผลงานที่ได้รับการพิจารณาต้องมีแนวคิด เนื้อหา และรูปแบบที่ส่งเสริมคุณธรรม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจ และมีผลเป็นที่ประจักษ์ต่อชุมชน สังคม หรือสื่อสาธารณะ

ด้วยเหตุนี้ การได้รับรางวัลชนะเลิศของ “24 ชั่วโมง ตามติดชีวิตเณรบอส | แด่...หลวงปู่บุญโสม” จึงไม่ได้สะท้อนเพียงคุณภาพด้านการผลิตสื่อ แต่ยังสะท้อนถึงการที่ผลงานสามารถถ่ายทอดคุณค่าและส่งต่อเรื่องราวไปยังผู้ชมได้

จากสารคดี “พระเดือน” ในปี พ.ศ. 2558 มาจนถึงผลงานที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ระยะเวลามากกว่า 10 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานอย่างต่อเนื่องในแนวทางที่ขจร แสงหิรัญ เลือกเดินมาตั้งแต่ต้น

>> จากเรื่องธรรมะ สู่คุณค่าที่ส่งต่อสังคม

ความสำเร็จของ “ขจรนอนวัด” จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะกับผลงานสารคดีเรื่องหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า สื่อที่เลือกเล่าเรื่องอย่างมีจุดยืนและทำงานในแนวทางนั้นอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างพื้นที่ของตัวเองขึ้นมาได้

จากการเล่าเรื่องพระพุทธศาสนา วัด พระสงฆ์ สามเณร ประวัติศาสตร์ และการปฏิบัติธรรม ขจร แสงหิรัญ ใช้รูปแบบสารคดีพาผู้ชมเข้าไปมองเห็นชีวิต ความสัมพันธ์ ศรัทธา และคุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายในเรื่องราวเหล่านั้น

รางวัลชนะเลิศ THAILAND MORAL AWARDS 2025 ประเภทสื่อ สาขาสื่อดิจิทัล จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงผลของการทำงานที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนว่าสื่อดิจิทัลไม่ได้มีพื้นที่เฉพาะสำหรับเรื่องที่รวดเร็วหรือเป็นกระแสเท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่สำหรับเรื่องราวที่สามารถส่งต่อคุณค่าและสร้างความหมายให้กับสังคมได้เช่นกัน

และสำหรับ ขจร แสงหิรัญ พื้นที่นั้นมีชื่อว่า “ขจรนอนวัด”

แหล่งอ้างอิง
1. ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) — ข่าวพิธีมอบ THAILAND MORAL AWARDS 2025 
2. ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) — ข้อมูลการคัดเลือกและแนวคิด THAILAND MORAL AWARDS 
3. ช่อง YouTube: ขจรนอนวัด Official Thailand
4. ฐานข้อมูลห้องสมุดมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต — รายการผลงานนิเทศศาสตร์ พ.ศ. 2558 
5. Facebook: Moral Center / ศูนย์คุณธรรม 
จัดทำจากข้อมูลที่สืบค้นและเรียบเรียง ณ 31 สิงหาคม 2569

ปิดฉากตำนานฟ้าขาว ‘ลิโอเนล เมสซี’!! ประกาศเลิกเล่นทีมชาติอาร์เจนตินาอย่างเป็นทางการ หลังรับใช้ชาติตั้งแต่ปี 2005 พร้อมฝากแชมป์โลก 2022 เป็นมรดก ทำสถิติลงเล่น 207 นัด ยิง 125 ประตู รับเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวด

ลิโอเนล เมสซี แข้งซูเปอร์สตาร์ประกาศเลิกเล่นทีมชาติอาร์เจนตินาอย่างเป็นทางการพร้อมรับเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวด

โดย เมสซี ลงสนามให้กับอาร์เจนตินาชุดใหญ่มาตั้งแต่ปี 2005 อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ในปี 2016 เจ้าตัวเคยรีไทร์จากการเล่นให้ทัพ “ฟ้าขาว” มาแล้วก่อนจะคัมแบ๊กอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2018

และดาวเตะจาก อินเตอร์ ไมอามี รายนี้ก็มีส่วนสำคัญช่วยให้ อาร์เจนตินา คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022

อย่างไรก็ตามหลังจากจบศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่ทัพ “ฟ้าขาว” ได้รองแชมป์มีกระแสข่าวว่า เมสซี จะอำลาทีมชาติอาร์เจนตินา

ล่าสุดแข้งวัย 39 ปีรายนี้ยืนยันเรื่องดังกล่าวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า “หลังจากเวลาผ่านไปนานนับตั้งแต่รอบชิงชนะเลิศ และหลังจากคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้ว ผมอยากจะบอกทุกคนว่า ผมขอประกาศเลิกเล่นทีมชาติ มันเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวด และยังคงเจ็บปวดอยู่ลึกๆ ข้างใน แต่ผมเข้าใจว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสม”

“ผมขอสาบานว่าผมทุ่มเททุกอย่างเสมอ ไม่ใช่แค่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่เราคว้าแชมป์ทุกอย่าง แต่ก่อนหน้านั้นด้วย ผมต่อสู้และทุ่มเททุกอย่างเพื่อเสื้อตัวนี้ เพื่อนำความสุขมาให้พวกคุณ และทำให้พวกคุณรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นชาวอาร์เจนตินาผ่านฟุตบอล”

“เหลือเวลาไม่มากแล้ว และบทต่างๆ ก็กำลังจะจบลง นี่เป็นบทที่เจ็บปวดที่สุดบทหนึ่ง ผมรัก ผมรัก และผมจะรักการเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติเสมอ ผมทุ่มเททุกอย่างที่มี และผมไม่มีอะไรจะให้ได้อีกแล้ว”

“นอกจากนี้ ยังมีนักเตะดาวรุ่งฝีมือดีมากมายที่กำลังก้าวขึ้นมาและสมควรที่จะได้อยู่ที่นี่”

ทั้งนี้ เมสซี ลงสนามให้ อาร์เจนตินา ทั้งหมด 207 นัดทุกรายการทำได้ 125 ประตูหับ 68 แอสซิสต์ซึ่งนอกจากแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 แล้วเจ้าตัวยังเคยพาทัพ “ฟ้าขาว” คว้าแชมป์โคปา อเมริกา 2 สมัยในปี 2021, 2024 และฟินาลิสซิมา 1 สมัยในปี 2022 เป็นต้น

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10381778

Veeam ชูศักยภาพ AI คุมข้อมูล!! เปิดตัว agentic AI ช่วยธุรกิจไทย รับมือกฎ PDPA และ AI governance ลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพงานความเป็นส่วนตัว ขยายขีดความสามารถควบคุม AI ด้วย DataAI

กรุงเทพฯ ประเทศไทย — Veeam Software ซึ่งเป็น The Data and AI Trust Company นำเสนอ agentic AI ศักยภาพสูงบน Veeam DataAI™ Command Platform โดยออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรนำมาตรการดูแลด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและ AI governance ไปปฏิบัติได้จริงในสภาพแวดล้อมข้อมูลและ AI ที่ซับซ้อน

องค์กรธุรกิจในประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของไทยกำหนดหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้ในระบบ AI รวมถึงข้อพิจารณาด้านการขอความยินยอมและการโอนข้อมูลข้ามพรมแดน ทั้งนี้ ร่างแนวปฏิบัติของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในการพัฒนาและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 และร่างพระราชบัญญัติ AI ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 มีข้อเสนอเกี่ยวกับข้อกำหนดเพิ่มเติม ซึ่งจะมีผลใช้บังคับต่อเมื่อได้รับการประกาศใช้เป็นกฎหมาย โทษปรับทางปกครองสะสมภายใต้ PDPA มีมูลค่าเกินกว่า 21.5 ล้านบาท จาก 6 กรณี และ 9 คำสั่ง รวมถึงค่าปรับ 8 รายการ มูลค่ารวม 14.5 ล้านบาท ที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นอกจากนี้ PDPA ยังกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลต้องแจ้งต่อสำนักงาน PDPC ในทันที หรือภายใน 72 ชั่วโมง นับแต่ทราบถึงเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่การละเมิดนั้นไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล อย่างไรก็ตาม โปรแกรมที่ใช้ในการบริหารจัดการความเป็นส่วนตัวจำนวนมากยังต้องอาศัยการประเมินด้วยตนเอง สเปรดชีต และกระบวนการทำงานที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เจษฎา ภาสวรวิทย์ ผู้อำนวยการอาวุโสประจำประเทศไทยของ Veeam กล่าวว่า “สำหรับองค์กรธุรกิจไทย เรื่องนี้ไม่ใช่การถกเถียงในเชิงทฤษฎีอีกต่อไป เพราะ PDPC ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแนวปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลใน AI ขณะที่ ETDA ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ AI ว่าทุกธุรกิจต้องแสดงให้เห็นได้ว่า AI ขององค์กรใช้ข้อมูลอย่างไร รวมทั้งตอบสนองนโยบายการกำกับดูแลอย่างไร ขณะที่ธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล(regulated sectors)ต่างขยายขอบเขตการใช้งาน AI ดังนั้น ความสามารถในการแสดงหลักฐานของการกำกับดูแล ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตั้งแต่แรก ไม่ใช่สิ่งที่นำมาเพิ่มภายหลัง”

นอกจากนี้ องค์กรธุรกิจในประเทศไทยวางใจเลือกใช้ Veeam ในด้าน Data Resilience มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) สามารถลดระยะเวลาการกู้คืนและการค้นหาข้อมูลจากหนึ่งชั่วโมงเหลือเพียงห้านาที ขณะที่ KBTG ซึ่งเป็นบริษัทในเครือธนาคารกสิกรไทย ประหยัดเวลาการทำงานด้านธุรการได้ราว 900 ชั่วโมงต่อเดือน พร้อมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย; และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไอทีได้ถึง 99% ความเชี่ยวชาญด้านการกู้คืนข้อมูลที่สั่งสมมานี้ จึงเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการขยายขีดความสามารถด้านการกำกับดูแลในยุค Agentic AI
เมื่อผู้ใช้งานเลือกตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เช่น การปฏิเสธเทคโนโลยีการติดตาม หรือจำกัดวิธีการที่ข้อมูลของตนจะถูกป้อนให้กับโมเดลของ AI ความต้องการเหล่านั้นต้องได้รับการตอบสนองจากทุกระบบที่ข้อมูลเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เฉพาะระบบที่ผู้ใช้กดเลือกเท่านั้น โดย Consent Agent ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยระบุช่องว่างที่เกี่ยวข้องกับการขอความยินยอมและสนับสนุนเวิร์กโฟลว์การแก้ไข ทำให้ทีมงานด้านความเป็นส่วนตัว กฎหมาย และการตลาดมองเห็นการกำกับดูแลการขอความยินยอมทั่วทั้งระบบที่เชื่อมโยงกันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกเหนือจาก Consent Agent แล้ว Veeam ยังได้แนะนำ AI agents เพิ่มอีกสองตัวที่ช่วยแบ่งเบางานปฏิบัติการที่ใช้เวลามากที่สุดออกจากทีมงานด้านความเป็นส่วนตัว ซึ่งรวมถึงการทำแบบฟอร์มออนไลน์สำหรับคำขอด้านความเป็นส่วนตัวและการประเมินการปฏิบัติตามกฎระเบียบทั่วไปให้เป็นแบบอัตโนมัติด้วย

“ในโลกยุคปัจจุบัน วิธีการคิดในด้านความเป็นส่วนตัวและการกำกับดูแล AI ต้องปรับเปลี่ยนให้ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง นโยบายที่ตายตัวและการรายงานรายไตรมาสถูกออกแบบมาสำหรับโลกที่ข้อมูลเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าและ AI ยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจ ทว่า โลกใบนั้นได้จบสิ้นลงแล้ว” Michael Dolan รองประธานและ Chief Privacy Officer ของ Best Buy กล่าว

PrivacyOps AI agents บนเฟรมเวิร์กของ DataAI Command Platform
Consent Agent, Data Subject Request Agent และ Assessment Agent พร้อมให้บริการแล้วในฐานะส่วนหนึ่งของ Veeam DataAI™ Command Platform โดยทำให้เวิร์กโฟลว์ด้านความเป็นส่วนตัวและการกำกับดูแล AI ที่มีความซับซ้อนสามารถดำเนินงานได้แบบอัตโนมัติ ช่วยให้ทีมงานเน้นการตัดสินใจที่ต้องใช้ดุลยพินิจของมนุษย์

Consent Agent: AI agent แบบครบวงจรสำหรับการกำกับดูแลการขอความยินยอมและการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริหารจัดการระบบการขอความยินยอมแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างแบนเนอร์และการทดสอบอัตโนมัติ ไปจนถึงการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและการแก้ไขอัตโนมัติ โดยจับสัญญาณการขอความยินยอมของผู้ใช้จากโดเมนของลูกค้า รวมถึงการตั้งค่าคุกกี้ การปฏิเสธข้อเสนอทางการตลาด การเพิกถอนสิทธิ์สำหรับการปรับแต่งด้วย AI และข้อจำกัดการประมวลผลปลายทาง จากนั้นจะช่วยส่งต่อและบังคับใช้สัญญาณเหล่านั้นในระบบที่เชื่อมโยงและได้รับการกำหนดค่าให้รองรับความต้องการดังกล่าว รวมถึงแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ AI pipelines เทคโนโลยีโฆษณา แอปพลิเคชัน SaaS และระบบนิเวศของบุคคลที่สาม ด้วยพลังจากฐานข้อมูลกฎระเบียบของ Veeam เอเจนต์นี้ให้บริการการประเมินความเสี่ยงภายใต้ขอบเขตอำนาจทางกฎหมาย (jurisdiction-aware risk scoring) และแดชบอร์ดแบบรวมศูนย์ โดย Consent Agent พร้อมให้บริการแล้วในวันนี้

Data Subject Request Agent: สร้างและดูแลแบบฟอร์มสำหรับรับคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลที่กำหนดค่าให้เหมาะกับขอบเขตการดำเนินงานและกฎระเบียบขององค์กร ทีมงานสามารถจัดทำแบบฟอร์มได้ภายในไม่กี่นาทีและปรับให้เป็นปัจจุบันตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ โดยไม่ต้องรอการตรวจสอบจากฝ่ายกฎหมายหรือใช้เวลาของนักพัฒนาทุกครั้งที่กฎหมายมีการเปลี่ยนแปลง Veeam ประมาณการว่า Data Subject Request Agent สามารถลดเวลาในการจัดทำแบบฟอร์มคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล (DSR) ได้ราว 50% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดและการนำไปใช้งานขององค์กร โดย Data Subject Request Agent พร้อมให้บริการแล้วในวันนี้

Assessment Agent: วิเคราะห์หลักฐานสนับสนุนเพื่อจัดทำคำตอบสำหรับแบบประเมินที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละองค์กร ครอบคลุมการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPIA) การประเมินความสอดคล้องตาม EU AI Act และแบบสอบถามความเสี่ยงของผู้ขาย โดย Assessment Agent พร้อมให้บริการแล้วในวันนี้

สร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงานด้านความเป็นส่วนตัว การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการกำกับดูแล AI

ความสามารถต่าง ๆ ที่กล่าวถึงนี้มีอยู่ใน Veeam DataAI™ Command Platform ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจรสำหรับความน่าเชื่อถือของข้อมูลและ AI โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ผสานรวม DataAI Security, DataAI Governance, DataAI Compliance, DataAI Privacy และ DataAI Resilience เข้าด้วยกัน และขับเคลื่อนด้วย DataAI Command Graph ซึ่งเป็นชั้นข้อมูลอัจฉริยะของ Veeam ที่มีส่วนเชื่อมต่อหลายร้อยรายการ ครอบคลุมสภาพแวดล้อมบนคลาวด์ SaaS และภายในองค์กร

DataAI Privacy ขับเคลื่อนด้วย People Data Graph ซึ่งเป็นกราฟข้อมูลอัจฉริยะด้านอัตลักษณ์ (identity intelligence graph) ที่ออกแบบมาเพื่อรวมข้อมูลส่วนบุคคลทั้งแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้างเข้าด้วยกันในสภาพแวดล้อมไฮบริดมัลติคลาวด์ สิ่งนี้สนับสนุนการบังคับใช้นโยบายแบบเรียลไทม์ตามเขตอำนาจกฎหมาย และสร้างหลักฐานที่พร้อมสำหรับการตรวจสอบ (audit-ready evidence) ว่ามีการนำเจตนารมณ์และนโยบายไปปรับใช้อย่างไร AI agents ของ Veeam ทำงานบนบริบทที่อัปเดตอย่างต่อเนื่องแทนที่จะเป็นภาพรวม ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง จึงช่วยให้การกำกับดูแลก้าวทันกับ AI
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AI agents เหล่านี้ได้ที่บล็อกของ Veeam ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ www.veeam.com

ดราม่าหลังไทยโค่นจีนไม่เป็นผล!! สื่อจีนปั่นดราม่าโค้ชอ๊อด “ดีใจเกินงาม” ชาวเน็ตจีนสวนกลับขี้แพ้ชวนตี ชี้ควรโฟกัสผลงานในสนาม ชาวเน็ตจีนย้ำไทยชนะสมควรได้ฉลอง

‘สูตรสำเร็จปั่นดราม่า’ จุดไม่ติด สื่อจีนแซะโค้ชลูกยางไทย 'ดีใจจนเกินงาม' เจอชาวเน็ตจีนสวนยับ ‘อย่าทำนิสัยขี้แพ้ชวนตี’

หลังจบศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย ณ นครเทียนจิน ซึ่งทีมนักตบสาวไทยสร้างมหากาพย์พลิกแซงเอาชนะเจ้าภาพทีมชาติจีนไปได้อย่างดุเดือด 3-2 เซต คว้าแชมป์พร้อมคว้าตั๋วตรงสู่โอลิมปิกเกมส์ ลอสแอนเจลิส 2028 ไปครองได้สำเร็จ

ท่ามกลางความดีใจของแฟนกีฬาชาวไทย สื่อโซเชียลจีนอย่าง "เถียนเสี่ยวเม่ยคุยเรื่องกีฬา" (甜小妹说球) กลับออกมาโพสต์บทความเชิงตำหนิการแสดงออกของ “#โค้ชอ๊อด เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร” หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย จนกลายเป็นประเด็น

สื่อดังกล่าวระบุว่า การที่โค้ชเกียรติพงษ์ปล่อยโฮและกระโดดโลดเต้นฉลองชัยชนะอย่างสุดเหวี่ยงในสนามของจีน เป็นพฤติกรรมที่ "ไม่ให้เกียรติเจ้าภาพ" พร้อมยกเหตุผลว่า ฝั่งตรงข้ามคือนักกีฬาดาวรุ่งจีนที่กำลังใจสลายหลังกรำศึกหนักถึง 5 เซต ยิ่งไปกว่านั้น สื่อรายนี้ยังพยายามดึงประเด็นส่วนตัวมาผูกโยง โดยอ้างว่าในฐานะที่เขาเป็นสามีของ "เฝิงคุน" มือเซตระดับตำนานของจีน และได้รับความเอ็นดูจากวงการวอลเลย์บอลจีนมาโดยตลอด เขาควรจะรักษาน้ำใจของฝั่งจีนให้มากกว่านี้

#ชาวเน็ตจีนไม่เอาด้วยแถมรุมจวกเละ

ทว่าความพยายามในการปลุกกระแสชาตินิยมและสร้างความคับแค้นใจกลับ "กลับตาลปัตร" อย่างสิ้นเชิง เมื่อแฟนวอลเลย์บอลและชาวเน็ตจีนส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะคล้อยตาม คอมเมนต์ยอดนิยมใต้บทความกลายเป็นการรวมพลังสั่งสอนผู้เขียนอย่างดุเดือด โดยมองว่านี่คือทัศนคติของคน "ขี้แพ้ชวนตี" ที่ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย

ความคิดเห็นจากชาวเน็ตจีนที่ได้รับยอดกดไลก์เยอะ สะท้อนมุมมองที่ตรงไปตรงมา เช่น

-"แพ้ก็คือแพ้ คนอื่นเขาฉลองแล้วจะไปอิจฉาตาร้อนทำไม"
-"คนเขียนนี่เพี้ยนเหรอ? คนอื่นเขาได้แชมป์ จะให้เขาแอบดีใจเงียบๆ เพราะกลัวเจ้าบ้านที่ไม่เอาถ่านจะอารมณ์เสียหรือไง"
-"ผู้ชนะคือผู้กล้า คนเขาชนะแล้วจะไม่ให้เขาดีใจได้ยังไง หรือจะให้เขาร้องไห้ตามคนแพ้?"
-"แม่ทัพที่พ่ายศึก จะมาเรียกร้องศักดิ์ศรีอะไร ตัวเองได้เปรียบทั้งเสียงเชียร์ในบ้านแต่เล่นห่วยเอง ไม่ยอมมองหาข้อบกพร่อง แต่กลับมาเขียนโจมตีคนอื่น ใจแคบเกิ๊น"

#ชาตินิยมยุคใหม่ที่ใช้เหตุผล

ปรากฏการณ์ทัวร์ลงสื่อชาติตัวเองในครั้งนี้สะท้อนชัดเจนว่า สังคมและแฟนกีฬารุ่นใหม่ของจีนมีวุฒิภาวะสูงขึ้นอย่างมาก พวกเขามองการแข่งขันกีฬาด้วยหลักความเป็นมืออาชีพ เข้าใจดีว่าความสุขและการหลั่งน้ำตาหลังชัยชนะของโค้ชไทยคืออารมณ์ร่วมที่บริสุทธิ์ของมนุษย์

กระแสชาตินิยมแบบมืดบอดที่มักถูกสื่ออิสระ (Self-Media) จีนนำมาใช้เป็น "สูตรสำเร็จล่ายอดวิว" นั้นเริ่มใช้ไม่ได้ผลในยุคปัจจุบัน เพราะแฟนกีฬาจีนเลือกที่จะเคารพความพยายามของผู้ชนะ พร้อมทั้งมองความพ่ายแพ้ของทีมชาติตนเองอย่างมีเหตุผล มากกว่าการหลบอยู่หลังข้ออ้างเรื่องมารยาทที่ไร้น้ำหนัก

ที่มา : https://www.facebook.com/100059514523438/posts/1435783608415443/?rdid=oOKtvbMODdTdUyDO#

ไทยลุยปราบชาวต่างชาติ!! หวั่นกิจกรรม "สีเทา" กระทบธุรกิจไทย รวมเครือข่ายผิดกฎหมายทั่วประเทศ ชี้ลดโอกาสแรงงานและเสียธรรมาภิบาล รอแนวทางคุมเข้มธุรกิจต่างชาติให้โปร่งใส

ประเทศไทยจะหยุดชาวต่างชาติที่เข้ามาเอาเปรียบประเทศได้อย่างไร?

ผู้ติดตามจำนวนมากแสดงความคิดเห็นว่าพวกเขากังวลเกี่ยวกับกิจกรรม “สีเทา” ที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยและธุรกิจไทย โดยกิจกรรมเหล่านี้รวมถึง:

🏢 การใช้บริษัทตัวแทนและบริษัทที่ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของโดยไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง
🎰 เครือข่ายการพนันผิดกฎหมาย
🚫 การหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
📞 ศูนย์หลอกลวงทางโทรศัพท์
💸 การปล่อยสินเชื่ออย่างผิดกฎหมาย
.
และยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย

กิจกรรมเหล่านี้บั่นทอนธุรกิจไทยที่ดำเนินงานอย่างถูกต้อง ลดโอกาสของแรงงานไทย และสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในภาคการผลิต การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

แล้วประเทศไทยควรทำอย่างไรเพื่อจัดการกับกิจกรรมเหล่านี้ และทำให้มั่นใจว่าธุรกิจของชาวต่างชาติดำเนินงานอย่างถูกกฎหมายและเป็นธรรม?

แสดงความคิดเห็นของคุณด้านล่าง

ประวัติศาสตร์ลูกยางไทย!! ตบสาวไทยกู้ศักดิ์ศรีเอเชีย ชนะจีน 3-2 เซต ล้มเจ้าภาพจีนต่อหน้าแฟนเทียนจิน คว้าแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 ตีตั๋วลุยโอลิมปิก 2028 ทะยานขึ้นอันดับ 14 โลกชั่วคราว

วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Women's Volleyball Continental China 2026) ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน เกมในรอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 30 ส.ค.69 วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย อันดับ 17 ของโลก พบกับ จีน เจ้าถิ่น ทีมอันดับ 7 ของโลก ซึ่งนัดนี้มีตั๋วไปโอลิมปิก 2028 ที่แอลเอ สหรัฐอเมริกา เป็นเดิมพัน

เกมกับจีน ผู้เล่น 6 คนแรกของไทย ประกอบไปด้วย พรพรรณ เกิดปราชญ์ , พิมพิชยา ก๊กรัมย์ , ชัชชุอร โมกศรี, ศศิภาพร จันทวิสูตร, แก้วกัลยา กมุลทะลา, ทัดดาว นึกแจ้ง โดยมีปิยะนุช แป้นน้อย เป็นตัวรับอิสระ หรือ ลิเบอโร่

ผลการแข่งขันนัดนี้สู้กันอย่างสนุก ถึง 5 เซต ก่อนจะเป็น ตบสาวไทย เล่นได้อย่างสุดยอด เอาชนะ จีนไป 3-2 เซต 25-20, 11-25, 23-25, 25-18, 15-10 ผงาดคว้าแชมป์เอเชีย สมัยที่ 4 ต่อจากปี 2009 2013 และ 2023 พร้อมได้ตั๋วไปโอลิมปิก 2028 ที่สหรัฐอเมริกา กลายเป็น 1 ใน 12 ทีมของโลก ถือเป็นโอลิมปิกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากรอคอยมากว่า 62 ปี

อันดับโลกล่าสุด วอลเลย์บอลหญิงไทย
จากชัยชนะแห่งประวัติศาสตร์ ผงาดแชมป์เอเชีย สมัยที่ 4 วอลเลย์บอลสาวไทย ได้คะแนนสะสมอันดับโลกเพิ่ม 10.35 รวม 230.68 คะแนน ทะยานไปรั้งอันดับ 14 ของโลกเป็นการชั่วคราว ส่วนจีน คะแนนสะสมลดลงเหลือ 311.82 แต่ยังรั้งอันดับ 7 ของโลกเท่าเดิม

ที่มา : https://www.tnews.co.th/sport/volleyball/658216

‘นิพนธ์’ เตือน ‘สิงโต’ !! ชี้นักการเมืองรุ่นใหม่ ต้องไม่ตกในบ่อน้ำเน่า อย่าเล่นการเมืองด้วยข่าวลือ ย้ำใครออกโฉนดทับที่สาธารณะต้องรับผิดเอง ยกกรณีบุกรุกโบราณสถานชัดเจน

“นิพนธ์” เตือน “สิงโต” คิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ อย่ากระโดดลงบ่อน้ำเน่าการเมืองเก่า ย้ำใครออกโฉนดทับที่สาธารณะ คนนั้นรับผิด ยกกรณีบุกรุกโบราณสถานที่ศาลยังสั่งจำคุก

จากกรณีที่นายศักดิ์สิทธิ์ (สิงโต) ขาวทอง สส.สงขลา แชร์เนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาที่ดินกุโบร์ท่ายาง ต.นาทับ อ.จะนะ พร้อมข้อความในลักษณะพาดพิงนักการเมือง น. ในพื้นที่นั้น

ล่าสุด นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตนเกิดและเติบโตที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ บ้านและครอบครัวประกอบอาชีพอยู่ในพื้นที่มาโดยตลอด ทุกวันนี้สถานประกอบการของครอบครัวก็มีที่ตั้งเป็นหลักเป็นแหล่ง ทั้งที่จะนะและสิงหนคร มีการประกอบธุรกิจที่สามารถตรวจสอบได้ ทำมาหากินอย่างเปิดเผยตามกฎหมาย

“บ้านผมสอนลูกหลานมาตลอดว่า จะหาเงินต้องหาอย่างสุจริต ทำมาหากินก็ต้องมีอาชีพ มีสถานประกอบการเป็นหลักเป็นแหล่ง ให้คนตรวจสอบได้ เงินที่เอากลับเข้าบ้านต้องเป็นเงินที่เราตอบได้ว่ามาจากไหน”
นายนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งที่ครอบครัวไม่เคยสอน คือการให้ลูกหลานแสวงหารายได้จากสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบ่อนการพนัน ทำเว็บพนัน ใช้บุคคลอื่นเป็นนอมินี หรือทำธุรกิจอย่างหนึ่งไว้บังหน้ากิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

“ผู้ใหญ่ที่บ้านไม่เคยสอนว่า ถ้าอยากมีเงินก็ไปเปิดบ่อน ไปทำเว็บพนัน หรือเอาธุรกิจถูกกฎหมายมาบังหน้าเรื่องที่ผิดกฎหมาย เราโตมากับคำสอนว่า เงินสุจริตอาจหาได้ช้ากว่า แต่ใช้ได้อย่างไม่ต้องหลบหน้าใคร”

นายนิพนธ์กล่าวถึงกรณีที่ดินกุโบร์ท่ายาง นาทับว่า ขอให้สังคมแยกระหว่างข้อเท็จจริงกับการกล่าวหาทางการเมืองให้ชัดเจน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่มีที่ดินอยู่ในบริเวณกุโบร์ที่กำลังเป็นข่าวแม้แต่แปลงเดียว
“ผมพูดตรง ๆ วันนี้เลยว่า ผมไม่มีที่ดินตรงกุโบร์แม้แต่แปลงเดียว เพราะฉะนั้นใครมีหลักฐานก็เอาออกมา อย่าพูดกันตามร้านน้ำชาแล้วเอามาแต่งเรื่องต่อ”

“ส่วนใครที่มีที่ดินอยู่ตรงนั้น หากตรวจสอบแล้วพบว่าเอาที่สาธารณะไปออกโฉนดโดยมิชอบ คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบเอง ต้องเพิกถอน ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย จะเป็นใคร เป็นญาติใคร หรืออยู่ฝ่ายการเมืองไหนก็ไม่เกี่ยว เพราะคนทำต้องรับผิด ไม่ใช่เอานามสกุลของคนอื่นไปรับผิดแทน”
นายนิพนธ์กล่าวว่า หลักดังกล่าวไม่ใช่เรื่องซับซ้อน เพราะในจังหวัดสงขลาเองก็เคยมีกรณีบุกรุกพื้นที่ของรัฐและโบราณสถานที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาแล้ว ซึ่งนายศักดิ์สิทธิ์เองก็น่าจะรู้จักเรื่องนี้เป็นอย่างดี

“กรณีคนเข้าไปบุกรุกโบราณสถาน เขาน้อย-เขาแดง นายศักดิ์สิทธิ์ก็น่าจะรู้จักดี เพราะมีญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดอยู่ในคดีนั้น และศาลก็มีคำพิพากษาแล้วว่าใครทำ ใครต้องรับผิด”

คดีดังกล่าวเป็นกรณีลักลอบขุดดินออกจากพื้นที่โบราณสถานเขาน้อย อ.สิงหนคร จนเกิดหลุมลึกประมาณ 20 เมตร และอยู่ห่างจากฐานเจดีย์โบราณเพียง 34 เมตร โดยศาลจังหวัดสงขลาพิพากษาจำคุกจำเลยหลัก 2 ราย คนละ 6 ปี ไม่รอลงอาญา พร้อมชดใช้ค่าเสียหายรวม 10.5 ล้านบาท และจำเลยอีก 3 รายถูกพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา ก่อนที่วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยหนึ่งในจำเลยที่ถูกพิพากษาจำคุก 6 ปี เป็นพี่สาวของนายเดชอิศม์ ขาวทอง ซึ่งเท่ากับเป็นญาติผู้ใหญ่ของนายศักดิ์สิทธิ์โดยตรง

“ผมไม่ได้พูดเรื่องนี้เพื่อเอาครอบครัวใครมารับผิดแทนกัน แต่ยกขึ้นมาให้เห็นหลักง่าย ๆ ว่า ญาติทำ ญาติก็รับผิด คนอื่นไม่ได้รับผิดแทน เช่นเดียวกัน ถ้าที่กุโบร์มีใครออกโฉนดทับที่สาธารณะ คนนั้นก็รับผิด จะเอาเรื่องของคนนั้นมาแต่งต่อแล้วโยนมาใส่ผมไม่ได้ เพราะแม้จะไม่เอ่ยชื่อ แต่คนที่ได้อ่านก็เชื่อได้ว่ากล่าวหาใคร”

นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า ในการทำงานการเมือง ตนได้รับการสอนเช่นเดียวกันว่า อำนาจและตำแหน่งมีไว้ทำงานให้ประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ และการได้มาซึ่งคะแนนเสียงควรเกิดจากผลงาน ความไว้วางใจ และการอยู่กับประชาชน ไม่ใช่จากอำนาจของเงินที่ไม่สามารถอธิบายที่มาได้
“ผมเป็นนักการเมือง ก็ต้องลงพื้นที่ ทำงาน แก้ปัญหาให้ประชาชน ทำให้เขาเห็นว่าเราทำอะไรให้บ้านเมือง ที่บ้านไม่ได้สอนว่าอยากเป็นนักการเมืองก็ไปหาเงินสีเทามาซื้อใจประชาชน ไม่ได้สอนว่าเงินมาจากไหนไม่สำคัญ ขอเพียงมีมากพอสำหรับเลือกตั้ง สำหรับผม เงินทุกบาทต้องตอบประชาชนได้ว่ามาจากไหน เพราะถ้าวันหนึ่งนักการเมืองต้องพึ่งเงินจากสิ่งผิดกฎหมาย วันนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังเงินก้อนนั้นต่างหากที่จะกลายเป็นเจ้าของนักการเมือง”

นายนิพนธ์กล่าวว่า ตนเห็นนายศักดิ์สิทธิ์เป็นเหมือนลูกหลาน จึงอยากเตือนด้วยความหวังดีว่า หากตั้งใจจะสร้างภาพของการเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็ควรเริ่มต้นจากการทำการเมืองด้วยข้อเท็จจริง ไม่ควรหยิบข่าวลือหรือข้อสงสัยมาปรุงแต่งให้กลายเป็นข้อกล่าวหา

“สิงโตยังเป็นคนรุ่นใหม่ ผมเห็นเหมือนลูกเหมือนหลาน จึงอยากฝากว่า ถ้าคิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็อย่ารีบกระโดดลงไปในบ่อน้ำเน่าของการเมืองแบบเก่า หากมีหลักฐานก็เอาหลักฐานมากาง ผิดตรงไหนก็ให้กฎหมายจัดการ แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน อย่าเอาเรื่องตามร้านน้ำชามาเต้าข่าวแล้วสาดใส่คนอื่น เพราะการเมืองแบบนั้นไม่ได้ทำให้คนพูดดูเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาเลย และถ้าจะยึดหลักว่าที่ดินของรัฐต้องได้รับการปกป้อง ผมเห็นด้วยเต็มร้อย กุโบร์เป็นที่สาธารณะ ก็ต้องปกป้อง โบราณสถานก็ต้องปกป้อง ที่หลวงก็คือที่หลวงเหมือนกันทั้งหมด ใครบุกรุก ใครเอาไปออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ คนนั้นต้องรับผิด ใช้มาตรฐานเดียวกัน อย่าเลือกความถูกต้องเฉพาะเรื่องที่ตัวเองเอาไปโจมตีคนอื่นได้”

นายนิพนธ์กล่าวทิ้งท้ายว่า การเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่อยู่ที่วิธีคิดและวิธีทำการเมือง อยากเป็นการเมืองรุ่นใหม่ ต้องสะอาดทั้งวิธีหาเงินและวิธีหาคะแนน อย่าใช้เงินที่ตอบที่มาไม่ได้ซื้อใจคน และอย่าใช้ข่าวที่ตอบข้อเท็จจริงไม่ได้ทำลายคนอื่น เพราะคนสงขลาเขาดูออกว่าใครทำมาหากินอะไร ใครอยู่กับประชาชนอย่างไร และใครสร้างตัวมาจากไหน ดังนั้นก่อนจะชี้นิ้วไปที่คนอื่น อย่าลืมว่าประชาชนเขาก็มองกลับมาที่ตัวเราและคนรอบตัวเราเหมือนกัน หากที่ดินแปลงใดที่นายสิงโตกล่าวว่าเป็นที่กุโบร์และเป็นที่สาธารณะควรแจ้งกรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดและดำเนินคดีกับผู้บุกรุก ผู้ออกโฉนด ดีกว่าโพสต์บน social media หวังโหนกระแสไปวันๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top