Saturday, 7 November 2026
NEWS FEED

Emma Clinic ปรับทัพใหญ่!! ผนึกทีมแพทย์กว่า 10 ท่าน ยกระดับศัลยกรรมความงามไทย” ชูแนวคิด Facial Design ออกแบบความงามเฉพาะบุคคล พร้อมเดินหน้าพัฒนามาตรฐานสากล AACI

Emma Clinic ปรับทัพ ผนึกทีมศัลยแพทย์ มุ่งยกระดับศัลยกรรมไทย

Emma Clinic เดินหน้าสู่ปีแห่งการพัฒนา มุ่งยกระดับศักยภาพองค์กรและมาตรฐานการดูแลด้านศัลยกรรม พร้อมผนึกกำลังทีมศัลยแพทย์และแพทย์เฉพาะทางกว่า 10 ท่าน นำโดย หมอเจษ นพ.เจษฎา ลิ่มภัทรวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ตกแต่งประจำคลินิก ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการเสริมจมูกเทคนิคโอเพ่น (Open Reconstruction) และ หมอเติ้ง นพ.ภาณุพงศ์ นาเจริญกุล ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางประจำคลินิก ร่วมขับเคลื่อนการออกแบบความงามเฉพาะบุคคล ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพการรักษาและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้รับบริการในระยะยาว

หัวใจสำคัญของการพัฒนาคือแนวคิด “Facial Design” ที่ให้ความสำคัญกับการประเมินโครงสร้างใบหน้าและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ อย่างเป็นองค์รวม โดยมีแพทย์เป็นผู้วิเคราะห์และวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ครอบคลุมบริการเสริมจมูก เสริมคาง ทำตาสองชั้น ปรับรูปทรงปาก ดูดไขมันบริเวณใบหน้า และการดูแลผิวพรรณ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและข้อจำกัดทางการแพทย์ของแต่ละราย

คุณหนึ่งฤทัย งามบุญสวัสดิ์ CMO ของ Emma Clinic กล่าวว่า “ปีนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของ Emma Clinic ที่เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งศักยภาพทีมงาน คุณภาพการบริการ และการสร้างความแตกต่างผ่านแนวคิด Facial Design เราต้องการให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลที่เหมาะสมกับตนเอง พร้อมได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน”

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Emma Clinic ในปีนี้ คือการได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) จากองค์กรรับรองมาตรฐานด้านการแพทย์ระดับสากลจากสหรัฐอเมริกา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการดำเนินงาน ควบคู่กับการต่อยอดองค์ความรู้ผ่าน Emma Academy ซึ่งร่วมพัฒนาหลักสูตรกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และยกระดับศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง

การพัฒนาในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการต่อยอดบริการ แต่เป็นการวางรากฐานให้องค์กรเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมร่วมขับเคลื่อนวงการศัลยกรรมไทยด้วยความเชี่ยวชาญ ความรับผิดชอบ และมาตรฐานการดูแลที่ให้ความสำคัญกับผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง

โอลิมปิก 2032 ผวาจระเข้ยักษ์!! พบจระเข้น้ำเค็มยาว 3 เมตร ใกล้แม่น้ำฟิตซ์รอย สนามแข่งเรือพายที่ออสเตรเลีย นักกีฬาหวั่นความปลอดภัย แต่รัฐบาลควีนส์แลนด์ยังมั่นใจจัดแข่งได้

นักกีฬาเรือพาย และสังคม แสดงความกังวลที่ เรือพาย โอลิมปิก 2032 จะยังแข่งขันที่ แม่น้ำ ฟิตซ์รอย หลังมีการพบเจอของ จระเข้น้ำเข็ม ความยาว 3 เมตร แต่ ฝั่งหน่วยงานรับผิดชอบยังทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

จระเข้น้ำเข็มถูกพบที่หลุม 11 ของสนามกอล์ฟ นอร์ท ร็อกแฮมป์ตัน ทำให้สนามกอล์ฟออกมาย้ำเตือนสมาชิกในการเข้าใช้บริการสนามกอล์ฟ และจุดดังกล่าวอยู่ไม่ใกล้จาก แม่น้ำฟิตซ์รอยที่ถูกกำหนดให้เป็นสถานที่จัดแข่งขันเรือพายและแคนูสปริ้นท์ในโอลิมปิก 2032 เพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมของรัฐควีนส์แลนด์ ยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่า ยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์ล่าสุดนี้

เรื่องนี้ เรย์ เอเบิร์ต สมาชิกตลอดชีพของสมาคมเรือพายออสเตรเลีย เผยกับสื่อออสเตรเลียว่า “มันค่อนข้างน่าตกใจสำหรับผมเหมือนกัน ผมเคยพูดมาตลอดว่าเรื่องจระเข้เป็นปัญหาสมัยก่อน แต่ตอนนี้ผมขอยอมรับในสิ่งที่นักการเมืองทุกคนยังไม่ยอมรับ นั่นคือ บางทีผมอาจจะคิดผิดไป สิ่งที่ผมกังวลไม่ใช่จระเข้ตัวที่เรามองเห็นหรอกครับ แต่เป็นตัวที่เรามองไม่เห็นต่างหาก””

เอเบิร์ต กล่าวว่า รายงานการพบจระเข้ในบริเวณใกล้เคียงก่อนหน้านี้ รวมถึงเหตุการณ์สองครั้งในเดือนธันวาคม 2024 ที่พบจระเข้ขนาดราว 2.5 เมตร และ 1 เมตร ควรนำมาพิจารณาในการประเมินความเสี่ยงด้วย พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า เจ้าหน้าที่จะรับประกันความปลอดภัยของนักกีฬาอย่างไร หากแม่น้ำแห่งนี้ยังคงได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดแข่งโอลิมปิก

อย่างไรก็ตาม เดวิด คริซาฟุลลี นายกรัฐมนตรีรัฐควีนส์แลนด์ ยังคงมั่นใจในศักยภาพของเมืองร็อกแฮมป์ตันในการจัดแข่งขันเรือพาย โดยได้ลดกระแสความกังวลขณะให้สัมภาษณ์ว่า ”ความสำเร็จที่ผ่านมาหลายทศวรรษพิสูจน์แล้วว่าที่นี่เป็นสนามแข่งระดับโลก ที่นี่เป็นชุมชนที่ยอดเยี่ยม และพวกเขาจะทำหน้าที่นี้ได้ดีมากๆ”

สตีเฟน ไมล์ส ผู้นำฝ่ายค้านของรัฐควีนส์แลนด์ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลของคริซาฟุลลีเปิดเผยผลการประเมินทางเทคนิคที่ใช้สนับสนุนการ ขณะที่ เครก แฟรงกลิน ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ได้ระบุว่า การตัดสินใจเลือกสถานที่นี้เป็นการกระทำที่โง่เขลา

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10459268

‘อาจารย์อุ๋ย’ เรียกร้องรัฐบาลวางมาตรการป้องกันชายแดน!! ชี้กฎหมาย UN เปิดทางไทยใช้กระสุนจริงป้องกันตนเองได้ หากเข้าเงื่อนไขการถูกโจมตีด้วยกำลังอาวุธ ไม่ว่าผู้โจมตีเป็นทหารเมียนมาหรือชนกลุ่มน้อย ย้ำต้องพิสูจน์ภัยคุกคามและใช้กำลังอย่างได้สัดส่วน

“อาจารย์อุ๋ย” ลั่น! กระสุนตกฝั่งไทย ยิงกระสุนจริงจริงตอบโต้ได้ตามกฎหมาย UN ไม่ว่าฝ่ายยิงเป็นชนกลุ่มน้อยหรือรัฐบาลพม่า!

3 พฤศจิกายน 2569 — นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความคิดเห็นถึงกรณีการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังชนกลุ่มน้อย ซึ่งอาจส่งผลให้กระสุนปืนใหญ่หรือระเบิดตกเข้ามาในดินแดนไทยว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น กองทัพไทยมีสิทธิยิงตอบโต้หรือไม่ หรือต้องทำได้เพียงส่งหนังสือประท้วงทางการทูตและยิงกระสุนควันเตือนเท่านั้น

“ผมยืนยันว่า กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้บังคับให้ประเทศไทยต้องยืนรับกระสุนจากการสู้รบของประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่มีสิทธิป้องกันตนเอง และไม่ได้กำหนดว่ากองทัพไทยต้องใช้เพียงกระสุนควันหรือยิงเตือนก่อนเสมอไป หากสถานการณ์เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายระหว่างประเทศ กองทัพไทยสามารถใช้กระสุนจริงเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามได้ ไม่ว่าผู้โจมตีจะเป็นกองทัพรัฐบาลเมียนมาหรือกองกำลังชนกลุ่มน้อยก็ตาม

กฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 2(4) ห้ามรัฐใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมืองของรัฐอื่น ขณะที่มาตรา 51 รับรองสิทธิโดยธรรมชาติของรัฐในการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defense) เมื่อถูกโจมตีด้วยกำลังอาวุธ (Armed Attack) ดังนั้น หากประเทศไทยถูกโจมตีจนเข้าเงื่อนไขดังกล่าว ไทยย่อมมีสิทธิใช้กำลังทหารเพื่อป้องกันตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีประชาชนไทยเสียชีวิตก่อน

หากกองทัพไทยสามารถใช้เรดาร์ตรวจจับวิถีกระสุนหรือระบบตรวจการณ์ทางทหาร จนยืนยันพิกัดฐานยิงต้นทางในฝั่งเมียนมาได้อย่างชัดเจน และพบว่าฐานยิงดังกล่าวกำลังโจมตีประเทศไทยจนเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 51 กองทัพไทยอาจใช้กำลังยิงตอบโต้ไปยังเป้าหมายทางทหารนั้นเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เพียงกระสุนควันหรือกระสุนเตือน แต่สามารถใช้กระสุนจริงได้ หากเป็นมาตรการที่จำเป็นและได้สัดส่วนกับภัยที่กำลังเผชิญ

ผมขอย้ำว่า กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้กำหนดให้กองทัพไทยต้องยิงกระสุนควันก่อน แล้วจึงค่อยยิงกระสุนจริงเสมอไป หากกำลังเผชิญการโจมตีด้วยกำลังอาวุธที่เข้าเงื่อนไขการป้องกันตนเอง การใช้กระสุนจริงเพื่อหยุดยั้งการโจมตีอาจกระทำได้ตั้งแต่แรก โดยไม่ต้องรอให้การยิงเตือนล้มเหลวหรือมีประชาชนไทยเสียชีวิตก่อน

แม้ตรวจสอบพบว่ากระสุนที่ตกเข้ามาในประเทศไทยถูกยิงมาจากกองกำลังชนกลุ่มน้อย ไม่ใช่กองทัพรัฐบาลเมียนมา ก็ไม่ได้หมายความว่าไทยจะหมดสิทธิอ้างมาตรา 51 เพราะมีแนวทางการตีความกฎหมายระหว่างประเทศที่ยอมรับสิทธิป้องกันตนเองจากการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ (Non-State Armed Groups) โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นกองทัพของรัฐอื่นเสมอไป แนวทางนี้ได้รับการสนับสนุนจากแนวปฏิบัติของรัฐหลายประเทศ รวมถึงมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1368 และ 1373 ภายหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001

ดังนั้น หากกองกำลังชนกลุ่มน้อยโจมตีประเทศไทยจนถึงระดับการโจมตีด้วยกำลังอาวุธตามมาตรา 51 ไทยย่อมมีฐานทางกฎหมายที่จะอ้างสิทธิป้องกันตนเอง และอาจใช้กระสุนจริงตอบโต้ต่อเป้าหมายทางทหารที่เกี่ยวข้องเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามได้ หากการใช้กำลังนั้นจำเป็น ได้สัดส่วน และมีฐานทางกฎหมายรองรับการปฏิบัติการข้ามพรมแดน 

การใช้กำลังดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้หลักความจำเป็น (Necessity) และความได้สัดส่วน (Proportionality) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยระดับการใช้กำลังต้องพิจารณาจากลักษณะและความรุนแรงของภัยคุกคามเป็นสำคัญ ความได้สัดส่วนไม่ได้หมายความว่าฝ่ายตรงข้ามยิงมาเท่าใด ไทยต้องยิงตอบโต้กลับไปเท่านั้น หรือจำเป็นต้องใช้อาวุธชนิดเดียวกัน หากสถานการณ์จำเป็น กองทัพไทยสามารถใช้กำลังที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการหยุดยั้งการโจมตีได้ ภายใต้ขอบเขตของสิทธิป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ในทางกลับกัน หากเป็นกระสุนที่หลงเข้ามาเพียงครั้งเดียว การยิงยุติลงแล้ว และไม่มีภัยคุกคามต่อเนื่อง การยิงกระสุนจริงข้ามพรมแดนเพื่อเอาคืนอาจกลายเป็นการใช้กำลังที่ผิดกฎหมายเสียเอง เพราะมาตรา 51 รับรองสิทธิในการป้องกันตนเอง ไม่ใช่สิทธิในการแก้แค้นทางทหาร

นอกจากมาตรการทางทหารแล้ว ประเทศไทยยังสามารถเพิ่มกำลังป้องกันชายแดน ใช้ระบบเฝ้าระวังและป้องกันภัยทางอากาศ อพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนพิจารณาจำกัดการผ่านแดนหรือควบคุมการส่งออกสินค้าที่อาจนำไปใช้ทางทหาร ภายใต้กฎหมายไทยและพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่เพียงการส่งหนังสือประท้วง

ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย รัฐบาลต้องรวบรวมหลักฐานทั้งชิ้นส่วนกระสุน พิกัดจุดตก ข้อมูลเรดาร์ และพยานหลักฐานอื่น เพื่อพิสูจน์ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ก่อเหตุ หากพิสูจน์ได้ว่ามีการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศที่ก่อให้เกิดความรับผิดของรัฐ ไทยสามารถเรียกร้องให้ยุติการกระทำ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และชดใช้ความเสียหายได้

ผมเห็นว่า รัฐบาลไทยต้องมีจุดยืนชัดเจนว่า สงครามภายในเมียนมาไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ประชาชนไทยต้องยอมเสี่ยงชีวิตหรือสูญเสียทรัพย์สิน การใช้กำลังทหารไม่ควรเป็นทางเลือกแรกในทุกสถานการณ์ แต่หากประเทศไทยเผชิญการโจมตีด้วยกำลังอาวุธที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 51 และจำเป็นต้องใช้กำลังเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคาม กฎหมายระหว่างประเทศก็ไม่ได้บังคับให้กองทัพไทยต้องใช้เพียงกระสุนควันหรือยืนรับกระสุนอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ว่าผู้โจมตีจะเป็นกองทัพรัฐบาลเมียนมาหรือกองกำลังชนกลุ่มน้อยก็ตาม

การรักษาสันติภาพไม่ได้หมายความว่าต้องยอมให้ใครยิงเข้ามาในแผ่นดินไทยโดยไม่ตอบโต้ ประเทศไทยควรอดกลั้นเมื่อยังมีทางเลือก แต่หากจำเป็นต้องใช้กำลังเพื่อปกป้องชีวิตประชาชนและอธิปไตยของชาติ กองทัพไทยก็ต้องพร้อมใช้สิทธิป้องกันตนเองอย่างเด็ดขาดภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เพราะความปลอดภัยของประชาชนไทยต้องมาก่อนเสมอ

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/1Be1mTdmDG/?mibextid=wwX

รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น เชิญชวนอ่าน “แผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน (2026-2030) จีนเปลี่ยนทิศ และนัยะต่อไทย” โดย International Study Center กระทรวงการต่างประเทศ

หนังสือเล่มใหม่ของ อ.ษร

ชวน #อ่านอนาคตจีน  อีก 5 ปีจากนี้ #จีนเปลี่ยนทิศ อย่างไร  จีนจะพลิกโฉมไปมากขนาดไหน แล้วจะกระทบไทยอย่างไร

หนังสือ “แผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน (ค.ศ.2026-2030) : จีนเปลี่ยนทิศ และนัยต่อไทย”

โดย รศ.ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น

จัดทำและเผยแพร่โดย ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (ISC) กระทรวงการต่างประเทศ, 2569 ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ International Studies Center

ติดตามอ่านกันได้ในรูปแบบ e-book ใน link นี้ https://isc.mfa.go.th/en/content/แผนพัฒนา-5-ปี-ฉบับที่-15-ของจีน-2026-2030

หนังสือเล่มนี้  เริ่มลงมือเขียนทันทีที่ทางการจีนเผยแพร่ “#แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่ 15” ตั้งแต่มีนาคม ปีนี้ (ต้องอดหลับอดนอน มาเป็นเดือนๆ เพื่อสิ่งนี้เลยค่า)

อ.ษรลุยอ่านต้นฉบับแผนพัฒนาฯ ฉบับ 15 ที่ทางการจีนเผยแพร่ใน version ภาษาอังกฤษ 100 กว่าหน้า แล้วแปลสรุปสาระสำคัญทั้งหมดไว้ในบทที่ 2 และวิเคราะห์ถอดรหัส #ทิศทางจีน  ในบทที่ 3

ส่วนบทที่ 4-5-6 คือ การวิเคราะห์ #ผลกระทบต่อไทย  ในมิติต่างๆ ทั้งด้านเกษตร อุตสาหกรรม พลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล ทรัพยากรมนุษย์  และเศรษฐกิจในภาคบริการ เช่น การเงิน การท่องเที่ยว การศึกษา และโลจิสติกส์

ในฐานะ “#นักจับตาจีน” China Watcher  อ.ษรเกาะติดตามอ่านและวิเคราะห์แผนพัฒนาฯ ของจีนมาตั้งแต่ฉบับที่ 11 จนถึงฉบับที่ 15 นี้แล้วด้วยนะคะ

ขอขอบคุณ #ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (ISC) กระทรวงการต่างประเทศที่ให้โอกาสและสนับสนุนในการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้   ขอขอบพระคุณท่านทูตอนุสนธิ์ ชินวรรโณ ผอ. #ISC และน้องเสก  เสกสรร อานันทศิริเกียรติ รวมทั้งทีมงาน ISC เบื้องหลังทุกท่านที่ช่วยกันเร่งผลิตหนังสือเล่มนี้จนสำเร็จ เพื่อหวังว่า จะเป็น #อาหารสมอง ให้ทุกท่านที่สนใจเรียนรู้และเกาะติดทิศทางจีนไปด้วยกัน

หนังสือเล่มนี้ #แจกฟรี ด้วยนะคะ 

ทาง ISC ผลิตหนังสือทั้งหมด  500 เล่ม หากสนใจ ติดต่อโดยตรงกับ ISC แล้วนำมาให้ผู้เขียนลงนามได้เลยนะคะ   ถ้าเรามีโอกาสเจอกันแบบตัวเป็นๆ ค่า

ขอบคุณผู้ติดตาม  my Follower ทุกท่านนะคะ  .. หวังว่า ผลงานเล็กๆ  แต่ทุ่มเทหมดใจชิ้นนี้   พอจะเป็นประโยชน์บ้างนะคะ ... สามารถทักมา comment และแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้เลยค่า

ที่มา : https://www.facebook.com/1037140385/posts/10240950677197634/?rdid=6JKKkYWAFZKtLmvx#

‘บุ๋ม ปนัดดา’ ควง ‘ทนายเพชร’ บุกกองปราบฯ!! แจ้งความดำเนินคดี ‘ก๊อต อธิป’ เตรียมชี้แจงรายละเอียดต่อสื่อ หลังให้ปากคำพนักงานสอบสวน ย้ำขอให้ข้อมูลตำรวจก่อนเปิดใจ

บุ๋ม ปนัดดา ควง ทนายเพชร ลุยแจ้งความกองปราบฯ ดำเนินคดี "ก๊อต" เตรียมเปิดใจหลังพบพนักงานสอบสวน

3 พฤศจิกายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" พร้อมด้วย "ทนายเพชร" ได้เดินทางมายังกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวน ในการแจ้งความดำเนินคดีกับ "ก๊อต อธิป" สามี 

บรรยากาศบริเวณหน้าอาคารกองปราบปรามเต็มไปด้วยความสนใจของสื่อมวลชนหลายสำนัก โดยทันทีที่เดินทางมาถึง บุ๋ม ปนัดดา ได้ยกมือทาบอก พร้อมกล่าวกับสื่อมวลชนด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความซาบซึ้งใจว่า “ขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามาให้ในช่วงเวลานี้ แต่ขอเข้าไปให้ข้อมูลและรายละเอียดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว จะออกมาเปิดใจและให้สัมภาษณ์ตอบทุกประเด็นกับสื่อมวลชนอย่างแน่นอน”

ด้าน ทนายเพชร ได้เปิดเผยถึงทิศทางเรื่องคดีและบทบาทการทำงานในฐานะทนายความว่า “ขณะนี้ยังไม่ได้ถอนตัวจากการเป็นทนายความให้แก่ บุ๋ม ปนัดดา แต่อย่างใด เนื่องจากในระยะหลังเจ้าตัวเริ่มรับฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำทางกฎหมายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตพบว่าไม่เป็นไปตามคำแนะนำ ก็จะพิจารณาความเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป”

ทั้งนี้ ความคืบหน้าหลังจากการเข้าพบพนักงานสอบสวน และรายละเอียดเกี่ยวกับการแจ้งความดำเนินคดี ทางบุ๋ม ปนัดดา และทนายความจะออกมาชี้แจงและตอบคำถามสื่อมวลชนอีกครั้งต่อไป

ที่มา : https://www.naewna.com/n/crime/145222/?fbclid=IwdGRjcAVWLB1jbGNrBVYsGmV4dG4DYWVtAjExAHBkb2YFc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEf1ngoXS2lHF_ZqxadcBPcqKWuvJu1ias9KnjC0YOXKOehxTBVIFVq_SMo7qI_aem_DUnddeE_aWvMkK8bFndqCQ

 

https://mgronline.com/crime/detail/9690000105282?fbclid=IwY2xjawVWP5pleHRuA2FlbQIxMABwZG9mAWJyaWQRMWx6MG9KemxBRWxBOGpvZXNzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEfjOHHFWiJ6eRPYXX_UBQ9MFVnWlwy93pe0szu4fB6PmkqE1Tx_1QgznVm99I_aem_JvgzWH3UvBh6sQ3Nuh3l-w 

‘วราวุธ’ เปิดปฏิบัติการกวาดล้างโรงงานกากอุตสาหกรรม!! ส่ง 50 ทีมลุยตรวจ 5 จังหวัด วันแรกตรวจ 80 แห่ง พบเข้าข่ายสั่งแก้ไข 63 แห่ง หยุดกิจการชั่วคราว 1 แห่ง จ่อปิดถาวรอีก 3 โรงงาน ลุยต่อเนื่องทั่วประเทศ ย้ำไม่มีละเว้นการบังคับใช้กฎหมาย

“วราวุธ” เผย ผลส่งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจตะลุยตรวจโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม พบ วันแรกปูพรมไป 80 รง. สั่ง หยุดชั่วคราว 1 แห่ง ปรับปรุง 63 แห่ง ลั่น ลุยต่อเนื่อง ย้ำ ยึดกรอบกฎหมาย

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับรายงานจาก นายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และนายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ตรวจสอบ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ระบุว่า ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเปิดปฏิบัติการ ตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด สำหรับการประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 เพื่อให้การดำเนินกิจการดังกล่าว อยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรฐานที่กำหนด โดยเร่งตรวจสอบโรงงานเป้าหมาย 3,049 แห่ง

โดยในวันแรกของปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการลงพื้นที่ในพื้นที่กลุ่ม A ใน 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ แบ่งทีมเป็นจังหวัดละ 10 ทีม รวมทั้งหมด 50 ทีม

โดยมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้นำคณะแต่ละชุด พร้อมได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น

ซึ่งผลการลงตรวจพบว่า มีการลงตรวจสอบทั้งหมด จำนวน 80 โรงงาน แบ่งเป็น โรงงานลำดับที่ 105 จำนวน 26 โรงงาน โรงงานลำดับที่ 106 จำนวน 52 โรงงาน และโรงงานลำดับอื่นๆ อีกจำนวน 2 โรงงาน ได้แก่ โรงงานอัดเศษโลหะ โรงงานหลอมผลิตภัณฑ์จากพลาสติก

และมีเหตุให้เข้าข่ายออกคำสั่งตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราวและปรับปรุงแก้ไขโรงงาน ตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง จำนวน 1 โรงงาน  และ ให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงาน ตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง จำนวน 63 โรงงาน

นอกจากนี้ทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจจากส่วนกลาง ได้ร่วมกันตรวจสอบข้อมูล โรงงานที่อยู่ระหว่าง เสนอคำสั่งให้ปิดโรงงานซึ่งจะมีผลเป็นการเพิกถอนใบอนุญาต จำนวน 3 โรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเร็วๆนี้

นายวราวุธ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการระดมพลตรวจครั้งแรกของชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ ส่งผลให้ตรวจสอบโรงงานได้อย่างเข้มข้น โดยได้กำชับให้ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจทุกคนทำงานด้วยความมุ่งมั่น  กล้าตัดสินใจภายใต้กรอบกฎหมาย ยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจจะลงพื้นที่ต่อเนื่องไปตลอดระยะเวลาที่กำหนด จนกว่าจะครบเป้าหมาย พร้อมย้ำให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด

เวียดนามกำลังมา ไทยกำลังแผ่ว!! ท่องเที่ยวไทยถึงเวลาต้องตื่น เปิดศึกชิงนักท่องเที่ยวอาเซียน เวียดนามเร่งโตสองหลัก ขณะที่ไทยเผชิญยอดนักท่องเที่ยวชะลอตัว

Kitti Pornsiwakit โพสต์ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว ว่า…

TOURISM WAR เวียดนามโตแรง ใกล้แซงไทย ท่องเที่ยวไทยต้องตื่น!

10 ความจริงที่เจ็บปวด แต่ไทยต้องยอมรับและปรับตัว

1. เวียดนามไม่ได้แค่ฟื้นตัว แต่กำลังแย่งส่วนแบ่งการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวโลก! ปี 2025 นักท่องเที่ยวทะลุ 21.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 20.4% ขณะที่ไทยมีประมาณ 33 ล้านคน แต่ลดลง 7.2%

ปีนี้เวียดนามโตเพิ่ม 15% ไทยมีแนวโน้มลดลงอีก 5% ไทยยังนำเวียดนามเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยว แต่กำลังเสียเปรียบด้านอัตราการเติบโต! 9 เดือนแรกปี 2026 ไทยลดลง 3.8% ขณะที่เวียดนามเพิ่มขึ้น 14.5% นี่คือสัญญาณเตือน ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม

เวียดนาม 24 ล้าน? ไทย 28.5 ล้าน?

#ล้านคนหนีไทยไปเวียดนาม?

2.  10 ปี เวียดนามโตจาก 10 ล้านเป็น 21.2 ล้านคน! เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า สะท้อนการขยายตลาดระยะยาว ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แม้จะผ่านวิกฤตโควิดก็ตาม เป้าหมาย 2030 เวียดนาม 40-50 ล้านคน

ไทยยังไม่กล้าตั้งเป้าหมายใกล้เคียงกัน ทั้งที่ 2019 ไทยเกือบ 40 ล้านคน มากกว่าเวียดนามกว่า 4 เท่า

3.  วีซ่าง่าย เที่ยวบินเพิ่ม เดินทางสะดวก คืออาวุธสำคัญ! เวียดนามใช้ E-Visa สูงสุด 90 วัน และขยายสิทธิพำนักสำหรับบางประเทศ เพราะรู้ว่าความสะดวกคือจุดเริ่มต้นของรายได้

4.  เวียดนามกำลังชนะใจนักท่องเที่ยวจีนบางส่วนที่ไทยเคยได้เปรียบ! ปี 2025 จีนเดินทางเข้าเวียดนามประมาณ 5.3 ล้านคน เทียบกับไทย 4.5 ล้านคน

5.  เวียดนามไม่ได้แข่งแค่ราคาถูก แต่แข่งด้วยความคุ้มค่า! ธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม โรงแรม และประสบการณ์ใหม่ ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าเงินที่จ่ายไปคุ้มค่า

ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของไทย

6.  การท่องเที่ยวไม่ควรจบเมื่อพระอาทิตย์ตก! เศรษฐกิจกลางคืนคือโอกาสเพิ่มรายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งอาหาร การแสดง ช้อปปิ้ง และความบันเทิง

เวียดนามกำลังเน้นเพิ่มมูลค่า แบบ 24 ชั่วโมง หลังได้ Volume แล้ว

7.  ประเทศไทยเก่งเรื่องสร้างโรงแรม แต่ยังมีโอกาสสร้างรายได้รอบโรงแรมอีกมหาศาล! ต้องเปลี่ยนจากขายห้องพัก ไปสู่การขาย Wellness, Gastronomy, Sports, Culture และ Experiences ตลอดทั้งวัน

8.  รัฐต้องเปลี่ยน Mindset จากคิดว่าจะเก็บอะไรเพิ่ม เป็นสร้างอะไรให้คนอยากจ่ายเพิ่ม! แทนที่จะพึ่งค่าธรรมเนียม ต้องสร้างสินค้าใหม่ อำนวยความสะดวก และจูงใจให้เอกชนลงทุนอย่างมีคุณภาพ

9.  สงครามท่องเที่ยวยุคใหม่ ไม่ได้วัดว่าใครมีนักท่องเที่ยวมากกว่า แต่วัดว่าใครสร้างมูลค่าได้มากกว่า! ประเทศที่ทำให้นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น กลับมาซ้ำ และสร้างรายได้ให้คนท้องถิ่นได้มากกว่า คือประเทศที่ชนะอย่างแท้จริง

สรุปว่า

“เวียดนามกำลังเร่งสร้างเหตุผลให้นักท่องเที่ยวมา อยู่ และใช้เงิน

ส่วนไทยต้องหยุดภูมิใจ กับความสำเร็จในอดีต แล้วเร่งสร้างเหตุผลใหม่ ให้คนทั้งโลกเลือกเราอีกครั้ง!”

อย่าแข่งกันเก็บเงินจากนักท่องเที่ยว แต่จงแข่งกันสร้างคุณค่าให้เขาเต็มใจจ่าย!

ที่มา : https://www.facebook.com/100002109974754/posts/28889371417383140/?rdid=O3vWoMPp7aImJiyO#

ทีมฟุตบอลปัตตานี เอฟซี ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

“ทีมฟุตบอลปัตตานี เอฟซี ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นความภาคภูมิใจชองคนปัตตานีทุกคน เป็นพื้นที่ผู้คนมาพบกัน มากกว่าสโมสรฟุตบอล แต่เป็นสัญลักษณ์ ความภาคภูมิใจของคนปัตตานี แฟนบอลหลากหลาย เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม

ไม่ว่าใครเป็นที่ปรึกษา บริหาร ผู้สนับสนุนมีส่วนร่วมกับสโมสร สิ่งสำคัญคือ ทำงานเพื่อประโยชน์ของทีม พัฒนาเยาวชน สร้างโอกาสให้คนในจังหวัด”

กรณีแต่งตั้ง แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลปัตตานี เอฟซี  ที่มีแฟนบอลบางส่วนไม่เห็นด้วย

ที่มา : https://www.facebook.com/100066536856245/posts/1483856793842202/?rdid=7LpfEc7cSGHq9Gey#

 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1482582803969601&id=100066536856245&rdid=aOQm3gCDCMjfSe9p#

รัฐบาลปักธงท่องเที่ยวไทย 4 ล้านล้าน! ดันไทยติดท็อป 30 โลก รุกตลาดนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก เร่งพัฒนาท่าเรือสำราญ–ยอร์ช หวังกระจายรายได้ถึงชุมชน

รบ.ยกระดับท่องเที่ยวไทย วางเป้ารายได้ 4 ล้านล้าน ติดท็อป 30โลก

รัฐบาลเดินหน้ายกระดับท่องเที่ยวไทย วางเป้ารายได้ 4 ล้านล้านบาท มุ่งติด 30 อันดับแรกด้านท่องเที่ยวโลก ผลักดันแผนพัฒนาท่าเรือสำราญ-ยอร์ช ขยายตลาดกำลังซื้อสูง พร้อมต่อยอด IMF–World Bank กระจายรายได้สู่ชุมชน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมได้หารือทิศทางการจัดทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2571–2575) โดยมุ่งเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ ขยายตลาดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชน พร้อมกำหนดเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวรวมไม่น้อยกว่า 4 ล้านล้านบาท และยกระดับอันดับดัชนีการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยว (TTDI) ของไทยให้อยู่ใน 30 อันดับแรกของโลก ตามเป้าหมายของร่างแผนดังกล่าว

นางสาวลลิดากล่าวว่า แนวทางสำคัญของแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติฉบับใหม่ คือการยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางเรือสำราญ (Cruise Tourism) และเรือยอร์ช (Yacht Tourism) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสร้างรายได้สูง แต่ประเทศไทยยังจำเป็นต้องพัฒนาท่าเทียบเรือสำราญและท่าจอดเรือยอร์ชให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำกรอบแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงในระดับนานาชาติ

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้หารือการต่อยอดโอกาสจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี IMF–World Bank 2569 โดยนำความสนใจที่ประเทศไทยได้รับจากผู้เข้าร่วมประชุมและนักเดินทางต่างชาติมาต่อยอดด้านการท่องเที่ยวในระยะยาว ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ททท. และภาคเอกชน

ในการส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวที่นำเสนอเอกลักษณ์และเสน่ห์ไทยสู่สายตานานาชาติ รวมถึงเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้กรุงเทพมหานคร เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมขยายตลาดนักท่องเที่ยวทั้งระยะใกล้และระยะไกล โดยตลาดระยะใกล้ให้ความสำคัญกับไต้หวัน เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ส่วนตลาดระยะไกลมุ่งส่งเสริมกิจกรรมขนาดใหญ่ การทำงานร่วมกับบริษัทนำเที่ยว และการขยายความร่วมมือกับสายการบิน เพื่อเพิ่มโอกาสเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยตลอดทั้งปี

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังมีข้อเสนอให้จัดทำปฏิทินกิจกรรมท่องเที่ยวรายจังหวัดตลอดทั้งปี เพื่อเชื่อมโยงเทศกาล วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมของชุมชนเข้ากับเส้นทางท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ โดยเผยแพร่ข้อมูลหลายภาษาเพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้ พร้อมพิจารณาแนวทางสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวหลายจุดหมายในแต่ละพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและทัวร์ผลไม้ตามฤดูกาล โดยเฉพาะในจังหวัดภาคตะวันออก เพื่อเพิ่มโอกาสจำหน่ายผลผลิตและสร้างรายได้โดยตรงให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และชุมชนท้องถิ่น

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้แก่นักท่องเที่ยวจากตลาดที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะเม็กซิโกและโคลอมเบีย รวมถึงอุซเบกิสถานและเบลารุส โดย ททท. เตรียมเสนอแนวทางพิจารณามาตรการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับทั้ง 4 ประเทศ ต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างประสานการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ E-Visa เพื่อลดระยะเวลาและอุปสรรคในการขอวีซ่า ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีผลบังคับใช้ พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจอนุญาตผู้โดยสารขาเข้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อลดระยะเวลารอคอยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว

สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างการบริหารงานท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานและการเตรียมร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกำหนดเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569

พร้อมเห็นชอบให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการฯ เพื่อเตรียมความพร้อมและประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ภารกิจด้านการท่องเที่ยวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพการบริหารงานและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน

 

ส่วนแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่ประชุมได้รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นต่อมาตรการดังกล่าว ซึ่งได้รับการตอบรับในทิศทางที่ดี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียดและพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่ได้เริ่มจัดเก็บ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการ เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายไปถึงทุกภาคส่วน ตั้งแต่สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร ไปจนถึงชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตลาดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง และการเชื่อมโยงกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตามทิศทางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 4” นางสาวลลิดากล่าว

ที่มา : https://www.innnews.co.th/news/news_1089893/

การเมืองไทยสะเทือนภัยสปายแวร์!! ‘ศิริโชค’ เผยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคำเตือนจาก Apple ตกเป็นเป้าหมายสปายแวร์รับจ้างระดับสูง จับตาเครื่องมือจารกรรมแบบ Pegasus ย้ำยังไม่พบหลักฐานว่าเจาะสำเร็จ

‘ศิริโชค’ เผยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคำเตือนจาก Apple โทรศัพท์ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยเครื่องมือจารกรรมไซเบอร์รับจ้างระดับสูง

2 พ.ย.2569-นายศิริโชค โสภา อดีตสส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง “โทรศัพท์เครื่องเดียว ความลับทั้งชีวิตอาจตกอยู่ในมือคนอื่น!” เนื้อหาระบุว่า ลองนึกภาพว่า มีใครบางคนอ่านข้อความในโทรศัพท์เราได้ ดูรูปถ่าย รู้ว่าเราไปไหน คุยกับใคร หรือแม้แต่แอบเปิดไมโครโฟนฟังเรา โดยที่เราไม่รู้ตัว ที่น่ากลัวคือ เราไม่จำเป็นต้องกดลิงก์หรือเปิดไฟล์อะไรเลย โทรศัพท์ก็อาจถูกเจาะได้!

นี่ไม่ใช่เรื่องในหนังสายลับ แต่เป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่จริง เช่น Pegasus เครื่องมือจารกรรมที่พัฒนาโดยบริษัท NSO Group ของอิสราเอล ซึ่งระบุว่าจำหน่ายให้เฉพาะหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลเท่านั้น

เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 29 ตุลาคม หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับคำเตือนจาก Apple ว่าโทรศัพท์ของท่านตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยเครื่องมือจารกรรมไซเบอร์รับจ้างระดับสูง (Mercenary Spyware) โดย Apple กล่าวถึง Pegasus ไว้ในคำเตือนด้วย

นี่ไม่ใช่คำเตือนทั่วไป แต่เป็นการแจ้งเตือนเฉพาะบุคคลที่ Apple มีความมั่นใจสูงว่าตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีแล้ว ส่วนจะเจาะสำเร็จหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ผมจึงประสาน DigitalReach ให้ตรวจสอบเบื้องต้น ซึ่งยังไม่พบหลักฐานว่าการโจมตีสำเร็จ และจำเป็นต้องประสาน Citizen Lab ของมหาวิทยาลัยโตรอนโต ประเทศแคนาดา เพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับประชาชน?

หากโทรศัพท์ของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านถูกเจาะสำเร็จ คนที่อยู่เบื้องหลังอาจรู้ว่าใครส่งหลักฐานการทุจริต ใครเป็นแหล่งข่าว หรือใครกำลังให้ข้อมูลที่ผู้มีอำนาจไม่อยากให้เปิดเผย คนที่หวังดีต่อบ้านเมือง อาจตกอยู่ในอันตรายเพียงเพราะไว้ใจส่งข้อความหาใครสักคน เรายังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้โจมตี แต่เรื่องนี้ควรได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ โดยเฉพาะประเด็นว่ามีการใช้เครื่องมือของรัฐหรือไม่

ผมอยากฝากเตือน สส. ทุกพรรค รวมถึงประชาชนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญ ให้ระมัดระวังความปลอดภัยของโทรศัพท์ให้มากขึ้น สมัยก่อน ถ้าใครอยากรู้ความลับเรา เขาต้องส่งคนมาแอบฟัง แต่วันนี้ คนที่แอบฟังเราอาจอยู่ไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร โดยที่เราไม่รู้เลยว่า ทุกคำที่พูด ทุกข้อความที่ส่ง มีใครอีกคนกำลังรับรู้ไปพร้อมกัน

ที่มา : https://www.thaipost.net/hi-light/1099724/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top